คลังเก็บรายเดือน: กันยายน 2018

มนุษย์ได้รับ ‘ยีนเสพติด’ จากพันธุกรรมของไวรัสโบราณ

มนุษย์ได้รับ "ยีนเสพติด" จากพันธุกรรมของไวรัสโบราณ

ชิ้นส่วนสารพันธุกรรมของไวรัสโบราณสายพันธุ์หนึ่ง ซึ่งแทรกอยู่ใน “ดีเอ็นเอขยะ” (Junk DNA) ของมนุษย์ อาจเป็นกุญแจไขปริศนาที่ช่วยอธิบายได้ว่า เหตุใดบางคนจึงมีความเสี่ยงที่จะติดยาเสพติดได้สูงกว่าผู้อื่น

ทีมนักวิจัยนานาชาติจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดของสหราชอาณาจักรและมหาวิทยาลัยเอเธนส์ของกรีซ พบว่าส่วนหนึ่งของสารพันธุกรรมจากเรโทรไวรัส (Retrovirus) ชนิด HK2 ที่พบสอดแทรกอยู่ใกล้กับหน่วยพันธุกรรมหรือยีนบางตัวของคนเราซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการหลั่งสารโดพามีนในสมอง อาจเป็นตัวการทำให้เกิดพฤติกรรมเสพติดที่ไม่พึงประสงค์ได้

มีการตีพิมพ์ผลการศึกษาข้างต้นในวารสารวิชาการ PNAS โดยระบุว่าคนทั่วไปราว 5-10% มีสารพันธุกรรมจากไวรัส HK2 ในตำแหน่งใกล้กับยีนที่ควบคุมการหลั่งสารสร้างความรู้สึกพึงพอใจ แต่ในกลุ่มผู้ติดยาเสพติดประเภทฉีดเข้าเส้นที่สหราชอาณาจักรและกรีซนั้น ผู้วิจัยพบว่าคนเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะมีสารพันธุกรรมจากไวรัสดังกล่าว ปนเปื้อนในดีเอ็นเอตรงตำแหน่งเฉพาะมากกว่าคนทั่วไปในอัตราสูงสุดถึง 3.6 เท่า

ดร. กีคาส มากิออร์คินิส ผู้นำทีมวิจัยระบุว่า ผลการค้นพบนี้ชี้ว่าสารพันธุกรรมจากไวรัสโบราณที่อยู่ในร่างกายของคนเรา สามารถทำให้เกิดโรคและความผิดปกติขึ้นได้ โดยมนุษย์ในปัจจุบันรับทอดชิ้นส่วนพันธุกรรมของไวรัสนี้มาจากมนุษย์โบราณที่ติดเชื้อไวรัสดังกล่าว เนื่องจากไวรัสได้ทำสำเนาสารพันธุกรรมของตนใส่เอาไว้ในดีเอ็นเอของผู้ติดเชื้อเสมอ

“ก่อนหน้านี้คนส่วนใหญ่มักคิดกันว่า ชิ้นส่วนสารพันธุกรรมของไวรัสที่พบกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในดีเอ็นเอมนุษย์นั้น ไม่มีบทบาทหน้าที่และไม่มีอันตรายอะไร แต่นับจากนี้ไปคงต้องมีการศึกษาสารพันธุกรรมดังกล่าวให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของดีเอ็นเอขยะ ซึ่งจะช่วยไขความลับทางพันธุกรรมออกมาได้เพิ่มขึ้น” ดร. มากิออร์คินิส กล่าว

ผู้ป่วยอัมพาตเดินได้อีกครั้ง ด้วยเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าฝังติดกระดูกสันหลัง

นางสาวเคลลี โทมัส วัย 23 ปีเดินได้อีกครั้ง หลังใช้อุปกรณ์กระตุ้นด้วยไฟฟ้า

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

คณะนักวิจัย 2 ทีมจากมหาวิทยาลัยลุยส์วิลล์และศูนย์การแพทย์เมโยคลินิกในสหรัฐฯ ประกาศความสำเร็จในการใช้อุปกรณ์กระตุ้นสัญญาณประสาทด้วยไฟฟ้าซึ่งฝังติดกับกระดูกสันหลังว่า สามารถทำให้ผู้ป่วยอัมพาตครึ่งท่อนล่างจากอุบัติเหตุ 3 คนกลับมาเดินได้อีกครั้ง

อุปกรณ์ดังกล่าวมีลักษณะคล้ายแผ่นแปะ ซึ่งยึดติดกับกระดูกสันหลังของผู้ป่วยอัมพาตตรงส่วนล่างของบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บจนเสียหาย โดยแผ่นแปะนี้มีขั้วไฟฟ้าทั้งหมด 16 ขั้ว และได้รับพลังงานจากแบตเตอรีซึ่งฝังอยู่ในผนังหน้าท้อง

ผู้ใช้สามารถควบคุมอุปกรณ์นี้ได้ผ่านระบบไร้สาย โดยปรับความถี่และความแรงรวมทั้งระยะเวลาของการกระตุ้นด้วยไฟฟ้า เพื่อทำให้เซลล์ประสาทในกระดูกสันหลังตื่นตัว และไวต่อสัญญาณประสาทที่เชื่อมโยงการทำงานระหว่างสมองและกล้ามเนื้อขาได้มากขึ้น

ดร. คลอเดีย แอนเจลี หนึ่งในทีมผู้วิจัยของมหาวิทยาลัยลุยส์วิลล์บอกว่า “ผู้ป่วยอัมพาตในกรณีนี้ จะยังคงมีสัญญาณประสาทจากสมองที่ส่งผ่านข้ามจุดเสียหายบนกระดูกสันหลังไปยังกล้ามเนื้อขาได้อยู่บ้าง แต่สัญญาณที่ว่านั้นอ่อนมาก จึงต้องใช้การกระตุ้นจากอุปกรณ์ไฟฟ้า เพื่อให้กระดูกสันหลังได้ยินคำสั่งที่เหมือนเสียงกระซิบจากสมองได้ดีขึ้น และสั่งการให้กล้ามเนื้อขาก้าวเดินได้เหมือนเดิม”

นายเจฟฟ์ มาร์ควิส เดินได้ 90 เมตรติดต่อกันโดยมีคนช่วยพยุงหรือเกาะราวหัดเดินImage copyrightUNIVERSITY OF LOUISVILLE
คำบรรยายภาพนายเจฟฟ์ มาร์ควิส เดินได้ 90 เมตรติดต่อกันโดยมีคนช่วยพยุงหรือเกาะราวหัดเดิน

มีการตีพิมพ์รายงานวิจัยดังกล่าวในวารสารวิชาการ 2 ฉบับ โดยทีมนักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยลุยส์วิลล์ตีพิมพ์ผลงานในวารสาร Nature Medicine และทีมเมโยคลินิกตีพิมพ์รายละเอียดของการศึกษาในวารสารการแพทย์ New England Journal of Medicine (NEJM)

นางสาวเคลลี โทมัส วัย 23 ปี ผู้ป่วยจากรัฐฟลอริดาซึ่งเป็นอัมพาตครึ่งท่อนล่างหลังประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ สามารถเดินได้อีกครั้งโดยใช้อุปกรณ์ช่วยเดินอย่างวอล์กเกอร์ หลังรับการกระตุ้นด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าดังกล่าวไป 81 ครั้ง ภายในเวลา 15 สัปดาห์

ส่วนนายเจฟฟ์ มาร์ควิส วัย 35 ปี ซึ่งเป็นอัมพาตครึ่งท่อนล่างหลังประสบอุบัติเหตุขณะขี่จักรยานภูเขา สามารถเดินได้ 90 เมตรติดต่อกันโดยมีคนช่วยพยุงหรือเกาะราวหัดเดิน หลังรับการกระตุ้นด้วยไฟฟ้าไป 278 ครั้ง ภายใน 85 สัปดาห์

นายเจเรด ชินน็อก วัย 29 ปี ซึ่งรับการรักษาที่ศูนย์การแพทย์เมโยคลินิก หลังกระดูกสันหลังได้รับความเสียหายเพราะอุบัติเหตุจากการขี่รถขับเคลื่อนบนหิมะ (Snowmobile) เมื่อ 5 ปีก่อน ขณะนี้สามารถเดินได้ต่อเนื่อง 100 เมตร โดยใช้อุปกรณ์ช่วยเดินพยุงตัว

นายเจเรด ชินน็อก วัย 29 ปี เดินได้ต่อเนื่อง 100 เมตร โดยใช้อุปกรณ์ช่วยเดินพยุงตัวImage copyrightMAYO CLINIC
คำบรรยายภาพนายเจเรด ชินน็อก วัย 29 ปี เดินได้ต่อเนื่อง 100 เมตร โดยใช้อุปกรณ์ช่วยเดินพยุงตัว

นอกจากนี้ ผู้ป่วยอัมพาตครึ่งท่อนล่างอีก 2 ราย จากทั้งหมด 5 รายที่เข้ารับการทดลองใช้อุปกรณ์กระตุ้นด้วยไฟฟ้า ยังสามารถลุกขึ้นนั่งหรือยืนได้ด้วยตนเองแล้ว แต่ยังไม่สามารถจะเดินได้

ดร. เคนดอลล์ ลี จากศูนย์การแพทย์เมโยคลินิกบอกว่า “เมื่อใช้งานอุปกรณ์นี้ ผู้ป่วยสามารถจะสั่งการให้ขาก้าวเดินได้ตามที่ใจนึกคิด แต่จะต้องมีการฝึกเดินและทำกายภาพบำบัดอย่างหนักร่วมกันไปด้วย”

ทีมผู้วิจัยยังไม่ทราบแน่ชัดถึงความสัมพันธ์อย่างละเอียด ระหว่างกลไกการทำงานของอุปกรณ์ดังกล่าวกับสัญญาณประสาทในร่างกาย ซึ่งจะต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อยืนยันข้อมูลในส่วนนี้ต่อไป รวมทั้งจะมีการพัฒนาอุปกรณ์กระตุ้นด้วยไฟฟ้าชนิดนี้ให้ทำงานได้หลากหลายมากขึ้น เช่นช่วยกระตุ้นกระเพาะปัสสาวะเพื่อควบคุมการขับถ่าย

อีลอน มัสก์ หยอดคำหวาน อาจสร้างอาณานิคมบนดาวอังคารภายในปี 2028

14614_18092512153000

  คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

อีลอน มัสก์ จัดว่าเป็นนักนวัตกรรมระดับแนวหน้าแห่งยุค แถมยังเป็นคนมองโลกในแง่บวกและมองเห็นในทุกๆ ความเป็นไปได้อีกด้วย ในช่วงเดือนที่ผ่านมา หัวเรือใหญ่แห่ง SpaceX ได้ทำการคาดการณ์อนาคตด้านการบุกเบิกอวกาศเอาไว้หลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นทริปการเดินทางของผู้โดยสารกระเป๋าหนักรอบดวงจันทร์ โดยมียาน BFR (Big Falcon Rocket) เป็นยานพาหนะ และในทวีตล่าสุดของ อีลอน มัสก์ เขาได้โพสต์ภาพของชุดอาคารขนาดใหญ่ที่เป็น อาณานิคมของมนุษย์บนดาวอังคารเคียงข้างอยู่กับยานของ SpaceX

โดยมีการตั้งชื่อให้กับฐานบนดาวอังคารอย่างเก๋ไก๋ว่า Mars Base Alpha โดยภาพคอนเซ็ปต์ที่มีการร่างขึ้นมานั้นมันช่างดูอลังการราวกับภาพในนิยายวิทยาศาสตร์ ในภาพเราจะเห็นเหมือนว่าเป็นอาคารที่พักสำหรับชาวอาณานิคมพร้อมแผงโซล่าร์เซลล์ขนาดใหญ่ และที่เด่นที่สุดคือโดมทรงโค้งที่โปร่งแสง ที่ดูแล้วน่าจะใช้สำหรับการเพาะปลูกพืชผักเพื่อเป็นแหล่งอาหาร และในภาพมียาน BFR อย่างน้อย 4 ลำที่ตั้งตระหง่านเพื่อรอคอยผู้โดยสาร

มันเป็นภาพฝันที่มีความทะเยอทะยานอย่างสูงทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมองในแง่ที่ว่า ยานอวกาศ BFR ยังไม่พร้อมใช้งานจริงในเวลานี้ ถึงแม้ว่าทาง SpaceX จะมีจรวดที่น่าทึ่งอย่าง Falcon และ Falcon Heavy แต่กับยาน BFR แล้ว มันยังอยู่ในช่วงของการทดสอบขั้นต้นเท่านั้น และยังไม่มีการทดลองปล่อยให้มันเดินทางจริงแต่อย่างใด

NASA เองก็รอคอยบริษัทเอกชนอย่าง SpaceX และ Boeing ที่จะพัฒนายานขนส่งคนที่ใช้งานได้จริง เพื่อที่จะนำนักบินอวกาศไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) และบริษัทเอกชนทั้ง 2 รายต่างก็ประสบปัญหาความล่าช้าในการพัฒนายาน โดยเป้าหมายแรกของ SpaceX ก็คือการได้ร่วมงานกับ NASA รวมถึงการให้บริการลูกค้าในเที่ยวบินการท่องอวกาศในเชิงพาณิชย์ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ อีลอน มัสก์ ละสายตาจากความทะเยอทะยานของเขาแต่อย่างใด

และเมื่อมีคนถามผ่านทวิตว่า เมื่อไหร่ภาพจินตนาการของ Mars Base Alpha จะกลายเป็นความจริงขึ้นมา คำตอบคือ “มันอาจเป็นไปได้ในปี 2028″ แต่อย่างไรก็ดี แผนการเริ่มสร้างฐานบนดาวอังคารในปี 2028 ของ อีลอน มัสก์ ยังไม่มีความชัดเจนแต่อย่างใด และในความเป็นจริงที่ว่า ยังไม่เคยมีใครสร้างสิ่งก่อสร้างบนดาวอังคารหรือดาวเคราะห์ใดๆ มาก่อน ดังนั้นการที่คาดหวังว่าเราจะสามารถสร้างอาณานิคมบนดาวดวงใดภายใน 10 ปีข้างหน้านับว่าเป็นเรื่องเพ้อฝันอยู่ไม่น้อยเลย

หน่วยงานด้านอวกาศของภาครัฐ รวมถึงบริษัทด้านการสำรวจอวกาศทั่วโลก ต่างก็วางเดิมพันเอาไว้สูงกับการสร้างอาณานิคมบนดาวอังคาร แต่ก็มีความท้าทายเป็นอย่างมากที่จะทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้นได้จริง และด้วยขีดจำกัดด้านเทคโนโลยีอวกาศในปัจจุบันทำให้บอกได้ยากว่าใครจะทำได้สำเร็จก่อน แล้วจะสำเร็จได้จริงตอนไหน
ที่มา : bgr.com

ผลวิจัยชี้ชัด หนูสมัยนี้ตัวใหญ่จนแมวเพลีย เปลี่ยนใจไปจับแมลงสาบ จับกิ้งก่ากินดีกว่า

14653_18092816555922

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

เราอาจจะคิดว่าเมืองที่เต็มไปด้วยแมวจรจัด และหนูจรจัด มันน่าจะจบลงด้วยการลดลงของประชากรหนู เพราะโดนเจ้าแมวล่า แต่ในความเป็นจริงแล้ว เจ้าแมวเองก็มีนิสัยขี้เกียจเหมือนมนุษย์ และมันจะเลือกจับเหยื่อที่ล่าง่ายกว่าเจ้าหนู

จากผลการวิจัยล่าสุดที่ทำในเมือง New York สหรัฐอเมริกา นักวิจัยพบว่า เหล่าแมวจรที่ดูแล้วพวกมันน่าจะมีความโชกโชนในการล่าเหยื่อ แต่ในความเป็นจริงแล้ว พวกมันล่าหนูในจำนวนที่น้อยมากๆ ทำให้หมดหวังที่จะใช้แมวจัดการกับปัญหาประชากรหนูจรจัดที่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ และกำลังจะกลายเป็นปัญหาใหญ่เหมือนอย่างที่เกิดกับเมือง Chicago ที่ถูกจัดให้เป็นเมืองในสหรัฐอเมริกาที่ถูกรบกวนโดยหนูมากที่สุด

ด้วยการติดตั้งไมโครชิปให้กับสมาชิกในอาณาจักรหนูของโรงงานรีไซเคิลขยะในย่าน Brooklyn รวมถึงการติดตั้งกล้องภาคสนาม ทำให้นักวิทยาศาสตร์จาก สหรัฐอเมริกา และออสเตรเรียสามารถทำงานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบจากแมวจรจัดที่มีต่อหนูในย่านนี้

จากวันที่ 27 ธันวาคม 2017 ถึงวันที่ 28 เมษายน 2018 พวกเขามี 306 คลิปวีดีโอที่แสดงให้เห็นว่าแมวและหนูอาศัยอยู่ในพื้นที่เดียวกัน โดยมีเพียง 20 คลิปที่แสดงให้เห็นแมวที่กำลังตามรอยเจ้าหนู และ 3 คลิปที่แสดงให้เห็นให้เห็นการไล่ล่า โดยที่มีเพียง 2 คลิปที่แสดงให้เห็นว่าหนูถูกฆ่าโดยเจ้าแมว

ดูเหมือนปัญหาการที่แมวไม่ยอมล่าหนูนั้น ปัญหาน่าจะอยู่ที่ตัวหนูซะมากกว่า โดยแมวบนเกาะสจ๊วต (Stewart Island) ประเทศนิวซีแลนด์นั้นมีการรายงานว่าพวกมันจับหนูกันเก่งมาก โดยหนูบนเกาะสจ๊วตนั้นมีขนาดเล็ก และมีน้ำหนักประมาณ 150 กรัม แม้แต่ในประเทศออสเตรเลียเจ้าแมวก็จับหนูกันเก่งมาก และอาหารหลักของพวกมันก็เป็นหนูขนยาว ที่หนักประมาณ 150 กรัม

11

หนูสายพันธุ์นอร์เวย์ ตัวอ้วนใหญ่น่ารักเชียว ^^

ขอบคุณภาพประกอบจาก 

แต่แมวในเมือง New York และ Chicago นั้นต้องเจอกับหนูสายพันธุ์นอร์เวย์ที่มีขนาดใหญ่เป็น 2 เท่า และมีน้ำหนักถึง 300 กรัม และจากคลิปทั้ง 2 ที่แสดงให้เห็นว่าแมวประสบความสำเร็จในการล่าหนูย่าน Brooklyn ก็พบว่าหนูทั้งสองตัวนั้นมีขนาดเล็กกว่าหนูโดยส่วนใหญ่ในย่านนั้น

แล้วเหตุใดเจ้าแมวจึงขี้เกียจล่าหนู? นักวิจัยได้อธิบายเรื่องนี้เอาไว้ว่า เจ้าแมวจะเลือกเหยื่อที่อ่อนแอ และเจ้าหนูที่ตัวใหญ่แข็งแรงนั้นก็ล่ายากกว่า นก กิ้งก่า แมลงสาบ หรือถ้ามันไม่อยากล่าเหยื่อ ก็ยังมีเศษอาหารเหลือทิ้งจากมนุษย์ที่พวกมันสามารถกินได้

นอกจากนี้ทีมวิจัยยังได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า เมื่อแมวเดินไปที่ไหน เราจะแทบจะไม่เห็นหนูในบริเวณนั้นเลย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าบริเวณนั้นไม่มีหนูแต่อย่างใด แต่เจ้าหนูนั้นฉลาดพอที่จะหาวิธีหลบเลี่ยงให้พ้นจากสายตาแมวนั่นเอง และจากผลการวิจัยจากโรงงานรีไซเคิลขยะในย่าน Brooklyn บอกกับเราว่า มีเจ้าหนูอยู่เป็นจำวนมากในพื้นที่ที่มีแมวนักล่าอาศัยอยู่ และผลงานวิจัยนี้เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ Frontiers in Ecology and Evolution

ลองย้อนกลับมาดูที่เมืองไทย ก็ต้องบอกว่าแมวบ้านเราก็มีความขี้เกียจจับหนูอยู่เหมือนกันนะ แถมหนูบางตัวยังอัพไซส์ตัวเองให้ใหญ่เกือบเท่าๆ แมวเลย เรียกว่าแมวเจอหนูไซส์นี้เข้าไป แทนที่หนูจะวิ่งหนีแมว กลายเป็นแมววิ่งหนีหนูไปซะอย่างนั้น “__”
ที่มา : www.sciencealert.com , www.frontiersin.org

รูบิคไฮเทค สามารถหมุนแก้ปริศนาได้ด้วยตัวเองอัตโนมัติ




1538181176311

ใครที่แก้รูบิคไม่ได้ ขี้เกียจท่องสูตร อาจจะอยากได้เจ้านี่มาเล่น มันเป็นรูบิคที่สามารถหมุนตัวแก้ปริศนาได้เอง

กล่องรูบิค เป็นตัวต่อปริศนาแบบ 3×3 ที่มี 6 ด้าน 6 สี เป็นเกมส์ที่มาถึงให้เราหมุนจนด้านมันสลับมั่วๆ จากนั้นก็ทำให้มันกลับมาเรียงสีเหมือนเดิม แน่นอนว่าของพรรค์นี้ไม่ใช่หมุนมั่วๆ แล้วจะแก้ได้ มีการพัฒนาวิธีเล่นคิดค้นเป็นสูตรแก้รูบิค อย่างเช่นสูตรเบสิคอย่าง L2 B2 L F L B2 L F L แต่สำหรับคนที่ขี้เกียจฝึก เรามีรูบิคที่น่าสนใจมาแนะนำให้รู้จัก นั่นก็คือ Self Solving Rubik

 

Self Solving Rubik เป็นผลงานการประดิษฐ์จากชายที่ใช่นามแฝงว่า Human Controller เขาได้เผยแพร่คลิปวีดีโอรูบิคที่เขาประดิษฐ์ขึ้น โดยเขาได้ปล่อยคลิปการทำงานของมันออกมาในปี 2017 ซึ่งจากในคลิปจะเห็นได้ว่ามันมีขนาดใหญ่โตมาก

แต่ในตอนนี้หลังจากผ่านมาปีนึง เขาก็ได้พัฒนามันจนเสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยในเวอร์ชั่นล่าสุดนี้ มีขนาดเท่ากับรูบิคปกติเลย ลองไปดูคลิปกของมันกันครับ แค่วางไว้บนโต๊ะเฉยๆ ก็หมุนตัวเองได้อย่างน่าทึ่ง

 

 

อีกคลิปนึงเก๋ๆ ที่เค้าจับมันด้วยปลายนิ้ว แล้วปล่อยให้มันแก้ปริศนาแบบเท่ๆ มีคนคอมเมนต์ถามว่า มันใช้วิธีไหนในการแก้ปริศนา ใช้ตรรกะในการแก้ หรือว่าเป็นการหมุนย้อนกลับตามโจทย์ที่ถูกหมุนตั้งเอาไว้ ทาง Human Controller ได้บอกว่าใช้ระบบตรรกะในการแก้ ซึ่งเราก็คิดว่าน่าจะจริง เพราะจำนวนครั้งที่หมุนในการตั้งโจทย์ กับจำนวนที่หมุนเพื่อแก้ปริศนานั้นไม่เท่ากันนะ ว่าแล้วก็อยากให้เขาทำออกมาขายจัง

 

ของแถมสำหรับผู้ที่อยากรู้ว่าภายในหน้าตาเป็นอย่างไร เขาทำคลิปแกะให้ดูข้างในออกมาเผยแพร่ด้วยนะ เห็นแวบแรกนึกว่าบอลดำใน Gantz

คลิปหวาดเสียว! เด็กเล่นซนตัวหลุดจากชิงช้าสวรรค์ 40 เมตร ห้อยคอกลางอากาศ

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ชิงช้าสวรรค์ เด็กปีนเล่นซน ห้อยคอเสี่ยงตาย จากพื้น 40 ม.

ชิงช้าสวรรค์ – เมื่อวันที่ 24 ก.ย. เว็บไซต์ข่าว มิร์เรอร์ รายงานว่า เด็กชายอายุ 5 ขวบ ห้อยจากชิงช้าสวรรค์ สูงจากพื้นดิน 130 ฟุต หลังจากขึ้นไปเล่นเพียงคนเดียว จากคลิป เขาส่งเสียงกรีดร้องและสะบัดตัวไปมา โดยแม่ของเขายืนอยู่ข้างล่าง อุบัติเหตุเกิดขึ้น เมื่อเด็กชายพยายามนั่งเล่นบนเหล็กกั้นหน้าต่าง แล้วเขาลื่นออกไปข้างนอก

โชคดีที่เขาติดคาเหล็กกั้น แทนที่จะตกดิ่งลงพื้น ซึ่งแม่ของเขาและผู้พบเห็นต่างตะโกนโวยวายกันใหญ่ เหตุนี้เกิดขึ้นที่ สวนยูหวน เมืองไท่โจ มณฑลซีเจียง ประเทศจีน ซึ่งเด็กชายต้องห้อยต่องแต่งโดยไร้การช่วยเหลือ แล้วต้องรอให้ตู้ที่เขาขึ้นไปค่อยๆกลับลงสู่พื้นดินอย่างช้าๆ

เมื่อเด็กชายกลับสู่พื้นดิน เจ้าหน้าที่ก็รีบเข้าไปช่วยทันที เด็กชายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อตรวจร่างกาย แพทย์ไม่พบอาการบาดเจ็บร้ายแรง นอกจากอาการฟกช้ำที่คอ จากนั้น ชิงช้าสวรรค์ได้หยุดให้บริการเพื่อตรวจสอบต่อไป พยานคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า “พ่อแม่ควรนั่งชิงช้าสวรรค์พร้อมกับลูก ไม่ควรให้ไปคนเดียวเลย”

ชิงช้าสวรรค์ เด็กปีนเล่นซน เกือบชีวิตพัง

พิธีกรสาวสวมชุดอวกาศเดินไป-เดินมาบนโลก

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

พิธีกรจากสถานีโทรทัศน์ในฝรั่งเศส ลงทุนสวมชุดอวกาศเพื่อถ่ายทำรายการที่เมืองวิทอเลอส์ (Vitrolles) ใกล้เมืองมาร์กเซย (Marseille) ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส (BORIS HORVAT / AFP )

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

พิธีกรจากสถานีโทรทัศน์ในฝรั่งเศส ลงทุนสวมชุดอวกาศเพื่อถ่ายทำรายการที่เมืองวิทอเลอส์ (Vitrolles) ใกล้เมืองมาร์กเซย (Marseille) ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส (BORIS HORVAT / AFP )

พิธีกรสาวฝรั่งเศสทุ่มทุนสวมชุดอวกาศเดินไปเดินมาอยู่บนโลก เพื่อทำรายงานโทรทัศน์รายการหนึ่ง 

Eglantine Emeyé พิธีกรสาวจากสถานีโทรทัศน์ช่อง M6 TV ในฝรั่งเศส สวมชุดอวกาศแกนโดลฟี 2 (Gandolfi 2) ซึ่งได้จากกองกิจการอวกาศโคเมกซ์ (Comex space division) ของฝรั่งเศส เพื่อถ่ายทำรายงานโทรทัศน์ โดยถ่ายทำ ณ เมืองวิทอเลอส์ (Vitrolles) ใกล้เมืองมาร์กเซย (Marseille) ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส

รายงานข่าวไม่ได้ระบุรายละเอียดของรายการที่ถ่ายทำ แต่เผยว่าฝรั่งเศสมีโครงการมูนวอล์ก (MOONWALK) ที่พัฒนาและทดสอบเทคโนโลยี รวมถึงฝึกกระบวนการเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับปฏิบัติการส่งมนุษย์ไปเยือนดวงจันทร์และดาวอังคาร

 

พิธีกรจากสถานีโทรทัศน์ในฝรั่งเศส ลงทุนสวมชุดอวกาศเพื่อถ่ายทำรายการที่เมืองวิทอเลอส์ (Vitrolles) ใกล้เมืองมาร์กเซย (Marseille) ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส (BORIS HORVAT / AFP )

พิธีกรจากสถานีโทรทัศน์ในฝรั่งเศส ลงทุนสวมชุดอวกาศเพื่อถ่ายทำรายการที่เมืองวิทอเลอส์ (Vitrolles) ใกล้เมืองมาร์กเซย (Marseille) ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส (BORIS HORVAT / AFP )

พิธีกรจากสถานีโทรทัศน์ในฝรั่งเศส ลงทุนสวมชุดอวกาศเพื่อถ่ายทำรายการที่เมืองวิทอเลอส์ (Vitrolles) ใกล้เมืองมาร์กเซย (Marseille) ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส (BORIS HORVAT / AFP )

พิธีกรจากสถานีโทรทัศน์ในฝรั่งเศส ลงทุนสวมชุดอวกาศเพื่อถ่ายทำรายการที่เมืองวิทอเลอส์ (Vitrolles) ใกล้เมืองมาร์กเซย (Marseille) ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส (BORIS HORVAT / AFP )

พิธีกรจากสถานีโทรทัศน์ในฝรั่งเศส ลงทุนสวมชุดอวกาศเพื่อถ่ายทำรายการที่เมืองวิทอเลอส์ (Vitrolles) ใกล้เมืองมาร์กเซย (Marseille) ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส (BORIS HORVAT / AFP )

พิธีกรจากสถานีโทรทัศน์ในฝรั่งเศส ลงทุนสวมชุดอวกาศเพื่อถ่ายทำรายการที่เมืองวิทอเลอส์ (Vitrolles) ใกล้เมืองมาร์กเซย (Marseille) ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส (BORIS HORVAT / AFP )

พิธีกรจากสถานีโทรทัศน์ในฝรั่งเศส ลงทุนสวมชุดอวกาศเพื่อถ่ายทำรายการที่เมืองวิทอเลอส์ (Vitrolles) ใกล้เมืองมาร์กเซย (Marseille) ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส (BORIS HORVAT / AFP )

พิธีกรจากสถานีโทรทัศน์ในฝรั่งเศส ลงทุนสวมชุดอวกาศเพื่อถ่ายทำรายการที่เมืองวิทอเลอส์ (Vitrolles) ใกล้เมืองมาร์กเซย (Marseille) ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส (BORIS HORVAT / AFP )

พิธีกรจากสถานีโทรทัศน์ในฝรั่งเศส ลงทุนสวมชุดอวกาศเพื่อถ่ายทำรายการที่เมืองวิทอเลอส์ (Vitrolles) ใกล้เมืองมาร์กเซย (Marseille) ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส (BORIS HORVAT / AFP )

พิธีกรจากสถานีโทรทัศน์ในฝรั่งเศส ลงทุนสวมชุดอวกาศเพื่อถ่ายทำรายการที่เมืองวิทอเลอส์ (Vitrolles) ใกล้เมืองมาร์กเซย (Marseille) ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส (BORIS HORVAT / AFP )

พิธีกรจากสถานีโทรทัศน์ในฝรั่งเศส ลงทุนสวมชุดอวกาศเพื่อถ่ายทำรายการที่เมืองวิทอเลอส์ (Vitrolles) ใกล้เมืองมาร์กเซย (Marseille) ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส (BORIS HORVAT / AFP )

พิธีกรจากสถานีโทรทัศน์ในฝรั่งเศส ลงทุนสวมชุดอวกาศเพื่อถ่ายทำรายการที่เมืองวิทอเลอส์ (Vitrolles) ใกล้เมืองมาร์กเซย (Marseille) ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส (BORIS HORVAT / AFP )

พิธีกรจากสถานีโทรทัศน์ในฝรั่งเศส ลงทุนสวมชุดอวกาศเพื่อถ่ายทำรายการที่เมืองวิทอเลอส์ (Vitrolles) ใกล้เมืองมาร์กเซย (Marseille) ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส (BORIS HORVAT / AFP )

พิธีกรจากสถานีโทรทัศน์ในฝรั่งเศส ลงทุนสวมชุดอวกาศเพื่อถ่ายทำรายการที่เมืองวิทอเลอส์ (Vitrolles) ใกล้เมืองมาร์กเซย (Marseille) ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส (BORIS HORVAT / AFP )

พิธีกรจากสถานีโทรทัศน์ในฝรั่งเศส ลงทุนสวมชุดอวกาศเพื่อถ่ายทำรายการที่เมืองวิทอเลอส์ (Vitrolles) ใกล้เมืองมาร์กเซย (Marseille) ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส (BORIS HORVAT / AFP )

พิธีกรจากสถานีโทรทัศน์ในฝรั่งเศส ลงทุนสวมชุดอวกาศเพื่อถ่ายทำรายการที่เมืองวิทอเลอส์ (Vitrolles) ใกล้เมืองมาร์กเซย (Marseille) ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส (BORIS HORVAT / AFP )

https://mgronline.com/science/detail/9610000097071

นักวิทยาศาสตร์พยายามหาคำตอบว่า ทำไมฉลามถึงได้มารวมตัวกันในสถานที่ปริศนา ในทุกๆ ปี

2

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ด้วยความที่เป็นสัตว์ที่อันตรายที่สุดในมหาสมุทร ทำให้เจ้าฉลามได้รับความสนใจที่เราจะศึกษา และเรียนรู้เรื่องของมันอยู่เสมอๆ และในตอนนี้นักวิทยาศาสตร์มีความรู้เกี่ยวกับอาหาร พฤติกรรม รวมถึงเข้าใจเหตุผลที่มันโจมตีมนุษย์ในบางครั้ง แม้เราจะเข้าใจเรื่องราวต่างๆ มากมายเกี่ยวกับมัน แต่ก็ยังคงมีปริศนาใหญ่อยู่หนึ่งข้อเกี่ยวกับปลาฉลามที่ยังไม่มีใครเข้าใจคือ ทำไมพวกมันต้องเดินทางไกลเพื่อมาร่วมตัวกัน ณ จุดๆ หนึ่งในมหาสมุทรเป็นประจำในทุกๆ ปี

5

โดยมีการตั้งชื่อเล่นให้กับตำแหน่งพิกัดนี้ว่า “White Shark Cafe” หรือ “คาเฟ่ของปลาฉลามขาว” สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่าง รัฐ Baja California (บาฮากาลิฟอร์เนีย) ประเทศเม็กซิโก กับเกาะฮาวาย และในทุกฤดูหนาว พิกัดนี้จะกลายเป็นแหล่งชุมนุมของฉลามหลากหลายสายพันธุ์ อาทิ ฉลามขาว, ฉลามสีน้ำเงิน และฉลามมาโก (Mako shark) แต่การที่จะหาคำตอบว่าทำไมพวกมันถึงมารวมตัวกันที่นี่ ต้องใช้เวลายาวนานหลายปี และจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้คำตอบ

6

และเรื่องที่แปลกที่สุดคือ พิกัด White Shark Cafe นั้นเป็นตำแหน่งบนมหาสมุทรแปซิฟิกที่ไม่มีความพิเศษอะไรเลย นักวิทยาศาสตร์พบว่าฉลามตัวที่เขาติดตามอยู่ เดินทางมาที่พิกัดนี้ในทุกๆ ปี ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่มีการเฝ้าติดตามมัน แต่ไม่สามารถอธิบายลักษณะพิเศษของพื้นที่นี้ได้เลย และจากการสำรวจพิกัดนี้เป็นเวลาต่อเนื่องหลายปี ก็พบเงื่อนงำที่น่าสนใจมากมาย ทำให้ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ Monterey Bay Aquarium และมหาวิทยาลัย Stanford ได้คิดหาวิธีแก้ไขปมปริศนานี้

โดยทีมงานใช้เวลาร่วมสัปดาห์บนท้องทะเล ลองเดินทางผ่านเส้นทางเดียวกับที่ฉลามใช้เวลาในการเดินทาง 100 วันเพื่อไปยัง White Shark Cafe ซึ่งเป็นการเดินทางที่ยาวนานทีเดียว แต่ในที่สุดก็ค้นพบสิ่งที่คาดว่าน่าจะเป็นคำตอบ

และสิ่งที่ทีมงานค้นพบคือ White Shark Cafe ไม่ได้เป็นแค่พิกัดที่เวิ้งว้างว่างเปล่าอีกต่อไป แต่เป็นบ้านของปลาทะเลน้ำลึกที่สามารถปล่อยแสงเรืองได้ ทำให้น้ำทะเลในระดับความลึกที่แสงอาทิตย์ไม่สามารถส่องถึงนั้นมีแสงสว่างขึ้นมาได้ ในทุกๆ วัน ฉลามจะดำน้ำลึก 100 ฟุตเพื่อลงไปหาฝูงปลาที่สามารถส่องแสงสว่างเหล่านี้ เพื่อล่าพวกมัน

นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ ยังพบกับพฤติกรรมที่แปลกประหลาด โดยฉลามตัวผู้จะดำน้ำในรูปแบบตัว V และเป็นการทำซ้ำด้วยการดำน้ำในรูปแบบซิกแซ็ก เป็นจำนวนกว่า 140 ครั้งในแต่ละวัน ซึ่งพฤติกรรมนี้ยังเป็นปริศนาว่าพวกมันทำไปทำไม และทำไมเฉพาะฉลามตัวผู้ที่ทำอะไรแบบนี้ แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่านี่คือเทคนิคในการล่า หรืออาจะเป็นวิธีในการผสมพันธุ์ก็เป็นได้

มีการวางแผนเรื่องการวิเคราะห์ข้อมูลไว้แล้ว และนักวิทยาศาสตร์ก็มีงานมากมายที่ต้องทำ เพื่อที่จะค้นหาเหตุผลที่แท้จริงของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในพิกัด White Shark Cafe และก็ดูเหมือนว่าเราใกล้จะค้นพบคำตอบแล้ว

ที่มา : https://news.thaiware.com/14578.html

ข้อคาดการณ์ของรีมันน์ถูกอ้างว่าพิสูจน์ได้ ข่าวใหญ่ที่อาจทำให้นักคณิตศาสตร์ทั้งโลกต้องร้องออกมาพร้อมกันว่า &^!T$%$TU$^%L

เรื่องก็มีอยู่ว่า เมื่อวันศุกร์ที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา เว็บไซต์ New Scientist ได้ลงข่าวซึ่งพาดหัวว่า “นักคณิตศาสตร์ชื่อดังอ้างว่าสามารถพิสูจน์ข้อคาดการณ์ของรีมันน์ที่มีอายุ 160 ปีได้” สำหรับคนนอกวงการอ่านหัวข้อข่าวนี้แล้วก็อาจจะทำหน้างง ๆ เกาหัวแกร่ก ๆ แล้วนึกในใจว่า ‘อิหยังวะ’ แต่สำหรับคนในแวดวงคณิตศาสตร์ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ใหญ่มากเกินกว่าจะปล่อยให้ผ่านตาไปได้ง่าย ๆ

ข้อคาดการณ์ของรีมันน์ (Riemann hypothesis) เป็นหนึ่งในโจทย์คณิตศาสตร์ที่ถือกันว่ายากที่สุดในปัจจุบัน ก่อนที่จะไปพูดถึงตัวโจทย์ ขอโฆษณาความยากของกันก่อน ข้อคาดการณ์ของรีมันน์ถูกตั้งขึ้นโดยนักคณิตศาสตร์ชาวเยอรมันที่ชื่อว่าแบร์นฮาร์ด รีมันน์ (Bernhard Riemann) เมื่อปี 1859 เป็นข้อความข้อความหนึ่ง ที่รีมันน์อ้างว่าเป็นความจริง แต่ไม่ได้แสดงบทพิสูจน์ไว้ 

ในทางคณิตศาสตร์ เราไม่สามารถเชื่อและยอมรับการกล่าวอ้างข้อความบางอย่างขึ้นมาเฉย ๆ โดยไม่มีการพิสูจน์อย่างนี้ได้ แต่เนื่องจากผลของข้อคาดการณ์นี้ (หากรีมันน์คาดการณ์ถูก) สามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการศึกษาปัญหาอื่น ๆ ในทางคณิตศาสตร์ได้อีกมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการประมาณรูปแบบการกระจายของจำนวนเฉพาะ ซึ่งก็เป็นไม้เบื่อไม้เมากับนักคณิตศาสตร์มาแสนนานไม่แพ้กัน ดังนั้นจึงมีนักคณิตศาสตร์ชั้นแนวหน้าของโลกมากมายพยายามพิสูจน์ข้อคาดการณ์ของรีมันน์นี้ แต่ก็ไม่มีใครทำสำเร็จเสียที จนทำให้เมื่อปี 2000 สถาบันคณิตศาสตร์เคลย์ (Clay Mathematics Institute) ยกให้สมมุติฐานของรีมันน์เป็นหนึ่งในปัญหาคณิตศาสตร์แห่งสหัสวรรษ และได้ตั้งรางวัล 1 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ให้กับใครก็ตามที่สามารถพิสูจน์ (หรือหักล้าง) ข้อคาดการณ์ข้อนี้ได้

กลับมาที่ข่าวเมื่อวันศุกร์ เรื่องมันเกิดขึ้นตรงที่ว่า มีคนดันไปเจอว่าบทคัดย่อของนักคณิตศาสตร์คนหนึ่งที่จะบรรยายในงาน Heidelberg Laureate Forum ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23-28 กันยายนนี้ที่ประเทศเยอรมัน เขียนเอาไว้ว่าเขาจะแสดงบทพิสูจน์อย่างง่าย ๆ ของข้อคาดการณ์ของรีมันน์ ซึ่งเรื่องนี้จะไม่น่าตื่นเต้นเลยหากคนพูดเป็นนักคณิตศาสตร์โนเนมที่ไหนก็ไม่รู้ เพราะตลอด 160 ปีที่ผ่านมาก็มีคนพยายามอ้างว่าตัวเองสามารถพิสูจน์สมมุติฐานของรีมันน์ได้เต็มไปหมด แต่สุดท้ายก็แป้กไปทุกราย แต่คราวนี้คือที่พูดดันเป็นนักคณิตศาสตร์ชื่อดังชาวอังกฤษวัย 90 ปีอย่างไมเคิล อาติยา (Michael Atiyah) เจ้าของรางวัลอาเบล และเหรียญฟีลด์ ซึ่งถือกันว่าเป็นรางวัลโนเบลของแวดวงคณิตศาสตร์ แถมเขาพูดกึ่ง ๆ โม้ด้วยความมั่นใจไว้ด้วยว่า 

ผู้คนเชื่อว่านักคณิตศาสตร์สักคนจะสร้างผลงานที่ดีที่สุดในชีวิตได้จนถึงอายุ 40 เท่านั้น แต่ผมจะแสดงให้เห็นว่าพวกเขาคิดผิด พวกเขาได้เห็นว่าผมทำอะไรได้บ้างตอนอายุ 90

Michael Atiyah

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ตามกำหนดการ การบรรยายของเขาจะเริ่มขึ้นในวันวันจันทร์ที่ 24 กันยายนนี้ เวลา 9.45 น. ตามเวลาประเทศเยอรมัน หรือ 14.45 น. ตามเวลาประเทศไทย แม้ว่าจะไม่ค่อยมีใครคาดหวังกับบทพิสูจน์ของเขาเท่าไร เพราะในอดีตก็เคยมีเหตุการณ์ที่เขาเคยประกาศว่าพิสูจน์บางอย่างที่สำคัญได้ในลักษณะนี้ แต่สุดท้ายก็เป็นบทพิสูจน์ที่ไม่สมบูรณ์ดี แต่คาดว่าจะมีนักคณิตศาสตร์จำนวนมากจับตาดูกันจากทั่วทุกมุมโลกอยู่ดี ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกันแน่ในการบรรยายที่กำลังจะเกิดขึ้นของเขา ความเป็นไปได้แรกคือบทพิสูจน์ของเขาถูกต้อง และเราจะได้เห็นการเฉลิมฉลองกันอย่างบ้าคลั่งของนักคณิตศาสตร์ทั่วโลกแบบเดียวกับตอนที่ แอนดรู ไวล์ (Andrew Weil) สามารถพิสูจนทฤษฎีบทสุดท้ายของแฟร์มา (Fermat’s last theorem) ลงได้เมื่อปี 1994 ความเป็นไปได้อย่างที่สองคือบทพิสูจน์นั้นผิด อาติยาเข้าใจผิดไปเองว่าเขาสามารถพิสูจน์ปัญหาระดับโลกนี้ได้ ซึ่งก็จะน่าอายหน่อย ๆ เพราะโม้ไว้ซะเยอะ แล้วก็คงจ๋อย ๆ กลับบ้านไป หรือความเป็นไปได้ที่สาม คือเขาอาจจะไม่ได้มีบทพิสูจน์ที่สมบูรณ์จริง ๆ อย่างที่อ้างไว้ แต่ก็สามารถเสนอแนวคิดใหม่ ๆ บางอย่าง ที่อาจจะไปจุดประกายให้นักคณิตศาสตร์คนอื่น ๆ ไปต่อยอดได้

สำหรับผู้อ่านที่สนใจว่าไอ้เจ้าข้อคาดการณ์ที่มีรางวัลนำจับถึง 1 ล้านดอลล่าร์สหรัฐนี่มันหน้าตาเป็นยังไงหรอ ต้องออกตัวก่อนเลยว่ามันออกจะซับซ้อนสักหน่อย ถามตัวเองก่อนว่ารู้จักคำว่าฟังก์ชัน โดเมน จำนวนเชิงซ้อน และอนุกรมอนันต์หรือเปล่า ถ้าไม่ เราคงต้องแยกย้ายกันตรงนี้เลย แต่ถ้าคิดว่ารู้ หรือพอรู้อยู่บ้าง ก็เชิญกดเปิดอ่านต่อได้เลย //ผายมือ

อ้างอิง : https://soscity.co/news/mathematics/riemann-hypothesis-claims-proof-by-atiyah/

เจาะลึกยานอวกาศ PARKER SOLAR PROBE กับภารกิจสัมผัสดวงอาทิตย์

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ หรือ NASA ได้ปล่อยยานอวกาศออกไปสำรวจดวงอาทิตย์ ชื่อ Parker Solar Probe สู่อวกาศเพื่อทำภารกิจสัมผัสดวงอาทิตย์เป็นที่เรียบร้อย แน่นอนว่าหลายคนอาจจะมีคำถามสงสัยอยู่ในใจว่ายานสำรวจอวกาศลำนี้จะพาเราไปถึงจุดหมายที่เรียกว่าดวงอาทิตย์ได้จริงหรือ  แล้วทำไมยานลำนี้ถึงทนความร้อนของดวงอาทิตย์ได้ล่ะ บทความนี้จะพาทุกคนไปเรียนรู้ และทำความเข้าใจกับเจ้ายานสำรวจอวกาศลำนี้ให้มากขึ้น

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

PARKER SOLAR PROBE คืออะไร?

NASA ประกาศแผนดำเนินโครงการนี้ตั้งแต่ปี ค.ศ.2009 โดยใช้งบประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐหรือเกือบ 5 หมื่นล้านบาทสำหรับการสำรวจของ Parker Solar Probe 

ซึ่งเจ้า Parker Solar Probe นี้เป็นยานสำรวจอวกาศที่มีขนาดเทียบเท่ากับรถยนต์คันเล็กๆ คันหนึ่งเท่านั้น และมีน้ำหนักประมาณ 685 กิโลกรัม โดยมีภารกิจในการเข้าไปสำรวจชั้นบรรยากาศรอบนอกของดวงอาทิตย์ ในระยะ 6 ล้านกิโลเมตร ผ่านชั้นบรรยากาศบางส่วนของดวงอาทิตย์แล้วเข้าใกล้พื้นผิวมากที่สุด โดยจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงสุดถึง 700,000 กม./ชั่วโมง และมีกำหนดการโคจรรอบดวงอาทิตย์นานถึง 7 ปี เพื่อศึกษาที่มาและพัฒนาการของลมสุริยะและกิจกรรมต่างๆ ของดวงอาทิตย์

ภาพจำลองลมสุริยะ

ภารกิจของ PARKER SOLAR PROBE ทำไมเราถึงต้องศึกษาดวงอาทิตย์

หลายคนอาจะสงสัยว่าเราจะสำรวจดวงอาทิตย์ไปทำไม เราไม่ได้อาศัยอยู่บนดวงอาทิตย์สักหน่อย แต่จริงๆ แล้วการสำรวจดวงอาทิตย์และลมสุริยะนั้น เป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับการศึกษาปรากฎการณ์ธรรมชาติต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกของเรา เพราะดวงอาทิตย์ถือเป็นดาวฤกษ์ที่ดวงเดียวที่อยู่ใกล้โลกและเป็นแหล่งพลังงานและความร้อนที่สำคัญ ยิ่งเรารู้เรื่องนี้มากเท่าใดก็จะยิ่งสามารถนำความรู้ตรงนี้มาใช้พัฒนาในชีวิตและรับมือกับปรากฏการณ์ต่างๆ ในอนาคตได้ ในขณะที่ลมสุริยะซึ่งเกิดจากการไหลของก๊าซไอออนจากดวงอาทิตย์ผ่านมาที่โลกด้วยความเร็ว 500 กม./วินาที หรือประมาณล้านไมล์/ชั่วโมง จะเข้าไปรบกวนสนามแม่เหล็กโลกและสูบพลังงานเข้าไปในเข็มขัดรังสี (Van Allen Radiation Belt) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในอวกาศใกล้โลกที่เรียกว่า “Space Weather” 

สรุปสั้นๆ PARKER SOLAR POLAR PROBE จะไขปริศนา 3 เรื่องหลัก

ในระหว่างที่โคจรอยู่รอบดวงอาทิตย์ อุปกรณ์ที่อยู่ในภาย Parker Solar Probe จะเก็บข้อมูลและทำงานเพื่อศึกษาปัญหาหลักๆ 3 เรื่อง คือ

  1. ทำไมชั้นบรรยากาศที่อยู่ไกลพื้นผิวของดวงอาทิตย์ถึงร้อนกว่าชั้นบรรยากาศที่อยู่ใกล้
  2. ลมสุริยะ (solar wind) เกิดขึ้นได้อย่างไร
  3. อะไรที่ทำให้เกิดการปลดปล่อยก้อนมวล Coronal Mass Ejections (CME) ของดวงอาทิตย์

ภาพจำลอง Van Allen Belts

คลิปจำลอง Van Allen Radiation Belt

สภาพอากาศในอวกาศยังส่งผลต่อวงโคจรของดาวเทียม รบกวน และลดอายุการใช้งานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บนอวกาศอีกด้วย เพราะฉะนั้นถ้าเราเรียนรู้เกี่ยวกับลมสุริยะมากเท่าไหร่ เราก็จะสามารถปกป้องดาวเทียมของเราได้มากขึ้นเท่านั้น 

ดวงอาทิตย์อยู่ใกล้เรามากกว่าที่คิด ยิ่งเรียนรู้ ยิ่งเข้าใจ และนำมาใช้ในชีวิตได้

ภาพจำลองวงโคจรของ Parker Solar Probe

อุปกรณ์ที่ PARKER SOLAR PROBE นำติดไปด้วย

แน่นอนว่าเจ้ายาน Parker Solar Probe จะต้องพกอุปกรณ์ตรวจวัดอนุภาค สนามไฟฟ้า และสนามแม่เหล็ก จากอุปกรณ์หลักทั้ง 4 ชิ้น ได้แก่

อุปกรณ์หลักทั้ง 4 และอุปกรณ์อื่นๆ ที่ Parker Solar Probe ติดตัวไปด้วย (ภาพจาก: <a href="https://www.researchgate.net/figure/Parker-Solar-Probe-Spacecraft-2_fig1_321366244" target="_blank">Research Gate</a>)

1. FIELDS

อุปกรณ์ตัวแรกที่เจ้ายานลำนี้ใช้เป็นเครื่องตรวจวัดแรงที่มองไม่เห็น (Invisible force) โดยจะทำการรวบรวมขนาด รูปร่างของสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กในชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์ รวมไปถึงวัดคลื่นและความแปรปรวนในชั้น heliosphere ที่มีความละเอียดสูงเพื่อทำความเข้าใจคลื่น แรงกระแทก และการเชื่อมต่อด้วยคลื่นแม่เหล็ก ซึ่งกระบวนการเหล่านี้จะทำให้เกิดการขยับตัวของสนามแม่เหล็ก

FIELDs จะวัดสนามไฟฟ้ารอบๆยานอวกาศด้วยเสาอากาศทั้ง 5 ซึ่งติดตั้งอยู่เหนือโล่ความร้อนของยานอวกาศและอยู่ภายใต้แสงอาทิตย์ที่อุณหภูมิ 2,500 F โดยเสาอากาศนั้นมีความยาวถึง 2 เมตร ทำมาจากอัลลอยไนโอเบียมสามารถทนต่ออุณหภูมิสูงได้  FIELDs จะวัดสนามไฟฟ้าในช่วงความถี่กว้างทั้งโดยตรง ในพื้นที่ รวมไปถึงในระยะไกลโดยวัดจากการไหลเวียนของอนุภาคพลังงานที่ออกมาจากดวงอาทิตย์อย่างต่อเนื่อง โดยมี Magnetometer หรือเครื่องมือวัดค่าความเข้มของสนามแม่เหล็กทั้ง 3 ที่ช่วยประเมินสนามแม่เหล็กโดย Magnetometer แบ่งได้เป็น 2 ประเภทดังนี้

  1. Search Coil Magnetometer หรือ SCM จะวัดการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กเมื่อเวลาผ่านไป เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กทำให้แรงดันไฟฟ้าในขดลวดสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กได้โดยการวัดแรงดันไฟฟ้า และจำเป็นต้องใกล้เคียงกับดวงอาทิตย์มากที่สุดเพราะสนามนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วโดยสามารถตรวจจับสนามแม่เหล็กในอัตรา 2ล้านครั้ง/วินาที
  2. Fluxgate Magnetometers มีทั้งหมด 2 เครื่องก็คือ MAGi และ MAGO โดยจะวัดสนามแม่เหล็กที่มีขนาดใหญ่ โดยวัดสนามแม่เหล็กต่อจากดวงอาทิตย์ในอัตราที่ช้าลง

คลิปแสดงการทำงานของ FIELDs

2. WISPR

อุปกรณ์ตัวถัดมาเป็นอุปกรณ์สำหรับจับภาพขนาดกว้าง โดย WISPR จะทำหน้าที่จับภาพโครงสร้างของโคโรน่าและลมสุริยะก่อนที่ยานอวกาศจะบินผ่านเข้าไป

WISPR จะใช้ภาพจากระยะไกลที่เกิดจากการระเบิดของมวลโคโรนาหรือ CMEs เครื่องบินไอพ่น รวมไปถึงวัตถุระเบิดอื่นๆจากดวงอาทิตย์ โครงสร้างทั้งหลายเหล่านี้จะเดินทางออกจากดวงอาทิตย์และแซงยานอวกาศ โดย WISPR จะทำการเชื่อมโยงสิ่งต่างๆในโครงสร้างเพื่อวัดคุณสมบัติทางกายภาพอย่างละเอียดโดยตรง และมีแผ่นป้องกันความร้อนที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อดูดซับและสะท้อนความร้อนสำหรับป้องกันอุปกรณ์

WISPR ใช้กล้องสองตัวพร้อมเซนเซอร์ตรวจจับภาพแบบ CMOS ที่ได้ผ่านการฉายรังสี แทนการใช้เซนเซอร์แบบ CCD ที่มีน้ำหนักมากกว่าและใช้พลังงานสูงกว่า แต่อุปกรณ์เหล่านี้ก็ยังอาจได้รับผลกระทบจากรังสีคอสมิกและอนุภาคอื่นๆที่เคลื่อนเข้าสู่ดวงอาทิตย์ เลนส์ของกล้องจึงถูกออกแบบจาก BK7 ซึ่งเป็นแก้วที่ใช้สำหรับกล้องโทรทรรศน์ทั่วไปและมีความแข็งแรงเพียงพอต่อการกระทบของอนุภาคในอวกาศ

คลิปแสดงการทำงานของ WISPR

3. SWEAP

The Solar Wind Electrons Alphas and Protons investigation หรือ SWEAP เป็นอุปกรณ์ที่ประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ Solar Probe Cup หรือ SPC และ Solar Probe Analyzers หรือ SPAN ใช้สำหรับการนับอนุภาคในลมสุริยะ (ซึ่งประกอบไปด้วย อิเล็กตรอน โปรตรอน และฮีเลียมไอออน) และวัดคุณสมบัติต่างๆ เช่น ความเร็ว ความหนาแน่น และอุณหภูมิเพื่อเข้าใจลมสุริยะมากขึ้น

ในส่วนของ SPC หรือก็คือถ้วยฟาราเดย์ที่เรารู้จักกันนั่นเอง ซึ่งใช้ตรวจวัดเก็บข้อมูลประจุไฟฟ้าและกระแสอิเล็กตรอนที่เคลื่อนที่ โดยในถ้วยจะประกอบไปด้วยชุดของกริดที่มีความโปร่งใสสูง ซึ่งในชุดกริดนั้นจะใช้แรงดันไฟฟ้าสูงเพื่อเรียงลำดับอนุภาคเหนือแผ่นเก็บซึ่งจะวัดคุณสมบัติต่างๆของอนุภาค และช่วยแยกแยะเสียงรบกวนจากรังสีคอสมิกออกไปได้

กริดที่อยู่ใกล้กับอุปกรณ์สามารถทนอุณหภูมิได้ถึง 3,000 F และเรืองสีแดงขณะที่กำลังวัดค่าโดยใช้ผลึกแซฟไฟร์ในการแยกส่วนประกอบต่างๆภายในถ้วย 

และเมื่อผ่านไปใกล้ดวงอาทิตย์ SPC จะใช้เวลาในการตรวจวัดถึง 146 ครั้ง/วินาทีเพื่อหาอัตราเร็ว ความหนาแน่นและอุณหภูมิของพลาสมาของดวงอาทิตย์ได้อย่างถูกต้อง

และในส่วนของ SPAN จะประกอบไปด้วย SPAN-A และ SPAN-B ซึ่งจะมีมุมมองในการวัดที่กว้าง สามารถมองเห็นพื้นที่ในส่วนที่ SPC ไม่สามารถวัดได้ โดยอนุภาคที่ตรวจพบจะเข้าสู่วงกตผ่านแรงดันไฟฟ้าเพื่อเรียงลำดับอนุภาคโดยขึ้นอยู่กับมวลและประจุ ในขณะที่ SPAN-A จะวัดอิเล็กตรอนและไอออน SPAN-B จะวัดเฉพาะอิเล็กตรอนเท่านั้น

คลิปแสดงการทำงานของ SWEAP

4. ISʘIS

มาถึงอุปกรณ์ตัวสุดท้ายที่ใช้สำหรับวัดอิเล็กตรอน โปรตรอน และไอออนเช่นเดียวกับอุปกรณ์ก่อนหน้านี้ แต่ ISʘIS จะทำให้เราเข้าใจวัฏจักรของอนุภาค ว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ทำไมความเร็วถึงเปลี่ยนแปลง และอนุภาคเคลื่อนที่ออกมาจากดวงอาทิตย์สู่อวกาศได้อย่างไร โดย ISʘIS ยังมีอุปกรณ์ข้างในอีกสองอย่างคือ EPI-Lo และ EPI-Hi (EPI ย่อมาจาก Energetic Particle Instrument)

EPI-Lo จะวัดสเปกตรัมของอิเล็กตรอนและไอออนรวมไปถึงการระบุคาร์บอน ออกซิเจน นีออน แมกนีเซียม ซิลิกอน เหล็กและไอโซโทปของฮีเลียม (He-3 และ He-4) การแยกแยะระหว่างฮีเลียมไอโซโทปจะช่วยในการพิจารณาว่ากลไกใดทำให้เกิดการเร่งอนุภาค 

EPI-Lo ถูกออกแบบมาให้มีรูปร่างแบบ octagonal รองรับช่องมองภาพกว่า 80 ช่องเพื่อสังเกตอนุภาคพลังงานต่ำ ไอออนจะเข้าสู่ EPI-Lo ผ่านช่องมองภาพ ผ่านฟอยล์ carbon-polyimide-aluminium ทั้ง 2 ก่อนจะเข้าสู่เครื่องตรวจจับของแข็ง อิเล็กตรอนจะถูกวัดค่าโดยพลังงานที่เหลือจากการกระทบของไอออน โดยเวลาที่ผ่านเซนเซอร์จะเป็นตัวบอกถึงชนิดของอนุภาค

ส่วน EPI-Hi จะใช้เซนเซอร์ในเครื่องตรวจจับซ้อนกันเป็นชั้นๆ เพื่อวัดอนุภาคที่มีพลังงานสูงกว่า EPI-Lo โดยชั้นหน้าจะประกอบไปด้วยเครื่องตรวจจับซิลิกอนบางเฉียบช่วยในการกำหนดทิศทางอนุภาคและลดเสียงรบกวน และเมื่อใกล้กับดวงอาทิตย์ EPI-Hi จะสามารถตรวจจับได้ถึง 100,000 อนุภาค/วินาที

ด้วยการใช้เครื่องมือทั้งสองร่วมกัน ISʘIS จะตรวจสอบพลังงานทั้งหมดของอนุภาคพลังงานแสงอาทิตย์รวมถึงอนุภาคพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ที่มีพลังงานสูงซึ่งไม่สามารถตรวจพบได้โดย SWEAP

คลิปแสดงการทำงานของ ISʘIS

ดวงอาทิตย์ร้อนขนาดนั้น แล้วยานลำนี้เข้าไปสำรวจได้อย่างไร?

แน่นอนว่าเจ้ายาน Parker Solar Probe จะต้องพบเจอสภาวะที่เลวร้ายในขณะที่ทำภารกิจ ยานจะต้องปลอดภัยจากอุณภูมิที่สูงมากของดวงอาทิตย์ โดยดร. Elisabeth Abel หัวหน้าทีมวิจัยเกราะกันความร้อนแห่งห้องทดลองฟิสิกส์ประยุกต์ มหาวิทยาลัย Johns Hopkins ได้แสดงให้เราเห็นว่า เกราะกันความร้อนของยานอวกาศนี้ สามารถทนความร้อนได้สูงถึง 1,371 องศาเซลเซียสที่ผิวด้านนอก และทำให้ผิวด้านในมีอุณหภูมิเหลือเพียง 316 องศาเซลเซียส

เกราะสามารถกันความร้อนได้ขนาดนี้ เนื่องจากการใช้แผ่นโฟมคาร์บอนที่ประกอบด้วยรูจำนวนมากหนา 11.4 เซลติเมตรเป็นวัสดุแกนกลาง ทำให้ความร้อนผ่านไปอีกด้านได้ยาก และประกบด้วยวัสดุคาร์บอนทั้ง 2 อีกทีเป็นเหมือนแซนวิช และมันมีน้ำหนักเบา

ภาพแสดงเกราะกันความร้อนของ Parker Solar Probe

คลิปดร. Elisabeth Abel ให้ผู้ทดสอบลองสัมผัสอีกด้านของเกราะกันความร้อน ขณะเธอกำลังพ่นไฟใส่ตัวเกราะ

ชื่อ PARKER SOLAR PROBE เพื่อเป็นเกียรติแก่ศ.ยูจีน ปาร์กเกอร์

เดิมทียานสำรวจดวงอาทิตย์ลำนี้ชื่อ “Solar Probe Plus” และได้เปลี่ยนมาเป็น “Parker Solar Probe” เพื่อเป็นเกียรติแก่ ศ.ยูจีน ปาร์กเกอร์ นักวิทยาศาสตร์ผู้บุกเบิกงานวิจัยด้านลมสุริยะ และเป็นครั้งแรกที่ NASA ตั้งชื่อยานอวกาศตามชื่อของบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่

จากนี้เราคงต้องคอยติดตามกันว่ายาน Parker Solar Probe จะพาพวกเราไปเจอกับอะไรบ้าง

ที่มา : https://soscity.co/space/parker-solar-probe/