คลังเก็บรายเดือน: กันยายน 2018

แบบนี้อวกาศสะอาดเลย… เมื่อมีการเผยภาพล่าสุด การทดสอบเก็บขยะอวกาศด้วยตาข่ายยักษ์

1
นอกจากมวลมนุษยชาติจะสร้างความวิบัตให้กับโลกของเราด้วยขยะที่มากมายก่ายกองในแทบจะทุกสถานที่ ตั้งแต่บนท้องถนน ไปจนถึงท้องมหาสมุทรแล้ว เหนือผิวโลกขึ้นไปในห้วงอวกาศก็เต็มไปด้วยสิ่งที่เรียกว่า ขยะอวกาศ ที่ลอยเกลื่อนอยู่ในระดับวงโคจร ซึ่งขยะอวกาศเหล่านี้ก็มีทั้งดาวเทียมที่ปลดระวางแล้ว ชิ้นส่วนของยานอวกาศที่หลุดออกมา และขยะจำนวนมากเหล่านี้ อาจจะไปชนเข้ากับยานหรือดาวเทียมดวงอื่นๆ ทำให้เกิดความเสียหายเข้าไปอีก

และก็เป็นที่น่าดีใจ เพราะในตอนนี้ได้มีการทดสอบระบบกำจัดขยะอวกาศที่มีขนาดใหญ่กันแล้ว และดูเหมือนว่าระบบกำจัดขยะอวกาศนี้จะทำงานได้ดีซะด้วย และมันเป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่มีชื่อว่า RemoveDEBRIS และในการทดสอบยิงตาข่ายยักษ์เพื่อจับเศษขยะ เจ้าตาข่ายก็ทำงานของมันได้ดี สามารถจับเศษขยะและดึงมันลงไปสู่ชั้นบรรยากาศโลก
14602_180924115809yt_70

ความง่ายของการกำจัดขยะอวกาศคือ เราไม่ต้องนำมันกลับลงมาบนโลกให้ยุ่งยาก แค่เพียงปล่อยให้มันเสียดสีกับชั้นบรรยากาศแล้วถูกเผาไหม้ให้สิ้นซากไป แค่เพียงเราดึงให้ขยะอวกาศลอยต่ำลงมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และตาข่ายยักษ์นี้ก็ทำหน้าที่สกัดวงโคจรอย่างไร้การควบคุมของขยะอวกาศ และดึงขยะให้ลอยต่ำลงเร็วขึ้น

และในการทดสอบทำกับตัวจำลองของดาวเทียมขนาดเล็ก และตาข่ายขนาดยักษ์ที่สามารถกางออกได้คล้ายร่ม จะถูกยิงใส่ขยะอวกาศ และห่อขยะไว้อย่างหนาแน่น และมันก็ทำหน้าที่ของมันได้ดี โดยโครงการ RemoveDEBRIS ที่ทำการจัดเก็บขยะในสเกลที่ใหญ่กว่านี้ จะเป็นโครงการที่เกิดจากความร่วมมือกันของหลายๆ ประเทศ และแต่ละประเทศก็นำเสนอวิธีการที่แตกต่างกันไป ซึ่งนอกจากจะมีการใช้ตาข่ายแล้ว ก็ยังมีลักษณะของการใช้ฉมวกยักษ์ที่ยิ่งใส่ขยะอวกาศ แล้วลากมันลงมาเพื่อทำการเผาไหม้ด้วยชั้นบรรยากาศ

และต่อจากนี้ ทีมงานที่ทดสอบตาข่ายยักษ์ จะได้ทดลองกับวิธีการอื่นๆ อีก 2-3 รูปแบบ มีทั้งการใช้ฉมวก รวมถึงมีการใช้ยานอวกาศที่สามารถย่อยขยะอวกาศให้มีขนาดเล็กลงได้

ที่มา: https://news.thaiware.com/14602.html

สุดช็อก! เผยคลิปนาทีสุดท้าย MH370 น้ำมันหมด-ดิ่งมหาสมุทรอินเดีย ตายยกลำ


MH370

สุดช็อก! เผยคลิปนาทีสุดท้าย MH370 น้ำมันหมด-ดิ่งมหาสมุทรอินเดีย ตายยกลำ

เดอะซันรายงานเมื่อวันที่ 24 ก.ย. ว่า ช่องสารคดีดัง เนชันแนลจีโอกราฟฟิก เผยสารคดีเรื่อง ‘เดรนดิโอเชียน’ จำลองเหตุการณ์การตกของเที่ยวบินมรณะ โดยใช้ข้อมูลจากเบาะแสเกี่ยวกับการหายไปอย่างลึกลับของเครื่องบินสายการบิน มาเลเซียแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ MH370 ที่บรรทุกผู้โดยสารและลูกเรือมากกว่า 200 คน ออกเดินทางจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ของมาเลเซีย มุ่งหน้ากรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2557

รายงานระบุว่า บริษัทอิเล็กทริกพิคเจอร์ ที่ทำงานอย่างใกล้ชิดกับสำนักความปลอดภัยด้านการบนส่งของออสเตรเลีย และเจ้าหน้าที่ของออสเตรเลีย ร่วมกันจำลองและวิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้เครื่องบินลำนี้หายไป โดยจากหลักฐานด้านดาวเทียมอินมาร์แซทเหนือมหาสมุทรอินเดีย ทำให้ทีมงาน สามารถคำนวณหาทิศทางที่เครื่องบินเดินทางไปได้ พบว่า เครื่องบินเที่ยวบิน MH370 หลังจากออกจากท่าอากาศยานกรุงกัวลาลัมเปอร์ ได้มุ่งหน้าสู่กรุงปักกิ่งไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ก่อนที่บินไปทางทิศใต้ เป็นเวลา 6 ชั่วโมง ก่อนที่เครื่องบินจะน้ำมันหมด แล้วลดระดับเพดานบินอย่างรวดเร็ว

จากการวิเคราะห์ในสารคดี เดรนดิโอเชียน คาดว่าหลังจากนั้น เครื่องยนต์ด้านขวาของเครื่องบินได้เกิดไฟลุกไหม้ ทำให้ระบบออโต้ไพล็อต หรือระบบขับเครื่องบินอัตโนมัติ พยายามที่จะปรับสมดุลของเครื่องบินด้วยการเลี้ยวซ้ายอย่างแรง ทำให้เครื่องบินที่ 2 เกิดไฟลุกไหม้ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น เมื่อไม่มีเชื้อเพลิง ระบบออโต้ไพล็อตไม่ทำงาน เครื่องบินก็ดิ่งลงมหาสมุทรอินเดียทันที โดยจากข้อมูลพบว่า มีการพบเศษซากหลายส่วนที่ตรวจสอบแล้วว่าเป็นของเครื่องบินมรณะลำนี้ ถูกซัดไปเกยหาดของเกาะเรอูนียง ทางตะวันตกสุดของมหาสมุทรอินเดีย

เปิดโรดแมพวิจัยด้านเทคโนโลยีอาลีบาบา

240961-08

ผ่าน Alibaba DAMO Academy เปิดเผยลุยควอนตัมคอมพิวติ้งและเอไอชิพสำหรับห้าปีข้างหน้า สนับสนุนธุรกิจคลาวน์และ IoT

ข่าวจากเมือง หังโจว ประเทศจีน    อาลีบาบา กรุ๊ป โฮลดิ้ง ลิมิ เปิดแผนพัฒนาโรดแมพสำหรับฟรอนเทียร์เทคโนโลยี (Frontier technologies) อย่างควอนตัมคอมพิวติ้งและเอไอชิพ (AI chips) ในงานวันเปิดการประชุม The Computing Conference 2018 ที่รวบรวมผู้นำด้านเทคโนโลยี มาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และแนวคิด
อาลีบาบา DAMO Academy   เป็นโครงการระดับโลกของอาลีบาบา ด้านวิจัยเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ ได้เผยแผนที่จะพัฒนาเทคโนโลยีที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอีกห้าปีข้างหน้า โดยเทคโนโลยีเหล่านี้จะได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนการขยายตัวอย่างรวดเร็วของธุรกิจด้านคลาวน์และ IoT ของอาลีบาบา พร้อมไปกับการนำไปประยุกต์ใช้ในเชิงพาณิชย์ให้กับอุตสาหกรรมอื่นอย่างหลากหลาย ตั้งแต่โลจิสติกส์ วัตถุดิบด้านเวชภัณฑ์ ซึ่งล้วนอาศัยพลังคอมพิวเตอร์อีกระดับเพื่อสร้างการค้นพบครั้งใหญ่ด้านเทคโนโลยี (Technology breakthrough)

ระหว่างการประชุมทางวิชาการ The Computing Conference อาลีบาบาได้ประกาศก่อตั้งบริษัทผลิตชิพซึ่งเป็นบริษัทในเครือของอาลีบาบา กรุ๊ป ซึ่งจะเน้น customized AI chips and embedded processors เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจคลาวน์และ IoT ของอาลีบาบา พร้อมไปกับนำเสนอโซลูชั่นที่ชาญฉลาดให้กับอุตสาหกรรมต่าง ๆ
นายเจฟ จาง ประธานเจ้าหน้าที่เทคโนโลยีของอาลีบาบา กรุ๊ป กล่าวว่า อาลีบาบา เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีในด้านคลาวน์คอมพิวติ้งและปัญญาประดิษฐ์    การก่อตั้งสถาบันดาโม (DAMO Academy) ของอาลีบาบาแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี  ในอนาคตมั่นใจว่า ความก้าวหน้าด้านอัลกอริทึ่ม data intelligence, computing power and domain knowledge ที่หนุนอีโคซิสเต็มที่หลากหลายของอาลีบาบาจะทำให้เราสามารถสร้างเทคโนโลยีอันล้ำหน้า (technology breakthroughs) in disruptive areas  เช่น เทคโนโลยีควอนตัมและชิพ”

news_KloMizHhud160040_533

สถาบันดาโมของอาลีบาบามีนักวิจัยกว่า 300 คนทั่วโลก โดยเน้น 5 ด้าน คือ เครื่องจักรอัจฉริยะ (machine intelligence), หุ่นยนต์ (robotics), ฟินเทค, ดาต้า คอมพิวติ้ง (data computing) และ ควอนตัม คอมพิวติ้ง (quantum computing) พันธมิตรระดับโลกของสถาบัน ประกอบด้วย สถาบันการศึกษาชั้นนำอย่าง มหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนีย เบิร์คเล่ย์ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด มหาวิทยาลัยนันยางแห่งสิงคโปร์  มหาวิทยาลัยซิงหัว มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง และ สถาบันวิทยาศาสตร์จีน

ที่มา : https://www.dailynews.co.th/it/667322

แบคทีเรียในลำไส้มนุษย์ผลิตไฟฟ้าได้

_103556055_gettyimages-151033471

แบคทีเรียที่สร้างกระแสไฟฟ้ามักมีอยู่ตามสถานที่ซึ่งมนุษย์เข้าถึงได้ยาก เช่นในเหมืองลึกใต้ดินหรือก้นทะเลสาบ ทำให้ที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์มองข้ามแหล่งกำเนิดพลังงานที่อยู่ใกล้ตัว ซึ่งได้แก่เชื้อแบคทีเรียแกรมบวกหลายร้อยชนิด ทั้งเชื้อโพรไบโอติกส์ในลำไส้ของคนเรา และเชื้อที่ก่อโรคอย่างลิสทีเรียนั่นเอง

ล่าสุดทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเบิร์กลีย์ของสหรัฐฯ ค้นพบว่าเชื้อแบคทีเรียแกรมบวกหลายร้อยชนิดในลำไส้ของมนุษย์ รวมทั้งเชื้อ Listeria monocytogenes ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคอุจจาระร่วงหรืออาการท้องเสียที่พบได้ทั่วไป สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าอย่างอ่อนได้ โดยพวกมันใช้วิธีที่แตกต่างไปจากแบคทีเรียผลิตไฟฟ้าชนิดที่มีการค้นพบมาก่อนหน้านี้

รายงานการค้นพบดังกล่าว ซึ่งจะตีพิมพ์ในวารสาร Nature ฉบับวันที่ 4 ต.ค. ที่จะถึงนี้ระบุว่า เรื่องนี้นับเป็นข่าวดีสำหรับผู้ที่กำลังมุ่งคิดค้น “แบตเตอรีมีชีวิต” ซึ่งใช้จุลินทรีย์เป็นตัวกำเนิดพลังงานไฟฟ้า รวมทั้งเป็นข่าวดีต่อการพัฒนาระบบผลิตไฟฟ้าจากแบคทีเรียในโรงงานกำจัดของเสียด้วย

ดร. แซมมวล ไลต์ ผู้นำทีมวิจัยอธิบายว่า การที่แบคทีเรียผลิตไฟฟ้าออกมานั้น นับเป็นกระบวนการเดียวกันกับที่คนเราหายใจเอาออกซิเจนเข้าไป เพื่อขจัดอนุภาคอิเล็กตรอนที่เกิดขึ้นจากการเผาผลาญและผลิตพลังงานในร่างกาย โดยสัตว์และพืชจะส่งต่ออิเล็กตรอนเหล่านี้ให้กับโมเลกุลออกซิเจนในไมโทคอนเดรียของทุกเซลล์

แต่ในกรณีของแบคทีเรียซึ่งอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีออกซิเจน พวกมันจะ “หายใจ” โดยนำโมเลกุลของแร่ธาตุรอบตัวเช่นเหล็กหรือแมงกานีสเข้าไปแทน เพื่อส่งต่ออนุภาคอิเล็กตรอนให้และนำออกนอกเซลล์ในรูปแบบที่ส่งต่อกันเป็นทอด ๆ คล้ายลูกโซ่ จนทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าขึ้น

_103552076_probioticsgettyimages

อย่างไรก็ตาม เชื้อลิสทีเรียและแบคทีเรียแกรมบวกที่อยู่ในลำไส้ของมนุษย์ซึ่งมีออกซิเจนต่ำ มีวิธีหายใจที่ง่ายและมีประสิทธิภาพยิ่งกว่านั้น โดยจะส่งต่ออิเล็กตรอนให้กับสารฟลาวิน (Flavin) ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของวิตามินบี 2 ที่มีอยู่มากในลำไส้ โดยการส่งอิเล็กตรอนผ่านผนังเซลล์ที่มีอยู่ชั้นเดียวทำได้ง่าย ทั้งเกิดประสิทธิผลคุ้มค่าต่อต้นทุนทางชีวภาพที่ต้องสูญเสียไป

“เชื้อแบคทีเรียกลุ่มนี้เลือกหายใจด้วยวิธีดังกล่าวเป็นบางครั้ง ไม่ใช่เพื่อความอยู่รอด แต่เพราะมันเป็นวิธีการที่ง่ายกว่า โดยกระบวนการนี้มีผลพลอยได้เป็นกระแสไฟฟ้าสูงสุดถึง 500 ไมโครแอมป์ จากการส่งต่ออิเล็กตรอนกว่า 1 แสนตัวต่อวินาทีในแต่ละเซลล์” ดร. ไลต์ กล่าว

กระบวนการผลิตไฟฟ้าแบบนี้ยังพบได้ในจุลินทรีย์โพรไบโอติกส์ซึ่งใช้ทำโยเกิร์ต ชีส และผักดอง ซึ่งทีมผู้วิจัยเชื่อว่าการส่งต่ออิเล็กตรอนออกนอกเซลล์ของเชื้อแบคทีเรียกลุ่มนี้ มีผลต่อรสชาติของอาหารหมักดองที่กล่าวมาด้วย

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/international-45623098

สดร. เผย วันศารทวิษุวัต กลางวันยาวเท่ากับกลางคืน

Share-AutumnalEquinox_Sep61

สดร. เผย 23 กันยายน 2561 เป็นวันศารทวิษุวัต กลางวันยาวเท่ากับกลางคืน พร้อมเล่าเหตุการณ์ขึ้น-ลงของดวงอาทิตย์อีก 4 ปรากฏการณ์

 วันที่ 20 กันยายน 2561 เฟซบุ๊ก สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ Fan Page มีการรายงานว่า นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ กล่าวว่า วันที่ 23 กันยายน นี้ จะเป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกพอดี ทำให้เวลาในช่วงกลางวันยาวเท่ากับกลางคืน ประเทศทางซีกโลกเหนือจะย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ส่วนประเทศทางซีกโลกใต้ย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ เรียกว่า “วันศารทวิษุวัต” (สาด-ทะ-วิ-สุ-วัด) (Autumnal Equinox)

สำหรับประเทศไทย ในวันที่ 23 กันยายน 2561 ดวงอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้าทางทิศตะวันออก เวลาประมาณ 06.07 น. และตกลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตก เวลาประมาณ 18.15 น. (เวลา ณ กรุงเทพมหานคร) หลังจากวันดังกล่าว ดวงอาทิตย์จะเคลื่อนลงทางใต้เรื่อย ๆ จนถึงวันที่ 22 ธันวาคม 2561 จากนั้นจะเคลื่อนกลับทางเหนืออีกครั้งหนึ่ง ซึ่งในหนึ่งปีจะมีวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก และตกทางทิศตะวันตกพอดี เพียง 2 ครั้งเท่านั้น คือ วันวสันตวิษุวัต (Vernal Equinox) ประมาณวันที่ 20 หรือ 21 มีนาคม และวันศารทวิษุวัต (Autumnal Equinox) วันที่ 22 หรือ 23 กันยายน ทำให้เป็นวันที่มีเวลากลางวันและกลางคืนยาวเท่ากัน

sun02

นายศุภฤกษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี ทำให้ในรอบ 1 ปี โลกจึงมีระยะห่างจากดวงอาทิตย์ไม่เท่ากัน ช่วงที่ใกล้ที่สุดประมาณต้นเดือนมกราคม (147 ล้านกิโลเมตร) และช่วงที่ไกลที่สุด ประมาณต้นเดือนกรกฎาคม (152 ล้านกิโลเมตร) เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของระยะทางใกล้-ไกล ในการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ ถือเป็นอัตราส่วนที่น้อยมาก จึงไม่มีผลต่อการเกิดฤดูกาลแต่อย่างใด

          การที่แกนหมุนของโลกเอียงทำมุม 23.5 องศากับระนาบวงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ พื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลกจึงรับแสงอาทิตย์ได้ในปริมาณที่ไม่เท่ากัน ส่งผลให้มีอุณหภูมิต่างกัน รวมถึงมีระยะเวลากลางวันและกลางคืนที่ต่างกันด้วย เป็นเหตุให้เกิดฤดูกาลขึ้นบนโลก จะสังเกตได้ว่า ในฤดูร้อน เวลากลางวันจะยาวกว่ากลางคืน ดวงอาทิตย์จะขึ้นเร็วและตกช้า ส่วนในฤดูหนาว เวลากลางคืนจะยาวนานกว่า ดวงอาทิตย์จะขึ้นช้าและตกเร็ว
สำหรับคำว่า Equinox (อิควินอกซ์) มีรากศัพท์มาจากภาษาละติน 2 คำ คือ Aequus แปลว่า เท่ากัน และ Nox แปลว่า กลางคืน ดังนั้นจึงแปลรวมกันว่า “กลางวันยาวนานเท่ากับกลางคืน” ส่วน “วิษุวัต” แปลว่า “จุดราตรีเสมอภาค” เกิดในช่วงเริ่มต้นของฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง จึงเรียกว่า Vernal Equinox (วสันตวิษุวัต) และ Autumnal Equinox (ศารทวิษุวัต)
sun04
เนื่องจากแกนโลกเอียงทำมุม 23.5 องศากับแนวตั้งฉากกับระนาบโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ ในระยะเวลา 1 ปี ที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ เกิดปรากฏการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการขึ้น-ตกของดวงอาทิตย์ ดังนี้1. วันวสันตวิษุวัต (วะ-สัน-ตะ-วิ-สุ-วัด) (Vernal Equinox) ในปี 2561 ตรงกับวันที่ 20 มีนาคม เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก และตกทางทิศตะวันตกพอดี ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันเท่ากับกลางคืนพอดี นับเป็นวันที่ประเทศทางซีกโลกเหนือย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ส่วนซีกโลกใต้เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง

2. วันครีษมายัน (ครีด-สะ-มา-ยัน) (Summer Solstice) ในปี 2561 ตรงกับวันที่ 21 มิถุนายน เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงไปทางเหนือมากที่สุด และตกทางทิศตะวันตกเฉียงไปทางเหนือมากที่สุด ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันยาวที่สุดในรอบปี สำหรับประเทศทางซีกโลกเหนือ นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูร้อน ส่วนประเทศทางซีกโลกใต้ช่วงกลางวันจะสั้นที่สุดในรอบปี นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูหนาว

3. วันศารทวิษุวัต (สาด-ทะ-วิ-สุ-วัด) (Autumnal Equinox) ในปี 2561 ตรงกับวันที่ 23 กันยายน เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก และตกทางทิศตะวันตกพอดี ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันเท่ากับกลางคืนพอดี นับเป็นวันที่ประเทศทางซีกโลกเหนือย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ส่วนซีกโลกใต้เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ

4. วันเหมายัน (เห-มา-ยัน) (Winter Solstice) ในปี 2561 ตรงกับวันที่ 22 ธันวาคม เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงไปทางใต้มากที่สุด และตกทางทิศตะวันตกเฉียงไปทางใต้มากที่สุด ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันสั้นที่สุดและกลางคืนยาวที่สุดในรอบปี หรือที่คนไทยเรียกว่า “ตะวันอ้อมข้าว” สำหรับประเทศทางซีกโลกเหนือ นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูหนาว ส่วนประเทศทางซีกโลกใต้ ช่วงกลางวันจะยาวที่สุดในรอบปี นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูร้อน

นาทีแสนเศร้า! ช้างสุดอาลัย ชุมนุมร่ำลาหัวหน้าโขลง สู้ช้างอริจนตาย

โขลงช้างใจสลาย มาชุมนุมอำลา ช้างหัวหน้าโขลง ด้วยความอาลัยอาวรณ์ หลังสู้กับช้างคู่อริ จนตายอยู่บริเวณริมทะเลสาบ ในศรีลังกา เมื่อ 19 ก.ย.61 เว็บไซต์เดลี่เมล รายงานเกิดเหตุการณ์สะเทือนใจที่เกิดกับบรรดาช้างในศรีลังกา จนทำคนน้ำตาจะไหล เมื่อได้เห็นช่วงเวลาที่ช้างจำนวนมากมาชุมนุม แสดงความอาลัยและร่ำลาเป็นครั้งสุดท้าย ต่อการจากไปของช้างหัวหน้าโขลงที่ล้มตาย อยู่บริเวณริมทะเลสาบแห่งหนึ่งใกล้เมืองอนุรธาปุระ ติดกับเขตป่าสงวน คาลาวีวา หลังจากช้างหัวหน้าโขลงตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ระหว่างต่อสู้กับช้างคู่อริ

จากคลิปวิดีโอที่มีคนเห็นเหตุการณ์ถ่ายไว้ได้นั้น แสดงให้เห็นช้างหลายตัวเข้ามาชุมนุมแสดงความอาลัยรัก บางตัวใช้งวงลูบร่างไร้ลมหายใจของช้างหัวหน้าโขลงด้วยความอาลัยอาวรณ์ เศร้าเสียใจ ขณะที่มีรายงานจากสื่อบางแห่งระบุว่า มีช้างมากถึง 300 ตัวมาชุมนุมเพื่อแสดงความอาลัยต่อหัวหน้าโขลงที่จากไป เดลี่เมล ระบุด้วยว่า บรรดานักวิจัยที่ศึกษาชีวิต-พฤติกรรมของช้าง พบว่า ช้างมีความรู้สึกเหมือนกับมนุษย์ ที่จะแสดงความเสียใจต่อช้างที่พวกมันรักที่ตายจากไป ด้วยการมาแสดงการมาชุมนุมร่ำลา ใช้งวงลูบตามเนื้อตัวช้างที่ตาย ด้วยความเศร้าเสียใจ

นักดูดาวอิตาลีตะลึง เจอวัตถุบินเร็วจี๋ผ่านดวงจันทร์ คาดเป็น UFO 38 ลำ

นักดูดาวชาวอิตาลี สุดประหลาดใจ เห็นวัตถุประหลาดบินเร็วจี๋ผ่านหน้าดวงจันทร์ คาดอาจเป็น จานบิน UFO นับได้ 38 ลำเมื่อ 23 ก.ย. เว็บไซต์ Russia Today รายงานและเผยแพร่คลิปพร้อมกับตั้งคำถาม 38 UFOs? ใช่ UFO หรือไม่? หลังจากมีกลุ่มนักดาราศาสตร์มือสมัครเล่นท อ้างว่า พบวัตถุบินไม่สามารถระบุเอกลักษณ์ได้ หรือที่เรารู้จักกันดีว่า จานบิน หรือจานผี UFO จำนวนถึง 38 ลำ เคลื่อนตัวผ่านดวงจันทร์ด้วยความเร็ว ซึ่งมีนักดาราศาสตร์ในกรุงโรม อิตาลี ถ่ายไว้ได้ ขณะที่เว็บไซต์ anonews แจ้งว่า  TBV Investigation ได้รับการติดต่อเผยแพร่คลิปวิดีโอดังกล่าว ระบุ นายอเลซซิโอ นักดูดาวชาวอิตาลี ได้พบจานบิน UFOs บินผ่านดวงจันทร์ จากจุดที่เห็นคือเหนือท้องฟ้ากรุงโรม อิตาลี เมื่อวันที่ 29 ก.ค.61 โดยคลิปวิดีโอนี้ กลุ่มนักดูดาวมือสมัครเล่น ที่ใช้ชื่อกลุ่มว่า  ‘Black Vault’ เขียนแจ้งมายัง TBV Investigation ว่า

‘สวัสดี ฉันเป็นเพื่อนของ…. และฉันต้องการรายงานสิ่งที่ได้เห็น มันเป็นวันหลังจากเกิดปรากฏการณ์ Blood Moon พระจันทร์สีเลือด คืนนั้นท้องฟ้าปลอดโปร่งแจ่มใส และฉันได้ใช้อุปกรณ์ในการดูและถ่ายรูป-คลิปวิดีโอพระจันทร์ ประกอบด้วย

-Sky-Watcher Masksutov SkyMax127/500 OTA

-T2 ring

-Pentax HD DA AF1.4x rear conventer

-Pentax K-70
ขอบคุณที่ให้ความสนใจ, ด้วยความนับถือ จากคำอธิบายของคลิปวิดีโอ ทางกลุ่ม Black Vault บอกว่านับจำนวนวัตถุบินได้ 38 ลำ ซึ่งทางเทคนิคแล้ว UFO คือ วัตถุบินที่ไม่สามารถระบุอัตลักษณ์ได้ หรือแม้แต่ถ้าสิ่งเหล่านี้เป็นนกคุณก็ไม่ถูกต้องที่จะเรียกพวกมันว่า UFO ถ้ายังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นอะไร

ดวงจันทร์ไททันกับมุมมองสุดท้าย ของยานแคสสินี

ดวงจันทร์ไททัน (Titan) เป็นหนึ่งในบริวารของดาวเสาร์ ที่นักวิทยาศาสตร์มุ่งความสนใจศึกษา เนื่องจากมีองค์ประกอบหลายสิ่งที่ทำให้เชื่อว่ามีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ โดยเฉพาะพบแหล่งน้ำที่บริเวณขั้วเหนือของดาว เมื่อเร็วๆนี้นักวิทยาศาสตร์จากห้องปฏิบัติการฟิสิกส์ประยุกต์แห่งมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ และระบบศาสตร์การประมวลภาพส่วนย่อยของยานอวกาศแคสสินี (Imaging Science Subsystem–ISS) ในสหรัฐอเมริกา

ได้เผยข้อมูลที่ได้จากยานแคสสินีก่อนที่จะสิ้นสุดหน้าที่และเผาไหม้ตัวเองตกสู่ดาวเสาร์เมื่อปีที่ผ่านมาการเผชิญหน้าครั้งสุดท้ายของยานแคสสินีกับดวงจันทร์ไททันเกิดขึ้นในวันที่ 11 ก.ย. 2560 ก่อนร่วงลงสู่ดาวเสาร์ โดยได้บันทึกภาพที่ยากจะอธิบายทางขั้วเหนืออันเป็นที่ตั้งของทะเลสาบและทะเลซึ่งเต็มไปด้วยมีเทนและอีเทนเหลว ภาพโมเสกที่ได้มานี้ถ่ายด้วยกล้องมุมแคบของระบบศาสตร์การประมวลภาพส่วนย่อยของยาน โดยใช้ตัวกรองสเปกตรัมที่ไวต่อความยาวคลื่นของแสงอินฟราเรด จนได้มุมมองระยะไกล 140,000 กิโลเมตรจากดวงจันทร์ และใช้วิธีออโธกราฟิก (Orthographic projection) ฉายภาพจากลักษณะภาพ 3 มิติออกมาเป็นภาพ 2 มิติ โดยเน้นไปที่ละติจูด 67.19 องศาเหนือและลองจิจูด 212.67 องศาตะวันตกของดวงจันทร์

นักวิทยาศาสตร์เผยว่า ยังมืดมนต่อสาเหตุการก่อตัวของทะเลสาบทั้ง 3 แห่งคือ Punga Mare, Ligeia Mare และ Kraken Mare บนดวงจันทร์ดังกล่าวบนดวงจันทร์ดังกล่าว รวมถึงบรรยากาศบนดาวก็มีความหนาแน่น มีวงจรก๊าซมีเทนคล้ายกับวงจรการระเหยของน้ำในโลก สิ่งเหล่านี้คือความลึกลับของดวงจันทร์ไททันที่ท้าทายให้ค้นหาคำตอบ

นวัตกรรมสร้างชาติ

การที่องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนของไทย ได้รับรางวัลด้านต่างๆ บนเวทีโลก โดยเฉพาะด้านนวัตกรรม การพัฒนาเทคโนโลยี การรักษาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน ด้านอุตสาหกรรมและสิ่งประดิษฐ์ เป็นการบ่งชี้ถึงการพัฒนาของประเทศในอีกบริบทที่จะนำไปสู่ความมั่งคั่งและยั่งยืนยกตัวอย่าง  . ที่ไปคว้ารางวัล สุดยอดสิ่งประดิษฐ์ที่ดีที่สุด จากการจัดประกวดแสดงผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรมนานาชาติ 10th International Exhibition of Inventions IEI 2018 ที่เมืองฝอซาน สาธารณรัฐประชาชนจีน 8 เหรียญทอง 1 เหรียญเงิน รวมถึงรางวัลพิเศษที่ได้รับจาก ประเทศสิงคโปร์ และ ประเทศอินเดีย ด้วย ความภาคภูมิใจดังกล่าว ดร.จิราพร ศิริคำ ผอ.ฝ่ายบริหารงานวิจัยและพัฒนา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ย้ำว่า กฟผ. ในยุค Disruptive Technology ต้องปรับตัวให้พร้อมที่จะรับเทคโนโลยีใหม่ๆ จนในที่สุดผลที่ตามมาทำให้ ทีมนักประดิษฐ์ของ กฟผ. สามารถคว้า 12 รางวัล จาก 9 ผลงานในเวทีประกวดนวัตกรรมระดับโลกซึ่งมีผู้เข้าร่วมประกวดกว่า 40 ประเทศ ผลงานที่ไปสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย ได้แก่ระบบเฝ้าระวังความชื้นบริเวณอุปกรณ์ในระบบส่ง ที่สามารถแจ้งความรุนแรงใน 3 ระดับ ป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับอุปกรณ์ระบบส่ง จนสามารถคว้าเหรียญทองและสุดยอดสิ่งประดิษฐ์ที่ดีที่สุดในผลงานชิ้นเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์แปลงสัญญาณตำแหน่ง TAPของหม้อแปลงที่สามารถรับค่าแรงดันและความต้านทาน ช่วยรักษาเสถียรภาพของหม้อแปลงไฟฟ้าได้ตามความต้องการใช้งาน เป็นต้น

รางวัลต่างๆที่ กฟผ.ได้รับมานี้ไม่ใช่เพราะเป็นนวัตกรรมด้านพลังงานไฟฟ้าที่มีความสุดยอดเท่านั้น แต่ยังมุ่งเน้นถึงคุณภาพชีวิตของมนุษย์ อาทิ ชุดกรองปลอดเชื้อต้นแบบสำหรับตรวจแบคทีเรีย โคลิฟอร์ม ได้ภายใน 3–12 ชั่วโมง เร็วกว่าวิธีมาตรฐานถึง 4 เท่า หรือ โปรแกรมคำนวณปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิง ที่สามารถคำนวณปริมาณการซื้อขายน้ำมันเตาสำหรับโรงไฟฟ้าได้ภายใน 2 นาทีเท่านั้น


วันนี้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศไปสู่ความมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต การคิดค้นสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อนำไปพัฒนาประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม สะท้อนกลับไปสู่สังคมที่ดีกว่า คุณภาพชีวิตที่ดีกว่า สอดคล้องกับเทรนด์ของโลกให้ความสำคัญในการรักษาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของคนในสังคม ชื่อเสียงของประเทศไทย ของคนไทยที่ไปคว้าเหรียญทองกลับบ้าน มาไม่รู้กี่ชนิดกี่ประเภท ทั้งในระดับนักศึกษา องค์กรหรือการวิจัยระดับประเทศแปลว่าความสามารถของคนไทยไม่แพ้ใครในโลก
เทคโนโลยีของคนไทยได้รับการยอมรับในระดับสากล เพียงแต่ยังไม่ได้รับการสนับสนุนและการยอมรับที่ดีพอเท่านั้น.

 

เฮอร์ริเคนฟลอเรนซ์ พัดซากปลาตายเกลื่อนบนถนนสหรัฐฯ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ hurricane florence fish

สหรัฐอเมริกายังต้องเผชิญกับผลกระทบของเฮอร์ริเคนฟลอเรนซ์ ที่พัดซากปลาตายหลายพันตัวเกลื่อนริมทางหลวง โดยแรงลมของพายุพัดเอาปลาจำนวนมากจากแหล่งน้ำที่มันอาศัยหมู่ขึ้นมาตายเกลื่อนบนถนน เป็นเวลานานกว่าสัปดาห์ ส่งกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้งนอกเหนือจากนี้ยังเกิดน้ำท่วมขังถนนในอีกหลายเส้นทาง คาดการณ์ว่าต้องใช้เวลามากกว่า 1 สัปดาห์ น้ำจึงจะลดลงสู่ภาวะปกติ