คลังเก็บรายเดือน: ตุลาคม 2018

ไอเดียเจ๋ง รถไฟความเร็วสูงไม่ต้องหยุดรับส่งทุกสถานี (กรณีลงกันไม่กี่คน)

1540647312276

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px 

  จีนพัฒนารถไฟความเร็วสูงให้ไม่ต้องจอดรับส่งตามสถานี เฉพาะรถไฟสายปักกิ่ง-กวางเจาที่มีถึง 30 สถานี ช่วยประหยัดการเดินทางได้สองชั่วโมงครึ่ง ดูจากคลิปว่าทำได้อย่างไร
สรุป ก็คือให้คนที่จะลงสถานีหน้า ไปรอที่ตู้รถข้างหลัง พอถึงสถานีก็ตัดตู้รถออกโดยที่ขบวนใหญ่ไม่ต้องหยุด ส่วนคนที่จะขึ้นรถไฟที่สถานีนี้ก็รออยู่ในตู้รถต่างหาก แล้วค่อยวิ่งตามไปเชื่อมกับขบวนใหญ่ ทำแบบนี้รถไฟที่วิ่งเร็ว 300 กม.ก็ไม่ต้องเสียเวลาชะลอหยุดเสียเวลาเร่งความเร็วใหม่ และไม่ต้องหยุดรอที่สถานีให้คนขึ้น ไอเดียเจ๋งมาก

จอร์แดนทำโครงการหิน กลั่นน้ำทะเล-ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ทำการเกษตร

_103872213_9f9a3762-98ea-4aaa-829c-361ffc2a9884

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ภายในโรงเรือนปลูกผักที่มีการควบคุมอุณหภูมิ ผักสลัดอย่างร็อคเก็ต ผักกาดแก้ว และผักกาดฮ่องเต้แทงยอดใบขนาดจิ๋วโผล่พ้นจากแปลงดิน เช่นเดียวกับผักและผลไม้อีกหลายชนิด รวมทั้งสตรอว์เบอร์รี่ องุ่น แตงกวา โหระพา และมะเขือเทศอีกหลายพันธุ์ที่เริ่มผลิดอกออกใบในแปลงปลูกที่เรียงรายอยู่เป็นแถว

“โหระพายังไปกันคนละทิศละทางครับ” บเลส โจเว็ตต์ หัวหน้าทีม พูดอย่างเกรงใจ “ผมว่าจะเอาไว้ทำเพสโต (ซอสโหระพา)”

หากเหลียวมองดูสภาพภายนอกที่มีเพียงภูผาหิน ผืนดินอันแห้งแล้ง ปราศจากต้นไม้ มีเพียงกอหญ้าเล็ก ๆ ที่แกร่งพอที่จะยืนหยัดอยู่ได้โดยปราศจากน้ำปรากฏให้เห็นเป็นหย่อม ๆ แล้ว จะรู้เลยว่าโจเว็ตต์ ไม่จำเป็นต้องรู้สึกไม่ดีเลยที่โหระพาที่ปลูกไว้ไม่ดกงามเป็นระเบียบ

ที่นี่คือทะเลทรายในประเทศจอร์แดน จุดที่พูดถึงกันนี้อยู่ห่างจากชายแดนอิสราเอลไปเพียงไม่กี่กิโลเมตร และลึกเข้ามาในเขตทะเลแดงราว 15 กิโลเมตร ฟังดูแล้วออกจะเหลือเชื่อที่มีคนคิดจะมาทำฟาร์มเกษตรที่นี่ แต่จะว่าไปแล้ว มันอาจจะเหมาะเหม็งก็ได้

เปลี่ยนทะเลทรายที่แห้งแล้งเป็นสวนสวรรค์ด้วย “ลิควิด นาโน เคลย์”โรงเรือนปลูกผักกลางทะเลทราย
ในขณะที่โลกกำลังกังวลเรื่องการขาดแคลนอาหารที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต จอร์แดนกำลังหาวิธีทำการเกษตรที่จะเพิ่มผลผลิตอาหารให้มากขึ้น แต่ก็ต้องเผชิญปัญหาหลายอย่าง ตั้งแต่เรื่องน้ำ จอร์แดนเป็นประเทศที่มีทรัพยากรน้ำน้อยที่สุดเป็นอันดับสองของโลก โดยประชากร 1 คน ใช้น้ำโดยเฉลี่ยไม่ถึง 150 ลูกบาศก์เมตรต่อปี (สหรัฐฯ ใช้เกินกว่า 9,000 ลูกบาศก์เมตร) นอกจากนี้สภาพภูมิประเทศที่ 3 ใน 4 ประกอบไปด้วยทะเลทรายก็เป็นอุปสรรคอีกอย่างหนึ่ง การทำเกษตรในจอร์แดนต้องใช้ทรัพยากรน้ำในประเทศไปถึงครึ่ง แต่ให้ผลตอบแทนคิดเป็นสัดส่วนเพียง 3% ของจีดีพีเท่านั้น
สิ่งที่จอร์แดนมี และมีอยู่มากนั่นก็คือแสงแดด ในหนึ่งปีมีแดดออกประมาณ 330 วัน หรือคิดเฉลี่ยเป็นพลังงานไฟฟ้าได้ราว 5-7 กิโลวัตต์ ต่อชั่วโมงต่อพื้นที่หนึ่งตารางเมตร เทียบง่าย ๆ ว่าเป็นพลังงานสำหรับหลอดไฟธรรมดา ราว 100 ดวง เครื่องซักผ้า 10 เครื่อง หรือเครื่องปรับอากาศ 1 เครื่องนอกจากนี้จอร์แดนยังมีน้ำทะเล แม้ว่าดินแดนส่วนใหญ่จะไม่มีทางออกสู่ทะเล แต่ก็มีพื้นที่ราว 26 ตารางกิโลเมตรที่ติดกับทะเลแดง แม้จะไม่ใช่ชายฝั่งทะเลที่ยาว แต่ด้วยโครงการ The Sahara Forest Project ที่มีเป้าหมายผลิตน้ำจืด อาหาร และพลังงานหมุนเวียน ในประเทศที่มีสภาพอากาศร้อนระอุ จะช่วยให้จอร์แดนสามารถพลิกฟื้นผืนดินที่มีสภาพเป็นทะเลทรายซึ่งผู้คนไม่อาจอยู่อาศัยได้ ให้เป็นผืนดินที่ใช้เพาะปลูกพืชผักเพื่อการบริโภคได้

แนวคิดของโครงการนี้เรียบง่าย โดยจะใช้พลังงานแสงอาทิตย์สำหรับกระบวนการแยกเกลืออกจากน้ำทะเล และนำน้ำที่ได้ไปใช้สำหรับปลูกพืชผล (น้ำที่เหลือจะช่วยให้อากาศในโรงเรือนเย็นขึ้นด้วย) และในที่สุดแล้ว พืชผลก็จะช่วยดูดการ์ซคาร์บอนกลับสู่ดินด้วย

โครงการนี้นอกจากจะเป็นการใช้ทรัพยากรแบบยั่งยืนแล้ว หากโครงการขยายใหญ่ขึ้นถึงขึ้นทำในเชิงพาณิชย์ และหากเกษตรกรทั้งประเทศหันมาทำการเกษตรตามแนวทางนี้ ก็จะทำให้เกิดประโยชน์อีกประการหนึ่งคือ จอร์แดนจะสามารถส่งออกผลิตผลอันมีมูลค่าไปยังต่างประเทศได้ ในปัจจุบันจอร์แดนยังต้องพึ่งการนำเข้าอาหารอยู่ถึง 98 เปอร์เซ็นต์

ซิลวี แวบส์-แคนดอตติ เจ้าหน้าที่ด้านภาวะฉุกเฉินและการดูแลฟื้นฟูจากองค์การอาหารและเกษตรกรรรม ผู้ทำงานอยู่ในภูมิภาคนี้แต่ไม่ได้มีส่วนร่วมในโครงการนี้แต่อย่างใด บอกว่าจอร์แดนจะสามารถกลายเป็นผู้ส่งออกอาหารได้ หากมีความเชี่ยวชาญในกระบวนการผลิตวิธีนี้ มีเงินทุนและแหล่งน้ำที่มาจากการกระบวนการแยกเกลือเพียงพอ

หลังจากเริ่มโครงการไปได้ราวหนึ่งปี ขณะนี้โจเว็ตต์กำลังทดลองปลูกพืชผลบนพื้นที่ใหญ่ราวสนามฟุตบอล 4 สนาม แต่นี่ก็เป็นช่วงการทดลองเท่านั้น หากแนวความคิดนี้ได้ผลจริง พวกเขาวางแผนจะเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกเป็น 10 เฮกเตอร์ภายใน 2020 และจะเพิ่มเป็น 20 เฮกเตอร์ หลังจากนั้น

โรงเรือนเพาะปลูก

ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ขณะที่อุณหภูมิภายนอกสูงราว 30 องศาเซลเซียส อุณหภูมิภายในโรงเรือนอยู่ที่ 25 องศาเซลเซียส โจเว็ตต์บอกว่าพืชที่ปลูกอยู่ใกล้ผนังโรงเรือนได้รับความร้อนมากเกินไปจนตาย และพวกเขาต้องเลื่อนแปลงปลูกให้ห่างผนังมากขึ้นสำหรับการปลูกในรอบหน้า

ด้านหลังของโรงเรือน มีห้องแยกออกมาซึ่งมีการติดตั้งระบบปรับอากาศซึ่งสามารถทำให้อุณหภมูิในโรงเรือนลดลงได้มากถึง 15 องศาเซลเซียส นี่เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ สำหรับภูมิภาคที่อุณหภูมิในหน้าร้อนสูงได้ถึง 45 องศา

โรงเรือนปลูกผักกลางทะเลทราย

แฟรงค์ อัตโซลา ผู้จัดการสถานที่บอกว่า การทำงานของระบบนี้ไม่มีอะไรซับซ้อน นั่นก็คือการสูบน้ำเค็มเข้าไปยังท่อที่ติดตั้งอยู่ด้านบนของผนังโรงเรือนฝั่งหันหน้ารับลม บนตัวผนังเองมีผืนผ้าขึงไว้ตลอดแนวเพื่อดึงน้ำลง และเมื่อใดที่ลมพัดผ่าน น้ำก็จะระเหยและทำให้อากาศเย็นขึ้น ส่วนเกลือเข้มข้นที่เหลือก็จะติดอยู่กับผืนผ้าที่ว่า

พวกเขาแทบไม่จำเป็นต้องใช้พัดลมที่ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งไว้เลย เพราะผนังโรงเรือนฝั่งดังกล่าวถูกตั้งไว้ให้รับลมที่ผัดผ่านหุบเขาจากทิศเหนือแทบจะตลอดเวลา

ทีมงานบอกเองว่านี่ไม่ใช่นวัตกรรมใหม่ แต่ชาวเบดูอินก็ใช้พรมในลักษณะนี้เป็นเครื่องช่วยทำให้เต็นท์ที่อยู่อาศัยของพวกเขามีอากาศเย็นลง มานานหลายศตวรรษแล้ว

ความร้อนไม่ใช่ปัญหาเดียวที่พวกเขาต้องเผชิญ เพราะในตอนกลางคืนอุณหภูมิอาจลดลงเหลือ 7 องศาเซลเซียส แต่ความร้อนที่สะสมในท่อสูบน้ำทะเลที่โดนแดดเผาในตอนกลางวัน จะทำให้น้ำที่ปล่อยออกมาเพื่อรดต้นพืชในตอนกลางคืนมีสภาพไม่ต่างจากน้ำอุ่น

 

โรงเรือนปลูกผักกลางทะเลทราย

ในขณะนี้ทีมงานให้น้ำพืชผลภายในโรงเรือนมากกว่าที่รากพืชจะดูดซึมไว้ได้ และนำน้ำที่เหลือที่ไหลลงถังซึ่งติดตั้งไว้ในโรงเรือนไปใช้ในแปลงทดลองปลูกพืชนอกโรงเรือน โดยพวกเขาแบ่งดินออกเป็นแปลง ๆ เพื่อทดสอบดูว่าต้นไม้สามารถเจริญเติบโตในดินที่มีระดับความเค็มได้แค่ไหน หรือไม่ได้เลย และจากจำนวนพืช 864 ต้น ที่ปลูกไว้ภายนอก มีพืช 49 ต้นที่ตาย และมีพืชบางชนิดที่ปลูกไว้เพื่อบำรุงดินเท่านั้น

การขนน้ำทะเล

แม้ว่าพวกเขาจะเริ่มปลูกพืชในทะเลทรายได้แล้ว ปัญหาใหญ่ที่ยังมีก็คือ จะขนน้ำทะเลจากทะเลแดงที่ห่างออกไปถึง 15 กิโลเมตรมาได้อย่างไร ขณะนี้ พวกเขายังพึ่งการขนย้ายโดยรถบรรทุกทุก ๆ สองวัน ซึ่งไม่ใช่วิธีการที่ยั่งยืนแน่ นอนหากจะทำโครงการนี้อย่างเต็มตัว

ทางเลือกหนึ่งอาจเป็นการสร้างท่อในเส้นทางเดียวกับโครงการสร้างท่อเพื่อสูบน้ำจากทะเลแดงไปสู่ทะเลเดดซี หรืออาจจะใช้เส้นทางใต้ถนนใหญ่ใกล้ ๆ กับโรงเรือน แต่ก็เป็นเส้นทางที่ต้องพาดผ่านที่ดินของคนหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นของรัฐบาล หรือประชาชนทั่วไป

อย่างไรก็ตาม ทีมงานก็ยังรู้สึกมีความหวัง ขณะนี้พวกเขากำลังเตรียมงานวิจัยเพื่อแสดงให้คนเห็นว่าท่อส่งน้ำจะสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน สร้างงาน สร้างโอกาสทางธุรกิจ ไม่ใช่เพื่อโครงการ The Sahara Forest Project เท่านั้น การสนับสนุนที่พวกเขาได้รับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากราชวงศ์ของจอร์แดนและศาล ทำให้พวกเขาเชื่อว่าจะสามารถเริ่มโครงการได้ในปลายปีนี้

โรงเรือนปลูกผักกลางทะเลทราย

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : BBCThai

ใช้ชีวิตในประเทศไทย เป็นอย่างไรสำหรับคนพิการ

“ตอนผมอยู่ในช่วงอายุที่เพิ่งเริ่มทำงานใหม่ ๆ ตอนนั้นเงินเดือนแค่ 9 พันกว่าบาท ไม่มีเงินซื้อรถ ออกจากบ้านต้องนั่งแท็กซี่ไปทำงาน วันหนึ่งตีสัก 300 (บาท) คูณ 30 วัน ก็ 9 พัน เงินเดือนผมเหลือไหม นี่คือภาพความเป็นจริง”

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เมื่อ มานิตย์ อินทร์พิมพ์ ชายผู้นั่งอยู่บนวีลแชร์ ซึ่งขาทั้งสองข้างพิการซ้ำซ้อนจากกล้ามเนื้ออ่อนแรงและอุบัติเหตุ ย้อนนึกถึงประสบการณ์การเดินทาง ในช่วงที่กรุงเทพฯ ยังไม่มีขนส่งมวลชนอย่างรถไฟฟ้าหลายสิบปีที่แล้ว เขาอธิบายถึงภาวะการดำเนินชีวิตว่า “ต้องกระเสือกกระสน” และ “ใช้ความอึดของตัวเอง”

สองสิ่งที่ว่าคือ สิ่งที่มานิตย์บอกว่า คนพิการในไทยอย่างเขา ต้องพยายามดิ้นรนให้ตัวเองกระโดดขึ้นมามีคุณภาพชีวิตทัดเทียมกับคนอื่น

“จะเห็นว่าคนพิการในประเทศ มันเป็นภาพที่ไม่สวยงามเลย คนพิการไม่มีความรู้ คนพิการไม่มีงานทำ คนพิการต้องมานั่งขอทาน ถ้าเราสร้างคนพิการให้เดินทางได้ คนพิการก็จะสามารถพัฒนาเองได้”

ตอนนี้ มานิตย์อยู่ในวัย 49 ปี เขาเจ้าหน้าที่ไอทีของบริษัทแห่งหนึ่ง และเดินทางโดยการขับรถที่ดัดแปลงเกียร์เพื่อให้คนพิการขับได้ ทว่าประสบการณ์อันยากลำบากที่ผ่านมาทำให้เขากลายมาเป็นนักกิจกรรมเพื่อสิทธิคนพิการในการเข้าถึงขนส่งมวลชน เพื่อร่วมให้ข้อมูลแก่สาธารณะ และภาครัฐในการปรับปรุงขนส่งสาธารณะเพื่อให้คนพิการเข้าถึงและใช้ประโยชน์อย่างเท่าเทียม

แต่นี่เป็นเพียงส่วนเดียวที่คนพิการในไทยต้องเผชิญ แม้ประเทศไทยจะมีแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติมาแล้วเป็นฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2560-2564) แต่ว่าชีวิตของคนพิการในหลายส่วนของประเทศยังห่างไกลคำว่า มีคุณภาพชีวิตที่ดี

การเดินทางที่เท่าเทียม

ย้อนกลับไปในเดือน มี.ค. สื่อมวลชนรายงานข่าวว่ามานิตย์ทุบลิฟต์ของสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสอโศก เพราะลิฟต์ของสถานีถูกล็อค และเขาไม่สามารถขึ้นไปยังชานชาลาได้

เขากล่าวถึงเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า “เป็นการกระทำที่ไม่ดีนัก แต่ว่าจำเป็นสำหรับประเทศไทย” เพราะแม้ว่าในปี 2558 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งให้กรุงเทพมหานคร จัดทำลิฟต์ พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกบนรถไฟฟ้า แม้กระทั่งตอนนี้ กทม. ก็ยังสร้างไม่เสร็จและบางที่สร้างแล้วใส่ลิฟต์ไม่ครบพี่ซาบะ

เมื่อถามว่าคิดอย่างไร ที่การเข้าถึงขนส่งสาธารณะที่ควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐจัดบริการให้คนพิการ ต้องใช้วิธีการฟ้องร้อง มานิตย์บอกว่าในต่างประเทศก็มีเช่นนี้ แต่ไทยนั้นมีความแตกต่างออกไป

“ประเทศไทยฟ้องแล้ว ยังไม่สร้าง ศาลสั่งแล้วสร้างไม่เสร็จ บางที่สร้างแล้วใส่ลิฟต์ไม่ครบอีกด้วย” มานิตย์กล่าวกับบีบีซีไทย และเล่าว่า มีครั้งหนึ่งได้รับคำอธิบายจากผู้เกี่ยวข้องว่า คนพิการถ้าจะขึ้นรถไฟฟ้าให้นั่งแท็กซี่ข้ามไปหาลิฟต์อีกฝั่งหนึ่ง

มานิตย์ กล่าวว่า ปัจจุบันคนพิการในกรุงเทพมหานคร เข้าถึงรถไฟฟ้าได้เพียง 50 เปอร์เซ็นต์ จากปัญหาของลิฟต์และทางเข้าออก ซึ่งลิฟต์ที่บีทีเอสสร้างยังใช้งานไม่ได้จริงหลายแห่ง เนื่องจากการออกแบบการเข้าสู่ระบบสถานี ระบบเชื่อมต่อการขนส่งสาธารณะอื่น ไม่นับรวมเรื่องห้องน้ำสำหรับคนพิการที่ยังไม่มีโดยเฉพาะ

“การสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน ดีที่สุดต้องสร้างตั้งแต่เริ่มต้น เราจะเห็นปัญหาของบีทีเอส เป็นตัวบอกเลยว่า การสร้างทีหลังไม่ง่าย” มานิตย์ สะท้อนปัญหาของการเดินทางด้วยระบบรางในกรุงเทพฯ

“ผมมองว่า คนพิการไม่ว่าจะอยู่ กทม. ซึ่งเป็นศูนย์กลางของประเทศหรืออยู่ต่างจังหวัด แม้จะความต้องการต่างกัน แต่ลึก ๆ แล้วเหมือนกัน นั่นหมายความถึงให้พวกเขาเดินทางได้ ให้พวกเขาไปโรงเรียนได้ ไปห้างสรรพสินค้า ไปทำงานได้ เมื่อพวกเขามีรายได้ เศรษฐกิจก็จะหมุน นี่คือการทำให้คนพัฒนาอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่เรื่องคนพิการ จริง ๆ มันเป็นภาพรวมที่เป็นเรื่องเดียวกัน” มานิตย์ กล่าวกับบีบีซีไทย

  • คนพิการอยากเห็นอะไรในการเดินทางขนส่งมวลชน เพิ่มขนาดตัวอักษรให้ใหญ่ขึ้น หรือการใช้สี สัญญาณไฟ เพื่อให้ผู้พิการทางการได้ยิน สามารถเห็นได้ชัดเจน รถเมล์มีเสียง บอกสายรถเมล์เมื่อเข้าป้าย สำหรับผู้บกพร่องทางการมองเห็น

“การศึกษาในฝัน” ของผู้บกพร่องทางการได้ยิน

บีบีซีไทยไปสนทนากับสุทธิพงษ์ สุคำหล้า จอม- วีรภัทร ชูพรหมแก้ว นักศึกษาผู้พิการทางการได้ยิน ที่สาขาหูหนวกศึกษา วิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล โดยผ่านล่ามภาษามือ 2 คน

พวกเขาบอกว่าทางวิทยาลัยมีระบบบัดดี้ ซึ่งก็คือ นักศึกษาที่สามารถได้ยินเป็นปกติจะต้องคอยสนับสนุนนักศึกษาที่พิการทางการได้ยิน ในกรณีของทั้งสองคน พวกเขามี ติว-ลดาวัลย์ ปัญญาแก้ว นักศึกษาที่สาขาเดียวกันคอยให้ความช่วยเหลือทั้งเรื่องชีวิตการเรียนและชีวิตประจำวันในรั้วมหาวิทยาลัย

วิทยาลัยราชสุดา

สุทธิพงษ์ ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงของการออกปฏิบัติฝึกสอน บอกกับบีบีซีไทยว่า การเรียนที่นี่ต่างจากตอนเรียนมัธยม ที่มีครูแปลภาษามือเป็นคำ ๆ มีบ้างหลายครั้งที่เขาไม่เข้าใจบทเรียน แต่ที่นี่การมีล่ามภาษามือเป็นสิ่งที่แม็กเห็นว่าสำคัญต่อการเรียนของเขา

ในชั้นเรียน จะมีล่ามภาษามือ 2 คนที่คอยแปลที่อาจารย์สอน, เจ้าหน้าที่โสตทัศนศึกษาที่คอยบันทึกวิดีโอ รวมทั้งเจ้าหน้าที่จดคำบรรยายในชั้นเรียน หลังจากนั้นสื่อทั้งวิดีโอและคำบรรยายเหล่านี้จะถูกนำไปไว้ในระบบอินทราเน็ตเพื่อให้นักศึกษาผู้พิการทางการได้ยินสามารถทบทวนบทเรียน

 

สุทธิพงษ์บอกว่าโรงเรียนสำหรับคนหูหนวกที่เขาอยากเห็น ควรจะเป็นรูปแบบการสอนที่ควบคู่กันกับผู้ที่มีการได้ยินทั่วไป เพื่อให้คนหูหนวกพัฒนาได้ ทั้งภาษามือและภาษาไทย

“คนหูหนวกทั่วไปอยากได้ล่ามภาษามือ ถ้ามีล่ามภาษามือก็เหมือนเป็นสื่อกลางที่ช่วยให้เราสามารถถ่ายทอดสิ่งที่เราต้องการได้ แล้วก็ขจัดปัญหาอุปสรรคได้ ถ้าคนหูหนวกจะเรียนหรืออบรม หากมีล่ามภาษามือช่วยแปลเนื้อหานั้น ๆ ก็จะสามารถเรียนรู้ได้อย่างครบถ้วน และถ่ายทอดสิ่งที่ตัวเองต้องการสื่อได้”

โอกาสทางการทำงานของคนพิการทางการมองเห็น

เป็นครั้งที่แรก ๆ ที่ หทัยรัตน์ จตุรวัฒนา คนพิการทางการมองเห็น วัย 27 ปี มากรุงเทพฯ ด้วยตัวเอง โดยที่ไม่ได้เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวกับคนรู้จัก

บีบีซีไทยนัดพบเธอที่สถานีรถไฟฟ้าบางหว้า ปลายทางที่เดินทางมาจากบ้านใน จ.นครปฐม เราสื่อสารกันด้วยโทรศัพท์มือถือเพื่อถามพิกัดของเธอบนสถานี ก่อนเสียงปลายสายจะกลายเป็นเสียงจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของรถไฟฟ้า ที่เป็นคนบอกบริเวณที่แน่ชัดที่เราจะได้พบกับเธอ

หทัยรัตน์ เกิดมาด้วยด้วยสายตาที่มองเห็นได้เพียงข้างเดียว จนกระทั่งอายุ 14-15 ปี ก็สูญเสียการมองเห็นทั้งสองข้าง

เธอเล่าประสบการณ์การไปสมัครเรียนเข้าชั้นมัธยมหลังจากตาบอดทั้งสองข้าง

_103942240_45393921882_35369998d5_o

” ผอ.โรงเรียนบอกว่า ไม่รับคนพิการ ก็เข้าใจนะว่าไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะสอนยังไง แต่เด็กคนหนึ่งอายุ 11-12 ขวบ ก็รู้สึกว่า เราจะไม่ได้เรียนหนังสือต่อเหรอ เลยรวบรวมความกล้าทั้งหมด ขึ้นไปคุยกับ ผอ. บอกครูคะหนูอยากเรียนจริง ๆ รับหนูไว้เถอะ ไม่ต้องสอนหนูแบบ คนตาบอดก็ได้ สอนหนูเหมือนกับว่าเป็นคน ๆ หนึ่ง เป็นเด็กทั่วๆ ไป เดี๋ยวหนูเรียนเอง”

จากวันนั้นจนเรียนจบชั้นปริญญาตรีเป็นบัณฑิตเกียรตินิยมอันดับ 1 จากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม หทัยรัตน์ บอกกับบีบีซีไทยว่า เธอเรียนในสถาบันการศึกษาที่ไม่มีสื่อการเรียนการสอนสำหรับผู้พิการทางสายตาเลย

“เราขวนขวายเองมาตลอด ไม่มีหนังสือเรียนอักษรเบรลล์ อยากเรียนมหาวิทยาลัยก็ใช้วิธีการให้เพื่อนอ่านหนังสือ อัดเสียง หรือว่าเวลาครูสอนในชั้น ก็จะจดเป็นอักษรเบรลล์สำหรับคนตาบอด หรือไม่ก็ใช้คอมพิวเตอร์พิมพ์”

หลังจากก้าวสู่โลกของวัยทำงาน ก่อนจะผันตัวมาทำข้อมูลรายการโทรทัศน์ และก็เขียนบทกวีไปด้วย หทัยรัตน์เคยสมัครงานตามสถานประกอบการ “ไปสมัครที่ไหนก็ไม่รับ เพราะว่าเป็นคนตาบอด” เธอบอกกับเรา

แม้ปัจจุบันจะมีกฎหมายที่ให้บริษัทห้างร้านต่าง ๆ ที่มีพนักงาน 100 คนขึ้นไป ต้องมีสัดส่วนรับคนพิการ 1 คน เข้าทำงาน ตามมาตรา 33 และ 35 ของ พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ 2550 แต่หทัยรัตน์ เล่าสิ่งที่เธอเคยเจอมาว่า สถานประกอบการมักจะมีทัศนะคิดว่า คนตาบอด “ทำอะไรไม่ได้” และรู้สึกว่าคนพิการแขนขาขาด ทำได้มากกว่า

“เขาบอกเราตรง ๆ นะ ว่าไม่รู้ว่าจะรับมาแล้วจะใช้ทำงานอย่างไร ทั้งที่เราก็บอกแล้วว่า เราใช้คอมฯ ได้ ทำอะไรได้หมด บางทีเขาก็บอกว่าสถานที่ไม่เอื้ออำนวยบ้าง” หทัยรัตน์เล่า

“เขาอาจจะติดภาพที่เคยเห็นว่าคนตาบอด ก็ร้องเพลง ขายล็อตเตอรี่ ทำได้แค่นั้น”

ตำแหน่งงานคนพิการ 2.2 หมื่น ที่ไม่ถูกจ้าง

อภิชาติ การุณกรสกุล ประธานกรรมการมูลนิธิมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม อธิบายให้บีบีซีไทยฟังถึงสถานการณ์การจ้างงานคนพิการของสถานประกอบการว่า ตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ 2550 สถานประกอบการทั่วประเทศต้องจ้างคนพิการทั้งประเทศราว 55,000 อัตรา

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง มีการจ้างคนพิการไม่ถึงร้อยละ 60 ซึ่งหมายถึง มีอีก 22,000 อัตรา ที่คนพิการที่ควรจะถูกจ้างงาน และตามกฎหมาย หากไม่ได้จ้างคนพิการ สถานประกอบการสามารถจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเพื่อคนพิการได้

จาก 4 ปี ที่ผ่านมาพบว่ามีเงินเข้าทุนราว 8 พันล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

เขาอธิบายอีกว่า สถานการณ์คนพิการปัจจุบันเกินร้อยละ 90 มีการศึกษาหยุดอยู่แค่ประถมศึกษาหรือต่ำกว่า และเกินร้อยละ 50 อยู่ในเขตชนบท

 

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : BBCThai

Social Credit เครื่องมือควบคุมชีวิตประชาชนเต็มรูปแบบของรัฐบาลจีน?

_103765538_socialrankingimage

รองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ ของสหรัฐฯ ออกโรงวิจารณ์แผนการของจีนในการใช้ระบบความน่าเชื่อถือทางสังคม (Social Credit System) ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นความพยายามของทางการจีนในการเข้าสอดส่องและควบคุมวิถีชีวิตในทุกแง่มุมของประชาชน

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

นายเพนซ์ กล่าวสุนทรพจน์เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า “กลุ่มผู้ปกครองจีนต้องการใช้ระบบสอดส่องพลเมืองของตนเองเพื่อมุ่งควบคุมชีวิตมนุษย์ในทุกด้าน ด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า คะแนนความน่าเชื่อถือทางสังคม (social credit score)”

รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ อ้างอิงถึงระบบสอดส่องควบคุมพลเมืองที่เรียกว่า Orwellian system ซึ่งเป็นระบบที่รัฐบาลพยายามเข้าไปควบคุมชีวิตทุกด้านของประชาชนแบบเดียวกับในนวนิยายขายดีของ จอร์จ ออร์เวลล์ เรื่อง 1984 ที่มีเนื้อหาเสียดสีระบอบการปกครองแบบเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จ โดยเนื้อเรื่องในนวนิยายกล่าวถึง รัฐโอชันเนียที่ตั้ง “กระทรวงแห่งความจริง” (Ministry of Truth) เพื่อสร้าง “ความจริงประดิษฐ์” ขึ้นมา และยังมีกฎหมายให้ประชาชนเปิดโทรทัศน์ไว้ 24 ชั่วโมง เพื่อให้รัฐคอยสอดส่องพฤติกรรมผ่านซีซีทีวีแบบพิเศษ โดยคำขวัญที่ชาวโอชันเนียต้องจำให้ขึ้นใจคือ “Big Brother is watching you” หรือ พี่เบิ้มกำลังจับตาพวกแกอยู่

ด้านรัฐบาลจีนยืนยันว่าระบบ Social Credit จะสร้างความไว้วางใจและให้รางวัลแก่ “ผู้ที่แจ้งการกระทำที่ละเมิดความไว้วางใจ”

นี่คือความพยายามของจีนที่กำลังสร้างระบบที่ควบคุมชีวิตของพลเมืองทั้งในด้านสังคมและการเมืองอยู่หรือไม่?

การสร้างความไว้วางใจ

ในระบบนี้ พลเมืองจีนจะต้องเข้าร่วมในระบบที่จัดอันดับพฤติกรรมและทัศนคติทางสังคม ซึ่งอาจส่งผลร้ายต่อผู้ที่ไม่ปฏิบัติตาม

แม้จะมีสัญญาณว่าระบบนี้จะถูกนำไปใช้เป็นวงกว้างทั่วประเทศ แต่ดูเหมือนว่าชาวจีนจำนวนมากจะสนับสนุนแนวคิดนี้

ในหลายประเทศ “ความน่าเชื่อถือทางการเงิน” (financial creditworthiness) อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการกู้ยืมเงินจากธนาคารหรือการทำธุรกิจประเภทอื่น ๆ

แต่ระบบ Social Credit ที่รัฐบาลจีนเสนอให้ใช้ครอบคลุมทั่วประเทศภายในปี 2020 นั้น จะมีผลต่อประชาชนมากกว่านั้น โดยจะจัดอันดับบุคคลตามเกณฑ์ชี้วัดที่ทางการเรียกว่า “ความน่าไว้วางใจ” (trustworthiness) ระบบนี้ยังครอบคลุมไปถึงบริษัทและองค์กรต่าง ๆ ด้วย

ประเด็นสำคัญของระบบนี้คือ รัฐบาลมุ่งเป้าที่จะประเมินระดับความน่าไว้วางใจทางสังคมจากปัจจัยด้านต่าง ๆ ตั้งแต่สินค้าที่ประชาชนซื้อ ไปจนถึงพฤติกรรมทางสังคมหรือแม้แต่ทางการเมือง

_103764849_cfcbc762-64dc-4c62-9663-8982f360b97a

หากประชาชนละเมิด “ความไว้วางใจ” เช่น การสูบบุหรี่ในพื้นที่ต้องห้าม หรือชำระภาษีล่าช้า บุคคลเหล่านี้จะถูกตัดคะแนน ในทางกลับกัน ประชาชนจะได้คะแนนเพิ่มหากทำความดี เช่น การทำงานเพื่อการกุศล

ในทางปฏิบัติ ระบบคะแนนนี้จะอยู่ในรูปของ”บัญชีดำ″ สำหรับผู้มีคะแนนเป็นลบ และ “บัญชีแดง” สำหรับผู้มีคะแนนเป็นบวก

ระบบนี้เริ่มใช้ในเมืองหรงเฉิง มณฑลชานตง ทางภาคตะวันออกของจีนแล้ว โดยประชาชนจะได้รับคะแนน 1,000 คะแนน ซึ่งสามารถเพิ่มหรือลดได้ตามกิจกรรมที่ทำ เช่น จะถูกตัดคะแนนหากได้ใบสั่งเพราะทำผิดกฎจราจร หรือจะได้คะแนนเพิ่มหากให้ความช่วยเหลือครอบครัวที่ด้อยโอกาส

เมื่อปีที่แล้ว ศาลประชาชนสูงสุด (Supreme People’s Court) ของจีน ระบุว่า มีพลเมืองราว 6.15 ล้านคน ถูกห้ามไม่ให้โดยสารเครื่องบินจากการกระทำผิดทางสังคม

ที่เป็นเช่นนี้ไม่ใช่เพราะพวกเขามีประวัติการก่อปัญหาในการเดินทางด้วยเครื่องบินเท่านั้น แต่ยังอาจมาจากการที่พวกเขากระทำผิดฐานเผยแพร่ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับการก่อการร้าย, ใช้ตั๋วที่หมดอายุ หรือสูบบุหรี่ในสถานที่ต้องห้าม

การจัดคะแนนความน่าเชื่อถือผู้บริโภค

นี่เป็นโครงการของภาคเอกชนที่เริ่มใช้แล้ว โดยทางการให้ใบอนุญาต 8 บริษัทในการประเมินคะแนนความน่าไว้วางใจและคุณสมบัติอื่น ๆ

หนึ่งในบริษัทเหล่านี้ คือ Sesame Credit ธุรกิจในเครืออาลีบาบา ยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซของจีน ซึ่งมีระบบสำหรับสมาชิกที่สมัครใจ โดยผู้ใช้ระบบนี้จะได้แต้มเพิ่มหากซื้อสินค้าสำหรับครอบครัว เช่น ผ้าอ้อมเด็ก หรือชวนเพื่อนมาเป็นสมาชิก แต่หากซื้อสินค้าบางประเภทเช่น วิดีโอเกม ก็อาจถูกตัดแต้มได้

_103765978_hi049577355

หากลูกค้ามีคะแนนสะสมสูงก็จะได้สิทธิพิเศษต่าง ๆ เช่น หากใช้บริหารหาคู่ Baihe.com โปรไฟล์ของบุคคลนั้นก็จะปรากฏให้ผู้ใช้งานคนอื่นได้เห็นมากขึ้น

หากลูกค้ามีคะแนนมากพอก็อาจสามารถเช่ารถโดยไม่ต้องวางเงินมัดจำ หรือใช้บริการเช็คอินวีไอพีที่ท่าอากาศยานนานาชาติปักกิ่งได้

ดร.หมิง จิง เจิง ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนของมหาวิทยาลัยซูริกในสวิตเซอร์แลนด์ ระบุว่า ระบบนี้มีความซับซ้อนกว่าระบบการตลาดที่มุ่งสร้างความภักดีของลูกค้าที่มีต่อธุรกิจ

“Sesame Credit ให้แต้มลูกค้าโดยพิจารณาจากประวัติเครดิต, พฤติกรรมการบริโภค, ความสามารถในการทำสัญญาตามกฎหมายได้, ข้อมูลส่วนบุคคล, อุปนิสัย และเครือข่ายทางสังคม”

สิ่งที่ “ควรทำ″ และ “ไม่ควรทำ″

ยังไม่มีใครทราบชัดเจนว่าระบบ Social Credit ที่รัฐบาลจีนจะเริ่มใช้ทั่วประเทศในปี 2020 จะมีการทำงานอย่างไร

“บรรดาผู้สังเกตการณ์ต่างไม่ทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้น” นายจอห์น ลอเกอร์ควิสต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนจากมหาวิทยาลัยสตอกโฮล์มในสวีเดนกล่าว

อย่างไรก็ตาม นายโรจิเยร์ ครีเมอร์ส จากมหาวิทยาลัยไลเดนในเนเธอร์แลนด์ ชี้ว่า “ระบบ Social Credit ของรัฐบาลจะเป็นการขยายอำนาจของกฎหมายและการบังคับใช้ที่มีอยู่ในปัจจุบัน” ของรัฐบาลจีน อย่างก็ตาม เขาเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ว่าระบบนี้จะดำเนินไปในรูปของการใช้หลายมาตรการเพื่อจัดอันดับและให้คะแนนพลเมือง มากกว่าจะเป็นการใช้ระบบควบคุมเพียงระบบเดียว_103765982_gettyimages-1011854320

การคำนวณคะแนนของประชาชนนั้นรัฐบาลจะต้องใช้ข้อมูลมหาศาล ซึ่งบรรดานักวิเคราะห์เชื่อว่า มีความเป็นไปได้ว่าทางการจีนจะใช้ข้อมูลการใช้จ่ายของระบบชำระเงิน WeChat Pay และ Alipay ตลอดจนข้อมูลสาธารณะและกิจกรรมอื่น ๆ เช่น ข้อมูลการใช้บริการโรงแรม ร้านอาหาร สถานภาพการสมรส และข้อมูลโรงเรียน เป็นต้น

นอกจากนี้ ทางการจีนจะเก็บข้อมูลส่วนบุคคลจากกล้องซีซีทีวี, โดรน, เทคโนโลยีการจดจำใบหน้าในที่สาธารณะ และพฤติกรรมทางออนไลน์ของพลเมืองด้วย

ที่ผ่านมาจีนทุ่มงบประมาณมหาศาลในเครือข่ายการสอดส่องความเรียบร้อยในประเทศ และเชื่อกันว่าจีนมีการใช้ระบบจดจำใบหน้าที่ล้ำสมัยในเขตปกครองตนเองซินเจียง ซึ่งมีชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมอุยกูร์อาศัยอยู่

 

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : BBCThai

ผลวิจัยชี้ ‘การทำความสะอาดมือด้วยยาฆ่าเชื้อ’ ช่วยลดการขาดเรียนของเด็กได้

4A32FC33-5B33-4D00-8DDB-90F7FE4AAC7E_cx0_cy35_cw57_w1023_r1_s

แต่นักระบาดวิทยาเตือนว่าวิธีล้างหรือทำความสะอาดมืออย่างถูกต้องก็สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เด็กเล็กมักมีปัญหาน้ำมูกไหลและเจ็บคอเป็นประจำ และผลการศึกษาในสเปน ซึ่งทำกับเด็กอายุต่ำกว่าสามขวบรวม 911 คน พบว่าวิธีที่เด็กเหล่านี้ทำความสะอาดหรือล้างมือ จะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อและการขาดเรียนได้

นักวิจัยของสเปนศึกษาเด็กสามกลุ่ม โดยกลุ่มหนึ่งใช้ยาฆ่าเชื้อหรือ hand sanitizer เพื่อทำความสะอาดมือ ส่วนอีกกลุ่มล้างมือด้วยสบู่กับน้ำ และกลุ่มที่สามล้างมือด้วยน้ำเพียงอย่างเดียว

ผลการศึกษาพบว่า เด็กที่ใช้ยาฆ่าเชื้อเพื่อทำความสะอาดมือนั้นจะขาดเรียนน้อยกว่ากลุ่มที่ล้างมือด้วยสบู่กับน้ำ และน้อยกว่ากลุ่มที่ล้างมือด้วยน้ำเปล่าเพียงอย่างเดียวตามลำดับ

โดยถ้าคิดเป็นตัวเลขแล้ว เด็กกลุ่มที่ล้างมือด้วยสบู่กับน้ำ จะมีโอกาสติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ เช่น น้ำมูกไหล ไอ หรือเจ็บคอ มากกว่ากลุ่มเด็กที่ใช้ยาฆ่าเชื้อทำความสะอาดมือถึง 21%

ถึงแม้ผู้เชี่ยวชาญซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการศึกษานี้จะชี้ว่า การวิจัยดังกล่าวยังขาดรายละเอียดอยู่ก็ตาม แต่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องระบาดวิทยาอธิบายว่า วิธีที่ใช้เพื่อฆ่าเชื้อหรือทำความสะอาดนั้นก็มีความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนการหยิบจับอาหารเข้าปาก หลังจากที่ไอและจาม หรือสั่งขี้มูก เป็นต้น

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคหรือ CDC ของสหรัฐฯ แนะนำว่าการล้างมือด้วยสบู่กับน้ำที่ถูกวิธีนั้น คือการถูมือเป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที ซึ่งเท่ากับการร้องเพลง Happy Birthday ตั้งแต่ต้นจนจบสองครั้ง

และการล้างมือด้วยสบู่แบบนี้ต้องรวมถึงการฟอกที่หลังมือ ทำความสะอาดนิ้วและซอกนิ้ว รวมทั้งบริเวณใต้เล็บด้วย

ส่วนการทำความสะอาดมือด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อหรือ sanitizer ซึ่งมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์นั้น ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ แนะนำให้เทน้ำยาฆ่าเชื้อลงบนมือข้างหนึ่ง และถูเข้าที่บริเวณฝ่ามือทั้งสองข้าง รวมทั้งที่นิ้วให้ทั่วจนกระทั่งแห้ง

อย่างไรก็ตาม CDC เตือนว่า น้ำยาฆ่าเชื้อหรือ sanitizer จะใช้ไม่ได้ผลดีหากมือสกปรกเป็นอย่างมาก หรือเป็นมัน

ที่มา : https://www.voathai.com/a/hand-sanitizer-sick-children-ct/4608774.html

วงการแพทย์งุนงง!! โรคลึกลับทำให้เด็กเกิดอาการไขสันหลังอ่อนแอเฉียบพลัน

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ต่างพากันงุนงงกับอาการเจ็บป่วยที่ลึกลับ และไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก ซึ่งดูเหมือนว่าสามารถทำร้ายเด็กจนเป็นอัมพาตได้

0C6B5D65-0EDF-48BC-9690-E281D8B72714_w1023_r1_s

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา แพทย์ยืนยันว่ามีผู้ป่วยไขสันหลังอ่อนแอเฉียบพลันถึง 62 รายใน 22 รัฐ และยังมีผู้ที่อาจจะเจ็บป่วยด้วยอาการเดียวกันนี้และกำลังได้รับการตรวจวินิจฉัยอีก 65 ราย

Nancy Messonnier เจ้าหน้าที่ระดับสูงแห่งศูนย์ควบคุมโรค กล่าวว่า ยังมีสิ่งต่างๆ อีกมากมายที่เรายังไม่ทราบเกี่ยวกับ AFM (Acute Flaccid Myelitis) หรืออาการไขสันหลังอ่อนแอเฉียบพลัน และไม่ว่าจะพยายามมากแค่ไหน แต่ก็ยังไม่สามารถระบุสาเหตุของอาการเจ็บป่วยที่ลึกลับนี้ได้

แต่ที่ทราบแน่นอนคือ กว่า 90% ของผู้ที่มีอาการเจ็บป่วยนี้เป็นเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี

ผู้ป่วยโรคนี้มักจะเกิดปัญหาจากกล้ามเนื้ออ่อนแรงและเป็นอัมพาตบริเวณใบหน้า คอ หลัง แขนและขา อาการอัมพาตเกิดขึ้นภายในหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่เด็กๆ มีไข้ และมีอาการเจ็บป่วยที่ระบบทางเดินหายใจ

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการรักษาเฉพาะทางสำหรับโรคนี้ ส่วนใหญ่แล้วอาการนี้จะหายไปเอง แต่สำหรับผลกระทบในระยะยาวนั้นยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด

Nancy Messonnier กล่าวว่าโรคนี้เป็นโรคที่ร้ายแรง ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพได้ตัดเชื้อไวรัสบางอย่างซึ่งเชื่อว่าไม่ได้เป็นสาเหตุของโรคนี้ออกไป เช่น ไวรัสโปลิโอ และไวรัสเวสท์ไนล์

แต่สิ่งที่ทำให้แพทย์สับสนมากก็คือ จำนวนผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้นเพียงปีเว้นปีเท่านั้น กล่าวคือเด็กป่วยเป็นโรคนี้กันมากเมื่อปี ค.ศ. 2014, 2016 และในปีนี้ ส่วนปี 2015 และ 2017 มีผู้ป่วยโรคนี้เพียงไม่กี่ราย

แพทย์พยายามผลักดันให้พ่อแม่ดูแลบุตรหลานขั้นพื้นฐาน เช่น การล้างมือ และการฉีดสเปรย์กันแมลงเพื่อป้องกันยุงกัด และฉีดวัคซีนให้ครบตามกำหนด

ถ้าหากลูกๆ ของคุณรู้สึกอ่อนแอ หรือกล้ามเนื้อแขนขาอ่อนแรง ควรให้แพทย์ตรวจวินิจฉัยทันที

ที่มา : https://www.voathai.com/a/mystery-disease/4621265.html

IBM จับมือ Symrise พัฒนา AI ที่สามารถปรุงน้ำหอมได้ เพื่อเป็นผู้ช่วยนักปรุงน้ำหอมมืออาชีพ

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

14882_181026003414x7

IBM Research และ Symrise หนึ่งในผู้ผลิตน้ำหอมยักษ์ใหญ่ ร่วมกันผลิตปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สามารถปรุงน้ำหอมกลิ่นใหม่ๆ ขึ้นได้ ด้วยการใช้ Machine Learning (การเรียนรู้ของสมองกล) ในการกลั่นกรองส่วนผสม, สูตรต่างๆ นับพันๆ ชนิด รวมถึงเทรนด์ของอุตสาหกรรมน้ำหอม เพื่อให้ได้น้ำหอมที่มีการผสมผสานอย่างเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งทาง IBM หวังจะใช้ประโยชน์จาก AI เพื่อช่วยเหล่านักปรุงน้ำหอมในการออกแบบน้ำหอมกลิ่นใหม่ๆ  มากกว่าจะหวังให้ AI เข้ามาแทนที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการดมกลิ่นน้ำหอม

โดย AI ดังกล่าว มีชื่อเรียกว่า “Philyra” ตามชื่อเทพเจ้าน้ำหอมของกรีก จะทำหน้าที่ในการดูส่วนผสม และวัตถุดิบนับพันๆ ชนิด เพื่อระบุถึงรูปแบบ และการผสมผสานใหม่ๆ ในการหาช่องว่างของตลาดน้ำหอมที่อาจจะเกิดขึ้นได้ (ดูว่ายังขาดน้ำหอมกลิ่นใด) จากนั้นก็จะผลิตกลิ่นใหม่ขึ้นมาด้วยการหาตัวเลือกของวัตถุดิบต่างๆ และคาดคะเนปริมาณในการใช้น้ำหอม โดยอิงจากรูปแบบการใช้งานของคน รวมถึงดูปฏิกิริยาต่อกลิ่นน้ำหอมของคนว่ามีแนวโน้มเป็นอย่างไร ก่อนจะนำมาเปรียบเทียบกับกลิ่นน้ำหอมที่มีอยู่ ซึ่งการวิเคราะห์แบบกว้างและเจาะลึกได้อย่างทันท่วงทีของ AI สามารถช่วยงานนักปรุงน้ำหอมได้อย่างแท้จริง อีกทั้งยังช่วยให้พวกเขาต่อกรกับคู่แข่งสำคัญได้ด้วย

ทั้งนี้ Philyra กำลังอยู่ระหว่างผลิตน้ำหอมด้วยกันสองกลิ่น ซึ่งมีกำหนดจะเปิดตัวในนามแบรนด์ O Boticário ในประเทศบราซิลช่วงกลางปี 2019 โดยน้ำหอมทั้งสองกลิ่นนั้นมีการปรับกลิ่นเพียงเล็กน้อยโดยนักปรุงน้ำหอมระดับปรมาจารย์ เพื่อให้แน่ใจว่าได้เน้นย้ำในส่วนที่สำคัญ และให้มั่นใจได้ว่าน้ำหอมที่ผลิตขึ้นมาจะมีกลิ่นติดผิวได้ยาวนานเพียงพอ ซึ่งทาง Symrise วางแผนว่าจะจัดจำหน่ายเทคโนโลยี AI นี้ให้กับบรรดานักปรุงน้ำหอมระดับปรมาจารย์ทั่วโลก รวมถึงนำไปช่วยฝึกสอนนักเรียนในโรงเรียนปรุงน้ำหอมของทางบริษัทเองด้วย

 

ที่มา : https://news.thaiware.com/14882.html

 

 

ผูกเงื่อนเก่งที่สุด ก็หูฟังของเรานี่แหละ นักวิทยาศาสตร์เผยว่าผูกเงื่อนที่แตกต่างได้ 120 รูปแบบ

ผูกเงื่อนเก่งที่สุด ก็หูฟังของเรานี่แหละ นักวิทยาศาสตร์เผยว่าผูกเงื่อนที่แตกต่างได้ 120 รูปแบบ

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เป็นเรื่องที่น่าปวดหัวไม่น้อยเลยสำหรับคนที่มีเสียงดนตรีอยู่ในหัวใจ ที่ในทุกครั้งที่เราพยายามม้วนเก็บสายหูฟังลงในกระเป๋าอย่างบรรจง และในครึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น เราก็หยิบสายหูฟังขึ้นมาแล้วพบว่ามันพันม้วนกันเป็นก้อนไม่ต่างอะไรกับลูกบอล แลัวทำไมหล่ะสายหูฟังถึงได้พันกันเองง่ายนัก?

และในตอนนี้นักวิทยาศาสตร์ก็มีคำตอบให้กับปริศนาอันดำมืดนี้แล้ว โดยผลงานการวิจัยนี้ได้รับการเผยแพร่บนเว็บไซต์ของ Discover Magazine

นักวิทยาศาสตร์รายงานผลการวิจัยของเขาว่า “เป็นที่รู้กันดีว่าสายอะไรก็แล้วแต่ที่ได้รับการแกว่งหรือกระแทก มันก็มีแนวโน้มที่สายนั้นจะพันกันเป็นเงื่อน แต่อย่างไรก็ดี องค์ประกอบที่ทำให้เกิดการฟอร์มตัวเป็นเงื่อนที่มีรูปแบบแตกต่างกันได้อย่างมากมายนั้น ยังไม่มีคำอธิบายอย่างแน่ชัด”

นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า พวกเขาได้ทำการทดลองโดยการนำสายเชือกเก็บลงในกล่องที่ถูกเขย่า และพบว่าเพียงวินาทีเดียว ก็เพียงพอแล้วสำหรับการเกิดเงื่อนที่ซับซ้อน และพวกเราได้ใช้ทฤษฎีการเกิดเงื่อนในเชิงคณิตศาสตร์เพื่อวิเคราะห์รูปแบบการเกิดเงื่อน พบว่าค่าความน่าจะเป็น หรือค่า P ของการเกิดเงื่อนนั้นจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามความยาวของเชือก แต่ค่าจะเริ่มอิ่มตัวที่ค่าต่ำกว่า 100% ซึ่งต่างจากความน่าจะเป็นของโมเดลคณิตศาสตร์ในเรื่อง Self-avoiding random walks (การเดินผ่านจุดพิกัดแบบสุ่ม โดยที่ไม่เดินมาทับจุดพิกัดเดิม) ที่ค่า P สูงถึง 100%”

ผูกเงื่อนเก่งที่สุด ก็หูฟังของเรานี่แหละ นักวิทยาศาสตร์เผยว่าผูกเงื่อนที่แตกต่างได้ 120 รูปแบบ

“และด้วยการวิเคราะห์โมเดลทางคณิตศาสตร์ ร่วมกับการวิเคราะห์ภาพถ่ายของเส้นเชือก ก็ได้ข้อสรุปว่า ยิ่งเชือกมีความยาวมากๆ และยิ่งมีความอ่อนยืดหยุ่นมากๆ มันก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดเงื่อนบนเชือก โดยในการทดสอบพบว่ามีเงื่อนที่เกิดขึ้นนั้นมีความแตกต่างกันถึง 120 รูปแบบ และมีการพันทบกันที่มากถึง 11 ครั้ง โดยเป็นการตรวจสอบจากการทดลองถึง 3,415 ครั้ง และเงื่อนที่มีการพันทบกันเกิน 7 ครั้งจะถูกนำมาตรวจสอบ”

โดยในการทดลองเขย่าเชือก ได้ลองกับเชือกหลายแบบที่มีความแตกต่างในเครื่องความแข็ง หรือยืดหยุ่น โดยพบว่าสายเชือกที่ยืดหยุ่นนั้นใช้เวลาเพียงไม่นานเพื่อทำให้เกิดเงื่อน ในขณะที่เชือกแบบแข็งนั้นต้องใช้เวลานานกว่าในการเกิดเงื่อน

มันเป็นความจริงอันน่าเจ็บปวด เพราะถึงแม้ว่าเราจะรู้ว่าการออกแบบสายหูฟังให้แข็งขึ้นจะช่วยแก้ปัญหาการพันกันของสายได้ แต่ว่าถ้าทำให้สายหูฟังแข็งขึ้น มันก็จะไม่สะดวกสำหรับการใช้งาน ด้วยเหตุนี้มันก็น่าจะเป็นข้ออ้างที่ดีที่เราจะหาซื้อหูฟังไร้สายมาใช้งานนะ ^__^
ที่มา : www.ladbible.com

พบภูเขาน้ำแข็งทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสมบูรณ์แบบในธรรมชาติ

ภูเขาน้ำแข็งรูปทรงแปลกตา เพิ่งแตกตัวออกมาจากหิ้งน้ำแข็งลาร์เซน ซี (Larsen C )ได้ไม่นาน

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือนาซา เผยภาพของภูเขาน้ำแข็งรูปทรงคล้ายโต๊ะสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดยักษ์ ลอยอยู่ในทะเลเวดเดลล์ (Weddell Sea) นอกชายฝั่งของทวีปแอนตาร์กติกา

ภูเขาน้ำแข็งนี้มีรูปทรงแปลกตา เพราะก่อตัวเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งเป็นรูปทรงที่หาพบได้ยากในธรรมชาติ ทั้งยังมีผิวหน้าเรียบสนิทและมีมุมแหลมเป็นมุมฉาก 90 องศา ซึ่งแสดงว่าเพิ่งแยกตัวออกมาจากหิ้งน้ำแข็งใหญ่ได้ไม่นาน และยังไม่ถูกคลื่นลมในทะเลทำให้รูปร่างเปลี่ยนแปลงไปมากนัก

ทีมนักวิทยาศาสตร์ขององค์การนาซา ซึ่งอยู่บนเครื่องบินสำรวจที่ออกปฏิบัติการเหนือบริเวณชายฝั่งของทวีปแอนตาร์กติกาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สามารถบันทึกภาพภูเขาน้ำแข็งนี้ไว้ได้และนำออกเผยแพร่ทางทวิตเตอร์

คาดว่าภูเขาน้ำแข็งดังกล่าวเป็นชิ้นส่วนที่แตกออกมาจากหิ้งน้ำแข็งลาร์เซน ซี (Larsen C ) บนคาบสมุทรแอนตาร์กติก ซึ่งเป็นหิ้งน้ำแข็งสำคัญที่กำลังพังทลายลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากภาวะโลกร้อน

ทีมนักวิจัยของนาซาประมาณการว่า ภูเขาน้ำแข็งรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้านี้น่าจะมีความกว้างกว่า 1.6 กิโลเมตร และมีส่วนฐานที่จมอยู่ใต้ทะเลขนาดมหึมา โดยส่วนยอดรูปสี่เหลี่ยมที่โผล่พ้นน้ำนั้นคิดเป็นเพียง 10% ของมวลน้ำแข็งทั้งหมด

ดร. เคลลี บรันต์ นักวิทยาธารน้ำแข็ง (Glaciologist) ของนาซาจากมหาวิทยาลัยแมริแลนด์บอกว่า เคยมีผู้พบภูเขาน้ำแข็งรูปร่างแบบนี้มาก่อนแล้ว และมีชื่อเฉพาะที่ใช้เรียกกันว่า “ภูเขาน้ำแข็งรูปโต๊ะ” (Tabular iceberg) โดยกระบวนการที่ภูเขาน้ำแข็งนี้ก่อตัวขึ้น จะคล้ายกับปลายเล็บที่แตกออกเมื่อเล็บมือเล็บเท้าเริ่มมีความยาวมากเกินไป ซึ่งชิ้นส่วนที่แตกออกมามักเป็นรูปทรงเรขาคณิต

ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่ได้เห็นภาพภูเขาน้ำแข็งดังกล่าว ต่างแสดงความเห็นว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่มีก้อนน้ำแข็งขนาดยักษ์รูปทรงเหลี่ยมสมบูรณ์เกิดขึ้นในธรรมชาติ เพราะมันดูคล้ายกับว่ามีมนุษย์ต่างดาวหรือองค์กรลับ แอบใช้เทคโนโลยีระดับสูงตัดน้ำแข็งมาวางทิ้งเอาไว้มากกว่า แต่อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าปรากฏการณ์นี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เองในธรรมชาติอย่างแน่นอน

ที่มา:www.bbc.com

วิกฤตโภชนาการ : วิจัยพบมีคนอ้วนมากและผอมมากระบาดในอัตราสูงแทบทุกประเทศ

 

junk foodความอ้วนมักจะถูกมองว่าเป็นปัญหาของประเทศตะวันตกที่มีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ผู้คนอยู่ดีกินดี และปัญหาเรื่องขาดสารอาหารพบในประเทศที่ยากจน ความจริงคือเกือบทุกประเทศมีปัญหาที่มีทั้งคนอ้วนมากเกินไปและผอมมากเกินไปอยู่เป็นสัดส่วนที่สูงมาก

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ภาวะทุพโภชนาการก่อให้เกิดความซับซ้อนของปัญหามากกว่าที่เราคิด ตอนนี้ 9 ใน 10 ของประเทศทั่วโลกกำลังประสบปัญหาเรื่อง “ภาวะสองซ้อน” หรือ ปัญหาทุพโภชนาการ 2 ลักษณะในเวลาเดียวกัน (Double Burden of Malnutrition) ซึ่งคือการที่มีคนที่อ้วนมากและคนที่ขาดสารอาหารมากเป็นสัดส่วนสูงใกล้ ๆ กันในจำนวนประชากรทั้งหมดของประเทศ

การแพร่หลายของอาหารที่ไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพ รวมทั้งการเปลี่ยนวิถีชีวิตจากทำงานการเกษตรไปเป็นนั่งทำงานในออฟฟิศทั้งวัน การเกิดขึ้นของระบบขนส่งมวลชนอันสะดวกสบาย และพฤติกรรมนั่งหน้าจอโทรทัศน์เป็นเวลานาน ล้วนแล้วแต่เป็นสาเหตุของ “ภาวะสองซ้อน” ด้วยกันทั้งสิ้น และภาวะนี้มิได้เกิดเฉพาะในประเทศหรือชุมชนใดชุมชนหนึ่งเท่านั้น หากแต่เกิดขึ้นแม้แต่ในครอบครัวเดียวกันเสียด้วยซ้ำ

ยิ่งไปกว่านั้น มันอาจเกิดขึ้นในตัวของคนคนเดียวกันได้อีกด้วย โดยแบ่งเป็นสองประเภทก็คือ คนที่มีน้ำหนักตัวมากแต่ขาดสารอาหารที่สำคัญ และคนที่ดูเหมือนว่าจะมีน้ำหนักตัวเหมาะสมแต่กลับมีไขมันแฝงอยู่จำนวนมาก

เด็กอ้วน

ทุกประเทศในโลกนี้กำลังเผชิญหน้ากับปัญหาภาวะสารอาหารในแบบที่ต่างกันไป จำนวนของคนประสบปัญหาขาดอาหารเรื้อรังขึ้นไปแตะระดับ 815 ล้านคนในปี 2016 หรือเพิ่มขึ้น 5% จากเมื่อสองปีก่อน ทวีปแอฟริกามีจำนวนคนขาดสารอาหารเพิ่มขึ้นมากที่สุด โดยรวม ๆ แล้วประชากรในทวีปนี้ราว 20% ขาดสารอาหาร

ขณะเดียวกันจำนวนคนอ้วนทั้งโลกก็เพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา ทั้งโลกมีคนที่จัดว่าอ้วนอยู่ถึง 600 ล้านคน ขณะที่อีก 1.9 พันล้านคนน้ำหนักเกิน และจำนวนของคนอ้วนในประเทศกำลังพัฒนาก็กำลังไล่ตามอัตราในประเทศที่พัฒนาแล้วไปติด ๆ

ประเทศที่มีจำนวนคนอ้วนตั้งแต่เด็กสูงสุดอยู่ที่ไมโครนีเซีย, ตะวันออกกลาง และประเทศแถบแคริบเบียน นับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา จำนวนของเด็กอ้วนในแอฟริกาเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า

ในอีกหลายประเทศ เรายังพบว่าเด็ก ๆ ได้สารอาหารต่ำกว่าปริมาณที่ร่างกายต้องการ แต่บางคนได้อาหารที่มีแคลอรี่สูงมากด้วย อย่างเช่นในแอฟริกาใต้ หนึ่งในสามของเด็กชายมีปัญหาอ้วนเกินไป ขณะที่อีกหนึ่งในสามมีน้ำหนักน้อยเกินไป ส่วนที่บราซิล 36% ของเด็กหญิง น้ำหนักเกินหรืออ้วน ส่วนอีก 16% นั้นผอมเกินไป

People eating at a cafe in Chile

เมื่อมีเงินเหลือ

การเปลี่ยนวิถีชีวิตมีส่วนทำให้ประชากรในประเทศหนึ่ง ๆ นั้นมีทั้งภาวะอ้วนและขาดสารอาหารเป็นจำนวนสูงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

ประเทศที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง อย่างเช่น อินเดีย และบราซิล การพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาทำให้เกิดชนชั้นกลาง พวกเขาเหล่านี้มีเงินเหลือพอหลังจากที่จับจ่ายสิ่งของจำเป็นในการยังชีพไปแล้ว จากการสำรวจทำให้เห็นว่ากลุ่มนี้แทนที่จะกินอาหารแบบที่เคยมา กลับเลือกอาหารแบบตะวันตกที่ประกอบด้วยมีน้ำตาล ไขมัน และเนื้อ แต่กินเมล็ดธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี และถั่วน้อยลงกว่าเดิม

การย้ายถิ่นเพื่อมาหางานทำในเมืองก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ทางเลือกของอาหารถูกจำกัดลง การศึกษาในเด็กอายุน้อยในจีนทำให้เห็นว่าในชนบท อัตราคนอ้วนนั้นอยู่ในระดับ 10% ขณะที่ภาวะขาดสารอาหารอยู่ในระดับ 21% แต่เด็กในเมืองมีภาวะอ้วนอยู่ 17% และอีก 14% ขาดสารอาหาร

 

แม้ว่าอาหารที่หลายคนกินจะมีแคลอรี่ที่เพิ่มขึ้น แต่ว่ายังมีสารอาหารอย่าง วิตามินและเกลือแร่น้อยเกินไป

ศาสตราจารย์รานจาน ยาจนิก ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเบาหวานในเมืองปูเน ประเทศอินเดียได้เห็นความเปลี่ยนแปลงเมื่อมีการเปลี่ยนรูปแบบของอาหาร

“เบาหวานถูกมองว่าเป็นโรคของคนที่โตแล้ว และมีน้ำหนักมาก” เขากล่าว “แต่ในอินเดีย เราเห็นคนที่อายุน้อยและมีดัชนีมวลกาย (บีเอ็มไอ) ต่ำเป็นโรคนี้เช่นกัน”

ปัจจุบัน ชาวอินเดียกินอาหารที่มีเส้นใยสูงน้อยลง และหันไปกินอาหารขยะที่มีแคลอรี่สูงมากขึ้น ทำให้เกิดภาวะ “ผอมซ่อนอ้วน” ซึ่งก็คือคนที่มีน้ำหนักได้ตามเกณฑ์แต่กลับมีไขมันซ่อนอยู่ในร่างกายมาก”

คำว่า ไขมันที่ซ่อนอยู่ หรือ ภาวะไขมันในช่องท้อง นั้นก็คือ มีการสะสมของไขมันรอบ ๆ อวัยวะภายในรวมทั้งที่ตับด้วย ไขมันในช่องท้องระดับสูงอาจเพิ่มความเสี่ยงให้แก่เบาหวานประเภทที่ 2 และโรคหัวใจ แม้ว่าคนนั้นจะไม่ได้มีภาวะน้ำหนักเกินแม้แต่น้อย

ต่อสู้กับความหิว

เด็ก ๆ มักจะมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับสารอาหารน้อยกว่าที่ต้องการ เพราะพวกเขาต้องการวิตามินและเกลือแร่ในระดับที่สูงมาก เพื่อให้ร่างกายเติบโตและมีพัฒนาไปตามปกติ บางครอบครัวมีเด็กที่ขาดสารอาหารแม้ว่าจะกินอาหารร่วมกับพ่อแม่ที่มีรูปร่างอ้วน เนื่องจากพวกเขาไม่ได้รับวิตามินที่เพียงพอ

งานวิจัยพบว่าเด็กที่ขาดสารอาหารมักจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักเกิน เพราะว่าระบบเผาผลาญอาหารในร่างกายทำงานไม่ได้เต็มที่ และร่างกายพวกเขาจะสะสมไขมันสำรองไว้มาก

หมายความว่าประเทศต่าง ๆ ต้องระมัดระวังในการกำหนดนโยบายขจัดความหิวโหย ที่จะไม่ทำให้เกิดปัญหาได้รับสารอาหารมากเกินความต้องการ ที่ชิลี ในช่วงทศวรรษที่ 1920 รัฐบาลได้ประกาศโครงการระดับชาติเพื่อปันส่วนอาหารให้แก่หญิงตั้งครรภ์และเด็กอายุต่ำกว่า 6 ขวบ แม้ว่าโครงการจะประสบความสำเร็จในการลดความหิวโหยได้ แต่ในระยะยาวแล้ว กลับทำให้ภาวะอ้วนในเด็กเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ประเทศตะวันตก

ในขณะที่ภาวะสองซ้อนอาจจะเกิดขึ้นในประเทศที่กำลังพัฒนาได้มากกว่า แต่ก็ยังพบได้ในประเทศที่ร่ำรวยกว่า อย่างเช่น ในอังกฤษ มากกว่าหนึ่งในสี่ของผู้ใหญ่ มีภาวะน้ำหนักเกิน ส่งผลทั้งประเทศต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลมากกว่า 5.1 พันล้านปอนด์ในแต่ละปี

ในขณะเดียวกัน เด็กราว 3.7 ล้านคนที่อยู่อาศัยอยู่ในบ้านกับพ่อแม่ตามปกติ ก็ไม่สามารถที่จะกินอาหารตามแนวทางมาตรฐานอาหารสุขภาพแห่งชาติได้ เด็ก 1 ใน 10 คนเผชิญกับภาวะความไม่มั่นคงทางอาหาร สำหรับสหภาพยุโรป 14% ของคนอายุระหว่าง 15-19 ปีมีน้ำหนักน้อยเกินไป และอีก 14% มีน้ำหนักมากเกินไป อย่างไรก็ตามมากกว่าครึ่งหนึ่งของคนที่อายุมากกว่า 18 ปีมีน้ำหนักเกินหรืออ้วน ขณะที่ 2% เท่านั้นมีน้ำหนักน้อย

ทางเลือก

ต้นเหตุของภาวะสองซ้อนนี้ซับซ้อนมาก ไม่ใช่แค่ว่าพลเมืองในประเทศเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพเพียงพอหรือไม่ ยังรวมถึงวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ก็มีมุมมองเรื่องโภชนาการแตกต่างกันไป

การเลือกบริโภคอาหารของเราได้รับอิทธิพลจากหลายสิ่ง และบางปัจจัยเราก็แทบจะไม่รู้ตัวเลยว่ามีผลด้วย ปํจจัยก็อย่างเช่น ราคา ความหาง่ายหายากในท้องถิ่น เวลา ความรู้ในการกินอาหารเพื่อสุขภาพ รวมทั้งการเลือกกินอาหารของผู้คนที่อยู่รอบตัวเรา

ขณะเดียวกันความต้องการสารอาหารของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับระบบการเผาผลาญอาหาร และระดับของสุขภาพของแต่ละคนด้วย

การกินอาหารส่งผลต่อร่างกายและชีวิตในระยะยาวอย่างที่เราไม่เคยคิดถึงมาก่อน เด็ก ๆ ที่เติบโตมากับภาวะขาดสารอาหาร จะเรียนหนังสือได้แย่กว่าเพื่อน รวมทั้งมีแนวโน้มจะมีรายได้ต่ำไปตลอดชีวิต ส่วนเด็กที่อ้วนก็น่าจะนำไปสู่การเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพย่ำแย่ รวมทั้งเพิ่มความเสี่ยงให้กับโรคอย่างมะเร็งได้ด้วย

ภาวะทุพโภชนาก็ทำผู้ใหญ่มีร่างกายอ่อนแอ พวกเขามีแนวโน้มที่จะไปพบแพทย์บ่อยกว่า รวมทั้งล้มหมอนนอนเสื่อนานกว่าคนที่รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพด้วย

Obese students at a weight loss summer camp in Zhengzhou, China

ความก้าวหน้า

ในประเทศที่กำลังพัฒนา ปัญหาอย่างเบาหวาน และโรคหัวใจกำลังเพิ่มขึ้นพร้อม ๆ ไปกับภาวะโรคอ้วน ประเทศที่ยังคงต้องต่อสู้กับโรคติดต่ออย่าง มาเลเรีย และมีงบประมาณไม่มากจะรับมือกับภาวะสองซ้อนได้ยากลำบาก แต่ก็มีบางประเทศที่เริ่มพยายามแก้ไขปัญหานี้ไปแล้ว ในอเมริกาใต้ ซึ่งประเทศหลายแห่งในทวีปนั้นประสบกับภาวะสองซ้อน กำลังหาทางแก้ไขอยู่

 

บราซิลเป็นประเทศแรกที่ลงนามในโครงการ “ทศวรรษแห่งปฏิบัติการโภชนาการ” ของสหประชาชาติ ซึ่งมีพันธสัญญาหลายประการอย่างเช่น หยุดยั้งการเพิ่มขึ้นของภาวะอ้วน, ลดการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลลง 30%, เพิ่มการกินผลไม้และผักขึ้น 18% และก็มีนโยบายเป็นรูปธรรมอย่างเช่น ให้เงินกู้แก่เกษตรกร, ลดภาษีสำหรับอาหารสดบางประเภท รวมทั้งให้ความรู้เรื่องโภชนาการแก่เด็ก

ส่วนเม็กซิโกเป็นประเทศแรกที่ใช้ภาษีน้ำตาล โดยเรียกเก็บภาษี 10% สำหรับเครื่องดื่มที่ใส่สารให้ความหวานมาตั้งแต่ปี 2014 เป้าหมายของการเก็บภาษีคือ ลดภาวะอ้วนลง 12.5% ภายในเวลา 12 ปี

ประเทศอื่น ๆ อย่าง สหราชอาณาจักร ก็ได้เริ่มมาตรการบางประการไปแล้ว แต่ว่าก็ยังมีอีกมากมายที่ยังต้องทำเพื่อที่จะหยุดยั้งวิกฤตโภชนาการของโลกนี้ให้ได้

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : BBC Thai