ร้านเบเกอรี่ญี่ปุ่นคิดเงินด้วยวิธีสแกนถาดขนม

 “Denen Plaza Kawaba ”ร้านเบเกอรี่ญี่ปุ่นเพิ่มลูกเล่นด้วยการสแกนขนมเพื่อคิดเงิน ไม่ต้องเสียเวลายิงบาร์โค้ด 

วันนี้(17พ.ค.60)Denen Plaza Kawaba ร้านขายเบเกอรี่แห่งหนึ่งในญี่ปุ่น  นำเทคโนโลยีในช่วงเก็บเงินมาดึงดูดความสนใจของลูกค้า โดยหลังจากที่ลูกค้าเลือกหยิบขนมวางลงบนถาดแล้ว เมื่อนำถาดไปวางตรง Counter ชำระเงิน ระบบจะ Scan รูปขนมพร้อมคำนวนราคาได้ในเวลาไม่กี่นาที  ถือเป็นการสร้างสีสันและลดเวลาการชำระเงินทำให้ลูกค้าไม่ต้องคอยนาน เพราะไม่ต้องเสียเวลายิงบาร์โค้ด

สำหรับระบบ Bakery Scan นี้ พัฒนาขึ้นโดยบริษัท Brain ในโตเกียว ที่มีความสามารถ Scan ขนมได้มากสุด 10 ชิ้น นอกจากจะช่วยลดเวลาในการซื้อและคำนวนราคาขนมแต่ละครั้งแล้ว ยังช่วยโชว์ความสดใหม่ของขนมได้อย่างเต็มที่ แม้อาจมีข้อติดขัดอยู่บ้างหากระบบไม่อ่านภาพขนมที่ฉ่ำน้ำหรือน้ำมันเยิ้มจนเสียรูปทรงก็ตาม แต่ก็ถือเป็นไอเดียที่น่าสนใจ

ที่มา http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=138054&t=news

7 วิธีรับมือและบรรเทา Ransomware มัลแวร์เรียกค่าไถ่

Ransomware หรือ มัลแวร์เรียกค่าไถ่ ที่กลับมาสร้างความผวาให้กับเหล่าผู้ใช้กันอีกครั้ง จากครั้งที่แล้วก็มี CryptoLocker ล่าสุดคือ “WannaCrypt” หรือ “WannaCry” มัลแวร์เรียกค่าไถ่ที่อันตรายกว่าเก่า ระบาดหนักยิ่งกว่า ดังนั้นทางทีมงานขอนำ 7 วิธีรับมือและแก้ไข (แบบบรรเทา) ที่เคยเขียนไว้นานแล้ว กลับมารีรันกันอีกครั้ง

IMG_3306

มันยังระบาดไม่เลิก !! วินาทีนี้ คงไม่มีภัยอันตรายบนโลกอินเทอร์เน็ตใดๆที่ร้ายแรงไปกว่าเจ้านี้แล้วคือ “มัลแวร์เรียกค่าไถ่” หรือที่หลายๆคนมักจะเรียกกันว่า “ไวรัสเรียกค่าไถ่” นั้นเอง ที่ระบาดกันมานานจนปัจจุบันก็ยังอยู่ สำหรับเจ้ามัลแวร์ตัวนี้ จัดเป็น Ransomware ประเภทหนึ่ง ที่จะหลอกให้ผู้ใช้ เผลอโหลดไฟล์ติดตั้งตัวหนึ่ง (.exe) เข้าไปแบบไม่รู้ตัว หลังจากนั้น มันก็จะทำการเปลี่ยนการตั้งค่าบางอย่างภายในคอมพ์ของเรา ในที่นี้คือ การฝังรหัสไฟล์ข้อมูลต่างๆภายในเครื่อง ทำให้เราไม่สามารถเข้าถึงหรือเรียกใช้ไฟล์ข้อมูลเหล่านั้นได้เลย ถ้าอยากได้รหัส ก็ต้องจ่ายเงินให้มัน โดยที่ไม่รู้ว่ามันจะให้รหัสเราไหม ดังนั้นมันจึงถูกจัดว่าเป็น มัลแวร์ที่อันตรายที่สุดแล้ว ณ ตอนนี้

รู้จักกับ WannaCrypt

IMG_3307

ก่อนหน้านู้น หลายคนคงแทบกรี๊ดมาแล้วกับเจ้า CryptoLocker มาตอนนี้คือ WannaCrypt (อีกหลาย ๆ ชื่อก็ WannaCry, WanaCrypt0r, Wana Decrypt0r 2.0) มัลแวร์หรือ Ransomware ชนิดหนึ่ง ที่ถูกพัฒนาโดยเครื่องมืออันทรงพลังจาก NSA (สำนักงานความมั่นคงแห่งสหรัฐ) ที่เรียกว่า “EternalBlue” ซึ่งเครื่องมือนี้ ก็ถูกขโมยโดยกลุ่มแครกเกอร์ The Shadow Broker ที่หลังขโมยเสร็จ ก็นำมาแจกจ่ายแก่สาธารณะ จนมีแครกเกอร์ (แฮกเกอร์ฝ่ายไม่ดี) กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ได้เอาเครื่องมือนี้ไปพัฒนาเป็นมัลแวร์เรียกค่าไถ่ที่ชื่อ WannaCrypt นี้เอง เพียงไม่นานมัลแวร์ตัวนี้ก็ระบาดหนักไปทั่วโลก แม้ทาง Microsoft จะออกตัวอัพเดตป้องกันก่อนหน้า (หลังรู้ว่า NSA งานเข้า) แล้ว แต่ก็ยังมีผู้ใช้ ที่ไม่รู้ว่าใช้ Windows เถื่อน หรือไม่ได้อัพเดตระบบ ถูกมัลแวร์นี้เล่นงานเข้าจนได้

พฤติกรรมของมัลแวร์ตัวนี้ มันจะล่อลวงให้เราดาวน์โหลดไฟล์ติดตั้งของมัน ซึ่งมักจะแนบมากับ E-mail หรือตามเว็บดาวน์โหลดไฟล์ที่แฝงโฆษณาเยอะ ๆ เมื่อเราเผลอคลิกติดตั้งเข้าไป เราก็จะถูกมัลแวร์ตัวนี้ฝังลงในเครื่องคอมพ์ของเราทันที หลังจากนี้ทุกไฟล์ในเครื่องที่มีนามสกุลไฟล์ตรงตามกลุ่มเป้าหมาย ก็จะถูกเข้ารหัสทำให้ไม่สามารถเปิดใช้งานได้ตามปกติ (ไฟล์ที่โดนจะมีนามสกุลไฟล์เป็น .WNCRY) จากนั้นก็จะขึ้นหน้าต่างประมาณว่า “ไฟล์ของคุณถูกเข้ารหัส ถ้าอยากได้ไฟล์คืน โปรดโอนเงินมาให้เรา” (สูตรเดียวกับ CryptoLocker เป๊ะ ๆ) เท่ากับว่า ไฟล์ข้อมูลของเราโดนจับเป็นตัวประกันเรียบร้อย การชำระเงินจะเป็นแบบ Bitcoin ซึ่งจะมีราคาแพงถึง 300 – 600 เหรียญฯ หรือหมื่นกว่าบาทกันเลย ต่อไปมาดูวิธีป้องกันและบรรเทาหลังโดนมัลแวร์ตัวนี้กันครับ

1.Backup ข้อมูลสำคัญๆ

IMG_3308
เป็นพื้นฐานไปแล้ว สำหรับคนในยุคนี้ ที่ต้องหมั่นสำรองข้อมูลไว้ตลอดเวลา ไม่เพียงแต่เฉพาะองค์กรใหญ่ๆแล้วที่จะเล่นงาน คนทั่วไปก็มีโอกาสโดนได้เช่นกัน ดังนั้น เราควรจะมีกิจวัตรใหม่คือ การสำรองข้อมูลสำคัญ ๆ ไว้เสมอ แล้วเราจะสำรองข้อมูลยังไงบ้างล่ะ ผมขอเสนอ “The 3-2-1 Backup Rule” หรือ กฎ 3-2-1 หมายถึง การเก็บสำรองข้อมูลไว้อย่างน้อย 3 ชุด สองชุดแรก คือ เก็บไว้บนสื่อบันทึก 2 ชุดที่แตกต่างกัน ซึ่งจะใช้การสำรองข้อมูลจากในคอมพิวเตอร์เป็นหลักคือ การใช้ฟีเจอร์ Windows Backup and Restore ที่จะมีอยู่ในระบบปฏิบัติการรุ่นปัจจุบันทั้ง Win 7 และ Win 8 หรือไม่ก็การสำรองข้อมูลด้วยใช้ Raid 1 ที่จะต้องการใช้ ฮาร์ดดิส 2 ตัวขึ้นไป และสุดท้าย การสำรองข้อมูลไว้บน Cloud Store เป็นต้น ชุดสุดท้ายคือ การเก็บไฟล์ Backup ไว้ในอุปกรณ์ภายนอก ที่ไม่ต้องเสียบคาเครื่องอย่าง Extranal Harddisk ซึ่งเป็นแหล่งบันทึกข้อมูลสุดท้าย หากเกิดกรณีไม่คาดฝัน ตัวสื่อบันทึกชนิดนี้ คือความหวังสุดท้าย

2.เลี่ยงการเปิด E-Mail แปลกๆ

IMG_3309

สำหรับใครที่ตอนนี้ มีความจำเป็นจะต้องใช้งาน E-mail ในการติดต่อหรือทำงานอยู่เป็นประจำ ก็อาจมีแววที่จะถูกโจมตีจากมัลแวร์ตัวนี้ได้ด้วย ต้องบอกเลยว่า แหล่งแพร่กระจายหลักของมัลแวร์ชนิดนี้ อันดับต้น ๆ เลยคือ การหลอกให้คลิกไฟล์แนบจากใน E-mail นั้นเอง วิธีป้องกันคือ หากเจอเมลที่น่าสงสัย ตรวจสอบแหล่งที่มาของเมลก่อนเป็นอันดับแรก โดยดูจากชื่อผู้ส่ง และ เนื้อหาภายใน ให้ดูว่า มันเกี่ยวข้องกับงานที่เราทำอยู่หรือไม่ ที่นี้ มันจะแบ่งเป็นสองประเภทคือ มาในรูปแบบไฟล์ที่มีการอัด Zip เอาไว้ อันนี้ก็ต้องใช้วิจารณญาณพอสมควร ให้ดูรายละเอียดของเมลก่อนเลยว่า มันน่าสงสัยไหม สมมุติว่า ถ้าเป็นเมลประเภทงานธุรกรรม การเงิน หรือ อะไรที่มันดูสำคัญ “พวกนี้ต้องมีเบอร์โทรติดต่อกลับได้” หากมันสำคัญจริง เราจะได้โทรไปขอคำยืนยันได้ว่า นี้เป็นเมลงานของจริง อย่างที่สองคือ มีการแนบลิงค์ URL มาให้ด้วย อันนี้ง่ายๆ ก่อนคลิกไปที่ลิงค์ ให้เอาเมาส์ไปชี้ (อย่าเพิ่งคลิกเด็ดขาด) ค้างไว้ แล้วสังเกตรายละเอียดของ URL ที่จะแสดงอยู่บริเวณด้านมุมซ้ายล่างว่า มันนำเราไปที่ไหน หากเป็นเว็บแปลกๆ ให้เลี่ยงไว้เลย หากมีคำว่า .exe ตามท้าย อันนี้ลบทิ้งเลยครับ อย่าเหลือไว้ให้เสี่ยงจะดีกว่า

3.ใส่บุ๊คมาร์คสำหรับเว็บไซต์ที่เราชื่นชอบ

IMG_3310

มัลแวร์เรียกค่าไถ่นั้นมีการพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขนาดมีผู้สร้างบางคน ยอมไปซื้อแบนเนอร์โฆษณา เพื่อกระจายมัลแวร์ตัวนี้โดยเฉพาะกันเลย สำหรับข้อแนะนำนี้ ก็มีเป็นนัยๆว่า อย่าไปเข้าพวกเว็บไซต์แปลกๆที่เราไม่รู้จัก โดยเฉพาะเว็บไซต์โหลดไฟล์ของสากล ที่มักจะเต็มไปด้วยมัลแวร์หลากชนิด อย่างบางเว็บแค่เข้าไปดู มันก็จะโหลดไฟล์ .exe ลงเครื่องเราอัตโนมัติทันที อย่าไปคลิกติดตั้งเป็นอันขาด พวกนี้คือมัลแวร์แทบทั้งสิ้น ฉะนั้น หากเรามีเว็บไหนที่เข้าเป็นประจำและเชื่อถือได้ ให้เราจับยัดใส่ไว้ใน “ปุ๊คมาร์ด”เอาไว้เลย และหลังจากนี้เวลาจะเข้าเว็บไซต์ต่างๆ ให้เข้าผ่านทางบุ๊คมาร์คเท่านั้น จะได้เป็นการหลีกเลี่ยงถูกหลอกให้คลิก URL อันตรายจากผู้สร้างโหลดมัลแวร์เรียกค่าไถ่ได้ในระดับหนึ่ง หวังว่า เราคงไม่ขยันไล่ตะเวนโหลดไฟล์ต่างๆอย่างเมามัน จะเผลอไปโดนมัลแวร์เล่นงานเข้าให้นะครับ

4.กำหนด Read Only ให้กับไฟล์ที่สำคัญ

IMG_3311

ขอพูดถึงรูปแบบการทำงานของมัลแวร์เรียกค่าไถ่ซักนิด หลังจากที่มันสแกนเจอไฟล์ที่ต้องการแล้ว มันก็จะทำการแก้ไขไฟล์ข้อมูลของเรา (อธิบายแบบบ้านๆ) และยัดรหัสใส่เข้าไป ทำให้เราไม่สามารถเข้าถึงไฟล์ของเราได้นั้นเอง ดังนั้น วิธีป้องกันเบื้องต้น ให้เรามองหาไฟล์ข้อมูลที่สำคัญๆ โดยเฉพาะพวกไฟล์เอกสารที่มักจะเป็นเป้าหมายหลักที่จะโดนก่อนใครเพื่อน ตัวไหนสำคัญ(ต่อชีวิต) ให้จับเปลื่ยนเป็น “Read Only” ซะให้หมด วิธีคือ ให้คลิกขวาที่ไฟล์ หรือ โฟลเดอร์ แล้วให้เลือกไปที่ Porperties ที่อยู่ข้างล่างสุด จากนั้นให้ติ๊กถูกที่ช่อง Read Only แล้วกดโอเค เท่านี้ไฟล์ข้อมูลนั้น ก็จะถูกทำให้ อ่านได้อย่างเดียว ไม่สามารถแก้ไขได้ ซึ่งพอจะช่วยให้รอดต่อการถูกจับเป็นตัวประกันได้นั้นเองครับ ทั้งนี้หากมีการแชร์ข้อมูลร่วมกันผ่านระบบเครือข่าย ควรมีการกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้ไว้ก็ดีเหมือนกัน อาจจะยุ่งยากไปนิด แต่ก็ดีกว่าถูกเล่นงานไปทั้งยวง

5.เช็ค DNS ว่าตรงกับ ISP ที่เราใช้อยู่ไหม

IMG_3312

ในบางครั้ง เจ้ามัลแวร์ตัวนี้ อาจจะมาในรูปแบบใหม่ นั้นคือการโจมตีเจาะช่องโหว่ของเว็บบราวเซอร์ ด้วยการเปลื่ยน DNS ของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตของเรา (ISP) ไปเป็นอย่างอื่นได้ด้วย โดยมันสามารถหลอกให้เราเปิดเว็บไซต์ที่หน้าตาอาจจะเหมือนเว็บ Google หรือเว็บที่ต้องมีการใช้ Username กับ Password ในการเข้าสู่ระบบ ที่หากเราพิมพ์ไปปุ๊บ โจรรู้ปั๊บ งานเข้าทันใด ทีนี้หากเป็นกรณีของมัลแวร์เรียกค่าไถ่ หลังจากที่มันแอบเจาะ DNS ของเราแล้ว มันจะสามารถแอบยัด URL ที่เป็นลิงค์โหลด โดยอาจจะเป็น Pop-Up ที่อยู่ๆก็เด้งขึ้นมาก็ได้ เมื่อเราเผลอไปกด และโหลดไฟล์จาก URL มรณะเรียบร้อย ก็บรรลัยครับงานนี้ ดังนั้นเราจึงควรมีการไปเช็ค DNS ว่า มันตรงกับ ISP ของเราไหม อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าการเจาะ DNS จะทำได้ง่ายขนาดนั้น ยิ่งถ้าเป็นการเจาะ DNS ที่เป็นของ IPS ตรงๆ ยิ่งยากครับ เว้นแต่ว่า คนที่มันจะเจาะเข้ามา มันมีความพยายามสูงจริงๆ แต่ยังไงเราก็ควรเข้าไปเช็คดูจะดีกว่า กันไว้ดีกว่าแก้

6.อัพเดตโปรแกรมด้านความปลอดภัย

IMG_3313

หากใครมีโปรแกรมด้านความปลอดภัย (หรือที่นิยมเรียกกันว่า Anti Virus) อาทิ Kaspersky, MalwareBytes, Norton, AVG ฯลฯ ติดตั้งเอาไว้ ก็ให้รีบไปอัพเดตตัวโปรแกรมไว้ก่อนเลย หลังอัพเดตแล้ว ก็กด Full Scan ไว้ซักหน่อยก็ดีเหมือนกัน

7.อัพเดต Windows Defender

IMG_3314

ข้อสุดท้ายนี้ ถือได้ว่าเป็นวิธีที่สุดแสนสามัญแล้วคือ การหมั่นอัพเดต Windows Defender ที่จะช่วยเพิ่มการปกป้องได้ ซึ่งตอนนี้ใครยังงง ๆ อยู่ “จงรีบไปอัพเดตมันบัดเดี๋ยวนี้เลยครับ” พร้อมกดอัพเดต Windows ด้วย ช่วงนี้คงต้องกดอัพเดตบ่อย ๆ เพราะตัวมัลแวร์เรียกค่าไถ่ที่ระบาดอยู่นี้ มีการพัฒนาตัวเองด้วย ทำให้วิธีป้องกันแบบเก่าใช้งานไม่ได้ เราก็ต้องคอยอัพเดตวิธีป้องกันใหม่ ๆ ให้ทันสมัยอยู่เสมอนั้นเอง

วิธีบรรเทาหลังโดนเรียกค่าไถ่เข้าแล้ว

อย่างแรกเลย เมื่อโดนเข้าให้แล้ว เราไม่ต้องไปจ่ายเงินให้โจรนะครับ แม้ว่าเราอาจจะได้ไฟล์คืน แต่ก็เท่ากับว่า เราไปสนับสนุนมันทางอ้อม ฉะนั้นไม่แนะนำ ต่อไปให้สุดหายใจเข้าลึกๆ จัดการกำจัดมัลแวร์ด้วยโปรแกรมฆ่าไวรัสของเราให้เรียบร้อยก่อนเป็นอันดับแรก (หรือใช้ Malwarebytes) จากนั้นก็เผื่อใจไว้ซัก 50 เปอร์เซ็นว่า “มีโอกาสไม่สำเร็จ” แต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำดูเลย วิธีก็ดังนี้

1.ใช้ System Restore กู้ข้อมูลไฟล์ ที่ก่อนจะโดนเล่นงานคืนได้ แต่วิธีนี้ใช่ว่าจะได้ผลเสมอไป เพราะมัลแวร์ประเภทนี้ หลัง ๆ เก่งขึ้น มาสามารถไล่ลบ system recovery point ของระบบได้ด้วย ทำให้ฟีเจอร์นี้กลายเป็นหมั๋นทันใด

2.ติดต่อขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยญชาญ หากติดเข้าไปแล้ว อย่างแรกควรปิดอินเทอร์เน็ตก่อน จากนั้นก็ดึงอุปกรณ์เก็บข้อมูลให้ไว เสร็จแล้วให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทางเทคนิด เช่น Thaicert หรือ i-secure เพื่อความขอความช่วยเหลือหรือขอคำปรึกษาเบื้องต้น

3. Format ล้างเครื่องแบบเต็มสูบ ถือเป็นวิธีสุดท้ายจริง ๆ หากที่ว่ามาทั้งหมดไม่ได้ผล หรือได้ผลบ้าง แต่บางส่วนช่วยไม่ทัน และเหลือค้างไว้ ให้เอาไฟล์ที่กู้ได้ มาเก็บไว้ในสื่อบันทึกข้อมูลอื่นก่อน จากนั้นก็จัดการล้างคอมพิวเตอร์แบบเต็มสูบ แล้วค่อยย้ายลงไปใหม่ตามท้าย

สำหรับวิธีแก้ไขที่ว่ามาทั้งหมดนี้ อาจช่วยได้ไม่ถึงร้อยเปอร์เซ็น เพราะมัลแวร์ หรือ Ransomware ประเภทนี้ ถือเป็นภัยคุกคามในโลกไซเบอร์ที่อันตรายมาก ๆ ตัวหนึ่ง เพราะมันมีแครกเกอร์หลายกลุ่ม เอามันมาพัฒนาต่อ จนมันมีความฉลาดล้ำ สามารถรับมือกับการแก้ไขได้แทบทุกรูปแบบแล้ว ดังนั้น ใครที่ยังไม่ติดมัลแวร์ชนิดนี้ ก็ให้อ่านวิธีป้องกันให้ดี ๆ เลย ซึ่งถือเป็นการรับมือที่ดีที่สุดในตอนนี้

ที่มา http://www.aripfan.com/how-to-protect-ransomware/

 

 

7-11 ยุคใหม่ ไม่มีพนักงาน เงินสดไม่ใช้ บัตรไม่ต้อง ใช้ฝ่ามืออย่างเดียว

ที่ประเทศเกาหลีใต้ นำร่องเปิด 7-11 โฉมใหม่ ที่ไม่ต้องมีพนักงาน ไม่ต้องใช้เงินสด, บัตร หรือแม้กระทั่ง E-Payment เพื่อชำระเงิน ใช้แค่ฝ่ามือเท่านั้น

IMG_3303

 

ร้านสะดวกซื้อโฉมใหม่นี้ เป็นความร่วมมือระหว่าง Lotte Card, Lotte Data Communication และ 7-11 เปิดให้บริการ 7-11 ในแบบ “Smart Convenience Store” แห่งแรกภายใน Lotte World Tower ประเทศเกาหลีใต้ โดยภายในร้านมีระบบการชำระเงินแบบใหม่ด้วย “BioPay” เทคโนโลยีไบโอเมตริกซ์สำหรับตรวจสอบลักษณะทางกายภาพของมนุษย์ ช่วยให้ลูกค้าสามารถชำระค่าสินค้าและบริการได้ด้วยฝ่ามือ เรียกว่า “HandPay” โดยไม่ต้องพึ่งเงินสด, บัตรเครดิต หรือระบบ E-Payment ผ่านสมาร์ทโฟน ซึ่งการใช้ฝ่ามือสำหรับการชำระค่าสินค้าและบริการลูกค้าจำเป็นต้องลงทะเบียนเชื่อมโยงข้อมูลกับ Lotte Card เพื่อใช้ในการระบุตัวตนเมื่อเข้ามาภายใน 7-11 ไปจนถึงการชำระค่าสินค้าและบริการ

IMG_3304

เทคโนโลยีอื่นๆ ภายในร้านยังประกอบไปด้วย เครื่องสแกนสินค้าแบบ 360 องศา เพื่อระบุราคา, เซนเซอร์สำหรับเปิดตู้แช่อัตโนมัติเมื่อลูกค้าอยู่ใกล้, มีเทคโนโลยีสแกนหลอดเลือดในกรณีจำหน่ายบุหรี่ เพื่อเป็นการป้องกันเยาวชนที่จะเข้ามาซื้อบุหรี่ และ Smart CCTV ที่ช่วยป้องกันความปลอดภัยระดับพิเศษ

สำหรับเทคโนโลยีภายใน 7-11 โฉมใหม่ ดำเนินการด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ซึ่ง Jung Seung-in ประธานของ Korea Seven เปิดเผยว่า 7-Eleven Signature นับเป็นร้านสะดวกซื้อระดับพรีเมียมที่ใช้ระบบไอทีอันทันสมัย เป็นตอบโจทย์ยุคอุตสาหกรรม 4.0 และจะเป็นสัญลักษณ์ด้านนวัตกรรมการจำหน่ายสินค้าของเกาหลีใต้

ที่มา http://www.aripfan.com/7-eleven-signature-korea/

 

C-1 มอเตอร์ไซค์ที่จะโดนชนยังไง ก็ไม่มีวันล้มแน่นอน

ลองดูวิดีโอนี้ใน YouTube:

IMG_3297IMG_3298

หากพูดถึงการขับขี่รถจักรยานยนต์ หรือที่บ้านเราเรียกกันติดปากว่า “มอเตอร์ไซค์” นั้น ถือเป็นยานพาหนะที่ใครหลาย ๆ คนค่อนข้างจะเป็นกังวลในเรื่องของความปลอดภัยเป็นอย่างมาก เพราะบ่อยครั้งเลยทีเดียว ที่เรา ๆ มักจะได้อ่านข่าวเกี่ยวกับอุบัติเหตุที่เกิดจากการขับขี่มอเตอร์ไซค์เป็นว่าเล่น

มา ณ วันนี้ สิ่งที่หลาย ๆ คนเป็นกังวลนั้น กำลังจะหายไปโดยสิ้นเชิง เพราะมีทีมงานหัวคิดดี ใส่ใจกับเรื่องสำคัญเรื่องนี้ และได้คิดค้นมอเตอร์ไซค์ที่เป็นยนตรกรรมใหม่ของโลกให้รู้จักกันแล้ว ขอแนะนำคุณผู้อ่านทุกท่านให้รู้จัก “C-1″ มอเตอร์ไซค์พลังงานไฟฟ้าที่ไม่ว่าจะโดนชนยังไง ก็ไม่มีวันล้มแน่นอน!!

ลักษณะการทำงานและกลไกหลัก ๆ ของ C-1 คือการนำระบบ Gyroscopic stabilising system หรือระบบรักษาความทรงตัว มาใช้เป็นจุดเด่นหลัก ๆ ของมอเตอร์ไซค์คันนี้ ซึ่งไม่ว่าจะจะโดนชนด้วยความแรงมากน้อยขนาดไหน C-1 ก็จะมีการตั้งสมดุลใหม่ แบบไม่มีวันล้มแน่นอน แม้แต่จอดนิ่งเฉย ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องมีขาตั้งเหมือนมอเตอร์ไซค์คันอื่น ๆ ทั่วไปแต่อย่างใด

IMG_3299

อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือในส่วนของห้องโดยสาร ที่มีการเอาแนวคิดของความเป็นรถยนต์มารวมไว้ใน C-1 ด้วย ซึ่งนี่เองก็จะเป็นรถยนต์ในเวอร์ชั่น 2 ล้อที่สามารถเปิดแอร์ได้ หลบแดดหลบฝนได้อย่างสบายใจ แถมมีแอร์แบ็คกันกระแทกให้อีกด้วย

สำหรับ C-1 ไม่ได้เป็นเพียงแค่แนวความคิดหรือรถต้นแบบเท่านั้น หากแต่มีการผลิตขึ้นมาจริง ๆ แล้วสามารถใช้งานได้จริง ๆ ด้วย โดยงานนี้ต้องขอปรบมือให้กับไอเดียดี ๆ และความสามารถของทีมงาน Lit Motors ในฐานะเจ้าของไอเดีย C-1 คันนี้ที่ทำให้เห็นความก้าวล้ำทางยนตรกรรมแบบนี้

ทั้งนี้ทั้งนั้น มีการตั้งราคาของ C-1 ไว้ที่ 15,000 ปอนด์ หรือราว ๆ 750,000 บาท แต่ไม่แน่ว่าหากได้ความสนใจมากขึ้นจริง ๆ อาจจะมีการผลิตในเชิงพาณิชย์ด้วยราคาที่ลดลงอยู่ที่ประมาณ 360,000 – 480,000 บาทก็เป็นได้

IMG_3300 IMG_3301 IMG_3302

 

ที่มา https://men.kapook.com/view41649.html

6 วิธีป้องกันไวรัสและมัลแวร์เบื้องต้น ทำได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเอง

วิธีป้องกันไวรัสและมัลแวร์เบื้องต้น

6 วิธีป้องกันไวรัสและมัลแวร์เบื้องต้น ทำได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเอง ป้องกันภัยคุกคามจากโลกออนไลน์

สิ่งหนึ่งที่อยู่คู่กับโลกออนไลน์มานานนับตั้งแต่ยุค 90s ที่อินเทอร์เน็ตเริ่มแพร่หลายก็คือ ไวรัสและมัลแวร์ ที่เป็นภัยคอยคุกคามคอมพิวเตอร์และข้อมูลภายในเครื่องของเหยื่อมาตลอดกว่า 20 ปี ซึ่งจนถึงปัจจุบันนี้ก็อาจมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่รู้วิธีการป้องกันไวรหัสและมัลแวร์อย่างถูกต้อง วันนี้กระปุกดอทคอมจึงขอแนะนำ 6 วิธีการป้องกันไวรัสและมัลแวร์เบื้องต้น ที่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง กันไว้ดีกว่าแก้จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจกันในภายหลังเนอะ

1. ควรอัพเดท Windows อย่างสม่ำเสมอ

หลายคนอาจคิดว่าไม่จำเป็นต้องอัพเดท Windows ตลอดเวลาก็ได้ เพราะยังสามารถใช้งานได้ปกติดี อัพเดททำไมให้เสียเวลา แต่ความจริงแล้วไมโครซอฟท์มักจะออกอัพเดทเพื่อเพิ่มความปลอดภัย ป้องกันไวรัสและมัลแวร์ตัวใหม่ ๆ อุดช่องโหว่ต่าง ๆ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าหากอัพเดทช้าก็จะมีความเสี่ยงมากขึ้น ในกรณีนี้รวมถึงการใช้ Windows เวอร์ชั่นที่ไม่เก่าเกินไปและเป็นเวอร์ชั่นที่ไมโครซอฟท์ยังให้การสนับสนุนอยู่ด้วย

2. โปรแกรมก็ควรอัพเดทสม่ำเสมอ

วิธีป้องกันไวรัสและมัลแวร์เบื้องต้น

ไม่ใช่เฉพาะ Windows แต่โปรแกรมต่าง ๆ ภายในเครื่องก็ควรอัพเดทไปใช้เวอร์ชั่นใหม่ ๆเช่นกัน เพราะจะมีการแก้ไขบัคและอุดช่องโหว่ต่าง ๆ ซึ่งการใช้เวอร์ชั่นเก่า ๆ นั้นอาจมีช่องโหว่ให้สามารถถูกโจมตีจากแฮกเกอร์ได้เช่นกัน โดยเฉพาะโปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์

3. ควรใช้ของถูกลิขสิทธิ์

ไม่ว่าจะเป็น Windows หรือโปรแกรมต่าง ๆ ก็ควรใช้แบบถูกลิขสิทธิ์ เพราะการใช้ของเถื่อนนั้นนอกจากอาจไม่สามารถอัพเดทได้อย่างสม่ำเสมอแล้ว อาจมีไวรัสและมัลแวร์แฝงตัวมากับโปรแกรมอีกด้วย

4. ติดตั้งโปรแกรม Antivirus

วิธีป้องกันไวรัสและมัลแวร์เบื้องต้น

ใครว่า Antivirus นั้นไม่สำคัญ แต่ความจริงแล้วมันคือตัวป้องกันหลักที่จะช่วยให้คอมพิวเตอร์ปลอดภัยจากไวรัสและมัลแวร์ได้เลยทีเดียว เพราะมันจะทำหน้าที่เป็นเสมือนเกราะป้องกันจากไวรัสตลอดเวลา ซึ่งใครที่ไม่อยากเสียเงินซื้อก็มีแบบฟรีให้ใช้เช่นกัน และแน่นอนว่าจะต้องอัพเดท Antivius อย่างสม่ำเสมอด้วย

5. Back up ข้อมูลเก็บไว้

ถ้าหากในเครื่องมีไฟล์สำคัญอยู่ ก็ควร Back up หรือสำรองข้อมูลเอาไว้ ไม่ว่าจะเก็บไว้ใน External Hard Disk, Flash Drive หรือเก็บไว้บน Cloud Storage ซึ่งจะช่วยให้ไม่ต้องสูยเสียไฟล์เหล่านี้ไปเมื่อคอมพิวเตอร์ถูกไวรัสหรือมัลแวร์ล้างข้อมูลหรือล็อกไฟล์เรียกค่าไถ่

6. ไม่เปิดไฟล์แปลกปลอม

วิธีป้องกันไวรัสและมัลแวร์เบื้องต้น

อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่งคือ การเปิดอีเมล ดาวน์โหลดไฟล์ หรือคลิกลิงก์ที่ได้รับจากคนแปลกหน้าและไม่น่าไว้ว่างใจ เพราะนั่นคือช่องทางหลักที่แฮกเกอร์มักจะใช้ในการปล่อยไวรัสและมัลแวร์มาโจมตีคอมพิวเตอร์ของเหยื่อกันมากที่สุดนั่นเอง

ที่มา : https://men.kapook.com/view171505.html

Intel Core i9 จะมาแล้วเหรอ

Intel Core i9 จะมาแล้วเหรอ

มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างมาเป็นเวลานานแล้วว่าทาง Intel จะเปิดตัว CPU ตระกูล Core รูปแบบใหม่ที่ประสิทธิภาพแรงกว่าเดิม ซึ่งเป็นการยกระดับประสิทธิภาพการประมวลผลของ CPU สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเลยทีเดียว

ข่าวล่ามาแรงจากเว็บบอร์ดของเว็บไซต์ Anandtech มีการเผยภาพหลุด ของหน้าเอกสารสไลด์โชว์ที่เผยให้เห็นรายละเอียดอย่างคร่าวๆ ของ CPU ตัวท็อปรุ่นใหม่ในตระกูล Core ของ Intel ซึ่งหน่วยประมวลผลตัวใหม่นี้จะทำงานอยู่บนสถาปัตยกรรมแบบ LGA-2066

Intel Core i9 จะมาแล้วเหรอ

ตามภาพหลุดทางด้านบน เผยรายละเอียดของ CPU รุ่นใหม่ในตระกูล Core i9 ซึ่งมีอยู่ด้วยกันถึง 4 รุ่น เริ่มตั้งแต่รุ่น Core i9-7800X ไปจนถึง Core i9-7920X โดย CPU เหล่านี้มีจำนวนคอร์เป็นอย่างน้อย 6 คอร์ 12 เธรด และรุ่นสูงสุด มีจำนวนคอร์มากถึง 12 คอร์ 24 เธรดเลยทีเดียว รองรับเทคโนโลยีการเร่งความเร็ว Turbo Boost 2.0 และมีจำนวน PCIe lanes อยู่ในช่วง 28 ถึง 44 ช่องทาง และมีค่า TDP สูงสุดอยู่ที่ 140 วัตต์ ซึ่งเป็นสเปคที่ของ CPU ที่น่าทึ่งเลยทีเดียว

Intel Core i9 จะมาแล้วเหรอ

ตารางสรุปที่ได้จากการถอดข้อมูลสเปค CPU รุ่นใหม่ จากภาพหลุดทางด้านบน

ชัดเจนว่า CPU Core i9 วางเป้าหมายทางการตลาดไปยังกลุ่มผู้ใช้งานเครื่อง Desktop ที่ต้องการประสิทธิภาพในระดับสูงสุด ในส่วนของกำหนดการวางจำหน่าย น่าจะเริ่มต้นในราวๆ เดือนมิถุนายนที่ใกล้จะถึงนี้ แต่รุ่นสูงสุดอย่าง Core i9-7920X คาดว่าจะเริ่มวางจำหน่ายในเดือนสิงหาคม และยังไม่มีข้อมูลเรื่องราคาของ CPU รุ่นใหม่เล็ดลอดออกมาแต่อย่างใด แต่ก็อย่างที่รู้ๆ กันว่า ของดีๆ แบบนี้ต้องราคาแรงแน่นอน

ที่มา : https://news.thaiware.com/10358.html

 

เกิดขึ้นจริงแล้ว!!! ของเล่นที่ทำให้คนบินได้ ราวกับหลุดมาจากหนังไซไฟฮอลลีวูด (มีคลิป)

tnews_1474425416_3387

มีอะไรใหม่ๆ น่าตื่นเต้นเร้าใจออกมาทึ่งได้ตลอดจริงๆ สำหรับการพัฒนาความแปลกใหม่ในโลกของความบันเทิง กับนวัตกรรมล่าสุดสุดเจ๋งของเครื่องเล่นทางน้ำแบบผาดโผน ที่เจ้านี่ให้อารมณ์เสมือนหลุดออกมาจากสุดยอดภาพยนตร์ไซ-ไฟระดับฮอลลีวูด อย่างโฮเวอร์บอร์ด Flyboard Air เลยทีเดียว

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1446224035442411

อีกหน่อยนักบินอาจตกงาน เพราะหุ่นยนต์ก็ขับเครื่องบินได้แล้ว…

10396_17051918451790

ในโลกยุคใหม่ ดูเหมือนหุ่นยนต์ และระบบปัญญาประดิษฐ์ที่มี Deep learning จะสามารถเข้ามาทำงานแทนมนุษย์ได้แทบจะทุกมิติ ไล่ไปตั้งแต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตในโรงงาน ไปจนถึงงานที่ละเอียดอ่อนอย่างที่ปรึกษาการลงทุน ระบบสมองกลอัจฉริยะมีแนวโน้มที่จะเข้ามาทำงานแทนที่มนุษย์ได้ทั้งหมด ทำให้คนทำงานในหลายๆ สาขาอาชีพเกิดอาการร้อนๆ หนาวๆ กลัวการตกงานกันไปตามๆ กัน และอีกหนึ่งสายอาชีพที่มีแนวโน้มว่าหุ่นยนต์จะเข้ามาทำงานแทนคือ กัปตันขับเครื่องบิน

ด้วยความร่วมมือกันระหว่าง หน่วยงานการวิจัยเทคโนโลยีเพื่อการป้องกันประเทศของสหรัฐอเมริกา หรือ DARPA และบริษัทวิจัยทางด้านอากาศยานอย่าง Aurora Flight Sciences ได้สร้างระบบแขนกลหุ่นยนต์อัจฉริยะ Aircrew Labor In-Cockpit Automation System (ALIAS) ที่ทำหน้าที่แทนนักบินได้อย่างน่าทึ่ง (ดูคลิปประกอบด้านบน)

และในสัปดาห์นี้ ทาง DARPA และ Aurora มีความภูมิใจที่จะประกาศว่า หุ่นยนต์แขนกล ALIAS ของพวกเขา ประสบความสำเร็จในการควบคุมการบิน และการนำเครื่องบินโดยสารขนาดใหญ่อย่าง Boeing 737 ลงจอดได้อย่างปลอดภัย และถึงแม้การทดสอบครั้งนี้ จะเป็นเพียงการขึ้นบินบนแบบจำลองผ่านระบบคอมพิวเตอร์ที่มีความเสมือนจริงเอามากๆ (Filght simulation) แต่ก็ถือว่าเป็นก้าวย่างแห่งความสำเร็จที่น่าภูมิใจของเทคโนโลยีหุ่นยนต์แขนกล และแน่นอนว่าจะมีการนำระบบ ALIAS ไปทดลองควบคุมเครื่องบินจริงในอนาคต

10396_17051918331852

ซึ่งก่อนที่  ALIAS จะได้ลองบินแบบ Filght simulation กับเครื่อง Boeing 737 มันได้ผ่านการทดสอบ ควบคุมเครื่องบินที่มีขนาดเล็กกว่า อย่าง Cessna Caravan ซึ่งเป็นเครื่องบินแบบเครื่องยนต์เดียว และสามารถรองรับผู้โดยสารได้ 14 คน

จริงอยู่ที่ว่า เครื่องบินโดยสารขนาดใหญ่อย่าง Boeing 737 นั้นมีระบบควบคุมการบินอัตโนมัติ หรือระบบ Autopilot มาเป็นเวลานานแล้ว ระบบนี้สามารถควบคุมเส้นทางของเครื่องบิน ได้โดยไม่ต้องมีการควบคุมจากนักบินอยู่ตลอดเวลา แต่ ALIAS เป็นอะไรที่เหนือกว่าระบบ Autopilot มันสามารถทำตามขั้นตอนการควบคุมเครื่องบิน และสามารถตรวจสอบสถานะต่างๆ ของเครื่องบิน มันสามารถรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน และสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับนักบินที่นั่งอยู่ข้างๆ มันได้ด้วย

เทคโนโลยีการควบคุมโดรนโดยอัตโนมัตินั้นก้าวไปไกลมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่เทคโนโลยีการใช้แขนกลอัจฉริยะเพื่อควบคุมเครื่องบิน ยังต้องเดินทางอีกยาวไกลกว่าจะนำไปใช้งานได้จริงบนเครื่องบินพาณิชย์ และก้าวต่อไปของทีมงาน ALIAS คือนำมันไปติดตั้งบนเครื่องบินของจริง

ที่มา : https://news.thaiware.com/10396.html