600_nimb_6

Nimb Ring แหวนอัจฉริยะ ป้องกันภัย ขอความช่วยเหลือฉุกเฉินได้

600_nimb_6

เปิดตัว Nimb Ring แหวนอัจฉริยะป้องกันภัยที่สามารถขอความช่วยเหลือในยามฉุกเฉินได้ง่าย ๆ ด้วยปุ่มฉุกเฉินบนแหวน

บริษัท Nimb เปิดตัว Nimb Ring แหวนอัจฉริยะป้องกันภัยขอความช่วยเหลือในยามฉุกเฉินได้ง่าย ๆ ด้วยปุ่มฉุกเฉินบนแหวน พร้อมซิงก์ผ่านแอพฯ บนสมาร์ทโฟนเพื่อระบุพิกัดที่เกิดเหตุให้กับบุคคลที่แจ้งขอความช่วยเหลือ เช่น เพื่อน, แฟน หรือคนในครอบครัว ให้ทราบได้ทันท่วงที นอกจากนี้ผู้ใช้งานสามารถยกเลิกขอความช่วยเหลือได้ กรณีที่เผลอไปโดนปุ่มฉุกเฉิน

nimb_8

ด้านสเปคของ Nimb Ring มาพร้อมแบตเตอรี่ในตัวที่สามารถใช้งานได้ยาวนานถึง 2 สัปดาห์ ต่อรอบการชาร์จ และตัวแหวนมีขนาดให้เลือกตั้งแต่ไซส์ 3-12 ตามมาตรฐาน US. ส่วนสเปคอื่น ๆ มีดังนี้

สเปคเบื้องต้นแหวน Nimb Ring

– มีปุ่มฉุกเฉินที่ตัวแหวนให้กด
– มีไฟแจ้งเตือน 3 สี
– มีระบบการแจ้งเตือนแบบสั่น
– รองรับการเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth 4.0 ขึ้นไป
– รองรับการใช้งานผ่านแอพฯ บนอุปกรณ์ iOS 7.0 ขึ้นไป
– รองรับการใช้งานผ่านแอพฯ บนอุปกรณ์ Android 4.0 ขึ้นไป
– มีสีขาวและสีดำ
– มีไซส์แหวนให้เลือก 10 ขนาด (ไซส์ 3-12 US.)
– แบตเตอรี่สามารถใช้งานได้นาน 2 สัปดาห์ ต่อรอบการชาร์จ

nimb_10

ที่มา : https://men.kapook.com/view166170.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1351445488253600

9220_161220151056s3

Arma รถยนต์ไร้”คนขับ” ใช้พลังงานไฟฟ้า !!

9220_161220145019Wb

ก็ถือเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นไม่น้อย เกี่ยวกับรถยนต์ที่สามารถโดยสารได้เองโดยปราศจากคนขับ ซึ่งทางสิงคโปร์จะเริ่มเปิดใช้ Arma รถยนต์ไร้คนขับที่ถูกพัฒนาโดย Navya บริษัทจากประเทศฝรั่งเศส ในช่วงต้นปี 2017

9220_161220151056s3

เส้นทางที่ Arma จะถูกใช้งานคือการเดินทางระหว่าง Nanyang Tecnological University และ CleanTech eco-business park เป็นระยะทาง 1.5 กิโลเมตร Arma สามารถรับผู้โดยสารได้สูงสุด 15 คน และยังใช้เซ็นเซอร์ Lidar และกล้องเพื่อสื่อสารกับระบบโลเคชั่นของ GPS ที่สามารถสื่อสารไปยังสถานีควบคุมได้อีกด้วย

9220_16122011450054

ยังไม่หมดแค่นั้น Arma ยังเป็นรถยนต์ไร้คนขับที่ใช้พลังงานไฟฟ้าอีกด้วย โดยแบตเตอรี่ใช้ได้ประมาณครึ่งวัน (ขึ้นอยู่กับสภาพการจราจรและระยะทาง) ส่วนด้านล่างนี้เป็นวีดีโอที่ทาง Nanyang Technological University (NTU) โพสต์ให้เราได้ดูเกี่ยวกับการทดสอบรถยนต์ไร้คนขับที่จะนำมาใช้ในต้นปีหน้า

https://www.facebook.com/NTUsg/videos/1282051111834064/

ที่มา : http://news.thaiware.com/9220.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1351450361586446

เปิดตัว 5 หุ่นยนต์ต้นแบบสุดล้ำอย่างกับ Skynet แห่งโลกจริง ไม่อยากคิดถ้ามันลุกฮือขึ้นมามนุษย์จะเอาอะไรไปสู้ ..เจ๋งขนาดไหน ชมคลิป

หลายคนน่าจะเคยได้ชมภาพยนตร์อย่าง Terminator หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ ”คนเหล็ก” ภาพยนตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวจากอนาคต เมื่อมนุษย์ต้องทำศึกสงครามกับหุ่นยนต์ หลายปีก่อนเรื่องนี้คงเป็นได้เพียงจินตนาการจากในภาพยนตร์ชื่อดัง แต่ดูเหมือนเรื่องนี้กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า

เมื่อบริษัทผู้ผลิตและออกแบบหุ่นยนต์อย่าง Boston Dynamics ได้เผยโฉม 5 หุ่นยนต์ต้นแบบ ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนพัฒนา เรียกได้ว่ามนุษย์ทุกคนเห็นแล้วมีเสียว เพราะหุ่นยนตร์แต่ละแบบ สามารถทำงานได้อย่างน่าทึ่ง จนหลายคนยกให้เป็น Skynet แห่งโลกจริงกันเลยทีเดียว

LS3
มันได้รับการออกแบบให้เหมือนกับสัตว์ 4 ขา ทำหน้าที่เป็นกองกำลังลาดตระเวน กำหนดทิศทางเดินด้วยระบบGPS มันสามารถเดินทางได้ไกลถึง 30 กิโลเมตร นอกจากเดินในพื้นราบแล้ว ยังสามารถเดินขึ้นที่สูงชันอย่างภูเขาได้อย่างสบายๆ

Atlas

นี่คือหุ่นยนต์ที่มีงานออกแบบใกล้เคียงกับมนุษย์มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นสภาพภูมิประเทศแบบใดก็ตาม มันก็สามารถเข้าถึงได้ทุกพื้นที่ อีกทั้งยังสามารถคิดประมวลคำสั่งได้ด้วยตนเอง เช่น การหยิบจับสิ่งของ เปิดประตู แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างการหกล้ม ตัวหุ่นยนตร์สามารถลุกขึ้นยืนได้เอง โดยปราศจากการช่วยเหลือจากมนุษย์ ด้วยระบบกลไกลไฮดรอลิกภายใน จึงทำให้มันสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ

CHEETAH

หุ่นยนต์ที่จำลองงานออกแบบมาจากเสือชีต้าห์ มันสามารถทำความเร็วได้สูงสุด 28 ไมล์ต่อชั่วโมง เป็นหุ่นยนต์ที่ได้รับการบันทึกสถิติว่าวิ่งได้เร็วที่สุดในโลก

BigDog

อีกหนึ่งความแข็งแกร่งของหุ่นยนต์ลาดตระเวนสุดทรงพลัง มันสามารถเดินทางผ่านได้ทุกสภาวะแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นในหิมะ ที่ราบสูง หรือกระทั่งในแอ่งโคลน แม้มันจะมีน้ำหนักถึง 240 ปอนด์ แต่ก็สามารถทำความเร็วได้ถึง 4 ไมล์ต่อชั่วโมงเลยทีเดียว

RHex

ที่สุดของความสะเทินน้ำสะเทินบก เห็นขนาดเล็กจิ๋วแบบนี้ แต่สามารถเคลื่อนที่ผ่านอุปสรรคต่างๆ ได้อย่างเหลือเชื่อ ด้วยขาที่ได้รับการออกแบบให้มีรูปทรงโค้งงอเป็นพิเศษ มันจึงสามารถลุยโคลน ลุยน้ำ ข้ามสิ่งกีดขวางได้ทุกชนิด ทั้งก้อนหิน และกิ่งไม่ขนาดใหญ่ ปัจจุบันยังไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ด้วยตนเอง ยังคงใช้การควบคุมผ่านรีโมทในรัศมีไม่เกิน 700 เมตร

ที่มา : https://www.spokedark.tv/posts/robot-revolution/

 https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1351455371585945

ยานวอยเอเจอร์ทั้งสองลำเดินทางเข้าสู่สสารระหว่างดาวฤกษ์แล้ว

ยานวอยเอเจอร์ทั้งสองลำเดินทางเข้าสู่สสารระหว่างดาวฤกษ์แล้ว

18 มกราคม 2017

ในขณะนี้ยานอวกาศวอยเอเจอร์ทั้งสองลำเดินทางเข้าสู่สสารระหว่างดาวฤกษ์ (interstellar medium )แล้วโดยสสารระหว่างดาวฤกษ์นั้นมีองค์ประกอบหลักเป็นแก๊สซึ่งมีความหนาแน่นต่ำมาก เพียง 1อะตอมต่อลูกบาศก์เซนติเมตรเท่านั้น

as20170118_1_01

ความหนาแน่นที่ต่ำนี้เองทำให้การศึกษาสสารระหว่างดาวฤกษ์เป็นเรื่องยากมาก

ล่าสุดในเดือนมกราคม 2017 นักดาราศาสตร์สามารถทำการศึกษาจนพบว่ายานวอยเอเจอร์ทั้งสองลำเดินทางเข้าสู่พื้นที่ระหว่างดาวฤกษ์แล้วโดยยานวอยเอเจอร์ 1 เดินทางออกจากระบบสุริยะตั้งแต่ปี 2012 แล้ว ส่วนยานวอยเอเจอร์ 2 ในปัจจุบันยังอยู่ในเฮลิโอพอส (heliopause) ซึ่งเป็นบริเวณที่ลมสุริยะหมดอิทธิพลพอดีเนื่องจากปะทะกับลมดาวฤกษ์ที่มาจากดาวฤกษ์อื่นๆในกาแล็กซีทางช้างเผือกของเรา

ที่น่าเหลือเชื่อคือ ยานวอยเอเจอร์ 1 และ2 ถูกส่งออกสู่อวกาศกลางปี 1977  แต่ทั้งสองยังทำงานอยู่จนทุกวันนี้

นักดาราศาสตร์ได้ใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลที่โคจรอยู่รอบโลกยังมองไปยังดาวฤกษ์สี่ดวงที่อยู่เบื้องหลังยานอวกาศทั้งสองลำนี้ดังแสดงในภาพ จากนั้นทำการวัดว่าสสารรอบๆยานทั้งสองลำนี้ดูดกลืนแสงจากดาวฤกษ์ไปแค่ไหนทำให้นักดาราศาสตร์สามารถวิเคราะห์ได้ว่าสสารบริเวณยานทั้งสองลำมีสภาพเป็นอย่างไร และตรวจจับความหนาแน่นได้ด้วยการวัดปริมาณอะตอมคาร์บอน เพราะปริมาณคาร์บอนบ่งบอกถึงอัตราการชนของโมเลกุลแก๊สเล็กๆที่เกิดขึ้นซึ่งสัมพันธ์กับความหนาแน่นนั่นเอง

นักดาราศาสตร์พบว่าสสารรอบๆยานอวกาศทั้งสองลำมีความแตกต่างกันในแง่องค์ประกอบซึ่งเป็นหลักฐานยืนยันว่าสสารระหว่างดาวฤกษ์มีการเกาะกันเป็นกลุ่มก้อน

นักดาราศาสตร์คาดหวังว่ายานอวกาศทั้งสองลำจะทำงานได้อีก 5 หรือ 10ปีนับจากนี้

ปลายทางของยานอวกาศทั้งสองลำคือ อีก 40,000 ปี ยานวอยเอเจอร์ 1 จะเดินทางไปยังดาวฤกษ์ Gliese 445 (ที่ระยะห่าง 1.6 ปีแสง) ส่วนยานวอยเอเจอร์ 2 จะไปใกล้ดาวฤกษ์ Ross 248 (ที่ระยะห่าง1.7ปีแสง)

 

อ้างอิงhttp://www.skyandtelescope.com/astronomy-news/voyagers-flying-through-galactic-clouds-1101201623/

BMW VISION THE NEXT 100 YEARS ยานยนต์ในอนาคตสุดมหัศจรรย์

เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี BMW Group แบรนด์ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเยอรมัน ฉลองความสำเร็จครบรอบ 100 ปี ภายใต้แนวคิด ‘100 ปีแห่งอนาคต’ (THE NEXT 100 YEAR) ในปี 2559 โดยที่ผ่านมา BMW ได้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลและความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีแห่งยนตรกรรมระดับพรีเมียมมาโดยตลอด ทั้งนี้ ความสำเร็จของ BMW เป็นผลมาจากการทำงานร่วมกันของทีมงานที่แข็งแกร่งและมีความสนใจอย่างลึกซึ้งในนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนทุกการเดินทาง

ภารกิจที่เป็นหัวใจหลักของ BMW Group คือการหาคำตอบที่ดีที่สุดของทุกความท้าทาย โดยเป้าหมายนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของนิยามความเป็น BMW และยังเป็นพลังที่ขับเคลื่อนการทำงานของบริษัทแห่งนี้ในทุกระดับ สะท้อนให้เห็นผ่านวัฒนธรรมขององค์กรและแนวทางการปฏิบัติงานของผู้บริหาร มร. ฮาราลด์ ครูเกอร์ ประธานคณะกรรมการบริหาร มร. ฮาราลด์ ครูเกอร์ ประธานคณะกรรมการบริหาร BMW Group กล่าวในงานฉลองครบรอบ 100 ปีของบริษัทที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2559 ที่ผ่านมา ณ เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี

สิ่งสำคัญ 3 ประการที่ทำให้ BMW Group แตกต่างจากแบรนด์ผู้ผลิตรถยนต์รายอื่น คือ ความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัวการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางเทคโนโลยีและการมีความรับผิดชอบต่อสังคม การดำเนินธุรกิจของ BMW ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการเรียนรู้อย่างรวดเร็วและความกล้าหาญในการทำสิ่งยิ่งใหญ่ของบริษัท สำหรับในวาระแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี BMW Group ให้ความสำคัญกับการคิดค้นนวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคตที่สอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงของยานยนต์ส่วนบุคคลที่อาจเกิดขึ้นในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า

ภายใต้วิสัยทัศน์ที่ชัดเจน BMW Group ได้สร้างยานยนต์แห่งอนาคตอันล้ำสมัยเพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว ด้วยแนวคิดที่ว่ายานยนต์ระดับพรีเมียมของ BMW จะต้องมอบความสะดวกสบายอย่างสมบูรณ์แบบ สามารถเข้าถึงและตอบโจทย์ความต้องการของผู้ขับขี่แต่ละรายได้อย่างครบครัน จากในปัจจุบันที่เริ่มมีการพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับกันอย่างจริงจัง BMW จึงคาดการณ์ได้ว่าในอนาคตอันใกล้นี้รถยนต์ส่วนใหญ่จะสามารถขับเคลื่อนตัวเองด้วยระบบอัตโนมัติบนทุกเส้นทางท่ามกลางเมืองใหญ่ที่มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นกว่าในทุกวันนี้

ในโลกอนาคต เวลาจะกลายเป็นสิ่งล้ำค่าที่ผู้คนต่างขาดแคลนแต่ในขณะเดียวกัน การเชื่อมต่อกับโลกออนไลน์จะมีความแพร่หลายมากขึ้นและเทคโนโลยีต่างๆก็สามารถเรียนรู้จากมนุษย์ได้ ยานยนต์ในอนาคตจะเชื่อมทุกมิติของชีวิตมนุษย์เข้าด้วยกัน และ BMW เชื่อว่านวัตกรรมยานยนต์ต้นแบบอนาคตในทิศทางนี้ จะสามารถสร้างโอกาสใหม่ๆ ขึ้นมากมายให้กับวงการรถยนต์ระดับพรีเมียม…


อ้างอิง : อาคม รวมสุวรรณ

E-Mail chang.arcom@thairath.co.th

Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-52

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/597472

นักวิทย์ประชุมปรับเข็มนาฬิกา “วันสิ้นโลก” ใกล้เที่ยงคืนมากขึ้น

นักวิทย์ประชุมปรับเข็มนาฬิกาวันสิ้นโลกใกล้เที่ยงคืนมากขึ้น

ร่วมติดตามการประชุมพิจารณาปรับเข็มนาฬิกาวันสิ้นโลก หรือ Doomsday Clock คาดอาจเข้าใกล้เที่ยงคืนเพิ่มอีก 1 นาที

นาฬิกาวันสิ้นโลก หรือ Doomsday Clock คือนาฬิกาเชิงสัญลักษณ์ ที่แสดงออกถึงการนับถอยหลังเข้าสู่วันสิ้นโลก จากปัจจัยคุกคามต่างๆ และภัยพิบัติที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสงครามนิวเคลียร์ ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ โดยกำหนดให้เวลาเส้นตายคือเวลาเที่ยงคืน

ขณะนี้ปัจจุบันเข็มนาฬิกาถูกกำหนดไว้ที่ 3 นาทีก่อนเที่ยงคืน แต่ล่าสุดทีมนักวิทยาศาสตร์ประกาศว่า พวกเขากำลังเตรียมที่จะประชุมกัน เพื่อพิจารณาว่าอาจปรับเข็มนาฬิกานี้ ให้เข้าใกล้ช่วงเวลาเที่ยงคืนมากขึ้น

การประชุมครั้งนี้จะประกอบด้วยทีมนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำ และผู้ได้รับรางวัลโนเบลอีก 15 คน โดยการประชุมที่จะเกิดขึ้นในวันศุกร์นี้ จะถูกถ่ายทอดสดผ่าน Live Stream บนเฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นที่คาดการณ์กันว่าเข็มนาฬิกาอาจถูกปรับเพิ่มไปอีก 1 นาที

ปกติแล้วทีมนักวิทยาศาสตร์จะมีการประชุมหารือกัน ปีละสองครั้ง เพื่อพิจารณาถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปีนั้นๆที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของโลก และมนุษยชาติ และสรุปผลว่าเข็มนาฬิกาควรถูกเปลี่ยนแปลงหรือไม่

สำหรับการปรับเข็มนาฬิกาครั้งล่าสุดนั้น เกิดขึ้นเมื่อปี 2015 ที่ผ่านมา ในตอนนั้นทีมนักวิทยาศาสตร์ตัดสินใจปรับเข็มนาฬิกาเพิ่มอีก 2 นาที จากเดิมซึ่งอยู่ที่เวลา 5 นาทีก่อนเที่ยงคืน อันเป็นผลมาจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ , ขยะจากพลังงานนิวเคลียร์ และการพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพของอาวุธนิวเคลียร์

รายงานจากเว็บไซต์ The Bulletin ผู้ก่อตั้งนาฬิกาดังกล่าวระบุว่า การประชุมครั้งนี้จะพิจารณาในประเด็นต่างๆ เช่น การเพิ่มขึ้นของแนวคิดชาตินิยมในหลายประเทศ, ความคิดเห็นของโดนัลด์ ทรัมป์ที่มีต่อประเด็นอาวุธนิวเคลียร์ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ

 

ที่มา: http://www.posttoday.com/world/news/477719

ผู้ก่อตั้งหัวเว่ยเข้าเยี่ยมคารวะนายกฯ

ผู้ก่อตั้งบริษัทหัวเว่ย เข้าเยี่ยมคารวะนายกฯ ที่ทำเนียบฯระบุพร้อมขยายและให้ความร่วมมือธุรกิจและด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในไทย

วันนี้(15ก.พ.60)นายเหริน เจิ้งเฟย (Mr. Ren Zhengfei) ผู้ก่อตั้งบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี จำกัด (Huawei Technologies Co., Ltd.) เข้าเยี่ยมคารวะ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ณ ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

ทั้งนี้นายกฯได้กล่าวต้อนรับและชื่นชมบริษัทฯ ในฐานะผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมและอุปกรณ์เครือข่ายชั้นนำของจีนและของโลก โดยปัจจุบันหัวเว่ยเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในไทย การเดินทางมาเยือนไทยครั้งนี้ของผู้ก่อตั้งบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี จำกัด ได้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นบริษัทฯที่จะขยายความร่วมมือทางธุรกิจกับไทย

นายกฯยังกล่าวขอบคุณบริษัทฯที่เป็นหุ้นส่วนสำคัญในการพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของไทยและแลกเปลี่ยนความรู้ด้านเทคโนโลยีและวิชาการต่างๆ กับสถาบันการศึกษาของไทยมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมหวังว่าบริษัทฯ จะยังคงส่งเสริมและผลักดันความร่วมมือด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของไทยและสนับสนุนการพัฒนาการเรียนรู้ของบุคลากรไทยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รวมทั้งขยายการลงทุนในไทยให้มากขึ้น

ผู้ก่อตั้งบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี จำกัด กล่าวแสดงความยินดีและเป็นเกียรติที่ได้พบนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พร้อมกล่าวชื่นชมนายกรัฐมนตรีว่าเป็นผู้นำที่บริหารงานด้วยความรวดเร็ว ชัดเจน และมีประสิทธิภาพ ทำให้ประเทศไทยมีความสงบสุข ซึ่งเอื้อให้เกิดบรรยากาศที่ดีต่อการลงทุนในประเทศ บริษัทฯมีความยินดีและตั้งใจอย่างยิ่งที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ในอนาคต

นายกฯและผู้ก่อตั้งบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี จำกัด ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับจีน โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ได้มีโอกาสพบปะกับประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีของจีนในหลายโอกาส ซึ่งไทยและจีนเปรียบเสมือนญาติพี่น้องกัน หากมีเรื่องใดที่ทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันไทยก็พร้อมสนับสนุนอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ สำนักงานใหญ่หัวเว่ยที่เมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง มีความสำคัญต่อไทยอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นประตูหลักที่เชื่อมความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจไทย-จีน และมีการประชุมคณะทำงานไทย- กวางตุ้ง เป็นกลไกสำคัญในการผลักดันความสัมพันธ์ระหว่างกัน หากบริษัทฯประสงค์ขยายความร่วมมือเพิ่มเติมกับไทยก็สามารถประสานกับคณะทำงานดังกล่าวได้ ด้านผู้ก่อตั้งบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี จำกัด เชื่อมั่นว่า สิ่งที่จีนได้ร่วมมือกับไทยจะสร้างผลประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย ทำให้เจริญเติบโตไปพร้อมกัน บริษัทฯยินดีเป็นส่วนหนึ่งในการเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ไทย-จีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

5651120293113.jpg

ที่มา : http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=128944&t=news

“Ruggie”นาฬิกาปลุกคนขี้เซาต้องยืนเหยียบปิดเสียง

ใครที่ตื่นยากตื่นเย็น เรียกว่านาฬิกาปลุกแบบธรรมดาเอาไม่อยู่ คุณต้องเปลี่ยนมาใช้ Reggie ที่ต้องลุกขึ้นมายืนเหยียบ ถึงปิดเสียงนาฬิกาปลุกได้

วันนี้(14ก.พ.60)เวลาเช้าตอนที่นาฬิกาปลุกส่งเสียงเตือน หลายคนมักจะกดปิดหรือกด Snooze เพื่อนอนต่อ สุดท้ายก็นอนตื่นสายอยู่ดี ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปเมื่อผู้ผลิตหัวใสผุดนาฬิกาปลุก “Ruggie” ที่ต้องลุกขึ้นมายืนเหยียบ  เพื่อปิดเสียงปลุกที่น่ารำคาญ แถมไม่ใช่ยืนปุ๊บปั๊บเสียงจะหายไปเลย แต่ต้องยืนค้างไว้เป็นเวลา 30 วินาทีต่อเนื่อง เสียงปลุกถึงจะหยุด ซึ่งก็เพียงพอที่คุณจะรู้สึกหายง่วง อันนี้คิดมาแล้วเผื่อคนโกง

ตัววัสดุภายนอกที่ใช้ผลิตก็คือ พรมสามารถใช้เช็ดเท้าได้จริงๆ มีความอ่อนนุ่ม เพราะมีการฝังโฟมคืนรูปกลับสู่สภาพเดิมได้อยู่ข้างใต้ผ้า  ส่วนมุมซ้ายบนจะมีจอ LED สำหรับบอกเวลา

เสียงปลุกก็มีความดังตั้งแต่ 90-120 เดซิเบลเรียกว่าเพียงพอต่อการทำให้คุณตื่นได้ ถ้าใครไม่ชอบเสียงปลุกที่มีให้ ก็สามารถโหลดไฟล์ MP3 ติดตั้งเข้าไปได้ เลือกเพลงแบบที่ชอบได้เลย สำหรับคนที่สนใจ สนนราคาขายอยู่ที่ $99 หรือประมาณ 3,500 บาท

ที่มา : http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=128771&t=news

Sony PSVR เนรมิตวีดีโอ 360 องศา ที่เราสามารถเปลี่ยนตำแหน่งรับชมได้อย่างอิสระ

Sony PSVR เนรมิตวีดีโอ 360 องศา ที่เราสามารถเปลี่ยนตำแหน่งรับชมได้อย่างอิสระ

เราอาจจะเคยเห็น Music Video เพลงแบบ 360 องศา ตาม YouTube กันมาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบวงดนตรี หรือเกิร์ลกรุ๊ป แต่ข้อจำกัดของการรับชม ก็คือเราสามารถหมุนรับชมได้แค่รอบๆ ตัวเท่านั้น

แต่ล่าสุดทาง Sony ได้พัฒนาคอนเทนท์วีดีโอบน PlayStation VR (หรือ PSVR) ไปอีกขั้น ด้วยการถ่ายทำ การเล่นดนตรีสดของ 2 นักดนตรีชื่อดัง Lyndhurst Hall และ Joshua Bell ในรูปแบบ Virtual Reality และ 360 องศา ให้เราสามารถขยับหามุมมอง รับชมดนตรีในโลก VR ได้ทุกทิศทางที่ต้องการ ไม่จำกัดแค่จุดๆ เดียวอีกต่อไป

ซึ่งที่เราสามารถขยับไปชมรอบๆ ของนักดนตรีในวีดีโอได้ เป็นเพราะว่า นอกจากทาง Sony ใช้กล้อง Action Camera FDR-X1000V ในการเก็บภาพ จากนั้นนำมาเรนเดอร์ภาพที่บันทึกไว้ ให้กลายเป็นโมเดล 3D นั่นเอง

อีกหนึ่งความน่าสนใจ ก็คือ ไม่เพียงแค่ภาพเท่านั้น ที่เราสามารถรับชมในตำแหน่งต่างๆ ได้ แต่รูปแบบของเสียงที่เรารับชม ก็ถูกปรับแต่งตามตำแหน่งที่เราอยู่อีกด้วย เช่น หากเราเข้าใกล้ไวโอลิน ก็จะได้ยินเสียงของไวโอลินชัดเจนยิ่งขึ้น หากเราอยู่ใกล้ฝั่งเปียโนมากกว่า ก็จะได้ยินเสียงเปียโนดังกว่านั่นเอง

จะเห็นว่า ไม่เพียงแค่เกมส์เท่านั้น ที่เราจะได้สัมผัสกันบน PSVR ซึ่งโปรเจค Music Video นี้ แสดงให้เห็นถึงความเสมือนจริงในโลก VR ที่มากขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง ซึ่งทาง Sony ก็ได้บอกอีกว่า ในอนาคต ไม่เพียงแค่การแสดงดนตรีเท่านั้น แต่ทั้งละครเวที หรือการแข่งขันกีฬา ก็จะใช้หลักการเดียวกันนี้ ให้ได้ชมกันอีกด้วย

สำหรับใครที่มี PlayStation VR ในตอนนี้ ก็สามารถไปรับชมวีดีโอการแสดงดนตรีของ Joshua Bell กันได้ฟรีๆ เลย เป็นยังไง ประทับใจมากแค่ไหน มาบอกกันบ้างนะครับ

 

ที่มา : http://m.thaiware.com/news/9616.html

Vigo Motorcycle เปิดตัวซุปเปอร์ไบค์พลังงานไฟฟ้า 120 แรงม้า แรงเร้าใจกับความเร็วสูงสุดถึง 290 กม./ชม.

Vigo แบรนด์มอเตอร์ไซค์น้องใหม่จากประเทศอังกฤษ เผยโฉมซุปเปอร์ไบค์พลังงานไฟฟ้ารุ่นต้นแบบ ที่สามารถวิ่งได้ด้วยความเร็วสูงสุด 290 กม./ชม. วิ่งได้ไกลถึง 640 กม. ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง เตรียมพัฒนาสำหรับจำหน่ายจริงในเร็วๆ นี้

1487464963000

ทางค่ายได้เผยข้อมูลของซุปเปอร์ไบค์พลังงานไฟฟ้ารุ่นนี้ว่า จะใช้พลังงานไฟฟ้าที่สะสมจากแบตเตอรี่ Capacity 21 กิโลวัตต์ชั่วโมง พร้อมระบบขับเคลื่อน ที่ให้กำลังสูงสุด 120 แรงม้า (90 กิโลวัตต์) โดยตัวแบตเตอรี่สามารถใช้งานได้ยาวนานกว่า 400,000 กม. ใช้เวลาชาร์จไฟบ้านราวๆ 7-12 ชม. หรือใช้บริการสถานีชาร์จไฟจะใช้เวลาชาร์จได้เร็วถึง 20-30 นาที

ด้านตัวเลขสมรรถนะ เริ่มจากอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ที่ 3.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 290 กม./ชม. วิ่งได้ไกลสุดที่ 640 กม. ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง นอกจากนี้ ตัวรถมีน้ำหนักอยู่ที่ 160 กก. ถือได้ว่าเบาใช้ได้สำหรับกลุ่มซุปเปอร์ไบค์ เพื่อให้รีดสมรรถนะได้อย่างเต็มที่

 

1487464984204

ด้านรายละเอียดอื่นๆ เช่น ไฟหน้า-ไฟท้าย LED, แฟริ่งหน้าพร้อมช่องดักอากาศ, เบาะนั่งสองตอน, ดิสก์เบรกคู่ที่ล้อหน้า, ระบบเบรกที่ล้อหลัง รวมไปถึงยางล้อที่ใหญ่โตสไตล์ซุปเปอร์ไบค์ นอกจากนี้ยังได้บรรจุเทคโนโลยสุดล้ำหลายรายการ เช่น ระบบ GPS, กุญแจรีโมทดิจิตอล, ระบบเบรคอัตโนมัติ, การสั่งการผ่านเสียง, ระบบตรวจสอบข้อมูลผ่านสมาร์ทโฟน เป็นต้น

ทาง Vigo ได้เผยว่ายังคงต้องใช้ระยะเวลาพัฒนาตัวรถให้ผ่านมาตรฐานข้อกำหนดต่างๆ ก่อนจึงจะสามารถวางจำหน่ายจริงได้ในเร็วๆ นี้ โดยตั้งราคาขายราวๆ 7,999 ปอนด์อังกฤษ หรือราวๆ 355,000 บาทโดยประมาณ ทั้งนี้ยังมีราคาพิเศษสำหรับผู้ร่วมลงทะเบียนสนับสนุน โดยมีราคาที่ 5,999 ปอนด์อังกฤษ หรือราวๆ 266,000 บาท

ที่มา : http://bigbike.boxzaracing.com/news/17148

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1354817784583037