นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า แท้จริงแล้ว ดวงจันทร์มีอายุเก่าแก่ถึง 4,510 ล้านปี !!!

9366_170112124834J1

 

ล่าสุด ทีมนักวิทยาศาสตร์ออกมาเปิดเผยว่า พวกเขาได้ค้นพบอายุที่แท้จริงของดวงจันทร์ จากการตรวจสอบตัวอย่างก้อนหินจากดวงจันทร์ ที่นำกลับมายังโลกโดยโครงการ Apollo 14 ของทาง NASA ซึ่งผลการตรวจสอบก็ออกมาว่า แท้ที่จริงแล้วดวงจันทร์มีอายุถึง 4,510 ล้านปีเลยทีเดียว ซึ่งเก่าแก่กว่าองค์ความรู้ดั้งเดิมของเราอย่างมากมาย นับโดยคร่าวๆ ดวงจันทร์นั้นมีอายุน้อยกว่าจักรวาลของเราเพียง 60 ล้านปีเท่านั้น

9366_170112124811C1

 

โครงการ Apollo 14 เกิดขึ้นในปี 1971 มนุษย์ 2 คนได้ไปใช้ชีวิตอยู่บนดวงจันทร์เป็นเวลา 33 ชั่วโมงครึ่ง

โดยองค์ความรู้ในปัจจุบันของเราเชื่อว่า ดวงจันทร์เกิดมาจากการที่ โลกของเราถูกชนโดยดาวเคราะห์ดวงที่เล็กกว่าอย่างรุนแรง จนเกิดการระเบิด และมีสะเก็ดขนาดใหญ่หลุดกระเด็นออกไป และมันได้ก่อตัวขึ้นเป็นดวงจันทร์ในที่สุด และถ้าผลการวิเคราะห์ล่าสุดนี้มีความแม่นยำจริง นั้นหมายความว่าเหตุการณ์ชนกันครั้งใหญ่นี้ เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นๆ ของการก่อเกิดจักรวาลเลยทีเดียว

ซึ่งการรู้อายุไขของดวงจันทร์นั้น มีความสำคัญเป็นอย่างมาก ต่อการวิเคราะห์หาช่วงเวลาของการก่อกำเนิดสิ่งมีชีวิตบนโลก โดยเหตุการณ์ที่โลกถูกชนครั้งใหญ่จนก่อเกิดดวงจันทร์นั้น มีความรุนแรงของการชนสูงมาก ทำให้สิ่งมีชีวิตบนโลกสูญพันธุ์ และโลกต้องใช้เวลาฟื้นฟูสภาพอีกยาวนานหลังจากนั้น เพื่อให้กลับมาอยู่ในสภาพที่พร้อมสำหรับการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตอีกครั้ง

ดังนั้นการทราบอายุที่แท้จริงของดวงจันทร์ จึงมีความสำคัญเป็นอย่างมากกับการทราบช่วงเวลาที่แท้จริง ของการก่อกำเนิดสิ่งมีชีวิตบนโลก ที่ต่อมาก็ได้รับการวิวัฒนาการ จนกลายมาเป็นมนุษย์ และสัตว์ชนิดต่างๆ ในปัจจุบัน

ที่มา : www.theverge.com , en.wikipedia.org

 http://m.thaiware.com/news/9366.html

โลหะชนิดใหม่ที่ทั้งเบาและแข็งแรงมากเป็นพิเศษ

แมกนีเซียมผสมอนุภาคนาโนของซิลิกอนคาร์ไบด์แบบหนาแน่น สามารถนำไปใช้กับเครื่องบิน รถยนต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เคลื่อนที่และอื่นๆ

magnesium+comparison_0c05ef44-03a5-44be-ad60-97d3ff88351e-prv (1)

 

ภาพซ้าย: ตัวอย่างที่ถูกดึงจนเสียรูปของโลหะบริสุทธิ์     ภาพขวา: โลหะชนิดใหม่ที่แข็งแรงมาก ผลิตจากแมกนีเซียมที่ผสมอนุภาคนาโนของซิลิกอนคาร์ไบด์ จากภาคตัดขวางโลหะมีขนาดประมาณ 4 ไมโครเมตร

ที่มาของภาพ UCLA Scifacturing Laboratory

คณะวิจัยจากมหาวิทยาลัย UCLA (University of California in Los Angeles) Henry Samueli School of Engineering and Applied Science ได้ร่วมกันคิดค้นประดิษฐ์โลหะที่ไม่เพียงแต่มีความแข็งแรงเป็นพิเศษ แต่ยังมีน้ำหนักเบา ซึ่งมีค่าความแข็งแรงจำเพาะและโมดุลัสที่สูงมาก (ค่าความต้านทานการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของวัสดุ เมื่อถูกแรงมากระทำ) หรืออัตราส่วนของความแข็งต่อน้ำหนัก (stiffness-to-weight ratio) โลหะชนิดใหม่นี้ประกอบด้วยแมกนีเซียมผสมอนุภาคนาโนของเซรามิกจากซิลิกอน คาร์ไบด์แบบหนาแน่น และมีการกระจายตัวสม่ำเสมอ มันสามารถนำไปใช้กับเครื่องบิน ยานอวกาศ รถยนต์ ทำให้ยานพาหนะมีน้ำหนักเบาขึ้น ส่งผลต่อการประหยัดและปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานของเครื่องยนตร์ รวมไปถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เคลื่อนที่และอุปกรณ์ทางการแพทย์ชีวภาพ

เพื่อที่จะสร้างโลหะที่มีความแข็งแรงสูงแต่มีน้ำหนักเบา คณะวิจัยได้ค้นพบแนวทางใหม่ที่จะทำให้อนุภาคนาโนเกิดการกระจายตัวและคงสภาพอยู่ได้ในโลหะภายใต้สภาวะหลอม พวกเขาได้พัฒนากระบวนการที่สามารถขยายระดับการผลิตไปสู่ระดับอุตสาหกรรมได้ ซึ่งมันถือได้ว่าเป็นการปูทางสำหรับโลหะน้ำหนักเบาที่มีคุณสมบัติและประสิทธิภาพสูง งานวิจัยนี้ได้ถูกเผยแพร่ในวารสาร Nature

Xiaochun Li หัวหน้าโครงการวิจัยและกรรมการของ Raytheon Chair จาก Manufacturing Engineering ของ UCLA ได้กล่าวว่า “มันได้ถูกนำเสนอว่าอนุภาคนาโนสามารถช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับโลหะ โดยที่ไม่เข้าไปทำลายสมบัติของโลหะในการถูกดึงยืดได้หรือสภาพคล้ายพลาสติก โดยเฉพาะอย่างยิ่งโลหะแมกนีเซียม แต่อย่างไรก็ตามยังไม่เคยมีกลุ่มใดที่สามารถทำให้อนุภาคนาโนของเซรามิกกระจายตัวได้ดีในโลหะที่กำลังหลอม จนถึง ณ ปัจจุบันนี้พวกเราได้ใช้กระบวนการการแพร่ infusion of physics and materials processing ซึ่งวิธีของพวกเรานี้ถือเป็นหนทางใหม่ที่สามารถนำไปใช้ได้กับโลหะที่หลากหลาย โดยการทำให้อนุภาคนาโนแบหนาแน่น สามารถกระจายตัวได้อย่างสม่ำเสมอ ทำให้สมบัติของโลหะถูกปรับปรุง และเป็นความท้าทายกับโจทย์ของสังคมในทุกวันนี้ทางด้านพลังงานและความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม”

โครงสร้างของโลหะคือโลหะที่สามารถบรรจุสารอื่นได้ ซึ่งมักจะนำไปใช้กับอาคารสิ่งปลูกสร้างและยานพาหนะ แมกนีเซียมเป็นโลหะที่มีน้ำหนักเบาที่สุด และมีความหนาแน่นเป็นสองในสามของอะลูมิเนียม ซิลิกอนคาร์ไบด์เป็นเซรามิกที่มีความแข็งมากเป็นพิเศษที่มักใช้ในอุตสาหกรรมใบมีดโกน คณะวิจัยได้อาศัยเทคนิคการแพร่ของอนุภาคซิลิกอนจำนวนมากที่มีขนาดเล็กกว่า 100 นาโนเมตรลงในแมกนีเซียม ทำให้แมกนีเซียมมีความแข็งแรง ทนทาน และความสามารถในการดึงยืด เมื่ออยู่ภายใต้อุณหภูมิสูง

ซิลิกอนคาร์ไบด์ที่ถูกแพร่เข้าไปในแมกนีเซียมได้แสดงค่าความแข็งแรงจำเพาะที่สูงมาก (น้ำหนักที่วัสดุสามารถทนได้ก่อนการแตกหัก) และค่าโมดุลัสจำเพาะ (อัตราส่วนของความแข็งแกร่งต่อน้ำหนัก) มันชี้ให้เห็นถึงความคงทนของวัสดุได้อย่างยอดเยี่ยม ณ อุณหภูมิสูง

การรวมเอาอนุภาคของเซรามิกเข้าในวัสดุถือว่าเป็นหนทางหนึ่งที่มีศักยภาพที่ทำให้โลหะมีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามกระบวนการแพร่ภายใต้อุณหภูมิสูง อนุภาคเซรามิกที่อยู่ระดับไมครอนจะทำให้โลหะสูญเสียสภาพความเป็นพลาสติกของโลหะลง

ในทางตรงกันข้าม ขนาดของอนุภาคระดับนาโนเมตรสามารถเพิ่มความแข็งแรง และยังสามารถรักษาหรือแม้กระทั่งปรับปรุงสภาพความเป็นพลาสติกของโลหะให้ดียิ่งขึ้น แต่อนุภาคของเซรามิกระดับนาโนเมตรนี้มักจะจับกลุ่มเป็นก้อนมากกว่ากระจายตัวอย่างทั่วถึง เนื่องจากแรงยึดเหนี่ยวของอนุภาคขนาดเล็กให้เกาะติดกัน

เพื่อเอาชนะข้อจำกัดนี้ คณะวิจัยได้ทำให้อนุภาคกระจายตัวในอัลลอยด์หลอมของแมกนีเซียมผสมสังกะสี โดยการกระจายตัวของอนุภาคที่ถูกเปิดเผยใหม่ได้อาศัยพลังงานจลนศาสตร์ในการเคลื่อนที่ของอนุภาค ซึ่งช่วยทำให้อนุภาคกระจายตัวได้ดีและป้องกันการรวมตัวกันเป็นก้อน

สำหรับการเพิ่มความแข็งแรงของโลหะชนิดใหม่นี้ในอนาคต คณะวิจัยได้ใช้เทคนิคที่เรียกว่า การบิดเป็นเกลียวด้วยความดันสูง เพื่อขึ้นรูปโลหะ

Li กล่าวว่า “ผลลัพธ์ที่พวกเราได้ในขณะนี้ได้ไปสะกิดเพียงแค่ผิวของคุณสมบัติของโลหะชนิดใหม่ที่ถูกซ้อนไว้ ถือเป็นการปฏิวัติสมบัติและหน้าที่ในการทำงานของโลหะกลุ่มใหม่นี้”

โลหะใหม่นี้ (หรือจะเรียกให้ถูกคือ โลหะเชิงประกอบระดับนาโนเมตร metal nanocomposite) ประกอบด้วยซิลิกอนคาร์ไบด์ 14% และแมกนีเซียม 86% คณะวิจัยได้เน้นให้เห็นว่าแมกนีเซียมเป็นทรัพยากรที่มีอยู่มากและการขยายระดับการผลิตไปสู่อุตสาหกรรมนั้นจะไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

วารสารทางวิชาการนี้ ผู้เขียนหลักคือ Lian-Yi Chen ผู้ซึ่งเป็นผู้วิจัยในฐานะนักวิจัยหลังปริญญาเอกของศาสตราจารย์ Li ที่ห้องปฏิบัติการ Scifacturing Laboratory มหาวิทยาลัย UCLA และในขณะนี้ Chen ได้เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์สาขาวิศวกรรมเครื่องกลและการบินและอวกาศ ที่มหาวิทยาลัย Missouri University of Science and Technology

ผู้เขียนอื่นในวารสารจากมหาวิทยาลัย UCLA ได้รวมไปถึงJia-Quan Xu นักศึกษาปริญญาในสาขาวิศวกรรมวัสดุ Marta Pozuelo ผู้ช่วยวิศวกรด้านการพัฒนา และ Jenn-Ming Yang ศาสตราจารย์สาขาวิศวกรรมวัสดุ

ผู้เขียนท่านอื่นได้แก่ Hongseok Choi จากมหาวิทยาลัย Clemson, Xiaolong Ma จากมหาวิทยาลัย North Carolina State University, Sanjit Bhowmick จากบริษัท Hysitron, Inc. เมือง Minneapolis และ Suveen Mathaudhu จากUC Riverside

โครงการวิจัยนี้ถูกสนับสนุนบางส่วนจาก National Institute of Standards and Technology

ที่มา http://newsroom.ucla.edu/releases/ucla-researchers-create-exceptionally-strong-and-lightweight-new-metal

http://www.vcharkarn.com/vnews/503969

นอร์เวย์เตรียมเลิกใช้ ‘วิทยุเอฟเอ็ม’ เป็นประเทศแรกในโลก

9DEEC668-EE88-401B-9CAA-B5A4450C753D_cx4_cy20_cw90_w987_r1_s_r1

 

สำนักข่าว Wall Street Journal รายงานว่า นอร์เวย์กำลังจะกลายเป็นประเทศแรกในโลก ที่เลิกใช้วิทยุคลื่นความถี่เอฟเอ็ม (FM) แต่จะเปลี่ยนไปใช้วิทยุดิจิตัลทั้งหมดภายในปีนี้

ทางการนอร์เวย์ระบุว่า ข้อดีของ วิทยุดิจิตัล หรือ DAB คือมีช่องให้บริการเพิ่มขึ้น การรับส่งสัญญาณดีกว่าแม้ในที่ห่างไกล และมีต้นทุนค่าดำเนินการต่ำกว่าวิทยุแบบคลื่นเอฟเอ็ม

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจความเห็นประชาชนชี้ให้เห็นว่า ชาวนอร์เวย์ราว 2 ใน 3 ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนไปใช้วิทยุระบบดิจิตัลทั้งหมด โดยส่วนใหญ่บอกว่าไม่ต้องการมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในการเปลี่ยนจากวิทยุเอฟเอ็มที่ใช้กันมานานหลายสิบปี

วิทยุแบบคลื่นเอฟเอ็ม เริ่มผลิตขึ้นครั้งแรกในสหรัฐฯ เมื่อช่วงทศวรรษ 1930 ก่อนที่จะได้รับความนิยมไปทั่วโลกในช่วง 80 ปีที่ผ่านมา

นอกจากนอร์เวย์แล้ว มีอีกหลายประเทศที่กำลังพิจารณาเลิกใช้วิทยุคลื่นความถี่เอฟเอ็มเช่นกัน รวมทั้ง เดนมาร์ก อังกฤษ และสวิสเซอร์แลนด์

ที่มา : http://www.voathai.com/a/norway-switchs-off-fm-radio/3674661.html

นักวิจัยพบ ‘กรดไขมันโอเมกา 3′ ช่วยลดความเสี่ยงต่อ ‘โรคหอบหืดในเด็ก’

16CCAED3-4D77-4CB3-9979-C0945FE8B6FA_cx0_cy7_cw0_w987_r1_s_r1

 

นักวิจัยชี้ว่าหญิงมีครรภ์ควรได้รับกรดไขมันโอเมกา 3 อย่างเพียงพอเพื่อช่วยลดความเสี่ยงของลูกต่อโรคหอบหืดลง

ทีมนักวิจัยพบว่าหญิงตั้งครรภ์ที่รับประทานกรดไขมันโอเมกา 3 ประเภทที่มีห่วงโซ่กรดไขมันยาว อย่างเพียงพอ ช่วยลดโอกาสของทารกในครรภ์ต่อการเกิดโรคหอบหืดลงได้ 1 ใน 3

ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร New England Journal of Medicine เมื่อเร็วๆ นี้ พบว่าผู้หญิงที่ได้รับกรดไขมันโอไมกา 3 ประเภทที่มีห่วงโซ่กรดไขมันยาวเสริม 2.4 กรัม ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์ ช่วยลดความเสี่ยงที่ทารกจะเป็นโรคหอบหืดลงได้ 31 เปอร์เซ็นต์

ปลาน้ำเย็นโดยเฉพาะปลาซัลมอนและปลาซาร์ดีน อุดมด้วยกรดไขมันโอเมกา 3

บรรดาผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่ากรดไขมันไอเมกา 3 มีคุณสมบัติในการช่วยต่อต้านอาการอักเสบในร่างกาย และมีบทบาทสำคัญในการช่วยควบคุมการทำงานของระบภูมิต้านทานในร่างกายคนเราให้เป็นปกติ

โรคหอบหืดหรือ Asthma เป็นโรคที่เกิดจากระบบภูมิต้านทานร่างกายบกพร่อง

ทีมนักวิจัยที่สถาบันศึกษาโรคหอบหืดในเด็กโคเปนเฮเก้น (Copenhagen Prospective Studies on Asthma in Childhood) หรือ COPSAC และมหาวิทยาลัยวอเตอร์ลูในแคนาดา ได้ทำการศึกษาเรื่องนี้ในผู้หญิงตั้งครรภ์ชาวเดนมาร์กเกือบ 700 คน

ในการศึกษา ทีมนักวิจัยได้วัดระดับของกรดไขมันดอเมก้า 3 ประเภทที่มีห่วงโซ่กรดไขมันยาว ในกระเเสเลือดของผู้หญิงตั้งครรภ์ทั้งหมด เมื่ออายุครรภ์ครบ 24 สัปดาห์ และตรวจวัดอีกครั้งหนึ่งสัปดาห์หลังคลอด

ห้าปีหลังจากนั้น มีการตรวจสุขภาพของเด็กๆ ที่คลอดกับผู้หญิงที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง อาการหอบหืดระยะเเรกเริ่มมักเริ่มปรากฏเมื่อเด็กอายุ 5 ขวบ ได้แก่ อาการหายใจลำบากและมีเสียงวี้ดเวลาหายใจ

ทีมนักวิจัยชี้ว่าเด็กที่คลอดกับผู้หญิงที่มีปริมาณกรดไขมันโอเมกา 3 เเบบที่มีห่วงโซ่กรดไขมันยาว ในระดับเพียงพอ และคนที่ได้รับกรดไขมันประเภทนี้เสริม ไม่มีอาการของโรคหอบหืด

ในปัจจุบัน เด็กเล็กหนึ่งในห้าคนป่วยด้วยโรคหอบหืดก่อนถึงวัยเข้าเรียน และได้เพิ่มจำนวนขึ้นมากกว่าเท่าตัวในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาในประเทศตะวันตก ทีมนักวิจัยกล่าวว่าสาเหตุเกิดจากผู้หญิงตั้งครรภ์รับประทานอาหารที่มีกรดไขมันโอเมกา 3 ที่มีห่วงโซ่กรดไขมันยาวไม่เพียงพอ

Hans Bisgaard แห่ง COPSAC ที่โคเปนเฮเก้น กล่าวว่า การศึกษานี้พิสูจน์ว่ากรดไขมันโอเมกา 3 เเละโรคหอบหืดในเด็ก เกี่ยวข้องกันอย่างชัดเจน

ด้าน Ken Stark ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยวอเตอร์ลูในแคนาดา ซึ่งเป็นหัวหน้าการศึกษานี้ กล่าวปิดท้ายว่า การตรวจว่าผู้หญิงตั้งครรภ์คนใดขาดกรดไขมันโอเมกา 3 ชนิดที่มีห่วงโซ่กรดไขมันยาว และให้รับประทานกรดไขมันชนิดนี้เสริม น่าจะนำไปใช้เป็นวิธีป้องกันที่สำคัญวิธีแรกเพื่อช่วยลดเเละป้องกันโรคหอบหืดในเด็ก

(รายงานโดย Jessica Berman / เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว)

ที่มา : http://www.voathai.com/a/childhood-asthma-supplements-tk/3677730.html

“ผิวหนังเทียมผสมสาหร่าย” นวัตกรรมเปลี่ยนโฉมหน้าการปลูกถ่ายอวัยวะเทียม

นักวิทยาศาสตร์ในชิลีคิดค้นสาหร่ายตกเเต่งพันธุกรรมขึ้นใช้กับผิวหนังเทียม เพื่อช่วยสร้างออกซิเจนหล่อเลี้ยงจากภายในหลังการปลูกถ่ายผิวหนัง

Tomas Egana นักวิทยาศาสตร์เเห่งมหาวิทยาลัยคาธอลิก ในกรุงซานติอาโก ประเทศชิลี ต้องการพัฒนาวิธีช่วยให้ผิวหนังเทียมได้รับออกซิเจนหล่อเลี้ยง เขากล่าวว่าหนึ่งในปัญหาใหญ่ที่สุดที่เกิดขึ้นกับการสร้างเนื้อเยื่อเทียม คือไม่สามารถนำออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงได้หลังการปลูกถ่ายอวัยวะเทียม หรือผิวหนังเทียมจะไม่ได้รับออกซิเจนเพราะยังไม่มีเส้นเลือดเติบโตขึ้นในบริเวณนั้น

เขากล่าวว่า ต้องการค้นหาวิธีที่ช่วยให้ผิวหนังเทียมหรืออวัยวะเทียมได้รับออกซิเจนหล่อเลี้ยงจากภายใน

Tomas Egana ค้นพบวิธีเเก้ปัญหานี้ด้วยการนำ “สาหร่ายจิ๋ว” ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กพบได้ในแหล่งน้ำทั้งจืดและเค็ม สามารถสร้างอาหารขึ้นเองได้ และสาหร่ายจิ๋วสร้างออกซิเจนได้เช่นเดียวกับพืชโดยผ่านการสังเคราะห์เเสง

เขาได้ทดลองนำสาหร่ายจิ๋วมาผสมเข้าไปในวัสดุเทียมหลายๆ ประเภท ยกตัวอย่างเช่นทาลงบนผิวหนังเทียม เมื่อสาหร่ายจิ๋วได้รับเเสง ก็จะเริ่มกระบวนการสังเคราะห์แสงและสร้างออกซิเจนขึ้นหล่อเลี้ยงผิวหนังเทียม

เขากล่าวว่าได้ทดลองทำพันธุวิศวกรรมสาหร่ายจิ๋วเพื่อให้สาหร่ายผลิตยาปฏิชีวนะ ยาต้านอาการอักเสบ และโมเลกุลที่ช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ๆ ซึ่งช่วยให้สร้างผิวหน้งเทียมหรืออวัยวะเทียม ที่มีคุณสมบัตินอกเหนือไปจากจะผลิตออกซิเจนได้เองเเล้ว ยังป้องกันการติดเชื้อเเละส่งเสริมการสร้างเซลล์ใหม่อีกด้วย

Egana ชี้ว่าสาหร่ายจิ๋วตกเเต่งพันธุกรรมนี้ จะนำไปใช้งานได้กับอวัยวะเทียมหลายอย่างนอกเหนือไปจากผิวหนังเทียม เขากล่าวว่าการเลือกใช้สาหร่ายจิ๋วกับผิวหนังเทียมเป็นเเค่ตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น

ออกซิเจนเป็นส่วนประกอบที่สำคัญมากสำหรับการบำบัดรักษาโรคต่างๆ และเขากำลังวางแผนนำเทคโนโลยีที่คิดค้นขึ้นนี้ไปใช้กับการรักษาโรคอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการปลูกถ่ายอวัยวะเทียม การบำบัดก้อนมะเร็ง หรือการปลูกเนื้อเยื่อใหม่เเก่บาดแผลประเภทอื่นๆ นอกจากแผลจากไฟไหม้

การทดสอบผิวหนังเทียมสีเขียวในสัตว์ทดลองประสบผลสำเร็จ และทีมนักวิจัยกำลังวางเเผนที่จะทดสอบผิวหนังเทียมที่มีส่วนผสมของสาหร่ายนี้ในมนุษย์ ในปี ค.ศ. 2017 นี้

(รายงานโดย Kevin Enochs / เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว)

ที่มา : http://www.voathai.com/a/health-algae-skin-tk/3679198.html

‘ควอนตัมดอท’ เทคโนโลยีการแพทย์แบบใหม่ใช้พัฒนายาปฏิชีวนะสำหรับเชื้อโรคดื้อยา

pk

นักวิทยาศาสตร์ในสหรัฐฯ ใช้ควอนตัมดอทพัฒนายาปฏิชีวนะชนิดใหม่เพื่อรับมือกับซูเปอร์บักส์

ในห้องทดลองที่ล้ำสมัยของมหาวิทยาลัยโคโลราโด้ คุณ Anushree Chatterjee สวมเเว่นตานิรภัยและถุงมือสีม่วง ขณะกำลังยื่นมือเข้าไปในกล่องควบคุมเชื้อโรคอย่างระมัดระวังเพื่อตรวจดูจานเพาะเชื้อเเบคทีเรียที่เรียกว่า “ซูเปอร์บักส์” ที่ก่อให้เกิดอาการป่วยรุนแรงจนบำบัดไม่ได้ผลด้วยยาฆ่าเชื้อโรคปกติทั่วไป

Anushree Chatterjee อธิบายว่าเชื้อเเบคทีเรียดื้อยารุนแรงเหล่านี้ ในบางกรณีดื้อต่อยาปฏิชีวนะมากกว่า 20 ชนิดด้วยกัน ทีมนักวิทยาศาสตร์ต้องใช้เวลาหลายปีในการพัฒนายาปฏิชีวนะเเบบทั่วไปที่มีส่วนประกอบจากตัวเชื้อโรค เพื่อนำมาใช้กำจัดการติดเชื้อเเบคทีเรีย

Prashant Nagpal สามีและผู้ร่วมงานของ Chatterjee กล่าวว่า นักวิทยาศาสตร์พัฒนายาปฏิชีวนะขึ้นมาไม่ทันเพื่อรับมือกับซุปเปอร์บักส์ เขาจึงคิดค้นระบบใหม่ขึ้นมาเพื่อช่วยในการพัฒนายาปฏิชีวนะชนิดใหม่ๆ ได้เร็วกว่าเชื้อโรค หรืออาจจะเร็วเท่าๆ กับความสามารถในการปรับตัวของเชื้อโรค

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้นี้ ห้องทดลองของ Nagpal วิเคราะห์ดีเอ็นเอของซูเปอร์บักส์ หลังจากนั้นจะทำการพัฒนายาปฏิชีวนะขึ้นมารับมือโดยเฉพาะเจาะจงกับเชื้อโรคนั้นได้ภายในเวลาไม่กี่วัน

เขาพัฒนายาปฏิชีวนะขึ้นอย่างรวดเร็วจากการใช้เทคโนโลยี “ควอนตัมดอท” ซึ่งเป็นสารอนินทรีย์กึ่งตัวนำที่มีขนาดเล็กระดับนาโนเมตร

ควอนตัมดอทเเต่ละตัวที่ทีมนักวิจัยพัฒนาขึ้นนี้ มีขนาดเล็กกว่าเซลล์ในร่างกายคนเราถึง 20,000 เท่าตัว เมื่อนำควอนตัมดอทหลายล้านตัวมาผสมเข้าด้วยกันในน้ำ ฉายแสงอุลตราไวโอเล็ตลงไป ควอนตัมดอทที่มีขนาดต่างกันจะเรืองสีออกมาได้หลายสี ไม่ว่าจะเป็นสีส้ม สีเหลืองและสีเขียว

Nagpal กล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่า เพื่อกำจัดซูเปอร์บักส์ชนิดใดชนิดหนึ่ง เขาจะบรรจุควอนตัมดอทลงไปในหลอดเล็กๆ เท่ากับปลอกนิ้วมือที่ช่างเย็บผ้าใช้ และหากเชื้อเเบคทีเรียดื้อยาซูเปอร์บักส์ปรับตัว ทีมนักวิจัยจะปรับควอนตัมดอทตามไปด้วย ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อโรคที่ปรับตัวอย่างได้ผล

เขากล่าวว่า สิ่งที่น่าตื่นเต้นอย่างหนึ่งของการบำบัดวิธีนี้ คือนักวิจัยสามารถปรับระดับความเเรงของควอนตัมดอทนี้ได้ ด้วยการดึงเอาอะตอมหนึ่งตัวออกจากควอนตัมดอท หรืออาจจะเติมอะตอมเข้าไปอีกหนึ่งตัว

และหากเชื้อเเบคทีเรียยังปรับตัวต่ออนุมูลอิสระเหล่านี้อีก ทีมนักวิจัยสามารถปรับควอนตัมดอทได้อีกหลายแบบ ตั้งเเต่การปรับส่วนประกอบ ขนาดหรือรูปทรงของควอนตัมดอท

เมื่อควอนตัมดอทนี้เข้าไปในร่างกายผู้ป่วย ควอนตัมดอทจะไม่ทำงานจนกระทั่งถูกกระทบด้วยเเสง นักวิจัยชี้ว่าแค่ให้ผู้ป่วยนั่งในห้องที่เปิดไฟสว่าง ก็เพียงพอเเล้วที่จะกระตุ้นให้ควอนตัมดอทเริ่มทำงานทั่วร่างกาย หรือกระตุ้นเป็นจุดๆ ตามเป้าหมายที่ต้องการก็ได้

Nagpal กล่าวว่า แพทย์สามารถให้การบำบัดแบบนี้ได้ในห้องที่ปิดไฟมืด และให้ลำแสงส่องไปใกล้กับที่ตั้งของตับ เพื่อบำบัดการอักเสบเฉพาะจุด ส่วนควอนตัมดอทที่อยู่ในจุดอื่นๆ ของร่างกายจะไม่ทำงานเพราะไม่ได้รับเเสงกระตุ้น

Nagpal กล่าวว่า เมื่อได้รับการกระตุ้นให้เริ่มทำงานด้วยเเสง ควอนตัมดอทในร่างกายคนป่วยจะส่งอนุมูลอิสระขนาดเท่ากับอะตอมที่ถูกออกแบบ และโปรแกรมให้กำจัดเชื้อเเบคทีเรียดื้อยาตัวใดตัวหนึ่งเป็นการเฉพาะ

นักวิจัยกล่าวว่า ควอนตัมดอทสร้างอาวุธขนาดเล็กหรืออนุมูลอิสระนี้ขึ้นจากออกซิเจนและน้ำ เพื่อจัดการกับเชื้อเเบคทีเรียโดยไม่เป็นอันตรายต่อเซลล์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหรือคนป่วย

Chatterjee ได้ทดสอบคุณภาพของควอนตัมกับหนอน roundworms ที่มักจะตายเพราะติดเชื้อเเบคทีเรียและจากการทดลอง นักวิจัยพบว่าควอนตัมดอทที่ออกแบบขึ้น ฆ่าเชื้อโรคได้โดยไม่เป็นอันตรายแก่หนอน

Chatterjee กล่าวว่า ผลการทดลองบำบัดนี้สร้างความตื่นเต้นอย่างมาก เพราะชี้ว่าวิธีการบำบัดด้วยควอนตัมดอทนี้ ช่วยกำจัดส่วนใหญ่ของเชื้อโรคดื้อยารุนแรงเหล่านี้ได้

Chatterjee กับ Nagpal ทีมนักวิจัย กล่าวว่ายังต้องใช้เวลาทดสอบอีกหลายปี ก่อนที่ควอนตัมดอทจะปลอดภัยต่อคน แต่ผลการทดลองของทีมงานทั้งหมดที่ผ่านมาสร้างความหวังเเก่ทีมงานว่าในวันหนึ่งข้างหน้าว่า อนุมูลอิสระกึ่งตัวนำขนาดจิ๋วที่พวกเขาคิดค้นขึ้นจะช่วยแพทย์รับมือกับเชื้อโรคดื้อยารุนแรงหรือซูเปอร์บักส์ได้

ที่มา : http://www.voathai.com/a/quantom-dot-antibiotics-tk/3680827.html

ศิลปะแห่งความสมดุล มีคลิป (balancing rock) ความรู้ทางฟิสิกส์

1484701076552

https://www.facebook.com/rmutphysics/videos/1320589374672545/

ความรู้ทางฟิสิกส์

คุณยื่นแขนออก เมื่อคุณจะพยายาม รักษาสมดุล การทรงตัวคุณสามารถเลื่อนจุดศูนย์ถ่วง อันเนื่องมาจากน้ำหนักตัว เพื่อจะรักษาการทรงตัวได้โดยการยกแขนขึ้นลง ซึ่งจะทำให้จุดศูนย์ถ่วงไม่เลื่อน พ้นฐานล่างของร่างกาย หรือเท้าของคุณ ซึ่งจะทำให้คุณไม่ล้มลง คุณลองคิดดูซิว่า ทำไมนักไต่เชือกจึงต้องใช้ไม้ยาวๆด้วย

Image # 3.

      เสถียรภาพ (Stability) วัตถุที่มีเสถียรภาพจะล้มยาก วัตถุที่มีเสถียรภาพ คือวัตถุที่มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ รถแข่งถูกสร้าง ให้มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำมาก โดยให้ตัวรถมีความสูงจากพื้นน้อยที่สุด เพื่อให้ผู้ขับขี่ สามารถรักษาการทรงตัวได้ ถึงแม้จะแล่นเลี้ยว โค้งด้วยความเร็วสูง

Google เปิดตัว Draco โครงการ Open Source บีบอัดไฟล์ภาพและวิดีโอ 3D เตรียมรับ VR และ AR

Google ประกาศเปิดตัวโครงการ Open Source ใหม่ภายใต้ชื่อ Draco เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการบีบอัดข้อมูล 3D Model สำหรับรองรับการเติบโตของเทคโนโลยี Virtual Reality (VR) และ Augmented Reality (AR) ที่จะเป็นที่นิยมในอนาคต

 

โครงการ Draco นี้ถูกริเริ่มโดยทีม Google Chrome Media ในฐานะของ Compression Library สำหรับข้อมูล 3D โดยเฉพาะ เพื่อให้ลดพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลและปริมาณ Bandwidth ที่ต้องใช้ในการรับส่งข้อมูลเหล่านี้ โดย Draco นี้รองรับการบีบอัดข้อมูล Polygon Mesh, Point-cloud Data, Point, Connectivity Information, Texture Coordinate, Color Information, Normal และค่าอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับ Geometry ทั้งหมด

Draco นี้สามารถบีบอัดข้อมูล 3D ได้เล็กกว่าการใช้ Zip เป็นอย่างมาก และทำให้ Browser สามารถโหลดข้อมูล AR/VR ได้เร็วกว่าเดิมยิ่งขึ้น ในขณะที่โครงการ Draco นี้ก็รองรับการ Decode ได้ทั้งในภาษา C++ และ JavaScript ทำให้สามารถรองรับการทำงานร่วมกับ 3D Web Viewer ได้ด้วย

อนาคตเมื่อ AR/VR เป็นที่นิยม ภายในระบบ Internet นั้นจะเต็มไปด้วยการรับส่งข้อมูล Geometry เหล่านี้อย่างแน่นอน การที่ Google ออกมาพัฒนาเทคโนโลยีบีบอัดข้อมูลสำหรับ 3D โดยเฉพาะก็ถือเป็นเทคโนโลยีที่จำเป็นในอนาคตอย่างชัดเจน

ปัจจุบันโครงการ Draco นี้ถูกเผยแพร่อยู่ที่ https://github.com/google/draco ส่วนตัวอย่างการนำ JavaScript Decoder ไปใช้งานใน 3D Viewer นั้นอยู่ที่ https://threejs.org/ แล้วครับ

ที่มา: https://opensource.googleblog.com/2017/01/introducing-draco-compression-for-3d.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1321669397897876

นักวิทย์ชี้ เคยมีน้ำท่วมใหญ่บนดาวอังคาร พร้อมร่องรอยเอเลี่ยนในอดีต !?

a2_7

นักวิทยาศาสตร์เผย ดาวอังคารเคยเกิดเหตุน้ำท่วมครั้งใหญ่ โดยวิเคราะห์จากหลักฐานต่าง ๆ ของนาซา ชี้ น้ำน่าจะยังขังอยู่ใต้ดิน และอาจพบร่องรอยสิ่งมีชีวิตในอดีตก็เป็นได้

เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2558 เว็บไซต์มิเรอร์ เปิดเผยว่า หลังจากองค์การนาซาได้เผยแพร่รูปภาพและข้อมูลเกี่ยวกับการค้นพบน้ำบนดาวอังคาร ก็ได้มีกลุ่มนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์ และมหาวิทยาลัยอิสระแห่งบาร์เซโลน่า ออกมาระบุว่า เคยมีน้ำท่วมครั้งใหญ่บนดาวอังคารเมื่อกว่า 3 พันล้านปีก่อน

นักวิทยาศาสตร์กลุ่มดังกล่าวได้ตีพิมพ์บทความงานวิจัยเกี่ยวกับกรณีนี้ ซึ่งข้อมูลส่วนใหญ่เน้นไปที่การชี้ให้เห็นถึงสาเหตุของน้ำท่วมครั้งมโหฬารของดาวอังคาร

พวกเขาเสนอแนวคิดที่ว่า อาจเกิดเหตุการณ์ที่น้ำแข็งและตะกอนต่าง ๆ ซึ่งสะสมอยู่ระหว่างหุบเขาละลายกลายเป็นของเหลว โดยมีลาวาใต้พื้นดินที่ร้อนระอุเป็นตัวการและทำให้เกิดน้ำท่วมดวงดาวในที่สุด ซึ่งการเกิดน้ำท่วมครั้งนี้อาจชะทำลายร่องรอยของสิ่งที่เคยมีชีวิตอยู่บนดาวไปก็ได้ คาดการณ์กันว่า ปริมาณของน้ำที่ท่วมดวงดาวนั้นน่าจะมากพอที่จะจม

นอกจากนี้พวกเขายังระบุว่า ถึงแม้ว่าเหตุการณ์น้ำท่วมดาวอังคารจะผ่านมาหลายพันล้านปีแล้วก็ตาม แต่น่าจะยังมีร่องรอยของแหล่งน้ำขนาดใหญ่อยู่ใต้พื้นผิวดาว เช่นเดียวกับความเป็นไปได้ว่าอาจพบร่องรอยของสิ่งที่เคยมีชีวิตอยู่ด้วยเช่นกัน โดยของสภาพแวดล้อมในช่วงเวลานั้น ก็อาจช่วยรักษาร่องรอยของสิ่งมีชีวิตที่อยู่บนดาวเอาไว้ เช่นเดียวกับบนโลก ที่ร่องรอยของสิ่งมีชีวิตเมื่อบรรพกาลจมอยู่ใต้ดินและค่อยถูกค้นพบในปัจจุบัน

เหล่านักวิทยาศาสตร์หวังเป็นอย่างยิ่งว่า หากมีการค้นพบแหล่งน้ำขนาดใหญ่บนดาวอังคารอย่างที่พวกเขาคาดการณ์ไว้จริง ๆ จะเป็นประโยชน์ต่อการวิจัยเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร และเป็นประโยชน์ต่อกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ที่อาจเกิดขึ้นบนดาวอังคารในอนาคต

ที่มา : www.kapook.com

ที่มา : http://hilight.kapook.com/view/127262แแ

ในปี 2020 งานของ Data Scientist จะถูกจัดการโดยอัตโนมัติเกินกว่า 40%

ในปี 2020 งานของ Data Scientist จะถูกจัดการโดยอัตโนมัติเกินกว่า 40%

Gartner ได้ออกมาทำนายถึงแนวโน้มในอนาคตสำหรับวงการ Data Science สำหรับปี 2020 เอาไว้ ซึ่งทางทีมงาน TechTalkThai เห็นว่าค่อนข้างน่าสนใจจึงขอนำมาสรุปให้ได้อ่านกันดังนี้ครับ

Credit: ShutterStock.com
  • ภายในปี 2020 งานในสาย Data Science จะถูก Automate เกินกว่า 40% และทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานโดยรวมของเหล่า Data Scientist สูงขึ้น
  • จะมีกลุ่มคนที่ถูกเรียกว่า Citizen Data Scientist ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่คอยสร้าง Model ใหม่ๆ ด้วยการนำเทคนิคการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกมาใช้ แต่คนกลุ่มนี้จะไม่ใช่คนที่มาจากสายสถิติหรือสายวิเคราะห์ข้อมูล แต่จะเป็นคนในสายงานอื่น
  • Citizen Data Scientist นี้จะเป็นคนกลุ่มที่ช่วยเติมเต็มช่องว่างระหว่างการทำ Self-service Analytics โดยเหล่าผู้ใช้งานในเชิงธุรกิจ และเทคนิคการวิเคราะห์ข้อมูลแบบซับซ้อนโดยเหล่า Data Scientist
  • เหล่าผู้ผลิตซอฟต์แวร์ทางด้าน Data Analytics จะต้องแข่งขันกันที่ความง่ายในการใช้งาน และการทำงานต่างๆ โดยอัตโนมัติมากขึ้น เพื่อให้เหล่าองค์กรสามารถนำไปใช้สร้างขีดความสามารถในการแข่งขันกันได้มากขึ้น
  • ภายในปี 2019 กลุ่ม Citizen Data Scientist มีแนวโน้มที่จะทำการวิเคราะห์ข้อมูลแบบซับซ้อนเป็นปริมาณมากกว่ากลุ่ม Data Scientist เพราะการขาดแคลนของ Data Scientist และความง่ายของเครื่องมือต่างๆ ที่ทำให้กลุ่ม Citizen Data Scientist สามารถทำงานได้มากขึ้น
  • แหล่งข้อมูลจะมีจำนวนมหาศาลขึ้น และก็จะมี Data Type ที่มีความซับซ้อนสูงขึ้น

สำหรับผู้ที่สนใจรายงานฉบับเต็ม สามารถซื้อได้ที่ https://www.gartner.com/doc/3531618 เลยนะครับ

ที่มา: http://www.gartner.com/newsroom/id/3570917

ที่มา:  https://www.techtalkthai.com/gartner-says-40-percent-of-data-scientists-tasks-will-be-automated-by-2020/

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1321674287897387