ผ่าท้องเจอถึงกับผงะ! งูหลามเขมือบคน

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1841208022610675

INFORMATION NIGERIA

เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ชาวบ้านและตำรวจในจังหวัดสุลาเวสี ประเทศอินโดนีเซีย ต่างอยู่ในอาการช็อกตะลึงงันเมื่อผ่าท้องงูหลามตัวหนึ่งออกมาแล้วพบศพหญิงชาวอินโดนีเซีย อายุ 54 ปีรายหนึ่งที่หายตัวออกไปจากบ้านตั้งแต่เมื่อวันพฤหัสบดี(14 มิ.ย.) อยู่ในท้องของเจ้างูหลามตัวนี้ที่เขมือบร่างหญิงผู้เคราะห์ร้ายรายนี้เข้าไปจนท้องกางไม่สามารถเลื้อยไปไหนได้

INFORMATION NIGERIA

ข่าวแจ้งว่า ศพหญิงที่ถูกพบอยู่ในท้องของเจ้างูหลามตัวนี้คือนางวา ทิบา อายุ 54 ปีที่หายตัวไปหลังจากออกไปทำสวนผักของตนเองในเช้าวันเกิดเหตุ จนกระทั่งวันรุ่งขึ้นทางครอบครัว ตำรวจและชาวบ้านได้ช่วยกันออกตามหา แต่พบเพียงแค่ข้าวของที่เป็นของนางทิบาตกอยู่เท่านั้น ก่อนที่ตำรวจและชาวบ้านจะพบงูหลามตัวนี้ที่ขนาดตัวยาว 7 เมตร โดยลำตัวของมันบวมเป่ง จึงสงสัยว่ามันอาจจะกินร่างของนางทิบาเข้าไป จึงช่วยกันฆ่าและผ่าร่างเจ้างูหลามตัวนี้ออกดู จนพบศพนางทิบาที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์

INFORMATION NIGERIA

หุ่นยนต์โชว์ทักษะรับงานพิธีกร

messageImage_1529220850788

แค่เสิร์ฟอาหาร ส่งของ หรือเป็นพนักงานต้อนรับ ดูจะเป็นงานพื้นๆไปเสียแล้ว สำหรับหุ่นยนต์ยุคใหม่ ซึ่งสามารถคิด วิเคราะห์ แยกแยะ สื่อสารกับมนุษย์ได้อย่างฉลาดเฉลียว โดยล่าสุดหุ่นยนต์ชื่อเชา เหนิง เฉี่ยว ไป๋ ได้ยกระดับการทำงานของหุ่นยนต์ขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการเป็นพิธีกรประจำสถานีโทรทัศน์ในประเทศจีนไชน่า เดลี่ (China Daily) รายงานว่า เชา เหนิง เฉี่ยว ไป๋ (Chao Neng Siao Bai) หรือแปลเป็นไทยว่า สิ่งเล็กๆ สีขาวที่ทรงพลัง) เป็นหุ่นยนต์ตัวแรกที่ทำหน้าที่พิธีกรประจำ ร่วมกับผู้ประกาศข่าวหญิง ในรายการที่ออกอากาศบนสถานีข่าวหนานหนิง มณฑลกว่างซีจ้วง ทางตอนใต้ของประเทศจีน

เชา เหนิง เฉี่ยว ไป๋ สูง 1.21 เมตร น้ำหนัก 29 กิโลกรัม นอกจากจะสามารถคิด ประมวลข้อมูล และสื่อสารตอบโต้ได้แล้ว มันยังให้ความบันเทิง ด้วยการเต้นไม่หยุด 8-12 ชั่วโมง แถมยังสามารถแสดงความรู้สึกทางใบหน้าได้

ก่อนหน้าเชา เหนิง เฉี่ยว ไป๋ จะเปิดตัวเป็นพิธีกรรายการทีวี หุ่นยนต์คนดังที่มีชื่อว่า “โซเฟีย” ของบริษัทในฮ่องกง ก็เคยปรากฏตัว ในฐานะแขกรับเชิญของรายการทอล์กโชว์ชื่อดังอย่าง Good Morning America มาแล้ว

ความพิเศษของโซเฟีย นอกเหนือจากความสามารถในการพูดโต้ตอบได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว เธอยังเป็นหุ่นยนต์ตัวแรกของโลก ที่ได้สิทธิการเป็นพลเมืองของประเทศซาอุดีอาระเบีย และยังเป็นนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิสตรีและสิทธิมนุษยชน รับเชิญไปแสดงปาฐกถาทั่วโลก รวมทั้งบนเวทีสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ด้วย

รายการเชา เหนิง เฉี่ยว ไป๋ ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับหุ่นยนต์ เป็นรายการที่ออกอากาศ 15 นาที เริ่มเวลา 18.10 น. ตั้งแต่วันจันทร์-เสาร์ มีพิธีกรร่วมเป็นหญิงชื่อเสี่ยว ชู (Xiao Qu) ใครที่พลาดการออกอากาศสด จะสามารถติดตามดูย้อนหลังได้ที่หนานหนิง นิวส์ แอป (Nanning News App)

ออกอากาศตอนแรก คอนเซปต์รายการเป็นเรื่องพายุไต้ฝุ่น ซึ่งพิธีกรหญิงถามเชา เหนิง เฉี่ยว ไป๋ ว่า มีข้อมูลเกี่ยวกับการพยากรณ์พายุไต้ฝุ่นครั้งแรกในประวัติศาสตร์จีนหรือไม่ เชา เหนิง เฉี่ยว ไป๋ ตอบว่า ขอตรวจสอบข้อมูลก่อน จากนั้นก็ให้คำตอบว่า การพยากรณ์พายุไต้ฝุ่นครั้งแรกในจีน ถูกบันทึกไว้ในหนังสือ “ลื่อชือ ชุนชิว” (Lyushi ChunQiu) ในช่วง 239 ปีก่อนคริสตกาล

เซิง เสี่ยว หลิง (Sung Xiaoling) โปรดิวเซอร์ ให้สัมภาษณ์ไชน่า เดลี่ว่า ต้องการนำทักษะของหุ่นยนต์มาใช้ในการรวบรวม วิเคราะห์ข้อมูล เพื่อนำเสนอให้กับผู้ชมเป็นประจำทุกวัน

เธออธิบายว่า เชา เหนิง เฉี่ยว ไป๋ เป็นหุ่นยนต์ที่ทำขึ้นเป็นการเฉพาะจากประเทศญี่ปุ่น มีฟังก์ชันทำงาน 2 ส่วนหลัก ได้แก่ 1.การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเพื่อค้นคว้าหาข้อมูล 2.การทำงานรองรับการออกอากาศ โดยจะมีซอฟต์แวร์ที่ออกแบบเป็นการเฉพาะ บรรจุข้อมูลที่จะใช้ในรายการเอาไว้ล่วงหน้า

โดยขณะนี้สถานีข่าวหนานหนิงกำลังหารือกับภาครัฐ ในการเชื่อมต่อข้อมูลอัปเดตแบบทันท่วงที ทั้งข้อมูลการจราจรและสภาพอากาศ

เซิง เสี่ยว หลิง บอกว่า แม้สื่อหลักอย่างสื่อโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ จะถูกสื่อใหม่ๆ เช่น สื่อออนไลน์ สื่อโซเชียลเข้ามาแข่งขัน แต่ความสามารถในการให้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ แม่นยำ ไม่ได้หายไปไหน โดยอาจต้องหาวิธีสื่อสารให้สร้างสรรค์ขึ้น อันเป็นเหตุให้นำหุ่นยนต์ รวมทั้งปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence (AI) เข้ามาใช้ โดยล่าสุดมีแผนนำเชา เหนิง เฉี่ยว ไป๋ ลงพื้นที่ ทำข่าว ติดตามการรับชมฟุตบอลโลก 2018 ร่วมกับผู้คน ตามสถานที่ต่างๆด้วย.

ฌาปนกิจศพรูปแบบใหม่ ไม่เผา!! แต่ตอบแทนให้แก่พื้นโลกด้วยวิธีน่าทึ่ง แม้หมดลมหายใจคุณก็ยังช่วยโลกได้

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1840728902658587


นาง Susanne Wiigh-Mäsak  นักชีววิทยาชาวสวีเดนผู้พัฒนาวิธีการฌาปนกิจศพรูปแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีแนวคิดนี้มานานกว่า 20 ปี เธอได้ตั้งชื่อนวัตกรรมการเปลี่ยนแปลงศพให้เป็นปุ๋ยว่า “Promession” ใช้วิธีการแช่แข็งศพผู้เสียชีวิตด้วยอุณหภูมิ  -18 ° เป็นเวลาราว 1-2 วัน จากนั้นแช่ศพไว้ในในโตรเจนเหลว ที่อุณหภูมิ ติดลบ  -196 ° เป็นเวลา 2 ชั่วโมง ทำให้ศพมีร่างกายตกผลึก จากนั้นทำการเขย่าให้ศพที่ตกผลึกเปลี่ยนสภาพกลายเป็นผุยผง จากนั้นผงศพที่เหลือจะถูกส่งไปที่ห้องสุญญากาศให้โมเลกุลน้ำที่อยู่ในศพระเหยเป็นไอน้ำ จนกลายเปนศพที่แข็งและแห้งไม่มีโมเลกุลน้ำ

จากนั้นเอามวลศพไปเข้าเครื่องคัดแยกโลหะ ทำการแยกโลหะออกเช่น เหล็กตามกระดูก วัสดุอุดฟัน หรือเครื่องประดับ ก่อนจะนำมวลศพที่ถูกแยกโลหะแล้วไปอัดเป็นก้อนแข็ง และนำมวลที่อัดไปฝังในดินลึกประมาณ 30-50 เซนติเมตร มันจะย่อยสลายได้หมดภายในเวลา 6-12 เดือน ทั้งนี้ญาติของผู้ตายที่ทำการฌาปนกิจศพรูปแบบนี้สามารถเลือกพืชมาปลูกบริเวณที่นำมวลศพมาฝั่งได้ เพื่อละลึกถึงความทรงจำแทนหลุมฝั่งศพ ร่างของผู้ตายที่กลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ช่วยเป็นธาตุสารอาหารให้กับพืช ได้กำเนิดใหม่งอกออกมาเป็นต้นไม้ที่สูงใหญ่สง่างาม เทคโนโลยีนี้ได้รับความสนใจมากกว่า 60 ประเทศทั่วโลก

 

ฟิสิกส์ราชมงคล มอบหนังสือ E-BOOK คู่มือวิชาฟิสิกส์ เล่ม 1 ชั้น ม. 4 หลักสูตรใหม่ 2561 ของสำนักพิมพ์ OoKBee

Cover

    

คลิกค่ะ  ฟรี 

โดย ท่าน ผศ. สุชาติ สุภาพ มอบให้ท่าน    ฟรี

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1839994692732008

ลูกไฟของเดอะแบก! ฟรีคิกเซฟแต้มของ โรนัลโด วัดความเร็วได้97.3กม.ต่อชั่วโมง (ความรู้ทางฟิสิกส์ ความเร็ว คืออะไร )

ฟรีคิกบอลโลก

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1839668379431306

คริสเตียโน โรนัลโด โชว์ฟอร์มได้สมกับเป็นนักเตะที่ดีที่สุดคนหนึ่งของโลก หลังพาโปรตุเกสไล่ตามตีเสมอสเปนสุดมัน 3-3 ในศึกฟุตบอลโลก นัดแรกกลุ่มบี เมื่อคืนวันที่ 15 มิ.ย. ที่ผ่านมา

โดยในเกมดังกล่าว โรนัลโด เหมาคนเดียว 3 ประตู จากการยิงจุดโทษให้ทีมขึ้นนำ 1-0 นาที 4 และยิงขึ้นนำอีกครั้ง 2-1 นาที 44

หลังจากนั้นแม้โปรตุเกสจะโดนสเปนที่ต่อบอลไหลลื่นพลิกแซงเป็น 3-2 แต่สุดท้ายนาที 88 ก็เป็นโรนัลโด ผู้แบกทีมคนเดิมที่ซัดฟรีคิกสุดสวยช่วยให้ทีมตีเสมอ 3-3 แบ่งแต้มกันไปแบบสุดมัน

 

จากการทำ 3 ประตูนี้ ทำให้โรนัลโด สร้างสถิติเป็นนักเตะคนแรกที่ยิงแฮตทริกได้ในฟุตบอลโลก 2018 ขึ้นนำเป็นดาวซัลโว รวมถึงยังเป็นครั้งแรกที่โรนัลโด ยิงได้ถึง 3 ประตูในเกมเดียว หลังจากก่อนหน้านี้ในฟุตบอลโลก โรนัลโดไม่เคยยิงในแมตช์เดียวได้เกิน 1 ประตูเลย

นอกจากสถิติต่างๆที่เกิดขึ้น ลูกฟรีคิกระยะ 24.31 หลา ที่โรนัลโด ตะบันด้วยขวาอ้อมกำแพงส่งบอลเข้าไปนอนก้นตาข่าย ชนิดดาวิด เด เคอา หนึ่งในผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดในโลกเวลานี้ทำได้เพียงส่งสายตาอ้อนวอน ยังใช้เวลาเดินทาง 0.82 วินาที มีความเร็วถึง 60.5 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือ 97.3 กิโลเมตร ต่อชั่วโมงอีกด้วย

ความเร็วคืออะไร

อัตราเร็ว – ความเร็ว

……..อัตราเร็ว คือระยะทางในหนึ่งหน่วยเวลา เป็นปริมาณสเกลาร์

ความเร็ว คือ การขจัดในหนึ่งหน่วยเวลา เป็นปริมาณเวคเตอร์ 
หน่วยเป็น เมตร/วินาที ( m/s )

อ่านต่อที่นี่

ริสต์แบนด์เพิ่มพลัง

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1840915509306593

ทีมนักวิทยา ศาสตร์และนักโภชนาการจาก บียอน เนเจอร์ อินคอร์ปอเรชั่น จากประเทศแคนาดา แนะนำสายข้อมือ “เพิร์ก กาเฟอีน เบรสเลต” ที่จะช่วยเสริมพลังงานทดแทนการดื่นกาแฟได้อย่างง่าย ดายเพียงแค่สวมใส่ไว้ที่ข้อมือ ลักษณะคล้ายกับริสต์แบนด์ และมีช่องใส่แผ่นแปะกาเฟอีนซึ่งทำหน้าที่คล้ายแผ่นแปะนิโคตินสำหรับผู้ต้องการเลิกสูบบุหรี่

ความร้อนจากร่างกายผู้สวมใส่จะละลายเรซิ่นที่เคลือบอยู่บนแผ่นแปะ ทำให้กาเฟอีนซึมเข้าสู่ผิวหนัง และกระแสเลือด ผู้ใช้จึงรู้สึกกระปรี้กระเปร่า และตื่นตัวเหมือนได้ดื่มกาแฟ แต่ดีกว่าด้วยปัจจัยหลายอย่าง พกพาไปไหนมาไหนได้สะดวกสบาย ลดคราบเหลืองบนฟัน กลิ่นปากไม่พึงประสงค์ และควบคุมปริมาณกาเฟอีนที่จะเข้าสู่ร่างกายได้

นอกจากนี้ยังช่วยลดพฤติกรรมติดกาแฟซึ่งเวลาไม่ได้ดื่มจะเกิดอาการหงุดหงิด กระสับกระส่าย ง่วงซึม และเบื่อหน่าย ลดการบริโภคน้ำตาลและครีม รวมถึงช่วยลดน้ำหนักที่มาพร้อมกับกาแฟนมสารพัดเมนู ทั้งยังช่วยให้นอนหลับง่าย ไม่มีปัญหานอนดึกที่จะก่อให้เกิดความเหนื่อยล้าสะสม และกระทบต่อการเรียน การทำงาน หรือแม้แต่การใช้ชีวิตประจำวัน

ชาลส์ ดาร์วิน ผู้เขย่าโลกให้สะเทือนด้วยทฤษฎีวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต

charles-darwin-1

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1839411086123702

ชาลส์ โรเบิร์ต ดาร์วิน (Charles Robert Darwin) เป็นนักธรรมชาติวิทยา นักธรณีวิทยา และนักชีววิทยา ผู้ทำการปฏิวัติความเชื่อเดิมๆเกี่ยวกับที่มาของสิ่งมีชีวิต และเสนอทฤษฎีซึ่งเป็นทั้งรากฐานของทฤษฎีวิวัฒนาการสมัยใหม่ และหลักการพื้นฐานของกลไกการคัดเลือกโดยธรรมชาติ (natural selection) หนังสือ The Origin of Species (กำเนิดของสรรพชีวิต) ของเขาได้เปลี่ยนความคิดของผู้คนทั่วโลกต่อการเกิดของสปีชีส์ใหม่ และจุดชนวนให้เกิดการโต้เถียงขึ้นในสังคมอย่างกว้างขวางจนถึงปัจจุบัน ดาร์วินมีผลงานวิจัยมากมายในด้านวิวัฒนาการทั้งของมนุษย์ สัตว์ และพืช เขาได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ผู้มีอิทธิพลมากที่สุดในประวัติศาสตร์
นักเรียนแพทย์ผู้ชอบธรรมชาติวิทยา

charles-darwin-2

ชาลส์ ดาร์วิน เป็นชาวอังกฤษ เกิดเมื่อปี 1809 ที่เมือง Shrewsbury เป็นลูกของนายแพทย์ผู้มั่งคั่ง พ่อของดาร์วินต้องการให้ลูกชายคนนี้สืบสานความเป็นครอบครัวนายแพทย์จึงส่งเขาเข้าเรียนแพทย์ที่มหาวิทยาลัยเอดินบะระ (Edinburgh) ซึ่งเป็นโรงเรียนแพทย์ที่ดีที่สุดในอังกฤษตอนนั้น แต่สำหรับดาร์วินผู้สนใจเกี่ยวกับธรรมชาติและชอบการศึกษาทดลองเกี่ยวกับสัตว์และพืชตั้งแต่วัยเด็ก การเรียนแพทย์ที่ต้องนั่งฟังเลคเชอร์ที่น่าเบื่อและการผ่าตัดที่แสนเศร้าใจนั้นเป็นสิ่งที่เขาไม่ชอบเลย เขาจึงไม่สนใจการเรียน แต่กลับไปเรียนรู้เทคนิคการสตัฟฟ์สัตว์และเข้าร่วมในสมาคมพลิเนียน (Plinian Society) ซึ่งเป็นกลุ่มศึกษาด้านประวัติศาสตร์ธรรมชาติในมหาวิทยาลัยเอดินเบอระ ดาร์วินได้ช่วยนักสัตววิทยาทำการตรวจสอบสรีระและวงจรชีวิตของสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่บริเวณปากแม่น้ำ Forth จนมีผลงานการค้นพบว่าสปอร์สีดำที่พบในเปลือกหอยนางรมเป็นไข่ของปลิง

ความไม่ใส่ใจในการเรียนแพทย์สร้างความไม่พอใจให้กับพ่ออย่างมาก หลังจากดาร์วินเรียนแพทย์ได้ 2 ปี พ่อเขาจึงส่งเขาไปเรียนศิลปศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์เพื่อปูทางสำหรับการเป็นบาทหลวง ระหว่างการเรียนดาร์วินยังคงสนใจและศึกษาเกี่ยวกับธรรมชาติ โดยเฉพาะการสะสมแมลงปีกแข็ง (beetles) จนมีผลงานได้ตีพิมพ์ในหนังสือ เขาได้รู้จักกับนักบวชผู้สนใจศึกษาเรื่องธรรมชาติวิทยาหลายคน รวมทั้ง John Stevens Henslow ศาสตราจารย์ด้านพฤกษศาสตร์ผู้ซึ่งเสนอชื่อของเขาให้ร่วมเดินทางไปกับเรือหลวงบีเกิล (HMS Beagle) ที่กำลังจะออกเดินทางไปทำภารกิจทำแผนที่ชายฝั่งทวีปอเมริกาใต้ในฐานะนักธรรมชาติวิทยาหลังจากที่เขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรีในปี 1831 ได้เพียงไม่นาน และการเดินทางในครั้งนี้ก็ทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง


สำรวจโลกกับเรือหลวงบีเกิล

charles-darwin-3

เรือหลวงบีเกิลออกเดินทางตอนปลายปี 1831 และใช้เวลาทำภารกิจทั้งหมด 5 ปี ดาร์วินใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่บนบกทำการสำรวจทางธรณีวิทยาและเก็บรวบรวมตัวอย่างสำหรับการศึกษาประวัติศาสตร์ธรรมชาติ ขณะที่เรือหลวงบีเกิลทำการสำรวจและทำแผนที่ชายฝั่ง ดาร์วินทำการจดบันทึกสิ่งที่เขาสังเกตพบและข้อสันนิษฐานทางทฤษฎีอย่างละเอียด ตัวอย่างที่เขาเก็บได้ถูกส่งไปยังแคมบริดจ์พร้อมกับจดหมายและบันทึกการเดินทาง ระหว่างการเดินทางดาร์วินได้อ่านหนังสือ Principles of Geology ของ Charles Lyell ที่กัปตันเรือมอบให้ ซึ่งให้แนวคิดแก่เขาในเรื่องความเป็นเอกภาพ (Uniformitarianism) ผ่านการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาอย่างช้าๆในช่วงเวลาที่ยาวนาน รวมทั้งแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างสปีชีส์

การเดินทางสำรวจในพื้นที่ที่แตกต่างด้านสภาพธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างมากไปเกือบครึ่งค่อนโลกในครั้งนี้ทำให้ดาร์วินได้พบข้อเท็จจริงมากมายที่เป็นพื้นฐานให้เขาได้ศึกษาต่อยอดไปสู่ทฤษฎีอันลือลั่น ที่กาบูเวร์ดีเขาพบแถบขาวบนหน้าผาหินภูเขาไฟที่มีเปลือกหอยทะเลรวมอยู่ด้วย ที่บราซิลเขาได้พบกับป่าฝนที่อุดมสมบูรณ์ ที่ปาตาโกเนียดาร์วินพบฟอสซิลกระดูกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ที่สูญพันธุ์แล้วในหุบเขาอยู่ข้างเปลือกหอยใหม่ ซึ่งบ่งชี้ว่าเป็นการสูญพันธุ์ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้โดยที่ไม่มีร่องรอยการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศหรือการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกอย่างรุนแรง

ที่หมู่เกาะกาลาปากอสดาร์วินได้พบสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์หลายชนิดที่ไม่เคยพบจากที่ใดมาก่อน เขาได้สังเกตนกฟินช์ (Finch) ที่กระจายอยู่ตามหมู่เกาะต่างๆถึง 14 ชนิด แต่ละชนิดมีขนาดและรูปร่างของจงอยปากที่แตกต่างกัน ตามความเหมาะสมในการใช้กินอาหารแต่ละประเภทตามสภาพแวดล้อมของแต่ละเกาะ ดาร์วินเชื่อว่าบรรพบุรุษของนกฟินช์บนเกาะกาลาปากอสน่าจะสืบเชื้อสายมาจากนกฟินช์บนแผ่นดินใหญ่ และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาจนทำให้หมู่เกาะแยกออกจากแผ่นดินใหญ่ ทำให้เกิดการแปรผันทางพันธุกรรมของบรรพบุรุษนกฟินช์ เมื่อผ่านเวลาอันยาวนานจึงทำให้เกิดวิวัฒนาการกลายเป็นนกฟินช์สปีชีส์ใหม่ขึ้น

ในออสเตรเลียดาร์วินได้เจอกับหนูจิงโจ้และตุ่นปากเป็ดซึ่งเขาคิดว่าพวกมันเป็นสัตว์ที่แปลกประหลาดมาก รวมทั้งได้พบกับชนเผ่าพื้นเมืองชาวอะบอริจิน ตลอดการเดินทางหลายหมื่นไมล์ผ่านหลายทวีปหลายภูมิภาค ดาร์วินได้สังเกตเห็นความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ที่อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน รวมไปถึงวิถีความเป็นอยู่ที่แตกต่างกันออกไปของกลุ่มคนในที่ต่างๆอีกด้วย ปลายปี 1836 เรือหลวงบีเกิลก็เสร็จสิ้นภารกิจเดินทางกลับอังกฤษอย่างปลอดภัย


ริเริ่มทฤษฎีวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต

charles-darwin-4

เมื่อดาร์วินกลับถึงอังกฤษเขาได้กลายเป็นที่รู้จักของผู้คนในแวดวงวิทยาศาสตร์โดยการส่งเสริมของศาสตราจารย์ Henslow ที่ได้ทำหนังสือแผ่นพับจากจดหมายของเขาส่งให้กับนักธรรมชาติวิทยา ดาร์วินเริ่มศึกษาวิจัยในรายละเอียดของตัวอย่างที่เขาเก็บรวมรวมมา โดยมีพ่อของเขาให้การสนับสนุนจัดหาเงินทุนในการทำงาน Henslow ช่วยจัดการกับตัวอย่างด้านพฤษศาสตร์ ดาร์วินต้องหาผู้เชี่ยวชาญด้านอื่นๆ เพื่อช่วยเขาแยกแยะและจัดหมวดหมู่ตัวอย่าง เขาได้พบกับนักวิทยาศาสตร์หลายคนรวมทั้ง Charles Lyell ผู้เขียนหนังสือที่เขาอ่านบนเรือซึ่งได้แนะนำนักกายวิภาคศาสตร์ Richard Owen ให้มาช่วยศึกษาฟอสซิลกระดูกที่เขาเก็บรวบรวมมาด้วย

ดาร์วินค่อยๆพัฒนาความคิดเกี่ยวกับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตจากการศึกษาวิจัยและประสบการณ์ที่ผ่านพบมา พร้อมๆกับทำงานเขียนผลงานทางวิชาการและเขียนหนังสือเกี่ยวกับการเดินทางและสิ่งที่เขาได้เก็บรวมรวมมา ปี 1839 ดาร์วินตีพิมพ์หนังสือ The Voyage of the Beagle ที่เขียนเกี่ยวกับการเดินทางไปกับเรือหลวงบีเกิล ซึ่งสร้างชื่อเสียงให้กับเขาในฐานะนักเขียน เขาทำงานหนักมากจนป่วยหัวใจเต้นผิดปกติ จนแพทย์สั่งให้หยุดงานทั้งหมดและไปพักผ่อนในชนบท

ดาร์วินทำการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่องและมีผลงานหนังสือออกมาเรื่อยๆ กรอบความคิดเรื่องการคัดเลือกโดยธรรมชาติของเขาเริ่มชัดเจนขึ้นแต่เขายังคงต้องการทำงานวิจัยในเรื่องนี้เพิ่มเติมอีก จนถึงปี 1856 Charles Lyell ได้อ่านหนังสือของนักธรรมชาติวิทยา Alfred Russel Wallace และเห็นว่า Wallace มีความคิดที่คล้ายกับดาร์วินในเรื่องนี้ จึงกระตุ้นให้เขารีบตีพิมพ์แนวคิดดังกล่าวเสียก่อน แม้ดาร์วินจะไม่เห็นว่ามันเป็นปัญหาแต่เขาก็ได้เริ่มงานเขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง ปี 1858 ดาร์วินได้รับจดหมายจาก Wallace ที่ส่งบทความเรื่องการคัดเลือกโดยธรรมชาติมาให้เขาอ่าน นี่อาจเป็นอีกแรงกระตุ้นที่ทำให้เขาต้องตีพิมพ์หนังสือหลังจากที่มีแนวคิดเรื่องนี้มานานเกือบ 20 ปี


หนังสือเปลี่ยนโลกกับกระแสต่อต้าน

charles-darwin-5

ปลายปี 1859 ดาร์วินตีพิมพ์หนังสือ On the Origin of Species ซึ่งเขาได้นำทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตในช่วงหลายชั่วอายุผ่านกระบวนการคัดเลือกโดยธรรมชาติ หนังสือเล่มนี้ได้รับความสนใจไปทั่วโลก มีทั้งการยอมรับและกระแสต่อต้านโดยเฉพาะจากทางศาสนจักร แม้หนังสือเล่มนี้ไม่ได้กล่าวถึงกำเนิดของมนุษย์ไว้อย่างชัดแจ้ง แต่ก็บอกเป็นนัยถึงสัตว์ที่เป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ว่าเป็นตระกูลลิง ซึ่งขัดแย้งกับคำสอนของศาสนาคริสต์ที่บอกว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างมนุษย์ มีการถกเถียงกันมากมายในประเด็นนี้ จนหลังจากหนังสือตีพิมพ์ได้ 7 เดือนได้มีการเปิดอภิปรายครั้งสำคัญในหัวข้อ 1860 Oxford evolution debate ที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด มีนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญเข้าร่วมมากมาย รวมทั้งบิชอป Samuel Wilberforce มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและฝ่ายคัดค้าน การอภิปรายเป็นไปอย่างดุเดือดจนเป็นที่จดจำ

หลังจากนั้นลัทธิดาร์วิน (Darwinism) หรือแนวคิดแบบดาร์วินนี้ได้ถูกนำไปใช้ครอบคลุมในหลายวงการ รวมทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม หนังสือ On the Origin of Species ถูกแปลเป็นหลายภาษาและกลายเป็นแม่บทสำคัญทางวิทยาศาสตร์ที่ดึงดูดความสนใจของผู้คนในทุกสาขาวิชา ทฤษฎีของดาร์วินยังสะท้อนความเคลื่อนไหวหลายอย่างในเวลานั้นและกลายเป็นกุญแจสำคัญของวัฒนธรรมสมัยนิยม (Popular Culture) มีภาพการ์ตูนล้อเลียนวิวัฒนาการจากลิงเป็นมนุษย์ผุดขึ้นมากมายหลายรูปแบบ รวมทั้งภาพล้อเลียนตัวดาร์วินเองด้วย เรียกได้ว่าหนังสือเล่มนี้ได้เขย่าโลกให้สั่นสะเทือนเลยทีเดียว

charles-darwin-6


ผลงานการวิจัยในคน สัตว์ และพืช

charles-darwin-7

แม้ว่าดาร์วินจะมีการป่วยอีกหลายครั้งแต่เขาก็ยังคงทำการทดลอง ทำวิจัย และเขียนหนังสือของเขาต่อไป ผลงานของดาร์วินในรูปแบบของหนังสือทางวิชาการได้ทยอยออกมาอย่างต่อเนื่องอีกหลายเล่ม มีทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับมนุษย์ สัตว์ และพืช ส่วนใหญ่เป็นการต่อยอดจากแนวคิดและทฤษฎีในหนังสือ On the Origin of Species ที่ต่อมาได้รับการยอมรับมากยิ่งขึ้นเมื่อมีผู้ค้นพบซากฟอสซิลของสัตว์เลื้อยคลานที่มีขนและปีกเหมือนนก ซึ่งมีลักษณะอยู่กึ่งกลางระหว่างไดโนเสาร์และนกปัจจุบัน พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าสัตว์เลื้อยคลานน่าจะเป็นบรรพบุรุษของนก สอดคล้องกับทฤษฎีของดาร์วิน

หนังสือ The Descent of Man, and Selection in Relation to Sex, The Expression of the Emotions in Man and Animals และ The Variation of Animals and Plants under Domestication ได้รับความนิยมมากทำให้ดาร์วินประทับใจที่คนให้การยอมรับความคิดของเขา นอกจากนี้เขายังเขียนหนังสือเกี่ยวกับพืชอีกหลายเล่ม รวมทั้งหนังสือเล่มสุดท้ายที่เขียนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างพืชกับไส้เดือนซึ่งตีพิมพ์ในปี 1881 ดาร์วินเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจในปี 1882 ด้วยวัย 73 ปี ต่อหน้า Emma Wedgwood ภรรยาคู่ใจที่มีลูกด้วยกัน 10 คน


นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุค

charles-darwin-8

ดาร์วินเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีผลงานการเขียนหนังสือมากมายหลายสาขา เขาเริ่มมีชื่อเสียงจากการเป็นนักเขียนด้วยหนังสือ The Voyage of the Beagle ในฐานะนักธรณีวิทยาเขาเขียนหนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับทวีปอเมริกาใต้และเป็นผู้ไขปริศนาการเกิดของเกาะปะการัง (coral atolls) ในฐานะนักชีววิทยาเขาก็มีผลงานเกี่ยวกับเพรียง และแน่นอนว่าผลงานสำคัญที่สุดของเขา On the Origin of Species และอีกหลายเล่มที่ตามมาในฐานะนักธรรมชาติวิทยาทำให้เขากลายนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญของโลก

หนังสือของดาร์วินเป็นผลงานที่มีประโยชน์อย่างมากทั้งทางชีววิทยาและมานุษยวิทยา โดยเฉพาะทฤษฎีวิวัฒนาการถือได้ว่าเป็นก้าวสำคัญในวงการชีววิทยาและเป็นรากฐานของทฤษฎีวิวัฒนาการสมัยใหม่ ถูกนำไปใช้ครอบคลุมในหลากหลายสาขา ดาร์วินจึงได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ผู้มีอิทธิพลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ร่างของเขาถูกฝังไว้ในมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ใกล้กับนักวิทยาศาสตร์ผูู้ยิ่งใหญ่อย่างเซอร์ไอแซก นิวตันอย่างสมเกียรติ

charles-darwin-9

วิธีการทำกุ้งเทมปุระ แบบปกติ และ ความเร็วสูง (การทดลอง)

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1836622836402527

คลิกค่ะ  MP4

ยิงกุ้งด้วยปืนลม ผ่าน น้ำไข่   แป้ง  และเปลวไฟ  ด้วยความเร็วสูง

          ด้วยความที่ชิ้งเป็นคนชอบกินกุ้งเทมปุระมั่กๆค่ะ ก็เลยพยายามจะทำเมนูนี้กินเองที่บ้าน เพื่อประหยัดเงินในกระเป๋า ตามประสาคนงก เอ้ย! คนประหยัดจิ แฮร่! ^ ^’ แต่ทำยังไงก็ไม่สำเร็จซักที กุ้งไม่ตรงบ้างหล่ะ เกล็ดแป้งกรอบๆไม่เห็นจะเกาะตัวกุ้งให้สวยเหมือนที่ร้านอาหารญี่ปุ่นเลย หรือแป้งดูหนาเป็นโกกิไปนะ ไม่บางเบาอย่างที่ควรจะเป็น อยู่ดีๆวันนี้ภาพวิธีทำก็เข้ามาในหัว จากนั้นก็รีบให้แม่บ้านออกไปซื้อกุ้งมาเลยค่ะ และแล้วกุ้งเทมปุระก็สำมะเร็ด อิอิ กุ้งยืนตรงเป๊ะ แป้งดูบางเบา แถมมีเกล็ดแป้งกรอบๆเกาะเป็นแพอย่างสวยงามหยั่งกับไปกินที่ร้านอาหารญี่ปุ่น ชิ้งก็เลยรีบนำสูตรมาแชร์แบ่งปันความอร่อยให้เพื่อนๆทุกท่านค่า ^___

พบ ‘ฝุ่นเพชร’ ทอแสงแวววาวหมุนวนรอบดาวฤกษ์ในกาแล็กซี่ทางช้างเผือก

nanodiamonds-1

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1836522776412533

เป็นเวลานานหลายสิบปีแล้วที่นักดาราศาสตร์พิศวงกับแหล่งที่มาอันแน่ชัดของแสงไมโครเวฟเลือนลางที่สาดส่องมาจากหลายพื้นที่ทั่วกาแล็กซี่ทางช้างเผือก ล่าสุดนักดาราศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ สหราชอาณาจักร พบแล้วว่ามันเกิดจาก ‘ฝุ่นเพชร’ ที่หมุนวนอยู่รอบดาวฤกษ์เกิดใหม่อันห่างไกล

Jane Greaves นักดาราศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์เป็นผู้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการกำเนิดของดาวเคราะห์ นานหลายปีแล้วที่เธอได้ส่องดูดาวฤกษ์ที่มีฝุ่นวงแหวนซึ่งยังไม่ได้รวมตัวเป็นดาวเคราะห์ เธอได้ไปที่หอดูดาว Green Bank ในรัฐเวสต์เวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา เพื่อใช้เครื่องมือพิเศษที่มีความละเอียดสูงส่องดูจานดาวเคราะห์ก่อนเกิด (Protoplanetary disk) หรือแผ่นจานสสารระหว่างดาวอัดแน่นไปด้วยแก๊สที่หมุนวนไปรอบๆดาวฤกษ์ที่กำลังก่อตัวขึ้นใหม่ แต่สิ่งที่พบสร้างความประหลาดใจให้กับเธออย่างมาก

“ฉันมองหารังสีที่ปลดปล่อยออกมาจากอนุภาคฝุ่นขนาดเล็กที่ส่องสว่างอย่างต่อเนื่อง แต่ฉันกลับพบการแผ่รังสีที่สว่างมากขึ้นแล้วยค่อยๆเลือนหายไป วูบวาบไปตามความยาวคลื่น ซึ่งในทางดาราศาสตร์มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากมาก” Greaves ผู้เป็นหัวหน้าทีมวิจัยกล่าว

สิ่งที่เธอพบก็คือส่วนหนึ่งของการแผ่รังสีไมโครเวฟที่ผิดปกติ (Anomalous Microwave Emissions – AME) ซึ่งเป็นที่สงสัยถึงแหล่งกำเนิดที่แท้จริงมานานปี ทีมวิจัยได้ใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุที่หอดูดาว Green Bank และกล้องโทรทรรศน์วิทยุ Australia Telescope Compact Array ในออสเตรเลียส่องหาแสง AME นี้ในระบบดาวฤกษ์เกิดใหม่จำนวน 14 แห่งทั่วกาแล็กซี่ทางช้างเผือก พวกเขาได้พบกับแสง AME ในระบบดาวฤกษ์เกิดใหม่ 3 แห่ง และมันมาจากฝุ่นและแก๊สในจานดาวเคราะห์ก่อนเกิดที่กำลังหมุนวนอยู่รอบดาวฤกษ์

“นี่เป็นการตรวจจับการแผ่รังสีไมโครเวฟที่ผิดปกติหรือ AME ที่มาจากจานดาวเคราะห์ก่อนเกิดได้เป็นครั้งแรก” David Frayer นักดาราศาสตร์ที่หอดูดาว Green Bank หนึ่งในทีมวิจัยกล่าว

นอกจากนี้ทีมวิจัยยังได้ตรวจพบแสงอินฟราเรดเฉพาะอันเป็นสัญลักษณ์ของ ‘ฝุ่นเพชร’ หรือผลึกคาร์บอนขนาดเล็กมากระดับนาโนซึ่งเล็กกว่าเม็ดทรายมาก โดยพบในระบบดาวฤกษ์ทั้ง 3 แห่งนี้เท่านั้นไม่พบที่อื่น

“มันเป็นสิ่งที่พบได้ยากมาก ไม่มีดาวฤกษ์เกิดใหม่ดวงอื่นอีกที่มีการปล่อยรังสีแบบนี้” Greaves กล่าว “โดยใช้วิธีแบบเชอร์ล็อก โฮมส์คือตัดสาเหตุอื่นออกทั้งหมด เราสามารถพูดได้อย่างมั่นใจว่าแหล่งที่ผลิตคลื่นไมโครเวฟเรืองแสงคือฝุ่นเพชรที่อยู่รอบๆดาวฤกษ์เกิดใหม่พวกนี้นั่นเอง”

ผลการวิจัยนี้อาจช่วยให้นักดาราศาสตร์เข้าใจเอกภพได้มากขึ้นกว่าเดิมโดยเฉพาะในช่วงแรกเริ่ม รวมทั้งอาจทำให้นักดาราศาสตร์สามารถสร้างแบบจำลองของแสงไมโครเวฟที่มาจากกาแล็กซี่ของเราได้ดีกว่าเดิม และอาจช่วยในการศึกษาวิจัยย้อนไปถึงการระเบิดครั้งใหญ่หรือ Big Bang ที่เป็นจุดเริ่มต้นของเอกภพ

ทดสอบดวงตากันหน่อย (มีเฉลย)

134921

 

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1835110446553766

     ตามหลักการเขาว่าประมาณ 8% ของผู้ชายและ 0.5% ของผู้หญิงทั่วโลกมีข้อบกพร่องในการมองเห็นสีอย่างน้อยหนึ่งข้อ
ว่ากันว่าเฉพาะคนที่มีสายตาที่ดีเท่านั้น ถึงจะที่สามารถเห็นคำทั้ง 8 คำในแผ่นสีแปดสีในภาพที่โพสต์ครบทุกแผ่น (แต่ละสีมีคำภาษาอังกฤษในภาพ)
ลองเพ่งดูครับว่า แพทย์สายตาเหยี่ยวอย่างท่าน จะเห็นได้กี่แผ่น !!

เฉลย

TREE EAT BOOT

SWEET PARK LOVE

HAT BEAD