นิสัยการล่าเหยื่อของแมวใช้ปราบหนูในเมืองใหญ่ไม่ได้ผล

Image # 2. น้องแมว

แผนการที่มีผู้เสนอให้นำแมวจรจัดไปปล่อยเพิ่มในเมืองใหญ่อย่างนครชิคาโกของสหรัฐฯ เพื่อให้ไล่ปราบหนูสกปรกที่เป็นพาหะนำโรคนั้น อาจเป็นแผนการที่ไม่ได้ผลจริงในทางปฏิบัติ เพราะนิสัยการล่าเหยื่อของแมวทำให้มันหลีกเลี่ยงหนูท่อตัวใหญ่ที่ต้องออกแรงสู้กันสุดกำลัง และหันไปหาเหยื่ออื่น ๆ ที่ไร้หนทางป้องกันตัวแทน

ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติจากมหาวิทยาลัยฟอร์แดมของสหรัฐฯ และมหาวิทยาลัยซิดนีย์ของออสเตรเลีย ตีพิมพ์ผลการศึกษาเรื่องนี้ลงในวารสารความก้าวหน้าทางนิเวศวิทยาและวิวัฒนาการ (Frontiers in Ecology and Evolution) โดยระบุว่าแมวจรจัดในเมืองใหญ่นั้นมีพฤติกรรมเหมือนกับมนุษย์ ซึ่งต้องการหาอาหารด้วยวิธีที่ง่ายและใช้พลังงานน้อยที่สุด โดยมุ่งล่าเหยื่อที่อ่อนแอกว่า

มีการทดลองฝังไมโครชิปในหนูท่อจำนวนหนึ่ง ซึ่งหนูเหล่านี้หากินอยู่แถบโรงงานรีไซเคิลของเสียจากอุตสาหกรรมประจำเขตบรูกลินในนครนิวยอร์ก ทั้งมีการติดตั้งกล้องสังเกตการณ์ในบริเวณดังกล่าวด้วย โดยมีการติดตามพฤติกรรมของหนูที่ถูกฝังไมโครชิปเป็นเวลา 5 เดือน และบันทึกภาพวิดีโอขณะที่มีแมวหรือหนูปรากฏตัวได้รวม 306 คลิป ในช่วงเวลาดังกล่าว

Image # 3. แมวและหนูมีวิวัฒนาการที่สัมพันธ์กันมาเป็นเวลานานหลายพันปี

จากภาพวิดีโอที่ปรากฏ มีแมวเข้ามาในพื้นที่ 259 ครั้ง แต่มีเพียง 20 ครั้งที่แมวพยายามสะกดรอยติดตามหนู และมีเพียง 3 ครั้งที่แมววิ่งไล่ล่าหนูอย่างจริงจัง เมื่อสิ้นสุดการทดลอง นักวิจัยพบว่ามีเพียง 2 ครั้งเท่านั้นที่แมวสามารถจับและฆ่าหนูได้สำเร็จ

ทีมผู้วิจัยบอกว่า แม้ประชากรแมวในสถานที่อื่น ๆ จะสามารถจับหนูได้มากกว่าแมวจรจัดในเมืองใหญ่ แต่ผลการศึกษาที่ผ่านมาชี้ว่าหนูที่จับได้มักเป็นหนูตัวเล็กที่มีน้ำหนักไม่เกิน 150 กรัม ในขณะที่หนูท่อในเมืองใหญ่มักเป็นหนูนอร์เวย์ (Norway Rats) ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าสองเท่าและหนักราว 300 กรัม

รายงานการวิจัยสรุปว่า “แมวจรจัดมักหลีกเลี่ยงหนูในเมืองใหญ่ และหันไปล่าเหยื่อที่ล่าง่ายเช่นนก กิ้งก่า แมลงสาบ หรือคุ้ยเขี่ยหาเศษอาหารตามกองขยะมากกว่า″

“ในขณะเดียวกัน หนูก็มักจะหลบซ่อนตัวขณะที่แมวออกมาด้วย ทำให้มนุษย์มองว่ามีหนูน้อยลงในสถานที่ที่แมวอยู่ แต่ในความเป็นจริงจำนวนประชากรหนูไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย”

ที่มาhttps://www.bbc.com/thai/features-45690434