คลังเก็บรายเดือน: พฤษภาคม 2018

“โคคาโคลา” ขอลองตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก

 

“โคคาโคลา” ผู้ผลิตเครื่องดื่มรายใหญ่วางตลาดค็อกเทลผสมรสมะนาว หวังชิงส่วนแบ่งในตลาดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ของญี่ปุ่น โดยเป็นครั้งแรกใน 132 ปีที่ค่ายน้ำดำยักษ์ใหญ่จำหน่ายสุราในญี่ปุ่น

LEMON-DO ผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดจาก “โคคาโคลา” เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เรียกว่า “ชูว์ไฮ” ซึ่งหมายถึงเครื่องดื่มประเภทค็อกเทลที่ใช้สุรากลั่นผสมกับน้ำผลไม้และโซดา เครื่องดื่มประเภทนี้กำลังเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นญี่ปุ่นทั้งชายหญิง เนื่องจากมีระดับแอลกอฮอล์ที่ไม่สูงมากอยู่ระหว่าง 3-7% และมีรสชาติที่หลากหลาย

เครื่องดื่ม LEMON-DO มี 3 รสชาติ คือ รสมะนาว (แอลกอฮอล์ 5%) , รสมะนาวดอง(แอลกอฮอล์ 7%) และรสน้ำผึ้งผสมมะนาว (แอลกอฮอล์ 3%) โดยทั้ง 3 รสชาติไม่มีส่วนผสมของโคลาเลย

ตลาดสุราในญี่ปุ่นถือว่าแข่งขันกันสูงมาก มีเจ้าตลาดรายใหญ่ 3 รายคือ ซันโทรี, คิริน และ อาซาฮี มีเครือข่ายจำหน่ายทั่วประเทศญี่ปุ่น โดยนอกจากเบียร์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่าง ๆ แล้ว 3 บริษัทใหญ่นี้ยังผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มแทบทุกประเภท

บริษัท “โคคาโคลา” ในญี่ปุ่นนอกจากครองตลาดเครื่องดื่มน้ำดำต้นตำรับแล้ว ยังผลิตและจำหน่ายน้ำดื่ม, น้ำผลไม้ และกาแฟกระป๋อง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ค่ายน้ำดำจากสหรัฐหวังชิงตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในญี่ปุ่น โดยทางบริษัทวางฐานการผลิตที่เกาะคิวชู และจะขยายพื้นที่ไปทั่วประเทศญี่ปุ่น

ในช่วงปี 1977-1983 “โคคาโคลา” เคยมีโรงกลั่นสุราในญี่ปุ่น แต่ไม่เคยวางจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในญี่ปุ่นภายใต้แบรนด์ของตัวเองเลยตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทในปี 1886

นักวิเคราะห์ในญี่ปุ่นระบุว่า ในอดีต “โคคาโคลา” เคยทดลองทำตลาดสุราในญี่ปุ่น แต่ไม่ประสบความสำเร็จ หลังจากนั้นจึงมุ่งทำตลาดเครื่องดื่มประเภทอื่นแทน โดยเกาะคิวชูมีประชากร 13 ล้านคนจึงเหมาะจะเป็นจุดเริ่มต้นทดลองตลาดสุราของ “โคคาโคลา”

ถึงแม้ญี่ปุ่นจะเผชิญภาวะประชากรลดจำนวน ซึ่งทำให้ตลาดสุรามีผู้บริโภคน้อยลงไปด้วย แต่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์บรรจุกระป๋องกลับมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีภาษีที่ต่ำกว่าเบียร์ ทำให้ราคาขายต่ำกว่า โดยเครื่องดื่ม LEMON-DO ตั้งราคาขายไว้ที่ 162 เยน (ราว 55 บาท).

 

ทึ่งวัสดุผสมชนิดใหม่ทำความสะอาดน้ำสกปรกกลับมาใสสะอาด

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1820620278002783

เว็บไซต์ไชน่าเดลีรายงานผลงานของทีมวิจัยจีน นำโดยนายหวง ฝูเชียง หัวหน้านักวิจัยประจำสถาบัน เซรามิกส์ เซี่ยงไฮ้ แห่งสถาบันวิทยาศาสตร์ของจีน พัฒนาวัสดุผสมทำความสะอาดน้ำที่ปนเปื้อนจากสารอินทรีย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง

ที่นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ทีมนักวิจัยนำโดยนายหวงประกอบวัสดุผสมที่สถาบันเซรามิกส์เซี่ยงไฮ้ ฉายให้เห็นภาพกระบวนการสร้างและการใช้ตาข่ายดูดซับสร้างจากวัสดุผสม แสดงน้ำที่ปนเปื้อนชนิดต่างๆ ทำความสะอาดได้ด้วยวัสดุผสม

อย่างบึงเกิดปัญหาจากการมีสารอินทรีย์จำพวกใบไม้ร่วงหล่นลงไม่ขาดสาย ทีมงานใช้วัสดุผสมคลุมบนบึงทำความสะอาด

เช่นเดียวกับน้ำปนเปื้อนจากอุตสาหกรรมสิ่งทอและย้อมสี ทำความสะอาดด้วยวัสดุผสมราว 3 นาที รูปแสดงน้ำปนเปื้อนน้ำมันเปลี่ยนเป็นน้ำใสจากผลของการใช้วัสดุผสมทำความสะอาดใช้เวลาราว 3 นาที 4 วินาที

สำหรับวัสดุหลักของสิ่งประดิษฐ์ยอดเยี่ยมนี้ ประอบด้วยท่อกราฟีน หรือแกรฟีน เป็นรูปแบบหนึ่งของผลึกคาร์บอน สำหรับใช้จับสารพิษ และอีกตัวคือ ไทเนเนียมไดออกไซด์ ใช้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นตัวเร่งการลดมลพิษ

วัสดุดังกล่าวนี้แยกสลายสารมลพิษให้กลายเป็นคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำ ทั้งยังใช้ได้กับอากาศ ดิน และคราบน้ำมันที่รั่วไหลได้ด้วย

 

พระราชวังต้องห้าม ยุคดิจิตอล พิพิธภัณฑ์จัดเต็มแว่นวีอาร์-วีแชต-แอพ-เอไอ

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1820611214670356

วันที่ 24 พ.ค. เว็บไซต์ไชนาพลัสรายงานว่า พิพิธภัณฑ์พระราชวังต้องห้ามในกรุงปักกิ่ง ประเทศจีนกำลังสร้างภาพลักษณ์ใหม่เป็นพิพิธภัณฑ์ดิจิตอล เพื่อให้ประชาชน นักท่องเที่ยวทั่วไป โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่เข้าถึงได้มากขึ้น

“ผมเชื่อว่าเราเป็นพิพิธภัณฑ์ดิจิตอลที่ดีที่สุดในโลก” นายฉาน จีเซียง ภัณฑารักษ์กล่าว

นายฉานกล่าวถึงนิทรรศการดิจิตอลบนยอดประตูตวนเหมิน ทางเข้าหลักของพระราช เปิดให้ชมตั้งแต่เดือนต.ค.ปีที่แล้ว

นักท่องเที่ยวอาจเดินตรงเข้าสู่พระราชวังผ่านแว่นวีอาร์ -แว่นดิจิตอลที่จำลอง ประสบการณ์ให้ความรู้สึกในโลกเสมือนจริงด้วยระบบคอมพิวเตอร์- จะเห็นทุกสิ่งเหมือนที่เคยเป็นในยุครุ่งเรือง ยิ่งกว่านั้นสามารถคุยกับผู้ดูแลอาวุโส โดยความช่วยเหลือของปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ

พิพิธภัณฑ์พระราชวังต้องห้ามมีวัตถุโบราณเกือบ 1.9 ล้านรายการ ส่วนมากของพระราชวัง ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงได้ แต่หากใช้แว่นวีอาร์ ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ไม่จำกัดที่ แม้กระทั่งเรือนเก็บของหายากล้ำค่าอย่างอักษรวิจิตรของจักรพรรดิเฉียนหลงแห่งราชวงศ์ชิง ค.ศ.1644-1911

นายฉานกล่าวอีกว่า แกลอรีดิจิตอลที่ทางเข้าตวนเหมินเปิดเมื่อปี 2558 แสดงรายการของที่เก่าและเปราะบางเกินไปสำหรับการจะนำมาจัดแสดงจริงจึงทำออกมาในรูปแบบดิจิตอล

สำหรับนิทรรศการคลังสมบัติชาติซึ่งจัดแสดงในเดือนก.พ.เป็นครั้งแรกในปีนี้ ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามระหว่างช่วงวันหยุดเทศกาลตรุษจีน มีการตั้งจอแอลอีดียักษ์หลายจอจัดเรียงเป็นสี่เหลี่ยมอยู่ภายในอาคาร แสดงของโบราณ 9 รายการจากพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ไม่ซ้ำกันทั่วประเทศ

นิทรรศการดังกล่าวเชื่อมกับรายการสถานีโทรทัศน์กลางของจีนรายสัปดาห์ ใช้ชื่อว่า คลังสมบัติชาติเหมือนกัน ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้ชมเป็นอย่างดี

ในเดือนมี.ค.ปีที่แล้วพิพิธภัณฑ์ทำสารคดี “บันทึกใหม่วังต้องห้าม” โดยสองตอนแรกมียอดดูกว่า 5 ล้านครั้ง ซึ่งผู้ชมระบุว่า สารคดีเหล่านี้ช่วยให้เราเข้าใจและรู้สึกถึงประวัติศาสตร์

สำหรับประวัติการทำให้พิพิธภัณฑ์พระราชวังต้องห้ามเป็นดิจิตอลเริ่มขึ้นเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เมื่อพิพิธภัณฑ์สร้างศูนย์ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ เริ่มในปี 2544 พิพิธภัณฑ์เปิดเว็บไซต์ภาษาจีนและอังกฤษ รวมถึงสำหรับเด็กด้วย

ต่อมาช่างภาพถ่ายรูปวัตถุมุมต่างๆ อัปโหลดลงออนไลน์ รวมถึงเปิดให้ดาวโหลดแอพพลิเคชันแสดงตัวอย่างวัตถุโบราณจนปัจจุบันมีทั้งสิ้น 9 แอพฯแล้ว

แอพพลิเคชั่นชื่อ “นิทรรศการที่พิพิธภัณฑ์วังต้องห้าม” ซึ่งให้วิวทัศนียภาพโดยรอบของอาคารนิทรรศการทั้งหมด รวมถึงรายละเอียดของรายการของที่นำมาจัดแสดง มียอดดาวน์โหลดกว่า 500,000 ครั้งในปีที่แล้ว

นายฉานกล่าวอีกว่า ในปีนี้ทางพิพิธภัณฑ์เปิดตัวโปรแกรมบนวีแชต โซเชี่ยลมีเดียที่ใหญ่ที่สุดของจีน ซึ่งแนะนำเส้นทางชมพิพิธภัณฑ์ที่ดีที่สุดให้ผู้เข้าชมผ่านแผนที่วาดมืออย่างละเอียด โดยใช้จีพีเอสนำทางรวมถึงสถิติผู้เข้าชมแบบเรียลไทม์

ภัณฑารักษ์กล่าวว่า พิพิธภัณฑ์แชร์วัฒนธรรมเก่าแก่อันยอดเยี่ยมกับคนรุ่นใหม่ผ่านทางอินเตอร์เน็ต นวัตกรรม เทคโนโลยีใหม่

Tesla ได้รับไฟเขียวสร้างโรงไฟฟ้าเสมือนใหญ่ที่สุดในโลกที่ออสเตรเลีย

south-australia-virtual-power-plant-1

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1819343978130413

รัฐบาลของรัฐเซาท์ออสเตรเลียประกาศเดินหน้าโครงการสร้างโรงไฟฟ้าเสมือนใหญ่ที่สุดในโลกโดยบริษัท Tesla ต่อไป และยังจะทุ่มเงินอีก 100 ล้านดอลลาร์เพื่อทำโครงการแบบเดียวกันสำหรับประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งด้วย

เดือนกุมภาพันธ์ 2018 บริษัท Tesla กับรัฐเซาท์ออสเตรเลียจับมือกันทำโครงการเปลี่ยนบ้าน 50,000 หลังให้กลายเป็นโรงไฟฟ้า บ้านแต่ละหลังจะได้รับการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ ทั้งหมดจะถูกเชื่อมต่อเข้ากับศูนย์ควบคุมกลางที่จะทำหน้าที่บริหารจัดการและจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบไฟฟ้าส่วนกลาง ทำให้ระบบใหม่นี้กลายเป็นโรงไฟฟ้าเสมือนขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

โครงการดังกล่าวกระทำภายใต้รัฐบาลของพรรคแรงงาน แต่ในการเลือกตั้งเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาพรรคเสรีนิยมกลับเป็นฝ่ายชนะได้เป็นรัฐบาล จึงเกิดความไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลใหม่จะทำโครงการนี้ต่อหรือไม่ รวมไปถึงโครงการตามนโยบายของพรรคแรงงานที่จะให้เงินอุดหนุนกับบ้านที่มีระบบโซลาร์เซลล์อยู่แล้วได้ติดตั้งแบตเตอรี่เพิ่มอีก 40,000 หลัง

เป็นที่น่ายินดีสำหรับชาวออสเตรเลียเมื่อ Dan van Holst Pellekaan รัฐมนตรีพลังงานได้ประกาศในที่ประชุมด้านพลังงานของออสเตรเลียเมื่อเร็วๆนี้ว่า รัฐบาลใหม่ของพวกเขาจะดำเนินการต่อทั้งสองโครงการ

โครงการของ Tesla ได้รับเงินทุนเบื้องต้น 2 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียจากรัฐบาลกับเงินกู้จากกองทุนพลังงานหมุนเวียนอีก 30 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย กำลังทำโครงการทดลอง 2 แห่งกับบ้าน 1,000 หลัง หากทุกอย่างสำเร็จด้วยดีก็จะขยายเป็น 50,000 หลังในอีก 4 ปีข้างหน้า โครงการนี้จะเน้นสำหรับบ้านของผู้มีรายได้ต่ำ โดยเจ้าของบ้านจะได้ประโยชน์จากค่าไฟฟ้าที่ลดลง

ส่วนอีกโครงการสำหรับบ้านที่มีรายได้สูงกว่าและติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์แล้ว รัฐบาลจะให้เงินอุดหนุน 2,500 ดอลลาร์จากค่าติดตั้งแบตเตอรี่ทั้งหมดราว 7,500 – 10,000 ดอลลาร์ ที่เหลือเจ้าของบ้านจ่ายเอง โครงการนี้ทางรัฐบาลมั่นใจว่านอกจากช่วยเพิ่มความมั่นคงให้กับระบบไฟฟ้าแล้ว ยังจะทำให้ต้นทุนค่าผลิตไฟฟ้าโดยรวมลดลงด้วย และนั่นหมายความว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้ารัฐเซาท์ออสเตรเลียจะมีระบบไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านถึง 90,000 หลัง

หากทุกอย่างเป็นไปตามที่วางแผนไว้จะทำให้เซาท์ออสเตรเลียเป็นผู้นำระดับโลกด้านการใช้พลังงานแสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ นอกจากนี้ยังอาจเป็นจุดพิสูจน์ที่สำคัญสำหรับโรงไฟฟ้าเสมือนแบบกระจายที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานชนิดใหม่ที่กำลังได้รับความสนใจ

“เราจะแสดงให้โลกได้เห็นว่าสามารถนำเอาแบตเตอรี่จากบ้านจำนวนมากมาใช้งานอย่างไรและมันจะได้ผลดี” Pellekaan กล่าว “มันเป็นงานที่ซับซ้อน ผมไม่คิดว่ามีใครได้เคยพยายามทำในสิ่งที่เรากำลังจะทำด้วยขนาดที่ใหญ่ระดับนี้เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรและขนาดของตลาด”

ความฉลาด…สร้างได้จริงหรือ?

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1818385974892880

พ่อแม่ส่วนใหญ่อยากให้ลูกฉลาดสมองดี พยายามสรรหาวิธีที่จะทำให้ลูกฉลาด คุณพ่อคุณแม่ทราบหรือไม่ ความฉลาดติดตัวลูกมาตั้งแต่แรกคลอด และส่วนหนึ่งมาจากอาหารและการเลี้ยงดู วันนี้ Mamaexpert ชวนคุณพ่อคุณแม่มาเรียนรู้วิธีเลี้ยงลูกให้เป็นเด็กฉลาดและสมองไว

ลูกฉลาดสมองไวด้วยปัจจัยหลายอย่าง

คุณพ่อคุณแม่ทราบหรือไม่ อาหารและการเลี้ยงดูนั้นมีส่วนช่วยเสริมสร้างพัฒนาการลูก อาหารที่ช่วยบำรุงสมองลูกที่ดีที่สุดคือนมแม่ เพราะสารอาหารหลักในนมแม่มีไขมัน โปรตีน แลคโตส1  และสารอาหารอื่นๆนอกจากนี้ยังมี สฟิงโกไมอีลิน ไขมันชนิดฟอสโฟไลปิด ที่พบมากในน้ำนมแม่2 เช่นกัน

ภาพแสดงอัตรา สฟิงโกไมอีลินที่พบในน้ำนมแม่2

วงจรประสาทกับการทำงานของสมองลูกน้อย

“สมอง” เป็นอวัยวะที่มีบทบาทสำคัญในการรับรู้ การคิดวิเคราะห์ความสามารถทางสติปัญญา การสื่อสาร และการเคลื่อนไหวของร่างกาย คุณพ่อคุณแม่ทราบไหมว่า สมองประกอบด้วย ไขมันถึง 60%3 ซึ่งไขมันเป็นส่วนประกอบหลักของไมอีลินในสมอง4 เส้นใยประสาทที่มีไมอีลิน จะมีการส่งสัญญาณประสาท เร็วกว่าที่ไม่มีไมอีลินถึง 60 เท่า5 โดยมีสฟิงโกไมอีลิน เป็นหนึ่งในสารอาหารสำคัญในการสร้างไมอีลิน6

สฟิงโกไมอีลิน (Sphingomyelin) หนึ่งในสารอาหารสำคัญเพื่อสมองลูก 

ในปัจจุบันแม้ว่าแพทย์และนักวิทยาศาสตร์จะยังไม่สามารถปรับหรือไปควบคุมการสร้างไมอีลินให้เกิดขึ้นตามต้องการได้โดยตรง แต่เราสามารถส่งเสริมการสร้างปลอกไมอีลินได้ด้วย สฟิงโกไมอีลิน เพราะสฟิงโกไมอีลินเป็นสารอาหารที่มีบทบาทในการสร้างไมอีลิน ซึ่งไมอีลินช่วยสมองประมวลผลเร็วและมีประสิทธิภาพ
ปลอกไมอีลินมีองค์ประกอบเป็นไขมันถึงร้อยละ 70 ดังนั้นไขมันที่ได้รับจากอาหารโดยเฉพาะ ไขมันจากนมแม่
จะเป็นแหล่งที่สำคัญในการสร้างปลอกไมอีลินในสมองลูกรัก สำหรับวัยที่เริ่มอาหารเสริมแล้ว สามารถได้รับ สารอาหาร สฟิงโกไมอีลิน จากแหล่งต่างๆ เช่น ไข่ ครีม ชีส นม รวมถึงผลิตภัณฑ์นม7 นอกจากการได้รับสารอาหารที่สำคัญในการบำรุงสมองแล้ว การกระตุ้นพัฒนาการบางอย่างก็ทำให้สมองเกิดการสร้างปลอกไมอีลินได้ เช่น ในช่วงขวบปีแรกการฟังเสียงที่หลากหลายและการฟังเสียงดนตรี การแก้โจทย์ปัญหาจะช่วยพัฒนาวงจรประสาทและการสร้างปลอกไมอีลิน เป็นต้น

การเสริมพัฒนาการลูกให้ฉลาดไม่ยากถ้าเข้าใจ การส่งเสริมให้ลูกได้รับนมแม่อย่างต่อเนื่องและนานที่สุดเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ และให้ลูกทานอาหารหลักครบ 5 หมู่จากอาหารที่หลากหลายอยู่เป็นประจำ รวมถึงการเลี้ยงดูลูกให้มีโภชนาการที่ดีสมวัยควบคู่กับการกระตุ้นพัฒนาการอยู่เสมอช่วยพัฒนาสมองลูก ให้เป็นเด็กสมองไวได้อย่างแน่นอน

ขอบคุณข้อมูลจาก  : นพ.วรสิทธิ์ ศิริพรพาณิชย์
เรียบเรียงโดย : Mamaexpert Editorial Team

 

อ้างอิง

  1. Olivia Ballard, JD, et al. Human Milk Composition: Nutrients and Bioactive Factors. Pediatr Clin North Am. 2013 February; 60(1): 49–74. doi:10.1016/j.pcl.2012.10.002
  2. Francesca Giuffrida, Cristina Cruz-Hernandez, et al. Quantification of Phospholipids Classes in Human Milk. Lipids (2013) 48:1051–1058
  3. Chang CY, KE DS, Chen JY. Essential Fatty Acids and Human Brain. Acta Neurol Taiwan. 2009 Dec; 18(4): 231–41.
  4. Douglas Fields. White matter in learning, cognition and psychiatric disorders. Trends Neurosci. 2008 July ; 31(7): 361–370
  5. Susuki k.Nature Education 2010, 3(9):59
  6. Siegel GJ, Agranoff BW, Albers RW, et al., editors. Characteristic Composition of Myelin. Basic Neurochemistry: Molecular, Cellular and Medical Aspects. 6th edition. Philadelphia: Lippincott-Raven; 1999
  7. Vesper et al., Sphingolipids in Food and the Emerging Importance of Sphingolipids to Nutrition. 1999

ศาลเยอรมันออกกฎใหม่ให้แต่ละเมืองสามารถห้ามรถยนต์ดีเซลวิ่งบนถนนได้ทันที

german-city-ban-diesel-car-1

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1818400601558084

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของศาลเยอรมันได้ออกมายืนยันเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าเมืองในเยอรมันมีสิทธิตามกฎหมายที่จะห้ามไม่ให้รถยนต์ดีเซลรุ่นเก่าวิ่งบนถนนได้ทันที เพื่อให้ระดับคุณภาพอากาศเป็นไปตามเกณฑ์ของสหภาพยุโรป และฮัมบูร์กเป็นเมืองแรกที่ใช้สิทธินี้ โดยได้ห้ามรถยนต์ดีเซลเก่าบางรุ่นวิ่งบนถนนสายหลัก 2 สายตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2018

กฏใหม่ออกมาเพียงหนึ่งวันหลังจากที่คณะกรรมาธิการยุโรปได้ยื่นคำร้องต่อศาลสูงของยุโรป กรณีที่เยอรมนีล้มเหลวในการควบคุมคุณภาพอากาศในเมืองแบบซ้ำซาก กฏใหม่นี้จะสร้างความกดดันไปยังค่ายโฟล์กสวาเกนในการแก้ปัญหามลพิษจากรถยนต์ดีเซล มีงานวิจัยระบุว่ากรณีนี้อาจมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ดีเซลมากถึง 14.5 พันล้านยูโร

เยอรมันเปิดทางให้มีการห้ามใช้รถยนต์ดีเซลมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ เมื่ออนุญาตให้กลุ่มสิ่งแวดล้อมออกมาฟ้องร้องเมืองที่ไม่สามารถบังคับใช้กฎรักษาความสะอาดของอากาศของสหภาพยุโรป แม้ว่าจะมีการล็อบบี้อย่างหนักเพื่อคัดค้านการห้ามใช้จากบริษัทผู้ผลิตรถยนต์

เมืองในเยอรมันจำนวนมาก รวมทั้งฮัมบูร์ก มิวนิค และสตุทท์การ์ท มีค่าไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) ในอากาศทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจสูงเกินค่ามาตรฐานของสหภาพยุโรป ในแถลงการณ์เกี่ยวกับคำตัดสินศาลปกครองเยอรมันในเมืองไลพ์ซิกกล่าวว่าไม่ควรมีช่วงเวลาผ่อนผันสำหรับการขับรถต้องห้าม

ผู้ผลิตรถยนต์ในยุโรปได้ลงทุนอย่างมากในเครื่องยนต์ดีเซลซึ่งปล่อยคาร์บอนที่มีผลกระทบต่อสภาวะโลกร้อนออกมาน้อยกว่าเครื่องยนต์เบนซิน แต่กลับปล่อยมลพิษอื่นที่ก่อให้เกิดโรคออกมามากกว่า
การที่เยอรมันอนุมัติให้เมืองต่างๆห้ามรถยนต์ดีเซลวิ่งบนถนนอาจสร้างความปั่นป่วนต่ออนาคตของอุตสหกรรมนี้

การห้ามใช้รถโดยทันทีบนถนนสายหลักตามกฏใหม่นี้จะมีผลกระทบต่อรถทุกรุ่นยกเว้นรุ่นที่ผ่านมาตรฐานการปล่อยมลพิษล่าสุด Euro-6 ซึ่งเริ่มใช้เมื่อปี 2014 ขณะที่ในบรรดารถยนต์ดีเซลทั้งหมด 15 ล้านคันผ่านมาตรฐาน Euro-6 เพียง 2.7 ล้านคันเท่านั้น

สำหรับบริเวณเมืองที่กว้างขึ้นซึ่งครอบคลุมถนนสายหลักและสายรองจำนวนมากนั้น ทางศาลได้ให้คำแนะนำว่าให้เริ่มห้ามจากรถรุ่นที่เก่ากว่ารุ่นที่ผ่านมาตรฐาน Euro-4 ตามด้วยมาตรฐาน Euro-5 ที่เริ่มใช้ในปี 2009 เป็นลำดับ

ล่าสุดเมื่อพุธที่ผ่านมาเมืองฮัมบูร์กที่มีประชากรมากเป็นอันดับสองของเยอรมันได้ประกาศห้ามรถยนต์ดีเซลบางรุ่นวิ่งในถนนสายหลัก 2 สาย ครอบคลุมรถจำนวน 214,000 คันซึ่งมากกว่าสองในสามของรถยนต์ดีเซลซึ่ง จดทะเบียนที่เมืองนี้ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2018 และได้มีการติดตั้งป้ายห้ามรถยนต์ดีเซลที่ไม่ผ่านมาตรฐานวิ่งตามถนนในเมืองฮัมบูร์กแล้ว

german-city-ban-diesel-car-2

คลิป กีฬา แกว่งสะพาน ใครจะร่วง (ความรู้ฟิสิกส์เรื่อง การแกว่ง)

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1817273741670770

1527216808560

คลิป กีฬา แกว่งสะพาน ใครจะร่วง (ความรู้ฟิสิกส์เรื่อง การแกว่ง)

ความรู้ทางฟิสิกส์

เรื่องการแกว่ง

Pendulum

      เป็นเครื่องเล่นที่จะทำให้ผู้เล่นเคลื่อนที่แบบแกว่งและครอบคลุมถึงการหมุนในแนวดิ่ง เครื่องเล่นประเภทนี้ที่คุ้นเคยได้แก่ เรือไวกิ่ง เฮอริเคน และพรมวิเศษ ที่มีอยู่ในดรีมเวิลด์ รวมถึงเครื่องเล่นเบาๆอย่างชิงช้าสวรรค์ด้วย ความเร่งที่ผู้เล่นได้รับเป็นความเร่งอันเนื่องจาก แรงปฏิกิริยา ของ แรงที่ทำให้การเคลื่อนที่ ไม่ว่าจะแกว่งหรือจะหมุนก็ตาม ซึ่งสามารถแยกคิดเป็นสองทิศทางคือ ความเร่งอันเนื่องจากแรงหนีศูนย์กลาง a1 และ ความเร่งอันเนื่องจากแรงปฏิกิริยาในแนวเดียวกับการเคลื่อนที่ a2

  

ในบทความนี้จะยกตัวอย่างการแกว่งของเรือไวกิ่ง ความเร่ง a1 จะทำให้เกิดแรงเหวี่ยงกดผู้เล่นให้ติดที่นั่ง ส่วนความเร่ง a2 จะเป็นความเร่งที่ทำให้ผู้เล่นรับรู้ถึงการเพิ่มหรือการชะลอความเร็วของตัวเรือ ในจังหวะที่ลำเรือเมื่อถูกเหวี่ยงไปที่ปลายของการแกว่งทั้งสองด้าน ตรงปลายทั้งสองนี้เอง ผู้เล่นจะรู้สึกถึงความเร่ง a2 อย่างมาก แต่จะรู้สึกแรงเหวี่ยงจาก a1 น้อย

         ต่อมาเมื่อลำเรือเคลื่อนที่ออกจากปลายของการแกว่งมาถึงตรงที่ลำเรืออยู่ ด้านล่างสุด ตรงครึ่งทางของการแกว่ง ในจังหวะนี้ผู้เล่นจะรู้สึกถึงความเร่ง a2 ไม่มากนัก แต่จะรับรู้ถึงความเร็วที่มีค่ามาก (ความเร็วเชิงเส้นที่มีค่ามาก) และจะรู้สึก แรงเหวี่ยงจากความเร่ง a1 มากด้วย รูปด้านล่างแสดงขนาดและทิศทางของความเร่งทั้งสองขณะที่ลำเรือและผู้เล่นกำลังเคลื่อนที่ ซึ่งเป็นการอธิบายเรือไวกิ่งด้วยการแหว่งแบบลุกตุ่มนาฬิกา แต่ในการเล่นจริงเรือไวกิ่งอาจจะมีการเคลื่อนที่แปลกไปจากนี้บ้าง ขึ้นอยู่กับผู้ควบคุมเครื่องจักรที่ใช้สำหรับแกว่งตัวเรือซึ่งเขาจะปรับการแกว่งให้เป็นจังหวะต่างๆ เพื่อความสนุกที่ไม่จำเจของผู้เล่น

อนุภาคนาโน ‘ควอนตัมดอท’ ทำจากใบชาสามารถทำลายเซลล์มะเร็งปอดได้

tea-quantum-dot-1

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1817265705004907

ชาเป็นเครื่องดื่มที่มีประโยชน์เนื่องจากมันอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามิน สารสกัดจากชาเขียวยังถูกใช้เป็นตัวนำส่งยา (Drug carrier) ที่มีประสิทธิภาพสำหรับการรักษามะเร็ง ในงานวิจัยล่าสุดนักวิจัยพบวิธีใหม่ในการคั้นเอาประโยชน์จากใบชาออกมาได้อีก โดยการทำควอนตัมดอทจากใบชาและใช้ในการทำลายเซลล์มะเร็งปอดอย่างได้ผล

ควอนตัมดอทเป็นอนุภาคนาโนขนาดราว 2 – 5 นาโนเมตร เล็กมากเมื่อเทียบกับเส้นผมของคนเราที่มีขนาด 40,000 นาโนเมตร เป็นสารกึ่งตัวนำที่มีคุณสมบัติทางแสงและไฟฟ้าต่างจากสารที่มีอนุภาคขนาดใหญ่ เช่น สามารถเรืองแสงได้หลายสี หรือช่วยในการทำปฏิกิริยาบางอย่างได้ คุณสมบัติในการเรืองแสงถูกใช้ประโยชน์ในเครื่องรับโทรทัศน์และโซลาร์เซลล์ ในทางการแพทย์มันถูกนำไปใช้เป็นตัวชี้วัดทางชีวภาพเพื่อช่วยแพทย์ในการหาตำแหน่งเนื้องอกได้อย่างแม่นยำ มันยังถูกใช้ในการรักษามะเร็ง, ต่อสู้กับแบคทีเรียที่ดื้อยาปฏิชีวนะ รวมทั้งใช้ในการเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นเชื้อเพลิงเหลว

แต่ปัญหาก็คือในการผลิตควอนตัมดอทมีต้นทุนสูง ใช้กระบวนการที่ซับซ้อน และผลที่ได้อาจเป็นพิษ ดังนั้นทีมนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยสวอนซีจึงร่วมกับทีมนักวิจัยจากประเทศอินเดียสร้างควอนตัมดอทขึ้นจากใบชาธรรมดา

นักวิจัยผสมสารสกัดจากใบชากับแคดเมียมซัลเฟต (CdSO4) และโซเดียมซัลไฟด์ (Na2S) จากนั้นทำการบ่มส่วนผสมจนกระทั่งเกิดควอนตัมดอท ทีมวิจัยนำควอนตัมดอทที่ได้ไปสัมผัสกับเซลล์มะเร็งปอดเพื่อทดสอบว่าการเรืองแสงของมันช่วยในการหาตำแหน่งมะเร็งได้ดีแค่ไหน

“งานวิจัยของเรายืนยันว่าสารสกัดจากใบชาใช้ทำควอนตัมดอทได้โดยไม่เป็นพิษ” Sudhagar Pitchaimuthu หัวหน้าทีมวิจัยกล่าว “ควอนตัมดอท CdS ที่ทำด้วยสารสกัดจากใบชามีการเรืองแสงในเซลล์มะเร็งที่ดีใช้ได้เมื่อเทียบกับควอนตัมดอทแบบเดิม”

tea-quantum-dot-2

แต่สิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้กับนักวิจัยอย่างมากคือควอนตัมดอทจากใบชาไม่เพียงแต่แสดงตำแหน่งเนื้องอกเท่านั้น มันยังช่วยในการทำลายเซลล์มะเร็งด้วย นักวิจัยสังเกตพบว่าควอนตัมดอทแทรกซึมเข้าไปในเซลล์มะเร็งและฆ่าพวกมันได้มากถึง 80%

“มันน่าแปลกใจจริงๆที่ควอนตัมดอทจากใบชาสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้เป็นอย่างดี” Pitchaimuthu กล่าว “เราไม่คาดหวังในสิ่งนี้มาก่อน ควอนตัมดอทกลายเป็นเส้นทางแห่งความหวังใหม่ในการพัฒนาวิธีการรักษาโรคมะเร็ง และสามารถนำไปประยุกต์ใช้อย่างอื่นได้อีก เช่น ใช้ในสีป้องกันจุลินทรีย์ที่ใช้ในโรงหนัง หรือในครีมกันแดด”

ในอนาคตทีมวิจัยมีแผนที่จะเพิ่มขนาดเทคนิคในการผลิตและศึกษาต่อไปว่าจะสามารถนำควอนตัมดอทจากใบชาไปใช้ประโยชน์อะไรได้อีกบ้าง

“ขั้นตอนต่อไปคือการขยายการดำเนินการของเรา และหวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือของเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ” Pitchaimuthu “เราต้องการสำรวจความสามารถของสารสกัดจากใบชาในการตรวจหาเซลล์และปฏิสัมพันธ์ระหว่างควอนตัมดอทกับเซลล์มะเร็ง เราอยากสร้าง ‘โรงงานควอนตัมดอท’ ซึ่งสามารถช่วยให้เราค้นคว้าได้อย่างเต็มที่ว่ามันสามารถใช้ทำอะไรได้บ้าง”

21 ปีที่รอคำตอบ! ไขปริศนาหลักฐานใหม่ใต้ดวงจันทร์ยูโรปา มีอะไรมากกว่าน้ำ?

ประกาศความสำเร็จไปอีกขั้น หลังองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (นาซา) ยืนยันพบน้ำพุพ่นออกมาจากพื้นผิวของดวงจันทร์ยูโรปา โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่วิเคราะห์ข้อมูลจากยานกาลิเลโอที่บันทึกไว้เมื่อ 21 ปีก่อน และภาพถ่ายจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลที่จับภาพของพื้นผิวของดวงจันทร์ยูโรปาว่าคล้ายๆ พ่นบางส่ิงออกมาในอวกาศ

การค้นพบใหม่ในระบบสุริยะครั้งนี้ทำให้เกิดกระแสตื่นตัวของคนที่สนใจ นอกจากเป็นการยืนยันว่าไม่ใช่แค่โลกที่มีของเหลวเป็นองค์ประกอบ และนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดการศึกษาสิ่งมีชีวิตนอกโลกแล้ว ยังมีประเด็นน่าค้นหาอีกมากมาย

พลังงานความร้อนของดวงจันทร์ยูโรปามาจากไหน? สิ่งมีชีวิตใต้น้ำคืออะไร หรือมีความเป็นไปได้ที่ดวงจันทร์ยูโรปาจะเป็นโลกใหม่ของมนุษย์หรือไม่ มนุษย์ต่างดาวซ่อนตัวอยู่หรือเปล่า คำถามปริศนาดังกล่าวมีคำตอบชี้ชัดจาก รศ.ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล กูรูวงการวิทยาศาสตร์ไทยและเทศ

คำตอบที่รอมานาน 21 ปี เปิดเหตุผลที่เพิ่งเป็นข่าวดัง พร้อมที่มาของชื่อ

โดย รศ.ดร.ชัยวัฒน์ ย้อนความถึงจุดเริ่มต้นการค้นหาความจริงบนดวงจันทร์ยูโรปา เร่ิมจากการที่เมื่อ พ.ศ.2555 ข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลได้บันทึกภาพดวงจันทร์ยูโรปาที่กำลังพ่นบางสิ่งตรงขั้วใต้ออกไปในอวกาศเป็นระยะทางถึง 200 กิโลเมตร นักวิจัยส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นน้ำจากใต้ผิวน้ำแข็งที่ถูกพ่นออกมา แต่ด้วยขีดจำกัดทางเครื่องมือทำให้ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า สิ่งที่พวยพุ่งออกมานั้นมันคืออะไรกันแน่ ใช่น้ำจริงไหม หลังจากนั้นก็ไม่ได้ศึกษาต่อ

จนมาล่าสุดเมื่อ 14 พ.ค. ที่ผ่านมา คณะนักวิทยาศาสตร์ที่เป็นทีมต้นคิดทำก็ประสบความสำเร็จอีกขั้นจนเป็นข่าวฮือฮาของคนทั้งโลก ด้วยการตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสาร Nature Astronomy เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2018 ซึ่งคนที่อยู่เบื้องหลังสำคัญในการค้นพบครั้งล่าสุด คือ ดร.เซียนจือ เจีย นักฟิสิกส์อวกาศ จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา สนใจและศึกษาร่วมกับทีมงาน โดยใช้ข้อมูลจากยานกาลิเลโอที่บันทึกไว้เมื่อ 21 ปีที่แล้ว ในปี พ.ศ.2540

“เมื่อศึกษาสำเร็จแล้ว ก็ต้องตีพิมพ์รายงานวิจัย เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่าดวงจันทร์ยูโรปา ซึ่งเป็นดวงจันทร์บริวารของดาวพฤหัสบดี สิ่งที่พุ่งขึ้นมาจากผิวดวงจันทร์ยูโรปานั้น คือน้ำ” รศ.ดร.ชัยวัฒน์ คลายข้อสงสัย เหตุใดถึงเพิ่งเป็นข่าวโด่งดัง

และเปิดเผยที่มาของชื่อ “ยูโรปา” กับทีมข่าวฯ ว่าดวงจันทร์ยูโรปาถูกค้นพบในปี พ.ศ.2153 โดยสุดยอดนักดาราศาสตร์โลกชาวอิตาลี กาลิเลโอ กาลิเลอี (Galileo Galilei) ที่ค้นพบดวงจันทร์ของดาวพฤหัสบดีมี 4 ดวง ดวงจันทร์ยูโรปาคือหนึ่งในนั้น คำว่า “ยูโรปา” เป็นชื่อในบุคคลในเทพนิยายของกรีกโบราณ ยูโรปาเป็นภรรยาคนหนึ่งของเทพซูส แต่เป็นมนุษย์อยู่บนโลก

กระบวนการทางธรรมชาติ จุดกำเนิดน้ำพุร้อน

จากการพบน้ำพุในครั้งนี้ รศ.ดร.ชัยวัฒน์ ระบุใต้ดวงจันทร์ยูโรปา คือมหาสมุทรน้ำเค็มที่อบอุ่นอยู่ใต้พื้นน้ำแข็งหนาเป็นบริเวณกว้างทั่วทั้งดาว โครงสร้างภายในของดวงจันทร์ยูโรปาที่มีขนาด 1 ใน 4 เท่าของโลก ถือว่าเป็นดวงจันทร์ขนาดใหญ่ พื้นผิวของดวงจันทร์ยูโรปาเป็นน้ำแข็งทั้งดวง คาดว่ามีความหนา 10-30 กิโลเมตร ใต้แผ่นน้ำแข็งจะเป็นน้ำที่มีปริมาณมากกว่าน้ำบนผิวโลกทั้งหมด ประมาณ 2-3 เท่า เป็นมหาสมุทรใต้น้ำแข็ง ค่อนข้างลึกมากประมาณ 100 กม.

“น้ำพุที่พุ่งออกมามีอุณหภูมิเป็นน้ำอุ่น คาดว่าไม่ได้เกิดจากความร้อนใต้หรือใจกลางดวงจันทร์ยูโรปา เกิดจาก 2 สาเหตุ ส่วนหลักๆ คือการที่ดวงจันทร์ยูโรปาหมุนรอบตัวเอง ในขณะที่โคจรไปรอบดาวพฤหัสบดี เกิดเเรงเสียดทานระหว่างชั้นน้ำแข็งที่เป็นเปลือกหนา กับส่วนที่เป็นน้ำ อีกส่วนหนึ่งคาดว่ามาจากใจกลางของดวงจันทร์ยูโรปาที่มีแร่ต่างๆ ที่ให้กัมมันตภาพรังสีได้ด้วย” รศ.ดร.ชัยวัฒน์ อธิบาย

พร้อมระบุว่าดวงจันทร์ยูโรปาไม่เหมือนโลกมนุษย์ที่เป็นดาวเคราะห์ที่มีทั้งผิวดินและน้ำ แม้ใจกลางของดวงจันทร์ยูโรปาจะมีแร่ต่างๆ ทำให้เกิดกัมมันตภาพรังสี แต่เนื่องจากผิวเป็นแผ่นน้ำแข็งล้วนๆ ที่หนา จึงไม่ไม่มีโอกาสเกิดภูเขาไฟระเบิดแน่นอน

ดวงจันทร์ยูโรปา มหาสมุทรมีชีวิต เผยยังมีอีกดวงจันทร์ที่มีน้ำใต้ผิว

หลักฐานบ่งชี้การค้นพบสำคัญของดวงจันทร์ยูโรปาครั้งนี้ รศ.ดร.ชัยวัฒน์ เชื่อว่า เป็นไปได้ที่อาจมีสิ่งมีชีวิตอยู่ในมหาสมุทรนั้นด้วย และการค้นพบน้ำพุบนดวงจันทร์ยูโรปา ยังเป็นอีกหลักฐานสำคัญยืนยันว่าโลกไม่ใช่ดาวเคราะห์แห่งเดียวที่มีของเหลว และมีองค์ประกอบทางเคมีที่เอื้อต่อสิ่งมีชีวิต เช่นเดียวกับการค้นพบร่องรอยของแหล่งน้ำบนดาวอังคารและมหาสมุทรใต้พื้นผิวดวงจันทร์เอนเซลาดัส ดวงจันทร์บริวารของดาวเสาร์ ที่เคยค้นพบก่อนหน้านี้

“นอกจากโลก ดาวอังคาร ที่รู้ว่าอาจมีสิ่งมีชีวิตใต้พื้นผิวและน้ำใต้ดินแล้ว ยังมีดวงจันทร์เอนเซลาดัสที่มีน้ำอยู่ใต้น้ำแข็งคล้ายๆ ดวงจันทร์ยูโรปา แต่พบน้ำไม่มากเท่าดวงจันทร์ยูโรปา ขณะนี้ความเข้าใจ หรือความสนใจของนักวิทยาศาสตร์ทั้งโลกมองว่า แหล่งที่จะมีสิ่งมีชีวิตที่น่าไปค้นหามากที่สุดแหล่งหนึ่งในระบบสุริยะ คือ ดวงจันทร์ยูโรปานี่แหละ และเป็นไปได้ว่าสิ่งมีชีวิตเล็กๆ อาจเป็นจำพวกเเบคทีเรียที่ก้นมหาสมุทรเหมือนกับโลก” รศ.ดร.ชัยวัฒน์ กล่าว

อีกสิ่งมีชีวิตอาจซ่อนอยู่บนดวงจันทร์ยูโรปา คาดว่าเป็นมนุษย์ต่างดาว

นอกจากนี้ยังมีสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เช่น มนุษย์ต่างดาว สามารถจะมาซ่อนอยู่บนดวงจันทร์ยูโรปานี้ได้หรือไม่นั้น รศ.ดร.ชัยวัฒน์ ชี้โอกาสเป็นไปได้ แต่มีเงื่อนไขที่ไม่เอื้ออำนวย

“จริงๆ แล้วในทางวิทยาศาสตร์ สำหรับระบบสุริยะของเราแล้ว เราเชื่อว่ามีเฉพาะโลกเราเท่านั้นที่มีสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่อาศัยอยู่ ส่วนที่ดาวอังคารก็อาจมีสิ่งมีชีวิตเล็กๆ อยู่เท่านั้น แต่ก็มีความคิดกันว่ามนุษย์ต่างดาวอาจมาอยู่ตั้งนานแล้ว แต่แอบซ่อนไม่ให้เห็นก็เป็นได้ อาจไปอยู่บนดวงจันทร์ ดาวอังคาร หรืออยู่ใต้น้ำดวงจันทร์ยูโรปา แต่ถ้ามนุษย์ต่างดาวมาอยู่จริงๆ ก็จะค่อนข้างลำบาก ไปอยู่ที่อื่นง่ายกว่าดวงจันทร์ยูโรปา จะซ่อนตัวบนผิวดวงจันทร์ยูโรปาก็ไม่ได้ เพราะเป็นผิวน้ำแข็ง แต่ถ้าอยู่ใต้ผิวน้ำ เขาอาจจะทำอะไรแปลกก็เป็นได้ ต้องติดตามศึกษาต่อไป”

รศ.ดร.ชัยวัฒน์ชี้แจง พร้อมเผยแม้แต่มนุษย์ก็สามารถไปอยู่บนดวงจันทร์ยูโรปาได้ แต่อยู่ยากด้วยเช่นกัน หากเปรียบเทียบให้เลือกระหว่างไปอยู่ดาวอังคาร กับดวงจันทร์ยูโรปา การอยู่บนดาวอังคารจะง่ายกว่า เนื่องจากมีสภาพเหมือนโลกของเรามาก มีดิน ผิวดิน และบรรยากาศ แต่น้ำบนดาวอังคารอยู่ใต้ดิน สำหรับดวงจันทร์ยูโรปาทั้งผิวเป็นน้ำแข็งทั้งดวง อยู่ได้แต่ยากกว่า และไกลมาก หนาวมาก เย็นมาก อุณหภูมิต่ำมาก และถึงแม้จะมีบรรยากาศ แต่ก็เบาบางกว่าดาวอังคารมาก

แกะรอยเรื่องราวใหม่ๆ ที่รอให้ค้นพบ จุดกำเนิดชีวิตเล็กๆ บนดวงจันทร์ยูโรปา

สำหรับวิธีการค้นหาคำตอบว่าดวงจันทร์ยูโรปาจะก่อกำเนิดสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อีกหรือไม่ เหมาะสำหรับการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตหรือเปล่านั้น นาซาได้ประกาศว่า ระหว่างปี พ.ศ.2565-2568 จะมีการส่งยานอวกาศไปโคจรสำรวจรอบดวงจันทร์ยูโรปาอย่างละเอียดมากขึ้น ภายใต้ชื่อภารกิจ “ยูโรปาคลิปเปอร์” (Europa Clipper)

โดยวางแผนให้ยานอวกาศเข้าใกล้ดวงจันทร์ยูโรปา 40-45 ครั้ง มีระยะห่างระหว่าง 2,700 – 25 กม. ซึ่งจะเป็นการบินเฉียดที่ใกล้ที่สุด และจงใจให้บินผ่านตำแหน่งที่มีหลักฐานการพ่นน้ำออกมา เพื่อศึกษาน้ำที่พวยพุ่งขึ้นมา และอนุภาคต่างๆ ที่เป็นพลาสมา คือ อนุภาคมีประจุไฟฟ้า โดย รศ.ดร.ชัยวัฒน์ คาดว่าน่าจะมีน้ำพุออกมาอีกหลายแหล่ง

“ผลของการค้นพบใหม่ตามมาในครั้งนี้ คือ ยานสำรวจยูโรปาคลิปเปอร์ถูกกำหนดให้บินต่ำ โดยที่ไม่ต้องแล่นลงจอดบนพื้นผิว หรือส่งเรือดำน้ำไปขุดเจาะพื้นผิวดวงจันทร์ที่เป็นน้ำแข็งหนา ส่งผลให้การสำรวจเก็บตัวอย่างน้ำและอนุภาคต่างๆ บนดวงจันทร์ยูโรปาเป็นไปได้ง่ายขึ้น โดยยานยูโรปาคลิปเปอร์ที่จะส่งไปสำรวจนั้น คำว่าคลิปเปอร์เป็นชื่อของเรือใบรูปแบบหนึ่งของอเมริกาที่ออกแบบมาให้เพรียว เพื่อเคลื่อนที่ได้เร็ว

ผมตื่นเต้นในกระบวนการทำงานต่อจากนี้ ขณะนี้มีข้อมูลเยอะแยะในระบบสุริยะเก็บไว้ในกล้องโทรทรรศน์ในฐานข้อมูลของหอดูดาวต่างๆ ค่อยๆ แกะรอยออกมา เป็นเรื่องราวขุมทรัพย์อีกเยอะที่รอให้ค้นพบ ในแง่การกำเนิดของชีวิตเล็กๆ บนดวงจันทร์ยูโรปาซึ่งน่าจะมีมาก แต่ไม่แน่อาจจะมีสัตว์ที่พัฒนาแล้ว โตแล้วอยู่ด้วยก็ได้

ผมเห็นด้วยว่าต้องสำรวจอย่างแท้จริงต่อไป และน่าจะมีโครงการอีกเยอะแยะตามมา โดยที่ในขณะนี้ก็มียานจูยส์ (Juice จาก Jupiter Icy Moons Explorer) ขององค์การอวกาศยุโรป คือ อีซา (ESA) ซึ่งจะถูกส่งออกจากโลกปี พ.ศ.2565 เพื่อไปสำรวจดวงจันทร์เจนีมีดของดาวพฤหัสบดีเป็นหลัก แต่จะสำรวจดวงจันทร์ยูโรปาอย่างใกล้ชิดด้วย” รศ.ดร.ชัยวัฒน์ กล่าวสรุป

การค้นพบน้ำพุจากพื้นผิวน้ำแข็งของดวงจันทร์ยูโรปาในครั้งนี้ เป็นการแสดงให้เห็นว่ายังมีข้อมูลอีกมากมายที่รอการตรวจสอบและค้นพบ หากนำเทคโนโลยีและวิธีการที่ทันสมัยมาใช้ในการวิเคราะห์ก็อาจจะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างออกไปจากในอดีตได้ และยังเกิดการพัฒนาเทคโนโลยีต่อยอดไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพื่อศึกษาหาคำตอบเกี่ยวกับการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตนอกโลก.

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน 

ขอบคุณภาพจาก นาซา

ลาวาปะทุ-แก๊สพิษฟุ้ง! ฮาวายเหมือนอยู่ในนรก 3 สัปดาห์ยังไม่ยุติ

ผ่านมา 3 สัปดาห์แล้วหลังจากภูเขาไฟ ‘คิลาเว’ บนเกาะบิ๊กของรัฐฮาวาย ระเบิดอย่างรุนแรง สื่อต่างๆ เผยแพร่ภาพธารลาวาสีแดงฉานไหลไปตามถนนและป่า สร้างความเสียหายไปตลอดทางราวกับนรกบนดิน ด้านผู้อยู่อาศัยในเขตพูนาตอนล่าง ยังคงต้องใช้ชีวิตอย่างหวาดกลัวอันตรายจากลาวาที่กำลังขยายวงกว้าง, เถ้าภูเขาไฟที่ยังตกลงมาจากฟ้า และแก๊สพิษที่ลอยอยู่ในอากาศ โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าภัยพิบัติเหล่านี้จะจบลงเมื่อใดนายเดวิด อิเก ผู้ว่าการรัฐฮาวายบอกกับสื่อว่า การระเบิดของภูเขาไฟคิลาเวกับสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ทำให้เกิดกระแสความหวาดกลัวและความไม่มั่นใจ มีรอยแยกอย่างน้อย 22 รอยเกิดขึ้นทั่วพื้นที่เขตพูนา ทำให้ลาวาไหลทะลักกลืนกินบ้านเรือนและยานพาหนะจำนวนมาก จนทางการต้องสั่งอพยพผู้คนจากชุมชน เลลานี เอสเตตส์ และ ลานิพูนา การ์เดน ไปยังที่หลบภัย

ซ้ำร้าย ภูเขาไฟคิลาเวยังระเบิดอย่างรุนแรงอีกครั้งเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา พ่นขี้เถ้าอุณหภูมิสูงขึ้นฟ้าสูงกว่า 9,000 ฟุต ในขณะที่ความเสียหายยังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

*ระเบิดลาวาทำคนบาดเจ็บหนัก

เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา วิกฤตการณ์ภูเขาไฟในรัฐฮาวายก็ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสคนแรก จากสิ่งที่รู้จักกันในชื่อ ‘ระเบิดลาวา’ (Lava Bomb) หรือลาวาที่ถูกยิงออกมาจากรอยแยกหรือกรวยเล็กๆ ใต้พื้นดินเพราะการขยายตัวของแก๊ส โดยลาวาจะเย็นตัวลงขณะที่พุ่งผ่านอากาศ แต่ยังคงมีอุณหภูมิสูงมากอยู่

ระเบิดลาวาก้อนหนึ่งลอยไปกระแทกขาของชายสูงวัยนามว่า แดร์รีล คลินตัน จนกระดูกหัก ในขณะที่เขาพยายามปกป้องบ้านไม่ให้ถูกไฟไหม้เพราะลาวา “มันหักขาของผมเป็น 2 ท่อน ตั้งแต่เหนือข้อเท้า” นายคลินตันบอกกับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น “ผมเจ็บปวดมากและมันดูน่ากลัวสุดๆ มันเป็นสิ่งเลวร้ายที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตของผมเลย”

อย่างไรก็ดี ตอนนี้นายคลินตันกำลังนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล โดยแพทย์นำเศษหินและสิ่งแปลกปลอมออกจากแผลของเขาแล้ว และเข้าเฝือกขาเอาไว้เพื่อรักษาให้เป็นปกติ

*ผลกระทบต่อสภาพอากาศ

เจ้าหน้าที่รัฐฮาวายวางแผนแจกหน้ากากป้องกันฝุ่นละอองให้กับชาวบ้านโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อให้พวกเขาใช้ป้องกันตัวเองจากเถ้าภูเขาไฟที่ลอยปะปนมาในอากาศ โดย สเตฟานี ฮิงเคิล ชาวชุมชน ปาโฮอา ในเขาพูนา อายุ 46 ปี บอกกับสื่อว่า เธอรู้ดีว่าชุมชนของเธอนั้นอันตราย “ฉันหายใจเข้า 1 ครั้งก็รู้สึกเจ็บ คอของฉันเหมือนถูกไฟเผา ตาของฉันแสบไปหมด”

นางฮิงเคิลกับชาวบ้านจำนวนนับไม่ถ้วนบนเกาะบิ๊ก กำลังต่อสู้กับพิษจากก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ที่พุ่งขึ้นมาตามรอยแยกบนพื้นดินหลังภูเขาไฟคิลาเวระเบิดเมื่อ 3 พ.ค. และการปะทุล่าสุดเมื่อวันอังคารก็ทำให้ก๊าซพิษถูกปล่อยออกมามากขึ้น “มันรสชาติเหมือนเหล็ก ทันทีที่มันเข้าปาก คุณจะรู้สึกอยากบ้วนทิ้ง” นางฮิงเคิลกล่าว

*ลาวาคืบคลานเข้าใกล้โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ธารลาวาที่ไหลออกมาจากรอยแยกต่างๆ กำลังไหลเข้าใกล้โรงงานไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพประจำเขตพูนา มากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดกระแสความกังวลว่า โรงไฟฟ้าแห่งนี้อาจได้รับความเสียหายจากลาวาหรือเกิดการระเบิด

แต่ล่าสุด สำนักสำรวจธรณีวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ (USGS) ออกมายืนยันว่า ยังไม่มีความเสี่ยงที่ลาวาจะสร้างความเสียหายให้กับโรงไฟฟ้าแห่งนี้ในทันที เนื่องจากการทับถมของลาวาที่ไหลมาทำให้เกิดกรวยสูง กลายเป็นปราการธรรมชาติป้องกันไม่ให้ลาวาไหลเข้าใกล้โรงไฟฟ้ามากขึ้น

นางเวนดี สโตวอลล์ นักวิทยาศาสตร์ของ USGS บอกกับสื่อด้วยว่า ตอนนี้พื้นที่ทางใต้ของจุดที่เกิดการปะทุของลาวาเริ่มต่ำลง เนื่องจากการขยายตัวของพื้นที่รอยแยก ทำให้ลาวาเริ่มไหลมุ่งลงใต้ออกห่างจากโรงไฟฟ้าแห่งนี้ ซึ่งตั้งอยู่ทางเหนือของแนวรอยแยก

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากโรงไฟฟ้าแห่งนี้ใช้วิธีลำเลียงไอน้ำจากท่อใต้ดินขึ้นมาใช้ในเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบกังหัน เจ้าหน้าที่จึงต้องพยายามป้องกันไม่ให้เกิดการระเบิด หรือการรั่วไหลของก๊าซพิษจากท่อใต้ดิน โดยใช้วิธีปิดฝาท่อ หรือใช้น้ำหล่อเย็นเอาไว้ก่อน และคอยจับตาดูสถานการณ์ต่อไป

*ลาวาไหลลงทะเลสร้างหมอกพิษ

ชาวเกาะบิ๊กยังต้องเผชิญกับอันตรายอีกอย่าง เมื่อธารลาวาสายหนึ่งไหลข้ามถนนหลวงหมายเลข 137 และไหลลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิก เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 19 พ.ค. ก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘Laze’ ซึ่งเกิดจากการสมาสคำว่า ‘Lava’ (ลาวา) กับ ‘Haze’ (หมอก) เข้าด้วยกัน

USGS ระบุว่าเมื่อลาวาชนเข้ากับน้ำทะเลจะเกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่สร้างหมอกอันตรายที่เจือปนกรดไฮโดรคลอริก และอนุภาคแก้วขนาดเล็ก ที่หากสัมผัสแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้เกิดการระคายเคียงผิวหนังหรือตา และทำให้เกิดอาการหายใจลำบากได้

*การท่องเที่ยวพัง การเงินขัดสน

นับตั้งแต่ภูเขาไฟคิลาเวระเบิด ธารลาวาที่ไหลออกมาทำลายสิ่งปลูกสร้างไปแล้วกว่า 40 หลัง ทำให้ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นหนึ่งในรายได้หลักของเกาะบิ๊กได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยนายรอส เบิร์ช ผู้อำนวยการบริหารคณะกรรมการการท่องเที่ยวของเกาะบิ๊ก ระบุว่า การยกเลิกที่พักและอื่นๆ ตั้งแต่เดือนพ.ค.ถึงก.ค. จะทำให้เกาะเสียรายได้ถึง 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ส่วนในภาคประชาชนนาง เมดิสัน เวลช์ ซึ่งเพิ่งย้ายมาอยู่ที่ฮาวายได้ 3 เดือนบอกกับซีเอ็นเอ็นว่า เธอเสียงานเกี่ยวกับการท่องเที่ยวไป 2 งานแล้ว ขณะที่นางฮิงเคิล ซึ่งทำงานเกี่ยวกับพืชสวน ระบุว่า เธอไม่มีรายได้เลยในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ทำให้เธอเริ่มรู้สึกกังวล เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป และไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ภัยพิบัติครั้งนี้จะจบลง