คลังเก็บรายเดือน: กรกฎาคม 2018

Samsung Display โชว์เหนือพัฒนาจอสมาร์ทโฟนสุดแกร่งที่ ‘ไม่มีวันแตก’

Samsung Display บริษัทผู้ผลิตหน้าจอรายใหญ่ ออกมาเปิดเผยว่ากำลังพัฒนาหน้าจอสมาร์ทโฟน OLED ที่แข็งแกร่งทนทานในระดับที่เรียกว่า ‘ไม่มีวันแตกเสียหาย’ (Unbreakable Smartphone Panel) ซึ่งล่าสุดได้รับการจดทะเบียนรับรองจาก UL (Underwriters Laboratories) เรียบร้อยแล้ว โดยนอกจากจะสามารถดัดโค้งงอได้แล้ว ยังมีน้ำหนักเบากว่าแผงจอสมาร์ทโฟนในตลาดปัจจุบัน ซึ่งเตรียมจะนำมาใช้กับจอสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น แท็บเล็ตพีซี, เกมคอนโซลพกพา, มือถือเฉพาะทางที่ใช้ในค่ายทหารไปจนถึงอุตสาหกรรมรถยนต์

จากรายงานของทาง UL นั้นเปิดเผยว่า จอไม่มีวันแตกของ Samsung Display ผ่านการทดสอบด้านความแข็งแกร่งจากมาตรฐานทางการทหารของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบตกจากที่สูง 1.2 เมตรทั้งหมด 26 ครั้ง, ผ่านการทดสอบในอุณหภูมิ 71 องศา และต่ำสุด -32 องศา ซึ่งปรากฏว่าไม่พบร่องรอยความเสียหายใด ๆ ทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และขอบตัวเครื่อง รวมทั้งเมื่อมีการทดสอบจุดตกที่สูงกว่ามาตรฐานที่ 1.8 เมตร ก็ไม่ระคายผิวของจอสุดถึกนี้ได้เลยโดยทาง Samsung Display เผยว่า แผงหน้าจอที่ไม่มีวันแตกนี้ เป็นหน้าจอ OLED แบบจอโค้ง สามารถบิดงอได้ ซึ่งจะถูกนำไปใช้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลายประเภท ไม่ได้จำกัดที่สมาร์ทโฟนเพียงอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็น อุตสาหกรรมยานยนต์, สมาร์ทโฟนสำหรับใช้งานในกองทัพ, เครื่องเล่นเกมแบบพกพา รวมไปถึงแท็บเล็ต ซึ่งแผงหน้าจอแบบนี้ นอกจากจะมีคุณสมบัติที่ไม่แตกแล้ว ยังมีน้ำหนักเบากว่าหน้าจอแบบเดิม ๆ อีกด้วย

พีระมิดแห่งกีซารวมศูนย์พลังแม่เหล็กไฟฟ้าไว้ที่ห้องภายในได้

The Pyramids of Giza, Egypt.

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1913678745363602

ผลการศึกษาทางทฤษฎีของทีมนักฟิสิกส์นานาชาติชี้ว่า มหาพีระมิดแห่งกีซา (Great Pyramid of Giza )หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณที่ประเทศอียิปต์ สามารถรวมศูนย์พลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าให้มีความเข้มขึ้นที่บริเวณใต้ส่วนฐานและห้องหับต่าง ๆ ภายในได้

รายงานการวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Applied Physics ระบุว่า ทีมนักฟิสิกส์นานาชาติได้คำนวณและสร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์ขึ้น เพื่อทดสอบว่าโครงสร้างของมหาพีระมิดแห่งนี้จะตอบสนองต่อคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เช่นแสงอาทิตย์ คลื่นไมโครเวฟ คลื่นวิทยุ และสัญญาณ WiFi อย่างไร

ดร. แอนเดรย์ เยฟลูคิน จากมหาวิทยาลัย ITMO ของรัสเซีย หนึ่งในทีมผู้วิจัยบอกว่า “เราตั้งสมมติฐานว่าไม่มีช่องว่างภายในพีระมิดที่ยังค้นหาไม่พบ และตัวพีระมิดมีคุณสมบัติแบบหินปูนกระจายอยู่อย่างสม่ำเสมอทั้งภายในและภายนอก จากนั้นจึงมาคำนวณว่ารูปทรงพีระมิดจะทำให้เกิดการกระจายหรือดูดซับพลังงานจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอย่างไร รวมทั้งมีการสั่นพ้อง (Resonance) ของคลื่นเกิดขึ้นหรือไม่”

ผลจากการทดสอบทางทฤษฎีพบว่า โครงสร้างของมหาพีระมิดแห่งกีซาสามารถรวบรวมพลังงานจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าให้มีความเข้มขึ้นเป็นพิเศษที่ด้านในและด้านใต้ของส่วนฐาน

การแผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านั้นมีอยู่ทั่วไปรอบตัวเรา และมีบทบาทสำคัญต่อชีวิตประจำวันของมนุษย์ในหลายด้าน การใช้รูปทรงพีระมิดเข้ามาปรับปรุงการใช้งานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น นับว่ามีความเป็นไปได้สูง เช่นการก่อสร้างอาคารให้มีส่วนยอดแหลมขึ้น ก็อาจทำให้จุดอับของสัญญาณ WiFi ภายในห้องต่าง ๆ ลดลงได้

(ภาพจำลอง) ผลการทดสอบทางทฤษฎีครั้งนี้พบว่า โครงสร้างของมหาพีระมิดแห่งกีซาสามารถรวบรวมพลังงานจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าให้มีความเข้มขึ้นเป็นพิเศษที่ด้านในและด้านใต้ของส่วนฐาน
คำบรรยายภาพ(ภาพจากฝีมือศิลปิน) ผลการทดสอบทางทฤษฎีครั้งนี้พบว่า โครงสร้างของมหาพีระมิดแห่งกีซาสามารถรวบรวมพลังงานจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าให้มีความเข้มขึ้นเป็นพิเศษที่ด้านในและด้านใต้ของส่วนฐาน

แม้บางคนอาจจินตนาการไปว่า ชาวอียิปต์โบราณสร้างสุสานรูปทรงพีระมิดเพื่อให้คลื่นสัญญาณการติดต่อระหว่างผู้ตายกับโลกหน้าเป็นไปโดยสะดวก แต่ทีมนักฟิสิกส์ผู้ทำการศึกษาบอกว่า การเลือกสร้างสุสานรูปทรงพีระมิดน่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ โดยชาวอียิปต์โบราณอาจไม่ได้ล่วงรู้ถึงความลับทางวิทยาศาสตร์ในข้อนี้มาก่อน

ทีมผู้วิจัยยังบอกว่าการศึกษารูปทรงพีระมิดตามแนวทางของฟิสิกส์สมัยใหม่ จะเป็นประโยชน์ต่อวิทยาการในอนาคตอย่างแน่นอน เช่นการคิดค้นวัสดุที่ประกอบด้วยอนุภาครูปทรงพีระมิดขนาดเล็กระดับนาโน ซึ่งอาจนำไปใช้งานเพื่อสร้างอุปกรณ์ตรวจจับสัญญาณขนาดจิ๋ว (นาโนเซนเซอร์)และเซลล์สุริยะที่มีประสิทธิภาพสูงได้

สหรัฐฯ เผยเกาหลีเหนือกำลังเริ่มโครงการขีปนาวุธครั้งใหม่

_102765748_b680aed3-6a0a-4ab4-bedc-6b58bb584ba0

สื่อชาติตะวันตก รายงานว่า เกาหลีเหนือกำลังสร้างฐานปล่อยขีปนาวุธขึ้นมาอีกครั้ง แม้ว่าจะมีการเจรจาข้อตกลงปลดอาวุธกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แล้วก็ตาม

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่ไม่เปิดเผยชื่อ บอกกับหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ว่า ดาวเทียมสอดแนมได้จับความเคลื่อนไหวของบางอย่างที่ต่อเนื่องในพื้นที่ที่เคยเป็นฐานผลิตจรวดขีปนาวุธ

เช่นเดียวกับสำนักข่าวรอยเตอร์ ยังรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวจากทางการด้วยว่าภาพจากดาวเทียมได้เผยให้เห็นยานพาหนะสัญจรเข้า-ออก โรงงานผลิตดังกล่าว แต่ไม่แน่ใจว่าจะเกี่ยวข้องกับการผลิตขีปนาวุธหรือไม่

หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ฉบับวันจันทร์ (30 ก.ค.) ตีพิมพ์รายงานข่าวอ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ว่า ดูเหมือนว่าเกาหลีเหนือกำลังสร้างขีปนาวุธพิสัยไกลข้ามทวีป 1-2 ตัว ที่ฐานผลิตซานัมดองใกล้กรุงเปียงยาง ซึ่งเป็นฐานผลิตแห่งแรกของเกาหลีเหนือที่ผลิตขีปนาวุธพิสัยไกลที่สามารถยิงไกลได้ถึงสหรัฐฯ

_102765749_b1b64756-5ab5-4e16-baa9-c20a442b0bb2 (1)

รายงานข่าวเรื่องการสร้างขีนาวุธของเกาหลีเหนือครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ที่ระบุว่าเกาหลีเหนือยังคงมีการสร้างขีปนาวุธอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้เกิดความคลางแคลงว่าข้อตกลงลดอาวุธนิวเคลียร์ที่ผู้นำเกาหลีเหนือกับสหรัฐฯ ลงนามกันไปในสิงคโปร์จะมีผลมากน้อยเพียงใด

ช่วงปลายเดือน มิ.ย. สื่อของสหรัฐฯ รายงานอย่างต่อเนื่องถึงการเปิดเผยของหน่วยข่าวกรองว่าเกาหลีเหนือยังคงปรับปรุงฐานทดสอบนิวเคลียร์ให้ใช้งานได้ดีขึ้น

นายไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ได้บอกกับวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ ว่า ฐานผลิตของเกาหลีเหนือ ยังคงผลิตวัสดุที่เป็นองค์ประกอบของนิวเคลียร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมาใช้ในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่เกาเหลีอเหนือเอง ก็ประกาศเมื่อเดือน เม.ย.ว่าได้หยุดโครงการนิวเคลียร์และทดสอบขีปนาวุธชั่วคราว

เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา นายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ และนายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ได้ร่วมประชุมสุดยอดที่ประเทศสิงคโปร์ และได้มีข้อตกลงในการปลดอาวุธนิวเคลียร์ หลังการลงนามในข้อตกลงครั้งนั้น นายทรัมป์ ได้กล่าวว่า “จะไม่มีภัยคุกคามนิวเคลียร์จากเกาหลีเหนืออีกต่อไป” แต่อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากในสหรัฐฯ เองว่า เขามีท่าทีที่ยินยอมมากเกินไป โดยไม่มีการให้คำมั่นใด ๆ จากผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือในการยุติอาวุธนิวเคลียร์และโครงการขีปนาวุธ

ที่มา: https://www.bbc.com/thai/international-45015853

ตั้งท้องลูกแต่ละคนทำเซลล์ร่างกายแม่ชราลงได้ถึง 2 ปี

c.files_.bbci_.co_.uk_102758191_sciencephotoli-80d0579f5a35f5b36caf07ec6393bb86d19771aa-696x392

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1914508405280636

ผลการศึกษาล่าสุดจากมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์นของสหรัฐฯ ยืนยันว่า ความเชื่อเรื่องที่แม่จะมีสุขภาพเสื่อมถอยและดูแก่ขึ้นกว่าอายุตามปีเกิดหลังมีลูกนั้นเป็นความจริง โดยการตั้งครรภ์คลอดบุตรแต่ละครั้งสามารถเร่งให้เซลล์ร่างกายชราลงกว่าเดิมได้ราว 0.5 – 2 ปี

ก่อนหน้านี้เคยมีผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยจอร์จเมสันในสหรัฐฯ ซึ่งชี้ว่าการมีลูกกับเขาคนหนึ่งทำให้แม่ต้องแก่ชราลงกว่าเดิมในระดับเซลล์ถึง 11 ปี เนื่องจากเทโลเมียร์ (Telomere) ซึ่งเป็นดีเอ็นเอส่วนปลายในโครโมโซมของแม่หดสั้นลง จนมีความยาวเท่ากับของคนที่มีอายุมากกว่า และยิ่งมีบุตรมากคนขึ้นเท่าไหร่ เทโลเมียร์ก็จะยิ่งสั้นลงเท่านั้น

เป็นที่ทราบกันว่า ความยาวของเทโลเมียร์นั้นเชื่อมโยงกับสุขภาวะของร่างกายในระยะยาว รวมทั้งสามารถเป็นเครื่องบ่งบอกถึงอายุขัยของคนเราด้วย

ในครั้งนี้ทีมนักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์นได้วิเคราะห์ตัวอย่างเลือดของหญิงชาวฟิลิปปินส์ 800 คน ซึ่งมีอายุระหว่าง 20-22 ปี เพื่อหาร่องรอยของความชราในระดับเซลล์ที่น่าจะเกิดขึ้น เนื่องจาก 40% ของหญิงเหล่านี้ต่างก็มีบุตรแล้วตั้งแต่ 1-5 คน

ผลปรากฏว่าหญิงที่ผ่านการตั้งครรภ์มีลูกในกลุ่มนี้ มีทั้งเทโลเมียร์ที่หดสั้นลง และมีร่องรอยทางเคมีของกระบวนการเอพิเจเนติกส์ (Epigenetics marker)บนดีเอ็นเอด้วย ซึ่งร่องรอยนี้จะทำให้การแสดงออกของยีนเปลี่ยนไปได้ทั้งที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงรหัสพันธุกรรม

c.files_.bbci_.co_.uk_102758194_8e448818-a997-60e770bc012dd5dff4ed958492b89cfd1d260079

Science Photo Library

ทีมผู้วิจัยชี้ว่า ความเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีที่พบทั้งสองประการข้างต้น มีความคล้ายคลึงกับที่เกิดขึ้นในร่างกายของหญิงที่แก่ชรากว่า ซึ่งเป็นผลมาจากกระบวนการทางชีวภาพ โดยไม่เกี่ยวข้องกับปัจจัยเรื่องฐานะทางสังคมและเศรษฐกิจ ที่อาจทำให้แม่มีความเครียดในการตั้งครรภ์และเลี้ยงดูลูกจนอ่อนล้าและชราลงอย่างรวดเร็วแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ร่างกายของแม่หลังคลอดซึ่งแก่ชราลงถึงระดับเซลล์นี้ กลับมีสภาพที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงในระหว่างการตั้งครรภ์ ซึ่งทีมผู้วิจัยพบว่าเทโลเมียร์และร่องรอยทางเอพิเจเนติกส์ในดีเอ็นเอของแม่ถูกย้อนวัยให้อ่อนเยาว์ขึ้นในการตั้งครรภ์ทุกครั้ง ไม่ว่าแม่จะมีอายุมากขึ้นเท่าใดก็ตาม

ทีมผู้วิจัยระบุในรายงานซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports ว่า “นี่อาจเป็นผลจากความเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและภูมิคุ้มกันร่างกายของหญิงมีครรภ์ ที่ปรับตัวให้สอดรับกับการเติบโตของทารกก็เป็นได้”

ที่มา: https://www.khaosod.co.th/bbc-thai/news_1390957

6 วิธีหลีกเลี่ยง ‘มือถือร้อน’ อันตรายที่คุณป้องกันได้

CiHZjUdJ5HPNXJ92GTNH9bLo1Q6Hj95am9

อย่างที่คุณผู้อ่านทุกท่านรู้กันดีว่าอากาศบ้านเรานั้นร้อนแสนร้อน ไม่ว่าจะหน้าฝน หน้าหนาว ก็ยังร้อนอยู่ดี และแน่นอนว่าอุณหภูมิที่สูงแบบนี้ส่งผลต่อโทรศัพท์ของคุณแน่นอน

อุณภูมิที่สูงขึ้น อาจจะส่งผลกระทบต่อส่วนประกอบภายในของมือถือที่คุณใช้อยู่ได้ เพราะหากโทรศัพท์ร้อนเกินไปอาจทำให้ข้อมูลสูญหาย เกิดการชะลอตัวของระบบการทำงาน อีกทั้งเร่งให้แบตเตอรี่เสื่อมลง แถมยังเสี่ยงต่อการระเบิดอีกด้วย เห็นไหมว่าโทรศัพท์ที่ร้อนเกินไป ทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยต่อชีวิต และทรัพย์สินของคุณดังนั้น ไลฟ์สไตล์ไทยรัฐ จึงจะขอแนะนำ 6 ขั้นตอนง่ายๆ ในการปกป้องโทรศัพท์ของคุณไม่ให้ร้อนจนเกินไป

1. ไม่ใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อ

เนื่องจากอุณหภูมิของตัวคนมีความร้อนสูงอยู่แล้ว ประกอบกับความร้อนจากอุณหภูมิภายนอก การนำเอามือถือมาอยู่แนบตัวขนาดนี้จึงไม่ปลอดภัยเท่าที่ควร เพราะหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน อาทิ แบตฯรั่ว หรือเครื่องระเบิด จะก่อให้เกิดอันตรายต่อคุณได้
2. ปล่อยไว้ในโหมดเครื่องบินบ้าง

ไม่ใช่อุณหภูมิภายนอกเพียงอย่างเดียวที่อาจทำให้โทรศัพท์มีความร้อนมากเกินไป เพราะถ้าคุณเล่นเกมติดต่อกันนานๆ ก็ไม่แปลกที่โทรศัท์จะร้อนจัด พื่อช่วยให้โทรศัพท์ของคุณเย็นลงให้วางไว้ในโหมดเครื่องบินสักพัก หรือหยุดใช้งานเพื่อให้เครื่องเย็นลง

3. ไม่ทิ้งโทรศัพท์ไว้ในรถ

หากรถยนต์ของคุณจองอยู่กลางแดด มันจะทำหน้าที่เหมือนเรือนกระจก กักเก็บความร้อนเอาไว้ภายใน คงไม่ดีแน่ถ้าคุณทิ้งมือถือเอาไว้ในรถยนต์ที่จอดตากแดดเป็นเวลานาน
4. อย่าวางชาร์จโทรศัพท์ในที่แสงแดดส่อง

แน่นอนว่ามือถือของคุณจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นขณะชาร์จ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการวางชาร์จไว้ในที่ที่แดดส่องจัดๆ
5. อย่าวางชาร์จไว้ใต้หมอน

แม้ไม่ได้มีการใช้งานอยู่ โทรศัพท์มือถือจะส่งคลื่นสัญญาณไปยังเสาหรือสถานีฐานที่ใกล้ที่สุด ซึ่งทำให้ร่างกายของคนเราดูดซับคลื่นเหล่านี้อยู่ตลอดเวลาและเมื่อสะสมเป็นระยะเวลานานเข้าก็จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้
6. อย่าแม้แต่จะคิดว่าจะเอาไปใส่ตู้เย็น

การเปลี่ยนอุณหภูมิอย่างรวดเร็วไม่ดีต่อโทรศัพท์ของคุณเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการเอาโทรศัพท์ไปแช่ตู้เย็นนั้น มีโอกาสที่ไอน้ำจะเข้าไปทำลายระบบข้างใน

ที่มา:https://www.thairath.co.th/content/1327237

SpaceX ปล่อยจรวดนำดาวเทียมสื่อสารที่หนักที่สุดขึ้นสู่วงโคจรแล้ว

14125_1807311016079R

SpaceX ปล่อยจรวดรุ่น Falcon 9 แบบ block 5 ลำที่สองจาก Cape Canaveral ที่เมืองฟลอริดาเมื่อ 01.50 น. ของวันอาทิตย์ที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น จรวดลำนี้จะนำดาวเทียม “Telstar 18 Vantage” ดาวเทียมสื่อสารเชิงพาณิชย์ที่มีน้ำหนักมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา คือกว่า 7,076 กิโลกรัมขึ้นสู่วงโคจร ซึ่งจะช่วยในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์ทั่วสหรัฐฯ

จรวดแบบ block 5 นี้ Elon Musk ซีอีโอของ SpaceX ระบุว่าจะเป็นเวอร์ชั่นสุดท้ายของรุ่น Falcon 9 โดยมีความสามารถในการนำมาใช้ซ้ำโดยไม่ต้องผ่านการยกเครื่องใหม่ได้ถึง 10 ครั้ง และหากมีการยกเครื่องใหม่ก็อาจใช้ซ้ำได้ถึง 100 ครั้ง จรวดแบบดังกล่าวลำแรกถูกปล่อยไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และลำที่สามที่จะนำดาวเทียมสื่อสาร Iridium จำนวน 10 ดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรก็มีกำหนดจะถูกปล่อยในวันพุธที่แคลิฟอร์เนียด้วย

และการปล่อยจรวดดังกล่าวก็ประสบความสำเร็จด้วยดี โดยมีการลงจอดบนเรือโดรนที่ชื่อว่า “Of Course I Still Love You”  ที่ประจำการในพื้นที่มหาสมุทรแอตแลนติกตามมา
ที่มา : www.cnet.com

นักวิจัยคิดค้นการตรวจเลือดเพื่อหา ‘เซลล์มะเร็งผิวหนังชนิดร้ายแรง’

1

นักวิจัยที่ประเทศออสเตรเลีย กล่าวว่า สามารถพัฒนาเทคนิคการตรวจเลือดเพื่อทดสอบการเป็นมะเร็งผิวหนัง Melanoma ได้เป็นครั้งแรก

แนวทางดังกล่าวที่คิดค้นขึ้นโดยคณะวิจัยแห่งมหาวิทยาลัย Western Australia อาจสามารถนำมาใช้แทนวิธีการตรวจมะเร็งผิวหนังปัจจุบัน ที่ทำผ่านการวิเคราะห์ชิ้นส่วนเซลล์และตรวจผิวหนัง

เจ้าหน้าที่ที่ทำการศึกษาเชื่อว่า การตรวจเลือดสามารถตรวจพบเซลล์มะเร็งผิวหนังได้ทันท่วงทีมากกว่าวิธีเดิมๆ ดังนั้นนักวิจัยหวังว่าจะสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยจำนวนมากทั่วโลกจากการตรวจพบมะเร็งชนิดนี้ในระยะเริ่มแรก ก่อนการลุกลามไปส่วนอื่นๆ ของร่างกาย

ในการทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างประมาณ 200 คน วิธีการตรวจเลือดสามารถระบุการเป็นมะเร็งผิวหนังในระยะเริ่มต้น กว่าร้อยละ 80 ของผู้ที่เป็นโรคดังกล่าว

อาจารย์ Mel Ziman ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์วิจัยมะเร็งผิวหนัง Melanoma ที่ Edith Cowan University กล่าวว่า หากสามารถตรวจพบมะเร็งชนิดนี้ในช่วงเริ่มต้น และกำจัดเซลล์ที่มีปัญหาออกไปได้ ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิตไปอีก 5 ถึง 10 ปี ในระดับความเป็นไปได้ที่สูงถึง 98 ถึง 99 เปอร์เซ็นต์

เธอบอกด้วยว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านโรงมะเร็งอยากที่จะเห็นคนทั่วไปรู้สึกว่าการตรวจมะเร็งผิวหนังเป็นเรื่องปกติ เพื่อที่จะได้จัดการกับโรคดังกล่าวได้แต่เนิ่นๆ

ทั้งนี้เทคนิคการตรวจหามะเร็งผิวหนัง Melanoma ผ่านการดูผลเลือด ไม่สามารถใช้ได้กับมะเร็งผิวหนังชนิดอื่น

Melanoma เป็นมะเร็งผิวหนังชนิดที่ร้ายแรงที่สุด และมักเกิดจากการรับรังสี UV มากเกินไป ในประเทศออสเตรเลียมีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งชนิดนี้ ประมาณ 1,500 คนต่อปี

นักวิจัยกล่าวว่า ต้องมีการทดลองต่อไปเพื่อเพิ่มความเเม่นยำให้เป็น ร้อยละ 90 ในการตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อมะเร็ง Melanoma และน่าจะใช้เวลาศึกษาพัฒนาต่อไปจากนี้อีก 5 ปี ก่อนที่จะมีการใช้วิธีนี้อย่างแพร่หลายได้

ที่มา : https://www.voathai.com/a/australia-melanoma–ro/4494356.html

นักวิจัยอังกฤษพัฒนาวิธีพิมพ์ ‘ลายนิ้วมือพราน’ ช่วยอนุรักษ์ตัวนิ่ม

FILE - Bags of pangolin scales are pictured next to elephant tusks seized from traffickers by Ivorian wildlife agents, Abidjan, Ivory Coast, Jan. 25, 2018.

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1914515268613283

ตัวนิ่มเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีเกล็ดหนาเรียงซ้อนกันเป็นเเถวๆ คล้ายกับตัวอาร์มาดิลโล (armadillo) เพื่อป้องกันตัวเองจากสัตว์ล่าเหยื่อ เเต่ความต้องการเกล็ดตัวนิ่มทำให้คนลักลอบล่าเเละค้าตัวนิ่มจนคุกคามต่อความอยู่รอดของสัตว์ป่าชนิดนี้

แต่ในขณะนี้ ทีมนักวิจัยในอังกฤษได้พัฒนาวิธีจัดเก็บลายนิ้วมือของผู้ลักลอบล่าสัตว์ป่า ที่ติดอยู่บนเกล็ดตัวนิ่ม

เเจค รีด เจ้าหน้าที่ด้านเทคนิคการเก็บหลักฐานแห่งมหาวิทยาลัยพอร์ทสมัธ ในอังกฤษ กล่าวว่า ทีมงานตื่นเต้นและทึ่งมากหลังจากการทดลองครั้งแรกช่วยให้ทีมงานได้ลายนิ้วมือของคนบนเกล็ดตัวนิ่ม

เทคโนโลยีเก็บหลักฐานลายนิ้วมือนี้ใช้ง่ายเพราะมีขั้นตอนแบบ low-tech

ด็อกเตอร์ พอล สมิธ แห่งศูนย์นวัตกรรมด้านการจัดเก็บหลักฐานแห่งมหาวิทยาลัยพอร์ทสมัธ กล่าวว่า วิธีการจัดเก็บลายนิ้วมือนี้อาจไม่สมบูรณ์แบบเท่ากับการจัดเก็บในห้องทดลองหรือในจุดเกิดเหตุอาชญากรรมที่มีการควบคุม เเต่ก็ใช้งานได้ในการช่วยจัดเก็บหลักฐานอย่างรวดเร็ว เเล้วนำไปวิเคราะห์ต่อในห้องแล็บ
ผู้ร่วมมือในโครงการนี้ รวมทั้งสมาคมสวนสัตว์แห่งกรุงลอนดอน (Zoological Society of London) กับสำนักงานคนเข้าเมืองเเละศุลกากรแห่งสหราชอณาจักร (UK Border Force) ซึ่งเป็นผู้นำเกล็ดตัวนิ่มมาให้ทีมนักวิจัย โดยตัวนิ่มนั้นถือเป็นสัตว์ปกป้องภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ หรือ ไซเตส (Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora – CITES)

ทีมนักวิจัยคาดกันว่า เทคนิคการจัดเก็บลายนิ้วมือจากตัวนิ่มนี้จะมีผลดีมหาศาลต่อการปราบปรามการลักลอบค้าขายตัวนิ่ม

เเกรนท์ มิลเล่อร์ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเเละศุลกากรอาวุโสของอังกฤษ กล่าวว่า เทคนิคการจัดเก็บลายนิ้วมือนี้จะช่วยให้เจ้าหน้าที่ระบุได้ว่าเครือข่ายอาชญากรใดเกี่ยวข้องกับการลักลอบค้าเกล็ดตัวนิ่มที่ยึดได้ นำไปสู่การสอบสวนเพื่อติดตามตัวผู้กระทำผิดได้

หลายคนกังวลว่าตัวนิ่มอาจสูญพันธุ์ได้หากไม่สามารถปราบปรามการลักลอบค้าขายตัวนิ่ม คริส เเรนสัม ผู้จัดการโครงการแอฟริกา สมาคมสวนสัตว์แห่งกรุงลอนดอน กล่าวว่า มีหลายพื้นที่ที่ไม่มีตัวนิ่มหลงเหลืออยู่และปัญหานี้ยังเกิดขึ้นต่อไป จึงจำเป็นต้องหาทางปราบปรามการลักลอบค้าตัวนิ่ม ลดความต้องการบริโภคตัวนิ่ม และหยุดยั้งการล่าตัวนิ่มเพื่อช่วยให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหายากนี้อยู่รอดได้ในธรรมชาติ

ด้าน คริสตี้ แฮนเดอร์สัน ผู้ประสานงานการรณรงค์อาวุโสเเห่ง PETA (People for the Ethical Treatment of Animals) หน่วยงานพิทักษ์สิทธิ์สัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก กล่าวว่า จำเป็นต้องทำมากกว่านี้เพื่อปกป้องตัวนิ่มที่ถูกล่าเพื่อนำไปบริโภค เพราะความเชื่อที่ผิดๆ เกี่ยวกับสรรพคุณทางยาของเกล็ดตัวนิ่ม

การลักลอบค้าขายสัตว์ป่าเเละพันธุ์พืชเป็นอาชญากรรมใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 4 ของโลก ตามหลังการลักลอบค้ามนุษย์ ยาเสพติดเเละอาวุธ โดยประมาณว่ามีมูลค่าระหว่าง 17,000 – 23,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯต่อปี

(เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)

ประมวลภาพ 3 ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ ในหนึ่งคืน ดาวอังคารสีแดง-จันทร์สีเลือด

ประมวลภาพ มหัศจรรย์ในคืนอาสาฬหบูชา 3 ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ ดาวอังคารตรงข้ามดวงอาทิตย์ – จันทรุปราคาเต็มดวง – ดวงจันทร์ไกลโลกสุด เมื่อช่วงค่ำวันที่ 27 ก.ค. ถึงรุ่งเช้า 28 ก.ค. 

จันทรุปราคา

จันทรุปราคา

วานนี้ (27 กรกฎาคม 2561) สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีรายงานเผยภาพบรรยากาศการสังเกตการณ์ 3 ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์สำคัญที่เกิดขึ้นตลอดคืนวันที่ 27 กรกฎาคม คือ ดาวอังคารอยู่ตำแหน่งตรงข้ามดวงอาทิตย์ จันทรุปราคาเต็มดวงนานที่สุดในศตวรรษที่ 21 และดวงจันทร์เต็มดวงไกลโลกที่สุดในรอบปี โดย สดร. มีโดยตั้งกล้องโทรทรรศน์บริการประชาชน 4 จุดสังเกตการณ์หลัก คือที่ เชียงใหม่ โคราช ฉะเชิงเทรา และสงขลา พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมชมปรากฏการณ์ด้วยกัน ตั้งแต่เวลา 18.00-04.30 น.

พบว่า บริเวณลานนางเงือก หาดสมิหลา จ.สงขลา ท้องฟ้าเปิดตั้งแต่ช่วงค่ำ สังเกตเห็นดาวอังคารสว่างชัดเต็มตา เนื่องจากอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามดวงอาทิตย์ เคียงดวงจันทร์เต็มดวง และยังสังเกตเห็นวัตถุท้องฟ้าอื่น ๆ อาทิ ดาวศุกร์ ดาวเสาร์ ดาวพฤหัสบดี ผ่านกล้องโทรทรรศน์หลากหลายชนิด เช่นเดียวกับหลายจังหวัดภาคใต้ พบท้องฟ้าเป็นใจต่อการสังเกตการณ์ อาทิ กระบี่ ภูเก็ต สุราษฏร์ฯ ยะลา

จันทรุปราคา

ขณะที่หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติฯ นครราชสีมา แม้เจอฟ้าเปิดสลับกับมีเมฆมาก แต่ยังสามารถสังเกตการณ์ดาวอังคารและวัตถุท้องฟ้าได้ตั้งแต่ช่วงค่ำเช่นกัน

ส่วนบรรยากาศที่อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ และหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติฯ ฉะเชิงเทรา ได้รับความสนใจจากเยาวชนและประชาชนจำนวนมาก เฝ้ารอสังเกตการณ์ดาวอังคารอยู่ตำแหน่งตรงข้ามดวงอาทิตย์ แต่สภาพอากาศไม่เป็นใจ ท้องฟ้ามีเมฆมาก และฝนตกบางช่วงเวลา เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการสังเกตการณ์

จันทรุปราคา

ขณะที่ช่วงหลังเที่ยงคืนวันที่ 27 กรกฎาคม ยังคงมีปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ให้เฝ้ารอชม เวลาประมาณ 00.14 น. จะเกิดปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวงนานที่สุดในศตวรรษที่ 21 คราสเต็มดวงกินเวลา 1 ชั่วโมง 43 นาที ตั้งแต่เวลา 02.30-04.13 น. และยังตรงกับช่วงที่ดวงจันทร์เต็มดวงโคจรไกลโลกที่สุดในรอบปีอีกด้วย

ทั้งนี้ประเทศไทยจะสามารถสังเกตปรากฏการณ์ดังกล่าวได้ถึงเวลาประมาณ 05.19 น. ของวันที่ 28 กรกฎาคม

จันทรุปราคา

จันทรุปราคา

จันทรุปราคา

3 ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์

3 ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์

3 ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์

3 ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์

3 ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์

3 ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์

3 ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์

3 ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์

3 ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์

นักวิทย์ฯ จีน ค้นพบยุงใหญ่ที่สุดในโลก ขนาดเท่าฝ่ามือ ใหญ่กว่ายุงปกติ 10 เท่า !

ยุงยักษ์

นักกีฏวิทยาจีน ค้นพบยุงขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ความยาวปีก 11.5 เซนติเมตร ใหญ่กว่ายุงปกติถึง 10 เท่า รายงานเผย จะถูกนำมาจัดแสดงให้ประชาชนได้ชมในเร็ว ๆ นี้

ถ้าให้นึกถึงชื่อสัตว์ หรือ แมลงที่ไม่ชอบ เชื่อว่า ยุง คือหนึ่งในนั้น เพราะยุงคือแมลงที่น่ารำคาญ ชอบมาส่งเสียงดัง หวี่ ๆ อยู่ใกล้ ๆ หู โดนกัดทีหนึ่งก็คันไปหลายวัน บางคนเกาจนเลือดออกซิบ ๆ และที่สำคัญก็คือเป็นพาหะนำโรคร้าย แค่ยุงตัวเล็ก ๆ ขนาดไม่ถึง 1 เซนติเมตรก็รู้สึกไม่อยากเข้าใกล้แล้ว แล้วถ้าเป็นยุงตัวใหญ่ยักษ์ ขนาดเท่า ๆ ฝ่ามือล่ะ หลายคนคงนึกไม่ถึงว่าจะมียุงตัวใหญ่แบบนั้นอยู่บนโลก แต่มันมีอยู่จริง ๆ และมีคนพบเจอมันแล้ว

จากการรายงานของเว็บไซต์เดลี่เมล เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2561 ระบุว่า ยุงตัวดังกล่าวถูกพบที่บริเวณภูเขาชิงเฉิง ในมณฑลเสฉวน ทางตอนกลางของประเทศจีน เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว โดยมันมีขนาดที่น่าทึ่งมาก ความยาวปีกทั้ง 2 ข้างรวมกันคือ 11.15 เซนติเมตร และความยาวตั้งแต่หัวจรดปลายหางคือ 4.8 เซนติเมตร เมื่อเทียบกับยุงปกติทั่วไปแล้ว ยุงตัวนี้มีขนาดใหญ่กว่าถึง 10 เท่า

นายจ้าวหลี นักกีฏวิทยาอาวุโสและนักอนุรักษ์สายพันธุ์สัตว์ป่า ผู้ค้นพบยุงตัวกล่าว เปิดเผยว่า ยุงตัวนี้จัดอยู่ในสปีชีส์ Holorusia Mikado สปีชีส์ยุงที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น แต่มันกลับมีขนาดใหญ่กว่าเมื่ออยู่ในจีน ซึ่งเมื่อจ้าวหลีพบเห็นยุงตัวนี้ ขนาดที่ใหญ่ผิดปกติของมันทำให้เขาประหลาดใจมาก เนื่องจากขนาดปกติของยุง Holorusia Mikado นั้นอยู่ที่ประมาณ 8 เซนติเมตร แต่ยุงตัวนี้ใหญ่กว่ามาก และน่าจะเรียกได้ว่ามันคือยุงที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เท่าที่เคยค้นพบมา

ยุงยักษ์

ถึงแม้ว่าโลกตะวันตกจะเรียกแมลงชนิดนี้ว่า แมลงวันขายาว หรือ แมลงวันแมงมุม (crane fly) ซึ่งเป็นคนละชนิดกับยุง แต่จ้าวหลีก็ยืนยันว่าแมลงที่เขาค้นพบตัวนี้คือยุงแน่ ๆ โดยในทางชีววิทยานั้น จ้าวหลี กล่าวว่า ยุงเป็นแมลงที่จัดอยู่ในอันดับย่อย Nematocera และสามารถแบ่งออกได้เป็น 7 วงศ์ รวมทั้ง Chironomidae และ Tipuloidae โดยในภาษาจีนนั้น crane fly คือชื่อเรียกโดยรวมของแมลงในวงศ์ Tipulidae มีชื่อเรียกในภาษาจีนที่แปลได้ว่า “ยุงขนาดใหญ่”

อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างทางวัฒนธรรมและการจำกัดความของยุงในแต่ละที่ก็ทำให้เกิดความสับสนได้ แต่ละประเทศก็มีชื่อเรียกแมลงแต่ละชนิดแตกต่างกันออกไป แต่ในมุมมองของนักชีววิทยานั้น จ้าวหลี กล่าวว่า เจ้า Holorusia mikados ก็สามารถจัดได้ว่าเป็นยุงชนิดหนึ่งเช่นกัน โดยมันมีวงจรชีวิตอยู่ที่ประมาณ 1 สัปดาห์ ถึงแม้ว่ารูปร่างหน้าตามันจะดูน่ากลัว แต่มันก็ไม่กัดคน และมันมีชีวิตอยู่ได้โดยสารอาหารที่มันได้รับขณะที่ยังเป็นตัวอ่อน

ยุงขนาดใหญ่ตัวนี้จะถูกนำมาเปิดเผยให้สาธารณชนได้รับชม ในงานนิทรรศการของพิพิธภัณฑ์แมลงภาคตะวันตกของจีน ซึ่งจะมีขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2561 ผู้ใดที่สนใจอยากยลโฉมมันอย่างชัด ๆ ก็สามารถเดินทางไปชมได้

ภาพจาก sohu.com