การขุดบิตคอยน์พ่นพิษ อาจทำโลกร้อนขึ้นถึง 2 องศาในปี 2033

Image # 2. bitcoin-virtual-money

คลิก  Image # 3. hd-people-mobile-image-750x352px

จากผลการวิจัยล่าสุด การขุดบิตคอยน์ทั่วโลกนั้นทำให้เกิดการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างมหาศาล อาจส่งผลให้โลกร้อนขึ้นถึง 2 องศาเซลเซียสภายในอีก 15 ปี

บิตคอยน์ อาจนำมาซึ่งเสรีภาพใหม่ทางด้านระบบการเงิน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ต้องมีการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างมหหาศาลในการขุด ดังนั้นในงานวิจัยชิ้นล่าสุดนี้ จึงได้มีการพุ่งเป้าไปที่ การหาจำนวนตัวเลขที่แท้จริงว่าการขุดบิตคอยน์นั้นส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมมากน้อยขนาดไหน

เนื่องจาก บิตคอยน์ เป็นเทคโนโลยีใหม่ของระบบเงินดิจิทัลที่ต้องใช้พลังการประมวลผลของระบบคอมพิวเตอร์ รวมถึงเครื่องเซิร์ฟเวอร์อย่างมหาศาลเพื่อการที่จะได้มาครอบครองซึ่งสกุลเงินดิจิทัล หรือที่เรียกกันว่าการ “ขุดบิตคอยน์” นั่นเอง และทำให้เกิดต้นทุนอย่างมหาศาลกับสิ่งแวดล้อมของโลก และดูเหมือนว่าผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมจากการขุดบิตคอยน์นั้นจะไม่คุ้มกับผลประโยชน์ที่ได้รับ

โดยทีมวิจัยจาก University of Hawaii ได้ทำการประเมินว่า โลกต้องการพลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีกเท่าไหร่หาก การขุดบิตคอยน์เริ่มได้รับความนิยมในวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ โดยมองล่วงหน้าไปถึง 20 ปี

และถ้าบิตคอยน์ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในอัตราการเติบโตเดียวกับการใช้งานบัตรเครดิต หรือสมาร์ทโฟน ผลก็สรุปออกมาว่า ผลกระทบของการขุดบิตคอยน์จะทำให้โลกร้อนขึ้นถึง 2 องศาเซลเซียสภายในปี 2033

ซึ่งการที่โลกอุณหภูมิสูงขึ้นเพียง 2 องศา ทำให้ประสบปัญหาเรื่องคลื่นความร้อนที่เป็นอันตรายกับมนุษย์ ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นจนบางพื้นในโลกจมลงใต้ระดับน้ำทะเล มีผลกระทบกับประชากรโลกกว่า 46 ล้านคน ปะการัง 9 ใน 10 ของโลกจะถูกทำลาย และปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย

โดยคุณ Katie Taladay หนึ่งในทีมวิจัยกล่าวว่า “ในเวลานี้ มลพิษจากยานพาหนะ และที่อยู่อาศัย นั้นเป็นปัจจัยหลักๆ ที่ทำให้เกิดปัญหาโลกร้อน และผลการวิจัยนี้ฉายภาพให้เห็นว่า บิตคอยน์ จะเข้ามาเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในเรื่องนี้”

บิตคอยน์คือสกุลเงิน ที่ถูกบริหารจัดการในระบบะดิจิทัล ซึ่งเป็นการเก็บข้อมูลแบบไม่รวมศูนย์บนระบบเครือข่าย รวมถึงการทำธุรกรรมที่มีการตรวจสอบแบบไม่รวมศูนย์ในรูปแบบของ Blockchain โดยในทางทฤษฎีแล้ว Blockchain เป็นรูปแบบที่จะทำให้ระบบของบิตคอยน์มีความปลอดภัย และมีเสถียรภาพ

แต่อย่างไรก็ดี ขั้นตอนการยืนยันการทำธุรกรรมแบบไม่รวมศูนย์ของระบบ Blockchain นั้นต้องมีการประมวลผลบนระบบคอมพิวเตอร์อย่างหนักหน่วง โดยเครื่องเซิร์ฟเวอร์ และระบบคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงจำนวนมาก เพื่อการถอดรหัสที่มีความซับซ้อน ซึ่งระบบบิทคอยน์จะมีการจ่ายผลตอบแทนให้กับเจ้าของระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการถอดรหัส แต่ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการที่ระบบคอมพิวเตอร์มีการใช้งานพลังงานไฟฟ้าอย่างมหาศาล กลับถูกมองข้ามไป

โดยพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในการยืนยันการทำธุรกรรมแต่ละครั้งบนระบบ Blockchain นั้น มากเพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงบ้านทั้งหลังได้เป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็มๆ เลย

โดยคุณ Randi Rollins หนึ่งในทีมวิจัยกล่าวว่า “การรันระบบ บิตคอยน์ นั้นต้องการพลังการประมวลผลของฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์เป็นอย่างสูง ทำให้มีความต้องการใช้งานพลังไฟฟ้าในปริมาณมาก”

Image # 4. การขุดบิตคอยน์พ่นพิษ อาจทำโลกร้อนขึ้นถึง 2 องศาในปี 2033