Crazy Rich Asians ภาพสะท้อนความเหลื่อมล้ำในเอเชีย

Image # 2. Constance Wu at the premiere of the movie Crazy Rich Asians

คลิก facebook

ภาพยนตร์ Crazy Rich Asians ซึ่งมีชื่อในภาษาไทยว่า “เหลี่ยมโบตัน” กำลังเป็นที่พูดถึงไปทั่วโลก เพราะ เป็นหนังฮอลลีวูดที่ถ่ายทอดเรื่องราวของตัวละครเอกที่เป็นคนเอเชีย ซึ่งโกยรายได้สูงสุดในตารางหนังทำเงินบ็อกซ์ออฟฟิศเมื่อเดือนที่แล้ว ขณะเดียวกันภาพยนตร์แนวโรแมนติก-คอมเมดีเรื่องนี้ ก็ยังสะท้อนภาพของเหล่า “มหาเศรษฐี” ที่กำลังเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่องในเอเชีย รวมถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมระหว่างคนรวยกับจนในภูมิภาคนี้

สิงคโปร์ ซึ่งเป็นสถานที่ดำเนินเรื่องของหนังเรื่องนี้ ล้วนเต็มไปด้วยห้างสรรพสินค้าที่คุณจะได้เห็นลูกค้าหิ้วถุงจากร้านยี่ห้อหรู ไม่ว่าจะเป็น Prada, Gucci และ Louis Vuitton ภาพเช่นนี้มีให้เห็นไม่ต่างกันตามเมืองใหญ่อื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก

อย่างไรก็ตาม ครั้งหนึ่งภูมิภาคนี้เคยถูกมองว่าเป็นต้นแบบของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียม ทว่าปัจจุบันเรากำลังเห็นช่องว่างแห่งความไม่เท่าเทียมกันระหว่างคนจนและคนรวยเพิ่มมากขึ้นทุกที

ข้อมูลจากองค์กรการกุศลอ็อกแฟมพบว่า ปัจจุบันจำนวนมหาเศรษฐีระดับ “รวยล้นฟ้า″ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกได้แซงหน้าทวีปอเมริกาเหนือและยุโรปไปแล้ว ขณะเดียวกันภูมิภาคนี้ยังมีจำนวนเศรษฐีเงินล้าน (ดอลลาร์สหรัฐฯ) และมหาเศรษฐีพันล้าน (ดอลลาร์สหรัฐฯ) มากที่สุดในโลกด้วย

“ความเหลื่อมล้ำทางรายได้กำลังแตะระดับน่าเป็นห่วงในหลายประเทศในภูมิภาค” นายมุสตาฟา ทัลปูร์ หัวหน้าโครงการด้านความไม่เท่าเทียมทางรายได้ประจำเอเชียของอ็อกแฟมกล่าว

Image # 3. แผนภาพแสดงจำนวนเศรษฐีเงินล้านในภูมิภาคต่าง ๆ

ข้อมูลจากนิตยสารฟอร์บส ระบุว่า สหรัฐฯ ยังเป็นประเทศที่มีจำนวนเศรษฐีพันล้านมากที่สุดในโลก คือ 585 คน แต่จีนแผ่นดินใหญ่ก็กำลังตามมาติด ๆ ที่ 373 คน

ผลการวิเคราะห์ข้อมูลความมั่งคั่งโลกของธนาคารเครดิตสวิสในปี 2017 (Credit Suisse Global Wealth Databook) ระบุว่าหากดูที่ภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิกทั้งภูมิภาคก็จะเห็นได้ว่าจำนวนเศรษฐีพันล้านรวมกันมากกว่าสหรัฐฯ คือ 600 คน

รายงานในปี 2018 ของบริษัทที่ปรึกษา Capgemini ระบุว่า ภูมิภาคนี้ยังมีจำนวนเศรษฐีเงินล้านมากที่สุดในโลก ซึ่งในที่นี้หมายถึงผู้มีสินทรัพย์เพื่อการลงทุนตั้งแต่ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขึ้นไป ไม่นับรวมที่พักอาศัยหลัก โดยมีสัดส่วน 34.1% ของจำนวนผู้มีรายได้สูงทั่วโลก ขณะที่ภูมิภาคอเมริกาเหนือมีคนกลุ่มนี้อยู่ 31.3%

ในขณะที่จีนเพลิดเพลินกับตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ปีละประมาณ 8% – 11% ระหว่างปี 2008-2012 แต่สหรัฐฯ และประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโร (ยูโรโซน) กลับกำลังเยียวยาตัวเองหลังจากเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่

Image # 4. แผนภาพแสดงจำนวนเศรษฐีพันล้านในเอเชีย

ใครคือคนรวยที่สุดในเอเชีย?

นายหม่า ฮั่วเถิง หรือที่รู้จักกันในนาม โพนี หม่า คือบุคคลร่ำรวยที่สุดในเอเชีย และเป็นคนรวยอันดับที่ 17 ของโลก ตามการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บสในปี 2018

เขาคือซีอีโอของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีน “เทนเซ็นต์ โฮลดิงส์” ซึ่งเป็นเจ้าของแอปพลิเคชันสนทนายอดนิยมในจีน “วีแชต” (WeChat) และมีทรัพย์สินทั้งสิ้น 4.53 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

Image # 5. Pony Ma is reported to be Asia's wealthiest personImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพโพนี หม่า คือบุคคลร่ำรวยที่สุดในเอเชีย และเป็นคนรวยอันดับที่ 17 ของโลก

มหาเศรษฐีอีกคนที่มีชื่อติดโผ 20 บุคคลร่ำรวยที่สุดในโลกคือ นายแจ็ค หม่า เจ้าของอาณาจักรธุรกิจอีคอมเมิร์ซ “อาลีบาบา กรุ๊ป” ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดในโลก และหุ้นของบริษัทก็มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าเมื่อปีที่แล้ว ส่งผลให้เขามีทรัพย์สินรวมทั้งสิ้น 3.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ส่วนคนเอเชียที่มีชื่อติดโผ 30 บุคคลร่ำรวยที่สุดในโลกรวมถึง นายลี กาชิง มหาเศรษฐีชาวฮ่องกง และนายหวัง เจี้ยนหลิน ซึ่งมีทรัพย์สิน 3.49 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และ 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามลำดับ

นายลี กาชิง ที่เพิ่งจะเกษียณอายุจากการเป็นผู้บริหารอาณาจักรธุรกิจด้านโทรคมนาคมและพลังงานของตัวเองเมื่อช่วงต้นปีนี้ ได้ส่งมอบธุรกิจให้นายวิคเตอร์ ลี บุตรชายคนโตรับช่วงต่อ ขณะที่นายหวัง เจี้ยนหลิน เป็นประธานกลุ่มบริษัท “ต้าเหลียนวั่นต๋า″ผู้ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

Image # 6. แผนภาพแสดงความร่ำรวยของชาติในเอเชีย-แปซิฟิก

ไทยมีปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้รุนแรงกว่าจีนและอินเดีย

ผลการวิเคราะห์ของอ็อกแฟมบ่งชี้ว่า 79% ของความมั่งคั่งที่สร้างขึ้นในจีนเมื่อปีที่แล้วเป็นของกลุ่มคนร่ำรวยที่สุดซึ่งมีสัดส่วน 1% ของประชากรทั้งประเทศ ส่วน 73% ของความมั่งคั่งในอินเดียเป็นของกลุ่มคนร่ำรวยที่สุดซึ่งมีสัดส่วนเพียง 1% ของประชากรทั้งประเทศ ขณะที่ความมั่งคั่ง 96% ที่สร้างขึ้นในไทยเมื่อปีที่แล้วตกไปอยู่ในกระเป๋าของกลุ่มคนร่ำรวยที่สุด 1% ในประเทศ