คลังเก็บรายเดือน: ตุลาคม 2018

เผยคลิปนาที รถไฟด่วนไต้หวันแหกโค้งตกราง ตายอื้อ-บาดเจ็บหลายร้อย! (ความรู้ทางฟิสิกส์การเคลื่อนที่บนทางโค้ง )

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

รถไฟ ไต้หวัน ตกราง

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เผยคลิปนาที รถไฟด่วนไต้หวันแหกโค้งตกราง ตายอื้อ-บาดเจ็บหลายร้อย!

เผยคลิปนาที – จากกรณีเหตุโศกนาฏกรรม รถไฟด่วนของไต้หวัน ตกรางที่เทศมณฑลอี๋หลาน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไต้หวัน เมื่อวันที่ 21 ต.ค. ที่ผ่านมา ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 18 ราย และบาดเจ็บอีกเกือบ 200 คน นับเป็นอุบัติเหตุุทางรถไปที่ร้ายแรงที่สุดของไต้หวันในรอบ 20 ปี

ล่าสุดวันที่ 22 ต.ค. มีการเผยแพร่ภาพจากกล้องวงจรปิด นาทีรถไฟตกราง โดยจากในคลิปจะเห็นว่า รถไฟเข้าโค้งมาด้วยความเร็วสูง ก่อนจะตกรางพลิกคว่ำจนขบวนรถกระจัดกระจาย

เผยคลิปนาที

ความรู้ทางฟิสิกส์การเคลื่อนที่บนทางโค้ง

นาซาเผย 3 สาเหตุทำให้แกนหมุนโลกเคลื่อนไปจากเดิม

ภาพถ่ายบางส่วนของโลกยามต้องแสงอาทิตย์ โดยเป็นมุมมองจากสถานีอวกาศนานาชาติ

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

แม้ลูกโลกแบบตั้งโต๊ะที่เราคุ้นเคยกันดีจะมีรูปทรงสมมาตร ทั้งยังหมุนในแนวเดียวได้อย่างสม่ำเสมอตลอดเวลา แต่ในความเป็นจริงโลกของเราไม่ได้เป็นเช่นนั้น

ล่าสุดทีมนักวิทยาศาสตร์ขององค์การนาซาได้ออกมาเผยผลการศึกษาที่ชี้ว่า ความเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาและสภาพภูมิอากาศส่งผลให้การกระจายตัวของมวลในโลกไม่คงที่ ทำให้แกนหมุนของโลกเคลื่อนไปจากตำแหน่งเดิมโดยเฉลี่ยปีละราว 10 เซนติเมตร ตลอดช่วงศตวรรษที่ 20 ซึ่งเท่ากับเคลื่อนที่ไปไกลจากเดิมทั้งหมด 10 เมตร ในรอบ 100 ปีที่ผ่านมา

มีการตีพิมพ์รายงานวิจัยดังกล่าวในวารสาร Earth and Planetary Science Letters โดยทีมผู้วิจัยชี้ว่ามีกระบวนการสำคัญที่ส่งผลให้เกิดการเคลื่อนที่ของขั้วโลก (Polar motion) อยู่อย่างน้อย 3 กระบวนการด้วยกัน ได้แก่ 1) ความเปลี่ยนแปลงของมวลน้ำแข็งในกรีนแลนด์ 2) การคืนตัวของแผ่นดินหลังธารน้ำแข็งละลาย 3)การพาความร้อนในชั้นเนื้อโลก ซึ่งทั้งหมดนี้ต่างก็เป็นสาเหตุที่ทำให้แกนหมุนของโลกเคลื่อนที่ไป

ดร. สุเรนทรา อธิการี ผู้นำทีมนักวิจัยของนาซาบอกว่า ได้วิเคราะห์ข้อมูลจากการสร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์ โดยผลการวิเคราะห์ชี้ว่ามีหลายสาเหตุที่ทำให้แกนหมุนของโลกเคลื่อนที่ ซึ่งเป็นแนวคิดต่างจากเดิมที่เคยเชื่อกันว่า ความเปลี่ยนแปลงของมวลธารน้ำแข็งขนาดใหญ่เป็นสาเหตุหลักเพียงสาเหตุเดียวเท่านั้น

ภาพแสดงแนวการเคลื่อนที่ของแกนหมุนโลก เส้นสีฟ้าอ่อนคือแกนหมุนเดิม ส่วนเส้นสีชมพูคือแนวที่เคลื่อนไป เนื่องจากอิทธิพลของมวลน้ำแข็งในกรีนแลนด์ (เส้นสีน้ำเงิน) การคืนตัวของแผ่นดินหลังธารน้ำแข็งละลาย (เส้นสีเหลือง) และการพาความร้อนในชั้นเนื้อโลก (เส้นสีแดง)

ภาวะโลกร้อนทำให้มวลน้ำแข็งในกรีนแลนด์ลดลง โดยน้ำแข็งถึง 7,500 กิกะตันได้ละลายลงเป็นน้ำในมหาสมุทรตลอดช่วงศตวรรษที่ผ่านมา ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นและมวลของกรีนแลนด์ลดลง ทั้งที่กรีนแลนด์ตั้งอยู่ในตำแหน่งสำคัญคือ 45 องศาจากขั้วโลกเหนือ ซึ่งจะมีอิทธิพลต่อแนวแกนหมุนของโลกมากกว่ามวลน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ที่อื่น เช่นที่ทวีปแอนตาร์กติกา

นอกจากนี้ การคืนตัวของแผ่นดินซึ่งยกตัวสูงขึ้นหลังจากธารน้ำแข็งที่กดทับอยู่ละลายลง (Glacial rebound) และการพาความร้อน (Convection) ในชั้นเนื้อโลก (Mantle) ซึ่งทำให้เกิดการไหลเวียนแทนที่ในของเหลวที่มีอุณหภูมิไม่เท่ากัน ยังผลักให้แผ่นเปลือกโลกเคลื่อนที่ และส่งผลต่อตำแหน่งแกนหมุนของโลกด้วย

ทีมผู้วิจัยยังกล่าวย้ำว่า ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดที่ทำให้แกนหมุนของโลกเคลื่อนที่ไปนั้น ส่วนใหญ่เกิดจากปัจจัยที่มนุษย์ไม่สามารถควบคุมได้ เว้นแต่เรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ทำให้ภูเขาน้ำแข็งขนาดใหญ่และธารน้ำแข็งสายหลักต้องละลายไปเท่านั้น ซึ่งในระยะยาวการเคลื่อนที่ของตำแหน่งแกนหมุนโลกอาจส่งผลกระทบต่อฤดูกาลและสภาพภูมิอากาศของแต่ละพื้นที่บนโลกได้

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/features-45940235

วิกฤติสุขภาพจิตอาจผลักงบรักษาพุ่งสูงใน 12 ปี

วิกฤติสุขภาพจิตอาจผลักงบรักษาพุ่งสูงใน 12 ปี

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เมื่อเร็วๆ นี้กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชศาสตร์ สาธารณสุขและประสาทวิทยาศาสตร์จำนวน 28 รายจากทั่วโลก ได้รายงานลงในวารสารแลนเซ็ต คอมมิสชั่น (Lancet Commission) เกี่ยวกับวิกฤติสุขภาพจิตที่อาจส่งผลให้ต้นทุนการรักษาพุ่งสูงถึงกว่า 500 ล้านล้านบาท ในช่วงระหว่างปี พ.ศ.2553-2573

ผู้เชี่ยวชาญจากวิทยาลัยแพทยศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในสหรัฐอเมริกา เผยว่า ภาระอันเนื่องมาจากความเจ็บป่วยทางจิตได้เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา และมักเป็นสิ่งที่ถูกละเลย ซึ่งองค์การอนามัยโลกก็ได้ประมาณการว่าประชากราว 300 ล้านคนทั่วโลกมีภาวะซึมเศร้า ขณะที่อีก 50 ล้านคนกำลังเผชิญภาวะสมองเสื่อม ตามด้วยโรคไบโพลาร์หรือโรคอารมณ์สองขั้วอีก 60 ล้านคน และคาดว่าโรคจิตเภทจะส่งผลกระทบต่อประชากร 23 ล้านคน

ทั้งนี้ พบว่าในหลายประเทศที่มีผู้ป่วยผิดปกติทางจิต เช่น ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และโรคจิตเภท มักมีปัญหาเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นต้น รวมถึงการทรมานและการจำคุก อย่างไรก็ตาม แม้รายงานดังกล่าวจะไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจ แต่วิกฤติที่กำลังเติบโตนี้มีแนวโน้มจะเป็นปัญหาต่อประชากรตามชุมชนและเศรษฐกิจทั่วโลก.

ที่มา : https://www.thairath.co.th/content/1398481

เรือบินเอจี600 ทดสอบขึ้น-ลงจอดผิวน้ำสำเร็จงดงาม สีจิ้นผิงปลื้มมาก

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เรือบินเอจี600 ทดสอบขึ้น-ลงจอดผิวน้ำสำเร็จงดงาม สีจิ้นผิงปลื้มมาก

เรือบินเอจี600  – เว็บไซต์ ไชน่าพลัส รายงานว่า ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ผู้นำจีน ส่งสารแสดงความยินดีไปยังคณะผู้พัฒนาเครื่องบินเอจี600 หรือ คุนหลง หลังทดสอบการขึ้นลงจอดบนผิวน้ำเป็นผลสำเร็จ เมื่อวันที่ 20 ต.ค.

เครื่องบิน AG600 เป็นเครื่องบินสะเทินน้ำสะเทินบกลำใหญ่ที่สุดของจีน ออกแบบและพัฒนานวัตกรรมโดยรัฐวิสาหกิจจีน AVIC แสดงการทดสอบขึ้นบินและลงจอดในน้ำ ที่อ่างเก็บน้ำจางเหอ เมืองจิงเหมิน มณฑลหูเป่ย ภาคกลางของจีน

ความสำเร็จนี้เป็นไปตามที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กระตุ้นให้สถาบันและบุคคลในประเทศร่วมกันฝ่าฟันความยากลำบากในการสร้างสรรค์และพัฒนานวัตกรรมให้ประเทศ

เรือบินเอจี600
นาทีทดสอบที่หูเป่ย

ครั้งนี้นายสียังเรียกร้องให้ผู้เกี่ยวข้องสานต่อและประสานงานกันเพื่อให้โครงการสำเร็จลุล่วง เพื่อใช้ในภารกิจกู้ภัย ในเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น ภัยพิบัติทางน้ำ ไฟป่า ไปจนถึงการสำรวจสิ่งแวดล้อมทางทะเล

CGTN

ด้านนายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรี ส่งสารแสดงความยินดีเช่นกัน พร้อมสนับสนุนให้ผู้พัฒนาผลักดันให้เอจี600 และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของจีนแข่งขันในระดับนานาชาติได้

เอจี600 เริ่มผลิตในเดือนกรกฎาคม 2559 และเริ่มทดสอบการบินขึ้นลงบนดินเมื่อเดือนธันวาคม 2560 กำหนดไว้ว่าจะจดทะเบียนในปี 2564 และออกใช้อย่างกว้างขวางในปี 2565

“ดาวินชี” อาจมีตาเข ทำให้วาดภาพเป็นสามมิติได้เหมือนจริง

ภาพ "โมนาลิซา" ของดาวินชี ได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานชิ้นเอกที่มีความซับซ้อนทางมิติซึ่งยากจะเลียนแบบได้

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

จิตรกรเอกและอัจฉริยะผู้รอบรู้ “ลีโอนาร์โด ดา วินชี” อาจมีอาการตาเขหรือตาเหล่ ซึ่งช่วยให้เขาวาดภาพเป็นมุมมองแบบสามมิติได้เหมือนจริง และยากที่ผู้ใดจะเลียนแบบได้

คณะแพทย์จากวิทยาลัยทัศนมาตรศาสตร์และทัศนวิทยาศาสตร์ (Optometry and Vision Science) มหาวิทยาลัย City University of London ของสหราชอาณาจักร ได้ตรวจวินิจฉัยสภาพสายตาของดาวินชี ผ่านการวิเคราะห์ผลงานภาพเขียนและประติมากรรม 6 ชิ้น ซึ่งสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นจากใบหน้าจริงของศิลปินเอกผู้นี้

ผลการวิเคราะห์สายตาดังกล่าวพบว่า ดวงตาทั้งสองข้างไม่ได้เพ่งมองไปที่จุดสนใจเดียวกัน ซึ่งเป็นอาการของตาเขหรือตาเหล่ (Strabismus) โดยขณะที่ตาข้างหนึ่งกำลังจ้องมองวัตถุอยู่ ตาอีกข้างหนึ่งจะมีตำแหน่งการมองเบี่ยงเบนไปทางซ้ายหรือขวา รวมทั้งเบี่ยงจากแนวปกติขึ้นบนหรือลงล่างได้ด้วย

ความผิดปกติทางสายตาเช่นนี้กลับเป็นผลดีต่อการสร้างสรรค์งานศิลปะ โดยศ.คริสโตเฟอร์ ไทเลอร์ ผู้นำทีมวิจัยระบุว่า “อาการตาเขบางชนิดช่วยในการวาดภาพได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้ศิลปินถ่ายทอดรายละเอียดจากของจริงที่เป็นมุมมองแบบสามมิติ ลงบนผืนผ้าใบที่เป็นสองมิติได้ดีกว่าคนทั่วไป โดยสามารถแปลงข้อมูลสามมิติเป็นภาพสองมิติได้ด้วยตาเพียงข้างเดียว”

ตามปกติแล้วคนทั่วไปจะใช้ดวงตาทั้งสองข้างในการมองวัตถุชิ้นเดียวให้เป็นสามมิติ โดยสมองจะประมวลสัญญาณการมองเห็นจากตาทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน ทำให้มุมมองสามมิติที่เกิดขึ้นคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงเล็กน้อย โดยอาจเคลื่อนไปทางซ้ายหรือขวามากเกินไป

เรื่องนี้สามารถทดสอบได้โดยชูนิ้วมือ 1 นิ้วไว้ที่ตรงหน้าจมูก แล้วมองดูโดยทดลองปิดตาทีละข้าง จะพบว่าภาพที่เห็นแต่ละครั้งไม่อยู่ในตำแหน่งเดียวกัน

ภาพคือ Salvator Mundi ที่ถูกนำออกประมูลไปเมื่อไม่นานมานี้ เป็นภาพหนึ่งที่ใช้ในการประเมินสภาพสายตาของดาวินชี

ในกรณีของคนตาเข สมองจะลดความสำคัญของสัญญาณประสาทซึ่งมาจากตาข้างที่ผิดปกติลงขณะประมวลผล ซึ่งจะช่วยลดความคลาดเคลื่อนในการมองแบบสามมิติไปโดยปริยาย ทำให้ภาพที่มองเห็นมีความเสถียรและถ่ายทอดเป็นผลงานจิตรกรรมได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม คณะแพทย์ผู้วิจัยระบุว่าอาการตาเขของดาวินชีนั้นไม่รุนแรง โดยน่าจะเขออกด้านนอกราว 10.3 องศา และไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลา

“อาการตาเขจะหายไปเมื่อเขาเพ่งมองวัตถุอย่างจริงจัง และจะกลับมาใหม่เมื่อผ่อนคลายการจ้องมองลง ทำให้สามารถใช้ตาข้างเดียวแปลงข้อมูลการมองเห็นสามมิติลงบนระนาบสองมิติได้เป็นครั้งคราวตามต้องการ” ศ. ไทเลอร์ กล่าว

คณะแพทย์ผู้วิจัยซึ่งตีพิมพ์ผลการศึกษาในวารสาร JAMA Ophthalmology ยังเชื่อว่าจิตรกรเอกชื่อดังคนอื่น ๆ ของโลกเช่นเรมบรันต์ (Rembrandt) เดอกาส์ (Degas) และปิกัสโซ (Picasso) ก็น่าจะมีอาการตาเขแบบนี้ด้วยเช่นกัน

ที่มา:www.bbc.com

ใส่ร่มชูชีพเข้าไปที่ส่วนของห้องโดยสาร

1540114274669
นักวิศวกรคิดค้นวิธีลดการสูญชีวิตจากเครื่องบินตก ด้วยการใส่ร่มชูชีพเข้าไปที่ส่วนของห้องโดยสาร เพื่อกรณีฉุกเฉินจะได้สามารถดีดตัวเองออกแล้วกางร่มเพื่อหาจุดลงจอดอย่างปลอดภัย

นักวิศวกรคิดค้นวิธีลดการสูญชีวิตจากเครื่องบินตก ด้วยการใส่ร่มชูชีพเข้าไปที่ส่วนของห้องโดยสาร เพื่อกรณีฉุกเฉินจะได้สามารถดีดตัวเองออกแล้วกางร่มเพื่อหาจุดลงจอดอย่างปลอดภัย

เว็บไซต์ Dailymail นำเสนอแนวคิดของนักวิศวกรที่คิดค้นวิธีใหม่ลดการสูญเสียจากเหตุการณ์เครื่องบินตก ด้วยการออกแบบให้ตัวห้องโดยสารกับตัวเครื่องบินให้สามารถแยกออกจากกันได้ในยามเกิดเหตุฉุกเฉิน และเมื่อตัวห้องโดยสารดีดตัวออกมาแล้วร่มชูชีพที่ติดมาด้วยก็จะกางออก พร้อมหาจุดลงจอดที่ปลอดภัยไม่ว่าจะบนพื้นดินหรือผิวน้ำ เพื่อเป็นการรักษาชีวิตผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมดที่อยู่บนเครื่องบินให้รอดชีวิตได้

ก่อนหน้านี้เคยมีนักวิศวกรการบินเคยเสนอแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อนแล้ว แต่ความคิดของเขาคือสร้างห้องโดยสารซ้อนกันสองชั้น และเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินก็ปล่อยห้องโดยสารชั้นในออกจากตัวเครื่อง และมีร่มชูชีพกางออกคล้ายกัน ซึ่งปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นในการคิดค้นวิธีสร้างความปลอดภัยนี้คือปัจจัยอื่นๆที่เกิดจากมนุษย์ที่เป็นอุปสรรค

แอร์อัจฉริยะ

แอร์อัจฉริยะ

บริษัทไดกิ้น หนึ่งในผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศและระบบทำความเย็นที่ใหญ่ที่สุดของโลก จากประเทศญี่ปุ่น เปิดเผย แผนพัฒนาเครื่องปรับอากาศสุดอัจฉริยะ ที่สามารถปรับระดับอุณหภูมิให้เหมาะกับ ผู้ใช้งาน รวมถึงปล่อยลมเย็นกระตุ้นให้ผู้ใช้รู้สึกกระฉับกระเฉง

ไดกิ้นระบุว่าต้องการทำงานร่วมกับ บริษัทเอ็นอีซี คอร์ปอเรชั่น ผู้พัฒนาระบบ ความเย็นสุดไฮเทคของประเทศ เพื่อผลิตเครื่องปรับอากาศปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) สำหรับใช้ในสถานที่ทำงาน สามารถตรวจจับลักษณะท่าทางของพนักงาน และประเมินได้ว่าพนักงานคนไหนเข้าข่าย อ่อนล้า ง่วงนอน หรืออ่อนเพลีย 

จากนั้นจะตอบสนองด้วยการเป่าลมเย็นในอุณหภูมิที่กำหนดซึ่งจะช่วยให้พนักงานคนนั้นๆ รู้สึกสดชื่นและพร้อมทำงานต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ

แนวคิดเป่าลมเย็นนี้มาจากงานวิจัยซึ่งพนักงานไดกิ้นที่ร่วมทดสอบต่างระบุเป็นเสียงเดียวกันว่า ลมเย็นๆ ทำให้กระปรี้กระเปร่าในช่วงบ่ายมากกว่าดื่มกาแฟ ออกกำลังเบาๆ หรือพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานเสียอีก และแม้การนอนหลับช่วงสั้นๆ จะให้ผลดีที่สุด แต่ต้องใช้เวลา 25-30 นาที และแม้ญี่ปุ่นจะอนุญาตให้พนักงานนอนกลางวันได้ แต่ประเทศอื่นๆ ไม่มีนโยบายนี้

นอกจากนี้ไดกิ้นยังศึกษาความแตกต่างของอุณหภูมิที่กระตุ้นให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ปรากฏว่าผู้ชายจะทำงานได้ดีในอุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส และความชื้นที่ร้อยละ 30 ส่วนผู้หญิงจะทำงานดีในอุณหภูมิ 22 องศาเซลเซียส และความชื้น ร้อยละ 50

ล้อพกพา

ล้อพกพา

เซบาสเตียน ซิกเนอร์ ซีอีโอบริษัทอูร์โม จากประเทศเยอรมนี แนะนำ “เออร์โม” ยานพาหนะไฟฟ้าขนาดเล็กสำหรับพกพา มาในรูปแบบคล้ายเซ็กเวย์ แต่มีเพียงฐานยืนกับล้อ 2 ข้างเท่านั้น

แถมยังสามารถพับเก็บและหิ้วไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวกง่ายดาย เออร์โมผลิตจากเส้นใยคาร์บอนคุณภาพสูง จึงทนทาน และมีน้ำหนักเบา แต่รองรับแรงกด รวมถึงน้ำหนักผู้ใช้งานได้สูงสุด 120 กิโลเมตร

ขนาดก่อนพับกว้าง 18.8 นิ้ว ยาว 13 นิ้ว และสูง 13.3 นิ้ว ขนาดหลังจากพับล้อทั้งสองข้างเข้าหากัน ความกว้างจะเหลือแค่ 7 นิ้ว ส่วนแบ่งฐานเหยียบที่ถูกดันขึ้นมานั้นจะกลายเป็นด้ามจับสำหรับหิ้ว ล้อทั้งสองข้างมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 14 นิ้ว แล่นได้เกือบทุกพื้นผิว ตั้งแต่ถนนลาดยาง ไปจนถึงพื้นขรุขระ หรือทางที่ปูด้วยหินคอบเบิล ก็ไม่มีปัญหา

เออร์โมแล่นได้เร็วสูงสุดที่ 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และต่อการชาร์จไฟจนเต็ม 1 ครั้งแล่นได้ระยะทางไกลถึง 20 กิโลเมตร เออร์โมมีระบบขับเคลื่อนล้อที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ช่วยให้ปลอดภัยและมั่นใจในการเดินทาง ไม่ว่าจะเอี้ยวตัวเพื่อเลี้ยวในระดับความเร็วเท่าไหร่ก็สามารถเลี้ยวได้ดั่งใจ ไม่มีเสียหลัก หรือพลาดเกิดอันตราย

นอกจากนี้ยังทำงานเชื่อมต่อกับแอพพลิเคชั่นบบนโทรศัพท์มือถือ ทั้งระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ และไอโอเอส เพื่อตรวจสอบข้อมูลการใช้งาน ระยะทางที่เหลือสำหรับใช้งาน และสถานะความพร้อม

สนามบินที่นครเซี่ยงไฮ้เริ่มใช้การเช็คอินด้วยเทคโนโลยีจดจำใบหน้า

C5E83D91-26F6-4A83-9994-49AFDF84D86C_w1023_r1_s

ที่ท่าอากาศยานเซี่ยงไฮ้ หงเฉียว เปิดให้มีการเช็คอินอัตโนมัติโดยการใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดตัวระบบจดจำใบหน้าในประเทศจีน เรื่องนี้ก่อให้เกิดความกังวลในเรื่อง ของความเป็นส่วนตัว สืบเนื่องมาจากการที่ปักกิ่งพยายามที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำระดับโลกทางด้านนี้

สำนักงานการบินพลเรือนของประเทศจีนเผยว่า ท่าอากาศยานนานาชาติเซี่ยงไฮ้ หงเฉียว เปิดตัวตู้สำหรับการเช็คอินเที่ยวบินและสัมภาระ ซึ่งยังช่วยเจ้าหน้าที่ตรวจสอบความปลอดภัยก่อนขึ้นเครื่องเนื่องจากมีการใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าเข้ามาช่วย

สนามบินหลายๆ แห่งในจีนเริ่มใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้ากันแล้ว เพื่อช่วยให้ระบบตรวจสอบความปลอดภัยดำเนินไปอย่างรวดเร็ว แต่ระบบที่เซี่ยงไฮ้เริ่มใช้เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เป็นระบบอัตโนมัติ ครบวงจรที่มีใช้เป็นแห่งแรกในประเทศ

นาย Zhang Zheng ผู้จัดการทั่วไปของแผนกบริการภาคพื้นดินสายการบิน Spring Airlines กล่าวว่า นับเป็นครั้งแรกที่ประเทศจีนเปิดใช้ระบบเช็คอินอัตโนมัติครบวงจร ซึ่งผู้โดยสารดำเนินการเองทุกขั้นตอน สายการบิน Spring Airlines เป็นสายการบินแรกที่นำระบบนี้ไปใช้ที่สนามบินหงเฉียว และในตอนนี้มีเพียงผู้ถือบัตรประจำตัวประชาชนจีนเท่านั้นที่สามารถใช้เทคโนโลยีนี้ได้

สายการบิน Spring Airlines ให้ข้อมูลว่า 87% ของผู้โดยสาร 5,017 คนที่เดินทางกับสายการบิน ของตนเมื่อวันจันทร์ใช้ตู้บริการตัวเอง ซึ่งสามารถลดเวลาในการเช็คอินเหลือเพียงไม่ถึงหนึ่งนาที ครึ่งต่อคนเท่านั้นเอง

ส่วนที่จีนแผ่นดินใหญ่ นำระบบจดจำใบหน้ามาใช้ในชีวิตประจำวัน เช่นเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ระบบ จดจำใบหน้าเพื่อระบุตัวผู้ที่รัฐบาลจับตามองท่ามกลางหมู่ฝูงชน ตลอดจนจับกุมกลุ่มคนที่ไม่ข้ามถนนตรงทางข้าม และรัฐบาลจีนกำลังพยายามพัฒนาระบบข้อมูลกล้องวงจรปิดระดับชาติอีกด้วย

ปัจจุบัน สื่อจีนรายงานข่าวอยู่บ่อยครั้งเกี่ยวกับการใช้งานระบบจดจำใบหน้าที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เช่น ที่ร้าน KFC ในเมืองหางโจว ที่อยู่ใกล้ๆ กับนครเซี่ยงไฮ้นำเทคโนโลยีจดจำใบหน้ามาใช้เวลาลูกค้าจ่ายเงิน และบางโรงเรียนใช้กล้องตรวจจับใบหน้าเพื่อดูปฏิกิริยาของนักเรียนในชั้นเรียน ขณะที่ตู้เอทีเอ็มหลายร้อยตู้ในมาเก๊าติดตั้งอุปกรณ์จดจำใบหน้าเพื่อลดปัญหาการฟอกเงิน

อย่างไรก็ตาม ความสะดวกสบายที่เพิ่มขึ้นนี้ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายในประเทศตามมา ทั้งยังมีกฏข้อบังคับสำหรับรัฐบาลในเรื่องการใช้ข้อมูลทางด้านชีวภาพด้วย

 

ที่มา: https://www.voathai.com/a/check-in-with-facial-recognition-in-shanghai/4620153.html

2 นกเหล็ก เหาะเหินเดินอากาศมาคู่กัน แถมลงจอดรันเวย์พร้อมกันด้วย

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

2นกเหล็ก เหาะเหินเดินอากาศมาคู่กัน แถมลงจอดรันเวย์พร้อมกันด้วย

2นกเหล็ก – เมื่อ 20 ต.ค. เดลีเมล์ รายงานเบื้องหลังคลิปบันทึกภาพที่ชาวเน็ตแชร์กันอย่างกว้างขวาง นาทีเครื่องบินสองลำสองขนาดบินลงจอดยังสนามบินพร้อมกันอย่างน่าทึ่ง

เหตุเกิดที่สนามบินซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา เครื่องบินยูไนเต็ด แอร์ไลนส์ 747 ลำใหญ่กว่า และเครื่องบินอเมริกันอีเกิล แอร์คราฟต์ เหินเข้ามาใกล้กันและมีจุดหมายลงจอดที่เดียวกัน ทั้งสองลำจึงค่อยๆ ลดระดับลงจอดในจังหวะเดียวกันยังรันเวย์คู่ขนานที่ทอดไปตามอ่าวซานฟรานซิสโก

2นกเหล็ก

 สนามบินซานฟรานซิสโก มีชื่อเสียงเรื่องที่มีรันเวย์คู่ขนาน ระยะห่าง 230 เมตร มีเครื่องบินลงจอดพร้อมกันได้ ทุกๆ หนึ่งชั่วโมง สนามบินมีเครื่องลงจอดได้ 54 ลำ และบินขึ้นได้ 50 ลำ