ค้างคาวกับสุดยอดระบบภูมิคุ้มกัน โดยกลุ่ม 21

นับเป็นครั้งแรกที่นักวิจัยได้ค้นพบความสามารถพิเศษในตัวค้างคาว ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของเชื้อโรคอันตราย แต่พวกมันกลับไม่ได้เป็นโรคใด ๆ

bats

ภาพจาก : http://www.abc.net.au/news/2016-02-23/bats-and-diseases/7046146

ScienceDaily รายงานผลการศึกษาของทีมนักวิจัยจากประเทศออสเตรเลีย ที่ค้นพบว่า ค้างคาว เป็นพาหะ เชื้อไวรัสก่อโรคร้ายแรงกว่า 100 สายพันธุ์ บางชนิดทำให้มนุษย์เสียชีวิตได้ นั่นรวมถึงเชื้อไวรัสเมอร์ส (MERS) อีโบลา (Ebola) และ Hendra แต่ที่น่าสนใจคือ ค้างคาวไม่ได้เจ็บป่วยหรือแสดงอาการของโรคจากเชื้อไวรัสเหล่านี้เลย

โดยปกติ เมื่อเชื้อก่อโรคชนิดต่าง ๆ เข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ไม่ว่าจะเป็น เชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส ระบบภูมิคุ้มกัน ที่ซับซ้อนของเราก็จะตอบสนองด้วยกลไกในรูปแบบต่าง ๆ หนึ่งในนั้นคือ กลไกการป้องกันหรือที่รู้จักกันในชื่อ “ภูมิคุ้มกันโดยกำเนิด” (innate immune)

ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้ ทีมนักวิจัยได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อภูมิคุ้มกันโดยกำเนิดของค้างคาวแม่ไก่ออสเตรเลีย (Australian flying fox) โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของ interferons (โปรตีนชนิดหนึ่ง ที่ร่างกายของสัตว์เลี้ยง ลูกด้วยนมทุกชนิด สร้างขึ้นเพื่อกำจัดเชื้อก่อโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้อไวรัส) และที่น่าสนใจคือร่างกายค้างคาวสร้าง interferons เพียงแค่ 3 ชนิดซึ่งคิดเป็น 1 ใน 4 ส่วนที่เราพบในมนุษย์เท่านั้น แต่สามารถควบคุมการติดเชื้อไวรัสร้ายแรงโดยไม่แสดงอาการใดเลย

ทีมวิจัยให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าระบบภูมิคุ้มกันของค้างคาวแม่ไก่ทำงานตลอดเวลา แม้ว่าร่างกายไม่ติดเชื้อโรค ขณะที่ระบบภูมิคุ้มกันของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นจะทำงานก็ต่อเมื่อร่างกายติดเชื้อแล้วเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม หากระบบภูมิคุ้มกันของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทำงานตลอดเวลา จะเป็นอันตรายต่อเนื้อเยื่อและเซลล์ได้ “ในการศึกษาขั้นต่อไป ถ้าเราสามารถเปลี่ยนรูปแบบการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ชนิดอื่น ๆ ให้เป็นไปในลักษณะที่คล้ายคลึงกับค้างคาวได้แล้ว เราก็จะสามารถควบคุมอัตราการเสียชีวิตที่เกิด จากโรคร้าย อย่างเช่น อีโบลา ได้” หัวหน้าทีมวิจัยกล่าว

Link ที่เกี่ยวข้อง
https://www.sciencedaily.com/releases/2016/02/160222155631.htm
http://www.bangkokhealth.com/index.php/health/health-system/gastro/1632-2013-10-25-06-26-23.html

ที่มา http://www.nsm.or.th/index.php?option=com_k2&view=item&id=5385:2016-02-25-10-10-20&Itemid=719

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1110825608982257