คลังเก็บรายเดือน: สิงหาคม 2018

นักวิทยาศาสตร์ NASA ยืนยันแล้ว มีน้ำแข็งอยู่บนผิวของดวงจันทร์อยู่จริง

ทีมนักวิทยาศาสตร์จาก NASA ได้เผยแพร่งานวิจัยที่แสดงถึงหลักฐานว่าบนพื้นผิวของดวงจันทร์ในบริเวณขั้วเหนือและใต้มีน้ำแข็งอยู่จริง และส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณหลุมอุกกาบาต ซึ่งมีอุณหภูมิที่ร้อนที่สุดอยู่ที่ -157 องศาเซลเซียส

ขั้วเหนือและใต้ของดวงจันทร์ เป็นในบริเวณที่มืดที่สุดและหนาวที่สุด ไม่โดนแสงจากดวงอาทิตย์ ทีมนักวิทยาศาสตร์จาก NASA จึงได้มุ่งเป้าค้นหาหลักฐานว่ามีน้ำแข็งอยู่บนพื้นผิวของดวงจันทร์จริงหรือไม่ในบริเวณนี้ โดยน้ำแข็งที่ทีมนักวิทยาศาสตร์ค้นพบก็กระจายตัวกันอยู่อย่างไม่เป็นระเบียบ และอาจอยู่บนพื้นผิวดวงจันทร์มาอย่างยาวนาน โดยในบริเวณขั้วใต้ น้ำแข็งที่พบส่วนใหญ่จะกระจุกตัวกันอยู่อยู่บริเวณหลุมอุกกาบาต ในขณะที่น้ำแข็งบริเวณขั้วเหนือจะอยู่กระจายเป็นหย่อมกันออก

NASA ยืนยัน มีน้ำแข็งอยู่บนผิวบริเวณขั้วเหนือและใต้ของดวงจันทร์

ทีมนักวิทยาศาสตร์นำโดย ดร.​ Shuai Li แห่งมหาวิทยาลัยฮาวายและมหาวิทยาลัยบราวน์ ร่วมกับดร.  Richard Elphic จากศูนย์วิจัย Ames ของ NASA ในซิลิคอนวัลเลย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ได้ใช้ข้อมูลการสะท้อนแสงอินฟราเรด และตรวจวัดการดูดกลืนแสงอินฟราเรด ในบริเวณขั้วเหนือและใต้ ที่เก็บได้จากอุปกรณ์ชื่อ Moon Mineralogy Mapper (M3) ที่ติดอยู่บนดาวเทียม Chandrayaan-1 มาวิเคราะห์ ทำให้ทีมนักวิทยาศาสตร์สามารถค้นหาน้ำและบอกความแตกต่างได้ว่าน้ำที่พบนั้นอยู่ในสถานะของแข็ง ของเหลว หรือแก๊ส โดยจากข้อมูลที่เก็บมาได้ตั้งแต่ปี 2008 ทำให้สรุปได้ว่า มีน้ำแข็งอยู่บนพื้นผิวบริเวณขั้วเหนือและใต้ของดวงจันทร์อยู่จริง

ตำแหน่งน้ำแข็ง (สีฟ้า) ที่ขั้วใต้ของดวงจันทร์ (ซ้าย) และขั้วเหนือของดวงจันทร์ (ขวา)

อุปกรณ์ Moon Mineralogy Mapper (ภาพจาก: Wikipedia)

การสะท้อนแสงอินฟราเรดบนพื้นผิวของดวงจันทร์ (ซ้าย) และสีน้ำเงินแสดงถึงบริเวณน้ำแข็งที่ดูดกลืนแสงอินฟราเรด (ขวา) (ภาพจาก: <a href="https://en.wikipedia.org/wiki/Lunar_water#/media/File:Chandrayaan1_Spacecraft_Discovery_Moon_Water.jpg" target="_blank" rel="noopener">Wikipedia</a>)

ก่อนหน้านี้ในปี 2009 ดาวเทียมแอลครอส (LCROSS) ได้เดินทางไปเพื่อ “ชน” หลุมอุกกาบาตคาบีอัสบริเวณขั้วใต้บนดวงจันทร์ ซึ่งผลจากการชนในครั้งนั้นเผยให้เห็นว่าที่ใต้พื้นผิวของดวงจันทร์นั้นไม่ได้แห้ง และอาจมีน้ำแข็งอยู่ แต่ข้อมูลจากดาวเทียมแอลครอสนี้ไม่สามารถสรุปได้ว่าของผิวดวงจันทร์มีน้ำแข็งอย่างแน่นอน เนื่องจากข้อมูลที่เก็บได้สามารถอธิบายได้ด้วยปรากฎการณ์อื่นๆ เช่น การสะท้อนของดินบนดวงจันทร์ที่มีความผิดปกติ

การค้นพบน้ำแข็งบนดวงจันทร์ในครั้งนี้ นำไปสู่คำถามถัดๆ ไป ว่ามีน้ำแข็งอยู่บนดวงจันทร์ได้อย่างไร หรือส่งผลกระทบอย่างไรต่อสภาพแวดล้อมบนดวงจันทร์บ้าง คำตอบของคำถามเหล่านี้เหล่านักวิทยาศาสตร์จาก NASA คงต้องศึกษาค้นคว้าในภารกิจถัดๆ ไป

การค้นพบนี้ ได้เผยแพร่ลงในเว็บไซต์ Proceedings of the National Academy of Sciences เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2561

อ้างอิง: NASASpace.comWeather.com

ที่มา https://soscity.co/news/cosmology/water-ice-confirmed-on-moon-surface-for-the-first-time/

ไม่ใช่เภสัชฯ ก็จ่ายยาได้ ควรกังวลแค่ไหน กับ พ.ร.บ.ยา ฉบับใหม่

ห้องเก็บยา

เหตุผลการคัดค้านของบุคลากรในแวดวงสาธารณสุข คือ ประเด็นความปลอดภัยของผู้ใช้ยาและการปรับแก้กฎหมายที่อาจ “เอื้อ” ต่อกลุ่มธุรกิจที่เปิดมุมขายยาในร้านสะดวกซื้อ แต่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. ผู้ผลักดันกฎหมายนี้ ชี้ว่าเพื่อแก้ปัญหาการจ่ายยาในพื้นที่ห่างไกลที่มีปัญหาขาดแคลนเภสัชกร

ฝ่ายที่คัดค้านร่าง พ.ร.บ.ยา ที่อยู่ระหว่างการจัดทำ นำโดยองค์กรสมาคมเภสัชกร และบุคลากรสาธารณสุข โดยประเด็นสำคัญคือ การเปิดให้วิชาชีพอื่นที่ไม่ใช่เภสัชกร สามารถจ่ายยาได้

หนึ่งในประเด็นหลักของฝ่ายที่ค้านอย่างสภาเภสัชกรรมชี้คือ ประเด็นมาตรฐานความปลอดภัยในการใช้ยาของประชาชน

“เมื่อแพทย์มีใบสั่งยามา เภสัชจะดูว่ายาแต่ละตัวที่แพทย์สั่ง กินด้วยกันได้หรือเปล่า ถ้ามันกินไม่ได้ ก็จะได้บอกแพทย์ให้เปลี่ยน ผลสุดท้าย คือ คนไข้จะได้รับยาที่ถูกต้อง ปลอดภัย” ดร.เภสัชกร นิลสุวรรณ ลีลารัศมี นายกสภาเภสัชกรรม กล่าวกับบีบีซีไทย

ร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับใหม่นี้ มีข้อถกเถียงอะไรบ้างที่ประชาชนควรกังวล และทำไมคนในแวดวงสาธารณสุขจึงออกมาคัดค้าน

ทำไมถึงคัดค้าน พ.ร.บ.ยาฉบับใหม่

สภาเภสัชกรรม ออกแถลงการณ์คัดค้านเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับใหม่ ใน 9 ประเด็น เช่น การแบ่งประเภทยาไม่เป็นไปตามหลักสากล การตัดบทบาทวิชาชีพเภสัชกรรมในการปรุงยาและจ่ายยา การจดแจ้งการโฆษณายา

นอกจากนี้ยังกำหนดให้เภสัชกรสามารถที่จะอยู่ปฏิบัติหน้าที่ในสถานประกอบการด้านยาได้มากกว่า 1 แห่ง หากเวลาปฏิบัติการไม่ทับซ้อนกัน ซึ่งสภาเภสัชกรรมมองว่า จะทำให้เกิดสภาพ ร้านขายยา ไม่มีเภสัช หรือปัญหา “เภสัชแขวนป้าย” รุนแรงขึ้นอีก ในบทบัญญัติข้อนี้ สภาเภสัชกรรมเสนอให้ตัดออก เพื่อประชาชนจะได้มีโอกาสได้พบเภสัชกรประจำร้านยามากขึ้น

ห้องจ่ายยา

แต่ประเด็นที่เป็นข้อถกเถียงมากที่สุด คือ การเปิดให้วิชาชีพอื่นที่ไม่ใช่เภสัช เป็นผู้จ่ายยาให้กับคนไข้ได้ ร่าง พ.ร.บ.เขียนไว้ว่าจะเป็นผู้ที่มีใบประกอบโรคศิลปะก็ได้ ซึ่งเท่ากับว่า ทั้งพยาบาล นักเทคนิคการแพทย์ นักกายภาพบำบัด และแพทย์แผนไทย จ่ายยาได้

เสียงจากในแวดวงบุคลากรทางการแพทย์ที่คัดค้านมองว่า เป็นการผิดหลักการความปลอดภัยในการใช้ยาของประชาชน ที่ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ รอง ผอ.โรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา อธิบายการสั่งยาด้วยแพทย์ และการจ่ายยาโดยเภสัชกรว่า เป็น “ระบบตรวจสอบและช่วยกันดูแลผู้ป่วยของสหวิชาชีพ”

เอื้อกลุ่มทุนขยายร้านขายยาหรือไม่ ?

ขณะเดียวกันการปรับแก้นี้ถูกมองว่าจะกลายเป็นช่องทางของกลุ่มทุนที่ขยายธุรกิจ เปิดมุมขายยาตามร้านสะดวกซื้อ โดยจะเป็นการเปิดให้มีการ “จ้าง” ผู้ที่ไม่ใช่เภสัชกรขายยาตามร้านได้ ตามความเห็นของ นพ.สุภัทร ที่โพสต์บนเฟซบุ๊ก

ทว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในฐานะผู้ผลักดัน พ.ร.บ.ฉบับนี้ ชี้แจงว่า การแก้ไขให้อาชีพอื่นจ่ายยาได้ เพื่อแก้ปัญหาการจ่ายยาของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ซึ่งความขาดแคลนเภสัชกร ทำให้พยาบาลต้องทำหน้าที่จ่ายยาอยู่แล้วในปัจจุบัน เพียงแต่ว่ายังไม่มีกฎหมายรองรับ พร้อมปฏิเสธว่า ไม่ได้มีเป้าหมายเอื้อกลุ่มธุรกิจร้านสะดวกซื้อที่เปิดโซนขายยาภายใน

ในตัว พ.ร.บ. ยา ฉบับที่กำลังผลักดันอยู่นี้ มีข้อความระบุว่า หากผู้มีหน้าที่ปฎิบัติการไม่สามารถปฎิบัติหน้าที่ได้ สามารถจัดหาผู้มีหน้าที่ปฎิบัติการมาทำงานแทนได้ แต่ใน พ.ร.บ. ยาฉบับเดิม (2510) ระบุว่า ผู้ได้รับอนุญาตขายยาต้องมีเภสัชกรอยู่ประจำร้านขายยาตลอดเวลาทำการ

ช่วยแก้ปัญหาการจ่ายยาในพื้นที่ห่างไกล ?

ปฏิเสธไม่ได้ว่า รพ.สต. หรือที่ในอดีตประชาชนเรียกว่า สถานีอนามัย เป็นหน่วยสุขภาพที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด โดยเฉพาะในเขตต่างจังหวัด หนึ่งในเหตุผลที่ฟากของกลุ่มพยาบาล ออกมาสนับสนุน พ.ร.บ.ยา ฉบับนี้ เพราะว่า ปัจจุบันพยาบาลต้องทำหน้าที่จ่ายยาอยู่แล้ว เพราะบุคลากรเภสัชกรไม่เพียงพอ

สภาการพยาบาลยังออกแถลงการณ์ว่า ในสถาบันการศึกษาด้านพยาบาลมีการสอนเรื่องยาในหลักสูตรอย่างเพียงพอแก่การปฏิบัติงานต่อผู้ป่วยอย่างปลอดภัย รวมทั้งการวินิจฉัยแยกโรค และการให้การรักษาโรคเบื้องต้น

นายสราวุฒิ ที่ดี อดีตประธานเครือข่ายพยาบาลลูกจ้างชั่วคราว กระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์พีพีทีวีว่า ปัจจุบันพยาบาลต้องจ่ายยาให้ผู้ป่วยเรื้อรัง และยาสามัญประจำบ้าน จึงอยากให้ พ.ร.บ.ยา ฉบับใหม่ “คุ้มครอง” พยาบาลที่ต้องจ่ายยา

เรื่องนี้ นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการ อย. ระบุว่า ปัจจุบัน พยาบาลที่ทำงานใน รพ.สต. ต้องจ่ายยาตามแพทย์สั่ง เนื่องจากที่ผ่านมาไม่มีเภสัชกรใน รพ.สต.อยู่ ซึ่งกฎหมายยังไม่รองรับ จึงต้องการให้ อย.มีกฎหมายรองรับการจ่ายยาของพวกเขาใน รพ.สต.

ทว่า ดร.เภสัชกร นิลสุวรรณ ลีลารัศมี นายกสมาคมเภสัชกรรม ระบุว่า การแก้ปัญหานี้ควรแก้ไปที่ระบบอัตรากำลังของเภสัชกร ซึ่งมีปัญหาความขาดแคลนในระบบสาธารณสุข

โรงพยาบาล

ประเด็นนี้สภาเภสัชกรรม เคยเรียกร้องต่อกระทรวงสาธารณสุข เมื่อปี 2560 เพราะการบรรจุข้าราชการ สธ.ไม่มีการเพิ่มตำแหน่งให้กับเภสัชกร

“เภสัชกรไม่ได้ขาด แต่เป็นเพราะกระทรวงไม่มีตำแหน่ง หากมองจากปลายทางดูเหมือนว่าขาด แต่ต้นทางผลิตออกมามากพอ” ดร.เภสัชกร นิลสุวรรณ กล่าวกับบีบีซีไทย

“กรอบอัตรากำลังคนกลับกำหนดให้ สธ.มีอัตรากำลังคนได้น้อยเกินกว่าความเป็นจริง ทั้งนี้สถาบันต่าง ๆ สามารถผลิตเภสัชได้ปีละ 1,700 คน ซึ่งถือว่าเพียงพอ แต่ระบบราชการดึงไปใช้เพียง 350 คน” ภญ.รุ่งเพ็ชร สกุลบำรุงศิลป์ ประธานประสานงานการศึกษาเภสัชศาสตร์แห่งประเทศไทย ได้ระบุเมื่อปี 2560

ข้อเสนอระบุให้ชัด วิชาชีพอื่นสั่งจ่ายยาอะไรได้บ้าง

ในแถลงการณ์สนับสนุนของสภาการพยาบาล เมื่อวันที่ 24 ส.ค. ระบุว่า ที่ผ่านมา สภาวิชาชีพด้านสุขภาพได้ให้ความเห็นชอบร่วมกับสภาการพยาบาลให้ผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาลและการผดุงครรภ์สามารถใช้ยาได้ 18 กลุ่ม กับผู้ป่วยที่พยาบาลวินิจฉัยโรค

แต่ ดร.เภสัชกร นิลสุวรรณ ลีลารัศมี นายกสภาเภสัชกรรม เห็นว่า ในกลุ่มยานี้ก็ยังมีข้อถกเถียงกันอยู่ เนื่องจากยาบางชนิดเป็นยาอันตราย และยาปฏิชีวนะ

“ข้อเสนอนี้เป็นเรื่องดี แต่จะมองข้ามเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยของการจ่ายยาไม่ได้” นายกสภาเภสัชกรรม กล่าวกับบีบีซีไทย

ยา

กรณีนี้ นพ.ทรงพล ชวาลตันพิพัทธ์ ผอ.โรงพยาบาลราชบุรี กล่าวกับสำนักข่าว Hfocus เจาะลึกระบบสุขภาพ ซึ่งดำเนินการโดย มูลนิธิภิวัฒน์สาธารณสุขไทย ว่า เป็นไปไม่ได้ที่ร้านขายยาในประเทศไทยจะมีใบสั่งยาทั้งหมด เพราะมีการปล่อยให้ขายกันมาเป็นเวลานาน

นพ.ทรงพล แนะว่า กรณีนี้อาจต้องถอยคนละครึ่งทาง “อาจจะมีกฎหมายใหญ่ว่าด้วยหลักการ แล้วมีกฎหมายลูกอีกฉบับว่าด้วยรายละเอียดการปฏิบัติ กำหนดให้ชัดเจนว่ายาอะไรบ้างที่วิชาชีพอื่นสั่งจ่ายได้หรือไม่ได้ เช่น ยาบางตัวที่ไม่อันตราย หรือในทางกลับกัน ยาอันตรายเภสัชกรก็จ่ายเองไม่ได้ ต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์เหมือนกัน”

ความปลอดภัยของคนไข้ควรเป็นเรื่องหลัก เสียงจากวิชาชีพกายภาพบำบัด

ดร.วรชาติ เฉิดชมจันทร์ คณบดีคณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยรังสิต แสดงความกังวลว่า พ.ร.บ.ยา ฉบับใหม่ ที่เปิดให้สหวิชาชีพจ่ายยาได้นั้น ซึ่งมีนักกายภาพบำบัดรวมอยู่ด้วย วิชาชีพกายภาพบำบัดอาจมีความรู้ไม่เพียงพอ

คณบดีคณะกายภาพบำบัด อธิบายว่า วิชาชีพกายภาพบำบัด เป็นการรักษาโดยไม่ใช้ยาหรือการผ่าตัด ความเชี่ยวชาญของนักกายภาพที่เกี่ยวกับยา คือ การแนะนำคนไข้เรื่องยาและผลข้างเคียงของยาที่คนไข้ต้องใช้เป็นประจำ โดยส่วนใหญ่เป็นยาใช้ภายนอก

ตามมาตรฐานสากล แพทย์เป็นผู้สั่งยาและเภสัชกรเป็นจ่ายยา ซึ่งลักษณะเป็นการควบคุมตรวจสอบ ซึ่งวิชาชีพกายภาพบำบัดไม่มีความรู้เรื่องนี้มากพอที่จะสามารถสั่งจ่ายยาหรือจ่ายยาได้

“นักกายภาพไม่ได้เรียนมา และไม่ถูกฝึกปฏิบัติให้จ่ายยาได้” ดร.วรชาติ ให้ความเห็นกับบีบีซีไทย

แม้นักกายภาพจะมีความรู้ว่า ยามีผลต่อคนไข้อย่างไร แต่ไม่ได้ลงลึกถึงการออกฤทธิ์ของยา โดยเฉพาะการจ่ายยาที่มีตัวยาร่วมกัน กระบวนการจ่ายยายังจำเป็นต้องเข้าใจโรคที่เกิดกับคนไข้ กับภาวะที่ซ่อนอยู่ในอาการของโรค ดร.วรชาติ เห็นว่า ไม่น่าจะเป็นบทบาทของนักกายภาพบำบัด ส่วนการผสมยา ปรุงยา ดร.วรชาติ ระบุว่า “อันนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง”

“สุดท้ายหลักการใหญ่ที่สุด คือ ความปลอดภัยของคนไข้เป็นตัวตั้ง พ.ร.บ.ยาฉบับนี้ ไม่เหมาะสม และเป็นการทำลายประชาชน” ดร.วรชาติกล่าวกับบีบีซีไทย

ความเชื่อผิดๆ เรื่อง การสร้างกล้ามเนื้อ ที่เรามาไขให้กระจ่างแบบวิทยาศาสตร์

ความเชื่อผิดๆ เรื่อง การสร้างกล้ามเนื้อ ที่เรามาไขให้กระจ่างแบบวิทยาศาสตร์

ในโรงยิมนั้นเต็มไปด้วยความเชื่อต่างๆ มากมาย และข้อมูลแย่ๆ หลายอย่างก็อาจมาจากครูฝึก โค้ช เทรนเนอร์ หรือใครก็ตามที่ดูมีประสบการณ์ และข้อมูลเหล่านั้นก็กลายมาเป็นความเชื่อ เพราะคนเรากลัวว่าจะทำให้ตัวเองดูโง่ หากต้องถามคำถามบางอย่าง เพื่อความภาคภูมิใจและศักดิ์ศรีของคุณ เราจึงได้รวบรวมความเชื่อผิดๆ ที่พบได้บ่อยที่สุด เกี่ยวกับการ สร้างกล้ามเนื้อ เพื่อที่คุณจะได้รับรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปถามคำถามน่าเบื่อพวกนั้น

การยกน้ำหนักอย่างช้าๆ ช่วยเพิ่มการสร้างกล้ามเนื้อให้ใหญ่โต

งานวิจัยได้พิสูจน์แล้วว่า การยกน้ำหนักอย่างช้าๆ ทำได้แค่ช่วยยืดเวลาการออกกำลังกายของคุณ และลดปริมาณการเผาผลาญแคลอรี่ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญเผยว่าการเพิ่มความเร็วในขณะยกตุ้มน้ำหนัก เป็นหนทางที่ดีกว่าในการเพิ่มความแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ควรจะค่อยๆ ลดระดับของตุ้มน้ำหนักลงอย่างช้าๆ เพื่อที่คุณจะได้ควบคุมได้อย่างเต็มที่ และไม่ทำให้ตัวเองบาดเจ็บ

ยิ่งกินโปรตีนมากเท่าไหร่ ยิ่งมีกล้ามเนื้อมากเท่านั้น

เป็นความจริงเพียงบางส่วน แต่โปรตีนนั้น ไม่ใช่หัวใจสำคัญในการสร้างกล้ามเนื้อ ขณะที่โปรตีนส่งเสริมกระบวนการสร้างกล้ามเนื้อ (การสังเคราะห์โปรตีน) แต่กระบวนการนี้ไม่ได้ต้องการให้คุณรับประทานโปรตีนเป็นตันๆ ต่อวัน โปรตีนส่วนเกินจะถูกย่อยสลายเป็นกรดอะมิโนและไนโตรเจน ซึ่งจะผ่านออกไปเป็นของเสีย หรือถูกเปลี่ยนเป็นคาร์โบไฮเดรต และเก็บสะสมไว้ สิ่งสำคัญคือคุณต้องรักษาความสมดุล ในการบริโภคโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตให้ถูกต้อง ปริมาณของเครื่องดื่มหลังการออกกำลังกายที่สมบูรณ์แบบ ควรประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต 3/4 และโปรตีน 1/4

อย่าออกกำลังกายขณะปวดกล้ามเนื้อ

อาการปวดเป็นข้ออ้างที่พบกันบ่อยในการหยุดออกกำลังกาย ซึ่งถ้าหากคุณมีอาการปวดกล้ามเนื้อมาก จนคุณไม่สามารถขยับตัวได้อย่างถูกต้อง ก็จำเป็นต้องพักประมาณ 1-2 วัน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า คุณควรจะนอนเปื่อยอยู่เฉยๆ การพักผ่อนแบบกระฉับกระเฉงได้รับการพิสูจน์แล้วว่า มีประโยชน์มากกว่า การเต้นแอโรบิคเบาๆ การยืดเหยียดร่างกาย และยกน้ำหนักเบาๆ สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดได้ เพราะมันทำให้เลือดไหลเวียนสู่กล้ามเนื้อได้ดีขึ้น กำจัดของเสีย และเร่งเวลากระบวนการซ่อมแซมของร่างกาย

การยืดกล้ามเนื้อป้องกันการบาดเจ็บ

งานวิจัยได้แนะนำว่า การยืดกล้ามเนื้อในตอนวอร์มอัพ ไม่ได้ส่งผลอะไรเป็นพิเศษต่อการป้องกันอาการบาดเจ็บ การยืดกล้ามเนื้อช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นได้ แต่สาเหตุของการบาดเจ็บจากการออกกำลังกาย ส่วนใหญ่แล้วเกิดขึ้นภายในช่วงที่เคลื่อนไหว คนเรามักจะยืดกล้ามเนื้อในช่วงวอร์มอัพ ทำให้พวกเขาเกิดความเชื่อว่า มันมีประโยชน์ โดยที่ไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแบบวิทยาศาสตร์ ในความเป็นจริงแล้ว ฮีโร่ตัวจริงที่ช่วยป้องกันการบาดเจ็บคือ การวอร์มอัพ เมื่อคุณวอร์มอัพร่างกาย เลือดของคุณจะไหลเวียนไปสู่กล้ามเนื้อได้ดีขึ้น และเตรียมความพร้อมสำหรับการออกกำลังกายที่จะตามมา ดังนั้น ทางดีที่สุดคือควรวอร์มอัพอย่างดี ก่อนเริ่มออกกำลังกาย หากแม้จะกล่าวมาแบบนี้ แต่การยืดกล้ามเนื้อก็ยังเป็นเรื่องสำคัญ การออกกำลังกายที่จะประสบความสำเร็จได้นั้น คุณจะต้องมีกล้ามเนื้อที่ยืดหยุ่นในระดับปกติ หมายถึงว่าคุณต้องสามารถเอามือแตะปลายนิ้วเท้าได้โดยที่ไม่งอเข่า หากคุณยังไม่สามารถทำได้ การยืดกล้ามเนื้อจะเพิ่มความยืดหยุ่นในร่างกายของคุณ เมื่อร่างกายได้วอร์มอัพแล้ว Hello Health Group ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรคแต่อย่างใด

ที่มา https://www.sanook.com/women/112885/

“แอ็ปเปิล” อาจเปิดตัวไอโฟนรุ่นใหม่ 12 กันยายนนี้

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า บริษัทแอ็ปเปิล (Apple) ได้ส่งบัตรเชิญร่วมงานประชุมที่ Steve Jobs Theater ในเมืองคูเพอร์ติโน รัฐแคลิฟอร์เนีย ในวันที่ 12 กันยายนนี้ ซึ่งคาดกันว่าจะเป็นงานเปิดตัวโทรศัพท์มือถือ iPhone รุ่นใหม่

นักวิเคราะห์คาดว่า แอ็ปเปิลมีแผนจะเปิดตัวไอโฟนสามรุ่นในปีนี้ ซึ่งอาจจะมีหนึ่งรุ่นที่มีหน้าจอขนาดกว้างกว่ารุ่นก่อนๆ

บัตรเชิญของแอ็ปเปิลที่ส่งไปยังผู้สื่อข่าวเทคโนโลยีในวันพฤหัสบดี ส่วนใหญ่ใช้สีทองเป็นส่วนประกอบ ทำให้มีการคาดหมายว่าแอ็ปเปิลอาจจะเปิดตัว iPhone X รุ่นพิเศษสีทอง ในวันที่ 12 กันยายนนี้ด้วย

ภายหลังคำประกาศของแอ็ปเปิลไม่กี่ชั่วโมง เว็บไซต์เทคโนโลยี 9to5Mac ได้เผยรูปภาพ iPhone X รุ่นสีทองทันที โดยอ้างว่าโทรศัพท์รุ่นใหม่ของแอ็ปเปิลจะใช้ชื่อว่า iPhone XS และเชื่อว่าจะมีการเปิดตัว Apple Watch รุ่นใหม่ที่มีหน้าจอใหญ่กว่าเดิมในงานนี้ด้วย

ราคาหุ้นของแอ็ปเปิลขยับขึ้น 2.2% หลังคำประกาศจัดงานดังกล่าว อยู่ที่ระดับสูงสุดเป็นสถิติใหม่ที่ $227.97

ที่มา https://www.voathai.com/a/apple-new-iphone/4551295.html

ระทึก! สถานีอวกาศนานาชาติอากาศรั่ว เชื่ออุกกาบาตจิ๋วชน

CiHZjUdJ5HPNXJ92GTLM7AO5TmnBkArflZ

นักบินอวกาศพบรอยรั่วขนาดเล็กบนสถานีอวกาศนานาชาติ แต่ศูนย์ควบคุมภาคพื้นยืนยัน อากาศรั่วในอัตราที่ช้า และไม่เป็นอันตรายกับเหล่านักบินอวกาศ…

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1962267437171399

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวัน 30 ส.ค. 2561 ว่า นักบินอวกาศกำลังแก้ปัญหาอากาศรั่วออกจากสถานีอวกาศนานาชาติ (ไอเอสเอส) ซึ่งส่งผลให้ความดันในห้องโดยสารลดลงเล็กน้อย แต่องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา) ระบุว่า เหตุการณ์นี้ไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อนักบินอวกาศบนสถานี

เจ้าหน้าที่ควบคุมภาคพื้นดินบนโลกทั้งของสหรัฐฯ และรัสเซีย เริ่มพบความเปลี่ยนแปลงของแรงดันในห้องโดยสารของไอเอสเอสในเวลาประมาณ 19.00 น. วันพุธที่ 29 ส.ค. ในขณะที่ลูกเรือทั้ง 6 คนกำลังนอนหลับ พอนักบินฯ ตื่นนอนในเช้าวันต่อมา เจ้าหน้าที่จึงแจ้งให้นักบินฯ ค้นหาจุดที่รั่ว

นายดีมิทรี โรโกซิน ผู้อำนวยการสำนักงานอวกาศ ‘รอสคอสมอส’ ของรัสเซีย บอกกับสื่อท้องถิ่นว่า พบรอยร้าวขนาดเล็ก ที่ยาน ‘โซยุซ เอ็มเอส-09’ ซึ่งติดอยู่กับโมดูล ‘ราสส์เว็ต’ บนสถานีอวกาศฝั่งของรัสเซีย โดยเชื่อว่าเกิดจากการชนของอุกกาบาตขนาดเล็ก

ด้านนาซาระบุว่า รูรั่วมีเส้นผ่านศูนย์กลางราว 2 มิลลิเมตร โดยอัตราการรั่วไหลช้าลงในช่วงเช้าวันพฤหัสบดีหลังนักบินอวกาศแปะแคปตันเทปที่รอยรั่ว และเจ้าหน้าที่ควบคุมกำลังประสานงานกับนักบินฯ เพื่อหาทางซ่อมแซมในระยะยาว

ภาพ-คลิป นาทีสายฟ้าฟาด ผ่ากลางกรุงโตเกียว

คลิก Facebook


ชาวเน็ตแห่แชร์ ภาพ-คลิป นาทีสายฟ้าฟาด ผ่ากลางกรุงโตเกียวที่มีความรุนแรงที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา

30 ส.ค.เว็บไซต์ nextshark เผยภาพชาวเน็ตญี่ปุ่นแห่แชร์รูปภาพและคลิปวิดีโอ นาทีสายฟ้าฟาด ผ่าลงกลางกรุงโตเกียว พร้อมกับพายุฝนฟ้าคะนองที่มีความรุนแรงที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา

ไฟฟ้าจากแบคทีเรีย

ดร.ชเว ซอกฮุน จากมหาวิทยา ลัยรัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เปิดเผยความสำเร็จในการพัฒนาแบตเตอรี่เซลล์แบคทีเรีย หรืออีโซอิเล็กโทรเจนส์ ที่ย่อยสลายทางชีวภาพ ด้วยการนำเซลล์แบคทีเรียไปผ่านกระบวนการทำแห้งแบบแช่เยือกแข็ง

จากนั้นวางบนแผ่นกระดาษ ซ้อนทับด้วยแผ่นโลหะ และวัสดุนำไฟฟ้า เวลาใช้งานเพียงใช้น้ำ หรือน้ำลายเพียงเล็กน้อยเพื่อกระตุ้นให้แบคทีเรียตื่นตัวกลับมามีชีวิตหลังจากอยู่ในภาวะชะงักการเจริญเติบโตชั่วคราว

เมื่อเซลล์แบคทีเรียเคลื่อนตัวและสัมผัสกับอิเล็กโทรด หรือขั้วไฟฟ้าของอุปกรณ์ ก็จะก่อให้เกิดอิเล็กตรอนขึ้นตามธรรมชาติ ซึ่งมากพอที่จะใช้กับเครื่องคิดเลข และไดโอดเปล่งแสงหรือแอลอีดี รวมถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าแบบเคลื่อนที่ขนาดเล็ก

ทั้งนี้ ทีมวิจัยหวังว่าจะพัฒนาต่อยอดอุปกรณ์สร้างกระแสไฟฟ้าจากแบคทีเรีย ให้สามารถนำไปใช้เป็นแหล่งพลังงานสำหรับอุปกรณ์ทางการแพทย์ขนาดเล็ก

อาทิ อุปกรณ์ตรวจเชื้อเอชไอวี และเซ็นเซอร์ตรวจระดับกลูโคส เมื่อต้องใช้งานในพื้นที่ชนบทของประเทศยากจนที่ไม่มีไฟฟ้าเข้าถึง และอาจพัฒนาเป็นแหล่งพลังงานไฟฟ้าทดแทนเพื่อใช้ในชีวิตประจำวันในอนาคตได้ด้วย

เจ๋งสุดๆ! หน้าปัดเรือนไมล์ ‘เป็นรอย-แตกร้าว’ หนุ่มแนะวิธีแบบบ้านๆ ‘5 นาที’ ใสกริ๊ง (คลิป) ความรู้เรื่อง วาสลีนคืออะไร

 https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1960533937344749

ลองทำกันดู

เจ๋งสุดๆ หน้าปัดเรือนไมล์ ‘เป็นรอย-แตกร้าว’ หนุ่มแนะวิธีแบบบ้านๆ ‘5 นาที’ ใสกริ๊ง 

เจ๋งสุดๆ – อีกหนึ่งปัญหาคาใจสำหรับคนรักรถ โดยเฉพาะผู้ที่ใช้รถจยย.แล้วเกิดปัญหาเรื่อง หน้าปัดเรือนไมล์ เป็นรอย-แตกร้าว แต่ล่าสุดมีผู้ใช้เฟซบุ๊ก Chana Janju ได้ทำคลิปแนะนำวิธีแก้ปัญหาแบบง่ายๆใช้เวลาแค่ 5 นาที มาเผยแพร่ โดยระบุว่า หน้าปัดเรือนไมล์แตกร้าวเหรอ #เรื่องกล้วยกล้วย 

เจ๋งสุดๆ หน้าปัดเรือนไมล์ รอยแตกร้าว แนะวิธี ใสกริ๊ง
ที่มา : Chana Janju 

ทั้งนี้คลิปดังกล่าวมีผู้เข้ามาชมกว่า 1 ล้านครั้ง ซึ่งผู้โพสต์ได้เปิดเผยว่า ให้ใช้วาสลีนป้ายให้ทั่วบริเวณ หน้าปัดเรือนไมล์ที่เป็นรอยแตกร้าว จากนั้นให้นำไดร์เป่าผมมาเป่าจนวาสลีนแห้งและซึมเข้าหน้าปัดเรือนไมล์ ซึ่งใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที รอยแตกร้าวที่เกิดขึ้นก็หายไป หน้าปัดเรือนไมล์ก็แล้วกลับใสกริ๊งเหมือนเดิม

วาสลีนคืออะไร

จุดเริ่มต้นของวาสลีน®เกิดขึ้นในปี 1859 โดยนักเคมีชาวอังกฤษ โรเบิร์ต ออกัสตัส ชีสโบรห์ (Robert Augustus. Chesebrough) เขาได้เดินทางไปยังเมืองไททัสวิลล์ เมืองเล็ก ๆ ในรัฐเพนซิลวาเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาในพื้นที่ที่มีการขุดน้ำมัน เขาได้สังเกตุเห็นคนงานขุดบ่อน้ำมันใช้สารซึ่งมีลักษณะคล้ายขี้ผึ้งที่หลงเหลือ จากการขุดน้ำมันมาใช้ในการบรรเทาบาดแผลที่เกิดจากความร้อนหรือผิวที่ไหม้
——
จากแรงบันดาลใจนี้ โรเบิร์ต ออกัสตัส ชีสโบรห์ จึงเริ่มศึกษาสสารของน้ำมันผ่านกระบวนการต่างๆในการกลั่นถึงสามขั้นตอนจนกลายเป็นปิโตรเลี่ยมเจลลี่ที่สะอาดและบริสุทธิ์ มีน้ำหนักเบา และมีความโปร่งแสง ผลิตภัณฑ์วาสลีนเจลลี่ได้จดสิทธิบัตรไว้ในปีค.ศ 1865 และกลายเป็นวาสลีนที่พวกเรารูจักกันเป็นอย่างดีจนถึงปัจจุบัน

ลางานพักผ่อนช่วยยืดอายุให้ชีวิตยืนยาวขึ้น

พักผ่อนที่ทะเล

คณะนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเฮลซิงกิของฟินแลนด์ เผยผลการศึกษาล่าสุดที่พบว่า การลาพักร้อนหรือได้หยุดงานพักผ่อนเป็นเวลานานเพียงพอ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนเรามีอายุยืนยาวมากขึ้น ทั้งทำให้ความเสี่ยงเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจก่อนวัยอันควรลดลง

มีการตีพิมพ์ผลวิจัยดังกล่าวในวารสารโภชนาการ สุขภาพ และความชรา (Journal of Nutrition Health & Aging) โดยทีมผู้วิจัยระบุว่าได้วิเคราะห์ข้อมูลจากงานวิจัยเก่า ซึ่งศึกษาเรื่องความดันโลหิตกับอัตราการเสียชีวิตในกลุ่มชายนักธุรกิจวัยกลางคนจำนวน 1,222 คน โดยงานวิจัยนี้จัดทำขึ้นเมื่อปี 1974 และมีการติดตามผลภายหลังเป็นระยะในช่วง 5 ปี 15 ปี และ 40 ปี หลังจากนั้นด้วย

กลุ่มทดลองที่เป็นนักธุรกิจระดับผู้บริหารเหล่านี้ แต่ละคนล้วนทำงานหนักและมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอย่างน้อยคนละ 1 ข้อ

พวกเขาถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม โดยกลุ่มหนึ่งได้รับอนุญาตให้ใช้ชีวิตไปตามปกติอย่างที่เคยเป็นมา ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งจะได้รับคำแนะนำให้กินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย และควบคุมน้ำหนักให้อยู่เกณฑ์ของผู้ที่มีสุขภาพดี

หากทำตามคำแนะนำไปแล้วระยะหนึ่ง แต่อัตราเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจยังคงไม่ลดลง ทีมวิจัยก็จะให้ยาควบคุมความดันโลหิตแก่คนกลุ่มนี้ด้วย

การทดลองข้างต้นดำเนินไปเป็นระยะเวลา 5 ปี ซึ่งเมื่อสิ้นสุดโครงการดังกล่าวทีมนักวิจัยพบว่า อัตราความเสี่ยงเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจในกลุ่มที่ได้รับคำแนะนำให้รักษาสุขภาพนั้น ลดลงมากกว่าของกลุ่มที่ไม่ได้รับคำแนะนำอย่างเห็นได้ชัด

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการติดตามผลในระยะยาวอีก 2 ครั้ง พบว่าข้อมูลที่เก็บได้ในช่วง 15 ปีหลังเริ่มทำการทดลองชี้ว่า กลุ่มที่ระวังรักษาสุขภาพตามคำแนะนำกลับมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่า ส่วนการติดตามผลในช่วง 40 ปีหลังเริ่มทำการทดลองพบว่า อัตราการเสียชีวิตของทั้งสองกลุ่มกลับมาใกล้เคียงกันอีกครั้ง

ความผิดปกติดังกล่าวทำให้มีการวิเคราะห์ทบทวนข้อมูลการทดลองว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ซึ่งทีมนักวิจัยพบว่ากลุ่มคนที่เสียชีวิตนั้นส่วนใหญ่มีจำนวนวันที่หยุดพักผ่อนต่อปีน้อยกว่า

“คนที่ไม่ค่อยหยุดงานมักจะทำงานหนักและนอนน้อยกว่า เมื่อเทียบกับคนที่ลาหยุดพักผ่อนนานวันกว่า″ ดร. ทิโม สแตรนด์เบิร์ก ผู้นำทีมวิจัยกล่าว “การใช้ชีวิตแบบที่เหน็ดเหนื่อยเคร่งเครียด อาจทำให้ผลดีของการรักษาสุขภาพตามคำแนะนำหายไปจนหมด”

ผลวิเคราะห์ยังพบว่า คนที่ลาหยุดพักผ่อนเพียง 3 สัปดาห์ต่อปีหรือน้อยกว่า มีความเสี่ยงชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจสูงกว่าคนที่ได้พักร้อนปีละ 3 สัปดาห์ขึ้นไปถึง 37%

“ไม่มีสิ่งใดจะมาทดแทนการพักผ่อนคลายเครียดอย่างเต็มที่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย หรืองดบุหรี่และแอลกอฮอล์” ดร. สแตรนด์เบิร์ก กล่าว

“ตราบใดที่คุณยังทำงานหนักโดยไม่หยุดพัก การพยายามปฏิบัติตัวตามคำแนะนำให้มีสุขภาพดีนั้นไม่มีประโยชน์อะไร แต่กลับจะยิ่งเพิ่มความเครียดในชีวิตประจำวันให้สาหัสขึ้นด้วยซ้ำ″

ทำไมคนเราถึงปักใจเชื่อทฤษฎีสมคบคิด ?

NASA

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1960921800639296

กระแสความเชื่อเรื่องทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy theory) ที่กำลังมาแรงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้คนหันมาตัดสินข่าวสารที่ได้รับฟังหลายเรื่องว่าเป็น “ข่าวปลอม” กันมากขึ้น ดังเช่นที่หลายคนคงเคยได้ยินมาว่า แท้ที่จริงแล้วสหรัฐฯ คือผู้จัดฉากก่อเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน (9/11) ขึ้นเสียเอง หรือการที่นาซาส่งมนุษย์อวกาศไปเหยียบดวงจันทร์ ก็เป็นเพียงภาพยนตร์ที่ถ่ายทำขึ้นหลอกลวงชาวโลกเท่านั้น

แม้ทฤษฎีสมคบคิดเหล่านี้จะมีหลักฐานยืนยันความถูกต้องของข้อมูลอยู่น้อยมาก แต่คนจำนวนไม่น้อยก็พร้อมจะปักใจเชื่อโดยไม่สงสัยหรือตั้งคำถามแม้สักนิด ซึ่งในหลายกรณีก็สร้างความเสียหายขึ้นในวงกว้างอย่างคาดไม่ถึง เช่นการที่นักการเมืองผู้วางนโยบายระดับประเทศไม่เชื่อว่าภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องจริง หรือการที่เกิดโรคหัดระบาดหนักในหมู่เด็กชาวยุโรป เพราะพ่อแม่ไม่ยอมให้ลูกรับการฉีดวัคซีนที่ตนเชื่อว่าเป็นแผนการทดลองควบคุมประชากรของรัฐบาล

นักจิตวิทยาหลายคนพยายามหาคำตอบว่า เหตุใดผู้คนจำนวนมากจึงเชื่อถือในทฤษฎีสมคบคิด ไม่เว้นแม้แต่คนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาหรือแม้แต่นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มที่น่าจะมีความคิดเป็นเหตุเป็นผลด้วยซ้ำ

Scene of attack
คำบรรยายภาพบางคนเชื่อว่าสหรัฐฯ คือผู้จัดฉากก่อเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน (9/11) ขึ้นเสียเอง

เรื่องราวฝังใจจากจินตนาการวัยเด็ก

หากลองตั้งคำถามกับเด็กอายุ 3 ขวบว่าทำไมฝนจึงตก หนูน้อยก็อาจตอบว่า “เพราะดอกไม้กระหายน้ำ″ เด็กในวัยเดียวกันอีกคนก็อาจจะบอกคุณด้วยว่า ต้นไม้ผลิใบเพื่อจะได้ให้ร่มเงากับคนและสัตว์ที่ผ่านไปมา

คำพูดเช่นนี้คือตัวอย่างของความคิดแบบ “อันตนิยม” (Teleological thinking ) ซึ่งหมายถึงความคิดแบบที่เชื่อว่าสรรพสิ่งมีจุดมุ่งหมายในตัวเอง และทุกเหตุการณ์ล้วนเกิดขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง นับว่าเป็นความคิดที่ตรงข้ามกับหลักเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งถือว่าสิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นได้ตามกระบวนการทางธรรมชาติ โดยไม่ต้องรับใช้วัตถุประสงค์ใด ๆ เลยก็ได้

ความคิดแบบอันตนิยมเป็นพื้นฐานสำคัญในการเริ่มเรียนรู้โลกและสิ่งรอบตัวของเด็กเล็ก แต่วิทยาศาสตร์มองว่าความคิดแนวนี้ทำให้คนเราเชื่อมโยงเหตุและผลผิดพลาด เช่นหนูน้อยอาจคิดว่าฝนตกเพื่อให้ดอกไม้ได้ดื่มน้ำ แต่อันที่จริงฝนตกได้ทุกเมื่อหากมีปัจจัยทางธรรมชาติพร้อมมูล โดยไม่จำเป็นว่าจะมีดอกไม้อยู่หรือไม่

ความคิดที่มาจากนิทานสอนเด็ก หรือการที่ผู้ใหญ่ตอบคำถามเรื่องปรากฏการณ์ต่าง ๆ แบบให้เด็กได้เข้าใจง่าย อาจฝังลึกอยู่ในฐานความคิดและจินตนาการของคนเราจนโตเป็นผู้ใหญ่ นำไปสู่ความเชื่อถือในทฤษฎีสมคบคิดที่สามารถให้คำอธิบายได้ว่า เหตุการณ์สะเทือนโลกต่าง ๆ เกิดขึ้นเพราะใครคือผู้บงการ และเขาผู้นั้นมีจุดประสงค์อะไรกันแน่

ไม่ต่างจากความเชื่อเรื่องพระเจ้าสร้างโลก

การที่ความคิดแบบอันตนิยมมีอิทธิพลต่อมนุษย์อย่างมากนั้น อาจเป็นเพราะมันมีความเกี่ยวพันใกล้ชิดกับแนวความคิดที่แพร่หลายกว้างขวางในหมู่คนเรามาแต่โบราณกาล ซึ่งก็คือความเชื่อว่ามี “ผู้สร้าง” สรรพสิ่ง (Creationism) หรือความเชื่อว่าพระเจ้าสร้างโลก จักรวาล และสรรพชีวิตนั่นเอง

เมื่อไม่นานมานี้ นักวิทยาศาสตร์ชาวสวิสและชาวฝรั่งเศสได้ร่วมกันตีพิมพ์ผลวิจัยล่าสุดลงในวารสาร Current Biology โดยระบุว่าผู้ที่เชื่อในทฤษฎีสมคบคิดนั้น มีพื้นฐานความคิดคล้ายคลึงกับคนที่เชื่อว่ามีผู้สร้างสรรพสิ่งอย่างมาก ซึ่งคนกลุ่มนี้เองก็มองว่า เรื่องกำเนิดมนุษย์และสัตว์ในทฤษฎีวิวัฒนาการของชาร์ลส์ ดาร์วิน เป็นเรื่องโกหกหลอกลวงเช่นกัน

ดร. เซบาสเตียน ดีเกซ หนึ่งในทีมนักวิจัยดังกล่าวจากมหาวิทยาลัยฟริบัวร์ (Fribourg) ของสวิตเซอร์แลนด์ บอกว่าพบความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันระหว่างสองแนวคิดนี้ จากการสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่าง 1,250 คนในฝรั่งเศส ทั้งยังพบความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างแนวคิดอันตนิยมกับความเชื่อถือทฤษฎีสมคบคิด ในกลุ่มนักศึกษา 150 คนในสวิตเซอร์แลนด์อีกด้วย

ดร. ดีเกซหวังว่างานวิจัยของเขาจะช่วยให้ผู้คนมีความกระจ่างทางความคิดมากขึ้น และได้เข้าใจว่าความเชื่อในทฤษฎีสมคบคิดเป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของความคิดแบบโบราณที่ว่ามีผู้สร้างสรรพสิ่งเท่านั้น ซึ่งประเด็นนี้สำคัญอย่างยิ่งต่อการจัดการข้อมูลในโลกยุคหลังความจริง (Post-truth) ที่ผู้คนต่างสับสนและไม่แน่ใจว่าอะไรจริงอะไรเท็จกันแน่

เหตุใดบางคนจึงปฏิเสธวิทยาศาสตร์ ?

ศ. สเตฟาน เลวานโดวสกี ผู้เชี่ยวชาญทางจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยบริสทอลของสหราชอาณาจักรชี้ว่า แต่เดิมนั้นนักจิตวิทยาให้คำอธิบายเรื่องความเชื่อในทฤษฎีสมคบคิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มผู้ที่ปฏิเสธไม่ยอมรับผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ ว่า ทฤษฎีสมคบคิดเป็นวิธีการหนึ่งเพื่อพยายามหลีกหนี “ความจริงที่รับฟังได้ยาก” ของคนกลุ่มดังกล่าว

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเรื่องหนึ่ง คือกรณีที่คนสูบบุหรี่ไม่สู้จะเชื่อถือข่าวสารเรื่องพิษภัยต่อสุขภาพจากบุหรี่เท่าใดนัก โดยมักจะกล่าวหาว่าเป็นข่าวลวงที่รัฐบาลสร้างขึ้น เพื่อหวังผลบางอย่างในเชิงเศรษฐกิจและการเมืองไป

ปธน.ทรัมป์
คำบรรยายภาพประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะเชื่อในผลการวิจัยเรื่องภาวะโลกร้อน

ส่วนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ก็ปฏิเสธที่จะเชื่อในผลการวิจัยเรื่องภาวะโลกร้อนเช่นกัน ทั้งที่นักวิทยาศาสตร์ได้สั่งสมข้อมูลอย่างเป็นระบบมานานถึง 150 ปี แต่นายทรัมป์กลับยืนกรานว่าเรื่องนี้เป็นเพียงข่าวปลอมที่จีนปล่อยแพร่ออกมา เพื่อให้สหรัฐฯเสียเปรียบทางเศรษฐกิจและการค้าเท่านั้น

“งานวิจัยล่าสุดที่ระบุว่าทฤษฎีสมคบคิดนั้นไม่ต่างกับความเชื่อเรื่องพระเจ้าสร้างโลก ช่วยทำให้เราเข้าใจความคิดของคนกลุ่มนี้ได้อย่างเป็นระบบและลึกซึ้งมากขึ้น และจะช่วยให้เราแก้ไขปรับปรุงข้อบกพร่องในระบบการศึกษาที่สร้างความเชื่อเหล่านี้ขึ้นมาได้อย่างตรงจุดอีกด้วย” ศ. เลวานโดวสกี กล่าว