คลังเก็บรายเดือน: ตุลาคม 2018

สุดหฤหรรษ์เมื่อ NASA ส่ง Hulk และซูเปอร์ฮีโรชุดใหม่ ขึ้นไปเป็นชื่อของกลุ่มดาวอีกเพียบ

14888_18102515445113

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ก่อนหน้านี้ เราเคยได้นำเสนอเรื่องราวของกลุ่มดาว “ก็อดซิลล่า (Godzilla)” ซึ่งเป็นชื่อของสัตว์ประหลาด “ไคจู″ จากญี่ปุ่น ที่ทาง NASA ได้นำชื่อดังกล่าวเอามาตั้งเป็นชื่อของ “กลุ่มดาวรังสีแกมม่า″ กันมาแล้ว คลิกที่นี่เพื่ออ่านข่าว

ล่าสุดนี้ เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี กล้องโทรทรรศน์อวกาศรังสีแกมมา Fermi ทาง NASA จึงได้ส่งบรรดาซูเปอร์ฮีโร่ รวมถึงคนดัง และสถานที่สำคัญของโลก ขึ้นสู่อวกาศตามก็อดซิลล่าไปอีกด้วย เพื่อใช้ตั้งเป็นชื่อกลุ่มดาวกว่า 21 กลุ่มด้วยกัน มีทั้ง ยักษ์เขียวฮัลค์ (Hulk), มโยลเนียร์ (Mjolnir) หรือ ค้อนของธอร์, Tardis จาก Doctor Who, หอไอเฟล (Eiffel Tower)เสาโอเบลิสก์ (Obelisk) และ ไอน์สไตน์ (Einstein) เป็นต้น

ทั้งนี้ NASA ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า กลุ่มดาวรังสีแกมมาที่ว่านั้น ไม่ใช่ดวงดาวจริงๆ หากแต่เป็นรังสีแกมมาที่กล้องโทรทรรศน์ Fermi จับได้ ซึ่งรังสีดังกล่าวไม่ใช่ดวงดาวแต่เป็นรูปแบบของแสงที่แรงที่สุดในอวกาศ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ ในจักรวาล และอาจเกิดได้จากหลายที่มา เช่น จากการปล่อยรังสีเมื่อดาวฤกษ์ขนาดใหญ่หมดเชื้อเพลิง แล้วควบแน่นด้วยมวลอันมหาศาลของตัวมันเอง หรือเมื่อดาวนิวตรอนสองดวงโคจรบิดเกลียวรอบกันและกัน จนรวมกันเป็นหลุมดำ ทำให้เกิดการปล่อยลำแสงของรังสีแกมม่าที่มีพลังงานรุนแรง เป็นต้น
ที่มา : https://news.thaiware.com/14888.html

นักวิจัยพัฒนาโดรนจิ๋วเคลื่อนย้ายสิ่งของที่หนักกว่าได้มากถึง 40 เท่า เหมาะกับภารกิจค้นหา-กู้ภัย

14908_1810290034345H

นักวิจัยจาก Stanford University ของสหรัฐอเมริกา และสถาบัน Ecole Polytechnique Fédérale de Lausanne (EPFL) ของสวิตเซอร์แลนด์ ร่วมกันพัฒนาโดรน “FlyCroTugs” ที่สามารถเคลื่อนย้ายสิ่งของที่มีน้ำหนักมากกว่าได้ถึง 40 เท่า ทั้งที่โดรนจิ๋วมีขนาดเล็กแค่ไม่นิ้วเท่านั้น

ทั้งนี้ โดรนส่วนใหญ่ที่ใช้กันในปัจจุบันสามารถยกสิ่งของได้มากกว่าน้ำหนักตัวของมันเพียงแค่ 2 เท่า แต่สำหรับโดรนจิ๋วที่มีรอกหมุนได้นี้สามารถยก และวางสิ่งของได้ง่ายขึ้นแม้สภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นใจ อีกทั้งยังสามารถใช้งานร่วมกับโดรนอื่นๆ เพื่อช่วยกันเคลื่อนย้ายสิ่งของที่มีน้ำหนักมากขึ้นได้ด้วย ซึ่ง Mark Cutkosky แห่งโรงเรียนวิศวกรรมที่ Stanford University ได้แรงบันดาลใจในการพัฒนาโดรนจิ๋วมาจากตีนตุ๊กแก และพฤติกรรมของแมลงต่างๆ

โดยไอเดียในการพัฒนาโดรน FlyCroTugs เกิดขึ้นจากการที่ Mark Cutkosky และเพื่อนๆ ของเขา ศึกษาวิธีการของพวกแมลงเวลาที่พวกมันเคลื่อนย้ายวัตถุที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งเวลาที่ตัวต่อจะขนอาหารที่มีน้ำหนักเกินกว่าจะแบกไปได้นั้น พวกมันจะใช้วิธีลากไปตามพื้นแทน จึงเป็นที่มาของแนวคิดที่ใช้พัฒนาโดรนให้เคลื่อนย้ายสิ่งของที่มีน้ำหนักมากกว่าตัวของมันได้ ด้วยวิธีการทอดสมอไปที่วัตถุหรือสิ่งของขนาดใหญ่ ซึ่งจากในคลิปวีดีโอจะเห็นว่าโดรนจิ๋วนี้สามารถเปิดประตูได้อย่างง่ายดาย

 

ขณะที่แรงบันดาลใจที่มาจากตีนตุ๊กแกนั้น ก็นำมาใช้พัฒนาโดรนเมื่อต้องมีการยึดเกาะบนผิวสัมผัสต่างๆ โดยการใช้ตะขอเหล็กเล็กๆ 32 ชิ้นเพื่อการยึดเกาะบนผิวสัมผัสนั้น เช่นที่ตุ๊กแกทำเวลาไต่อยู่บนผนังนั่นเอง

และด้วยความที่โดรน FlyCroTugs มีขนาดจิ๋ว ทำให้สามารถบินเข้าไปยังพื้นที่แคบๆ และบินใกล้ๆ คนได้อย่างปลอดภัย  จึงเหมาะกับการนำไปใช้ในภารกิจค้นหา และกู้ภัย ซึ่งสามารถช่วยเคลื่อนย้ายซากปรักหักพัง หรือบินไปวางกล้องเพื่อให้นักกู้ภัยสามารถมองเห็นสภาพแวดล้อมภายในที่ไม่ปลอดภัยได้ โดยในขั้นต่อไป ทีมวิศวกรชุดนี้กำลังพัฒนาการควบคุมโดรนให้ขับเคลื่อนได้โดยอัตโนมัติ รวมถึงหาวิธีการให้โดรนหลายๆ ตัวสามารถทำงานได้พร้อมๆ กันด้วย
ที่มา : https://news.thaiware.com/14908.html

มนุษย์จะเป็นอย่างไรในอีก 1,000 ปีข้างหน้า? มาหาคำตอบในแบบวิทยาศาสตร์กันนะ

14914_181030114044S8

เมื่อประมาณ 10,000 ปีก่อนมนุษย์เรามีวิวัฒนาการระบบย่อยอาหารให้สามารถกินนมวัวได้ เมื่อ 150 ปีที่ผ่านมา มนุษย์ได้วิวัฒนาการให้มีความสูงเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 10 ซม. เมื่อ 65 ปีที่ผ่านมา ด้วยความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์เราได้เพิ่มอายุขัยโดยเฉลี่ยของเราไปอีก 20 ปี และทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์

จะเห็นว่าในช่วงระยะเวลาเพียงสั้นๆ มวลมนุษยชาติมีวิวัฒนาการที่ก้าวไกลเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด และถ้าเรามองไปในอนาคต 1,000 ปีข้างหน้าหล่ะ มนุษย์จะมีวิวัฒนาการก้าวไกลไปถึงขนาดไหนกัน?

ในคลิปวีดีโอของแชนแนลยูทูป AsapSCIENCE ในชื่อตอนที่ว่า “Humans In 1000 Years” จะพาเราท่องไปในกาลเวลา 1,000 ปีข้างหน้า เพื่อสำรวจความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับโลกรวมถึงตัวเราเอง นับว่าเป็นการเดินทางที่น่าตื่นเต้นทีเดียว

เรื่องแรกที่ผู้เล่าเรื่องหยิบยกขึ้นมาคือ เผ่าพันธุ์มนุษย์จะยังคงมีความหยิ่งทะนงและพึงพอใจในตนเองเหมือนเช่นที่เป็นในยุคปัจจุบัน เพราะถึงแม้ว่าเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์จะก้าวหน้าไปมากขนาดไหน แต่ก็ยังไม่เข้าใกล้ความสามารถของสมองมนุษย์

ด้วยความเป็นจริงที่ว่า ในปี 2014 นักวิจัยในประเทศญี่ปุ่นได้ใช้ K computer ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องคอมฯ ที่ทรงพลังมากที่สุดในโลก เพื่อจำลองการทำงานของสมองมนุษย์ แล้วพบว่าต้องใช้หน่วยประมวลผลที่มีจำนวนมากถึง 705,024 แกน หน่วยความจำถึง 1.4 ล้านกิกะไบต์ และเวลาอีก 40 นาที เพื่อการประมวลผลข้อมูลในปริมาณเดียวกับที่สมองของเราใช้เวลาประมวลผลเพียง 1 วินาทีเท่านั้น

แต่ถึงแม้ว่าสมองของมนุษย์จะล้ำหน้ากว่าสมองกลมากนัก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะสมารถอยู่เหนือเครื่องจักรที่เราสร้างขึ้นมาได้

นักวิทยาศาสตร์ดาดการณ์ว่า ในอนาคตอันใกล้ ถึงแม้คอมพิวเตอร์จะยังไม่สามารถมีพลังการประมวลผลที่เทียบเท่าสมองมนุษย์ได้ แต่เราจะสามารถสร้างระบบปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ที่สามารถพูด ฟัง โต้ตอบ และมีความทรงจำ และก็หวังว่าพวกมันจะไม่ใช้ข้อมูลที่พวกมันรับรู้ เพื่อย้อนกลับมาใช้ทำลายมนุษย์

และเมื่อวิทยาการทางด้านการประมวลผลของระบบคอมพิวเตอร์ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่มนุษย์ยังคงไม่มีวิวัฒนาการในด้านใดอย่างชัดเจน มันก็อาจจะทำให้มนุษย์ต้องร่วมร่างเข้ากับหุ่นยนต์เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง

นักวิทยาศาสตร์ดาดการณ์ว่า ในอนาคตเราอาจจะมีหุ่นยนต์ขนาดเล็กจิ๋วที่เรียกว่า Nanobot ที่ฝังอยู่ในร่างกายของเรา เพื่อยกระดับความสามารถที่มีอยู่ตามธรรมชาติของมนุษย์ เจ้า Nanobot อาจทำให้เราแข็งแรงขึ้น ยกของหนักได้มากขึ้น กระโดดได้สูงขึ้น วิ่งเร็วขึ้น ตามแนวความคิดแบบ Transhumanism ที่มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ มาใช้เสริมความสามารถในด้านต่างๆ ของมนุษย์ แต่การขยายความสามารถของมนุษย์ด้วยอุปกรณ์พิเศษนั้นต้องไม่ละเลยประเด็นเรื่องจริยธรรม

และไม่เพียงแต่เฉพาะร่างกายของเรา ที่อุปกรณ์เทคโนโลยีสมัยใหม่จะเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลง

ในวีดีโอยังได้นำเสนอแนวคิดเรื่อง Utility clouds ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ขนาดจิ๋ว ที่สามารถรวมร่างกันจนกลายเป็นอาคารขนาดใหญ่ และสามารถแยกร่างกลายเป็นหุ่นจิ๋วได้ในเวลาอันรวดเร็ว ลองจินตนาการถึงบ้านทั้งหลัง ที่สามารถแยกร่างออกได้ในขณะที่เราออกจากบ้านไปทำงานในตอนเช้า เพื่อที่จะทำให้เกิดเนื้อที่ว่างเพื่อทำกิจกรรมบางอย่างได้

และใน 1,000 ปีข้างหน้า ภาษาพูดในโลกของเราที่มีอยู่อย่างหลากหลาย จะมีจำนวนของภาษาที่ลดลงเป็นอย่างมาก นั่นหมายความว่าบางภาษาจะล้มหายตายจากไป และด้วยความร้อนและการแผ่รังสี UV ในโลกที่มากขึ้น มนุษย์เราจะมีวิวัฒนาการให้ผิวเข้มขึ้น หรือพูดง่ายๆ ก็คือมนุษย์เรามีแนวโน้มที่จะตัวดำมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง และเราจะต้องมีวิวัฒนาการให้ตัวสูงขึ้น และผอมขึ้นอีก หากเราต้องการอยู่รอดในสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายของโลกอนาคต

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่วีดีโอของ AsapSCIENCE ต้องการสื่อกับเราคือ ภาวะโลกร้อนในโลกยุคอนาคตนั้นเป็นอะไรที่จะสร้างผลกระทบรุนแรงกว่าที่เราคาดคิดกัน เพราะฉะนั้นเราก็ควรช่วยกันดูแลโลกให้ดีๆ นะ
ที่มา : https://news.thaiware.com/14914.html

นาซา-อีเอสโอ ประชันภาพ “เนบิวลาผี” รับฮาโลวีน

1
Image copyrightNASA/ESA/STSCI
คำบรรยายภาพเนบิวลา IC 63 หรือ “เนบิวลาผี” ในกลุ่มดาวแคสซิโอเปีย ซึ่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลบันทึกภาพไว้เมื่อปี 2016

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

องค์การอวกาศและดาราศาสตร์ระดับโลก ซึ่งได้แก่องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือนาซา รวมทั้งองค์การวิจัยดาราศาสตร์ในซีกโลกใต้แห่งยุโรปหรืออีเอสโอ ต่างเผยภาพล่าสุดของเนบิวลาที่มีรูปร่างน่าสะพรึงกลัวคล้ายผีหรือหัวกะโหลก เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลฮาโลวีนที่กำลังจะมาถึง

นาซาเผยแพร่ภาพ “เนบิวลาผี” (Ghost nebula) หรือ “ปิศาจแห่งแคสซิโอเปีย” ซึ่งเป็นภาพของกลุ่มฝุ่นและก๊าซ IC 63 ที่ส่องแสงสว่างในกลุ่มดาวแคสซิโอเปีย (Cassiopeia) ห่างจากโลก 550 ปีแสง

ส่วนของเนบิวลาที่ดูคล้ายกับหมอกควันหรือผ้าคลุมสีขาวของดวงวิญญาณนั้น ที่จริงคือก๊าซไฮโดรเจนที่สัมผัสกับรังสีอัลตราไวโอเลตจนเกิดการเรืองแสงขึ้น โดยรังสีดังกล่าวแผ่มาจากดาวฤกษ์ยักษ์สีฟ้า Gamma Cassiopeiae ที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งดาวฤกษ์นี้ปลดปล่อยพลังงานมหาศาลออกมาเท่ากับดวงอาทิตย์ 34,000 ดวง ทำให้เนบิวลาผีต้องสลายตัวไปอย่างช้า ๆ

ภาพเนบิวลาผีที่นาซาเผยแพร่นี้ เป็นภาพที่กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลบันทึกไว้ได้ เมื่อเดือนสิงหาคมปี 2016 แต่ยังไม่เคยนำออกสู่สายตาสาธารณชนมาก่อน

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วฮับเบิลประสบปัญหาไจโรสโคป (Gyroscope) หรืออุปกรณ์รักษาระดับทิศทางของแกนหมุนล้มเหลว จนต้องหยุดการทำงานไปชั่วคราว แต่ล่าสุดมีรายงานว่าสามารถแก้ไขได้เรียบร้อยแล้ว

ด้านองค์การวิจัยดาราศาสตร์ในซีกโลกใต้แห่งยุโรปหรืออีเอสโอ (ESO) ได้เผยแพร่ภาพใหม่ล่าสุดของเนบิวลากะโหลกไขว้ (Skull and crossbones nebula) ซึ่งกล้องโทรทรรศน์ VLT ในประเทศชิลีบันทึกเอาไว้ได้

2
Image copyrightESO
คำบรรยายภาพเนบิวลา NGC 2467 หรือ “เนบิวลากะโหลกไขว้” ซึ่งกล้องโทรทรรศน์ MPG/ESO บันทึกภาพไว้เมื่อปี 2003

ภาพดังกล่าวแสดงให้เห็นบริเวณที่เป็นแหล่งกำเนิดดาวฤกษ์ใหม่จำนวนมากในเนบิวลากะโหลกไขว้ หรือเนบิวลา NGC 2467 ฉายา “โจรสลัดแห่งท้องฟ้าซีกโลกใต้” ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากโลก 13,000 ปีแสง

นักดาราศาสตร์ของอีเอสโอบอกว่า ส่วนที่ดำมืดเหมือนเบ้าตากลวงโบ๋ของหัวกะโหลกนั้น คือบริเวณที่มีฝุ่นหนาแน่นจนแสงจากดวงดาวที่อยู่ด้านในไม่สามารถหลุดรอดออกมาได้ นอกจากนี้ เนบิวลากะโหลกไขว้ไม่ได้เป็นเนบิวลาเดี่ยว แต่ประกอบด้วยกลุ่มดาวหลากหลายที่มารวมตัวกัน และเคลื่อนที่เกาะกลุ่มด้วยความเร็วที่แตกต่างกัน

3
Image copyrightESO
คำบรรยายภาพภาพล่าสุดของเนบิวลากะโหลกไขว้จากกล้องโทรทรรศน์ VLT แสดงบริเวณที่เป็นแหล่งกำเนิดดาวฤกษ์ใหม่จำนวนมาก

เนบิวลากะโหลกไขว้อยู่ในกลุ่มดาว Puppis ซึ่งเป็นศัพท์ที่มาจากคำว่า “ท้ายเรือ” ในภาษาฝรั่งเศส เป็นหนึ่งในสามกลุ่มดาวซีกโลกใต้ที่มีความหมายเกี่ยวกับการเดินเรือ

ภาพวาดแนว Portrait ฝีมือ AI ถูกประมูลด้วยราคาสูงกว่า 14 ล้านบาท

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ภาพวาดแนว Portrait ฝีมือ AI ถูกประมูลด้วยราคาสูงกว่า 14 ล้านบาท

แม้ไม่ใช่ศิลปินระดับโลก แต่ภาพวาดโดยฝีมือของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก็สามารถทำเงินได้มหาศาลเช่นกัน เมื่อภาพวาดรูปบุคคล (พอร์เทรต) ที่สร้างสรรค์ด้วยโปรแกรม AI ถูกประมูลด้วยราคาสูงถึง 432,500 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 14.27 ล้านบาท ในงานประมูลที่สำนักประมูล Christie จัดขึ้นที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

ทั้งนี้ ภาพวาดดังกล่าวถูกประมูลด้วยราคาที่สูงกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ราวๆ  7,000-10,000 เหรียญสหรัฐ (231,000-330,000 บาท) เลยทีเดียว ซึ่งเป็นภาพวาดที่มีชื่อว่า Portrait of Edmond Belamy สร้างสรรค์โดย Obvious กลุ่มสะสมงานศิลปะที่ตั้งอยู่ในกรุงปารีส ฝรั่งเศส

ภาพวาดแนว Portrait ฝีมือ AI ถูกประมูลด้วยราคาสูงกว่า 14 ล้านบาท

โดยวิธีการสร้างสรรค์ภาพวาดชิ้นนี้ เกิดขึ้นจากใช้อัลกอริทึ่ม และชุดข้อมูลภาพวาดพอร์เทรต 15,000 รูป ในช่วงศตวรรษที่ 14 – ศตวรรษที่ 20 โดยให้อัลกอริทึ่มของ AI เปรียบเทียบงานของตัวเองกับชุดข้อมูลภาพวาดเหล่านั้น จนกว่าจะไม่สามารถแยกความแตกต่างของภาพวาดออกจากกันได้

สำหรับภาพวาด Portrait of Edmond Belamy ถือเป็นผลงานศิลปะชิ้นแรกของ AI ที่ถูกนำไปประมูลในสำนักประมูลใหญ่ๆ ด้วย ทำให้การประมูลงานชิ้นนี้ได้รับความสนใจจากสื่อเป็นจำนวนมาก ซึ่ง Richard Lloyd ผู้เชี่ยวชาญประจำสำนักประมูล Christie ที่เป็นผู้จัดงานในครั้งนี้ ระบุว่า  AI ก็เป็นแค่หนึ่งในหลายๆ เทคโนโลยีที่จะส่งผลกระทบต่อตลาดงานศิลปะในอนาคต แม้ว่ายังเร็วเกินไปที่จะคาดการณ์ว่ามีอะไรที่อาจจะเปลี่ยนแปลงไปบ้างก็ตาม

ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ : สีขนบ่งบอกอายุขัยของสุนัขพันธุ์ลาบราดอร์ได้

สีช็อกโกแลต สีครีมนวล หรือสีดำสนิทImage copyrightGETTY IMAGES

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

สุนัขแสนรู้พันธุ์ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ (Labrador retriever) ที่คนรักสุนัขทั่วโลกนิยมเลี้ยงกันแพร่หลายนั้น หากมีสีขนต่างกัน ก็จะมีอายุขัยที่ยืนยาวไม่เท่ากัน รวมทั้งมีปัญหาสุขภาพและความแข็งแรงของร่างกายแตกต่างกันออกไปอย่างมากด้วย

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ของออสเตรเลีย ค้นพบข้อเท็จจริงดังกล่าว หลังได้ศึกษาสุนัขพันธุ์ลาบราดอร์ 33,000 ตัวในสหราชอาณาจักร และได้ตีพิมพ์รายงานการวิจัยลงในวารสารพันธุกรรมและระบาดวิทยาในสุนัข (Canine Genetics and Epidemiology) ฉบับล่าสุด

ผลวิจัยพบว่า สุนัขพันธุ์ลาบราดอร์สีช็อกโกแลตมีแนวโน้มที่จะมีอายุสั้นที่สุด ในบรรดาสุนัขพันธุ์เดียวกันที่มีอยู่ 3 สี คือช็อกโกแลต ครีมนวล และดำ โดยสุนัขพันธุ์ลาบราดอร์สีอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สีช็อกโกแลต จะมีอายุขัยโดยเฉลี่ยราว 12.1 ปี ซึ่งเท่ากับว่าสามารถจะมีชีวิตยืนยาวกว่าสุนัขสีช็อกโกแลตได้ถึงกว่า 10% เลยทีเดียว

นอกจากนี้ สุนัขพันธุ์ลาบราดอร์สีช็อกโกแลตยังมีความเสี่ยงเผชิญกับโรคภัยไข้เจ็บสูงกว่า โดยผลวิจัยพบว่ามีอาการติดเชื้อในหูมากกว่าสุนัขสีอื่นถึง 2 เท่า และมีแนวโน้มจะเป็นโรคผิวหนังอักเสบที่เรียกกันว่า “จุดร้อน” (Hot spot) มากกว่าสุนัขสีอื่นถึง 4 เท่า

ศ. พอล แม็กกรีวี ผู้นำทีมวิจัยบอกว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างสีขนกับสุขภาพและอายุขัยของลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ เป็นเรื่องที่เราคาดไม่ถึงมาก่อน”

“สีช็อกโกแลตนั้นเป็นลักษณะของยีนด้อย ซึ่งจะแสดงออกเมื่อลูกสุนัขได้รับพันธุกรรมตกทอดมาจากพ่อและแม่ที่เป็นสีช็อกโกแลตทั้งคู่เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ผู้ที่มุ่งเพาะพันธุ์สุนัขสีช็อกโกแลตโดยเฉพาะจึงอาจทำให้ความหลากหลายของยีนในกลุ่มประชากรสุนัขลดลง และไปเพิ่มสัดส่วนของยีนที่ทำให้เกิดโรคได้”

สุนัขพันธุ์ลาบราดอร์นั้นเป็นสายพันธุ์ที่ชาวออสเตรเลียนิยมเลี้ยงกันมากที่สุด และก่อนหน้านี้มีงานวิจัยที่ค้นพบว่า สุนัขพันธุ์นี้มีแนวโน้มเป็นโรคอ้วนได้มากที่สุดในบรรดาสุนัขทั้งหมด โดยการที่มันมีนิสัยตะกละตะกรามกินไม่รู้จักอิ่มนั้น มีสาเหตุมาจากพันธุกรรมด้วยเช่นกัน

อุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์วิชัย ศรีวัฒนประภา ตกข้างสนามเลสเตอร์ ซิตี้

ป้ายสนามกีฬา69b7978b-a264-4927-a014-c2dea581517e

ทีมพรีเมียร์ลีกร่วมไว้อาลัยข่าว ฮ. ตก

ก่อนเริ่มเกมการแข่งขันฟุตบอลคู่ระหว่างทีมเบิร์นลีย์-ทีมเชลซี และทีมคริสตัลพาเลซ-อาร์เซนอล ช่วงบ่ายนี้ ทั้งนักเตะและผู้ชมในสนามได้ยืนไว้อาลัยให้กับข่าวเฮลิคอปเตอร์ของ นายวิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ซิตี้ที่ประสบอุบัติเหตุตกเมื่อคืนนี้ รวมทั้งยังร่วมยืนสงบนิ่งเนื่องในวาระครบรอบ 100 ปีการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

เยาวชนไทยที่ไปฝึกซ้อมฟุตบอลกับสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้มาแสดงความอาลัย

นักเตะเยาวชนไทยที่ไปฝึกซ้อมฟุตบอลกับสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ก้มกราบที่ด้านหน้าสนามคิงเพาเวอร์สเตเดียม เพื่อแสดงความไว้อาลัยและเสียใจต่อเหตุเฮลิคอปเตอร์ที่นายวิชัย ศรีวัฒนประภา โดยสารประสบอุบัติเหตุตก

ตำรวจยังไม่ยืนยันการเสียชีวิตของ วิชัย ศรีวัฒนประภา

ตำรวจมณฑลเลสเตอร์เชียร์แถลงทางทวิตเตอร์ว่า:

“เราเข้าใจว่าหลายฝ่ายกำลังรอความคืบหน้าเกี่ยวกับเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกที่สนาม คิง เพาเวอร์ สเตเดียม เมื่อคืนนี้ ขณะนี้เรากำลังประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อรายงานความคืบหน้าให้สาธารณชนและสื่อมวลชนได้ทราบ ขอบคุณสำหรับความอดทนและกำลังใจ”

“คนอังกฤษที่นี่ รักเขามาก”

“เป็นเจ้าของสโมสรที่ดีที่สุด เท่าที่เลสเตอร์เคยมีมา″ แฟนบอลชาวไทยคนหนึ่งที่ให้ชื่อกับบีบีซีไทยว่า “เบน” ให้สัมภาษณฺ์สั้น ๆ ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่าหลังทราบข่าว เขามาที่สนามคิงเพาเวอร์ สเตเดียม เพือ”แสดงความเคารพ” ต่อ วิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานสโมสร

“เขาไม่ได่ทำแค่ฟุตบอล แต่ยังช่วยเหลือสังคมที่นี่มากมาย เห็นได้ว่าคนอังกฤษที่นี่ รักเขามาก”

เราจะระลึกถึงคุณเสมอ ยากที่จะหาคำพูดใด ๆ มาอธิบายได้”

บรรยากาศที่สนาม คิง เพาเวอร์ สเตเดียม เต็มไปด้วยความเศร้าโศก แฟนบอลจำนวนมากนำช่อดอกไม้มาร่วมแสดงความเสียใจต่ออุบัติเหตุที่เกิดขึ้น หลายคนร่ำไห้ บางคนเขียนข้อความแสดงความขอบคุณนายวิชัย ศรีวัฒนประภา สำหรับทุกสิ่งที่เขาทำเพื่อสโมสร

ช่อดอกไม้บางช่อมีข้อความว่า “เราได้สูญเสียหัวหน้าครอบครัว…เราจะระลึกถึงคุณเสมอ ยากที่จะหาคำพูดใด ๆ มาอธิบายได้”football fan

football fans97f0ead4-40de-48d1-92f3-08571f843ca7

17dce7ac-b3be-49e5-946b-43296bcab025

ร้องเงินในบัญชีล่องหน! จาก 7 แสน เหลือ 3 หมื่นบาท

ร้องเงินในบัญชีล่องหน! จาก 7 แสน เหลือ 3 หมื่นบาท

ผู้เสียหาย 2 คน ใน จ.อุตรดิตถ์ ร้องเรียนหลังเงินในบัญชีธนาคารหายไป รวมเงินกว่า 1.3 ล้านบาท แม้จะแจ้งความและแจ้งผู้จัดการธนาคารแล้ว แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้ามานานครึ่งปี

วันนี้ (22 ต.ค.2561) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลัง พ.ต.อ.ดิษยเดช พัชรภูวดล ผกก.สภ.เมืองอุตรดิตถ์  ได้เผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “ดิษยเดช พัชรภูวดล” โดยระบุว่า แบบนี้ก็มีด้วย!!! เจ้าหน้าที่ธนาคารในอุตรดิตถ์ไม่ใช่ธนาคารบ้านนอก แอบเบิกเงินคุณลุงประสงค์ชัย มากบำรุง พ่อค้าขายมะพร้าวในตลาด ลูกค้าบัญชีฝากประจำ ไปเกือบ 700,000 บาท ติดตามขอคืนมาเกือบครึ่งปี ผลัดไปเรื่อย วันนี้มาขอความช่วยเหลือจากตำรวจ ใครมีเงินในธนาคารจำนวนมาก เอาบัญชีไปตรวจสอบบ้างก็ดีครับ ไว้ใจกั๋นบ่ได้ ตำรวจห่วงใยประชาชนครับ


หลังข้อความดังกล่าวเผยแพร่ ส่งผลให้มีการถูกส่งต่อในสื่อสังคมออนไลน์อย่างกว้างขวาง โดยผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปติดตามเรื่องนี้ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองอุตรดิตถ์ ได้รับข้อมูลว่ามีผู้เสียหายเข้ามาแจ้งความ 2 คน กับพนักงานสอบสวนว่าเงินที่ฝากกับธนาคารแห่งหนึ่งในเขตเทศบาลเมืองอุตรดิตถ์หายไป โดยผู้เสียหายคนแรก คือ นายประสงค์ชัย  มากบำรุง อายุ 69 ปี มีอาชีพขายมะพร้าว เงินในบัญชีถูกถอนออกไปกว่า 670,000 บาท ขณะนี้เหลือเงินในบัญชีเพียง 32,000 บาท จึงแจ้งความไว้เมื่อ วันที่ 19 ต.ค.ที่ผ่านมา

 

ติดต่อไปทางธนาคารแล้ว แต่ก็ไม่ได้มีการจ่ายเงินคืนให้ หายเข้ากลีบเมฆไปเลย มันน่าเจ็บใจนะ ทั้งที่ก็ฝากเงินเราแท้ๆ ไม่น่าหายไปเลย ฝากธนาคารนะ ไม่ได้ฝากชาวบ้าน 

ขณะที่ นางอัญชลี  วงษ์จันทร์ อายุ 43 ปี ผู้เสียหายคนที่สอง ซึ่งประกอบอาชีพขายไอศกรีมก็ตรวจพบว่าเงินในบัญชีได้สูญหายไปกว่า 630,000 บาท ขณะนี้เหลือเงินในบัญชีเพียง 30,000 บาทเท่านั้น ทั้งที่ไม่เคยถอน แม้จะแจ้งผู้จัดการแล้ว แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้า

เราก็ไม่อยากให้ธนาคารเสียชื่อเสียงอยู่แล้ว แต่เรารอแล้ว คอยแล้ว มันยืดเยื้อนานเกินไป และไม่ใช่แค่เราคนเดียว ก็เลยอยากให้ช่วยเร่งจัดการให้หน่อย

ทั้งนี้ สำหรับยอดเงินของทั้ง 2 คน รวมกว่า 1,300,000 บาท ขณะนี้ตำรวจกำลังรวบรวมหลักฐาน ก่อนจะเรียกผู้จัดการธนาคาร และผู้เกี่ยวข้องเข้ามาให้ปากคำ

ที่มา http://news.thaipbs.or.th/content/275236

นร.ไทยเจ๋ง! คว้า 12 รางวัลสิ่งประดิษฐ์วิทยาศาสตร์นานาชาติ

นร.ไทยเจ๋ง! คว้า 12 รางวัลสิ่งประดิษฐ์วิทยาศาสตร์นานาชาติ

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

นักเรียนไทยสุดเจ๋ง! คว้า 12 รางวัลในการแข่งขันประกวดผลงานสิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์นานาชาติ ประจำปี 2018 ที่ประเทศอินเดีย

วันนี้ (22 ต.ค.2561) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นักเรียน 15 คน 9 ทีม จาก 8 โรงเรียนทั่วประเทศ นำเสนอผลงาน ก่อนขึ้นรับรางวัล การประกวดผลงานสิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์ ระดับนานาชาติ หรือ IEYI 2018 (International Exhibition for Young Inventors) ระหว่างวันที่ 17 – 21 ต.ค.ที่ผ่านมา ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย

ภาพ :  สพฐ.

น.ส.ธัญนันท์  แก้วเกิด ผู้อำนวยการโครงการพิเศษ สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ.เปิดเผยว่า การแข่งขันในครั้งนี้ มีนักเรียนจาก 9 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วม ประกอบด้วย จีน อินเดีย ไต้หวัน เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ รัสเซีย และไทย

สำหรับเด็กไทยที่คว้ารางวัลได้ครบทั้ง 9 ทีม รวม 12 รางวัล แยกเป็น 2 เหรียญทอง 3 เหรียญเงิน และ 2 เหรียญทองแดง และ 5 รางวัลพิเศษ ซึ่งในจำนวนนี้เป็น Special Silver Award จากผลงาน “เครื่องปอกเปลือกเงาะ” โดย ด.ญ.ใบเตย สินนอก และ ด.ญ.วิววิภา แสนซื่อ จากโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 19 จ.ชัยภูมิ ซึ่งทั้งคู่ยังคว้ารางวัลเหรียญเงินจากผลงานนี้ มาได้อีกด้วย สาเหตุเนื่องจากต้องการให้ผู้ที่กินเงาะปลอดภัย ทั้งจากคมมีดที่ปอก และสารเคมีที่ปนเปื้อนมากับเปลือกเงาะ

ภาพ :  สพฐ.

นอกจากนี้ยังมีรางวัลเหรียญทอง จากผลงาน “แคปซูลข้าวสารดูดความชื้น” โดย น.ส.ศิริมา ศรีเมฆ และ น.ส.สุพิชญา แหลมผึ้ง จากโรงเรียนปราจีนกัลยาณี จ.ปราจีนบุรี รวมทั้ง รางวัลพิเศษ Special Award ผลงาน “เครื่องตรวจสุขภาพอัจฉริยะ ผ่านระบบเครือข่ายไร้สาย” โดย น.ส.กานต์พิชชา อัศววินิจกุลชัย และ น.ส.ณัฐกุล เตชะพิพัฒน์ชัย จากโรงเรียนศึกษานารี กรุงเทพมหานคร

 

ภาพ :  สพฐ.

ภาพ : สพฐ.

 

ภาพ :  สพฐ.

ภาพ : สพฐ.

 

ภาพ :  สพฐ.

ภาพ : สพฐ.

 

ภาพ :  สพฐ.

 

ที่มา http://news.thaipbs.or.th/content/275241

สมองมนุษย์ทำงานเหมือนคอมพิวเตอร์จิ๋วแสนล้านเครื่องเชื่อมต่อกัน

สมองมนุษย์ ทำงานเหมือนคอมพิวเตอร์จิ๋วแสนล้านเครื่องเชื่อมต่อกัน

สมองมนุษย์ – ผลการตรวจวัดความเคลื่อนไหวทางไฟฟ้าของเซลล์ประสาทสมอง ซึ่งทำขึ้นในระดับที่ละเอียดที่สุดเป็นครั้งแรกของโลกพบว่า เซลล์ประสาทสมองของมนุษย์แต่ละเซลล์สามารถประมวลผลได้อย่างเป็นอิสระ เหมือนกับเป็นคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กในตัวเอง

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิจัยสมองของเอ็มไอทีและคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ค้นพบว่าลักษณะพิเศษของใยประสาทส่วนเดนไดรต์ (Dendrite) ทำให้สมองมนุษย์มีพลังในการคิดวิเคราะห์เหนือกว่าสัตว์ชนิดอื่นหลายเท่าตัว คล้ายกับมีคอมพิวเตอร์ขนาดจิ๋วทำงานร่วมกันโดยเชื่อมต่อกันกว่า 1 แสนล้านเครื่อง

มีการตีพิมพ์รายงานการค้นพบข้างต้นในวารสาร Cell โดยทีมผู้วิจัยระบุว่าได้ทดลองสอดขั้วไฟฟ้าขนาดเล็กมากเป็นพิเศษเข้าไปในเดนไดรต์ ซึ่งเป็นแขนงประสาทที่นำสัญญาณไฟฟ้าจากเซลล์อื่น ๆ เข้าสู่ตัวเซลล์ประสาทสมอง เพื่อตรวจวัดความเคลื่อนไหวทางไฟฟ้าของสัญญาณประสาทในส่วนดังกล่าวโดยละเอียด

การทดลองครั้งนี้ใช้เนื้อเยื่อที่ยังมีชีวิตอยู่จากส่วนเปลือกสมอง (Cortex) ของมนุษย์ ซึ่งได้จากคนไข้โรคลมชักที่แพทย์ผ่าตัดนำเนื้อสมองที่เป็นปกติออกบางส่วน ทำให้พบว่าเซลล์ประสาทในส่วนนี้มีความยาวของเดนไดรต์มากเป็นพิเศษ จนสัญญาณไฟฟ้าที่ส่งไปตามเดนไดรต์จะอ่อนลงเรื่อย ๆ ตามระยะทางที่เพิ่มขึ้น

แม้จะดูเหมือนเป็นข้อเสีย แต่ลักษณะพิเศษดังกล่าวทำให้เกิดการแยกกันทำงานเป็นอิสระในเดนไดรต์แต่ละส่วน ซึ่งช่วยเพิ่มพลังการคิดคำนวณขึ้นหลายเท่า โดยเดนไดรต์ที่แตกแขนงออกไปเป็นจำนวนมาก จะแยกกันรวบรวมสัญญาณไฟฟ้าที่รับทอดมาและประมวลผลว่าจะตอบสนองอย่างไรในแต่ละส่วน ก่อนส่งสัญญาณดังกล่าวเข้าสู่ตัวเซลล์ประสาท คล้ายกับเดนไดรต์แต่ละแขนงต่างก็ทำหน้าที่เป็นทรานซิสเตอร์แต่ละตัวให้กับคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง