ลาวาปะทุ-แก๊สพิษฟุ้ง! ฮาวายเหมือนอยู่ในนรก 3 สัปดาห์ยังไม่ยุติ

Image # 2.

ผ่านมา 3 สัปดาห์แล้วหลังจากภูเขาไฟ ‘คิลาเว’ บนเกาะบิ๊กของรัฐฮาวาย ระเบิดอย่างรุนแรง สื่อต่างๆ เผยแพร่ภาพธารลาวาสีแดงฉานไหลไปตามถนนและป่า สร้างความเสียหายไปตลอดทางราวกับนรกบนดิน ด้านผู้อยู่อาศัยในเขตพูนาตอนล่าง ยังคงต้องใช้ชีวิตอย่างหวาดกลัวอันตรายจากลาวาที่กำลังขยายวงกว้าง, เถ้าภูเขาไฟที่ยังตกลงมาจากฟ้า และแก๊สพิษที่ลอยอยู่ในอากาศ โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าภัยพิบัติเหล่านี้จะจบลงเมื่อใดนายเดวิด อิเก ผู้ว่าการรัฐฮาวายบอกกับสื่อว่า การระเบิดของภูเขาไฟคิลาเวกับสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ทำให้เกิดกระแสความหวาดกลัวและความไม่มั่นใจ มีรอยแยกอย่างน้อย 22 รอยเกิดขึ้นทั่วพื้นที่เขตพูนา ทำให้ลาวาไหลทะลักกลืนกินบ้านเรือนและยานพาหนะจำนวนมาก จนทางการต้องสั่งอพยพผู้คนจากชุมชน เลลานี เอสเตตส์ และ ลานิพูนา การ์เดน ไปยังที่หลบภัย

ซ้ำร้าย ภูเขาไฟคิลาเวยังระเบิดอย่างรุนแรงอีกครั้งเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา พ่นขี้เถ้าอุณหภูมิสูงขึ้นฟ้าสูงกว่า 9,000 ฟุต ในขณะที่ความเสียหายยังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

*ระเบิดลาวาทำคนบาดเจ็บหนัก

เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา วิกฤตการณ์ภูเขาไฟในรัฐฮาวายก็ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสคนแรก จากสิ่งที่รู้จักกันในชื่อ ‘ระเบิดลาวา’ (Lava Bomb) หรือลาวาที่ถูกยิงออกมาจากรอยแยกหรือกรวยเล็กๆ ใต้พื้นดินเพราะการขยายตัวของแก๊ส โดยลาวาจะเย็นตัวลงขณะที่พุ่งผ่านอากาศ แต่ยังคงมีอุณหภูมิสูงมากอยู่

ระเบิดลาวาก้อนหนึ่งลอยไปกระแทกขาของชายสูงวัยนามว่า แดร์รีล คลินตัน จนกระดูกหัก ในขณะที่เขาพยายามปกป้องบ้านไม่ให้ถูกไฟไหม้เพราะลาวา “มันหักขาของผมเป็น 2 ท่อน ตั้งแต่เหนือข้อเท้า” นายคลินตันบอกกับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น “ผมเจ็บปวดมากและมันดูน่ากลัวสุดๆ มันเป็นสิ่งเลวร้ายที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตของผมเลย”

อย่างไรก็ดี ตอนนี้นายคลินตันกำลังนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล โดยแพทย์นำเศษหินและสิ่งแปลกปลอมออกจากแผลของเขาแล้ว และเข้าเฝือกขาเอาไว้เพื่อรักษาให้เป็นปกติ

*ผลกระทบต่อสภาพอากาศ

เจ้าหน้าที่รัฐฮาวายวางแผนแจกหน้ากากป้องกันฝุ่นละอองให้กับชาวบ้านโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อให้พวกเขาใช้ป้องกันตัวเองจากเถ้าภูเขาไฟที่ลอยปะปนมาในอากาศ โดย สเตฟานี ฮิงเคิล ชาวชุมชน ปาโฮอา ในเขาพูนา อายุ 46 ปี บอกกับสื่อว่า เธอรู้ดีว่าชุมชนของเธอนั้นอันตราย “ฉันหายใจเข้า 1 ครั้งก็รู้สึกเจ็บ คอของฉันเหมือนถูกไฟเผา ตาของฉันแสบไปหมด”

นางฮิงเคิลกับชาวบ้านจำนวนนับไม่ถ้วนบนเกาะบิ๊ก กำลังต่อสู้กับพิษจากก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ที่พุ่งขึ้นมาตามรอยแยกบนพื้นดินหลังภูเขาไฟคิลาเวระเบิดเมื่อ 3 พ.ค. และการปะทุล่าสุดเมื่อวันอังคารก็ทำให้ก๊าซพิษถูกปล่อยออกมามากขึ้น “มันรสชาติเหมือนเหล็ก ทันทีที่มันเข้าปาก คุณจะรู้สึกอยากบ้วนทิ้ง” นางฮิงเคิลกล่าว

*ลาวาคืบคลานเข้าใกล้โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ธารลาวาที่ไหลออกมาจากรอยแยกต่างๆ กำลังไหลเข้าใกล้โรงงานไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพประจำเขตพูนา มากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดกระแสความกังวลว่า โรงไฟฟ้าแห่งนี้อาจได้รับความเสียหายจากลาวาหรือเกิดการระเบิด

แต่ล่าสุด สำนักสำรวจธรณีวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ (USGS) ออกมายืนยันว่า ยังไม่มีความเสี่ยงที่ลาวาจะสร้างความเสียหายให้กับโรงไฟฟ้าแห่งนี้ในทันที เนื่องจากการทับถมของลาวาที่ไหลมาทำให้เกิดกรวยสูง กลายเป็นปราการธรรมชาติป้องกันไม่ให้ลาวาไหลเข้าใกล้โรงไฟฟ้ามากขึ้น

นางเวนดี สโตวอลล์ นักวิทยาศาสตร์ของ USGS บอกกับสื่อด้วยว่า ตอนนี้พื้นที่ทางใต้ของจุดที่เกิดการปะทุของลาวาเริ่มต่ำลง เนื่องจากการขยายตัวของพื้นที่รอยแยก ทำให้ลาวาเริ่มไหลมุ่งลงใต้ออกห่างจากโรงไฟฟ้าแห่งนี้ ซึ่งตั้งอยู่ทางเหนือของแนวรอยแยก

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากโรงไฟฟ้าแห่งนี้ใช้วิธีลำเลียงไอน้ำจากท่อใต้ดินขึ้นมาใช้ในเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบกังหัน เจ้าหน้าที่จึงต้องพยายามป้องกันไม่ให้เกิดการระเบิด หรือการรั่วไหลของก๊าซพิษจากท่อใต้ดิน โดยใช้วิธีปิดฝาท่อ หรือใช้น้ำหล่อเย็นเอาไว้ก่อน และคอยจับตาดูสถานการณ์ต่อไป

*ลาวาไหลลงทะเลสร้างหมอกพิษ

ชาวเกาะบิ๊กยังต้องเผชิญกับอันตรายอีกอย่าง เมื่อธารลาวาสายหนึ่งไหลข้ามถนนหลวงหมายเลข 137 และไหลลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิก เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 19 พ.ค. ก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘Laze’ ซึ่งเกิดจากการสมาสคำว่า ‘Lava’ (ลาวา) กับ ‘Haze’ (หมอก) เข้าด้วยกัน

USGS ระบุว่าเมื่อลาวาชนเข้ากับน้ำทะเลจะเกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่สร้างหมอกอันตรายที่เจือปนกรดไฮโดรคลอริก และอนุภาคแก้วขนาดเล็ก ที่หากสัมผัสแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้เกิดการระคายเคียงผิวหนังหรือตา และทำให้เกิดอาการหายใจลำบากได้

*การท่องเที่ยวพัง การเงินขัดสน

นับตั้งแต่ภูเขาไฟคิลาเวระเบิด ธารลาวาที่ไหลออกมาทำลายสิ่งปลูกสร้างไปแล้วกว่า 40 หลัง ทำให้ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นหนึ่งในรายได้หลักของเกาะบิ๊กได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยนายรอส เบิร์ช ผู้อำนวยการบริหารคณะกรรมการการท่องเที่ยวของเกาะบิ๊ก ระบุว่า การยกเลิกที่พักและอื่นๆ ตั้งแต่เดือนพ.ค.ถึงก.ค. จะทำให้เกาะเสียรายได้ถึง 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ส่วนในภาคประชาชนนาง เมดิสัน เวลช์ ซึ่งเพิ่งย้ายมาอยู่ที่ฮาวายได้ 3 เดือนบอกกับซีเอ็นเอ็นว่า เธอเสียงานเกี่ยวกับการท่องเที่ยวไป 2 งานแล้ว ขณะที่นางฮิงเคิล ซึ่งทำงานเกี่ยวกับพืชสวน ระบุว่า เธอไม่มีรายได้เลยในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ทำให้เธอเริ่มรู้สึกกังวล เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป และไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ภัยพิบัติครั้งนี้จะจบลง