คลังเก็บรายเดือน: มีนาคม 2018

ฟิสิกส์ราชมงคล มอบหนังสือ E-BOOK คู่มือวิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-2-3 ภาคฟิสิกส์ ของสำนักพิมพ์ OoKBee

สำนักพิมพ์ 

 ebook

ฟิสิกส์ราชมงคล มอบหนังสือ E-BOOK คู่มือวิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-2-3 ภาคฟิสิกส์ ของสำนักพิมพ์ OoKBee

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1751129644951847

    

คลิกค่ะ  ฟรี 

โดย ท่าน ผศ. สุชาติ สุภาพ มอบให้ท่าน    ฟรี

ไขปริศนาโครงกระดูกเอเลี่ยนพบในทะเลทราย นักวิทย์ได้ข้อสรุปสุดท้ายแล้ว

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1751134941617984

เมื่อวันที่ 23 มี.ค. เดอะการ์เดียนรายงานว่า นักวิทยาศาสตร์ไขปริศนาซากโครงกระดูกที่ถูกทำให้เป็นมัมมี่ มีชื่อว่า อตา ขนาดความยาวกว่า 40 เซนติเมตร ที่ค้นพบในทะเลทราย อตากามา ประเทศชิลี เมื่อ 15 ปีก่อน และมีผู้นำไปประมูลในสเปนได้แล้ว ว่าเป็นเด็กเพศหญิงที่เสียชีวิตทันทีหลังจากลืมตาดูโลก

Dr Emery Smith

นักวิทยาศาสตร์สหรัฐ นำโดย แกร์รี โนแลน ศาสตราจารย์ด้านจุลชีววิทยา และภูมิคุ้มกันวิทยา จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และทีมงานจากมหาวทิยาลัยแคลิฟอร์เนีย ร่วมกันวิจัยซากโครงกระดูกที่ดูคล้ายกับเอเลี่ยน มีชื่อว่า อตา

ใช้วิธีสกัดดีเอ็นเอมาตรวจสอบ และพบว่าโครงกระดูกนี้อาจจะเป็นของเด็กใกล้คลอด หรือเด็กที่เสียชีวิตทันทีหลังหลอด อีกทั้งยังมีโครงสร้างที่กลายพันธุ์อีกด้วย ส่งผลให้โครงกระดูกนี้มีรูปร่างที่แปลกตาไปจากมนุษย์ปกติ

Dr Emery Smith

อตา มียีนส์ในโครงสร้างดีเอ็นเอกลายพันธุ์อย่างน้อย 7 ตัว ส่งผลให้มีความผิดปกติบริเวณซี่โครง และหัวกะโหลก รวมไปถึงรูปร่างโดยรวม

นอกจากนี้การวิจัยยังค้นพบด้วยว่า อตามีสภาพที่เรียกว่า ไส้เลื่อนกะบังลมแต่กําเนิด (congenital diaphragmatic hernia) ซึ่งส่งผลต่อชีวิตเนื่องจากกะบังลมจะไม่มีการเจริญเติบโต หรือพัฒนาอย่างถูกวิธี  ขณะที่ ดีเอ็นเอดังกล่าวมีความคล้ายคลึงกับส่วนประกอบในโครงสร้างดีเอ็นเอกับชาวชิลีทั่วไป

คณะนักวิจัยเชื่อว่า อตาตายมาแล้วกว่า 40 ปี ก่อนมีการค้นพบ ในปี 2546  ด้วยสภาพที่แปลกอย่างมากเนื่องจากรูปร่างที่ดูผิดเพี้ยนจากธรรมชาติ และไม่สามารถที่จะให้อาหารได้

นอกจากนี้ยังมีความเป็นไปได้สูงว่า อตา จะเสียชีวิตตั้งแต่ห้องอภิบาลทารกแรกเกิด จากนั้นมีสตรีคนหนึ่งเก็บโครงกระดูกแปลกประหลาดนี้ไว้สำหรับขาย ก่อนพิสูจน์ว่าโครงกระดูกนี้เป็นของมนุษย์

Dr Emery Smith

การค้นพบซากโครงกระดูกมัมมี่น้อยนี้ มีขึ้นในปี 2546 ที่เมืองลา โนรีอา ทางตอนเหนือของชิลี ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองเหมืองแร่ไนเตรต และกลายเป็นเมืองผีที่ไม่มีผู้อยู่อาศัยในภายหลัง ซึ่งผู้ค้นพบเจอซากโครงกระดูกถูกห่อหุ้มอยู่ในผ้าสีขาว ผูกด้วยโบว์สีม่วง และขนาดตัวถึงแม้ว่าจะมีความยาวราว 40 เซนติเมตร แต่โครรงสร้างกระดูกมีส่วนประกอบที่คล้ายกับเด็กอายุ 6-8 ปี แต่มีซี่โครงเพียง 10 คู่เท่านั้นจากปกติที่มนุษย์ทั่วไปจะมี 12 คู่

เลือดของท่านกรุ๊ปอะไรให้กับคนกรุ๊ปใดได้บ้างและเราสามารถรับเลือดกรุ๊ปใดได้เพื่อเป็นความรู้ (คลิป)

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1746567325408079

1521415140805

เลือดของท่านกรุ๊ปอะไรให้กับคนกรุ๊ปใดได้บ้างและเราสามารถรับเลือดกรุ๊ปใดได้เพื่อเป็นความรู้

คนเราเลือกเกิดไม่ได้ ชาวเน็ตน้ำตาซึม เด็กชายใจสู้ แม้ไม่มีแขน-ขา แต่ทำในสิ่งที่รัก (คลิป)

15 มี.ค.เพจดังบนเฟซบุ๊ก YouClix ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอคลิปหนึ่งที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตให้กับคนทั่วโลกได้ โดยมีจำนวนผู้ชมสูงกว่า19ล้านครั้ง และถูกแชร์ออกไปกว่า3แสนครั้ง จนกลายเป็นกระแสไวรัลบนโลกออนไลน์

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1746701212061357

คลิปวิดีโอปรากฏภาพหนูน้อยเพศชาย กำลังเล่นฟุตบอลด้วยสีหน้าท่าทางสนุกสนาน แต่สิ่งที่ทำให้ชาวเน็ตหลายๆคนน้ำตาไหลและทำให้คลิปนี้กลายเป็นกระแสดังนั่นก็คือ ร่างกายของเด็กชายตัวน้อยที่ไม่มีแขน ไม่มีขา แต่เขากลับเปี่ยมไปด้วยหัวใจที่ยิ่งใหญ่ ไม่ยอมแพ้กับอุปสรรคทางด้านร่างกาย

หนูน้อยค่อยๆพลิกตัวและกลิ้งไถไปกับพื้น เพื่อเตะลูกบอลโดยใช้ช่วงตัวแทนขา พร้อมแสดงสีหน้าดีใจทุกครั้งที่เตะลูกฟุตบอลได้

ทำให้ชาวเน็ตต่างก็ชื่นชมในความพยายาม และหัวใจที่ยิ่งใหญ่ของหนูน้อยผู้นี้ มีคอมเมนต์หนึ่งกล่าวว่า

“ผมเชื่อว่าเด็กคนนี้จะเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่งเหมือนเหล็กกล้า ตอนนี้เขาเพิ่งจะ 3 ขวบ แต่ก็มีความกล้าหาญที่ไม่ปล่อยให้ความพิการทางร่างกายเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิต”

และอีกคอมเมนต์ กล่าวว่า “อย่าโทษพระเจ้าเลย เด็กคนนี้จะข้ามผ่านมันไปได้อย่างแข็งแกร่ง มันเป็นบทเรียนสำคัญให้กับพวกเราที่มีแขนขาปกติ ที่ยังคงทำแต่เรื่องไม่ดีคิดได้”

ชมคลิป..

แปลก! นาฬิกาดิจิตอลทั่วยุโรปเดินช้าไป 6 นาทีเนื่องจากปัญหาการเมือง

europe-clocks-deviation-1

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1745623615502450

เวลาเป็นเรื่องแปลกประหลาด ดังที่ไอน์สไตล์กล่าวไว้ว่ามันคือแนวคิดแบบสัมพัทธ์ เพียงแต่ตัวเขาเองไม่ได้เจอกับเรื่องแปลกๆของเวลาดังเช่นคนยุโรปได้ประสบกัน ตั้งแต่กลางเดือนมกราคม 2018 เป็นต้นมานาฬิกาดิจิตอลของชาวยุโรปค่อยๆเดินช้าลงๆ จนถึงสัปดาห์ที่แล้วมันช้าไปถึง 6 นาที สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้มีสาเหตุจากความผิดปกติของกาล-อากาศแต่อย่างใด น่าแปลกมากที่มันเกิดจากปัญหาการเมืองภายในยุโรปเอง

นาฬิกามีหลายวิธีในการรักษาเวลาให้คงที่ ในสมัยก่อนเป็นนาฬิกาแบบกลไกมีสปริง ฟันเฟือง และกลไกต่างๆเป็นตัวควบคุม ส่วนนาฬิกาดิจิตอลใช้วิธีในการรักษาเวลาที่แตกต่างออกไปซึ่งก็มีอยู่หลายวิธี สมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์จะซิงค์กับเวลามาตรฐานผ่านทางอินเตอร์เน็ต นาฬิกาดิจิตอลที่มีแบตเตอรี่จะใช้วงจรกําเนิดสัญญาณนาฬิกา (Crystal Oscillators)

แต่นาฬิกาที่อยู่กับอุปกรณ์อื่นๆ เช่น เตาไฟฟ้าและไมโครเวฟ จะรักษาเวลาให้คงที่โดยการคำนวณจากความถี่ของไฟฟ้ากระแสสลับที่จ่ายให้มัน ในสหรัฐค่านี้จะเป็น 60 เฮิร์ต (รอบ/วินาที) ส่วนในยุโรปเป็น 50 เฮิร์ต นาฬิกาเหล่านี้จะนับจำนวนรอบของไฟฟ้ากระแสสลับแล้วแปลงค่าเป็นเวลาโดยคิดจากค่าความถี่มาตรฐานที่กำหนดไว้

องค์กรควบคุมเครือข่ายระบบไฟฟ้าของยุโรปหรือ ENTSO-E ได้เปิดเผยว่ามีการเบี่ยงเบนเล็กน้อยของค่าความถี่ของกระแสไฟฟ้าทั่วทั้งเครือข่ายใน 25 ประเทศตั้งแต่กลางเดือนมกราคมเป็นต้นมา ค่าเบี่ยงเบนเพียงนิดเดียวนี้กลับส่งผลให้นาฬิกาดิจิตอลทั่วยุโรปบอกเวลาผิดเพี้ยนไป

แทนที่ค่าความถี่ของระบบไฟฟ้าจะเป็น 50 เฮิร์ตเป๊ะๆ มันกลับต่ำลงเล็กน้อยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 49.996 เฮิร์ต ความคลาดเคลื่อนเพียงนิดเดียวนี้พอผ่านเวลาไปราว 2 เดือนได้ส่งผลให้นาฬิกาดิจิตอลเดินช้าไปเกือบ 6 นาที

เนื่องจากระบบไฟฟ้าในยุโรปเชื่อมต่อกัน เมื่อเกิดความไม่สมดุลในบางพื้นที่จะส่งผลให้ความถี่ตกลงเล็กน้อย ตั้งแต่กลางเดือนมกราคมเครือข่ายสูญเสียพลังงานไฟฟ้าไป 113 กิกะวัตต์-ชั่วโมงเนื่องจากโคโซโวใช้ไฟฟ้ามากกว่าที่ผลิตได้ ตามปกติแล้วเซอร์เบียจะต้องรับผิดชอบในการผลิตไฟฟ้าเพิ่มให้สมดุล แต่ไม่มีการดำเนินการดังกล่าวเนื่องจากมีความขัดแย้งระหว่างเซอร์เบียกับโคโซโวในเรื่องที่ว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าในโคโซโว ข้อขัดแย้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของข้อพิพาทที่ซับซ้อนซึ่งมีมานานกว่า 20 ปี

ยังดีที่ ENTSO-E บอกว่าปัญหาการเบี่ยงเบนของความถี่ของระบบเครือข่ายไฟฟ้าในยุโรปได้ยุติลงแล้ว แม้ว่าพวกเขายังคงหาวิธีในการชดเชยพลังงานที่สูญเสียไปตั้งแต่กลางเดือนมกราคมอยู่ก็ตาม ไม่เป็นที่เปิดเผยว่ามันถูกแก้ไขอย่างไร แต่ตอนนี้ชาวยุโรปสามารถตั้งเวลาใหม่และนาฬิกาก็เดินได้เที่ยงตรงตามเดิมแล้ว

 

วัยเก๋ายุคไฮเทคอยากสุขภาพดี ใช้อุปกรณ์ล้ำสมัยแบบไม่ลืมออกกำลัง

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1745628562168622

(หุ่นยนต์ดูแลผู้สูงอายุ และกำไลติดสัญญาณติดตามตัว อุปกรณ์จำเป็นสำหรับผู้สูงวัยที่ต้องอยู่บ้านเพียงลำพัง กระทั่งคุณตาคุณยายที่ป่วยโรคอัลไซเมอร์ซึ่งอาจหลงทางได้ง่าย)
ยุคนี้มองไปทางไหนก็ไฮเทคแทบทุกเรื่อง ขนาดเครื่องใช้ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ ยังสามารถสั่งงานผ่านมือถือ เพื่อให้อุปกรณ์ดังกล่าวเปิด-ปิดได้แม้เจ้าของยังกลับไม่ถึงบ้าน ซึ่งมีตั้งแต่ทีวี ตู้เย็น เครื่องซักผ้า แอร์คอนดิชั่นเนอร์ ฯลฯ ก่อนหน้านี้ว่านวัตกรรมดูแลผู้วัยอย่างหุ่นยนต์ดูแลคุณตาคุณยายอยู่บ้านคนเดียว ว่าไฮเทคแล้ว เพียงแค่กดปุ่มตั้งค่าโปรแกรมทิ้งเอาไว้ เมื่อถึงเวลาเครื่องก็จะทำงานโดยอัตโนมัติ ทว่าแนวโน้มในอนาคต สิ่งต่างๆ จะยิ่งมีความทันสมัยมากขึ้นเรื่อยๆ รวมไปถึงสินค้าเพื่อคนสูงวัยที่หลายคนตั้งคำถามว่า นวัตกรรมสุดล้ำดังกล่าวจะยิ่งส่งผลให้คุณตาคุณยายไม่อยากขยับเขยื้อนร่างกาย ทว่าทุกอย่างมักจะมีข้อดีและข้อเสียอยู่ในตัวเอง อ.ณรงค์ เทียมเมฆ ผู้ทรงคุณวุฒิแผนส่งเสริมกิจกรรมทางกายจาก สสส. ให้มุมมองไว้น่าสนใจ

(อ.ณรงค์ เทียมเมฆ)
อ.ณรงค์ให้ข้อมูลว่า “ทุกวันนี้มนุษย์เราส่วนใหญ่มักจะขาดการเคลื่อนไหวอยู่แล้ว นั่นหมายถึงว่าเราขาดการออกกำลังทางกาย หากยิ่งมีอุปกรณ์ โดยเฉพาะของใช้ที่ทันสมัย โดยที่ผู้สูงวัยไม่ได้ลุกเดินเหิน ก็อาจกระตุ้นให้มีการเคลื่อนไหวน้อยขึ้นไปอีก ซึ่งหลักเกณฑ์การเคลื่อนไหวของร่างกาย หากยิ่งหมั่นขยับก็จะทำให้เกิดความแข็งแรง กระฉับกระเฉง และจะทำให้อวัยวะส่วนต่างๆ ทำงานได้ดี แต่ถ้าหากเรากินอาหารเข้าไปและนอนอยู่นิ่งๆ ประกอบร่างกายของผู้สูงอายุก็ทรุดโทรมอยู่เป็นทุนเดิม นั่นไม่เพียงทำให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ไม่ดีแล้ว แต่จะส่งผลให้เป็นโรคอ้วน โรคหัวใจ เบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูงตามมา

(เพียงแค่ผู้สูงอายุลุกขึ้นเดินไปปิดไฟ หรือปิดก๊อกน้ำ ก็เท่ากับเป็นการออกกำลังกายอย่างง่ายๆ)
ในส่วนของอุปกรณ์ไฮเทคของผู้สูงวัยในปัจจุบัน ก็ขอให้ยึดหลักการใช้โดยทางสายกลาง ซึ่งหมายความว่าหากผู้ป่วยท่านนั้นต้องนอนติดเตียง การใช้ระบบสั่งการด้วยโทรศัพท์มือ ในการเปิด-ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าก็ถือว่าจำเป็น มันขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่ท่านอยู่อาศัยด้วย รวมถึงเรื่องฐานะและสภาพทางการเงิน ว่าครอบครัวของผู้สูงอายุจะสามารถจ่ายได้หรือไม่ ถ้าจ่ายได้และมีความจำเป็น เช่น การที่ลูกหลานออกไปทำงาน และต้องทิ้งท่านไปวันละ 7-8 ชั่วโมงขึ้นไป ก็สามารถใช้ได้ หรือแม้แต่อุปกรณ์ติดตามตัวผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็น “กำไรอิเล็กทรอนิกส์” ที่ปัจจุบันดีไซน์ให้อยู่ในรูปแบบการใช้งานที่แตกต่างกัน หากเป็นกลุ่มผู้ใหญ่ที่ป่วยโรคอัลไซเมอร์ซึ่งมีปัญหาเรื่องการหลงลืม เป็นต้นว่า ออกไปเดินเล่นหน้าบ้านและหาทางกลับไม่ได้ ดังนั้นอุปกรณ์ดังกล่าวก็ถือว่าจำเป็นไม่น้อย

แม้การพึ่งพาเทคโนโลยีในกรณีที่จำเป็นจะเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ แต่สิ่งที่ลืมไม่ได้ นั่นคือการหมั่นขยับร่างกายอีกแรงหนึ่ง เช่น หากผู้สูงวัยอาศัยในชนบทก็ไม่น่าเป็นห่วง เนื่องจากท่านสามารถเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อโดยการลุกขึ้นมากวาดใบไม้หน้าบ้าน หรือการถอนหญ้า เก็บขยะรอบบ้าน แต่หากเป็นคนสูงอายุที่อยู่ในเมือง เช่น คอนโดมิเนียม เคล็ดไม่ลับในการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างง่ายๆ ได้แก่ การยืนแกว่งแขน, กำและแบมือ, หมุนหัวไหล่ขณะนั่งดูทีวี ซึ่งระยะเวลาของการออกกำลังที่พอเพียงสำหรับผู้สูงอายุจากท่าเอกเซอร์ไซส์ดังกล่าว คือให้ทำวันละ 5,000 ครั้ง ทั้งนี้ สามารถแบ่งการออกกำลังเป็นเซตๆ (ทำเช้า, สาย, บ่าย) โดยใช้การจับเวลา เช่น หากต้องการแกว่งแขนให้ได้ 5,000 ครั้ง ให้ลองเอาจำนวนครั้ง เช่น แกว่งแขน 50 ครั้ง X 10 นาที ผลลัพธ์ที่ได้คือ คุณตาคุณยายสามารถบริหารร่างกายได้ 500 ครั้งนั่นเอง จากนั้นก็ให้ทำจนครบจำนวนดังกล่าว นอกจากนี้ ผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมยังสามารถหมั่นลุกเดินไปเปิด-ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วยตัวเอง นั่นก็เท่ากับเป็นการออกกำลังกายแล้วเช่นกัน”
จริงอยู่ที่อุปกรณ์ล้ำสมัยถือเป็นตัวช่วยยามยากสำหรับผู้สูงอายุที่ต้องอาศัยเพียงลำพัง แต่ถ้าจะให้ดีนั้นก็ควรหมั่นเคลื่อนไหวร่างกายในชีวิตประจำวัน เพราะแค่ขยับก็เท่ากับทำให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ดียิ่งขึ้น และยังช่วยลดโรคเรื้อรังต่างๆ ได้เป็นอย่างดี…เห็นด้วยไหมค่ะ.

รู้จัก ALS กล้ามเนื้ออ่อนแรง โรคร้ายไร้ทางรักษา คร่าชีวิต สตีเฟน ฮอว์กกิ้ง

ย้อนไปเมื่อ 55 ปีที่แล้ว เด็กหนุ่มอนาคตรุ่งมีนามว่า สตีเฟน ฮอว์กกิ้ง Stephen Hawking นักศึกษา ม.เคมบริดจ์ ในวัย 21 ปี ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเซลล์ประสาทสั่งการ (Motor Neurone Disease) จนทำให้เขามีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ (Amyotrophic Lateral Sclerosis : ALS) และผู้ป่วยโรคนี้ส่วนใหญ่ มักจะเสียชีวิตหลังจากได้รับการวินิจฉัยเพียงไม่กี่ปีเท่านั้นแต่ไม่น่าเชื่อว่า แม้สตีเฟนจะเป็นอัมพาตเกือบทั่วร่างกาย และต้องใช้วีลแชร์ไปตลอดชีวิต เขาก็ยังยืนหยัดที่จะต่อสู้กับโรคร้ายที่ไม่มีวันรักษาหาย ไปพร้อมๆ กับการคิดค้นผลงานทางวิทยาศาสตร์ระดับโลกอย่างมากมาย จนได้รับยกย่องให้เป็นปรมาจารย์ด้านฟิสิกส์และนักจักรวาลวิทยาชื่อดังที่สุดแห่งยุค

จนในที่สุด สตีเฟน กลับมีชีวิตยืนยาวกว่าที่หมอที่รักษาเขาจะคาดคิดเสียอีก แต่สุดท้ายแล้ว เขาก็ไม่สามารถหนีจุดจบของโรคนี้ได้ โดยผู้สื่อข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 14 มี.ค. 61 ที่ผ่านมา ว่า บุรุษผู้เป็นอัจฉริยะแห่งยุครายนี้ ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบที่บ้านพักใกล้กับ ม.เคมบริดจ์ ในวัย 76 ปี

โดยผู้ที่จะมาให้ข้อมูลเรื่องนี้เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมประสาทวิทยาแห่งประเทศไทย นั่นก็คือ ศ.นพ.ก้องเกียรติ กูณฑ์กันทรากร

รู้จักโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ALS

โรคเอแอลเอส (Amyotrophic Lateral Sclerosis : ALS) เป็นโรคที่เกิดจากการเสื่อมของเซลล์ประสาทสั่งการ (Motor Neurone Disease) ส่วนคำว่า “กล้ามเนื้ออ่อนแรง” เป็นอาการของโรคที่ทำให้กล้ามเนื้อตามแขนและขาค่อยๆ อ่อนแรงลง ไม่ใช่ชื่อจำเพาะ

ทั้งนี้ โรคเอแอลเอส มีสาเหตุมาจากหลากหลายปัจจัย เช่น เป็นโรคกล้ามเนื้อเส้น โรคเส้นประสาทอักเสบ ก็ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงได้ ซึ่งในทางการแพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรคที่แน่ชัด

แขนขาอ่อนแรง กลืนลำบาก พูดไม่ชัด! ส่องอาการโรค ALS

ศ.นพ.ก้องเกียรติ อธิบายถึงอาการของโรคเอแอลเอส ว่า จะมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงบริเวณมือ แขน ขา หรือเท้าข้างใดข้างหนึ่งก่อน และจะค่อยๆ ลามไปยังแขนขาที่อยู่ใกล้เคียงกันหรืออยู่คนละข้าง ก่อนลามไป ทั้ง 2 ข้าง ในผู้ป่วยบางคนอาจจะมีอาการกลืนลำบาก พูดไม่ชัด ทำให้เกิดการสำลัก ติดเชื้อกลายเป็นปอดอักเสบ ถ้าเกิดกลืนไม่ได้ กล้ามเนื้อก็จะฟ่อลง ทำให้เกิดทุพโภชนาการ หรือภาวะซึ่งเกิดขึ้นจากการรับประทานอาหารไม่สมดุลกัน โดยอาจมีสารอาหารบางอย่างได้รับไม่เพียงพอ เกิน หรือผิดสัดส่วน ผู้ป่วยจะมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนอย่างอื่น เช่น ติดเชื้อในปอด หายใจไม่ได้ กลืนลำบาก สำลัก จนทำให้เสียชีวิตได้

“วิธีสังเกตเบื้องต้นนั้น ร่างกายจะมีอาการอ่อนแรงของแขน หรือขา ข้างใด ข้างหนึ่งค่อยๆ เป็นมากขึ้นเรื่อยๆ ที่คิดว่าไม่ปกติแล้ว และต้องไปหาสาเหตุว่าเป็นโรคอื่นหรือไม่ หรือเป็นโรคเอแอลเอส เพราะอาการของโรคในช่วงแรกจะไม่ค่อยจำเพาะเจาะจงเท่าไหร่ครับ”

1 ใน 100,000 คนไทยหลายร้อยป่วย ALS

คนไทยที่ป่วยโรคเอแอลเอส จะเจอผู้ป่วย 1 คนต่อประชากร 100,000 คน ซึ่งในประเทศไทยจะมีผู้ป่วยโรคนี้หลายร้อยคน

นอกจากนี้ โรคเอแอลเอสส่วนใหญ่มักเกิดในผู้สูงวัยที่มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป โดยจะเกิดกับเพศชายมากกว่าเพศหญิง และมักจะมีชีวิตไม่ยืนยาว ประมาณ 5 ปี อย่างมากที่สุดก็ไม่เกิน 10 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเป็นในระยะท้ายๆ จะทำให้ยิ่งหายใจลำบากมากขึ้น ผู้ป่วยจะต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ

ใช้ยาชะลอโรค ยืดอายุผู้ป่วย รักษาตามอาการ

นอกจากการให้ยารักษาประคับประคองตามอาการของผู้ป่วยแล้วนั้น ยังมียา Riluzole ซึ่งมีฤทธิ์ในการยับยั้งสารกลูตาเมต ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทชนิดหนึ่ง สามารถช่วยชะลอโรค ยืดอายุของผู้ป่วยได้จำนวนหนึ่ง

“ส่วนใหญ่กว่าที่จะวินิจฉัยได้ก็มักจะเจอในระยะท้ายๆ ของโรคแล้ว หลังจากที่ผู้ป่วยค่อยๆ เป็น หรือบางครั้งก็ไม่รู้ตัวว่าเป็น อีกทั้ง โรคนี้จะวินิจฉัยยาก ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์พอสมควร โดยแพทย์อายุรกรรมสาขาประสาทวิทยาที่มีประสบการณ์ จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม โดยการตรวจเส้นประสาทและกล้ามเนื้อด้วยคลื่นไฟฟ้า”

ผู้ป่วยสุดโชคร้าย โรค ALS ไม่มีทางรักษาหาย

ความหวังของผู้ป่วยโรคเอแอลเอสในการที่จะรักษาให้หายขาดต้องหมดลง เนื่องจากโรคนี้ไม่มีทางรักษาให้หายได้ เพราะเป็นโรคความเสื่อมของเซลล์ประสาท มีเพียงแต่การให้ยาเพื่อชะลอโรคให้เซลล์เสื่อมช้าลง แต่ในที่สุดแล้วผู้ป่วยทุกคนก็จะเข้าไปสู่ทางเดียวกัน ก็คือ เคลื่อนไหวไม่ได้ พูดไม่ได้ กลืนลำบาก จนเสียชีวิตในที่สุด

ทั้งนี้ ยังไม่เคยเห็นใครรอดชีวิตจากโรค ALS ซึ่งสุดท้ายก็ต้องจบชีวิตลงทุกคน ขึ้นอยู่กับว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้น

“ผู้ที่เสียชีวิตจากโรคเอแอลเอสมักจะเกิดจากภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ ติดเชื้อ แผลกดทับ หายใจไม่ได้ ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ถ้าไม่มีเครื่องช่วยหายใจผู้ป่วยก็จะเสียชีวิตครับ เพราะอาการป่วยจะค่อยๆ ทรุดลงไปเรื่อยๆ”

ไขทางรอดไม่ให้เกิดความเสี่ยงที่จะเป็นโรค ALS

มีวิธีใดบ้างที่จะป้องกันไม่ให้เกิดโรคนี้? เป็นคำถามที่หลายคนอยากจะรู้ เพื่อป้องกันก่อนเกิดโรคร้าย

ศ.นพ.ก้องเกียรติ ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “ไม่มีครับ” พร้อมทั้งอธิบายต่อว่า “โรคนี้มันทำนายไม่ได้ครับว่าจะเป็นหรือไม่ ยกเว้นว่า ในผู้ป่วยบางรายมีครอบครัวที่มียีนผิดปกติ ก็ทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเอแอลเอสสูงขึ้นไปอีก ซึ่งปัจจัยทางครอบครัว หรือ ปัจจัยทางยีน อาจจะเจอประมาณ 5% จากผู้ป่วยทั้งหมด ส่วน 95% ที่เหลือนั้น ไม่ทราบสาเหตุ เป็นความเสื่อมของเซลล์ประสาทสั่งการที่เกิดขึ้นมาเอง”

แต่อย่างไรก็ตาม หากครอบครัวเป็นโรคเอแอลเอสก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคนี้มากกว่าคนอื่นๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นทุกราย

นอกจากนี้ สำหรับโรคที่เกิดจากความเสื่อมต่างๆ หากผู้ป่วยรักษาร่างกายให้แข็งแรง มีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่ดี ก็จะทำให้ความเสี่ยงของโรคเหล่านี้ลดลงไปด้วย ซึ่งก็จะช่วยป้องกันทั้งโรคสมองเสื่อม เซลล์ประสาทสั่งการ รวมทั้งโรคอื่นๆ ร่วมด้วย

แต่ที่ผ่านมามีนักกีฬาที่ป่วยเป็นโรคนี้เช่นเดียวกัน ทั้ง นักเบสบอล นักฟุตบอล หรือแม้กระทั่งนักมวยอย่าง พเยาว์ พูลธรัตน์ นักชกเหรียญรางวัลโอลิมปิกคนแรกของประเทศไทย ซึ่งเสียชีวิตด้วยโรคเอแอลเอส ในวัย 49 ปี

สำหรับกรณีของสตีเฟน ฮอว์กกิ้ง นั้น ที่มีอายุอยู่ได้ถึง 55 ปีนั้น เป็นเพราะว่า เขามีอาการตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นหนุ่ม และตัวโรคที่เป็นลุกลามช้า ซึ่งพบได้น้อยมาก รวมทั้ง เขาได้รับการดูแลประคับประคองที่ดี มีเครื่องช่วยหายใจ ได้รับการให้อาหารอย่างเพียงพอ ป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้ดี จึงทำให้มีอายุได้ยืนกว่าผู้ป่วยโรคนี้โดยทั่วไป ซึ่งหลักๆ คงจะเป็นตัวโรคของเขาที่อาจจะโชคดีเป็นชนิดที่ทำให้เสียชีวิตช้าลง

“แต่อย่าเพิ่งตกใจไปนะครับ เพราะว่าโรคเอแอลเอสพบได้ไม่มาก แต่หากประชาชนสงสัยว่ามีอาการอ่อนแรงค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป ไม่ว่าจะเป็นแขน ขา การพูด หรือการกลืน จนมีผลต่อการดำรงชีวิตประจำวันหรือเริ่มมีความผิดปกติแล้ว แนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ เพราะว่าสาเหตุมีค่อนข้างหลากหลาย ต้องไปหาสาเหตุอื่นๆ ก่อนที่จะวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้” ศ.นพ.ก้องเกียรติ ฝากทิ้งท้าย.

สนพ.จีนได้รับคำสั่งซื้อหนังสือ “สตีเฟน ฮอว์กิง”กว่า 1 ล้านเล่ม ภายใน 1 วัน!

สตีเฟน ฮอว์กิง ขณะอยู่บนเวทีระหว่างการประกาศโครงการ Breakthrough Starshot  ในนิยอร์ก วันที่ 12 เม.ย. 2016 โดยโครงการฯนี้ได้จับมือกับเศรษฐีชาวรัสเซีย Yuri Milner (แฟ้มภาพ รอยเตอร์ส)

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1744386965626115

รายงานข่าวซินหวา ระบุสำนักพิมพ์จีนเปิดเผยเมื่อวานนี้ (15 มี.ค.) ว่า ได้รับคำสั่งซื้อหนังสือเกี่ยวกับงานของสตีเฟน ฮอว์กิง กว่า 1 ล้านฉบับ นับจากที่มีข่าวแถลงการเสียชีวิตของนักฟิสิกส์ทฤษฎีชาวอังกฤษผู้นี้เมื่อวันที่ 14 มี.ค. 

บรรณาธิการสำนักพิมพ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งมณฑลหูหนัน (Hunan Science and Technology Press) นาย ซุน กุ้ยจวิน กล่าวว่า การเสียชีวิตของ ฮอว์กิง ได้กระตุกกระแสชาวจีนหันมาสนใจหนังสือของเขาอีกครั้ง พร้อมกับคำสั่งซื้อหนังสือล่วงหน้านับล้านหลั่งไหลเข้ามา โดยผู้ซื้อส่วนใหญ่ได้ช้อปหนังสือผ่านร้านหนังสืออนไลน์รายใหญ่ JD.com และ Dangdang.com 

ทั้งนี้ สำนักพิมพ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หูหนัน ได้เปิดตัวหนังสือขายดีของฮอว์กิง คือ “ประวัติย่อของเวลา″ (A Brief History of Time สู่ตลาดจีนเมื่อปี 1992 จากนั้นมา ได้ตีพิมพ์หนังสือของเขา เกือบ 10 ปก ในช่วง 26 ปีที่ผ่านมา

“ “A Brief History of Time” ได้รับการตีพิมพ์มากกว่า 30 ครั้ง และกลายเป็นหนังสือฮ็อตฮิตในหมู่ผู้อ่านชาวจีน” ซุน กล่าว 

ซุน ได้เป็นบรรณาธิการหนังสือของ ฮอว์กิง ตั้งแต่ปี 1999 เขาได้เล่าความหลังว่า “ผมพบเขาครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ในปี 2006 และรู้สึกตื้นตันมากที่ได้เห็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่นั่งอยู่ในรถเข็นตลอดชีวิต” 

“ฮอว์กิงเป็นคนที่ยิ่งใหญ่มาก เขาสามารถเพียงแสดงความรู้สึกจากจิตใจของเขา เนื่องจากไม่สามารถเขียนและพูดได้ เสน่ห์ความสามารถพิเศษส่วนบุคคลของเขา ได้สร้างแรงบันดาลใจแก่ผมมาก”

“ผมน้ำตาคลอ สมองว่างเปล่าไปหลายครั้ง เมื่อรู้ข่าวการจากไปของเขา” 

“หนังสือของฮอว์กิงได้รับความนิยมในจีน ผู้อ่านหลายคนหลงรักวิทยาศาสตร์เมื่อได้อ่านหนังสือของเขา” ซุน กล่าว

สำนักพิมพ์มีแผนที่จะตีพิมพ์หนังสือของเขาอีกหลายเล่มในอนาคต เพื่อช่วยให้ผู้อ่านชาวจีน เข้าใจความคิดและความสามารถพิเศษของเขาอย่างลึกซึ้ง

สตีเฟน ฮอว์กิง ระหว่างเข้าร่วมการเปิดตัวภพยนตร์ The Theory of Everything ในกรุงลอนดอน วันที่ 9 ธ.ค. 2014  โดยเนื้อหาภาพยนตร์ฯเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของฮอว์กิง (แฟ้มภาพ รอยเตอร์ส)

ทั้งนี้ในวันที่ 14 มี.ค. ที่ผ่านมา โฆษกครอบครัวฮอว์กิง ได้แถลงข่าว สตีเฟน ฮอว์กิง (Stephen Hawking) เสียชีวิตในวัย 76 ปี ผู้คนทั่วโลกรวมทั้งแฟนๆชาวจีน ได้แสดงความเศร้าโศกอาลัยแด่ผู้ได้รับการยกย่องเป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎีแห่งตำนานท่านนี้ 

ผลงานที่โดดเด่นของฮอว์กิงคือจักรวาลวิทยา และการค้นพบครั้งสำคัญเกี่ยวกับหลุมดำและทฤษฎีสัมพัทธภาพ อีกทั้งยังเขียนหนังสือวิทยาศาสตร์หลายเล่ม ที่ได้ขึ้นแท่น “หนังสือขายดี” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง A Brief History of Time 

ฮอว์กิงได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเซลล์ประสาทสั่งการเสื่อม (motor neurone disease) ในปี 1963 เมื่ออายุ 21 ปี โดยขณะนั้นแพทย์บอกว่ามีโอกาสรอดชีวิตอยู่ได้อีก 2 ปี ทว่า ฮอว์กิงก็มีชีวิตรอดอย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งยังได้สร้างคุณูปการยิ่งใหญ่แก่วงการฟิสิกส์สมัยใหม่ แม้นั่งบนรถเข็นตลอด 55 ปี 

เขาได้บุกเบิกแนวความรู้ใหม่ๆในกฎพื้นฐานว่าด้วยการควบคุมจักรวาล เสนอทฤษฎีว่าหลุมดำ (black holes) ปลดปล่อยรังสีได้ ซึ่งเรียกว่า “การแผ่รังสีฮอว์กิง” (Hawking radiation) ขณะเดียวกันได้อธิบายแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อนหลายประการ

ฟังเสียง (สังเคราะห์) “สตีเฟน ฮอว์กิง” ในเพลงของวงร็อค “พิงก์ฟลอยด์”

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1744394185625393

“สตีเฟน ฮอว์กิง” เป็นอัจฉริยะที่ทุกคนเข้าถึงได้ และหนึ่งในข้อพิสูจน์นั้นคือบทเพลง Keep Talking ของวงร็อคอังกฤษ พิงก์ ฟลอยด์ ที่เสียง(สังเคราะห์)ของนักฟิสิกส์ผู้ล่วงลับได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของบทเพลงดังกล่าว

เนื้อหาเพลง Talkin’Hawkin’ ของวงร็อคอังกฤษพิงก์ ฟลอยด์ (Pink Floyd) พูดถึงความสำคัญของการพูดคุย ซึ่งเป็นการสื่อสารของแนวความคิด และทำให้มนุษย์ร่วมกันสร้างสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นจริง ซึ่งความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาตินี้มาจากการพูดคุย โดยความหวังอันสูงสุดของเราจะกลายเป็นจริงได้ในอนาคต ด้วยเทคโนโลยีที่เราบริหารจัดการ ทำให้ความเป็นไปได้ไม่ถูกจำกัด และสิ่งที่เราต้องทำ คือสร้างความมั่นใจว่าเราจะพูดคุยกันต่อไป 


ความหมายของบทเพลงนี้ยิ่งเด่นชัดขึ้นเมื่อถ่ายทอดผ่าน “สตีเฟน ฮอว์กิง” นักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะผู้ไม่สามารถขยับร่างกายและเปล่งเสียงเองได้ นอกจากสื่อสารผ่านเสียงสังเคราะห์ที่ประมวลผลด้วยระบบคอมพิวเตอร์บนรถเข็นอัจฉริยะ ที่ขับเคลื่อนความปราดเปรื่องของเขามาสู่โลกภายนอก 

สตีเฟน ฮอว์กิง เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 14 มี.ค.2018 ขณะอายุ 76 ปี นับเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่อีกครั้งของวงการวิทยาศาสตร์
 

ฮอว์กิงพบ (ซ้าย) โปปฟรานซิส (Pope Francis) เมื่อ 28 พ.ย.2016 (FILIPPO MONTEFORTE / AFP)

เนื้อเพลง Keep Talking หรือ Talkin’Hawkin’

Speech has allowed the communication of ideas
Enabling human beings to work together to build the impossible
Mankind’s greatest achievements have come about by talking
Our greatest hopes could become reality in the future
With the technology at our disposal, the possibilities are unbounded
All we need to do is make sure we keep talking

เหตุที่แม่การะเกดไม่ทุเลาปวดระบม เป็นเพราะคุณพี่หมื่นใช้สมุนไพรผิดชนิดเจ้าคะ

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1743339869064158

ฟีเว่อร์จริงๆ สำหรับละครดังบุพเพสันนิวาส ซึ่งออกอากาศทางช่อง 3 ไปหมาดๆเมื่อคืนวันที่ 14 มี.ค. โดยมีฉากแม่การะเกดเฆี่ยนด้วยหวายจนเจ็บปวดสุดทน หลังเป็นแผลสดๆ แถมยังไข้ขึ้นเพราะพิษหวาย เดือดร้อนถึง”พี่หมื่น”ลงทุนบด”ไพล”เพื่อทาบรรเทาอาการปวดแสบ ทำเอาแม่การะเกดถึงกับปลื้มปริ่มจนน้ำตาซึม

แต่ฉากนี้ก็มีเรื่องฮาๆขึ้น เมื่อเพจ เภสัชจิก ได้โพสต์ว่า “คุณพี่เจ้าคะ นั่นขมิ้นชันเจ้าค่ะ มิใช่ไพล ท่านอาจารย์น้องฝากบอกมา คุณพี่สนใจไปร่ำเรียนวิชา Pharmacognosy กับน้องมั้ยเจ้าคะ เพราะไอ้จ้อย!!!ไอ้จ้อยใช่มั้ยคะ !!!!

ที่ไปจัดหามาให้คุณพี่  อย่าเอาหวายลงหลังมันเลยเจ้าค่ะ หลังขาวๆมันจักเป็นรอยเสียเปล่าๆ น้องเสียดาย แอร๊ยยย

ทางที่ดีเอาไอ้จ้อยไปลงเรียนด้วยเลยเจ้าค่ะ สอบแลปกริ๊งฐานละ 1 นาที ต้องแยกสมุนไพรเจ็ดแปดอย่างที่มีให้ออก ตาต้องไวใจต้องนิ่งดมดูถูทาว่ากันไปให้ได้คำตอบ รับรองว่าไอ้จ้อยจะจัดสมุนไพรให้คุณพี่ไม่ผิดอีกเป็นแน่

คร่าวๆนะเจ้าคะ
ไพล มีองค์ประกอบเคมีที่สำคัญตัวหนึ่งคือ
(1)(E)-4(3’,4’-dimethylphenyl) but-3-ene ซึ่งการทดสอบในหนูทดลอง พบว่า มีฤทธิ์ต้านการอักเสบเป็นสองเท่าของยา diclofenac โดยออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ cyclooxygenase และ lipooxygenase

เหตุที่แม่หญิงไม่ทุเลาปวดระบม อาจเป็นเพราะคุณพี่ใช้สมุนไพรผิดชนิดนะเจ้าคะ

รักเจ้าค่ะ
เภสัชจิก