คลังเก็บรายเดือน: เมษายน 2018

อังกฤษผลิตไฟฟ้าโดยไม่ใช้ถ่านหินต่อเนื่องกว่า 2 วันครั้งแรกในรอบศตวรรษ

uk-electricity-without-coal-1

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1784099704988174

ถ่านหินเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลกมานานกว่าศตวรรษ แต่การเผาถ่านหินเพื่อให้ได้พลังงานนั้นมีการปล่อยมลพิษออกมาจำนวนมหาศาล เมื่อโลกมีพลังงานที่สะอาดกว่าโดยเฉพาะพลังงานหมุนเวียน ความสำคัญของถ่านหินนับวันจะลดน้อยถอยลง จากนี้ไปทั่วโลกมีแต่จะหลีกเลี่ยง ลด และเลิกใช้ถ่านหินไปในที่สุด

อังกฤษก็เช่นกันพวกเขาได้พัฒนาการใช้พลังงานหมุนเวียนมาอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านพลังงานลม และในสัปดาห์นี้พวกเขาได้สร้างสถิติใหม่เป็นครั้งแรกในรอบ 136 ปีนับจากการเปิดใช้โรงไฟฟ้าถ่านหินที่อังกฤษผลิตไฟฟ้าโดยไม่ใช้ถ่านหินเลยอย่างต่อเนื่องนานกว่า 2 วัน

เริ่มจากวันจันทร์ที่ 16 เมษายน เวลา 22.25 น. จนถึงวันพฤหัสที่่ 19 เมษายน เวลา 05.10 น. รวมทั้งสิ้น 55 ชั่วโมงที่ไม่มีการใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าเลย มากกว่าสถิติครั้งก่อนที่เคยทำได้นาน 40 ชั่วโมงเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว

ในการทำสถิติเมื่อเดือนตุลาคมอาจเป็นที่เคลือบแคลงใจเพราะนั่นเป็นช่วงวันหยุดที่มีการใช้ไฟฟ้าน้อย แต่คราวนี้เป็นช่วงที่มีการใช้ไฟฟ้ามากตามปกติ และในช่วงเวลาดังกล่าวมีการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียนและพลังงานคาร์บอนต่ำมากกว่า 60% โดยเฉพาะพลังงานลมสูงมากถึง 33.7%

uk-electricity-without-coal-2

“อังกฤษได้รับประโยชน์จากการมีแหล่งพลังงานที่หลากหลายและมีความยืดหยุ่นสูง และการผสมผสานในแหล่งพลังงานของเรายังคงมีการเปลี่ยนแปลงอีกต่อไป” Fintan Slye ผู้อำนวยการการไฟฟ้าของอังกฤษกล่าว “อย่างไรก็ตาม ถ่านหินยังคงเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญในระหว่างที่เราเปลี่ยนไปใช้แหล่งพลังงานที่มีคาร์บอนต่ำ”

อังกฤษมีเป้าหมายจะเลิกใช้โรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งหมดภายในปี 2025 โดยได้ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนเข้ามาทดแทน ทั้งพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ จนเป็นประเทศที่มีฟาร์มกังหันลมนอกชายฝั่งมากที่สุดในโลก

การทำลายสถิติครั้งนี้เกิดขึ้นในเวลาแค่เพียงสัปดาห์เดียวหลังจากที่อังกฤษได้สร้างสถิติใหม่ผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานลมสูงถึง 14 กิกะวัตต์ได้เป็นครั้งแรก ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 37% ของความต้องการไฟฟ้าทั้งประเทศ เชื่อกันว่าการทำลายสถิติผลิตไฟฟ้าโดยไม่ใช้ถ่านหินครั้งใหม่จะเกิดขึ้นในอีกไม่นาน

ฟิสิกส์ราชมงคล มอบหนังสือ E-BOOK คู่มือวิชาฟิสิกส์ ม.4 เรื่องแรงและการเคลื่อนที่ งาน-พลังงาน ของสำนักพิมพ์ OoKBee

สำนักพิมพ์ 

 

ฟิสิกส์ราชมงคล มอบหนังสือ E-BOOK คู่มือวิชาฟิสิกส์ ม.4 เรื่องแรงและการเคลื่อนที่ งาน-พลังงาน ของสำนักพิมพ์ OoKBee

    

คลิกค่ะ  ฟรี 

โดย ท่าน ผศ. สุชาติ สุภาพ มอบให้ท่าน    ฟรี

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1784038678327610

ฮับเบิล พบดาวฤกษ์อยู่ไกลที่สุด จากโลกส่องยังไง ก็มองไม่เห็น !! (ชมคลิป)

This image composite shows the discovery of the most distant known star using the NASA/ESA Hubble Space Telescope. The image to the left shows a part of the the deep-field observation of the galaxy cluster MACS J1149.5+2223 from the Frontier Fields programme gathered in 2014. The square indicates the position where the star appeared in May 2016 — its image magnified by gravitational microlensing. This part of the image also shows the four images of the Refsdal supernova, arranged in an Einstein cross. The upper right image pinpoints the position of the star, observed in 2011. The lower right image shows where the star was undergoing the microlensing event in late May 2016.

ปรากฏการณ์เลนส์ความโน้มถ่วงที่เกิดจากกระจุกดาราจักร และยังทำให้นักดาราศาสตร์ค้นพบดาวอิคารัส (ศรชี้) ซึ่งเป็นดาวฤกษ์ที่อยู่ไกลที่สุดเท่าที่เคยพบ  

(จาก NASA/ESA/P. Kelly (University of California, Berkeley))

ด้วยกำลังในการรวบรวมแสงของกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล บวกกับปรากฏการณ์ธรรมชาติช่วยเสริม ทำให้นักดาราศาสตร์พบดาวฤกษ์ที่อยู่ไกลที่สุดเท่าที่เคยพบ ดาวดวงนี้ส่องแสงมาตั้งแต่ที่เอกภพมีอายุเพียงหนึ่งในสามของปัจจุบันเท่านั้น

การค้นพบนี้เป็นผลงานของคณะนักดาราศาสตร์นำโดย แพทริก เคลลี นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมินเนสโซตา

แม้ว่าดาวดวงนี้จะจัดเป็นดาวสว่าง แต่ด้วยระยะทางที่ไกลโพ้นเช่นนั้น ไม่มีทางที่จะมองเห็นได้จากโลก แม้จะใช้กล้องโทรทรรศน์ที่ทรงพลังที่สุดก็ตาม นอกจากจะมีตัวช่วยอื่น ซึ่งในที่นี้ก็คือ ปรากฏการณ์เลนส์ความโน้มถ่วง ปรากฏการณ์นี้ได้ขยายแสงของดาวให้สว่างขึ้นอย่างมากจนพอจะสังเกตได้ด้วยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล

ปรากฏการณ์เลนส์ความโน้มถ่วงเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป เกิดขึ้นเมื่อแสงจากวัตถุดวงหนึ่งถูกขวางโดยวัตถุมวลสูงอีกดวงหนึ่ง ความโน้มถ่วงของวัตถุที่มาขวางทำให้ปริภูมิโดยรอบบิดโค้งคล้ายเลนส์ที่หักเหแสงจากเบื้องหลังให้ลู่เข้ามายังจุดเดียว ทำให้แสงสว่างจากวัตถุเบื้องหลังเพิ่มมากขึ้นอย่างมาก การศึกษาของนักวิจัยคณะนี้พบว่า ถ้าวัตถุที่เข้ามาขวางเป็นกระจุกดาราจักร ความโน้มถ่วงของทั้งกระจุกจะขยายแสงจากเบื้องหลังให้สว่างขึ้นได้มากราว 50 เท่า แต่ถ้าภายในกระจุกดาราจักรนั้นมีวัตถุขนาดเล็กที่มาขวางแสงจากวัตถุเบื้องหลังนั้นด้วย ก็จะเกิดปรากฏการณ์เลนส์ขึ้นได้เช่นกัน เรียกว่าปรากฏการณ์เลนส์จุลภาค กำลังขยายแสงก็จะเพิ่มขึ้นได้มาถึง 5,000 เท่าเลยทีเดียว

การค้นพบครั้งนี้มีเรื่องโชคช่วยเข้ามาเกี่ยวข้อง เกิดขึ้นขณะที่กำลังศึกษาซูเปอร์โนวาดวงหนึ่ง ชื่อว่า เรฟสดัล ซึ่งได้มีการคำนวณล่วงหน้าไว้ว่ากำลังจะถูกกระจุกดาราจักรกระจุกหนึ่งชื่อ แมกส์ เจ 1149 (MACS J1149) ที่อยู่ห่างออกไปราว 5 พันล้านปีแสงเข้าขวาง ซึ่งจะทำให้เกิดปรากฏการณ์เลนส์ความโน้มถ่วง แต่ในระหว่างการติดตามซูเปอร์โนวาเรฟดัลและรอคอยให้ปรากฏการณ์เลนส์เกิดขึ้น กลับพบว่ามีจุดแสงอีกจุดหนึ่งที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนสว่างวาบขึ้นมาในกรอบภาพเดียวกับซูเปอร์โนวา

นักดาราศาสตร์คณะนี้ตั้งชื่อเล่นให้ดาวดวงนี้ว่า อิคารัส ดาวอิคารัสได้ส่องแสงตั้งแต่ที่เอกภพมีอายุเพียง 4.4 พันล้านปีเท่านั้น

หลังจากทราบตำแหน่งของอิคารัสแล้ว ได้มีการติดตามสำรวจดาวดวงนี้ด้วยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลอีกครั้งเพื่อวัดสเปกตรัมของดาว จึงทราบว่าอิคารัสเป็นดาวฤกษ์ธรรมดา ไม่ใช่ซูเปอร์โนวา แต่มีเหตุการณ์พิเศษนอกเหนือจากปรากฏการณ์เลนส์ที่เกิดจากกระจุกดาราจักร คือวัตถุมวลสูงขนาดเล็กอีกดวงหนึ่งภายในกระจุกนั้นมาขวางอยู่พอดี จึงทำให้เกิดปรากฏการณ์เลนส์จุลภาคร่วมด้วย

การค้นพบดาวฤกษ์ที่อยู่ห่างไกลสุดขอบเอกภพในครั้งนี้ย่อมไม่ใช่ครั้งสุดท้าย นักดาราศาสตร์คาดหวังว่า เมื่อกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เวบบ์ขึ้นประจำการ จะได้พบปรากฏการณ์เช่นนี้และสามารถศึกษารายละเอียดได้มากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนก็เป็นได้

ที่มา:

คันเร่งค้าง? อย่าดับเครื่อง คลิป

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1781672468564231

เข้าใจกันว่าถ้าหากขับรถไปแล้วจู่ๆรถเรื่องเครื่อง หรือคันเร่งค้าง ให้ดับเครื่องทันที แล้วเหยียบเบรก ซึ่งการดับเครื่องนั้นเป็นวิธีที่ผิด!!

stop_2015_00B

คันเร่งค้าง อย่าดับเครื่อง! ดับทำไมในเมื่อมีวิธีที่ไวกว่าและปลอดภัยกว่า จำง่ายๆดังนี้

1. ผลักไปเกียร์ว่าง

stop_2015_03B

     การผลักไปเกียร์ว่าง คือการตัดไม่ให้เครื่องยนต์ส่งกำลังไปยังเกียร์ (ซึ่งเกียร์ก็คือสิ่งที่ ส่งกำลังขับเคลื่อนไปยังล้อรถของท่าน การผลักไปเกียร์ N (เกียร์ว่าง) นั้นหากท่าน ลองทำเล่นๆกับรถของท่านดูจะพบว่ามันสามารถผลักไปตรงๆได้โดยไม่ต้องกดปุ่ม ที่หัวเกียร์ แล้วจะไม่เลยไปถึงเกียร์ R (ถอยหลัง) ด้วย

คลิกอ่านต่อ

ฮือฮาเครื่องบินลำใหญ่ที่สุดในโลก ปีกยาวเท่าสนามฟุตบอล-ใช้เครื่องยนต์เจ็ตถึง 6 เครื่อง

เมื่อวันที่ 20 เม.ย. เดลี่เมล์รายงานความคืบหน้าการสร้างเครื่องบิน สตราโตลอนช์ จากการสนับสนุนของนายพอล อัลเลน ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ ว่า เครื่องบินลำนี้มีปีกยาวเท่ากับสนามฟุตบอล มีห้องนักบิน 2 ห้อง พร้อมล้อเครื่องบิน 28 ล้อ และใช้เครื่องยนต์เจ็ตของโบอิ้ง 747 ถึง 6 เครื่อง

ทีมงานเผยโฉมเครื่องบิน สตราโตลอนช์ ในงานซิมโปเซียมด้านอวกาศ ครั้งที่ 24 ที่เมืองโคโลราโด สปริงส์ รัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา ช่วงวันที่ 16 – 19 เม.ย. ไม่ได้ยังทำการบิน เพียงนำมาอวดสายตาบนรันเวย์เพียงอย่างเดียว ด้วยการทดสอบความเร็วของเครื่องบินที่ทำได้สูงสุด 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

สำหรับมูลค่าโครงการเครื่องบินลำยักษ์นี้ในช่วงเริ่มต้นในปี 2554  อยู่ที่ประมาณ 300 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณกว่า 9,300 ล้านบาท  เป้าหมายคือใช้ขนส่งจรวดดาวเทียม เสบียง สิ่งของ หรือส่งมนุษย์ขึ้นไปบนชั้นบรรยากาศ ก่อนที่จะเดินทางต่อสู่อวกาศ

ก่อนหน้านี้ในเดือนกุมภาพันธ์ มีการทดสอบวิ่งบนรันเวย์โดยใช้ความเร็วต่ำพบว่า เครื่องยนต์ทั้ง 6 เครื่อง ที่มีน้ำหนักรวมกันราว 4,000 กิโลกรัมเกิดไฟลุกไหม้ แต่ครั้งล่าสุดนี้ไม่มีปัญหาดังกล่าว

นายจอร์จ บักก์ ผู้จัดการโครงการเครื่องบินลำนี้ กล่าวว่า เป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับทีมงาน และทั้งโครงการ เมื่อสาธิตการบังคับทิศทางเครื่องบินจากห้องเครื่อง สาธิตระบบเบรก แล้วประสบความสำเร็จบนรันเวย์อย่างดีเยี่ยม การทดสอบความเร็วขั้นต่ำบนรันเวย์นับว่าเป็นก้าวสำคัญสู่การบินครั้งแรก ซึ่งทีมงานทั้งตื่นเต้น และภาคภูมิใจ

นายอัลเลนเคยให้สัมภาษณ์วอชิงตันโพสต์ ถึงความต้องการที่จะสร้างสตราโตลอนช์ให้เป็นยานพาหนะยักษ์ใหญ่เหนือน่านฟ้าที่จะนำสิ่งต่างๆสู่อวกาศได้รวดเร็วมากขึ้น และถูกกว่าเทคโนโลยีที่เคยมีอยู่ในปัจจุบัน

นอกจากนี้ยังบอกด้วยว่า เครื่องบินลำนี้จะเป็นตัวส่งจรวดชัตเติล หรือจรวดบรรทุกของเข้าไปด้านใน โดยมีชื่อลับว่า แบล็คไอซ์ สู่อวกาศ

ส่วนการทำเครื่องบินลำใหญ่เพื่อป้อนเสบียง หรือจรวดขึ้นสู่อวกาศครั้งนี้จากเชื่อว่าเป็นแข่งขันกับค่ายคู่แข่งอย่างสเปซเอ็กซ์ ของนายอีลอน มัสก์ เจ้าของบริษัทเทสล่า และโครงการบลูออริจิน ของนายเจฟฟ์ เบโซ เจ้าของเว็บไซต์อเมซอน ซึ่งเป็นเว็บไซต์ค้าออนไลน์ระดับโลก

 

“โน้ส อุดม” เผย ถ้าได้เป็น ‘รมว.ศึกษา’ ต้องเรียกครูทั้งประเทศมา ‘ปรับทัศนคติ!?’ (คลิป)

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1781644298567048

เมื่อ “โน้ส อุดม แต้พานิช” ได้ไปร่วมสัมมนาเชิงวิชาการ ที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ งานนี้ พี่โน้ส อุดม ก็ถูกนักศึกษาตั้งคำถามว่า ถ้าเกิดได้มีโอกาสเป็นผู้นำเกี่ยวด้านการศึกษามีโครงการอะไรที่อยากจะทำให้นักศึกษาหรือนักเรียนไทยบ้าง ซึ่งโน้สก็ตอบว่า ถ้าเกิดนายกรัฐมนตรีสั่งให้มาช่วยดูแลกระศึกษาธิการนั่นสิ่งแรกที่จะทำคือ!!

  • “เรียกครูทั้งหมดมาปรับทัศนคติ”

โดยเหตุผลที่ต้องเรียกครูทั้งประเทศมาปรับทัศนคติ พี่โน้สอุดม ระบุว่า “ต้องปรับทัศนคติให้เชื่อเหมือนกันก่อนว่า เด็กทุกคนนั้นแตกต่างกัน เหมือนพืชที่ต่างชนิด

 

เทคโนโลยีใหม่ผลิตน้ำสะอาดดื่มได้จากน้ำทะเลด้วยแสงอาทิตย์และไฮโดรเจล

hydrojel-base-desalination-1

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1781560145242130

ข้อมูลจากสหประชาชาติพบว่ามีผู้เสียชีวิต 30,000 คนต่อสัปดาห์จากการดื่มและใช้น้ำที่ไม่สะอาด แม้ว่าส่วนใหญ่ของการเสียชีวิตเหล่านี้เกิดขึ้นในประเทศกำลังพัฒนา แต่ประเทศที่เจริญมากอย่างสหรัฐอเมริกาก็ต้องประสบกับปัญหาการขาดแคลนน้ำสะอาดเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการเกิดพายุเฮอริเคน พายุไซโคลน หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติอื่นโดยไม่สามารถรู้ล่วงหน้า

ทีมวิจัยที่มหาวิทยาลัยเท็กซัส ออสติน นำโดย Guihua Yu รองศาสตราจารย์คณะวิศวรรมเครื่องกลและวัสดุ ได้พัฒนาเทคโนโลยีที่มีต้นทุนต่ำ ขนาดกะทัดรัด ใช้ไฮโดรเจลกับแสงอาทิตย์ สามารถผลิตน้ำสะอาด ดื่มได้อย่างปลอดภัย จากแหล่งน้ำทุกแห่งแม้กระทั่งจากทะเลที่มีน้ำเค็มจัด

“เราได้ปฏิวัติวิธีการระเหยของน้ำด้วยแสงอาทิตย์แบบเดิมทั้งหมด” Yu กล่าว นักวิจัยของมหาวิทยาลัยเท็กซัสได้พัฒนาเครื่องสร้างไอน้ำพลังแสงอาทิตย์แบบใช้ไฮโดรเจลที่ใช้แสงอาทิตย์ที่มีอยู่ทั่วไปทำให้น้ำระเหยเพื่อแยกเกลือออกจากน้ำ

ไฮโดรเจล (Hydrogel) เป็นวัสดุที่ทำจากโพลิเมอร์ มีลักษณะคล้ายเยลลี่สีสันสดใส มีความอ่อนนุ่มและแตกง่าย แต่มีคุณสมบัติในการดูดซับน้ำได้ถึง 600 เท่าของน้ำหนักตัวเอง ด้วยคุณสมบัติพิเศษนี้เองจึงสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ไฮโดรเจลถูกคิดค้นขึ้นมาตั้งแต่ปี 1960 และมีการพัฒนาคุณสมบัติมาโดยตลอด

การทำน้ำสะอาดจากน้ำเค็มด้วยเทคโนโลยีแสงอาทิตย์แบบเดิมเป็นกระบวนการที่มีต้นทุนสูงมากเพราะต้องใช้อุปกรณ์ในการรวมแสงอาทิตย์ แต่ทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยเท็กซัสได้พัฒนานาโนไฮโดรเจลที่ต้องการพลังงานน้อยมาก แค่เพียงพลังงานของแสงอาทิตย์ที่ส่องลงมาตามปกติก็เพียงพอแล้ว และมันยังสามารถเพิ่มปริมาณน้ำที่สามารถระเหยได้อีกด้วย

hydrojel-base-desalination-2

“การขจัดเกลือออกจากน้ำผ่านการกลั่นเป็นวิธีทั่วไปในการทำน้ำสะอาด แต่อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีการกลั่นที่มีอยู่ต้องใช้อุปกรณ์ค่อนข้างมากและต้องการใช้พลังงานสูง” Fei Zhao หนึ่งในทีมวิจัยกล่าว “พลังงานแสงอาทิตย์ที่เป็นแหล่งพลังความร้อนที่ยั่งยืนที่สุดและมีศักยภาพเพียงพอสำหรับการกลั่น ถือเป็นทางเลือกสำคัญสำหรับการผลิตน้ำสะอาด”

ไฮโดรเจลทำให้ไอน้ำถูกสร้างขึ้นภายใต้แสงอาทิตย์โดยตรงและถูกส่งไปควบแน่นกลายเป็นน้ำสะอาด คุณสมบัติในการแยกเกลือของไฮโดรเจลได้รับการทดสอบด้วยตัวอย่างน้ำจากทะเลเดดซี (Dead Sea) ที่มีความเข้มข้นของเกลือสูงมาก ผลที่ได้เป็นน้ำสะอาดที่ดื่มได้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานขององค์การอนามัยโลก

“จากการทดสอบของเราระบบสามารถผลิตน้ำสะอาดได้วันละ 25 ลิตรต่อตารารางเมตร ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้ในบ้านและพื้นที่ที่ได้รับภัยพิบัติ” Yu กล่าว “ที่ดีมากๆก็คือไฮโดรเจลสามารถนำไปทดแทนส่วนประกอบหลักของระบบแยกเกลือพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีอยู่แล้วได้เลย โดยที่ไม่จำเป็นต้องทำการยกเครื่องระบบใหม่ทั้งหมด”

Yu เชื่อว่าเทคโนโลยีนี้สามารถใช้งานเชิงพาณิชย์ได้และกำลังเตรียมทีมงานไว้รองรับคำขอจากภาคอุตสาหกรรมสำหรับดำเนินการทดสอบขนาดใหญ่ รวมทั้งได้ยื่นจดสิทธิบัตรและเตรียมการนำไฮโดรเจลที่พัฒนาขึ้นใหม่นี้ไปใช้งานเชิงพาณิชย์แล้ว

ฟิสิกส์ราชมงคล มอบหนังสือ E-BOOK คู่มือวิชาวิทยาศาสตร์ ชั้น ม.3 เรื่องงาน-พลังงาน ของสำนักพิมพ์ OoKBee

สำนักพิมพ์ 

 

ฟิสิกส์ราชมงคล มอบหนังสือ E-BOOK คู่มือวิชาวิทยาศาสตร์ ชั้น ม.3 เรื่องงาน-พลังงาน  ของสำนักพิมพ์ OoKBee

    

คลิกค่ะ  ฟรี 

โดย ท่าน ผศ. สุชาติ สุภาพ มอบให้ท่าน    ฟรี

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1781553111909500

สวีเดนเปิดใช้งานถนนที่สามารถชาร์จไฟรถยนต์ขณะวิ่งได้แห่งแรกของโลกแล้ว

first-electric-road-in-sweden-1

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1779536845444460

นวัตกรรมใหม่เพื่อรองรับการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเป็นกระแสได้รับความนิยมพุ่งสูงขึ้นทั่วโลกได้เปิดตัวเพิ่มขึ้นอีกอย่างหนึ่งแล้ว เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2018 สวีเดนได้เปิดใช้งาน ‘eRoadArlanda’ ถนนที่สามารถชาร์จไฟรถยนต์ได้ขณะกำลังวิ่งได้ ถนนระยะทาง 2 กิโลเมตรติดตั้งรางเหล็กคู่หนึ่งสำหรับจ่ายไฟฟ้าไว้ที่กลางถนนเปิดใช้งานเป็นแห่งแรกของโลก มันสะดวกรวดเร็วดีกว่าหยุดชาร์จไฟที่สถานีข้างถนน สร้างง่ายกว่าและราคาถูกกว่าระบบชาร์จไฟแบบเหนี่ยวนำ

ถนนเส้นนี้อยู่ระหว่างสนามบินสต็อกโฮม-อาแลนดา (Stockholm-Arlanda Airport) กับศูนย์กระจายสินค้าใหญ่ที่เมือง Rosersberg จะเริ่มใช้งานโดยรถขนส่งพัสดุภัณฑ์ของ PostNord บริษ้ทโลจิสติกส์รายใหญ่ก่อน หลังจากนั้นจะเปิดให้รถขนสินค้ารายอื่นและรถส่วนตัวได้ใช้งานในภายหลัง

ไฟฟ้าจะถูกส่งผ่านมาทางรางเหล็กที่ถูกฝังอยู่ใต้ผิวถนน เมื่อรถวิ่งผ่านสามารถยื่นแขนที่แกว่งไปมาได้ (Moveable Arm) จากใต้ท้องรถลงไปในร่องรางเหล็กเพื่อชาร์จไฟขณะกำลังวิ่งได้ การออกแบบจะคล้ายๆกับรางรถเด็กเล่นสล็อตคาร์ เมื่อรถออกนอกแนวรางแขนชาร์จไฟก็จะหดกลับเอง

ในสวีเดนมีถนนอยู่ทั้งหมดราว 5 แสนกิโลเมตร เป็นทางหลวงราว 20,000 กิโลเมตร Hans Säll ผู้บริหารระดับสูงของ eRoadArlanda องค์กรที่อยู่เบื้องหลังของเทคโนโลยีนี้เชื่อว่าการสร้างถนนชาร์จไฟได้แบบนี้ราว 2 – 4% ของถนนทั้งหมดก็จะเพียงพอแล้ว

“ถ้าเราสร้างถนนไฟฟ้าบนทางหลวง 20,000 กิโลเมตรก็จะเพียงพออย่างแน่นอน” Säll กล่าว “ระยะห่างระหว่างทางหลวงสองสายจะไม่เกิน 45 กิโลเมตรซึ่งรถยนต์ไฟฟ้าสามารถวิ่งได้ไกลกว่านั้นอยู่แล้วโดยไม่ต้องชาร์จไฟใหม่ บางคนยังเชื่อว่าสร้างถนนไฟฟ้าแค่ 5,000 กิโลเมตรก็เพียงพอแล้ว”

first-electric-road-in-sweden-2

เงินลงทุนในการสร้างถนนชาร์จไฟได้แบบนี้ตกราว 1 ล้านยูโรต่อกิโลเมตรซึ่งถูกกว่าการสร้างรถรางไฟฟ้าในเมืองถึง 50 เท่า และไม่ต้องกังวลเรื่องที่กระแสไฟฟ้าจะเป็นอันตรายต่อคนเดินถนน

“ไม่มีกระแสไฟฟ้าบนผิวถนน” Säll กล่าว “มันมี 2 ราง คล้ายกับปลักบนผนังที่มี 2 รู กระแสไฟฟ้าจะอยู่ต่ำลงไป 5 – 6 เซ็นติเมตร ต่อให้มีน้ำท่วมรางก็จะมีกระแสไฟฟ้าบนผิวเพียง 1 โวลต์เท่านั้นซึ่งเราสามารถเดินเท้าเปล่าบนมันได้เลย”

การปล่อยคาร์บอนสู่บรรยากาศในสวีเดนมาจากภาคการขนส่ง 30% พวกเขาตั้งเป้าหมายที่จะลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในภาคการขนส่งลง 70% ภายในปี 2030 รวมถึงทำให้การปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปี 2050 และถนนชาร์จไฟรถได้นี้ก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น