ไม่ใช่เภสัชฯ ก็จ่ายยาได้ ควรกังวลแค่ไหน กับ พ.ร.บ.ยา ฉบับใหม่

Image # 2. ห้องเก็บยา

เหตุผลการคัดค้านของบุคลากรในแวดวงสาธารณสุข คือ ประเด็นความปลอดภัยของผู้ใช้ยาและการปรับแก้กฎหมายที่อาจ “เอื้อ” ต่อกลุ่มธุรกิจที่เปิดมุมขายยาในร้านสะดวกซื้อ แต่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. ผู้ผลักดันกฎหมายนี้ ชี้ว่าเพื่อแก้ปัญหาการจ่ายยาในพื้นที่ห่างไกลที่มีปัญหาขาดแคลนเภสัชกร

ฝ่ายที่คัดค้านร่าง พ.ร.บ.ยา ที่อยู่ระหว่างการจัดทำ นำโดยองค์กรสมาคมเภสัชกร และบุคลากรสาธารณสุข โดยประเด็นสำคัญคือ การเปิดให้วิชาชีพอื่นที่ไม่ใช่เภสัชกร สามารถจ่ายยาได้

หนึ่งในประเด็นหลักของฝ่ายที่ค้านอย่างสภาเภสัชกรรมชี้คือ ประเด็นมาตรฐานความปลอดภัยในการใช้ยาของประชาชน

“เมื่อแพทย์มีใบสั่งยามา เภสัชจะดูว่ายาแต่ละตัวที่แพทย์สั่ง กินด้วยกันได้หรือเปล่า ถ้ามันกินไม่ได้ ก็จะได้บอกแพทย์ให้เปลี่ยน ผลสุดท้าย คือ คนไข้จะได้รับยาที่ถูกต้อง ปลอดภัย” ดร.เภสัชกร นิลสุวรรณ ลีลารัศมี นายกสภาเภสัชกรรม กล่าวกับบีบีซีไทย

ร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับใหม่นี้ มีข้อถกเถียงอะไรบ้างที่ประชาชนควรกังวล และทำไมคนในแวดวงสาธารณสุขจึงออกมาคัดค้าน

ทำไมถึงคัดค้าน พ.ร.บ.ยาฉบับใหม่

สภาเภสัชกรรม ออกแถลงการณ์คัดค้านเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับใหม่ ใน 9 ประเด็น เช่น การแบ่งประเภทยาไม่เป็นไปตามหลักสากล การตัดบทบาทวิชาชีพเภสัชกรรมในการปรุงยาและจ่ายยา การจดแจ้งการโฆษณายา

นอกจากนี้ยังกำหนดให้เภสัชกรสามารถที่จะอยู่ปฏิบัติหน้าที่ในสถานประกอบการด้านยาได้มากกว่า 1 แห่ง หากเวลาปฏิบัติการไม่ทับซ้อนกัน ซึ่งสภาเภสัชกรรมมองว่า จะทำให้เกิดสภาพ ร้านขายยา ไม่มีเภสัช หรือปัญหา “เภสัชแขวนป้าย” รุนแรงขึ้นอีก ในบทบัญญัติข้อนี้ สภาเภสัชกรรมเสนอให้ตัดออก เพื่อประชาชนจะได้มีโอกาสได้พบเภสัชกรประจำร้านยามากขึ้น

Image # 3. ห้องจ่ายยา

แต่ประเด็นที่เป็นข้อถกเถียงมากที่สุด คือ การเปิดให้วิชาชีพอื่นที่ไม่ใช่เภสัช เป็นผู้จ่ายยาให้กับคนไข้ได้ ร่าง พ.ร.บ.เขียนไว้ว่าจะเป็นผู้ที่มีใบประกอบโรคศิลปะก็ได้ ซึ่งเท่ากับว่า ทั้งพยาบาล นักเทคนิคการแพทย์ นักกายภาพบำบัด และแพทย์แผนไทย จ่ายยาได้

เสียงจากในแวดวงบุคลากรทางการแพทย์ที่คัดค้านมองว่า เป็นการผิดหลักการความปลอดภัยในการใช้ยาของประชาชน ที่ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ รอง ผอ.โรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา อธิบายการสั่งยาด้วยแพทย์ และการจ่ายยาโดยเภสัชกรว่า เป็น “ระบบตรวจสอบและช่วยกันดูแลผู้ป่วยของสหวิชาชีพ”

เอื้อกลุ่มทุนขยายร้านขายยาหรือไม่ ?

ขณะเดียวกันการปรับแก้นี้ถูกมองว่าจะกลายเป็นช่องทางของกลุ่มทุนที่ขยายธุรกิจ เปิดมุมขายยาตามร้านสะดวกซื้อ โดยจะเป็นการเปิดให้มีการ “จ้าง” ผู้ที่ไม่ใช่เภสัชกรขายยาตามร้านได้ ตามความเห็นของ นพ.สุภัทร ที่โพสต์บนเฟซบุ๊ก

ทว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในฐานะผู้ผลักดัน พ.ร.บ.ฉบับนี้ ชี้แจงว่า การแก้ไขให้อาชีพอื่นจ่ายยาได้ เพื่อแก้ปัญหาการจ่ายยาของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ซึ่งความขาดแคลนเภสัชกร ทำให้พยาบาลต้องทำหน้าที่จ่ายยาอยู่แล้วในปัจจุบัน เพียงแต่ว่ายังไม่มีกฎหมายรองรับ พร้อมปฏิเสธว่า ไม่ได้มีเป้าหมายเอื้อกลุ่มธุรกิจร้านสะดวกซื้อที่เปิดโซนขายยาภายใน

ในตัว พ.ร.บ. ยา ฉบับที่กำลังผลักดันอยู่นี้ มีข้อความระบุว่า หากผู้มีหน้าที่ปฎิบัติการไม่สามารถปฎิบัติหน้าที่ได้ สามารถจัดหาผู้มีหน้าที่ปฎิบัติการมาทำงานแทนได้ แต่ใน พ.ร.บ. ยาฉบับเดิม (2510) ระบุว่า ผู้ได้รับอนุญาตขายยาต้องมีเภสัชกรอยู่ประจำร้านขายยาตลอดเวลาทำการ

ช่วยแก้ปัญหาการจ่ายยาในพื้นที่ห่างไกล ?

ปฏิเสธไม่ได้ว่า รพ.สต. หรือที่ในอดีตประชาชนเรียกว่า สถานีอนามัย เป็นหน่วยสุขภาพที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด โดยเฉพาะในเขตต่างจังหวัด หนึ่งในเหตุผลที่ฟากของกลุ่มพยาบาล ออกมาสนับสนุน พ.ร.บ.ยา ฉบับนี้ เพราะว่า ปัจจุบันพยาบาลต้องทำหน้าที่จ่ายยาอยู่แล้ว เพราะบุคลากรเภสัชกรไม่เพียงพอ

สภาการพยาบาลยังออกแถลงการณ์ว่า ในสถาบันการศึกษาด้านพยาบาลมีการสอนเรื่องยาในหลักสูตรอย่างเพียงพอแก่การปฏิบัติงานต่อผู้ป่วยอย่างปลอดภัย รวมทั้งการวินิจฉัยแยกโรค และการให้การรักษาโรคเบื้องต้น

นายสราวุฒิ ที่ดี อดีตประธานเครือข่ายพยาบาลลูกจ้างชั่วคราว กระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์พีพีทีวีว่า ปัจจุบันพยาบาลต้องจ่ายยาให้ผู้ป่วยเรื้อรัง และยาสามัญประจำบ้าน จึงอยากให้ พ.ร.บ.ยา ฉบับใหม่ “คุ้มครอง” พยาบาลที่ต้องจ่ายยา

เรื่องนี้ นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการ อย. ระบุว่า ปัจจุบัน พยาบาลที่ทำงานใน รพ.สต. ต้องจ่ายยาตามแพทย์สั่ง เนื่องจากที่ผ่านมาไม่มีเภสัชกรใน รพ.สต.อยู่ ซึ่งกฎหมายยังไม่รองรับ จึงต้องการให้ อย.มีกฎหมายรองรับการจ่ายยาของพวกเขาใน รพ.สต.

ทว่า ดร.เภสัชกร นิลสุวรรณ ลีลารัศมี นายกสมาคมเภสัชกรรม ระบุว่า การแก้ปัญหานี้ควรแก้ไปที่ระบบอัตรากำลังของเภสัชกร ซึ่งมีปัญหาความขาดแคลนในระบบสาธารณสุข

Image # 4. โรงพยาบาล

ประเด็นนี้สภาเภสัชกรรม เคยเรียกร้องต่อกระทรวงสาธารณสุข เมื่อปี 2560 เพราะการบรรจุข้าราชการ สธ.ไม่มีการเพิ่มตำแหน่งให้กับเภสัชกร

“เภสัชกรไม่ได้ขาด แต่เป็นเพราะกระทรวงไม่มีตำแหน่ง หากมองจากปลายทางดูเหมือนว่าขาด แต่ต้นทางผลิตออกมามากพอ” ดร.เภสัชกร นิลสุวรรณ กล่าวกับบีบีซีไทย

“กรอบอัตรากำลังคนกลับกำหนดให้ สธ.มีอัตรากำลังคนได้น้อยเกินกว่าความเป็นจริง ทั้งนี้สถาบันต่าง ๆ สามารถผลิตเภสัชได้ปีละ 1,700 คน ซึ่งถือว่าเพียงพอ แต่ระบบราชการดึงไปใช้เพียง 350 คน” ภญ.รุ่งเพ็ชร สกุลบำรุงศิลป์ ประธานประสานงานการศึกษาเภสัชศาสตร์แห่งประเทศไทย ได้ระบุเมื่อปี 2560

ข้อเสนอระบุให้ชัด วิชาชีพอื่นสั่งจ่ายยาอะไรได้บ้าง

ในแถลงการณ์สนับสนุนของสภาการพยาบาล เมื่อวันที่ 24 ส.ค. ระบุว่า ที่ผ่านมา สภาวิชาชีพด้านสุขภาพได้ให้ความเห็นชอบร่วมกับสภาการพยาบาลให้ผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาลและการผดุงครรภ์สามารถใช้ยาได้ 18 กลุ่ม กับผู้ป่วยที่พยาบาลวินิจฉัยโรค

แต่ ดร.เภสัชกร นิลสุวรรณ ลีลารัศมี นายกสภาเภสัชกรรม เห็นว่า ในกลุ่มยานี้ก็ยังมีข้อถกเถียงกันอยู่ เนื่องจากยาบางชนิดเป็นยาอันตราย และยาปฏิชีวนะ

“ข้อเสนอนี้เป็นเรื่องดี แต่จะมองข้ามเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยของการจ่ายยาไม่ได้” นายกสภาเภสัชกรรม กล่าวกับบีบีซีไทย

Image # 5. ยา

กรณีนี้ นพ.ทรงพล ชวาลตันพิพัทธ์ ผอ.โรงพยาบาลราชบุรี กล่าวกับสำนักข่าว Hfocus เจาะลึกระบบสุขภาพ ซึ่งดำเนินการโดย มูลนิธิภิวัฒน์สาธารณสุขไทย ว่า เป็นไปไม่ได้ที่ร้านขายยาในประเทศไทยจะมีใบสั่งยาทั้งหมด เพราะมีการปล่อยให้ขายกันมาเป็นเวลานาน

นพ.ทรงพล แนะว่า กรณีนี้อาจต้องถอยคนละครึ่งทาง “อาจจะมีกฎหมายใหญ่ว่าด้วยหลักการ แล้วมีกฎหมายลูกอีกฉบับว่าด้วยรายละเอียดการปฏิบัติ กำหนดให้ชัดเจนว่ายาอะไรบ้างที่วิชาชีพอื่นสั่งจ่ายได้หรือไม่ได้ เช่น ยาบางตัวที่ไม่อันตราย หรือในทางกลับกัน ยาอันตรายเภสัชกรก็จ่ายเองไม่ได้ ต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์เหมือนกัน”

ความปลอดภัยของคนไข้ควรเป็นเรื่องหลัก เสียงจากวิชาชีพกายภาพบำบัด

ดร.วรชาติ เฉิดชมจันทร์ คณบดีคณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยรังสิต แสดงความกังวลว่า พ.ร.บ.ยา ฉบับใหม่ ที่เปิดให้สหวิชาชีพจ่ายยาได้นั้น ซึ่งมีนักกายภาพบำบัดรวมอยู่ด้วย วิชาชีพกายภาพบำบัดอาจมีความรู้ไม่เพียงพอ

คณบดีคณะกายภาพบำบัด อธิบายว่า วิชาชีพกายภาพบำบัด เป็นการรักษาโดยไม่ใช้ยาหรือการผ่าตัด ความเชี่ยวชาญของนักกายภาพที่เกี่ยวกับยา คือ การแนะนำคนไข้เรื่องยาและผลข้างเคียงของยาที่คนไข้ต้องใช้เป็นประจำ โดยส่วนใหญ่เป็นยาใช้ภายนอก

ตามมาตรฐานสากล แพทย์เป็นผู้สั่งยาและเภสัชกรเป็นจ่ายยา ซึ่งลักษณะเป็นการควบคุมตรวจสอบ ซึ่งวิชาชีพกายภาพบำบัดไม่มีความรู้เรื่องนี้มากพอที่จะสามารถสั่งจ่ายยาหรือจ่ายยาได้

“นักกายภาพไม่ได้เรียนมา และไม่ถูกฝึกปฏิบัติให้จ่ายยาได้” ดร.วรชาติ ให้ความเห็นกับบีบีซีไทย

แม้นักกายภาพจะมีความรู้ว่า ยามีผลต่อคนไข้อย่างไร แต่ไม่ได้ลงลึกถึงการออกฤทธิ์ของยา โดยเฉพาะการจ่ายยาที่มีตัวยาร่วมกัน กระบวนการจ่ายยายังจำเป็นต้องเข้าใจโรคที่เกิดกับคนไข้ กับภาวะที่ซ่อนอยู่ในอาการของโรค ดร.วรชาติ เห็นว่า ไม่น่าจะเป็นบทบาทของนักกายภาพบำบัด ส่วนการผสมยา ปรุงยา ดร.วรชาติ ระบุว่า “อันนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง”

“สุดท้ายหลักการใหญ่ที่สุด คือ ความปลอดภัยของคนไข้เป็นตัวตั้ง พ.ร.บ.ยาฉบับนี้ ไม่เหมาะสม และเป็นการทำลายประชาชน” ดร.วรชาติกล่าวกับบีบีซีไทย