สองนักเคลื่อนไหวต่อต้านการข่มขืนเป็นเครื่องมือในสงคราม คว้ารางวัลคว้าโนเบลสันติภาพ

Image # 2. The Nobel Prize for Peace 2018 winners: Yazidi survivor Nadia Mural (L) and Denis Mukwege

คลิก  Image # 3. hd-people-mobile-image-750x352px

นาเดีย มูราด และเดนิส มูเกวกี นักเคลื่อนไหวต่อต้านความรุนแรงทางเพศที่เกิดขึ้นในสภาวะสงคราม คว้ารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2018

นางสาวมูราด ชาวชนกลุ่มน้อยยาซีดี ในอิรัก ซึ่งถูกกลุ่มที่เรียกตัวเองว่ารัฐอิสลาม หรือไอเอส จับตัวไปทรมานและข่มขืน ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของการปลดปล่อยชาวยาซีดีที่ถูกลักพาตัวไป ในขณะที่นายมูเกวเก เป็นนรีแพทย์ชาวคองโก ผู้ร่วมกับทีมแพทย์ช่วยเหลือเหยื่อความรุนแรงทางเพศมาแล้วนับหมื่นรายในคองโก

ในปีนี้ มีบุคคลและองค์กร รวม 331 ชื่อ ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล ซึ่ง เบริท ไรซ์-แอนเดอร์เซ็น ประธานคณะกรรมการรางวัลโนเบล ระบุว่า นี่เป็นรางวัลสำหรับความพยายามของบุคคลทั้งสองที่จะหยุดยั้งการใช้ความรุนแรงทางเพศในฐานะอาวุธในสงคราม

นางสาวมูราด ชาวชนกลุ่มน้อยยาซีดี ถูกกลุ่มไอเอส จับกุม ทรมาน และข่มขืน อยู่ถึง 3 เดือน ก่อนจะกลายมาเป็นสัญลักษณ์เพื่อการปลดปล่อยชาวยาซีดีให้เป็นอิสระ หลังจากเธอสามารถหลบหนีออกมาได้สำเร็จและเริ่มรณรงค์เพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์และเรียกร้องให้นานาชาติมองเห็นความร้ายแรงของการใช้การข่มขืนเป็นเครื่องมือในสงคราม

เมื่อปี 2016 เธอได้รับรางวัล Vaclav Havel Human Rights Prize จากสภายุโรป ต่อมาในปีเดียวกัน เธอได้รับเลือกเป็นทูตสันถวไมตรีของสหประชาชาติสำหรับเหยื่อผู้รอดชีวิตจากการค้ามนุษย์คนแรก

Image # 4. Congolese gynaecologist Denis Mukwege at Lalish temple in a valley near Dohuk, 24 June 2018Image copyrightGETTY IMAGES

ด้านนายมูเกวเก ใช้เวลาหลายทศวรรษในการช่วยเหลือเหยื่อข่มขืนจากสงครามในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ว่ากันว่าเขาและเพื่อนร่วมงานได้ช่วยเหลือเหยื่อข่มขืนไปแล้วราวสามหมื่นราย และได้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในการรักษาความบาดเจ็บร้ายแรงจากความรุนแรงทางเพศ

นายมูเกวเกเคยได้รับรางวัลในระดับนานาชาติมากมาย รวมถึงรางวัล UN Human Rights Prize เมื่อปี 2008 และได้รับรางวัล African of the Year เมื่อปี 2009

ขณะนี้ เขาทำงานที่โรงพยาบาลของเขาและได้รับการคุ้มครองอย่างถาวรจากกองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ เช่นเดียวกับนางสาวมูราด เขาเรียกร้องให้ทั่วโลกหันมาใช้มาตรการอย่างแข็งกร้าวมากขึ้นเกี่ยวกับการใช้การข่มขืนในฐานะ “อาวุธ” ในสงคราม