คลังเก็บรายเดือน: มิถุนายน 2018

ยานญี่ปุ่นถึงดาวเคราะห์น้อย “ริวงุ” ได้แล้ว เล็งยิงระเบิดกะเทาะพื้นผิว

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1873050132759797

 

JAXA

ยานญี่ปุ่นถึงดาวเคราะห์น้อย “ริวงุ” แล้ว เล็งยิงระเบิดกะเทาะพื้นผิว

ยานญี่ปุ่นถึงดาวเคราะห์น้อย – บีบีซี รายงานว่า ยานสำรวจ “ฮายาบูสะ 2” ขององค์การสำรวจอวกาศแห่งประเทศญี่ปุ่น หรือจาซา เดินทางถึงดาวเคราะห์น้อยดึกดำบรรพ์ “ริวงุ” แล้ว หลังทะยานขึ้นจากศูนย์ปล่อยยานอวกาศทาเนะงาชิมะ ในปี 2557 พร้อมปฏิบัติภารกิจต่อไปคือยิงระเบิดลงไปกะเทาะผิวดาวให้เป็นแอ่งและเก็บตัวอย่างกลับมาศึกษายังโลก

ดาวเคราะห์น้อยดังกล่าวมีรูปร่างคล้ายกับ ลูกข่าง หรือ ก้อนแร่เพชร จากเดิมที่นักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นมองว่าน่าจะกลมๆ เหมือนขนมหวานท้องถิ่น ดังโงะ

ภารกิจของยานดังกล่าวคือการศึกษาทฤษฎีที่ว่า ดาวเคราะห์น้อยอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตขึ้นบนโลก เพราะอาจนำแร่ธาตุที่สำคัญต่อการเกิดสิ่งมีชีวิตมา เช่น สารอินทรีย์ (สารที่มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบสูง) และโลหะมีค่า มาประเมินถึงความเป็นไปได้ถึงการทำเหมืองแร่บนก้อนหินยักษ์ในอวกาศเหล่านี้

 นอกจากนี้ ดาวดาวเคราะห์น้อยดังกล่าวยังสร้างความฮือฮาให้นักวิทยาศาสตร์ด้วย หลังริวงุหมุนรอบตัวเองช้าลงโดยไม่ทราบสาเหตุ

“นักวิทยาศาสตร์หลายคนในกลุ่มเรา คาดไว้ว่ามันน่าจะหมุนเร็วมาก แต่ไม่รู้ยังไง มันหมุนช้าลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ เราไม่รู้ว่าทำไมมันหมุนช้าลงได้เอง หัวข้อนี้ถือว่าน่าสนใจมาก” ดร.มาโคโตะ โยชิคาวะ ผู้บัญชาการภารกิจของยานฮายาบูสะ 2 กล่าว

ชี้ทฤษฎีของไอน์สไตน์ถูกต้องแม้ใช้ในกาแล็กซีอื่น

ปรากฎการณ์เลนส์ความโน้มถ่วงที่เกิดขึ้นจากดาราจักร LRG 3-757 ซึ่งกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลบันทึกภาพไว้ได้

 https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1861302793934531

ทีมนักดาราศาสตร์นานาชาติได้ทดสอบทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป (GR) ของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ในระดับอวกาศที่อยู่นอกระบบสุริยะเป็นครั้งแรก โดยผลคำนวณจากปรากฎการณ์เลนส์ความโน้มถ่วง (Gravitational lens) ที่เกิดขึ้นกับดาราจักรใกล้เคียงกับโลก ชี้ว่าทฤษฎีดังกล่าวยังคงมีความถูกต้องแม่นยำอยู่

ทีมนักดาราศาสตร์ดังกล่าวที่นำโดย ดร.โทมัส คอลเลตต์ จากมหาวิทยาลัยพอร์ตสมัธของสหราชอาณาจักร ตีพิมพ์ผลการพิสูจน์ทฤษฎีนี้ในวารสาร Science โดยระบุว่าได้ใช้ข้อมูลที่กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลและกล้องโทรทรรศน์ Very Large Telescope (VLT) บันทึกไว้มาวิเคราะห์ จนพบว่าปรากฎการณ์เลนส์ความโน้มถ่วงที่เกิดขึ้นกับกาแล็กซีสองแห่งใกล้โลกนั้น ตรงตามที่ไอน์สไตน์ได้ทำนายไว้ไม่ผิดเพี้ยน

ปรากฎการณ์เลนส์ความโน้มถ่วงคือการที่แสงซึ่งเดินทางมาจากแหล่งกำเนิดในอวกาศอันไกลโพ้น เกิดการบิดโค้งขึ้นเมื่อแสงนั้นเดินทางเข้าใกล้วัตถุมวลมากเช่นหลุมดำหรือดาราจักร ทำให้ผู้สังเกตการณ์ซึ่งอยู่ในแนวเดียวกับวัตถุอวกาศทั้งสองเห็นภาพของแหล่งกำเนิดแสงผิดเพี้ยนไป โดยภาพอาจถูกย่อหรือขยายขึ้น รวมทั้งอาจเห็นเป็นหลายภาพที่เรียงตัวในแนวโค้งหรือวงแหวนได้ด้วย

การที่แสงเกิดการบิดโค้งขึ้นในปรากฏการณ์นี้ เป็นไปตามที่ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ได้ทำนายว่า วัตถุที่มีมวลมหาศาลจะทำให้กาล-อวกาศบิดเบี้ยวโค้งงอได้

_96536246_1

การพิสูจน์ว่าทฤษฎีนี้มีความถูกต้องแม้ในกาแล็กซีอื่น ๆ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการยืนยันแนวคิดที่ได้รับรางวัลโนเบลในปี 2011 ซึ่งระบุว่าสสารมืดทำให้เอกภพกำลังขยายตัวด้วยอัตราเร่ง แนวคิดนี้จะได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นจริงอย่างสมบูรณ์ ก็ต่อเมื่อทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปมีความถูกต้องที่นอกระบบสุริยะด้วย

“เราวัดความเร็วในการเคลื่อนที่ของดาวฤกษ์ในกาแล็กซี E-325 ซึ่งทำให้ทราบว่าดาราจักรนี้มีมวลทั้งหมดเท่าใดจึงยึดเหนี่ยวดาวฤกษ์เหล่านี้เอาไว้ได้” ดร. คอลเลตต์ อธิบาย

“จากนั้นจึงนำมวลของกาแล็กซีดังกล่าวไปเปรียบเทียบกับข้อมูลจากภาพเลนส์ความโน้มถ่วงของกาแล็กซี ESO325-G004 ซึ่งอยู่ห่างออกไปจากโลก 500 ล้านปีแสง การนำระยะห่างระหว่างภาพซ้อนที่เกิดขึ้นหลาย ๆ ภาพมาคำนวณร่วมด้วย ทำให้ทราบได้ว่าทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปเป็นจริงแม้ในกรณีของสองดาราจักรนี้”

ที่มา : https://www.bbc.com/thai/features-44579010

 

 

 

 

 

 

อวกาศเต็มไปด้วยละอองไขมันสกปรกและเป็นพิษ

_102243216_milkywaybutteresoafitzsimmons

ห้วงอวกาศที่หนาวเย็นและดำมืดอาจจะดูเหมือนว่างเปล่าไม่มีสิ่งใดอยู่ แต่ทีมนักวิทยาศาสตร์จากออสเตรเลียและตุรกีพบว่า พื้นที่ว่างระหว่างดวงดาวโดยเฉพาะในกาแล็กซีทางช้างเผือกนั้น มีฝุ่นละอองของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีคุณสมบัติแบบไขมันล่องลอยอยู่เต็มไปหมด

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1880745851990225

ศ. ทิม ชมิดต์ หนึ่งในทีมผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ของออสเตรเลีย เปิดเผยว่า พบโมเลกุลของสารอะลิฟาติกไฮโดรคาร์บอน (Aliphatic hydrocarbon ) ที่ล่องลอยในอวกาศ ในปริมาณมากกว่าที่เคยคาดกันไว้ โดยมีถึง 1 หมื่นล้านล้านล้านล้านล้านตันในกาแล็กซีทางช้างเผือก หรือเทียบเท่ากับปริมาณไขมันในเนยจำนวน 40 ล้านล้านล้านล้านล้านล้านก้อน (เลข 4 ตามด้วยเลขศูนย์ 37 ตัว)

“ในอนาคต ยานสำรวจที่เดินทางไปในห้วงอวกาศเป็นเวลานาน อาจจะถูกอนุภาคคาร์บอนที่คล้ายไขมันเหล่านี้จับตามช่องหน้าต่างจนสะสมเป็นคราบเหนียวได้” ศ. ชมิดต์ กล่าว

มีการตีพิมพ์ผลการค้นพบนี้ในวารสารรายเดือนของราชสมาคมดาราศาสตร์แห่งกรุงลอนดอน (MNRAS) โดยทีมผู้วิจัยระบุว่า อนุภาคฝุ่นละอองที่ล่องลอยอยู่ระหว่างดวงดาวนั้น ประกอบด้วยส่วนที่เป็นทั้งเถ้าเขม่า ซิลิกา และอนุภาคคาร์บอนที่คล้ายไขมัน โดยลมสุริยะคอยพัดให้ส่วนที่คล้ายไขมันล่องลอยไปมาอยู่ในระบบสุริยะของเรา

มีสัดส่วนของอนุภาคคาร์บอนที่เหมือนไขมันนี้อยู่เป็นจำนวน 100 อะตอม ต่อไฮโดรเจนทุก 1 ล้านอะตอมในกาแล็กซีทางช้างเผือก คิดเป็นปริมาณราว 25-50% ของคาร์บอนทั้งหมดในดาราจักรที่เราอาศัยอยู่

ผลการค้นพบนี้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ใกล้จะคำนวณปริมาณคาร์บอนทั้งหมดในห้วงอวกาศได้ โดยถือเป็นข้อมูลสำคัญในการทำความเข้าใจวัฏจักรของคาร์บอนในระดับจักรวาล ซึ่งมีผลต่อกระบวนการก่อตัวของดวงดาวและกำเนิดสิ่งมีชีวิต

“ไขมันจากอนุภาคคาร์บอนชนิดนี้ ไม่ใช่แบบเดียวกับเนยที่เราเอามาทาขนมปังรับประทาน แต่เป็นส่วนหนึ่งของฝุ่นละอองระหว่างดวงดาวที่สกปรกและเป็นพิษ โดยอนุภาคนี้จะเกิดขึ้นได้ในอวกาศและสภาพแวดล้อมที่มีการควบคุมภายในห้องทดลองเท่านั้น” ศ. ชมิดต์ กล่าว

ที่มา https://www.bbc.com/thai/international-44648688

พัดลมปี ค.ศ.1870 148 ปี สมัยนั้น น้ำมัน เป็นพลังงานที่สำคัญ (ความรู้ทางฟิสิกส์ เครื่องจักร stering)

คลิกครับ MP4

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1870078463056964

 1530318497487

เครื่องจักรสเตอร์ลิง (Stirling Engine)

ของเล่นฟิสิกส์ที่ใช้สาธิตหลักการ

เรื่องพลังงาน,งาน,ความร้อน

Pump-Design-Stirling

เครื่องจักรสเตอร์ลิง ถูกคิดค้นโดยโรเบิร์ต สเตอร์ลิง (Robert Stirling) ใน ค.ศ.1816 มันมีลักษณะแตกต่างจากเครื่องยนต์เผาไหม้ที่ใช้ในรถยนต์อย่างมาก แม้มันจะเป็นเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าเครื่องยนต์ดีเซล แต่ทุกวันนี้มันถูกใช้ในเครื่องยนต์บางประเภทเท่านั้น เช่น เรือดำน้ำหรือเครื่องจ่ายพลังงานสำรองของเรือยอชต์ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนักวิจัยจำนวนหนึ่งยังคงศึกษาเพื่อประยุกต์ใช้เครื่องจักรสเตอร์ลิงในเทคโนโลยีด้านต่างๆ อยู่

ลิกอ่านต่อครับ

เครื่องจักรสเตอร์ลิง (Stirling Engine) (ของเล่นฟิสิกส์ที่ใช้สาธิตหลักการเรื่องพลังงาน,งาน,ความร้อน)

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1870061786391965

Pump-Design-Stirling

ฟิสิกส์เป็นวิชาที่นักเรียนจำนวนมากรู้สึกว่าเนื้อหายากและซับซ้อน เต็มไปด้วยการคำนวณยุ่งยาก จนหมดความสนใจในการเรียนรู้และรู้สึกว่าฟิสิกส์เป็นเรื่องไกลตัว

ของเล่นฟิสิกส์เป็นสิ่งที่ช่วยในการสาธิตหลักการฟิสิกส์ให้นักเรียน,ครูจนถึงประชาชนทั่วไปเข้าใจได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีความน่าสนใจและช่วยให้นักเรียนรู้สึกว่าฟิสิกส์นั้นจับต้องได้

เครื่องจักรสเตอร์ลิง

เครื่องจักรสเตอร์ลิง ถูกคิดค้นโดยโรเบิร์ต สเตอร์ลิง (Robert Stirling) ใน ค.ศ.1816 มันมีลักษณะแตกต่างจากเครื่องยนต์เผาไหม้ที่ใช้ในรถยนต์อย่างมาก แม้มันจะเป็นเครื่องจักรที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าเครื่องยนต์ดีเซล แต่ทุกวันนี้มันถูกใช้ในเครื่องยนต์บางประเภทเท่านั้น เช่น เรือดำน้ำหรือเครื่องจ่ายพลังงานสำรองของเรือยอชต์ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนักวิจัยจำนวนหนึ่งยังคงศึกษาเพื่อประยุกต์ใช้เครื่องจักรสเตอร์ลิงในเทคโนโลยีด้านต่างๆ อยู่

เครื่องจักรสเตอร์ลิง ทำงานแบบเป็นวงจร โดยมีหลักการดังนี้

-เครื่องจักรสเตอร์ลิงจะไม่มีการจุดระเบิดและเผาไหม้ภายในเลย ต่างจากเครื่องยนต์ก๊าซโซลีนและดีเซลที่มีการจุดระเบิดแล้วปลดปล่อยไอเสียออกไป การทำงานของเครื่องจักรสเตอร์ลิงจึงมีเสียงดังน้อยกว่าเครื่องจักรแบบอื่น

-เครื่องจักรสเตอร์ลิงใช้แหล่งความร้อนจากภายนอก ซึ่งอาจเป็นน้ำมันหรือพลังงานแสงอาทิตย์ หรือแม้แต่ความร้อนที่สูญเสียออกมาจากเครื่องจักรอื่นๆ

เราสามารถสร้างเครื่องจักรสเตอร์ลิงได้หลายร้อยแบบที่ทำงานโดยอาศัยหลักการนี้ แต่การทำงานเป็นวงจรนั้นมีความแตกต่างจากเครื่องจักรอื่นๆ ดังที่จะได้อธิบายต่อไป

วิธีการเล่น

วางอุปกรณ์สาธิตเครื่องจักรสเตอร์ลิงไว้บนอุปกรณ์ที่มีร้อน เช่น ถ้วยกาแฟที่ใส่น้ำร้อนจัดไว้ภายใน รอประมาณครึ่งนาทีให้เครื่องจักรรับอุณหภูมิจากน้ำร้อน จากนั้นใช้มือขยับวงล้อเล็กน้อย เครื่องจักรจะเกิดการหมุนเองและเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งน้ำร้อนเริ่มเย็นลง

(ข้อควรระวัง : ไม่ควรใช้ไฟเป็นแหล่งความร้อนเพราะลูกสูบภายในอุปกรณ์สาธิตนี้อาจละลายได้)

หลักฟิสิกส์ที่ใช้อธิบายการทำงาน

ผลต่างของอุณหภูมิจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความดันของก๊าซภายในเครื่องจักร ส่งผลให้เกิดการทำงานขึ้นในที่สุด โดยอุณหภูมิสูงจะอยู่ด้านล่างของเครื่องจักรที่สัมผัสกับแก้วกาแฟร้อน ส่วนอุณหภูมิต่ำจะอยู่บริเวณด้านบนซึ่งสัมผัสกับอากาศ

เครื่องจักรที่ใช้สาธิตในที่นี้มี 2 ลูกสูบ

1.Power piston เป็นลูกสูบในกระบอกเล็กๆ ที่มีขนาดพอดีกับตัวกระบอกทำให้อากาศภายในไหลผ่านกระบอกส่วนนี้ไม่ได้

2.Displacer เป็นลูกสูบในกระบอกใหญ่ ตัวลูกสูบมีขนาดเล็กกว่าตัวกระบอกทำให้อากาศภายในเคลื่อนไหวเข้าออกได้อย่างง่ายดายในระหว่างเกิดการเคลื่อนที่

วงจรสเตอร์ลิง (The Stirling Cycle)

ธรรมชาติพื้นฐานของก๊าซคือ เมื่อก๊าซมีอุณหภูมิสูงขึ้นมันจะเกิดการขยายตัว และเมื่ออุณหภูมิของมันลดลง มันจะเกิดการหดตัวลง ด้านล่างของเครื่องจักรจะมีอุณหภูมิสูง ส่วนด้านบนจะมีอุณหภูมิต่ำ ผลต่างของอุณหภูมินี้เองทำให้เครื่องจักรทำงานได้

1.เมื่ออากาศด้านล่างได้รับความร้อนจนอุณหภูมิสูงขึ้น มันจะขยายตัวดันลูกสูบ power piston ให้สูงขึ้นจนล้อเกิดการหมุน

2.การหมุนของล้อจะผลักให้ displacer ขยับลง แล้วอากาศร้อนๆ จะไหลขึ้นมาข้างบนเพราะ displacer เคลื่อนที่ไปแทนที่

3.อากาศร้อนๆ ที่ขึ้นไปด้านบนจะเย็นลง ส่งผลให้อากาศมีความดันต่ำลงส่งผลให้ power pistonจะเคลื่อนไหวลงได้อย่างง่ายดาย

4.การหมุนของล้อจะทำให้ displacer เคลื่อนสูงขึ้นและอากาศจะค่อยๆ ไหลลงมาด้านล่างเครื่องจักรเพื่อรับความร้อนต่อไป

ผู้ที่สนใจเครื่องจักรนี้และมีข้อสงสัยเพิ่มเติมสอบถามผมได้โดยตรงที่ facebook.com/ardwarong

ฟังจากปาก “นักธรณีฟิสิกส์” หลังสำรวจหาทางเจาะเข้าถ้ำหลวง เผยปัญหาคือตำแหน่ง “ถ้ำ”

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1860592050672272

วันที่ 29 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก รศ.ดร.สุทธิศักดิ์ ศรลัมภ์ ทีมนักธรณีฟิสิกส์และวิศวกร จาก ม.เกษตรศาสตร์ ในเรื่องของการหาทางเข้าถ้ำหลวง เพื่อช่วย 13 ชีวิตติดอยู่ในถ้ำ โดยระบุว่า วันนี้ได้ทำการสแกนตำแหน่งที่จะนำเครื่องจักรขึ้นไปเจาะ สแกนถูเขาดูโพรงถ้ำ แต่ไม่เจอโพรงถ้ำ จึงได้ปรับแผนใหม่ เสริมทีมเข้ามาอีก ซึ่งตำแหน่งของถ้ำสำคัญที่สุด เพราะต้องสแกนจากด้านนอก

สำหรับการหาทางเข้าถ้ำจากข้อมมูลของนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษนั้น โดยเท่าที่ทราบตอนนี้เป็นเรื่องของการหาโพรง ซึ่งความเป็นไปได้คือจะใช้เครื่องมือถ่างหรือตัดหินเพื่อให้เกิดโพรงจากด้านบน ตอนนี้เราหา 2 อย่างคือหาตำแหน่งถ้ำที่อยู่ข้างใน ส่วนโพรงนั้นปรากฎอยู่บนผิวข้างนอกอยู่แล้ว

ซึ่งหลักๆ คือการหาถ้ำ เพราะต้องสแกนลงไปเป็นร้อยเมตร ปากถ้ำอยู่ที่ระดับ 400 เมตรจากระดับน้ำทะเล ตัวถ้ำน่าจะอยู่ที่ 400-600 เมตรจากระดับน้ำทะเล ส่วนภูเขานั้นอยูที่ระดับ 1,300 เมตร ดังนั้นแทนที่จะเจาะจากด้านบน ซึ่งอยู่ที่ระดับ 500-600 เมตร จึงพยายามหาจุดเจาะจากด้านข้าง แต่การเจาะข้างๆ ต้องสแกนดูว่าถ้ำอยู่ตำแหน่งใหน จะได้เจาะถูก

ส่วนในวันพรุ่งนี้จะต้องหาตำแหน่งถ้ำ ทำให้โพรงขยายขึ้น และใช้เครื่องมือธรณีฟิสิกส์ เป็นการปล่อยคลื่นลงไปดูตำแหน่งถ้ำ ซึ่งในส่วนนี้ข้อมูลที่ผิวภูเขาต้องถูกต้องก่อน จะรู้ว่าตำแหน่งถ้ำอยู่ตรงไหน ตอนนี้เครื่องมือพร้อมแล้ส อุปสรรคคือภูมิประเทศ เรื่องหลักๆ คือต้องให้กำลังใจหน่วยซีล สองคือส่วนสนับสนุนคือการสูบน้ำ สามการหาโพรงถ้ำ สุดท้ายคือการเจาะ ซึ่งเราจะทำทุกอย่างที่เป็นไปได้มากที่สุด

ขอบคุณเฟซบุ๊ก Thapanee Ietsrichai

ชาวโลกรอชม ‘จันทรุปราคาเต็มดวง’ ยาวนานที่สุดในศตวรรษที่ 21

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1860585040672973

นักดูดาวทั่วโลกรอชมปรากฏการณ์ จันทรุปราคาเต็มดวง ยาวนานที่สุดในศตวรรษที่ 21  ซึ่งจะเกิดขึ้นในช่วงปลาย เดือน ก.ค. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ในวันที่ 27 ก.ค. จะเกิดปรากฏการณ์ ‘จันทรุปราคาเต็มดวง’ หรือ ‘ราหูอมจันทร์’ ที่ยาวนานที่สุดในช่วงศตวรรษที่ 21 นี้ (ค.ศ.2001-2100) โดยพระจันทร์จะถูกเงาของโลกบดบังจากแสงอาทิตย์เต็มทั้งดวงนานถึง 1 ชั่วโมง 43 นาที ขณะที่ปรากฏการณ์ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบจะกินเวลานานถึง 3 ชั่วโมง 55 นาที นาย โนอาห์ เปโตร นักวิทยาศาสตร์ดวงจันทร์จากศูนย์การบินอวกาศ ‘ก็อดดาร์ด’ ของนาซา ระบุว่า ชาวอเมริกาเหนือจะไม่มีโอกาสชมปรากฏการณ์นี้ด้วยตาของตัวเอง แต่ผู้คนในพื้นที่ส่วนใหญ่ของทวีปแอฟริกา, ตะวันออกกลาง, เอเชียใต้ และพื้นที่ในภูมิภาคคาบสมุทรอินเดียจะมีโอกาสได้เห็น หากสภาพอากาศเอื้ออำนวย โดยเวลาที่จันทรุปราคาจะเต็มดวงคือประมาณ 20:21น. ตามเวลามาตรฐานกรีนิช หรือราว 3:21น.วันที่ 28 ก.ค. ตามเวลาไทย

ทั้งนี้ การชมจันทรุปราคาไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์พิเศษเหมือนสุริยุปราคา เนื่องจากเป็นปรากฏการณ์ที่โลกบดบังแสงอาทิตย์ จนเงาของโลกทาบทับดวงจันทร์ ส่งผลให้ดาวบริวารของโลกดวงนี้มีสีแดงแทนที่จะเป็นสีเหลืองนวลตามปกติ ส่วนจันทรุปราคาเต็มดวงครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นในวันที่ 21 ม.ค. 2562 โดยจะเกิดนาน 1 ชั่วโมง 2 นาที

ที่มา : https://www.thairath.co.th/content/1320077

E-skin เมื่อผิวหนังของมนุษย์กลายเป็นหน้าจอ

เคยคิดไหมว่าวันหนึ่งเทคโนโลยีหน้าจอ การแสดงผลจะเริ่มมาอยู่บนผิวหนังของเรา จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อหน้าจออิเล็กทรอนิกส์ถูกนำมาแปะบนผิวหนังของเรา แทนอุปกรณ์ใดๆ ก็ตามที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ตอนนี้ทีมนักวิจัยจากประเทศญี่ปุ่นได้พาเราเข้าใกล้ความจริงนี้อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน หรือที่เราเรียกมันว่า E-Skin

e-skin-turns-your-body-into-display-e1460822982568-1E-Skin

ทีมนักวิจัยจาก University of Tokyo ประเทศญี่ปุ่น นำโดย ศาสตราจารย์ Takao Someya และดร. Tomoyuki Yokota ได้ประดิษฐ์หน้าจอแสดงผลที่บางมาก (Ultra-thin) และใสคล้ายแผ่นฟิล์ม โดยใช้วัสดุจาก Polymer ที่เรียกว่า Polymer light emitting diodes (PLEDs) ซึ่งใช้ในการแสดงผลและ Organic Photodetectors (OPDs) ทำหน้าที่เป็นตัวรับแสง และทำการปกป้องตัวแสดงผลทั้งสองชนิดด้วย Silicon Oxynitrite และ parylene ทำให้สามารถทนต่อ รอยพับ รอยขูดขีด รอยถลอก หลายร้อยรอบ ความหนาของมันเมื่อรวมวัสดุที่ใช้ในการติดหน้าจอนี้กับผิวหนังแล้ว จะมีความบางเพียง 3 ไมครอน ซึ่งบางกว่าผิวหนังของมนุษย์ถึง 10 เท่า บางจนมันสามารถโค้งงอได้ตามผิวหนังของมนุษย์ เช่น บนแขน บนใบหน้าเป็นต้น หรือที่เรียกว่า E-Skin

e-skin-figure-1-980x1024ในตอนนี้นักวิจัยได้ประดิษฐ์ E-Skin ขึ้นมาเพื่อใช้ในการตรวจวัดสุขภาพในด้านต่างๆ เช่น วัดระดับความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือด วัดอัตราการเต้นของหัวใจ เป็นต้น และยังต้องใช้ขั้วไฟฟ้า (Electrodes) เพื่อให้พลังงานแก่วงจร แต่ในอนาคตทีมนักวิจัยหวังว่าจะสามารถดึงพลังงานจากร่างกาย เช่น ความร้อน หรือ ใช้พลังงานจากแบตเตอร์รี่ที่สามารถโค้งงอได้ต่อไป

ถึงแม้ว่าสิ่งประดิษฐ์ชนิดนี้อาจจะดูน่ากลัว แต่มันจะเป็นประโยชน์ต่อวงการแพทย์อย่างมากมายมหาศาล และอาจจะนำมาใช้เป็นหน้าจอแสดงผลสำหรับอุปกรณ์ชนิดต่างๆ เช่น มือถือ ในอนาคตก็ได้นะ ต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา : https://soscity.co/news/natural-science/e-skin-turns-your-body-into-display

MIT ทดลองใช้สัญญาณจากสมองและภาษามือ ในการควบคุมหุ่นยนต์

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1876274359104041

การพัฒนาหุ่นยนต์นับเป็นเรื่องที่ท้าทาย มีหลายอย่างที่มนุษย์เราอยากที่จะสร้างสรรค์ขึ้น หนึ่งในนั้นคือ รูปแบบวิธีการสื่อสารเพื่อให้เราสามารถควบคุมมันได้ และนี่คือเหตุผลที่ MIT (สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์) ได้ทำการพัฒนาวิธีควบคุมหุ่นยนต์โดยการใช้ภาษามือ และคำสั่งจากคลื่นสมอง

ทีมวิจัยเรียกสัญญาณจากสมองรูปแบบที่นำมาใช้นี้ว่า “error-related potentials” (ErrPs) มันคือ สัญญาณที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติเมื่อมนุษย์สังเกตเห็นถึงความผิดพลาด โดยระบบดังกล่าวจะคอยตรวจสอบการทำงานของสมองของผู้เฝ้าสังเกตการทำงานของหุ่นยนต์ ถ้าหากมีสัญญาณ ErrP เกิดขึ้นเนื่องจากหุ่นยนต์ทำงานพลาด หุ่นยนต์ก็จะหยุดทำสิ่งนั้นชั่วคราวเพื่อให้เราสามารถแก้ไขได้

จากคลิปวีดีโอ เป็นการทดลองให้หุ่นที่ชื่อ “Baxter” เคลื่อนย้ายสว่านไฟฟ้าไปยัง 1 ใน 3 เป้าหมาย และด้วยการกำกับดูแลของมนุษย์ Baxter สามารถเลือกเป้าหมายที่ถูกต้องได้ถึงร้อยละ 97 จากแต่ก่อนที่เลือกเป้าหมายได้ถูกต้องเพียงร้อยละ 70 เท่านั้น คุณจะเห็นว่าผู้ทดสอบได้ให้สัญญาณมือเพื่อเลือกตัวเลือกที่ถูกต้องให้แก่หุ่นยนต์ด้วย

นอกจากนี้ ระบบดังกล่าวยังสามารถตั้งค่าแบบเรียลไทม์ได้ จึงทำให้ใช้ได้แม้กับคนที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน ไม่จำเป็นต้องฝึกอบรมผู้ใช้รายใหม่แต่อย่างใด ซึ่งมันจะมีประโยชน์เป็นอันมากต่อการควบคุมหุ่นยนต์จำนวนมากให้ทำงาน รวมทั้งประโยชน์ต่อผู้สูงอายุ หรือแรงงานที่มีความบกพร่องทางการพูด หรือการเคลื่อนไหว

“หมดยุคที่ผู้คนจะต้องปรับตัวให้เข้ากับข้อจำกัดต่างๆ ของเครื่องจักรแล้ว” Daniela Rus ผู้บริหารโครงการ กล่าวเอาไว้
ที่มา : https://news.thaiware.com/13764.html

นาซา ค้นพบสารอินทรีย์บนดาวอังคาร สัญญาณของการค้นหาสิ่งมีชีวิต

    นาซา แถลงข่าวพบสารประกอบอินทรีย์บนดาวอังคาร อายุกว่า 3 พันล้านปี นับเป็นข่าวดี เพราะสามารถต่อยอดในการค้นหาสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร 9261FA55-6FB8-4E8D-9CD2-180F32805373

                                               ภาพจาก สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

วันที่ 8 มิถุนายน 2561 องค์การบริหารการบินและอวกาศสหรัฐฯ (NASA) มีการแถลงการค้นพบครั้งใหม่บนดาวอังคารจากการสำรวจของยานโรเวอร์คิวริออซิตี (Curiossity Rover) พบว่ามีสารประกอบอินทรีย์ และก๊าซมีเทนในชั้นดินโบราณ อายุกว่า 3,000 ล้านปี โดยมีการเปลี่ยนแปลงปริมาณก๊าซมีเทนอย่างเป็นรูปแบบตามฤดูกาล ซึ่งจะส่งผลต่อการวิจัยศึกษาดาวอังคารในอนาคต

โดยยานโรเวอร์คิวริออซิตี (Curiossity Rover) ได้ขุดเจาะพื้นผิวดินลงไป 5 เซนติเมตร และศึกษาองค์ประกอบทางธรณีวิทยาด้วยกระบวนการก๊าซโครมาโตกราฟี ทั้งนี้สารอินทรีย์ คือ สารประกอบที่มีธาตุคาร์บอนเป็นองค์ประกอบหลัก ซึ่งสิ่งมีชีวิตทุกชนิดมีสารอินทรีย์เป็นองค์ประกอบ ดังนั้นการค้นพบครั้งนี้นับว่าเป็นข่าวดีสำหรับการค้นหาสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคารในอนาคต

         ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์ กล่าวว่า ในเรื่องของก๊าซมีเทนก็น่าสนใจเช่นเดียวกัน โดยพบว่าเป็นสารอินทรีย์ที่ถูกเก็บในชั้นดินเมื่อ 3,000 ล้านปีมาแล้ว แสดงว่าบนดาวอังคารมีก๊าซมีเทนมาตั้งแต่อดีต และการค้นพบว่าก๊าซมีเทนบนพื้นผิวดาวอังคารมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปแบบตามฤดูกาลนั้น ไม่เคยถูกค้นพบมาก่อนจากยานอวกาศที่โคจรรอบดาวอังคาร สำหรับกระบวนการเกิดก๊าซมีเทนบนโลกนั้น ร้อยละ 90 เกิดจากสิ่งมีชีวิต เช่น แบคทีเรีย สาหร่าย ตลอดจนกระบวนการทางชีวภาพต่าง ๆ