คลังเก็บรายเดือน: กันยายน 2018

คุมสารพิษตกค้าง พบมากใน ผัก-ผลไม้ 6 ชนิด

คุมสารพิษตกค้าง พบมากใน ผัก-ผลไม้ 6 ชนิด

คุมเข้มสารพิษตกค้างในผักและผลไม้ พบมากในผัก 6 ชนิดขณะที่ผลตรวจภาพรวมยังอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่าถึง โครงการเฝ้าระวังสารพิษตกค้างในผักและผลไม้สด ตามเกณฑ์มาตรฐานของไทย ซึ่งการดำเนินงานในปี 2561 มีการเก็บตัวอย่างผักและผลไม้สดทั้งหมด 41 ชนิดพืช รวม 7,054 ตัวอย่างจากทั่วประเทศ ผ่านมาตรฐานร้อยละ 88.8 ไม่ผ่านมาตรฐานร้อยละ 11.2 และเมื่อนำปริมาณที่ตรวจพบในผักและผลไม้สดมาประเมินความเสี่ยงของผู้บริโภค พบว่า ร้อยละ 99.86 อยู่ในระดับที่ปลอดภัย

จากข้อมูลการตรวจของกระทรวงสาธรณสุขและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่า ผักและผลไม้สดที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน 100% มีจำนวน 6ชนิด ได้แก่ มันฝรั่ง หน่อไม้ฝรั่ง มังคุด ผักกาดขาวปลี ถั่วแขก และข้าวโพดหวาน พบสารพิษต่ำมาก ส่วนผักและผลไม้สดที่พบปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด 6 อันดับแรก ได้แก่ พริก ถั่วฝักยาว คะน้า ส้ม มะเขือ และมะเขือเทศ แต่ทั้งนี้ยังมีความปลอดภัยในการบริโภค เนื่องจากสารตกค้างนี้จะเกิดอันตรายต่อเมื่อผู้บริโภค บริโภคในปริมาณมากเท่านั้น

ผู้บริโภคจึงควรบริโภคอาหารที่หลากหลายไม่บริโภคอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งซ้ำๆ มากเกินไป ส่วนส้มซึ่งเป็นพืชที่พบปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด หากปอกเปลือกแล้วจะทำให้ปริมาณสารพิษตกค้างลดลงกว่าร้อยละ 90 หรือหากจะนำส้มไปคั้นน้ำ ควรล้างเปลือกด้านนอกให้สะอาดก่อน อีกทั้งก่อนการบริโภคผักและผลไม้สด ผู้บริโภคควรล้างผักและผลไม้สดให้สะอาดเพื่อลดการตกค้างสารเคมีกำจัดศัตรูพืชด้วย

ภาพและข้อมูลจาก รัฐบาลไทย / สำนักประชาสัมพันธ์เขต 7

ที่มา : https://www.hatyaifocus.com/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7/6787-%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1-%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%2B%E0%B8%9E%E0%B8%9A%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%99%2B%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81-%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89%2B6%2B%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%94/

อาการเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน รักษาได้?

นักเคลื่อนไหวในงานเกย์ไพรด์ในกรุงเคียฟ ปี 2013

วงการวิทยาศาสตร์เลิกสนใจแนวคิดการเปลี่ยนแปลงรสนิยมทางเพศของคนมาเป็นเวลานานแล้ว

นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ยอมรับว่า คุณไม่สามารถ “รักษา″ สิ่งที่ไม่ใช่โรคได้ การรักเพศเดียวกันถูกนำออกจากบัญชีอาการเจ็บป่วยทางจิตในสหรัฐฯ ในปี 1973 และองค์การอนามัยโลกก็ดำเนินรอยตามในปี 1990

ขณะที่ นักวิจัยกลับให้ความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ในเรื่องการเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน พยายามจะหาสาเหตุต่าง ๆที่ทำให้คนมีอาการเช่นนี้

ความกลัวที่ปราศจากเหตุผล

จอร์จ ไวน์เบิร์ก นักจิตวิทยาจากสหรัฐฯ ผู้คิดคำว่า ‘โฮโมโฟเบีย’ (Homophobia) หรือ การเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน ขึ้นมาในช่วงทศวรรษ 1960 นิยามการเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกันไว้ว่า “ความกลัวการเข้าใกล้คนรักเพศเดียวกัน” คำปัจจัยภาษากรีกคำว่า “โฟเบีย” (phobia) หมายถึง ความกลัวอะไรบางอย่างโดยปราศจากเหตุผล

ในหนังสือปี 1972 เรื่อง Society and the Healthy Homosexual ดร. ไวน์เบิร์ก เขียนว่า: “ผมคงไม่มีวันคิดว่าคนไข้สุขภาพดีได้ ถ้าเขาไม่อาจก้าวข้ามอคิติที่มีต่อคนรักเพศเดียวกันได้”

นักเคลื่อนไหวออกมาเฉลิมฉลองหลังจากศาลสูงสุดของอินเดียตัดสินว่า การรักเพศเดียวกันไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย เมื่อเดือน ก.ย. 2018

เอ็มมานูเอล เอ. แจนนินิ ศาสตราจารย์ด้านต่อมไร้ท่อและเพศวิทยาการแพทย์ (Endocrinology and Medical Sexology) จากมหาวิทยาลัยตอร์เวร์กาตาแห่งกรุงโรม (University of Rome Tor Vergata) แย้งว่า การเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน เป็นเพียง “ส่วนยอดของภูเขาน้ำแข็ง”

เขากล่าวว่า มันมีส่วนเกี่ยวข้องกับบุคลิกภาพบางอย่าง และหากมีความรุนแรงร่วมด้วย อาจถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคทางจิตได้

ดร. แจนนินิ ได้แย้งผลการศึกษาหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์เกี่ยวกับเพศ (Journal of Sexual Medicine) ในปี 2015 ซึ่งเขาได้เชื่อมโยงการเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกันกับ ภาวะโรคจิต ที่อาจเกิดจากความโกรธหรือความมุ่งร้าย (psychoticism) กลไกการป้องกันตัวเองที่ไม่สมบูรณ์ (มีแนวโน้มที่จะใช้อารมณ์) และการผูกพันกับพ่อแม่ด้วยความหวาดกลัว (นำไปสู่ความรู้สึกไม่มั่นคงที่อยู่ในจิตใต้สำนึก)

ผู้ที่ต่อต้านแนวคิดอนุรักษ์นิยมจำนวนมาก ถือว่า การวิจัยดังกล่าว “เป็นเศษขยะที่สนับสนุน LGBT” แต่ ดร. แจนนินิ ยืนยันกับบีบีซีถึงความถูกต้องของผลงานวิจัยของเขา ที่อธิบายว่า ลักษณะนิสัยเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกันเป็น “ความอ่อนแอ” ชนิดหนึ่ง

“มันไม่ใช่คำในวงการวิทยาศาสตร์ แต่คำที่ผมกำลังใช้ทำให้เข้าใจง่ายขึ้น” เขากล่าว

ผู้หญิงฉลองในเมืองกัลกัตตา หลังการรักเพศเดียวกันเป็นเรื่องถูกกฎหมายในอินเดีย เมื่อเดือน ก.ย. 2018

ระดับความเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน

ผลการศึกษาของเขาได้ใช้สิ่งที่เรียกว่า ค่าการเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน มาวัดระดับของการเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกันในนักศึกษามหาวิทยาลัยชาวอิตาเลียนจำนวน 551 คน และได้วัดอุปนิสัยด้านอื่น ๆ ด้วย เพื่อนำมาใช้อ้างอิงผล

เขาบอกว่า ผู้ที่มีทัศนคติเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกันที่รุนแรงมากก็จะได้คะแนนในลักษณะนิสัยหลายอย่างสูงตามไปด้วย เช่น ภาวะโรคจิต และกลไกการป้องกันตัวเองที่ไม่สมบูรณ์ ขณะที่การผูกพันกับพ่อแม่อย่างมั่นคงเป็นตัวบ่งชี้ถึง การเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกันในระดับต่ำ เหล่านี้คือปัญหาทางจิต ซึ่งอาจได้รับการแก้ไขได้ด้วยการบำบัด

ดร. แจนนินิ กล่าวว่า “บางที คุณอาจไม่ชอบพฤติกรรมของคนรักเพศเดียวกัน แต่คุณไม่จำเป็นต้องคอยพูดอยู่เสมอว่า ผมไม่ใช่คนรักเพศเดียวกัน, ผมเกลียดคนรักเพศเดียวกัน, ผมไม่ต้องการให้คนรักเพศเดียวกันเข้ามาในบ้านผม, ผมไม่ต้องการครูที่รักเพศเดียวกันอยู่ในโรงเรียน”

“หลังจากการถกเถียงกันมานานหลายศตวรรษว่าการรักเพศเดียวกันถือว่าเป็นโรคอย่างหนึ่งหรือไม่ เราได้แสดงให้เห็นเป็นครั้งแรกว่า โรคที่จะต้องได้รับการรักษาจริง ๆ ก็คือ การเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน”

ผู้คนออกมาประท้วงในบราซิล หลังผู้พิพากษาอนุญาตให้นักจิตวิทยาวิจัยเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า 'การบำบัดเปลี่ยนเกย์' ในเดือน ธ.ค. 2017

พลังแห่งวัฒนธรรม

แต่ปัจเจกบุคคลจำนวนมากถูกหล่อหลอมจากสภาพแวดล้อมที่พวกเขาอยู่ และการศึกษาในเวลาต่อมาของทีมงานดร. แจนนินิ ได้สำรวจว่า วัฒนธรรมที่เต็มไปด้วยทัศนคติทางศีลธรรม, การเกลียดผู้หญิง และการเทิดทูนความเป็นชายอย่างสุดโต่ง มีความเกี่ยวข้องกับการเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกันมากแค่ไหน

ในปี 2017 พวกเขาได้เปรียบเทียบผลจากการประเมินนักศึกษา 1,048 คนใน 3 ประเทศที่มีความเชื่อทางศาสนาแตกต่างกัน ได้แก่ อิตาลี (ส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก), อัลเบเนีย (ส่วนใหญ่เป็นมุสลิม) และยูเครน (ส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์นิกายออร์โธด็อกซ์)

ดร. แจนนินิ กล่าวว่า “สิ่งที่ค่อนข้างน่าสนใจคือ ตัวศาสนาเองไม่ได้มีความสัมพันธ์กับการเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน แต่ความเชื่อทางศาสนาที่สุดโต่งในทั้ง 3 ศาสนา นั้น คือสิ่งที่ส่งผลต่อระดับการเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน”

ผู้ประท้วงต่อต้านเกย์ถือแผ่นป้าย ระหว่างการประท้วงที่จัดขึ้นโดยโบสถ์แบ็ปติสต์ในเมืองแคนซัส ปี 2006

พลังแห่งหลักความเชื่อ

ผู้ที่มีความเชื่อทางศาสนาแบบสายกลาง จะบอกคุณว่า ศาสนาไม่ได้รับรองการเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน

“เราเกลียดบาป แต่ไม่ใช่คนที่ทำบาป” วาห์ตัง คิปชิดเซ โฆษกทางการของคริสตจักรออร์โธด็อกซ์ของรัสเซีย กล่าวกับบีบีซี เขาบอกว่า ทางคริสตจักรออร์โธด็อกซ์ ไม่สามารถเปลี่ยนทัศนะที่ว่า การรักเพศเดียวกันเป็นบาปได้ เพราะความเชื่อนี้มาจากพระเจ้า ไม่ใช่มาจากคริสตจักร

“เราถือว่า คนที่มีความสัมพันธ์ทางเพศกับคนเพศเดียวกัน เป็นเหยื่อของบาปของพวกเขาเอง และในฐานะเหยื่อ พวกเขาสมควรได้รับการรักษาทางจิตวิญญาณ”

แต่หลายคนมีความเห็นที่แข็งกร้าวกว่านี้

นักบวชออร์โธด็อกซ์ชาวรัสเซีย และผู้ศรัทธา เข้าร่วมเดินขบวนที่จัดขึ้นกลางนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เมื่อ 12 ก.ย. 2018

“พระคัมภีร์สอนเราให้ปาหินใส่คนที่ไม่ยึดถือความเชื่อในแบบเดิม” เซอร์ไก ริบโก นักบวชชาวรัสเซียกล่าวในการให้สัมภาษณ์เมื่อปี 2012 หลังจากที่กลุ่มชายติดอาวุธได้บุกโจมตีคลับเกย์ในกรุงมอสโก

“ผมเห็นด้วยอย่างเต็มที่กับคนที่พยายามกำจัดคนเหล่านั้นให้หมดไปจากประเทศเรา″

แต่นายคิปชิดเซ กล่าวว่า: “ไม่มีหลักฐานในพระคัมภีร์ใหม่ที่สนับสนุนการปาหินใส่ผู้กระทำบาปใด ๆ”

เขากล่าวว่า การทำบาปจากการมีชู้ไม่ถือว่าผิดกฎหมาย เช่นเดียวกัน “ทางคริสตจักรก็ไม่สนับสนุนให้เอาผิดความสัมพันธ์ทางเพศของคนเพศเดียวกัน”

แต่กระนั้น เขาก็ยอมรับว่า มีคนบางส่วนเข้าใจผิดในพระคัมภีร์ และใช้มันเป็นข้ออ้างก่อความรุนแรง

พลังแห่งภาษา

เทียร์แนน บราดี ผู้สนับสนุนกลุ่มคนหลากหลายทางเพศในศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกชาวไอร์แลนด์ กล่าวว่า “ไม่ต้องสงสัยว่า คำพูดที่ผู้นำศาสนาคริสต์หลายคนใช้สอนผู้คน ทำให้เกิดความกลัวและความไม่พอใจต่อกลุ่มคนหลากหลายทางเพศขึ้น”

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงโบกพระหัตถ์ต่อฝูงชนที่จัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ในนครรัฐวาติกันImage copyrightAFP
คำบรรยายภาพสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ทรงเคยใช้ภาษาที่เป็นกลางมากกว่า เมื่อทรงเอ่ยถึงกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ เมื่อเทียบกับสมเด็จพระสันตะปาปาพระองค์อื่นในอดีต

เขาคือ ผู้อำนวยการของ กลุ่มอนาคตที่เท่าเทียม (Equal Future) กลุ่มรณรงค์ที่สนับสนุนกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ ที่จัดตั้งขึ้นในช่วงที่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเสด็จเยือนกรุงดับลินเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

บราดี บอกว่า “คนที่เกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกันทุกคนเกิดจากการเรียนรู้ ไม่มีใครเกิดมาแล้วรู้สึกเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกันเลย เราซึมซับความเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกันจากที่ใดที่หนึ่ง”

เขากล่าวว่า ทัศนคติที่มีต่อกลุ่มคนหลากหลายทางเพศกำลังเปลี่ยนแปลงไปทั่วโลกทั้งในทวีปอเมริกาใต้และอเมริกากลาง, เอเชียใต้, ยุโรปตะวันออก, อินเดีย และจีน แต่ภาษาที่เป็นปฏิปักษ์มานานหลายร้อยปีจะไม่เปลี่ยนแปลงไปในชั่วข้ามคืน

“ศาสนาคริสต์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คน ยังมีอีกหลายที่ที่ทำให้เรากลายเป็นคนเกลียดกลัวคนรักเพศเดียกวัน ทั้งจากวงการกีฬา, การเมือง และสังคม”

เขาแย้งว่า วัฒนธรรมในประเทศอนุรักษ์นิยมจึงอาจช่วยทำให้ศาสนามีความเข้มงวดมากขึ้นในด้านต่าง ๆ

“ประเทศที่เราเห็นว่า มีการเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกันอยู่มาก เป็นประเทศที่กลุ่มคนหลากหลายทางเพศไม่มีตัวตน เพราะจะยิ่งทำให้สร้างความหวาดกลัวและความไม่ไว้วางใจกันได้ง่ายขึ้น”

พลังแห่งการเหมารวม

ผู้ชายจูบกันในกรุงไนโรบี (ภาพจากแฟ้ม)Image copyrightAFP
คำบรรยายภาพเทียร์แมน บราดี นักเคลื่อนไหว กล่าวว่า การเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกันมีสถานการณ์ที่แย่ลงในหลายประเทศ ทำให้กลุ่มคนหลากหลายทางเพศ ‘ไร้ตัวตน’ เช่นเดียวกับในประเทศที่การรักเพศเดียวกันเป็นเรื่องผิดกฎหมาย

งานวิจัยของ แพทริก อาร์ กราซันกา เป็นผู้ช่วยศาสราจารย์ด้านจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยเทนเนสซี และผู้ช่วยบรรณาธิการวารสารการให้คำปรึกษาทางจิตวิทยา (Journal of Counseling Psychology) ระบุว่า การเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน มีความสัมพันธ์กับอีกปัจจัยหนึ่งคือ การเหมารวม

ในปี 2016 พวกเขาเก็บตัวอย่างนักศึกษามหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ 645 คน และให้คะแนนพวกเขาตามระดับการเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน แบ่งให้คะแนนตาม 4 กลุ่มความเชื่อ ได้แก่

1) คนที่มาจากชนกลุ่มน้อยทางเพศ เกิดมาเป็นเช่นนั้นเอง

2) คนในกลุ่มทางเพศแบบใดแบบหนึ่งเป็นเหมือนกันหมด

3) บุคคลสามารถจัดอยู่ในกลุ่มทางเพศได้กลุ่มเดียวเท่านั้น

4) เมื่อคุณรู้จักคนที่มาจากกลุ่มหนึ่ง คุณจะเข้าใจคนทั้งกลุ่มนั้น

ไม่น่าแปลกใจ นักวิจัยพบว่า ข้อที่กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ เลือกมากคือความเชื่อข้อ 1) ชนกลุ่มน้อยทางเพศเกิดมาเป็นเช่นนั้นเอง โดยผู้ตอบแบบสอบถามทั้งที่เป็นชนกลุ่มน้อยทางเพศ และกลุ่มคนรักต่างเพศ ต่างเลือกข้อนี้

สิ่งที่บอกถึงการมีทัศนคติทางลบต่อชนกลุ่มน้อยทางเพศมากที่สุด ก็คือคนที่ให้คะแนนกับอีก 3 ความเชื่อที่เหลือสูงกว่า

ที่มา https://www.bbc.com/thai/international-45601603

ทำไมเราถึงคัน แล้วเราควรเกาไหม

ผู้หญิงพยายามเกาที่ด้านหลังคอ

เมื่อพูดถึง ศาสตร์ของอาการคัน เราศึกษามันเพียงผิวเผินมาก แต่ประเด็นทางการแพทย์ที่มักถูกมองข้ามไปนี้ มีผลการศึกษาเกียวกับสมองของมนุษย์ที่น่าทึ่งไม่น้อย

นี่คือความจริง 12 ข้อ ที่เกี่ยวพันกับผิวหนังของเรา

1. คนเราเกาประมาณ 97 ครั้งต่อวัน

ภาพวาดประกอบเป็นรูปผู้ชายเกาตามจุดต่าง ๆ ของร่างกาย 18 จุด

ผลการศึกษาระบุว่า เราเกาเกือบ 100 ครั้งต่อวัน คุณอาจจะกำลังเกาอยู่ในขณะนี้ เกาต่อได้ ไม่มีใครมอง

2. อาการคันจากสัตว์หรือพืช เกิดจากสารพิษที่ตกค้าบนผิวหนัง

แมงกะพรุน 2 ตัว

เมื่อสารพิษปล่อยสารฮิสตามีนออกมา ภูมิต้านทานบางส่วนในร่างกายเราก็ตอบสนอง ซึ่งส่งผลให้ใยประสาทส่งสัญญาณคันไปยังสมองของเรา

3. อาการคันมีเครือข่ายเส้นประสาทของตัวเอง

เด็กหญิงตัวเล็กสวมเสื้อสีแดง แว่นตากรอบดำ กำลังเกาหัว
คำบรรยายภาพกรุณา หยุดเกา!

เราเคยคิดว่า ความรู้สึกคันและเจ็บเกิดขึ้นมาจากใยประสาทเดียวกัน แต่ในปี 1997 มีการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ที่เปิดเผยว่า ความรู้สึกคันมีใยประสาทเฉพาะของตัวมันเอง

4. แต่สัญญาณคันเดินทางช้ามาก

ลากำลังใช้กิ่งไม้ช่วยเกาคาง

ใยประสาทมีความเร็วแตกต่างกัน:

สัญญาณการสัมผัสเดินทางผ่านใยประสาทด้วยความเร็ว 200 ไมล์ต่อชั่วโมง

“ความเจ็บปวดแบบทันที” (เช่น เมื่อเราโดนหม้อร้อน ๆ โดยไม่ตั้งใจ) เดินทาง 80 ไมล์ต่อชั่วโมง

ส่วนความรู้สึกคันนั้นเดินทางที่ 2 ไมล์ต่อชั่วโมง ช้ากว่าการเดินของคนเสียอีก

5. เมื่อเห็นคนอื่นเกา เราอาจเกาตามได้ เหมือนกับการหาว

ทั้งคนและสุนัขสวมอุปกรณ์ป้องกันการเกา

นักวิทยาศาสตร์ พิสูจน์แล้วว่า การเปิดวิดีโอหนูกำลังเกาให้หนูตัวอื่นดู ปรากฏว่า หนูกลุ่มแรกเริ่มเกาตามอย่างรวดเร็ว

6. การเกาตามกันมีส่วนเกี่ยวข้องกับสมองส่วนเล็ก ๆ ที่ชื่อว่า ซูปราไคแอสมาติก นิวเคลียส(suprachiasmatic nucleus)

 

แพทย์สวมถุงกระดาษปิดหน้า มองภาพสมอง และเกาศีรษะ

ปัจจุบัน นักประสาทวิทยายังไม่รู้ว่า สมองส่วนนี้ของเรามีส่วนเกี่ยวข้องกับการมองเห็นและการทำให้เกิดการเกาตามกันได้อย่างไร

7. การเกาเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับร่างกายของเราในการรับมือกับผู้บุกรุกที่ทำให้เกิดอาการคัน

สุนัขกำลังเกาหู

การเกาช่วยไล่แมลงที่สร้างความรำคาญ หรือพืชที่มีพิษได้ นี่อาจจะเป็นเหตุผลว่า ทำไมผิวหนังของเราจึงกลายเป็นปื้นแดง

8. การเกาทำให้รู้สึกดี เพราะมันช่วยทำให้เกิดการหลั่งสารเซโรโทนิน (serotonin) ในสมอง

หมีกำลังเสียดสีหลังตัวเอง ดูท่าทางมีความสุข
คำบรรยายภาพการเกาช่วยทำให้มีความสุข

สารเซโรโทนิน เป็นสารสื่อประสาทที่นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ช่วยทำให้เกิดความรู้สึกมีความสุข และรู้สึกดี

ยิ่งมีสารเซโรโทนินไหลผ่านร่างกายมากเท่าใด ก็ยิ่งทำให้รู้สึกมีความสุขมากขึ้นเท่านั้น ไม่ต้องสงสัยว่า ทำไมบางครั้งถึงห้ามไม่ให้ตัวเองเกาได้ยาก

9. จุดที่คนมักจะเกามากที่สุดคือ ข้อเท้า

เด็กคนหนึ่งกำลังเกาที่ข้อเท้า

…จากการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารตจวิทยาของอังกฤษ (British Journal of Dermatology) ในปี 2012 ระบุว่า คนเรารู้สึกคันมากที่สุดที่บริเวณข้อเท้า และยังเป็นจุดที่เกาแล้วรู้สึกดีที่สุดด้วย และมักจะคันตรงนั้นนานที่สุด

เมื่อกี้ คุณเพิ่งลองเกาที่ข้อเท้าตัวเองหรือเปล่า?

10. ยิ่งเกายิ่งคัน

ชายหนุ่มถือโทรศัพท์และกำลังเกาศีรษะ
คำบรรยายภาพอย่าเกาไม่หยุด ต้องรู้ว่าต้องหยุดเกาเมื่อไหร่

ระวัง วัฏจักรของการคันแล้วเกา เกาแล้วคัน!

การเกาที่ผิวหนังจะมีสารฮิสตามีนเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งสัญญาณคันไปที่สมองมากขึ้นด้วย

เกามากไป ก็อาจจะทำให้ผิวหนังถลอกได้ เสี่ยงต่อการติดเชื้อและเป็นแผลตกสะเก็ด

11. วัฏจักรคันแล้วเกา เกาแล้วคัน เป็นปัญหาเดียวกับที่พบในโรคสะเก็ดเงิน (psoriasis) และโรคผิวหนังอักเสบ(eczema)

ผู้หญิงผิวดำที่เป็นโรคสะเก็ดเงิน

แพทย์มักจะสั่งจ่ายยาต้านฮิสตามีน เพื่อลดผลกระทบจากสารฮิสตามีน และลดอาการคัน

12. การคันเรื้อรังทำให้เราอ่อนเพลียได้เท่ากับการปวดเรื้อรัง

 

นักธุรกิจหญิงนอนหมดแรงในชุดเสื้อเหลืองกับสูทสีดำ

นักวิจัยทางการแพทย์พบว่า คนที่มีอาการคันเรื้อรัง ทำให้เกิดความรู้สึกไม่สบายตัวและซึมเศร้าในระดับหนึ่ง คล้ายกับผู้ป่วยที่มีอาการเรื้อรังอื่น ๆ

จากการศึกษาที่ตีพิมพ์ใน หอจดหมายเหตุตจวิทยา (Archives of Dermatology) พบว่า ผู้ที่มีอาการคันติดต่อกันนานหลายสัปดาห์ หรือหลายปี ทำให้รู้สึกแย่ไปหมดเหมือนกับผู้ที่มีอาการปวดเรื้อรัง

ความจริงแล้ว ผู้เขียนผลการศึกษานี้ บอกว่า อาการคันเรื้อรัง ไม่ต่างจาก “ความรู้สึกปวดทางผิวหนัง” และไม่เพียงเท่านั้น เราไม่ควรเพิกเฉยกับอาการคันต่อเนื่อง การคันเรื้อรังอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาการของโรคบางอย่างได้ เช่น โรคตับ หรือ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง

ที่มา https://www.bbc.com/thai/international-45637416

แรงระเบิดจากสงครามโลกทำบรรยากาศชั้นไอโอโนสเฟียร์เบาบางลง

เครื่องบินทิ้งระเบิดโจมตีโรงงานแห่งหนึ่งในเมือง Marienburg ของเยอรมนี เมื่อวันที่ 9 ต.ค. 1943

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

ระเบิดที่ฝ่ายสัมพันธมิตรใช้ในการโจมตีทางอากาศระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง มีความรุนแรงถึงขั้นทำให้บรรยากาศชั้นไอโอโนสเฟียร์ (Ionosphere ) ซึ่งมีขอบเขตติดต่อกับห้วงอวกาศและเต็มไปด้วยประจุไฟฟ้า ต้องสูญเสียอิเล็กตรอนไปจนมีสภาพเบาบางและอ่อนแอลงชั่วคราว

การโจมตีทิ้งระเบิดไม่เพียงแค่คร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก รวมทั้งสร้างความเสียหายยับเยินให้กับเมืองต่าง ๆ บนพื้นโลกเท่านั้น คลื่นกระแทก (Shock wave) ที่เกิดขึ้นจากแรงระเบิด ซึ่งปลดปล่อยพลังงานออกมาในระดับเดียวกับฟ้าผ่าอย่างน้อย 300 ครั้ง ยังส่งผลกระทบไปไกลถึงบรรยากาศชั้นบนของโลก ซึ่งช่วยปกป้องสิ่งมีชีวิตจากรังสีอันตรายในอวกาศ

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเรดดิงของสหราชอาณาจักร ซึ่งได้ศึกษาข้อมูลในอดีตเรื่องความหนาแน่นของอนุภาคอิเล็กตรอนในชั้นบรรยากาศ พบว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองมักเกิดปรากฏการณ์ที่อิเล็กตรอนในชั้นไอโอโนสเฟียร์ลดต่ำลงอย่างมาก ขณะที่ฝ่ายสัมพันธมิตรทำการโจมตีทิ้งระเบิดครั้งใหญ่ 152 ครั้ง ซึ่งรวมถึงการโจมตีกรุงเบอร์ลินของเยอรมนี และเหตุการณ์ทิ้งระเบิดเพื่อสนับสนุนการยกพลขึ้นบกที่เมืองนอร์มังดีของฝรั่งเศสด้วย

การโจมตีของฝ่ายสัมพันธมิตรซึ่งเริ่มขึ้นในปี 1942

รายงานการวิจัยนี้ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร European Geosciences Union ระบุว่า ได้ข้อมูลในอดีตดังกล่าวจากบันทึกการปล่อยคลื่นวิทยุขึ้นไปบนชั้นบรรยากาศโลกโดยศูนย์วิจัยที่ชานกรุงลอนดอน ทำให้ทราบได้ว่าคลื่นกระแทกจากแรงระเบิดเดินทางขึ้นไปถึงบรรยากาศชั้นไอโอโนสเฟียร์ซึ่งสูงจากพื้นโลก 75 – 1,000 กิโลเมตร ส่งผลให้บรรยากาศชั้นดังกล่าวร้อนขึ้นและสูญเสียอิเล็กตรอนไปจำนวนมากเป็นบริเวณกว้าง

อย่างไรก็ตาม การสูญเสียอิเล็กตรอนในชั้นบรรยากาศนี้เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว และจะกลับคืนมาเป็นปกติเมื่ออุณหภูมิที่ร้อนขึ้นก่อนหน้านี้ลดลง

ศ. คริส สกอตต์ ผู้นำทีมวิจัยบอกว่า ปกติแล้วสภาพของบรรยากาศชั้นไอโอโนสเฟียร์จะขึ้นอยู่กับความเคลื่อนไหวเพื่อปลดปล่อยพลังงานของดวงอาทิตย์เป็นหลัก แต่นี่เป็นครั้งแรกที่พบว่าการกระทำของมนุษย์สามารถส่งผลต่อบรรยากาศโลกชั้นดังกล่าวได้

บรรยากาศชั้นไอโอโนสเฟียร์นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสื่อสารโทรคมนาคม การรับส่งวิทยุ รวมทั้งระบบจีพีเอส ซึ่งบอกพิกัดตำแหน่งผ่านดาวเทียม การสูญเสียประจุไฟฟ้าของชั้นไอโอโนสเฟียร์อาจส่งผลกระทบต่อระบบดังกล่าวและทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจเป็นมูลค่ามหาศาล

ทีมผู้วิจัยยังบอกว่า ปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่นฟ้าผ่า แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด น่าจะส่งผลต่อชั้นบรรยากาศโลกในทำนองเดียวกับที่แรงระเบิดมีผลกระทบต่อชั้นไอโอโนสเฟียร์ด้วย ซึ่งจะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมกันต่อไป

ที่มาhttps://www.bbc.com/thai/features-45665040

10 เรื่องที่คุณอาจยังไม่รู้เกี่ยวกับกูเกิล

Doodle of Google's 20th anniversary

คลิก  hd-people-mobile-image-750x352px

คุณยังจำช่วงชีวิตก่อนกูเกิล “เกิด” ได้ไหม ตอนนั้นคุณทำอย่างไรหากต้องค้นหาข้อมูลอย่างรวดเร็ว

ไม่ว่าคุณจะค้นหาเรื่องอะไร เช่น คำสะกดที่ถูกต้อง, ทางไปร้านอาหาร, ร้านขายสินค้าเฉพาะทาง หรือแม้แต่ชื่อของทะเลสาบกลางหุบเขา คุณมักอาศัยการ “กูเกิล” ช่วยหาข้อมูลเหล่านี้

ข้อมูลจากนิตยสารฟอร์บส ระบุว่า ตามปกติ กูเกิลประมวลคำค้นหากว่า 40,000 รายการในทุก 1 วินาที นั่นหมายความว่าใน 1 วัน มีการค้นหาข้อมูลในกูเกิล 3.5 พันล้านรายการ

ในกระบวนการนี้ ทำให้ “กูเกิล เสิร์ช” ไม่ใช่แค่โปรแกรมสืบค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก แต่มันยังเป็นพื้นที่โฆษณา, โมเดลธุรกิจ และที่เก็บข้อมูลส่วนบุคคลขนาดมหึมา

ใช่แล้ว ทุกครั้งที่เราทำการสืบค้นข้อมูล กูเกิลจะเรียนรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมและความชื่นชอบของเรา แต่คุณล่ะ รู้เรื่องเกี่ยวกับกูเกิลมากแค่ไหน

นี่คือ 10 เรื่องเกี่ยวกับกูเกิลที่อาจสร้างความประหลาดใจให้คุณ

1. ชื่อ “กูเกิล”

Close up to Google website through a magnifying glass on the laptop.

หากคุณถามว่า “กูเกิล” คืออะไร? คำตอบคือ มันเคยเป็นสิ่งที่ไม่มีความหมายอะไรเลย

ที่จริงชื่อ “กูเกิล” เป็นคำที่สะกดผิดของศัพท์คณิตศาสตร์ “กูกอล” (googol) ซึ่งหมายถึง จำนวนมหาศาล นั่นคือเลข 1 ที่ตามด้วยเลข 0 อีก 100 ตัว

มีเรื่องเล่าขานมากมายเกี่ยวกับที่มาของความผิดพลาดนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่วิศวกร หรือนักศึกษาเป็นผู้สะกดคำผิด แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ความผิดพลาดนี้ได้กลายเป็นคำที่ผู้คนทั่วโลกคุ้นเคยเป็นอย่างดีในปัจจุบัน

2. ‘Backrub’

Massage mat on the background of rainforest in Bali

แรกเริ่มเดิมที แลร์รี เพจ และเซอร์เกย์ บริน สองผู้ร่วมก่อตั้งกูเกิล เคยตั้งชื่อให้โปรแกรมนี้ว่า Backrub ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นกูเกิล

ชื่อ Backrub ในที่นี้ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการนวดหลังเพื่อผ่อนคลาย แต่หมายถึงระบบสืบค้นและจัดอันดับหน้าโดย Backlinks ซึ่งเป็นลิงค์ภายนอกจากเว็บไซต์อื่น

3. เอียงGoogle front page appears askew when you google the word "askew"

ที่กูเกิล ไม่ได้มีแค่เรื่องธุรกิจที่จริงจัง แต่ยังมีความสนุกขี้เล่นด้วย

ถ้าไม่เชื่อก็ลองพิมพ์ค้นหาคำว่า “askew” ซึ่งแปลว่าเอียงดู

4. แพะTwo goats agains a bright blue sky

กูเกิลบอกว่าบริษัทส่งเสริมเรื่องที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หนึ่งในนั้นก็คือ การเปลี่ยนจากการใช้เครื่องตัดหญ้ามาใช้แพะช่วยจัดการความเรียบร้อยของสนามหญ้าขนาดยักษ์ที่ กูเกิลเฟล็กซ์ (Googleplex) สำนักงานใหญ่ของบริษัทในเมืองเมาน์เทนวิว รัฐแคลิฟอร์เนีย

ดังนั้นหากคุณได้มีโอกาสไปเยือนกูเกิลเฟล็กซ์ ก็อาจจะได้เห็นฝูงแพะราว 200 ตัวกำลังช่วยแทะเล็มหญ้าและวัชพืชอยู่รอบ ๆ บริษัท

5. ธุรกิจที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องSocial media logos printed onto handmade cubes. photographed in a studio.

นอกจากจะสร้างผลิตภัณฑ์ยอดนิยมต่าง ๆ เช่น GMail, Google Maps, Google Drive, Google Chrome ฯลฯ กูเกิลจะได้เป็นเจ้าของบริษัทโดยเฉลี่ยสัปดาห์ละ 1 บริษัท นับแต่ปี 2010

คุณอาจไม่ทราบว่า บริษัทชื่อดัง เช่น Android, Youtube, Waze และ AdSense เป็นบริษัทในเครือของกูเกิล เช่นเดียวกับบริษัทอื่น ๆ อีก 70 บริษัท

6. ดูเดิล (Doodle)first Google Doodle, referring to Google"s participation in the Burning Man Festival.

 

ดูเดิล คือการเปลี่ยนโลโก้ของกูเกิล ที่มีความสนุก ตื่นเต้น และบางครั้งก็ทำโดยไม่ได้วางแผนมาก่อนเพื่อเฉลิมฉลองวาระสำคัญ เช่น วันหยุด และวันคล้ายวันเกิดของบุคคลสำคัญ เป็นต้น

ส่วน ดูเดิล แรกของกูเกิลนั้น ทำขึ้นเมื่อวันที่ 30 ส.ค.ปี 1998 เพื่อใช้เป็น “ข้อความตอบกลับอัตโนมัติเมื่อไม่อยู่ที่สำนักงาน” โดยเป็นรูปหุ่น Burning Man ยืนอยู่ด้านหลังอักษร o ตัวที่สองของโลโก้ Google

แนวคิดนี้เกิดขึ้นตอนที่ แลร์รี และเซอร์เกย์ จะไปเที่ยวเทศกาล Burning Man ในรัฐเนวาดาของสหรัฐฯ จึงต้องการบอกผู้ใช้งานว่าพวกเขาจะไม่อยู่คอยแก้ปัญหาด้านเทคนิค

นับจากนั้นเป็นต้นมา ดูเดิล ได้กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของกูเกิล ในการฉลองวาระหรือบุคคลสำคัญ โดยจะใช้งานศิลปะที่สั่งทำขึ้นโดยเฉพาะ

7. การพลาดโอกาสทองสำหรับบางคน แต่ไม่ใช่สำหรับกูเกิลLarry Page & Sergey Brin - Co founders of Google.

หากย้อนกลับไปเมื่อปี 1999 แลร์รี และเซอร์เกย์ เคยพยายามขายกูเกิลในราคา 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ… แต่ไม่มีใครสนใจซื้อ แม้หลังจากมีการลดราคาแล้วก็ตาม

ปัจจุบัน กูเกิลมีมูลค่ากว่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ กลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ชั้นนำของโลก และอาจทำให้ใครบางคนรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ตัดสินใจซื้อมันมาครอบครองเสียตั้งแต่ตอนนั้น

8. คติพจน์Close-up of "evil" and "angel" eggs, against blue background.

“Don’t be evil” (จงอย่าชั่วร้าย) เป็นหนึ่งในคติพจน์ของบริษัทกูเกิล แต่บริษัทจะยึดถือหรือไม่นั้น เราให้คุณเป็นผู้ตัดสินเอาเอง

9. ของกินถือเป็นเรื่องใหญ่Sculptures of an Android and a cherry pie at at the entrance of Googleplex, Google's HQ in the south San Francisco bay area

ข้อมูลจากนิตยสารฟอร์บส ระบุว่า เซอร์เกย์ ผู้ร่วมก่อตั้งกูเกิล ได้ตัดสินใจตั้งแต่แรกเริ่มว่าจะไม่ให้สำนักงานกูเกิลที่ใดอยู่ห่างจากอาหารเกิน 60 เมตร

มีข่าวลือว่า ช่วงแรก ๆ ขนมยอดฮิตประจำบริษัทคือ ลูกกวาดเคี้ยวหนึบยี่ห้อ Swedish Fish แต่ปัจจุบันเหล่าพนักงานกูเกิล ได้อิ่มหนำสำราญกับกาแฟคุณภาพเยี่ยมและอาหารรสเลิศมากมายหลายชนิด

10. เจ้าตูบ…เพื่อนแสนดีที่สุดของกูเกิลAn Alaskan Malamute dog, sitting on an office floor and looking for people

หล่าพนักงานบริษัทกูเกิล ได้รับอนุญาตให้สามารถพาสุนัขไปทำงานด้วยได้ โดยมีเงื่อนไขว่าเจ้าตูบจะต้องได้รับการฝึกมารยาทไม่ให้ซุกซนในสำนักงาน และฝึกขับถ่ายให้เป็นที่เป็นทางป้องกันปัญหากลิ่นไม่พึงประสงค์ในบริษัท

แถมท้ายด้วยเกร็ดสนุกอีกเรื่องเกี่ยวกับกูเกิล

A woman works near the Lego section on the 4th floor of Google's headquarters in Manhattan, NY, on August 22, 2013.

คุณรู้หรือไม่ว่า กูเกิล ชอบตัวต่อเลโก้มาก ถึงขนาดที่หน่วยเก็บข้อมูลสำรองของบริษัทถูกสร้างขึ้นจากตัวต่อเลโก้

ที่มา https://www.bbc.com/thai/features-45669230

 

 

นิสัยการล่าเหยื่อของแมวใช้ปราบหนูในเมืองใหญ่ไม่ได้ผล

น้องแมว

แผนการที่มีผู้เสนอให้นำแมวจรจัดไปปล่อยเพิ่มในเมืองใหญ่อย่างนครชิคาโกของสหรัฐฯ เพื่อให้ไล่ปราบหนูสกปรกที่เป็นพาหะนำโรคนั้น อาจเป็นแผนการที่ไม่ได้ผลจริงในทางปฏิบัติ เพราะนิสัยการล่าเหยื่อของแมวทำให้มันหลีกเลี่ยงหนูท่อตัวใหญ่ที่ต้องออกแรงสู้กันสุดกำลัง และหันไปหาเหยื่ออื่น ๆ ที่ไร้หนทางป้องกันตัวแทน

ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติจากมหาวิทยาลัยฟอร์แดมของสหรัฐฯ และมหาวิทยาลัยซิดนีย์ของออสเตรเลีย ตีพิมพ์ผลการศึกษาเรื่องนี้ลงในวารสารความก้าวหน้าทางนิเวศวิทยาและวิวัฒนาการ (Frontiers in Ecology and Evolution) โดยระบุว่าแมวจรจัดในเมืองใหญ่นั้นมีพฤติกรรมเหมือนกับมนุษย์ ซึ่งต้องการหาอาหารด้วยวิธีที่ง่ายและใช้พลังงานน้อยที่สุด โดยมุ่งล่าเหยื่อที่อ่อนแอกว่า

มีการทดลองฝังไมโครชิปในหนูท่อจำนวนหนึ่ง ซึ่งหนูเหล่านี้หากินอยู่แถบโรงงานรีไซเคิลของเสียจากอุตสาหกรรมประจำเขตบรูกลินในนครนิวยอร์ก ทั้งมีการติดตั้งกล้องสังเกตการณ์ในบริเวณดังกล่าวด้วย โดยมีการติดตามพฤติกรรมของหนูที่ถูกฝังไมโครชิปเป็นเวลา 5 เดือน และบันทึกภาพวิดีโอขณะที่มีแมวหรือหนูปรากฏตัวได้รวม 306 คลิป ในช่วงเวลาดังกล่าว

แมวและหนูมีวิวัฒนาการที่สัมพันธ์กันมาเป็นเวลานานหลายพันปี

จากภาพวิดีโอที่ปรากฏ มีแมวเข้ามาในพื้นที่ 259 ครั้ง แต่มีเพียง 20 ครั้งที่แมวพยายามสะกดรอยติดตามหนู และมีเพียง 3 ครั้งที่แมววิ่งไล่ล่าหนูอย่างจริงจัง เมื่อสิ้นสุดการทดลอง นักวิจัยพบว่ามีเพียง 2 ครั้งเท่านั้นที่แมวสามารถจับและฆ่าหนูได้สำเร็จ

ทีมผู้วิจัยบอกว่า แม้ประชากรแมวในสถานที่อื่น ๆ จะสามารถจับหนูได้มากกว่าแมวจรจัดในเมืองใหญ่ แต่ผลการศึกษาที่ผ่านมาชี้ว่าหนูที่จับได้มักเป็นหนูตัวเล็กที่มีน้ำหนักไม่เกิน 150 กรัม ในขณะที่หนูท่อในเมืองใหญ่มักเป็นหนูนอร์เวย์ (Norway Rats) ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าสองเท่าและหนักราว 300 กรัม

รายงานการวิจัยสรุปว่า “แมวจรจัดมักหลีกเลี่ยงหนูในเมืองใหญ่ และหันไปล่าเหยื่อที่ล่าง่ายเช่นนก กิ้งก่า แมลงสาบ หรือคุ้ยเขี่ยหาเศษอาหารตามกองขยะมากกว่า″

“ในขณะเดียวกัน หนูก็มักจะหลบซ่อนตัวขณะที่แมวออกมาด้วย ทำให้มนุษย์มองว่ามีหนูน้อยลงในสถานที่ที่แมวอยู่ แต่ในความเป็นจริงจำนวนประชากรหนูไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย”

ที่มาhttps://www.bbc.com/thai/features-45690434

BOOSTUP แท่นชาร์จไร้สายรุ่นใหม่จาก Belkin ชาร์จอุปกรณ์จาก Apple ได้พร้อมกันถึง 3 เครื่อง

BOOSTUP แท่นชาร์จไร้สายรุ่นใหม่จาก Belkin ชาร์จอุปกรณ์จาก Apple ได้พร้อมกันถึง 3 เครื่อง

ถ้าคุณมีทั้ง iPhone, iPad, Apple Watch หรือจะ AirPods คงจะดีถ้าคุณจะสามารถชาร์จอุปกรณ์ของคุณได้พร้อม ๆ กัน สำหรับคนที่ผิดหวังกับ AirPower ที่ Apple ไม่ยอมเปิดตัวเสียที ก็ลองมาดูแท่นชาร์จรุ่นใหม่ Belkin Boostup ที่ช่วยให้คุณสามารถชาร์จอุปกรณ์ของ Apple ได้พร้อมกันถึง 3 เครื่องกันเลยทีเดียว

Belkin Boostup นั้นมีแท่นชาร์จไร้สายอยู่ 2 ตัว สำหรับชาร์จทั้ง iPhone และ Apple Watch แถมยังมี USB Type-A ให้คุณได้เสียบเพื่อชาร์จอุปกรณ์ตัวที่ 3 ได้อีกด้วย

โดยเครื่องชาร์จนี้มีกำลังไฟฟ้าอยู่ที่ 7.5W สำหรับการชาร์จไร้สายให้ iPhone, iPad, แท่นชาร์จ 5W/1A สำหรับ Apple Watch และอุปกรณ์ที่ต้องการชาร์จผ่านทางพอร์ต USB โดยเจ้าแท่นชาร์จตัวนี้จะมาพร้อมกับอะแดปเตอร์ขนาด 45W

การเปิดตัวครั้งนี้ของ Belkin มีขึ้นหลังจากที่ AirPower ของทาง Apple ยังไม่สามารถเปิดตัวได้ตามกำหนดการเดิมที่กำหนดไว้ ซึ่งว่ากันว่ายังมีปัญหาความร้อนที่สูงจนเกินไป แม้ว่าอุปกรณ์นี้จากทาง Belkin จะยังดูไม่น่าให้ความสะดวกสบายได้เท่ากับของ Apple เอง แต่ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของคนที่อยากจะตัดปัญหาสายพันกันเมื่อคุณต้องชาร์จอุปกรณ์ต่าง ๆ ของคุณพร้อมกันนั่นเอง

ที่มา : www.theverge.com , www.slashgear.com , www.computerworld.com

Microsoft นำฟีเจอร์ OneDrive On-Demand มาบน MacOS ให้ได้ทดสอบใช้งานกันแล้ว

Microsoft นำฟีเจอร์ OneDrive On-Demand มาบน MacOS ให้ได้ทดสอบใช้งานกันแล้ว

ในตอนนี้ทาง Microsoft ได้นำเอาฟีเจอร์ OneDrive Files On-Demand มาใช้งานกับระบบปฏิบัติการ macOS แล้ว โดยจะมีเหล่าผู้ทดสอบ OneDrive beta ที่จะเริ่มเข้าถึงฟีเจอร์นี้กันได้ก่อน ซึ่งฟีเจอร์นี้จะเข้ามาช่วยให้ผู้ใช้สามารถเลือกเข้าถึงหรือดาวน์โหลดเฉพาะไฟล์ที่ต้องการบน OneDrive ได้ ไม่ต้องซิงค์โฟลเดอร์ทั้งหมดของ OneDrive ลงไปบน Mac เพื่อใช้งานไฟล์เพียงไม่กี่ไฟล์

โดยฟีเจอร์ Files On-Demand ของ OneDrive นี้ รองรับการใช้งานบนเวอร์ชั่นระบบปฏิบัติการ macOS 10.14 Mojave (ซึ่งมีการเริ่มเปิดให้อัพเดทกันไปแล้ว) และต้องการระบบ Apple File System (APFS) ในการใช้งาน

นอกจากการเริ่มเปิดใช้งาน OneDrive Files On-Demand บน Mac แล้ว ทาง Microsoft จะทำการรวม OneDrive ทั้งเวอร์ชั่น Mac และ Windows ไปอยู่ใน Code base เดียวกันอีกด้วย ซึ่งก็หมายความว่าทางบริษัทฯ จะมีการทดสอบฟีเจอร์อื่นๆ เพิ่มเติมบน macOS อีก ซึ่งน่าจะรวมถึงฟีเจอร์การใช้งานร่วมกับ Touch Bar และฟีเจอร์อื่นๆ ที่จะตามมาให้ใช้งานบน MacOS อีกมากมาย
ที่มา : www.theverge.com , techcrunch.com

The Walking Dead อนาคตมืดมน เมื่อ Telltales Games ประกาศปิดตัวสตูดิโอหลัก!

The Walking Dead อนาคตมืดมน เมื่อ Telltales Games ประกาศปิดตัวสตูดิโอหลัก!

ถือเป็นอีกหนึ่งข่าวเศร้าของวงการเกมส์ เมื่อ Telltale Games ผู้พัฒนาเกมส์ดังอย่าง The Walking DeadThe Wolf Among UsTales from the Borderlands และเกมแนวผจญภัย Storytelling ที่การตัดสินใจของผู้เล่นจะส่งผลกระทบต่อไปยังเนื้อเรื่องทั้งหมดของเกมส์ ได้ประกาศว่า “พวกเขากำลังจะปิดตัวลง!”

ในแถลงการณ์ยืนยันว่า ทีมงานส่วนใหญ่ได้ถูกปลดออกไปแล้ว โดย Pete Hawley ซีอีโอของบริษัทฯ ได้อธิบายว่า “เราพยายามผลักดันตัวเองขึ้นมาอีกครั้ง จากความยากลำบากที่ต้องเผชิญ หลักๆ เลยก็คือเรื่องการเงิน ซึ่งดูเหมือนว่าสุดท้ายแล้ว เราไม่อาจก้าวผ่านมันไปได้  เราทุกคนพยายามส่งมอบเนื้อหาเกมที่ดีที่สุดให้แก่ผู้เล่น แต่มันก็ทำยอดขายไม่ได้ตามที่ตั้งเป้าเอาไว้”

“เราเพิ่งจะเปิดตัวเกมส์ที่ดีที่สุดของเราไปในปีนี้ จริงอยู่ว่ามันได้รับเสียงตอบรับที่ดีมากๆ แต่ก็ไม่ได้แปลว่ายอดขายจะดีด้วย เราต้องมองดูเพื่อนของเราเดินออกจากบริษัทไป และนำพาสิ่งที่เป็นเรา อย่างเกมส์แนว Storytelling ไปจากวงการอุตสาหกรรมเกมด้วยความเศร้าสร้อย” Hawley เสริม

อย่างที่เรารู้กันดี Telltale Games นับว่าเป็นผู้บุกเบิกเส้นทางสาย Storytelling ให้กับวงการเกมส์มาอย่างยาวนาน ด้วยเนื้อเรื่องที่ลึกซึ้ง กินใจ มีเกมส์ดังอย่าง The Walking Dead ที่กวาดรางวัลอย่างมากมาย

นั่นจึงเท่ากับว่า อนาคตของ The Walking Dead ที่เพิ่งเริ่มออกตอนแรกของ The Final Season เมื่อเดือนที่แล้ว รวมไปถึงเกมส์อื่นๆ ของ Telltale กำลังอยู่ในช่วงมืดมน ไม่แน่ใจว่าจะได้ไปต่อหรือไม่ แต่สุดท้ายจะเป็นอย่างไรนั้น คงต้องรอดูกันต่อไป
ที่มา : gamingbolt.com

โจทย์คณิตศาสตร์อายุ 160 ปี โคตรอภิมหายาก ถูกแก้ได้แล้ว และคนที่แก้ได้อาจได้เงิน 32 ล้าน

โจทย์คณิตศาสตร์อายุ 160 ปี โคตรอภิมหายาก ถูกแก้ได้แล้ว และคนที่แก้ได้อาจได้เงิน 32 ล้าน

นักคณิตศาสตร์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก แสดงวิธีการแก้โจทย์คณิตอายุ 160 ปีที่ยังไม่เคยมีใครแก้ได้มาก่อน ซึ่งโจทย์คณิตศาสตร์ที่ยากระดับอภิมหาอมตะนี้มีชื่อว่า “Riemann hypothesis” หรือ “สมมติฐานของ Riemann” โดยนักคณิตศาสตร์ที่บอกว่าตัวเองสามารถแก้โจทย์ได้แล้ว เขาได้แสดงวิธีการแก้โจทย์ผ่านการเลคเชอร์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา และเขาจะได้รับรางวัลเป็นจำนวนเงิน $1,000,000 หากมีการพิสูจน์แล้วว่า วิธีการแก้โจทย์ของเขานั้นถูกต้อง (รางวัลคิดเป็นเงินไทยประมาณ 32 ล้านบาท)

นักคณิตศาสตร์ที่แสดงตัวว่าเขาสามารถแก้โจทย์ได้มีชื่อว่า ท่านเซอร์ Michael Atiyah และเขาเคยชนะรางวัลด้านการแก้โจทย์คณิตศาสตร์มาแล้ว 2 ครั้ง โดยเป็นรางวัลจากสถาบัน Fields Medal และ Abel Prize และเขาได้ขึ้นเวทีในงาน Heidelberg Laureate Forum เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาเพื่อนำเสนอวิธีแก้โจทย์

โดยการแก้โจทย์ “สมมติฐานของ Riemann” นั้นท่านเซอร์ Michael Atiyah ต้องหาวิธีคาดการณ์รูปแบบการเกิดขึ้นของทุกๆ “เลขเฉพาะ หรือ Prime number” โดยที่แต่เดิมนักคณิตศาสตร์เชื่อว่า รูปแบบการเกิดขึ้นของ Prime number นั้น เป็นการเกิดขึ้นในแบบสุ่ม และไม่สามารถอธิบายรูปแบบการเกิดของ Prime number ด้วยสมการใดๆ ได้เลย

***Prime number คือ เลขเฉพาะ มันคือชุดของเลขจำนวนเต็มที่ไม่มีเลขจำนวนอื่นใดมาหารมันได้ลงตัว นอกจากเลข 1 และตัวมันเอง โดยตัวอย่างของเลข Prime number อาทิ 2, 3, 5, 7, 11, 13, 17, 19, 23… และมีตัวเลขอื่นๆ อีกจำนวนมหาศาลที่เป็น Prime number จะเห็นว่าตัวเลขที่เป็น Prime number จะไม่สามารถถูกหารได้ลงตัวจากตัวเลขอื่นใด ในขณะที่ 4, 15, 22… ไม่จัดว่าเป็น Prime number เพราะสามารถใช้ตัวเลขอื่นมาหารแล้วได้คำตอบที่เป็นตัวเลขลงตัว ไม่มีจุดทศนิยม

โดยวิธีแก้โจทย์ของเซอร์ Michael Atiyah นั้นต้องได้รับการตรวจสอบโดยนักคณิตศาสตร์คนอื่นๆ และถ้าได้รับการรับรองว่าถูกต้อง วิธีการของเขาก็จะได้รับการเผยแพร่ และท่านเซอร์สามารถนำวิธีการแก้โจทย์ของเขา ไปเคลมเงินรางวัล $1,000,000 กับทางสถาบัน Clay Mathematics Institute of Cambridge (CMI) ได้เลย

และโจทย์คณิต “Riemann hypothesis” เป็นหนึ่งในเจ็ดโจทย์คณิตสุดหินในซีรี่ย์ “Millennium Prizes” ของทางสถาบัน CMI ที่มีการประกาศว่าจะให้รางวัลกับใครก็ตาม ที่สามารถแก้โจทย์เหล่านี้ได้

แล้วอะไรคือ Riemann hypothesis แล้วท่านเซอร์แก้โจทย์นี้ได้อย่างไร?

โดย Bernard Riemann เป็นนักคณิตศาสตร์ในอดีตผู้โด่งดัง เขามีชีวิตอยู่ในช่วงปี 1826-1866 ในขณะที่แวดวงนักคณิตศาสตร์มีความเชื่อว่า การเกิดของเลข Prime number นั้นเป็นรูปแบบสุ่ม ไม่สามารถคาดการณ์ได้ แต่ Bernard Riemann ได้เสนอสมมติฐานว่า การเกิดของ Prime number นั้นสามารถอธิบายได้ด้วยสมการที่มีชื่อว่า Riemann zeta

และเพื่อที่จะพิสูจน์ให้ได้ว่า สมการของ Riemann สามารถพิสูจน์การเกิดของ Prime number ได้จริง ก็ต้องมีการนำ Prime number ที่มนุษย์รู้จักกว่า 10 ล้านล้านตัวเลข มาใส่ในสมการของเขา เพื่อพิสูจน์ว่าสมการนั้นถูกต้อง แต่ด้วยความที่มีตัวเลขจำนวนมากมายมหาศาล ทำให้แทบจะไม่มีทางเป็นไปได้เลย ที่จะพิสูจน์ทฤษฎีของ Riemann

และเงินรางวัล $1,000,000 จะตกเป็นของใครก็ตามที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าสมการของ Riemann เป็นจริง โดยต้องพิสูจน์ด้วยเลข Prime number ทั้งหมด 10 ล้านล้านตัวเลข และท่านเซอร์ Michael Atiyah ที่เคลมว่าตัวเองสามารถพิสูจน์ได้นั้น เขาได้ใช้วิธีการแบบใหม่ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน

โดยท่านเซอร์อธิบายว่าเขาใช้แนวทางของ John von Neumann (นักคณิตศาสตร์ชาวอเมริกันเชื้อสายฮังการี 1903-1957) และ Friedrich Hirzebruch (นักคณิตศาสตร์ชาวเยอรมัน 1927-2012) ในการแก้โจทย์นี้ โดยนักคณิตศาสตร์นาม Keith Devlin ได้เขียนเอาไว้ในปี 1998 ว่า “ถ้าคุณไปถามนักคณิตศาสตร์ระดับโลกว่ามีโจทย์ใดที่มีความสำคัญและยากที่สุด แน่นอนคำตอบนั้นต้องเป็น Riemann hypothesis อย่างแน่นอน”

โดย ณ เวลานี้ ท่านเซอร์ Michael Atiyah ดำรงตำแหน่งประธานของสมาคม London Mathematical Society, Royal Society และ Royal Society of Edinburgh

แต่อย่างไรก็ดี ณ เวลานี้สถาบัน CMI ผู้ประกาศให้รางวัลกับคนที่สามารถแก้โจทย์ได้ ยังไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อเรื่องนี้
ที่มา : www.sciencealert.com , www.mwit.ac.th