คลังเก็บรายเดือน: สิงหาคม 2018

พัฒนาออกซิเจนเป็นอาวุธ ในการฆ่าเชื้อโรค (คลิป)

 CiHZjUdJ5HPNXJ92GTLNDrjc79oWng9WBE

Credit : Peng Zhang

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1960554730676003

เมอร์ซา (MRSA) เป็นเชื้อแบคทีเรียดื้อต่อยาปฏิชีวนะที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วไป ทั่วโลก ไม่สามารถรักษาได้และเป็นอันตรายถึงชีวิต เชื้อดังกล่าวเกิดขึ้นจากการกลายพันธุ์ของแบคทีเรียชื่อสแตฟีโลค็อกคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus) ที่เป็นต้นเหตุการติดเชื้อในอวัยวะส่วนต่างๆของร่างกาย

ล่าสุด นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยซินซินเนติ ในสหรัฐอเมริกา เผยว่า กำลังพัฒนาเทคนิคใหม่ๆ เพื่อรับมือกับเชื้อแบคทีเรียดื้อยา โดยเลี่ยงการใช้ยาปฏิชีวนะเข้าสู้แบบเดิมอีกต่อไป แต่ใช้สารที่เป็นอนุภาคนาโนสามารถดูดซับรังสีของแสงที่เรียกว่า นาโนพาร์ทิเคิล โฟโตเซนซิไทเซอร์ (nanoparticle photosensitizer) เป็นตัวกระตุ้น เปลี่ยนให้ออกซิเจนกลายเป็นสายพันธุ์ออกซิเจนชนิดที่ทำปฏิกิริยากับเชื้อโรคโดยจะยับยั้งเชื้อแบคทีเรียหลายชนิดรวมถึงแบคทีเรียดื้อยาได้

ในอนาคตอาจได้เห็นการออกแบบที่ผสมผสานสารที่ดูดกลืนแสง นำไปพัฒนาให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ในแบบสเปรย์หรือเจล ซึ่งสามารถใช้กับพื้นผิวใดๆก็ได้ เมื่อส่องด้วยแสงสีฟ้าหรือสีแดงก็จะช่วยขจัดแบคทีเรียชนิดต่างๆ และแบคทีเรียดื้อยาเมอร์ซา ซึ่งทีมวิจัยได้ทำการทดลองกับตัวอย่างของผิวหนังมนุษย์ พบว่าสารโฟโตเซนซิไทเซอร์ไม่ได้ทำลายเซลล์ผิวหนัง และแสงสีแดงที่มีความยาวคลื่นที่ยาวสามารถแทรกซึมลึกลงไปใต้ผิวหนัง ก็น่าจะเป็นวิธีสำคัญสำหรับการรักษามะเร็งผิวหนังเช่นกัน.

เผยแผนขัดขวางเอไอครองโลก ด้วย “ความโง่ประดิษฐ์”

เผยแผนขัดขวางเอไอครองโลก ด้วย “ความโง่ประดิษฐ์”

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1959903330741143

เผยแผนขัดขวางเอไอครองโลก – BBCไทย – ผู้คนจำนวนไม่น้อยหวั่นเกรงกันว่า หากปล่อยให้ปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอพัฒนาตนเองอย่างก้าวกระโดดเรื่อยไปเช่นนี้ สักวันหนึ่งมนุษย์จะต้องตกเป็นทาสของเอไอที่มีความสามารถล้ำเกินคนไปหลายขุม ซึ่งความคิดดังกล่าวทำให้มีผู้เสนอแผนการยับยั้งปัญญาประดิษฐ์ที่น่ากลัวเสียแต่วันนี้ ด้วยการสร้าง “ความโง่ประดิษฐ์” (Artificial Stupidity) ขึ้นมาต่อกร

นักวิทยาศาสตร์สองรายคือ ดร. มิเกล ทราซซี จากมหาวิทยาลัยซอร์บอน์ของฝรั่งเศส และดร. โรมัน ยัมโปลสกี จากมหาวิทยาลัยลุยส์วิลล์ของสหรัฐฯ ร่วมกันเสนอแนวคิดข้างต้นลงในบทความที่เผยแพร่ทางคลังเอกสารวิชาการออนไลน์ arXiv.org โดยระบุว่า “เราสามารถใส่รหัสของความโง่ประดิษฐ์ลงในโปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ได้ เพื่อสร้างข้อจำกัดในการทำงานและประมวลผลบางอย่าง โดยกำหนดให้เอไอมีความสามารถในบางเรื่องไม่เหนือไปกว่ามนุษย์”

เผยแผนขัดขวางเอไอครองโลก

Getty Images

แผนการดังกล่าวจะทำให้ปัญญาประดิษฐ์ที่มีความสามารถทำได้ทุกอย่างเหมือนกับใช้สมองมนุษย์ (Artificial General Intelligence – AGI ) มีความปลอดภัยในการใช้งานมากขึ้น หลังลดทอนขีดความสามารถในการคิดคำนวณและความจำลงบ้าง แม้ในปัจจุบันมนุษย์จะยังไม่สามารถสร้างปัญญาประดิษฐ์ในระดับดังกล่าวขึ้นมาได้ก็ตาม

ผู้เสนอแนวคิด “ความโง่ประดิษฐ์” ทั้งสองยังบอกว่า ในปัจจุบันก็มีแชตบ็อต (Chatbot) ที่เป็นโปรแกรมสนทนาอัตโนมัติทางออนไลน์ ซึ่งถูกตั้งค่าการทำงานให้พูดจาผิดพลาดได้บ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ในบางครั้ง เพื่อให้ฟังดูเป็นธรรมชาติเหมือนพูดคุยกับคนจริง ๆ มากขึ้น

“การทำให้เอไอมีข้อด้อยทางสติปัญญานั้นทำได้หลายทาง เช่นการป้อนอคติแบบเดียวกับที่มนุษย์มีลงไปในกระบวนการคิดวิเคราะห์และตัดสินใจ หรืออาจวางโปรแกรมให้เอไอมีความคิดแบบอนุรักษ์นิยม เพื่อที่จะได้ไม่พยายามพัฒนาเปลี่ยนแปลงตนเอง ซึ่งอาจเป็นหนทางก่อกำเนิดเอไอที่มีความชั่วร้ายได้” บทความดังกล่าวระบุ

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางรายมองว่า การใช้ “ความโง่ประดิษฐ์” กับเอไอนั้น จะต้องทำอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้ไปลดทอนความสามารถของปัญญาประดิษฐ์มากจนเกินไป แต่ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ปล่อยให้เอไอพัฒนาตนเองไปอย่างสุดขั้ว จนมนุษย์ไม่สามารถจะเข้าใจและติดตามได้ทันเช่นกัน

ด้านดร. สจวร์ต อาร์มสตรอง จากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดแสดงความเห็นว่า แผนการใช้ “ความโง่ประดิษฐ์” นั้นไม่เพียงพอที่จะควบคุมเอไอเอาไว้ได้ เพราะมันอาจลอบทำสำเนาตนเอง ขณะที่ยังไม่ถูกตั้งขีดจำกัดทางสติปัญญาเอาไว้ และอาจลอบพัฒนาตนเองไปในทางที่มนุษย์คาดไม่ถึงจนได้

อีกแล้ว! เฟสบุ๊กสั่งถอดแอพคำถาม หลังกังวลเรื่องการใช้ข้อมูลสมาชิก

FILE - A Facebook start page is shown on a smartphone in Surfside, Florida. Aug. 21, 2018. The social media giant Facebook said late Wednesday Aug. 22, 2018, it has banned a quiz app for refusing to be audited and concerns that data on as many as 4 million users was misused, after it found user information was shared with researchers and companies.

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1960559567342186

สื่อสังคมออนไลน์เฟสบุ๊ก (Facebook) ประกาศถอดแอพพลิเคชั่นถามคำถามที่ชื่อว่า myPersonality ออกจากการให้บริการแล้ว หลังจากเกิดความกังวลว่าแอพดังกล่าวอาจนำข้อมูลของผู้ใช้เฟสบุ๊กราว 4 ล้านคนไปใช้อย่างไม่ถูกต้อง และยังไม่ยอมให้ทางเฟสบุ๊กตรวจสอบด้วย

เฟสบุ๊กประกาศว่า แอพ myPersonality ทำผิดนโยบายปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ ด้วยการแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับบุคลิกของผู้ใช้และข้อมูลอื่นๆ ให้กับนักวิจัยและบริษัทธุรกิจอื่นๆ โดยไม่ได้รับอนุญาต และทางเฟสบุ๊กจะแจ้งให้ผู้ใช้ที่ถูกนำข้อมูลส่วนตัวไปแชร์อย่างไม่ถูกต้องดังกล่าวได้ทราบเรื่องนี้โดยเร็ว

นับเป็นครั้งที่สองที่เฟสบุ๊กต้องถอดแอพคำถาม หรือ Quiz App ลักษณะนี้ออกไปจากระบบ หลังจากได้บล็อกแอพ ‘This Is Your Digital Life’ ที่เชื่อมโยงกับบริษัทวิจัยข้อมูลของอังกฤษ Cambridge Analytica ไปแล้วเมื่อต้นปีนี้ สืบเนื่องข่าวอื้อฉาวเรื่องการแชร์ข้อมูลผู้ใช้อย่างไม่ถูกต้อง จนทำให้ราคาหุ้นของเพสบุ๊กร่วงลงอย่างมาก และซีอีโอของเฟสบุ๊ก มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ต้องขึ้นให้การกับคณะกรรมาธิการของรัฐสภาสหรัฐฯ ไปแล้ว

สำหรับแอพ myPersonality นั้นออกแบบโดยนักวิจัย เดวิด สติลเวลล์ ซึ่งให้ผู้ใช้ตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับบุคลิกภาพของตนเองเพื่อแสดงเป็นผลลัพธ์ออกมา แอพนี้ได้รับความนิยมอย่างมากเมื่อปี ค.ศ. 2012 ทำให้มีเสียงวิจารณ์ว่าทำไมเฟสบุ๊กจึงเพิ่งสั่งถอดแอพดังกล่าวในตอนนี้ 

รวบชายใช้พาสปอร์ตปลอมเข้าสหรัฐฯ ด้วยเทคโนโลยีจดจำใบหน้า

FILE - Facial recognition technology is used to screen people before they visit the Statue of Liberty in New York, US.

ทางการสหรัฐฯ นำเทคโนโลยีจดจำใบหน้า มาช่วยให้จับกุมชายที่ใช้พาสปอร์ตปลอม ลักลอบเข้าประเทศ ที่สนามบินนานาชาติดัลเลส ในเวอร์จิเนีย หลังจากติดตั้งระบบจดจำใบหน้าในสนามบินได้เพียง 3 วัน

คลิก facebook

ทางการจับกุมชายวัย 26 ปี ที่เดินทางจากนครเซา เปาโล ของบราซิล ซึ่งพยายามเข้าสหรัฐฯโดยใช้พาสปอร์ตปลอมของฝรั่งเศส แต่ระบบจดจำใบหน้าสามารถระบุตัวได้ว่าข้อมูลบนใบหน้าของเขาไม่ตรงกับสัญชาติของหนังสือเดินทางที่เขาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเข้าตรวจค้นจึงพบว่า ชายคนดังกล่าวมีสัญชาติคองโก และซ่อนบัตรประจำตัวประชาชนของตัวเองไว้ในรองเท้า

เจ้าหน้าที่หน่วยงานศุลกากร ภายใต้กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ ระบุว่า สนามบินนานาชาติดัลเลส เป็นหนึ่งใน 14 สนามบินในอเมริกา ที่นำร่องการใช้ระบบจดจำใบหน้า ตามด่านตรวจคนเข้าเมืองของสนามบิน ซึ่งเริ่มใช้ระบบนี้เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

ปัจจุบัน มีหลายประเทศทั่วโลกที่เริ่มนำระบบดังกล่าวไปใช้ โดยเฉพาะที่ประเทศจีน ซึ่งมีการใช้ระบบจดจำใบหน้ากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนที่สหรัฐฯ ก็เริ่มนำใช้ระบบนี้บริเวณด่านตรวจคนเข้าเมืองตามพรมแดนสหรัฐฯ ท่ามกลางเสียงคัดค้านว่าอาจเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล รวมทั้งการวิจัยที่ชี้ว่าระบบจดจำใบหน้ายังไม่แม่นยำเพียงพอ โดยเฉพาะกับคนผิวสี

ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองตามสนามบินจะใช้การระบุเอกลักษณ์ อย่างการตรวจลายนิ้วมือ เพื่อดูว่าใช้หนังสือเดินทางจริงหรือไม่ในการเข้าออกประเทศ แต่สร้างความล่าช้าในระบบตรวจคนเข้าเมืองอย่างมาก ทำให้มีการผลักดันการใช้ระบบตรวจลายนิ้วมือเพียงอย่างเดียวแทนการใช้เอกสารการเดินทาง ก่อนจะมีการเสนอให้ใช้ระบบจดจำใบหน้านี้ขึ้นมา

ระบบจดจำใบหน้า เริ่มได้รับความสนใจในสหรัฐฯ เมื่อไม่นานมานี้ หลังจากที่ผู้ก่อเหตุกราดยิงในสำนักงานของหนังสือพิมพ์ Capital Gazette ที่เมืองแอนนาโพลิส รัฐแมรีแลนด์ ซึ่งช่วยระบุตัวผู้ก่อเหตุ ที่ไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่พิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อระบุเอกลักษณ์

ชงยูเอ็นทำสนธิสัญญาควบคุม “หุ่นยนต์สังหาร”

FILE - The mock killer robot was displayed in London in April 2013 during the launching of the Campaign to Stop Killer Robots, which calls for the ban of lethal robot weapons that would be able to select and attack targets without any human intervention.

หลายประเทศทโลกเรียกร้องให้องค์การสหประชาชาติ หรือ UN พิจารณาในการผลักดันให้มีสนธิสัญญาซึ่งมีผลผูกพันทางกฏหมาย ห้ามใช้ “หุ่นยนต์สังหาร” ที่ทำงานได้เองโดยไม่มีการควบคุม

ตัวแทนจากองค์กรระหว่างประเทศ 76 หน่วยงาน จาก 32 ประเทศทั่วโลก อาทิ Human Right Watch, องค์การนิรโทษกรรมสากล, Mines Action Canada และ Nobel Women’s Initiative ร่วมมือเป็นหนึ่งเดียวกันในการรณรงค์เพื่อต่อต้านการใช้ “หุ่นยนต์สังหาร” หรือระบบอาวุธที่ทำงานโดยอัตโนมัติ โดยปราศจากการควบคุมของมนุษย์ และเตรียมใช้เวทีการประชุมอนุสัญญาว่าด้วยอาวุธตามแบบ หรือ CCW ที่นครเจนีวา ของสวิตเซอร์แลนด์ ตลอดทั้งสัปดาห์นี้ ในการเรียกร้องให้องค์การสหประชาชาติ หรือ UN จัดทำสนธิสัญญาซึ่งมีผลผูกพันทางกฏหมายในประเด็นนี้

การรณรงค์เพื่อต่อต้านการใช้ “หุ่นยนต์สังหาร” แบบอัตโนมัติ เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายน ค.ศ. 2013 ซึ่งมี 26 ประเทศทั่วโลกที่สนับสนุนการห้ามใช้เทคโนโลยีดังกล่าว รวมทั้งประเทศจีน ที่เห็นชอบในหลักการห้ามใช้หุ่นยนต์สังหารแบบอัตโนมัติ แต่ยังสนับสนุนให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าว ขณะที่รัสเซียก็สนับสนุนให้มีการทำข้อตกลงร่วมกันที่ไม่มีผลผูกพันทางกฏหมาย

ด้าน Mary Wareham ตัวแทนจาก Human Rights Watch บอกว่า เวทีประชุม CCW ต้องการกดดันให้สหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ ผลักดันแผนห้ามใช้จักรกลสังหาร ที่สามารถทำงานได้โดยอัตโนมัติอย่างสมบูรณ์ด้วยเช่นกัน ซึ่งต้องรอผลการประชุมที่จะทราบกันในวันศุกร์นี้ว่าการผลักดันให้เป็นสนธิสัญญานั้นจะเกิดขึ้นได้หรือไม่

ทั้งนี้ การประชุมอนุสัญญาว่าด้วยอาวุธตามแบบ หรือ CCW มีเป้าหมายในการผลักดันให้มีสนธิสัญญาที่มีผลทางกฏหมายให้ได้ภายในช่วงปลายปี ค.ศ. 2019

โดยในการประชุมครั้งที่แล้ว ฝรั่งเศส อิสราเอล รัสเซีย อังกฤษ และสหรัฐฯ มีท่าทีคัดค้านการออกสนธิสัญญาห้ามใช้จักรกลสังหารนี้อย่างชัดเจน แต่บรรดานักเคลื่อนไหวยืนยันว่าข้อตกลงที่มีผลทางกฏหมายนั้นควรจัดทำขึ้น เพื่อผลักดันให้มีการควบคุมอาวุธเหล่านี้โดยมนุษย์ ไม่เช่นนั้นจะถือเป็นการละเมิดมาตรฐานด้านจริยธรรมระหว่างประเทศ

ปรัชญาโอลิมปิก: เจ้าของรางวัลแรกของไทยทำสำเร็จได้อย่างไร ?

ปรัชญาโอลิมปิก

“ธีรเชษฐ์ โรจน์รัชสมบัติ” เป็นตัวแทนประเทศไทยคนแรกที่ได้รางวัลจากการแข่งขัน “ปรัชญาโอลิมปิกระหว่างประเทศ” แต่โรงเรียนทั่วประเทศไทย ยังไม่มีที่ไหนสอนปรัชญาในห้องเรียน

ถ้าหากคุณถาม ธีรเชษฐ์ โรจน์รัชสมบัติ ว่าสองสิ่งที่เขาชอบมากที่สุดคืออะไร ก็คงหนีไม่พ้นภูมิศาสตร์และปรัชญา สองสิ่งที่ดูเหมือนจะไม่เข้าค่อยกันเท่าไรสำหรับคนไทยทั่วไป แต่สำหรับเขา มันเป็นสิ่งที่แยกกันไม่ออก

ความกังวลต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมทำให้ธีรเชษฐ์ หรือ “ไดร์ฟ” อายุ 18 ปี สนใจภูมิศาสตร์จนได้ไปแข่งภูมิศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศและคว้าเหรียญทองกลับมา และความกังวลของเขาต่อ “ตรรกะวิบัติ” ของคนไทย ได้ทำให้เขาไปแข่งปรัชญาโอลิมปิกระหว่างประเทศจนได้คะแนนเป็นอันดับที่ 15 ของโลก

ปัจจุบัน เขาเป็นเด็กหนุ่มที่มีความใฝ่ฝันอยากจะเรียนรู้ทางด้าน “จริยศาสตร์ทางสิ่งแวดล้อม” ซึ่งเป็นการตั้งคำถามว่า การทำอะไรด้านสิ่งแวดล้อมมันถูกหรือผิดอย่างไร ซึ่งเขาเชื่อว่าความรู้ทางปรัชญาจะเป็นหนทางหนึ่งในการช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้

“ปรัชญาคือการตั้งคำถามกับสิ่งรอบ ๆ ตัว แต่เป็นความรู้ในการดำรงชีวิต ว่าจะดำรงชีวิตอย่างไรถึงจะดีที่สุด” เขากล่าว “ส่วนการเรียนภูมิศาสตร์คือการศึกษาสิ่งรอบตัว และแก้ปัญหาเหล่านั้น เช่น ภาวะโลกร้อน การทำลายระบบนิเวศ มลภาวะ”

ค่ายภูมิศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ

ไดร์ฟ ศึกษาหาความรู้ด้านปรัชญาจากการค้นคว้าด้วยตัวเอง ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาที่เขาเพิ่งเรียนจบเมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมาก็ไม่ได้สอนวิชานี้ เช่นเดียวกับโรงเรียนทุกแห่งในไทยที่ไม่ได้กำหนดวิชาปรัชญาไว้ในหลักสูตรการศึกษา

กำเนิด ตรรกะวิบัติ

จุดเริ่มต้นที่ทำให้ไดร์ฟสนใจศึกษาด้านปรัชญา เกิดจากการอ่านหนังสือภาษาอังกฤษเกี่ยวกับ “การใช้เหตุผล” เมื่อ 2 ปีที่แล้ว

จากนั้นเขาจึงชวนเพื่อนอีก 4 คนตั้งเพจ “ต่อต้านตรรกะวิบัติ” ในเฟซบุ๊ก เพื่อให้ความรู้คนไทยเกี่ยวกับการให้เหตุผล โดยใช้ตัวอย่างในชีวิตประจำวัน เช่น ผี แอลกอฮอล์ เซ็กซ์ ไปจนถึงประเด็นที่หนักกว่า เช่น รัฐบาล รัฐธรรมนูญ ภาวะโลกร้อน และการเกณฑ์ทหาร

“นักการเมืองต่อต้านรัฐธรรมนูญ นักการเมืองน่าจะต้องโกง เพราะฉะนั้นเราควรรับรัฐธรรมนูญ”

“นายเธียรมาจากอิรัก ประเทศอิรักมีการก่อการร้าย เพราะฉะนั้นนายเธียรเป็นผู้ก่อการร้าย”

“ถ้าซื้อเรือดำน้ำแล้วประเทศจะเจริญ ไม่ซื้อเรือดำน้ำ เพราะฉะนั้นประเทศจะไม่เจริญ”

คือตัวอย่างของประเด็นการเมืองที่ไดร์ฟและเพื่อน ๆ ใช้ประกอบเป็นตัวอย่างของ “ตรรกะวิบัติ” โดยวันแรกที่เปิดตัว มีคนกดไลค์เพจถึง 5,000 คน และปัจจุบันมีการลงประเภทของตรระกะวิบัติไว้ 22 ชนิด

  • เปิดใจเด็กไทยเจ้าของเหรียญรางวัลชีววิทยาโอลิมปิก
  • เฟซบุ๊กต่อต้านตรรกะวิบัติ
  • เรียนจากยูทิวบ์

    การศึกษาเรื่องตรรกศาสตร์ทำให้ไดร์ฟสนใจที่จะเรียนรู้เรื่องปรัชญาทั่วไป เขาจึงดูวิดีโอที่สอนปรัชญาเป็นภาษาอังกฤษในยูทิวบ์ แหล่งหาความรู้ทั่วไปตั้งแต่อยู่ชั้น ม. 1

    “การที่เรารู้อะไรใหม่ ๆ ทุกวันโดยไม่มีกรอบของโรงเรียนเข้ามาเกี่ยว เราฟังแค่เพราะอยากรู้ มันเป็นอะไรที่ทำแล้วมีความสุข แล้วมันเป็นนิสัยอย่างหนึ่ง ที่ได้ดีจากในหลาย ๆ ด้านเพราะยูทิวบ์นี่แหละ” เขากล่าว พร้อมเพิ่มเติมว่า 80% ของความรู้ด้านปรัชญาที่เขามี มาจากการศึกษาผ่านยูทิวบ์

    ในเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ไดร์ฟเป็นหนึ่งในผู้สมัคร 50 คนที่สอบคัดเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งปรัชญาโอลิมปิกระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่สมาคมปรัชญาแห่งประเทศไทยมีการคัดเลือกดังกล่าว

    ไดร์ฟเป็นนักเรียน 1 ใน 2 คนที่ผ่านการคัดเลือก และใช้เวลาอีก 3 เดือนก่อนเดินทางไปแข่งขันในเดือน พ.ค. ที่ประเทศมอนเตเนโกร เตรียมตัวไปแข่ง โดยอ่านหนังสือจากห้องสมุดของคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    การศึกษาข้อสอบเก่า ๆ มาก่อนทำให้ไดร์ฟรู้ว่าควรจะเน้นสาขาปรัชญาที่ตัวเองถนัดที่สุด นั่นคือ จริยศาสตร์ (ethics) ที่ว่าด้วยความถูกผิดของการกระทำ

    “ชอบเป็นพิเศษเพราะดูเป็นสาขาที่ใช้จริง การตอบคำถามว่าอะไรเป็นสิ่งที่ถูกต้องคืออะไรที่ทุกคนควรเรียนด้วยซ้ำไป อะไรถูกต้อง อะไรคือความดี รู้ได้ไงว่าเป็นความดี ทำอย่างนี้ผิดไหม การใช้ชีวิตยังไงดีที่สุด คือ จริยศาสตร์” เขากล่าว

    “สิทธิ” สิ่งแวดล้อม

  • ธีรเชษฐ์ โรจน์รัชสมบัติ หรือ ไดร์ฟ ในขณะแข่งขัน
  • ข้อสอบของปรัชญาโอลิมปิก เป็นการเขียนเรียงความวิพากษ์วิจารณ์คำพูดของนักปรัชญา ซึ่งมีให้เลือกทั้งหมด 4 ข้อความ โดยมีข้อแม้ว่าจะต้องตอบเป็นภาษาที่ไม่ใช่ภาษาแรกเกิดของตัวเอง ซึ่งมีให้เลือกเป็นภาษาอังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส และสเปน

    คำถามที่ไดร์ฟเลือกตอบ มาจากคำพูดของนักปรัชญาชาวเยอรมัน อิมมานูเอล คานต์ ที่กล่าวว่า “เนื่องจากชุมชนสากลที่ (แคบกว่าหรือกว้างกว่า) มีอยู่ทั่วไปท่ามกลางประชากรต่าง ๆ ในโลก การละเมิดสิทธิของประชากรเหล่านั้นในที่ใดที่หนึ่งบนโลกนี้ จะรู้สึกไปทุกแห่งหน”

    ในคำตอบ 5 หน้าของไดร์ฟ เขาเสนอว่า การให้สิทธิกับสิ่งแวดล้อมเหมือนที่มนุษย์ให้สิทธิมนุษย์ทุกคนในรูปแบบของสิทธิมนุษยชน เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะชุมชนโลกกำลังขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ และมนุษย์ต้องพึ่งสิ่งแวดล้อมในการดำรงชีวิต

    ไดร์ฟขยายความว่า การให้สิทธิกับสิ่งแวดล้อมในมุมมองของเขา จะถือว่าสิ่งทางธรรมชาติทั้งหลาย เช่น ป่าไม้ แม่น้ำ ทะเลสาบ ควรอยู่ในฐานะทางกฎหมายเทียบเท่ากับคน แต่เมื่อไม่สามารถที่จะพูดในศาลได้ ก็ให้ถือว่าเป็น “บุคคลพิการทางสติปัญญา″

  • น้ำมันรั่ว
  • “สมมุติว่าไดร์ฟเป็นองค์กรทางสิ่งแวดล้อมแล้วไดร์ฟรู้ว่าโรงงานหนึ่งทิ้งสารลงไปในแม่น้ำ ไดร์ฟสามารถแจ้งความโรงงานนั้นได้เลยในฐานะเป็นผู้ปกครองของแม่น้ำนั้น แล้วโรงงานนั้นต้องจ่ายค่าเสียหายให้กับแม่น้ำ″ ไดร์ฟกล่าว “แล้วจ่ายมากแค่ไหน? สมมุติว่าค่าฟื้นฟูแม่น้ำให้กลับมาเหมือนเดิมคือ 1 ล้านบาท ก็ต้องใช้ 1 ล้านบาท”

    คำตอบของไดร์ฟทำให้เขาได้คะแนนรวมเป็นอันดับที่ 15 จากผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด 100 คน จาก 50 ประเทศ และได้รับรางวัลชมเชย

    ปรัชญาในห้องเรียน

    แม้ว่าสมาคมปรัชญาฯ จะก่อตั้งมา 20 ปีแล้ว แต่ไม่เคยมีการส่งนักเรียนไปแข่งปรัชญาโอลิมปิกระหว่างประเทศ จนกระทั่งเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ได้เริ่มจัดการคัดเลือกเป็นครั้งแรก เพื่อเป็นการผลักดันการเรียนการสอนปรัชญาในโรงเรียน

    “มีงานวิจัยสนับสนุนความคิดที่ว่า การเรียนปรัชญา ทำให้นักเรียนประสบความสำเร็จในวิชาอื่น ๆ ดีขึ้น เพราะปรัชญาเป็นเรื่องความคิดและตรรกะ และพวกนี้จำเป็นต่อการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ทำให้เข้าใจว่าทฤษฎีที่เป็นแบบนี้เพราะอะไร” ศ.ดร.โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ นายกสมาคมปรัชญาฯ และอาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว

  • ธีรเชษฐ์ โรจน์รัชสมบัติ (กลาง) และ ศ.ดร.โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ นายกสมาคมปรัชญาแห่งประเทศไทย
  • เนื่องจากสมาคมฯ ไม่ได้ขึ้นกับมูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา (สอวน.) จึงทำให้ไม่มีงบที่จะสนับสนุนค่าเดินทางให้แก่ผู้แข่งขัน หรือจัดการติวหรือเข้าค่ายอย่างที่มีในการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการอื่น ๆ ในประเทศ

    ศ.ดร.โสรัจจ์กล่าวว่า การที่จะให้ สอวน. ซึ่งมีหน้าที่คัดเลือกและส่งนักเรียนไปแข่งโอลิมปิกวิชาการระหว่างประเทศ บรรจุปรัชญาเป็นหนึ่งในวิชาที่ทางองค์กรสนับสนุน อาจมีเงื่อนไขว่าต้องมีปรัชญาในหลักสูตรการศึกษาของไทยก่อน

    แต่การผลักดันเรื่องดังกล่าวอาจเป็นไปได้ยาก เนื่องจากต้องให้กระทรวงศึกษาธิการเห็นความสำคัญของวิชาดังกล่าว รวมถึงความเชื่อและวัฒนธรรมของคนไทย ที่นักเรียนจะต้อง “ว่านอนสอนง่าย” และ “เชื่อฟังผู้ใหญ่”

    “ปรัชญาเป็นวิชาที่ท้าทายคนสอนค่อนข้างเยอะ เพราะเนื้อหาอยู่ที่การตั้งคำถาม คิด เถียง สงสัย” ศ.ดร.โสรัจจ์ กล่าว “แต่เรารู้ ๆ กันว่าวัตถุประสงค์การเรียนการสอนของประถมไม่เน้นให้เถียงเก่ง แต่ปรัชญาทำให้คนเถียงเก่งขึ้น มันไปด้วยกันไม่ได้”

    คณะกรรมการปรัชญาโอลิมปิกระหว่างประเทศให้ข้อมูลกับบีบีซีไทยว่า จากการสอบถามข้อมูลเบื้องต้นพบว่า ในบรรดา 50 ประเทศที่เข้าแข่งขันในปีนี้ มีไทยเพียงประเทศเดียวที่ไม่มีการเรียนการสอนปรัชญาในโรงเรียน ไม่ว่าจะภายใต้วิชาปรัชญาโดยตรง หรือผ่านวิชาอื่น เช่น สังคมศาสตร์

  • นักเรียนไทยเรียนรู้เรื่องค่านิยม 12 ประการ
  • โดย ศ.ดร.โสรัจจ์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า โรงเรียนรัฐบาลไม่ได้สอนวิชาปรัชญา แต่โรงเรียนนานาชาติบางแห่งสอน และถึงแม้ว่าจะมีข้อโต้เถียงว่ามีวิชาปรัชญาในไทยสอนอยู่ในรูปแบบของการเรียนศีลธรรม ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หน้าที่พลเมือง และค่านิยม 12 ประการ ที่นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสนอให้กระทรวงศึกษาธิการบรรจุในหลักสูตรการเรียนการสอน แต่ในการเรียนการสอนเหล่านั้นไม่มีการถกเถียงถึงที่มาที่ไปของแนวคิดเหล่านั้น

    “เพราไม่อย่างนั้นจะเป็นแค่การนั่งท่องแต่ค่านิยม โดยไม่มีการคิดวิเคราะห์ มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะไม่รับอะไรของผู้ใหญ่ แต่เราจะรับอะไรที่สมควรและมีเหตุผลที่เพียงพอ” เขากล่าว

    ส่งแรงสะเทือน

    ไดร์ฟให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยผ่านโทรศัพท์ จากหอพักในรัฐนิวแฮมป์เชียร์ ที่เขาพักอยู่กับนักเรียนทุนไทยอีก 58 คน ที่ได้รับทุนการศึกษาจากรัฐบาลไทยหลากหลายทุน

    ไดร์ฟเองได้ทุนจากสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อเรียนภูมิศาสตร์ในระดับปริญญาตรีถึงเอก หลังจากที่ปีที่แล้วเขาได้เหรียญทองจากการเป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งภูมิศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ

    หลังจากที่เข้าค่ายเพื่อเรียนภาษาอังกฤษและเรียนรู้วิธีการใช้ชีวิตในต่างประเทศ ที่จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ในวันเสาร์นี้ ไดร์ฟจะย้ายไปอยู่รัฐคอนเนตทิคัตเพื่อเรียนชั้น ม.6 ที่โรงเรียน Loomis Chaffee ซึ่งเป็น “prep school” หรือโรงเรียนเอกชนที่เปิดให้เตรียมความพร้อมสำหรับการสมัครเข้ามหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในสหรัฐฯ ที่ไดร์ฟเรียกว่าเป็น “เตรียมอุดมฯ ของอเมริกา″

  • น้ำท่วมประเทศไทยปี 2554
  • แม้ว่าเป้าหมายของไดร์ฟหลังจากเรียนจบ คือการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเขามองว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ใหญ่ที่สุดในตอนนี้คือเรื่องภาวะโลกร้อน แต่ลึก ๆ แล้ว ไดร์ฟบอกว่าเป้าหมายสูงสุดคือ อยากเป็นนักการเมือง เพราะน่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าในแง่ของนโยบาย

    และถ้าหากเขาได้เป็นนักการเมือง หรือนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ไดร์ฟรับปากว่า จะทำเรื่องการเรียนปรัชญาในโรงเรียนให้เป็นจริงอย่างแน่นอน เพียงแต่ปัจจุบัน อาจเป็นไปได้ยาก เนื่องจากเด็กไทยที่ตั้งคำถาม อาจถูกตราหน้าเป็น “บุคคลอันตราย”

    “ถ้าเด็กคิดเป็น เดี๋ยวระบบการศึกษาสะเทือนหมด ระบบอำนาจนิยมในไทยจะสะเทือนหมด เพราะปรัชญาคือวิชาที่มีไว้เพื่อตั้งคำถาม ถ้าเด็กตั้งคำถามจะอยู่ยังไง?” เขากล่าว

เผยแผนขัดขวางเอไอครองโลกด้วย “ความโง่ประดิษฐ์”

หุ่นยนต์

ผู้คนจำนวนไม่น้อยหวั่นเกรงกันว่า หากปล่อยให้ปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอพัฒนาตนเองอย่างก้าวกระโดดเรื่อยไปเช่นนี้ สักวันหนึ่งมนุษย์จะต้องตกเป็นทาสของเอไอที่มีความสามารถล้ำเกินคนไปหลายขุม ซึ่งความคิดดังกล่าวทำให้มีผู้เสนอแผนการยับยั้งปัญญาประดิษฐ์ที่น่ากลัวเสียแต่วันนี้ ด้วยการสร้าง “ความโง่ประดิษฐ์” (Artificial Stupidity) ขึ้นมาต่อกร

นักวิทยาศาสตร์สองรายคือ ดร. มิเกล ทราซซี จากมหาวิทยาลัยซอร์บอน์ของฝรั่งเศส และดร. โรมัน ยัมโปลสกี จากมหาวิทยาลัยลุยส์วิลล์ของสหรัฐฯ ร่วมกันเสนอแนวคิดข้างต้นลงในบทความที่เผยแพร่ทางคลังเอกสารวิชาการออนไลน์ arXiv.org โดยระบุว่า “เราสามารถใส่รหัสของความโง่ประดิษฐ์ลงในโปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ได้ เพื่อสร้างข้อจำกัดในการทำงานและประมวลผลบางอย่าง โดยกำหนดให้เอไอมีความสามารถในบางเรื่องไม่เหนือไปกว่ามนุษย์”

แผนการดังกล่าวจะทำให้ปัญญาประดิษฐ์ที่มีความสามารถทำได้ทุกอย่างเหมือนกับใช้สมองมนุษย์ (Artificial General Intelligence – AGI ) มีความปลอดภัยในการใช้งานมากขึ้น หลังลดทอนขีดความสามารถในการคิดคำนวณและความจำลงบ้าง แม้ในปัจจุบันมนุษย์จะยังไม่สามารถสร้างปัญญาประดิษฐ์ในระดับดังกล่าวขึ้นมาได้ก็ตาม

ผู้เสนอแนวคิด “ความโง่ประดิษฐ์” ทั้งสองยังบอกว่า ในปัจจุบันก็มีแชตบ็อต (Chatbot) ที่เป็นโปรแกรมสนทนาอัตโนมัติทางออนไลน์ ซึ่งถูกตั้งค่าการทำงานให้พูดจาผิดพลาดได้บ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ในบางครั้ง เพื่อให้ฟังดูเป็นธรรมชาติเหมือนพูดคุยกับคนจริง ๆ มากขึ้น

“การทำให้เอไอมีข้อด้อยทางสติปัญญานั้นทำได้หลายทาง เช่นการป้อนอคติแบบเดียวกับที่มนุษย์มีลงไปในกระบวนการคิดวิเคราะห์และตัดสินใจ หรืออาจวางโปรแกรมให้เอไอมีความคิดแบบอนุรักษ์นิยม เพื่อที่จะได้ไม่พยายามพัฒนาเปลี่ยนแปลงตนเอง ซึ่งอาจเป็นหนทางก่อกำเนิดเอไอที่มีความชั่วร้ายได้” บทความดังกล่าวระบุ

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางรายมองว่า การใช้ “ความโง่ประดิษฐ์” กับเอไอนั้น จะต้องทำอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้ไปลดทอนความสามารถของปัญญาประดิษฐ์มากจนเกินไป แต่ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ปล่อยให้เอไอพัฒนาตนเองไปอย่างสุดขั้ว จนมนุษย์ไม่สามารถจะเข้าใจและติดตามได้ทันเช่นกัน

ด้านดร. สจวร์ต อาร์มสตรอง จากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดแสดงความเห็นว่า แผนการใช้ “ความโง่ประดิษฐ์” นั้นไม่เพียงพอที่จะควบคุมเอไอเอาไว้ได้ เพราะมันอาจลอบทำสำเนาตนเอง ขณะที่ยังไม่ถูกตั้งขีดจำกัดทางสติปัญญาเอาไว้ และอาจลอบพัฒนาตนเองไปในทางที่มนุษย์คาดไม่ถึงจนได้

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบวิธีตรวจหาเซลล์มะเร็งจากตัวอย่างเลือด โดยใช้โปรตีนจากเชื้อมาลาเรีย

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบวิธีตรวจหาเซลล์มะเร็งจากตัวอย่างเลือด โดยใช้โปรตีนจากเชื้อมาลาเรีย

ผลการศึกษาที่เผยแพร่ในวารสาร Nature Communications ระบุว่า นักวิทยาศาสตร์จาก University of Copenhagen ประเทศเดนมาร์ก สามารถพัฒนาวิธีการวินิจฉัยโรคมะเร็งในระยะเริ่มแรกได้ จากการตรวจเลือดด้วยโปรตีนที่สร้างขึ้นจากเชื้อมาลาเรีย

Ali Salanti ศาสตราจารย์จากคณะภูมิคุ้นกันวิทยา และจุลวิทยาของ University of Copenhagen ซึ่งเป็นผู้ร่วมทำการศึกษาดังกล่าว เผยในแถลงการณ์ว่า ทีมวิจัยสามารถตรวจจับเซลล์มะเร็งจากตัวอย่างเลือดได้หลายชนิด ซึ่งหากมีเซลล์มะเร็งอยู่ในเลือด นั่นหมายความว่ามีเนื้องอกอยู่ในร่างกายไม่ที่ใดก็ที่หนึ่ง

ในผลการศึกษาชิ้นนี้ ทีมวิจัยแสดงให้เห็นถึงการใช้โปรตีนที่สร้างขึ้นจากเชื้อมาลาเรีย (มีชื่อเรียกว่า “VAR2CSA”) ที่สามารถช่วยตรวจหามะเร็งได้เกือบทุกชนิดจากการตรวจเลือดง่ายๆ ซึ่งโปรตีนชนิดนี้จะจับตัวกับโมเลกุลน้ำตาล ที่พบได้มากกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ในเซลล์มะเร็งทุกชนิด

และเนื่องด้วยโปรตีน VAR2CSA เกาะติดกับเซลล์มะเร็งส่วนใหญ่ ทีมวิจัยจึงค้นพบว่า พวกเขาสามารถติดอนุภาคแม่เหล็กเล็กๆ ไว้กับโปรตีนดังกล่าว และใส่ลงไปในตัวอย่างเลือด เพื่อกู้คืนเซลล์มะเร็ง และนำไปทำการศึกษาต่อไป

ทั้งนี้  จากการทดลองด้วยตัวอย่างเลือด 5 มิลลิลิตร พบว่าสามารถกู้คืนเซลล์มะเร็งได้ถึง 9 ใน 10 เซลล์เลยทีเดียว

Mette ØrskovAgerbæk ผู้ร่วมทำการวิจัยระบุว่า จากการนับจำนวนเซลล์มะเร็งนี้ ส่งผลให้สามารถพยากรณ์โรคได้ ซึ่งหากจำนวนเซลล์เนื้องอกไม่มีการเปลี่ยนแปลงในระหว่างทำการรักษาคนไข้ ก็อาจช่วยให้ตัดสินใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนวิธีการรักษาได้ นั่นหมายความว่า การใช้โปรตีนจากเชื้อมาลาเรียจะช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนรักษาคนไข้ได้ด้วย อีกทั้งยังช่วยให้ได้เซลล์มะเร็งที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งสามารถนำไปเพาะ และใช้ทดสอบการรักษา เพื่อกำหนดทิศทางในการรักษาที่ตอบสนองต่อคนไข้ด้วย

 

ผลงานวิจัยล่าสุดชี้ชัด จิบเหล้าจิบเบียร์วันละนิด ไม่ได้ดีต่อสุขภาพ มีแต่ทำให้ตายไวขึ้น

ผลงานวิจัยล่าสุดชี้ชัด จิบเหล้าจิบเบียร์วันละนิด ไม่ได้ดีต่อสุขภาพ มีแต่ทำให้ตายไวขึ้น

ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบจอบเหล้าจิบเบียร์วันละนิดเพื่อเป็นการผ่อนคลายหลังเลิกงาน โดยอิงตามข้อมูลบางอย่างที่ว่า การกินเหล้ากินเบียร์วันละนิดนั้นปลอดภัย แถมยังดีต่อสุขภาพอีกต่างหาก ก็อาจต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ เมื่อมีข้อมูลจากงานวิจัยล่าสุดออกมาว่า ไม่มีปริมาณการดื่มที่ปลอดภัยสำหรับเหล้า เบียร์ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งหลายทั้งปวง คือไม่ว่าจะดื่มเล็กน้อยขนาดไหนก็เป็นผลเสียกับสุขภาพ และทำให้ตายเร็วขึ้นทั้งสิ้น โดยผลการวิจัยนี้ เป็นการสรุปผลจากการทำแบบสำรวจกว่า 700 ครั้ง โดยความมุ่งหมายที่จะชี้ให้เห็นภาพรวมที่ครอบคลุมของถึงผลที่ร่างกายจะได้รับจากการดื่มแอลกอฮอล์ และบทสรุปก็ออกมาแบบที่ไม่สู้จะดีสักเท่าไหร่

ผลงานวิจัยชิ้นนี้ถูกเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ The Lancet ได้แสดงให้เห็นสถิติที่น่าตกใจจากผลการดื่มแอลกอฮอล์มีการเปิดเผยว่าเฉพาะในปี 2016 เพียงปีเดียว มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 3 ล้านคนเกี่ยวเนื่องกับการดื่มแอลกอฮอล์ โดย 12% ของผู้ตาย เป็นชายที่มีอายุอยู่ในช่วง 15 – 49 ปี

อย่างไรก็ดี ไม่ได้มีการแจกแจงประเภทของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ว่าเป็น เหล้า, ไวน์, เบียร์ หรือเครื่องดื่มประเภทไหน รวมถึงไม่มีการอธิบายเรื่อง “ปริมาณหนึ่งดื่มมาตรฐาน” ของแต่ละประเทศ ตัวอย่างเช่นประเทศ อังกฤษ ปริมาณหนึ่งดื่มมาตรฐาน จะมีแอลกอฮอล์ 8 กรัม ในขณะที่ ปริมาณหนึ่งดื่มมาตรฐาน ของสหรัฐอเมริกา จะมีแอลกอฮอล์ 14 กรัม ซึ่งความแตกต่างในเรื่องนี้นันว่ามีความสำคัญในการวิจัย แต่อย่างไรก็ดี ทีมวิจัยอธิบายอย่างชัดเจนว่า ไม่ว่าจะดื่มแอลกอฮอล์เล็กน้อยเพียงใด ก็ไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพแต่อย่างใด สรุปผลจากกงานวิจัยนี้ คือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภทไม่มีผลดีต่อร่างกายแต่อย่างใด

และไม่เพียงแต่ไม่มีผลดี นักวิทยาศาสตร์ยังบอกว่าการดื่มแอลกอฮอล์ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างร้ายกาจ และมีหลักฐานชัดเจนว่าแอลกอฮอล์นั้นเชื่อมโยงกับโรคร้ายนับ 20 ชนิด อาทิ มะเร็ง โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ รวมถึงเป็นต้นตอของอุบัติเหตุเกี่ยวกับยานพาหนะ สิ่งเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะเกิดคนกับคนที่ดื่มแอลกอฮอล์

ด็อกเตอร์ Emmanuela Gakidou จาก University of Washington ผู้เขียนอาวุโสของงานวิจัยชิ้นนี้ กล่าวว่า 
มีความจำเป็นเร่งด่วน และจำเป็นต้องปรับปรุงนโยบายเพื่อส่งเสริมให้มีการลดระดับการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ของผู้คนหรือละเว้นการดื่มแอลกอฮอล์
 และความเชื่อที่ว่า การดื่มแอลกอฮอล์วันละเล็กน้อยนั้นดีต่อสุขภาพ นั้นก็เป็นเรื่องที่ไม่จริง และผลการวิจัยนี้ก็เป็นการล้มล้างความเชื่อผิดๆ โดยสิ้นเชิง”

แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ข่าวที่รื่นหูสำหรับสิงห์นักดื่ม หรือคนที่ชอบจิบเครื่องดื่มแอลกอฮอล์วันละนิดวันละหน่อยเพื่อหัวงผลดีต่อสุขภาพ ก็ต้องบอกว่าสำหรับคนที่ห่วงใยสุขภาพอย่างแท้จริง ก็ควรปรับเปลี่ยนจากการดื่มแอลกอฮอล์มาเป็นดื่มน้ำผลไม้แทนก็จะดีกว่านะ