แมวตีนดำ แมวอันตรายที่สุดในโลก

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1693553454042800

1517359002066

คุณคงคิดว่าสัตว์ในตระกูลแมวที่อันตรายที่สุดในโลกจะมีขนาดใหญ่โตน่าเกรงขาม ทว่าสารคดีชุด Big Cats ทางช่องบีบีซีวันกลับเผยให้เห็นว่า “แมวตีนดำ″ (Black-footed cat) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นนักล่าที่อันตรายที่สุดในบรรดาสัตว์ตระกูลนี้กลับมีขนาดเล็ก อีกทั้งยังมีหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูไม่ต่างจากแมวบ้านทั่วไป

แมวตีนดำ เป็นสัตว์ในตระกูลแมวที่มีขนาดเล็กที่สุดในทวีปแอฟริกา โดยเพศเมียหนักราว 0.8-1.6 กิโลกรัม ส่วนเพศผู้หนักราว 1.6-2.1 กิโลกรัม มีความยาวลำตัวประมาณ 50 เซนติเมตร ความสูงที่หัวไหล่ราว 25 เซนติเมตร พวกมันมีถิ่นที่อยู่อาศัยในเขตแห้งแล้งทางตะวันตกเฉียงใต้และตอนใต้ของทวีปแอฟริกา คือในอาณาเขตของประเทศนามิเบีย, บอตสวานา, ซิมบับเว และแองโกลา

แม้แมวตีนดำจะมีขนาดเล็ก แต่มีนิสัยที่ดุร้ายมากหากต้องต่อสู้เพื่อปกป้องถิ่นที่อยู่หรือเมื่อถูกคุกคาม เป็นสัตว์ที่หากินในเวลากลางคืน โดยแต่ละคืนสามารถเดินออกล่าเหยื่อได้ไกลถึง 32 กิโลเมตร ซึ่งถือว่าไกลสำหรับแมวขนาดเล็กเช่นนี้ และด้วยความที่มันเป็นนักล่าที่ยอดเยี่ยม โดยมีอัตราความสำเร็จในการล่าเหยื่อ 60% ถือเป็นอันตราสูงสุดในบรรดาสัตว์ตระกูลแมวด้วยกัน จึงทำให้แมวตีนดำเป็นแมวที่อันตรายที่สุดในโลก

ที่มา : BBC Thailand

หุ่นยนต์คู่หูผู้สูงอายุ’ ช่วยลดความว้าเหว่และซึมเศร้า

3640012D-AAE3-48AE-ADC5-104445B9B20C_cx0_cy8_cw0_w1023_r1_s

บริษัทเทคโนโลยีของอิสราเอลพัฒนาหุ่นยนต์ตัวใหม่เพื่อใช้งานกับผู้สูงอายุที่อยู่เพียงลำพัง​

หุ่นยนต์ตัวนี้ถูกนำออกมาเเสดงในงาน Consumer Electronic Show ที่ลาสเวกัส หุ่นยนต์ ElliQ ถูกตั้งชื่อตามเทพธิดา Norse เเห่งความเป็นวัยทอง ผู้พัฒนาบอกว่า หุ่นยนต์ ElliQ เป็นเพศหญิงเเละเป็นหุ่นยนต์เเบบตั้งโต๊ะที่จะส่องเเสงสว่างทันทีที่ได้ถูกเรียกชื่อ

หุ่นยนต์ ElliQ ไม่มีใบหน้า ไม่มีเเขนเเละขา เเต่พูดได้ เเละพยายามกระตุ้นให้เพื่อนผู้สูงวัยทำโน่นทำนี่ ไม่ให้เกิดความเบื่อ หุ่นยนต์จะคอยเตือนผู้ใช้ว่านั่งเฉยๆ มาทั้งวันเเล้วเเละไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ เเละควรออกไปเดินเล่น

นอกจากนี้ หุ่นยนต์ตัวนี้ยังลอกเลียนเเบบการขยับศรีษะของคนด้วยเพื่อกระตุ้นการตอบสนองของผู้ใช้และยังเล่าเรื่องขำขันได้ด้วย

Dor Skuler ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Intuition Robotics กล่าวว่า หุ่นยนต์สามารถก้มหน้า เงยหน้า เเละยังเเสดงความรู้สึกตื่นเต้นได้ด้วย เขาบอกว่า หุ่นยนต์ ElliQ สามารถรับโทรศัพท์ได้ อ่านอีเมล์ได้ เเละยังเล่นดนตรีให้ผู้ใช้ฟังได้ด้วย

Skuler กล่าวว่า หุ่นยนต์ ElliQ จะช่วยรับมือกับปัญหาที่กำลังเพิ่มขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงด้านลักษณะประชากรศาสตร์ เขากล่าวว่า จีนมีประชากรสูงวัยจำนวนมากกว่าคนอายุน้อย ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายลูกคนเดียว เเละในยุโรปก็มีปัญหาเดียวกัน เพราะมีอัตราการเกิดต่ำมานานหลายสิบปีเเล้ว ปัญหาประชากรสูงวัยมีมากกว่าเด็กเกิดใหม่ จึงเป็นปัญหาระดับทั่วโลก

หุ่นยนต์ ElliQ รับคำสั่งจากเสียงของผู้ใช้ มีหน้าจอเเบบสัมผัสซึ่งผู้ใช้จะใช้ในการติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอก ไม่ว่าจะเป็นการเข้าไปดูหน้าเว็บไซท์ต่างๆ หรือสื่อสังคมออนไลน์ โดยมีหุ่นยนต์คอยช่วยเหลือ

Skuler กล่าวว่า หุ่นยนต์ตัวนี้ไม่มุ่งใช้ทดแทนคน เเต่มุ่งช่วยให้ผู้ใช้สูงวัยให้มีกิจกรรมทำ คงความแหลมคมทางความคิด มีการติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอก เเละมีส่วนร่วมในสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวภายในบ้านของตน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยวหรือซึมเศร้า

Skuler กล่าวว่า ยังไม่ได้กำหนดราคาของหุ่นยนต์ตัวใหม่นี้ และจะมีการทดสอบหุ่นยนต์ ElliQ โดยนำไปใช้งานจริงในบ้านของผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งในสหรัฐฯ เเละน่าจะนำออกมาจำหน่ายได้ภายในปีนี้

 

ที่มา :  https://www.voathai.com/a/companion-robot-elderly-tk/4207929.html

Facebook :https://www.facebook.com/bluecode06/posts/1568882359861807?pnref=story

พบคลื่นความโน้มถ่วง ยืนยันทฤษฎีสัมพัทธภาพ

หน่วยปฏิบัติการระดับสูงของอุปกรณ์สังเกตการณ์ LIGO ในสหรัฐฯ สามารถตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วง (Gravitational waves) จากห้วงอวกาศลึกได้เป็นครั้งที่ 3 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยพบว่าคลื่นความโน้มถ่วงดังกล่าว มาจากการชนและรวมตัวกันของสองหลุมดำขนาดยักษ์ที่อยู่ห่างจากโลกออกไปราว 3,000 ล้านปีแสง

มีการตรวจจับสัญญาณคลื่นความโน้มถ่วงดังกล่าวได้ เมื่อวันที่ 4 มกราคมที่ผ่านมา และจะมีการเผยแพร่รายละเอียด ของปรากฏการณ์ครั้งนี้ในวารสาร Physical Review Letters โดยผลวิเคราะห์ชี้ว่า หลุมดำทั้งสองมีมวลมากกว่า ดวงอาทิตย์ถึง 31 เท่า และ 19 เท่า ซึ่งเมื่อรวมตัวกันแล้วได้ทำให้เกิดหลุมดำขนาดใหญ่ที่มีมวลเกือบเท่ากับดวงอาทิตย์ 49 ดวง ปลดปล่อยพลังงานมหาศาลออกมาในเวลาอันสั้น ซึ่งทำให้เกิดคลื่นของกาล-อวกาศส่งไปทั่วจักรวาล และส่งมายังโลก โดยไม่มีแสงสว่างจากปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น

หลุมดำซึ่งกำลังจะชนและรวมตัวเข้าด้วยกัน หมุนอยู่ในแนวที่ไม่ขนานกัน

 

ผลวิเคราะห์ยังชี้ว่า หลุมดำทั้งสองไม่ได้เกิดจากดาวแฝดที่โคจรวนรอบกันและกันมาแต่เดิม แต่เป็นดาวสองดวงในระบบที่แตกต่างกันซึ่งต่อมาเกิดการระเบิดและหดตัวจนกลายเป็นหลุมดำ ทำให้การหมุนของหลุมดำทั้งสองก่อนชนเข้ารวมกันไม่สู้จะสอดคล้องเป็นแนวเดียวกันนัก

ปรากฏการณ์คลื่นความโน้มถ่วงในครั้งนี้ ยังเปิดโอกาสให้นักดาราศาสตร์ทดสอบทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ข้อที่ว่าจะไม่เกิดการกระจาย (Dispersion) ของคลื่นความโน้มถ่วงที่ส่งมายังโลกอีกด้วย เนื่องจากแหล่งกำเนิด คลื่นความโน้มถ่วงครั้งนี้อยู่ห่างไกลพอที่จะสังเกตปรากฏการณ์การกระจายได้ ซึ่งก็พบว่าไม่เกิดการกระจายขึ้นจริง ตามที่ไอน์สไตน์ได้ทำนายไว้

ภาพจำลองที่สร้างขึ้นจากคอมพิวเตอร์ แสดงให้เห็นคลื่นความโน้มถ่วงแผ่ออกมาจากหลุมดำที่กำลังจะรวมตัวกัน

อย่างไรก็ตาม ทีมนักดาราศาสตร์ของ LIGO ไม่สามารถระบุตำแหน่งในอวกาศที่หลุมดำชนกันได้อย่างชัดเจน โดยทำได้เพียงคาดคะเนว่าอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่งในแถบบริเวณกว้างที่คำนวณได้เท่านั้น ซึ่งปัญหานี้จะได้รับการแก้ไขเมื่อหอสังเกตการณ์เวอร์โก (VIRGO) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ LIGO ในเมืองปิซ่าของอิตาลี เริ่มทำงานร่วมกับอุปกรณ์สังเกตการณ์ในสหรัฐฯในช่วงกลางปีที่จะถึงนี้

ทั้งนี้ อุปกรณ์สังเกตการณ์ LIGO สามารถตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงที่ส่งมาจากห้วงอวกาศลึกได้ เมื่อเกิดการรบกวนลำแสงเลเซอร์ในอุโมงค์ยาวรูปตัวแอล ซึ่งวิธีการนี้ทำให้นักดาราศาสตร์สามารถศึกษาปรากฏการณ์ต่าง ๆ ในจักรวาลได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการตรวจจับสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าต่าง ๆ เพียงอย่างเดียว โดยในแต่ละวัน มีคลื่นความโน้มถ่วงจากทุกทิศทางในอวกาศส่งมาถึงโลกของเรา 1 ครั้งในทุก 15 นาที

คลื่นความโน้มถ่วงมักเกิดจากเหตุการณ์รุนแรงในจักรวาล เช่นการระเบิดของดาวฤกษ์และการชนกันของหลุมดำ ซึ่งคลื่นความโน้มถ่วงจะนำพาข้อมูลจากเหตุการณ์ดังกล่าวในอดีตให้เดินทางผ่านสิ่งต่าง ๆ และแผ่ไปในจักรวาลโดยไม่ถูกรบกวน

หุ่นยนต์แทนแรงงาน คนเตรียมตกงาน

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1684637634934382

หุ่นยนต์แทนแรงงาน คนเตรียมตกงาน

ที่อยู่facebook https://www.facebook.com/zaiisutathip/posts/1582715768512801

คนทั่วโลกต้องเตรียมรับมือกับเทคโนโลยีหุ่นยนต์ที่ก้าวหน้ามากขึ้นและจะมาแทนแรงงานคน ซึ่งคาดว่าอาจมีคนตกงานจำนวนมาก หากไม่อยากตกงานก็ต้องปรับตัวและเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ให้ทำงานคู่กับหุ่นยนต์ให้ได้

หุ่นยนต์ในโรงงานผลิตรถยนต์ ถูกนำมาใช้แทนแรงงานคนอย่างกว้างขวางตั้งแต่ 40 ปีก่อน เพราะงานบางประเภทเป็นอันตรายสำหรับคนและยังทำงานได้โดยไม่มีวันหยุดและไม่เรียกร้องขึ้นค่าแรง

ปัจจุบันโลกอยู่ในยุค 4.0 มีความจำเป็นที่ต้องใช้หุ่นยนต์มาแทนแรงงานคนมากขึ้น สถาบันวิจัยแมคคินซีย์ โกลบอล เปิดเผยว่า คนทำงาน 400-800 ล้านคนจะต้องเปลี่ยนอาชีพภายในปี 2573 เพราะจะถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีสมองกล (AI)

ข้อมูลจากสมาพันธ์หุ่นยนต์นานาชาติ (IFR) ระบุว่า เมื่อปี 2559 มียอดจำหน่ายหุ่นยนต์ในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นร้อยละ 18 ซึ่งปีที่ผ่านมาขายหุ่นยนต์ทั่วโลกได้กว่า 300,000 ตัว ซึ่ง 3 ใน 4 ของจำนวนนี้จำหน่ายใน 5 ประเทศ ได้แก่ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และเยอรมนี ส่วนประเทศกำลังพัฒนาก็ทุ่มเงินมหาศาลเพื่อซื้อหุ่นยนต์มาใช้ในอุตสาหกรรมภาคต่างๆ ได้แก่ ไต้หวัน ไทย อินเดีย เม็กซิโก รวมทั้งอิตาลี และฝรั่งเศส

หุ่นยนต์ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและมีศักยภาพสูงขึ้น จากเมื่อก่อนที่ใช้แขนกลทำงานแทนคน แต่ปัจจุบันหุ่นยนต์ทำงานสลับซับซ้อนได้มากขึ้นและทำงานที่ซับซ้อนมากเกินกว่าความสามารถของคนที่จะทำได้ ที่สำคัญ หุ่นยนต์จะทำงานเคียงข้างคนได้ด้วย เรียกว่า Collaborative Robot หรือ Cobot ซึ่งได้รับการออกแบบให้ทำงานแบบมีปฏิสัมพันธ์กับคนและทำงานง่าย ไม่ต้องพึ่งโปรแกรมเมอร์ เพราะผู้ใช้งานเพียงแต่กดปุ่มและปล่อยให้หุ่นยนต์ทำงานอัตโนมัติ

Cobot รุ่นใหม่ๆ มีขนาดเล็กจึงเคลื่อนย้ายได้ง่ายและราคาถูกลง ทำให้บริษัทขนาดกลางและเล็กซื้อไปใช้ในกิจการได้ ซึ่งงานหลายๆ ประเภทมีแนวโน้มที่จะถูกทดแทนด้วยหุ่นยนต์มากขึ้น เช่น งานขนส่งภายในโกดัง โรงงานเคมีและพลาสติก รวมทั้งอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ขณะที่บริษัทต่างๆ มีแนวโน้มที่จะนำหุ่นยนต์มาแทนแรงงานคนมากขึ้น คนจึงต้องปรับตัวและเรียนรู้ทักษะการทำงานใหม่ๆ ให้ทำงานร่วมกับหุ่นยนต์ได้ในอนาคต

ที่มา http://news.thaipbs.or.th/content/269445

นักวิทยาศาสตร์เสนอนิยามใหม่ ให้วัยรุ่นคือคนอายุ 10-24 ปี

ภาพเด็กๆ กรุ๊ปเซลฟี่Image copyrightGETTY IMAGES

http://www.bbc.com/thai/international-42757724

https://www.facebook.com/fah.katmanee/posts/347608832314226

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1683460521718760

นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่ง เสนอความเห็นลงในวารสารการแพทย์ Lancet Child & Adolescent Health ให้มีการนิยามช่วงอายุของ “วัยรุ่น” เสียใหม่ โดยขยายช่วงเวลาที่มนุษย์พ้นจากวัยเด็กแต่ยังไม่เข้าสู้วัยผู้ใหญ่ให้ยาวนานขึ้น จากราว 11-19 ปี มาเป็น 10-24 ปี

คณะผู้เชี่ยวชาญซึ่งเสนอความเห็นดังกล่าวระบุว่า ปัจจุบันเยาวชนใช้เวลาในระบบการศึกษายาวนานขึ้น รวมทั้งช่วงวัยที่แต่งงานสร้างครอบครัวและมีบุตรถูกเลื่อนให้ล่าช้าออกไป ทำให้จำเป็นต้องพิจารณากันใหม่ว่าความเป็นผู้ใหญ่นั้นเริ่มขึ้นที่ช่วงวัยใดกันแน่

บทความดังกล่าวระบุว่า ตามปกติเด็กจะก้าวเข้าสู่ความเป็นวัยรุ่นเมื่อโครงสร้างของสมองส่วนไฮโปทาลามัสผลิตฮอร์โมนออกมากระตุ้นการทำงานของต่อมพิทูอิทารีและต่อมบ่งเพศต่าง ๆ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วพัฒนาการนี้มักเกิดขึ้นในอายุโดยเฉลี่ย 14 ปี แต่ในปัจจุบันโภชนาการและระบบสาธารณสุขที่ดีขึ้น ทำให้การหลั่งฮอร์โมนเข้าสู่ความเป็นวัยรุ่นเกิดเร็วขึ้นกว่าเดิม โดยเด็กในประเทศพัฒนาแล้วอาจมีพัฒนาการเข้าสู่วัยรุ่นขณะมีอายุเพียง 10 ปีเท่านั้น

ในกรณีของเด็กหญิง การมีประจำเดือนคือสิ่งบ่งบอกการเข้าสู่วัยรุ่น แต่ในช่วงเวลา 150 ปีที่ผ่านมา เด็กหญิงในสหราชอาณาจักรเริ่มมีประจำเดือนครั้งแรกเร็วขึ้นกว่าเดิมโดยเฉลี่ยถึง 4 ปี นอกจากนี้ยังพบว่า วัยรุ่นในปัจจุบันส่วนใหญ่มีพัฒนาการทางร่างกายต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง แม้จะเข้าสู่วัยมากกว่า 20 ปี ซึ่งเดิมถือกันว่าเป็นวัยผู้ใหญ่ที่ร่างกายน่าจะหยุดเติบโตแล้ว

นักวิจัยพบว่า สมองของคนรุ่นใหม่จำนวนมากยังคงมีพัฒนาการต่อไปหลังอายุ 20 ปี โดยทำงานได้ไวและมีประสิทธิภาพดีขึ้นกว่าเดิม ส่วนฟันกรามชุดสุดท้าย (Wisdom teeth) ก็งอกโผล่ขึ้นช้าลง โดยบางคนมีฟันชุดนี้งอกมาเมื่อมีอายุถึง 25 ปีแล้ว

นอกจากปัจจัยทางกายภาพแล้ว การที่คนรุ่นใหม่แต่งงานมีบุตรช้าลงยังทำให้นิยามของความเป็นวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ที่มีอยู่คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง โดยศาสตราจารย์ซูซาน ซอว์เยอร์ ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพวัยรุ่นโรงพยาบาลเด็กประจำนครเมลเบิร์น หนึ่งในผู้เขียนบทความนี้บอกว่า

“แม้ความเป็นผู้ใหญ่ทางกฎหมายจะเริ่มขึ้นเมื่ออายุ 18 ปี แต่การมีบทบาทและความรับผิดชอบแบบผู้ใหญ่ที่แท้จริงเกิดขึ้นหลังจากนั้นนานมาก โดยคนส่วนใหญ่ยังคงอยู่ภายใต้ภาวะกึ่งพึ่งพา (Semi-dependency) และอาศัยอยู่กับคนที่เป็นผู้ใหญ่กว่าไปจนอายุเฉลี่ยราว 25 ปี”

ด้วยเหตุนี้ คณะผู้เชี่ยวชาญจึงเสนอให้มีการปรับนิยามช่วงอายุของ “วัยรุ่น” เสียใหม่ ให้อยู่ในวัยราว 10-24 ปี เพื่อปรับเปลี่ยนข้อกฎหมายและนโยบายของหน่วยงานรัฐต่าง ๆ ที่ดูแลด้านเยาวชนเสียใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ที่เป็นจริง เช่นอาจขยายการให้ความช่วยเหลือทางการศึกษาแก่เยาวชนที่มีอายุมากขึ้น หรืออนุญาตให้ผู้ปกครองลางานเพื่อดูแลบุตรหลานที่มีอายุตามเกณฑ์ดังกล่าวได้

อย่างไรก็ตาม มีผู้เชี่ยวชาญทางสังคมวิทยาบางส่วนเตือนว่า การปรับช่วงอายุของวัยรุ่นให้กว้างขึ้นดังกล่าว อาจเป็นการส่งเสริมให้เยาวชนไม่รู้จักโต “สังคมควรตั้งความคาดหวังสูงสุดไว้กับคนรุ่นใหม่ และพวกเขาควรเติบโตขึ้นมาด้วยมาตรฐานนี้ ไม่ใช่จะมุ่งพิจารณาจากเกณฑ์การเติบโตทางกายภาพเท่านั้น”

CES 2018 : Tetra เครื่องล้างจานอัจฉริยะครบวงจร …แถมทำอาหารได้ด้วย

 Heatworks เปิดตัว Tetra เครื่องล้างจานที่เป็นอุปกรณ์ All in 1 อย่างแท้จริง สำหรับชีวิตคนเมืองในยุคไอทีเช่นนี้
https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1686926518038827

Heatworks เปิดตัว Tetra เครื่องล้างจานที่เป็นอุปกรณ์ All in 1 อย่างแท้จริง สำหรับชีวิตคนเมืองในยุคไอทีเช่นนี้

Tetra เป็นเครื่องล้างจานที่เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตที่ใช้เทคโนโลยี Ohmic Array เฉพาะของบริษัท Heatworks ที่ได้รับการจดสิทธิบัตรแล้ว ซึ่งใช้อิเล็กโทรดกราฟฟิกและอุปกรณ์ควบคุมอิเล็กทรอนิกในการเร่งอนุภาคของแร่ธาตุในน้ำ ส่งผลทำให้น้ำมีอุณหภูมิสูงขึ้น

ทางบริษัทอ้างว่า น้ำที่ได้นั้นมีความบริสุทธิ์มากกว่าเครื่องล้างจานทุกรุ่นที่ใช้ในปัจจุบันนี้

นั่นทำให้ Tetra กลายเป็นเครื่องล้างจานที่มีอรรถประโยชน์อย่างหลากหลาย ทั้ง ทำความสะอาดภาชนะต่างๆ, อบเครื่องใช้สำหรับเด็กเล็ก, ล้างผลไม้, ซักผ้า หรือแม้กระทั้งทำให้อาหารทะเลสุก เป็นต้น

Tetra จะเริ่มวางจำหน่ายในช่วงปลายปี 2018 ด้วยราคาประมาณ 300 เหรียญ (ประมาณ 9,500 บาท)

ข้อมูลอ้างอิง : theverge

www.beartai.com

คอมพิวเตอร์ข้อมือแห่งอนาคตปี2020

นี่เป็นไอเดียคอมพิวเตอร์แห่งอนาคตจาก Sony Nextep Computer โดยในปี 2020 เราจะมีคอมพิวเตอร์ที่มีโครงสร้างที่ยืดหยุ่นด้วยหน้าจอ OLED Touchscreen มีเทคโนโลยี Holographic Projector, Pull-Out Extra Keyboard 
หากพูดถึงเทคโนโลยีในทุกวันนี้ก็ต้องยอมรับว่ามันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ ฯลฯ  คุณเคยจินตนาการถึงวันของคุณในปี 2020ไหม? เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและรูปร่างหน้าตาของอุปกรณ์ต่างๆ ก็เริ่มจะมีเค้าโครง ไปสู่โลกอนาคตตามที่คาดการณ์กันไว้แล้ว รวมเทคโนโลยีระหว่างเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีการสื่อสาร และเทคโนโลยีการแพร่ภาพกระจายเสียง เป็นการใช้เทคโนโลยี Cloud ร่วมกับทัชสกรีน คอมพิวเตอร์ข้อมือแห่งอนาคต Sony Nextepคอมพิวเตอร์แห่งปี 2020 คอมพิวเตอร์ข้อมือแห่งอนาคต Sony Nextep คอมพิวเตอร์แห่งปี 2020 คอมพิวเตอร์ข้อมือแห่งอนาคต ปี2020 เตรียมเสียเงินกันอีกแล้วสำหรับคอไอทีทั้งหลายเมื่อ Sony ได้คิดค้นคอมพิวเตอร์แห่งอนาคต Sony Nextep Computer มีลักษณะเป็นคอมพิวเตอร์ข้อมือมีคอมพิวเตอร์เป็นโครงสร้างที่ยืดหยุ่นด้วยหน้าจอ OLED Touchscreen มีเทคโนโลยี Holographic Projector, Pull-Out Extra Keyboard และที่สำคัญมันจะอยู่บนข้อมือของคุณด้วย สามารถพกพาได้ สะดวกสบาย ทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา เจ๋งไหมละคราวนี้ก็ไม่ต้องแบกโน๊ตบุ๊คให้เมื่อยกันอีกแล้ว
และที่สำคัญมันจะอยู่บนข้อมือของคุณด้วย ไอเดียนี้อีก 10 ปีข้างหน้าคงได้เห็นกัน 
 

 

‘จีเอ็ม’ เข็นรถยนต์ไร้คนขับ ไร้พวงมาลัย ไร้เบรกและคันเร่ง ออกสู่ตลาดปีหน้า

4D37DD8E-1E29-4498-8EB3-5CA978D6C395_cx0_cy3_cw0_w1023_r1_s

บริษัทรถยนต์ เจเนรัล มอเตอร์ส (General Motors – GM) กำลังขอการอนุมัติอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อให้สามารถผลิตรถยนต์ควบคุมตนเองอย่างสมบูรณ์แบบ คือไม่ต้องมีพวงมาลัย คันเร่งหรือเบรก ออกสู่ตลาดได้ภายในปีหน้า

GM ตั้งชื่อรถยนต์อัตโนมัติรุ่นใหม่นี้ว่า Cruise AV ซึ่งดัดแปลงมาจากรถยนต์ไฟฟ้า Chevrolet Bolt EV และจะถือเป็นรถยนต์รุนแรกของ GM ที่กระโจนเข้าสู่ตลาดรถยนต์ควบคุมตนเองแห่งอนาคต ซึ่งทำท่าจะดุเดือดไม่แพ้ตลาดรถยนต์ในปัจจุบัน

ประธานบริษัท GM กล่าวว่า Cruise AV ไม่จำเป็นต้องมีคนขับ นั่นหมายความว่าเบาะที่นั่งคนขับจะกลายเป็นที่นั่งของผู้โดยสารแถวหน้าแทน

เวลานี้ บริษัทรถยนต์หลายบริษัทต่างกำลังแข่งกันพัฒนารถยนต์แบบไม่ต้องใช้คนขับที่ว่านี้ รวมทั้ง Ford Motors, Uber และ Waymo ของ Alphabet ที่ต่างกำลังทดสอบรถยนต์แบบควบคุมตัวเองในเวอร์ชั่นของตน บนท้องถนนจริงตามเมืองใหญ่หลายแห่งในอเมริกา

ที่มา: https://www.voathai.com/a/gm-new-driverless-car/4208951.html

“จักรยานพลังงานไฮโดรเจน” เริ่มออกสู่ตลาดในฝรั่งเศสแล้ว

Pierre Forte (R), founder and CEO of Pragma Industries, and Alexandre Blanc (L), operations director, check an Alpha bike, first industrialized bicycle to use a hydrogen fuel cell at the Pragma Industries factory in Biarritz, France, Jan. 15, 2018.

Pierre Forte (R), founder and CEO of Pragma Industries, and Alexandre Blanc (L), operations director, check an Alpha bike, first industrialized bicycle to use a hydrogen fuel cell at the Pragma Industries factory in Biarritz, France, Jan. 15, 2018.

บริษัทเทคโนโลยีสตาร์ท-อัพ ในฝรั่งเศส Pragma Industries กลายเป็นบริษัทแรกที่เริ่มผลิตรถจักรยานพลังงานไฮโดรเจนออกสู่ตลาด โดยจะเริ่มนำไปใช้สำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลส่วนท้องถิ่นต่างๆ ในฝรั่งเศสเป็นอันดับแรก

Pragma Industries ขายจักรยานไฮโดรเจนที่ว่านี้ไปแล้ว 60 คัน ให้แก่องค์การบริหารเขตต่างๆ ในฝรั่งเศส ในราคาคันละ 7,500 ยูโร หรือราว 300,000 บาท และทางบริษัทยังขายสถานีชาร์จพลังงานไฮโดรเจน ในราคา 30,000 ยูโร หรือ 1,200,000 บาทด้วย

Alpha bikes, first industrialized bicycle to use a hydrogen fuel cell, are displayed at the Pragma Industries factory in Biarritz, France, Jan. 15, 2018.

Alpha bikes, first industrialized bicycle to use a hydrogen fuel cell, are displayed at the Pragma Industries factory in Biarritz, France, Jan. 15, 2018.

​กลุ่มเป้าหมายของจักรยานไฮเทคนี้ คือ บริษัทขนส่งสินค้า รัฐบาลส่วนท้องถิ่น และบริษัทเช่าจักรยาน

แม้ว่าราคาดังกล่าวยังสูงเกินไปสำหรับผู้บริโภคทั่วไป แต่ทางบริษัทบอกว่า กำลังหาทางทำให้ราคาลดลงเหลือเพียงคันละ 5,000 ยูโร หรือ 200,000 บาท ซึ่งพอๆ กับราคาของรถจักรยานไฟฟ้าในท้องตลาด

จักรยานไฮโดรเจนนี้สามารถวิ่งได้ราว 100 กม. จากไฮโดรเจนขนาดสองลิตร ซึ่งพอๆ กับจักรยานไฟฟ้า และใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีในการเติมเชื้อเพลิง เทียบกับจักรยานไฟฟ้าที่ต้องชาร์จไฟทีละหลายชั่วโมง

An employee holds an hydrogen fuel battery of an Alpha bike, first industrialized bicycle to use a hydrogen fuel cell at the Pragma Industries factory in Biarritz, France, Jan. 15, 2018.

An employee holds an hydrogen fuel battery of an Alpha bike, first industrialized bicycle to use a hydrogen fuel cell at the Pragma Industries factory in Biarritz, France, Jan. 15, 2018.

​เมื่อปีที่แล้ว Pragma สามารถผลิตจักรยานไฮโดรเจนได้ทั้งหมด 100 คัน และตั้งเป้าจะเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 150 คัน ภายในปีนี้ โดยมีคำสั่งซื้อมาจาก นอร์เวย์ สเปน เยอรมนี อิตาลี และอเมริกา

นอกจากนี้ ทางบริษัทกำลังคิดค้นจักรยานที่สามารถแปลงน้ำเปล่าให้เป็นพลังงานไฮโดรเจนได้อีกด้วย

ที่มา: https://www.voathai.com/a/french-startup-hydrogen-bike/4212042.html

นักวิทย์พบปมที่อาณาจักรโบราณสุดยิ่งใหญ่ล่มสลาย – อาหารเป็นพิษ คร่า 15 ล้านคนใน 5 ปี

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1681241295274016

เมื่อวันที่ 17 ม.ค. การ์เดียนและเดลี่เมล์รายงานผลการศึกษาวิจัยถึงสาเหตุการทำลายล้างครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์เผ่าพันธุ์มนุษย์ อย่างชาวชนเผ่าแอสเท็ค ที่คุมพื้นที่บริเวณเม็กซิโกถึงโคลัมเบียตั้งแต่ช่วงต้นคริตส์ศตวรรษที่ 14 จนสิ้นสุดในช่วงต้นคริสตส์ศตวรรษที่ 16 หลังสเปนเข้ามายึดครอง

นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันค้นพบว่าในช่วงปีค.ศ.1545-1550  หรือราวพ.ศ.2088-2093  (ตรงกับช่วงหลังกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ 1) ชาวเเอสเท็คต้องเผชิญหน้ากับโรคระบาดชื่อ cocoliztli ใน 5 ปี คร่าชีวิตผู้คนไป 15 ล้านคนหรือร้อยละ 80 ของประชากรทั้งหมด และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อาณาจักรโบราณนี้ล่มสลาย ไม่ใช่เพียงเพราะสเปนเข้ามายึดครอง

พื้นที่ขุดซากโครงกระดูก /ภาพ Daily Mail

จากการศึกษาชิ้นใหม่ของนักวิทยาศาสตร์พบว่า หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้อาณาจักรนี้ล่มสลายมาจากเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่าซัลโมเนลลา Salmonella enterica  มีส่งผลให้เกิดอาหารอาหารเป็นพิษ ขณะที่ชาวแอสเท็คไม่มีภูมิคุ้มกันกับเชื้อดังกล่าว

หลักฐานที่ชี้ชัดถึงการเกิดขึ้นของแบคทีเรียชนิดนี้คือหลักฐานที่พบจากฟันของชาวแอสเท็คที่ค้นพบในเม็กซิโก

แบคทีเรียซัลโมเนลล่า/ภาพ Daily Mail

สมัยนั้นเชื้อแบคทีเรียแพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปทั่วบริเวณที่ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของประเทศเม็กซิโก และกัวเตมาลา

น.ส.โอชิลด์ โวเกน์ นักวิจัยจากภาควิชาโบราณคดี สถาบันมักซ์ พลังก์ จากเยอรมนี ระบุว่าในบริบท หรือหน้าประวัติศาสตร์และโบราณคดี ของเมืองเตโปสโกลูบา ยูกุนดาอา ในเม็กซิโก มีหลักฐานที่บอกกับนักวิจัยว่ามีการแพร่ระบาดของเชื้อแบคทีเรียอยู่ โดยมีการขุดซากโครงกระดูก 5 โครงจากสุสานสำหรับคนตายจากโรคระบาดขึ้นมาศึกษาและพบว่าทั้งหมดได้รับเชื้อแบคทีเรียดังกล่าว

/ภาพ Daily Mail

ทีมงานใช้วิธีระบุการเรียงตัวของดีเอ็นเอที่ได้จากฟันและค้นพบหลักฐานเป็นโมเลกุลของแบคทีเรีย ซึ่งวิธีนี้แตกต่างไปจากเดิมที่นักวิจัยมักจะมุ่งเป้าไปหาเชื้อโรคโดยเฉพาะ

ตัวอย่างกระโหลกที่นำมาวิจัย/ภาพ Reuter

นายอเล็กซานเดอร์ แฮร์บิก จากสถาบันเดียวกันนี้ระบุว่า กุญแจสำคัญของการค้นพบคือเราไม่ได้เจาะจงหาเชื้อโรคตัวไหนเป็นพิเศษ เราตั้งสมมุติฐานขึ้นมาจากกรณีการแพร่ระบาดในวงกว้าง และค่อยหาที่มาของมัน