30 ปี ‘เชอร์โนบิล’ โรคร้ายยังส่งต่อ-เหยื่อภัยพิบัติถูกทอดทิ้งในเงามืด

Image # 2.

(ภาพ: AFP)

เมื่อวันอังคารที่ 26 เม.ย. เป็นวันครบรอบ 30 ปี การระเบิดของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ที่โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ เชอร์โนบิล ทางเหนือของประเทศยูเครน เมื่อปี 1986 ซึ่งทำให้กัมมันตภาพรังสีรั่วไหลปกคลุมเป็นบริเวณกว้าง สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง และเปลี่ยนมุมมองของโลกที่มีต่อพลังงานนิวเคลียร์ไปตลอดกาล

ตอนนี้ผ่านมาแล้ว 30 ปี จากหายนะในครั้งนั้น ความรู้สึกหวาดกลัวได้เลือนหายไปตามกาลเวลา แต่ภัยมืดจากผลกระทบของกัมมันตภาพรังสี ยังทำร้ายชีวิตผู้คนที่อาศัยใกล้เมืองเชอร์โนบิล เด็กจำนวนมากเกิดมาพร้อมกับโรคแต่กำเนิด หรือโรคมะเร็งหายาก ขณะที่การปฏิบัติจากภาครัฐทำให้ผู้ได้รับผลกระทบเริ่มรู้สึกว่า พวกเขาถูกทางการทอดทิ้งแล้ว

Image # 3.
เจ้าหน้าที่ของโรงงานนิวเคลียร์เชอร์โนบิล ถือเทียนในพิธีไว้อาลัยแก่เจ้าหน้าที่และพนังงานดับเพลิงที่เสียชีวิตตอนเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ระเบิด (ภาพ: REUTERS)

จุดเริ่มต้นมหันตภัยนิวเคลียร์ครั้งร้ายแรงที่สุดในโลก

ภัยพิบัติเชอร์โนบิล เริ่มขึ้นจากการที่วิศวกรทดสอบการทำงานของระบบหล่อเย็น และระบบทำความเย็นฉุกเฉินของแกนปฏิกรณ์นิวเคลียร์ แต่การทดสอบล่าช้าจนถึงช่วงกลางคืน ก่อนเกิดแรงดันไอน้ำสูงขึ้นอย่างฉับพลัน แต่ระบบตัดการทำงานอัตโนมัติไม่ทำงาน ส่งผลให้เกิดความร้อนสูงขึ้นจนทำให้แกนปฏิกรณ์นิวเคลียร์หมายเลข 4 หลอมละลาย และเกิดระเบิดขึ้นในช่วงเช้ามืดวันที่ 26 เม.ย. 1986

ผลจากการระเบิด ทำให้เกิดขี้เถ้าปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีพวยพุ่งขึ้นสู่บรรยากาศยาวนานถึง 10 วัน ขี้เถ้าปกคลุมทางตะวันตกของสหภาพโซเวียต, ยุโรปตะวันออก, ยุโรปตะวันตก และยุโรปเหนือ พื้นที่กว่า 200,000 ตร.กม. ครอบคลุมพื้นที่ 71% ของประเทศเบลารุส, รัสเซีย และยูเครน ปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสี ทำให้ทางการของทั้ง 3 ประเทศต้องอพยพประชาชนรวมกว่า 336,000 คนไปตั้งถิ่นฐานใหม่ ขณะที่พื้นที่รัศมี 30 กม. รอบโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิล ถูกประกาศให้เป็นเขตอันตราย (exclusion zone)

เหตุระเบิดครั้งนี้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตทันทีหลังเกิดระเบิด จำนวน 31 คน โดยเป็นคนงานภายในโรงงานเชอร์โนบิล ขณะที่ รายงานในการประชุม ‘เชอร์โนบิล ฟอรัม’ ในปี 2005 ระบุว่า ในอนาคตอาจมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับกัมมันตภาพรังสีอีกกว่า 4,000 คน

Image # 4.

เมืองปริปยัต ใกล้เตาปฏิกรณ์หมายเลข 4 ที่เกิดระเบิด กลายเป็นเมืองร้างมานาน 30 ปี (ภาพ: AP)

ผลกระทบต่อสุขภาพยังดำเนินมาถึงปัจจุบัน

เป็นประเด็นถกเถียงกันมาอย่างยาวนานว่า กัมมันตภาพรังสีจากโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิล จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนอย่างไร ที่เห็นชัดที่สุดคือการเกิดมะเร็งต่อมไทรอยด์ ซึ่งหายาก โดยการศึกษาของคณะกรรมการวิทยาศาสตร์แห่งสหประชาชาติ (UNSCEAR) ในปี 2005 พบว่ามีเด็กและผู้เยาว์ป่วยเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์มากถึง 6,000 ราย

UNSCEAR ยังชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ว่าจะเกิดข้อบกพร่องทางพันธุกรรมในระยะยาว โดยพบทารกที่เกิดมาพร้อมกับความผิดปกติเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ในปีแรกๆ หลังเหตุภัยพิบัติเชอร์โนบิล

ในปัจจุบัน แม้ระดับการปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีในหลายพื้นที่จะลดระดับลงมา แต่ปัญหาเหล่านี้ก็ยังถูกพบเห็นในประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้เขตอันตราย โดย ดร.เรเชล เฟอร์เลย์ กุมารแพทย์ชาวอังกฤษ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ ‘สะพานสู่เบลารุส’ (Bridges to Belarus) ระบุว่า เธอเคยทำคลอดหญิงที่สัมผัสกับกัมมันตภาพรังสีหลายรายในเมืองโกเมล ของ เบลารุส และพบว่ามีเด็กบางคนเกิดมาพร้อมกับความพิการ ทารกคนหนึ่งเกิดมามี 2 หัว

ดร.เฟอร์เลย์ ยังพบด้วยว่า ในหมู่เด็กกว่า 800 คนในเมืองโกเมล ที่มูลนิธิของเธอให้การดูแล กว่าครึ่งป่วยเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์ ทั้งที่ตลอดชีวิตการทำงานในอังกฤษของเธอ เธอพบผู้ป่วยมะเร็งต่อมไทรอยด์เพียง 2 คนเท่านั้น

Image # 5.

ครอบครับของวิคตอเรีย เวโตรวา ในเมืองซาลีชานี ในทางตะวันตกเฉียงใต้ของโรงงานนิวเคลียร์เชอร์โนบิล ลูกของเธอคนหนึ่งป่วยเป็นมะเร็งไทรอยด์ (ภาพ: AP)

ด้าน ศาสตราจารย์คอนสแตนติน โลกานอฟสกี จากสถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์แห่งชาติยูเครน ผู้ศึกษากผลกระทบจากกัมมันตภาพรังสีต่อสุขภาพในระยะยาว ก็ออกมาเปิดเผยว่า กัมมันตภาพรังสีมีผลกระทบต่อเซลล์ประสาท

“ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการพิสูจน์แล้วว่าเซลล์ประสาทแบ่งตัว ดังนั้นมันจึงเสี่ยงอันตรายจากกัมมันตภาพรังสีมาก โดยเฉพาะเซลล์ในส่วนฮิปโปแคมปัส และสมองส่วนหน้า ซึ่งทำให้เกิดความบกพร่องต่างๆ เช่น ความบกพร่องทางสติปัญญา, ทางพฤติกรรม, ทางความคิด และทางอารมณ์ ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า จนกระทั่งฆ่าตัวตายได้” ศาสตราจารย์โลกานอฟสกี กล่าว

“แน่นอนว่าผู้สะสางสารกัมมันตภาพรังสีขั้นสุดท้าย (ที่เชอร์โนบิล จำนวนกว่า 500,000 คน), ผู้อพยพ, และเด็กๆ ได้รับกัมมันตภาพรังสีในระดับสูงสุด แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าคนเหล่านี้ส่งต่อผลกระทบไปยังลูกของพวกเขา หรือส่งต่อไปอีกหลายชั่วอายุคน”

Image # 6.

มาเรีย อูรูปา หญิงชาวยูเครนวัย 80 ปีผู้อาศัยอยู่ในเขตอันตราย ใกล้โรงไฟฟ้าเชอร์โนบิล (ภาพ: AFP)

30 ปีให้หลัง เหยื่อกลับถูกทิ้งในเงามืด

ขณะเดียวกัน ผู้อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ถูกจัดว่าปนเปื้อนรังสีใกล้กับเขตอันตรายในยูเครน ยังคงต้องใช้ชีวิตไปตามอัตภาพอย่างเงียบๆ พร้อมกับปัญหาสุขภาพระยะยาว โดยเฉพาะในเด็ก ซึ่ง ดร.ออคซานา คาดุน หัวหน้าแพทย์ของโรงพยาบาลอีวานคอฟ ในยูเครน ซึ่งอยู่ใกล้เขตอันตรายที่สุด ระบุว่า มีเด็กกว่า 4,000 คนในเขตปนเปื้อนมีปัญหาเกี่ยวกับทางเดินหายใจ และระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ผู้คนจำนวนมากจำต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่อันตรายเช่นนี้อย่างไม่มีทางเลือก อย่างเช่นหมู่บ้านแห่งหนึ่งในเขตที่ 4 ซึ่งถูกประกาศเป็นเขตปนเปื้อนรังสี แต่ไม่มากถึงขนาดต้องอพยพ ผู้คนทำงานในที่ดินเล็กๆ ด้วยมือเปล่า ไม่มีเงินแม้จะซื้ออาหาร ต้องเพาะปลูกอาหารของตัวเอง และปศุสัตว์บนที่ดินที่พวกเขารู้แก่ใจว่าปนเปื้อนรังสี “เราใช้ในสิ่งที่เรามี” นางอันนา โปโกเรโลวา ซึ่งอาศัยอยู่ในเขตนี้กับลูก 2 คน กล่าว

ท่ามกลางปัญหาทางสุขภาพ รวมทั้งปัญหาในด้านสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากกัมมันตภาพรังสี รัฐบาลยูเครนกลับดำเนินการตัดลดเงินทุน และสิทธิ์ประโยชน์สำหรับผู้ได้รับผลกระทบจากกัมมันตภาพรังสีในหลายภูมิภาคของประเทศ และจัดประเภทเขตที่เคยถูกจัดให้เป็นเขตปนเปื้อนรังสีใหม่ด้วย

มาตรการเหล่านี้หมายความว่า เหยื่อภัยพิบัติเชอร์โนบิล จะไม่ได้รับการช่วยเหลือสนับสนุนอย่างที่เคยได้ เช่น ยา ทุนการศึกษา และค่าเดินทาง โดยรัฐบาลยูเครนซึ่งกำลังประสบปัญหาทางการเงิน และเสี่ยงผิดชำระหนี้ต่างประเทศ อ้างว่าพวกเขาต้องเลือกตัวเลือกที่ยากลำบากเนื่องจากทรัพยากรมีจำกัด แต่ผู้ได้รับผลกระทบหลายคนกลับรู้สึกว่า รัฐบาลพยายามที่จะไม่สนใจสภาพของพวกเขามากกว่า

“เรามีความรู้สึกว่า พวกเขาอยากให้พวกเราตายไปเสียที” นาเดชดา มาคาเรวิช อดีตชาวเมืองปริปยัต ซึ่งตั้งอยู้ใกล้เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์หมายเลข 4 ที่สุด กล่าว

Image # 7.

โดมกักกันขนาดใหญ่เพื่อนำไปครอบปิดเตาปฏิกรณ์หมายเลข 4 จะสร้างเสร็จในปลายปีหน้าซึ่งคาดว่าจะป้องกันรังสีรั่วไหลได้นานถึง 100 ปี (ภาพ: AP)

ที่มา http://www.thairath.co.th/content/612944

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1093630210701797