คลังเก็บรายเดือน: มีนาคม 2018

ความรู้ล้วนๆ! เหตุผลที่ไม่ควรเสียบสายชาร์ต พร้อมกับใช้หูฟังไปด้วย ถ้าไม่อยากตาย

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1760096247388520

สมาชิกเฟซบุ๊ก “Pattaradech Chongdarakul” โพสต์คลิปลงในเพจ “HATYAIZ” โดยระบุข้อความว่า “ทำไมถึงต้องถอดปลั๊กเวลาไม่ใช้ ทำไมถึงเคยมีคนตายเพราะชาร์ตโทรศัพท์ไป ใช้หูฟังไป แชร์ให้คนข้างๆ ตัวรู้ด้วยนะ” ซึ่งคลิปดังกล่าวเป็นคลิปเตือนภัย สำหรับคนที่ชอบชาร์ตโทรศัพท์หรือแทบเล็ตแล้วใส่หูฟังไปด้วย ซึ่งในคลิปได้มีการใช้เครื่องมือทดลองให้ดูว่าเวลาชาร์ตไฟนั้นจะมีปะจุไฟวิ่งทั้งที่สายชาร์ตและหูฟัง ซึ่งอาจทำให้เกิดไฟชอร์ตผู้ใช้จนเสียชีวิตได้ และเมื่อทดลองถอนสายชาร์ตออก ก็พบว่าที่หูฟังไม่เหลือปะจุไฟแล้ว หากใครได้ดูคลิปนี้แล้วเชื่อว่าน่าจะได้วคามรู้และนำไปใช้เพื้อความปลอดภัยของตัวเองและคนรอบข้าง

อภ.ชี้กัญชาไทยสายพันธุ์ดี เหมาะทำยา เล็งเคลื่อนใช้เพื่อรักษา พบแคนาดา ดอกนับหมื่นบาท!

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1759040667494078

“กัญชา” สายพันธุ์ไทยดีที่สุดในการทำยา ประธานบอร์ด อภ.เผยกัญชาทางการแพทย์ต้องรอแก้กฎหมาย มีข้อมูลงานวิจัยในไทยชัดเจน จึงขับเคลื่อนนำมาใช้เป็นยาได้ ระบุอุตสาหกรรมกัญชาทางการแพทย์ในแคนาดามูลค่ามหาศาล ใช้รักษาปวดเรื้อรัง อาการทางสมอง

จากกรณีหนุ่มไทยที่พาคณะปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และผู้บริหารองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ไปดูงานการปลูกกัญชาทางการแพทย์ที่ประเทศแคนาดา ได้เสนอให้ประเทศไทยควรแก้กฎหมายเพื่อนำกัญชามาใช้ในทางการแพทย์ มีการต้องคณะทำงานโดยเฉพาะ และต้องเป้นการปลูกแบบโรงเรือนเพื่อควบคุมคุณภาพและความปลอดภัย ไม่ใช่การปลูกแบบไร่ที่คนทั่วไปเข้าใจ

วันนี้ (30 มี.ค.) นพ.โสภณ เมฆธน ประธานคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม (บอร์ด อภ.) กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า จากการเดินทางไปศึกษาดูงานเรื่องกัญชาทางการแพทย์ที่ประเทศแคนาดา พบว่า มีการอนุญาตให้นำกัญชามาใช้ทางการแพทย์ตั้งแต่ปี 2544 ซึ่งจะมีการออกประกาศว่าโรคใดที่สามารถใช้กัญชาบำบัดได้ เช่น อาการปวดเรื้อรัง อาการทางสมองบางอย่าง เป็นต้น โดยคนไข้ที่มีใบสั่งจากแพทย์จะสามารถปลูกกัญชาได้คนละ 4 ต้น เพื่อนำมาใช้ในการรักษาอาการ แต่การดำเนินการดังกล่าวพบว่ามีปัญหาคือ คุณภาพของกัญชาที่ไม่เท่ากัน และการลอบนำไปขายในตลาดมืด จึงมีการออกกฎหมายใหม่ โดยอนุญาตให้มีการตั้งโรงงานในการปลูกกัญชาทางการแพทย์ได้ เพื่อควบคุมคุณภาพของกัญชาให้เท่ากัน


“โรงงานที่ทางคณะเดินทางไปศึกษาก็พบว่า เป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เปิดดำเนินการมาได้ประมาณ 4-5 ปี โดยมีการปลูกภายในโรงเรือน เนื่องจากแคนาดาเป็นประเทศเมืองหนาว แต่กัญชาเป็นพืชเมืองร้อน จึงต้องมีการควบคุมอุณหภูมิและแสงไฟให้เหมาะสม ในการควบคุมคุณภาพของสารสำคัญในกัญชาให้เท่ากัน และมีการพัฒนาสายพันธุ์ ซึ่งทางนั้นระบุว่าสายพันธุ์ที่ดีที่สุดคือกัญชาสายพันธุ์ประเทศไทยที่ให้สารสำคัญได้มากและมีคุณภาพ ซึ่งจะมีสารสำคัญอยู่ 2 ตัวในการนำมาใช้ทางการแพทย์คือ สาร Cannabidiol (CBD) และ สาร Tetrahydrocannabinol (THC) ซึ่งมีผลต่อการรักษาที่แตกต่างกัน” นพ.โสภณ กล่าว

นพ.โสภณ กล่าวว่า สำหรับการนำมาใช้ทางการแพทย์ จะใช้ต้นกัญชาตัวเมียคือ ใช้ส่วนของดอก โดยส่งไปให้ผู้ป่วยที่ได้รับใบสั่งแพทย์ให้ใช้กัญชาในการรักษา และมีการนำดอกมาสกัดทำเป็นน้ำมันกัญชา สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับใบสั่งจากแพทย์เช่นกัน ส่วนการควบคุมนั้นโรงงานที่ผลิตต้องได้รับอนุญาตจากรัฐบาล การเข้าออกมีความปลอดภัยสูง เพราะจะมีการสแกนบัตรในทุกจุดที่เข้าไป เพื่อป้องกันกัญชาเล็ดรอดออกมาสู่ภายนอก และต้องมีการบันทึกรายละเอียดทั้งหมดว่ามีการปลูกเท่าไร ใช้ไปอย่างไร และต้องรายงานให้แก่รัฐบาลรับทราบ ซึ่งตนไม่คิดว่าอุตสาหกรรมกัญชาทางการแพทย์ที่แคนาดาจะใหญ่ขนาดนี้ และมีมูลค่ามหาศาล อย่างบริษัทที่มาดูก็เข้าตลาดหลักทรัพย์ โดยกัญชาดอกหนึ่งราคาก็ตกกว่า 10,000 บาทแล้ว

นพ.โสภณ กล่าวว่า สำหรับกัญชาทางการแพทย์ในประเทศไทยนั้น ก่อนอื่นคงต้องรอให้มีการแก้กฎหมายให้ชัดเจนว่า กัญชาสามารถนำมาใช้ทางการแพทย์ได้ จึงจะสามารถขับเคลื่อนได้ ขณะเดียวกันทางนักวิชาการอย่างกลุ่มโรงเรียนแพทย์ก็ต้องศึกษาให้ชัดเจนว่าบทบาททางยาของกัญชาเป็นอย่างไร เพราะปัจจุบันมีการพูดถึงทั้งการรักษาลมชัก พาร์กินสัน แม้กระทั่งมะเร็ง ซึ่งปัจจุบันกฎหมายให้มาขออนุญาตศึกษาได้ เมื่อคำตอบเรื่องบทบาททางยาของกัญชามีความชัดเจน และกฎหมายปลดล็อกให้ใช้ทางการแพทย์ได้ ก็ต้องมาดูว่าจะขับเคลื่อนต่อเพื่อนำกัญชามาใช้อย่างไร เช่น นำเข้าจากประเทศที่ผลิตแล้วอย่างแคนาดา เพื่อป้องกันปัญหาการปลูกแล้วเล็ดลอดหรือไม่ หรือหากจะดำเนินการปลูกและผลิตเองก็ต้องมาพิจารณาให้รอบคอบว่าจะปลูกและใช้อย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา เพราะกัญชาสายพันธุ์ไทยถือว่าเป็นกัญชาที่มีคุณภาพดี ซึ่งแคนาดาก็ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ดำเนินการได้ดี

นาซา เร่งหาทางสกัดก่อนสาย ดาวเบนนู ชนโลก ถึงขั้นคิดใช้ นิวเคลียร์ทำลาย

CiHZjUdJ5HPNXJ92GRkn0rrsh8UuMoYqrS(ภาพประกอบ จากยูทูบ)

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1759046060826872

ทีมนักวิทยาศาสตร์นาซา เร่งทำงานหาวิธีหยุดยั้งไม่ให้ดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่ ‘เบนนู’ พุ่งชนโลก ที่คาดว่าจะสร้างความเสียหายย่อยยับ รวมทั้งแผนส่งจรวดติดนิวเคลียร์ขึ้นไปทำลาย

เมื่อ 25 มี.ค. 61 เว็บไซต์ Metro รายงานว่า บรรดานักวิทยาศาสตร์จากทีมปกป้องดาวเคราะห์ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (นาซา) กำลังทำงานเพื่อหาวิธีหยุดยั้งไม่ให้ดาวเคราะห์น้อยขนาดยักษ์ ‘เบนนู’ (Bennu) พุ่งชนโลกในปี ค.ศ.2135 หรือ พ.ศ.2678 หรือ 117 ปีข้างหน้า ซึ่งอาจสร้างความเสียหายแก่โลกมหาศาล มีคนล้มตาย เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

ข่าวแจ้งว่า ทีมนักวิชาการจากห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ลอว์เรนซ์ ลิเวอร์มอร์ (Lawrence Livermore National Laboratory) ได้เผยแพร่ตีพิมพ์ผลการศึกษา ชิ้นที่ 2 เพื่อมุ่งหาวิธีที่จะหยุดยั้งดาวเคราะห์น้อยเบนนูไม่ให้ชนโลก ซึ่งได้ข้อสุรปว่า นาซาไม่สามารถใช้ยานอวกาศที่สร้างขึ้นมาใหม่ผลักดันให้ดาวเคราะห์น้อยเบนนูเปลี่ยนเส้นทางโคจร เพื่อที่จะได้ไม่พุ่งชนโลกได้ จึงทำให้ตอนนี้ ทีมนักวิชาการดังกล่าวกำลังวิจัยขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับรายละเอียดของการใช้ ‘นิวเคลียร์’ ด้วยการส่งจรวดติดอาวุธทำลายล้างสูงขึ้นไปยิงทำลายดาวเคราะห์น้อยเบนนู ก่อนจะพุ่งชนโลก

เว็บไซต์ Metro ได้รับทราบว่า การวิจัยอย่างต่อเนื่องถึงการใช้จรวดติดอาวุธนิวเคลียร์ขึ้นไปยิงดาวเคราะห์น้อยเบนนูนั้นเสร็จสิ้นแล้ว และเตรียมจะถูกตีพิมพ์ลงในวารสารด้านวิชาการฉบับหนึ่ง ขณะที่ผลการศึกษาวิจัยที่เผยแพร่ออกมาในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ระบุด้วยว่า ยานอวกาศของนาซา ที่เรียกว่า HAMMER (แฮมเมอร์) ได้ถูกออกแบบสำหรับปฏิบัติการผลักดันดาวเคราะห์น้อยเบนนูเข้าสู่วงโคจรใหม่ รวมทั้งการทำลายดาวเคราะห์น้อยดวงนี้โดยอานุภาพของนิวเคลียร์

จากผลการวิจัยชี้ว่า ยานอวกาศแฮมเมอร์จะไม่สามารถผลักดันดาวเคราะห์น้อยเบนนูให้เปลี่ยนเส้นทางโคจรได้ หากยานอวกาศลำนี้ไม่ถูกยิงขึ้นสู่ห้วงอวกาศภายในไม่กี่สิบปีข้างหน้า ก่อนจะถึงกำหนดวันที่ดาวเบนนูอาจชนโลก หรือจะมีการส่งยานอวกาศหลายสิบลำขึ้นในอวกาศช่วงเวลาเดียวกันทั้งนี้ ดาวเคราะห์น้อยเบนนู มีความกว้าง 500 เมตร หรือเท่ากับขนาดของสนามฟุตบอล 5 สนาม และมีน้ำหนัก 79,000 กิโลกรัม โดยนักวิทยาศาสตร์ระบุว่า โอกาสที่ดาวเคราะห์น้อยเบนนูจะพุ่งชนโลกในวันที่ 25 ก.ย. 2135 นั้น อยู่ที่ 1 ใน 2,700 ซึ่งคาดว่าหากดาวเคราะห์น้อยเบนนูชนโลกจริงจะก่อให้เกิดพลังงานถึง 1,200 เมกะตัน หรือคิดเป็นพลังงานที่มากกว่าระเบิดนิวเคลียร์ที่สหรัฐฯ ใช้ถล่มเมืองฮิโรชิมาในสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึง 80,000 เท่า.

คลิป ทุกความพยายาม ไม่อาจนำมาซึ่งความสำเร็จ แต่ทุกความสำเร็จ ล้วนเกิดจากความพยายาม

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1753412191390259

S__20742546

คลิป ทุกความพยายาม ไม่อาจนำมาซึ่งความสำเร็จ แต่ทุกความสำเร็จ ล้วนเกิดจากความพยายาม

คลิปมหัศจรรย์ ของฝูงสัตว์ เมื่อสัตว์ตัวเล็กๆอยู่รวมกันเป็นกลุ่มแล้ว แม้แต่มนุษย์ก็ดูว่าเล็กไปเลย

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1753400628058082

หลังจากที่ได้ดูภาพถ่ายเหล่านี้แล้ว ฉันรู้สึกว่าตนเองเพียงแค่เป็นส่วนเล็กที่อยู่บนโลกนี้ รูปภาพ 22 รูปของกลุ่มสัตว์ที่ยิ่งใหญ่  จะทำให้คุณเข้าใจโลกจากมุมที่แตกต่างอีกครั้งสำหรับคนที่เป็นโรคกลัวรู (ทริโปโฟเบีย)  ต้องระวังนะ

1.ฝูงนกเหมือนหิมะตก

 

2.วอลรัสและเพนกวินที่จำนวนเป็นแสนเป็นหมื่น

3.กลุ่มนกถูกโจมตี

4.ตั๊กแตน

5.ปลาฉลามกำลังหาอาหารอยู่

6.ปลาฉลามหัวค้อน

7.นกกระจาบเควเลียปากแดง

8.วาฬเบลูกา

9.วอลรัส

10.นกฟลามิงโก้

11.ฝูงปลาที่ยิ่งใหญ่

12.แสงสีทอง

13.ม้าลาย

14ห่านที่เหมือนหิมะ

15.ผีเสื้อโมนาร์ช

16.กวางเรนเดียร์

17.นกแบล็กเบิร์ดที่กำลังบินในท้องฟ้า

18.กลุ่มแมงกะพรุนที่ใหญ่มาก

19.ปูที่ผ่านเกาะคริสต์มาส

20.นกกระเรียนเดมเมอเซลล์

21.ผึ้ง

22.กวางเรนเดียอาร์กติก

การย้ายถิ่นของสัตว์เหล่านี้ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  ทุกคนควรช่วยกันรักษาโลกใบนี้  เพื่อให้สัตว์ที่สวยงามเหล่านี้ยังคงอยู่อีกต่อไปได้  รีบกดแชร์ให้เพื่อนๆของคุณเลย

 

รถยนต์คันแรกของโลก

ไปดูหน้าตาของรถยนต์คันแรกของโลก
https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1754129357985209

1. ความหมายของ “รถยนต์”

รถยนต์หมายถึง ยานพาหนะทางบกที่ขับเคลื่อนที่ด้วยพลังงานอย่างใดอย่างหนึ่ง และถ่ายทอดลงสู่ล้อ เพื่อพาผู้ขับ ผู้โดยสาร หรือสิ่งของ ไปยังจุดหมายปลายทาง แต่ในปัจจุบันนี้ รถยนต์โดยส่วนมากได้รับการออกแบบอย่างซับซ้อนในทางวิศวกรรม และมีความหลากหลายประเภทมาก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของการใช้งาน หรือใช้สำหรับงานเฉพาะกิจ

2. ตำนาน ประวัติ

ก่อนช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรม ยานพาหนะของผู้คนในสมัยนั้น ยังคงอาศัยแรงของสัตว์ เช่น รถม้า หลังจากมีการปฏิวัติอุตสาหกรรม ได้มีการประยุกต์ใช้ แรงดันไอน้ำ มาขับเคลื่อนเป็นยานพาหนะแบบใหม่ ที่ไม่ต้องอาศัยแรงของสัตว์

3. คันแรกของโลก

ในปี ค.ศ. 1886 คาร์ล เบนซ์ (Karl Benz) วิศวกรชาวเยอรมันได้สร้างรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์เพลิงเผาไหม้คันแรกของโลกได้สำเร็จ (Benz Patent Motorwagen) โดยใช้โครงสร้างแบบลูกสูบเหมือนของเครื่องจักรไอน้ำ เพียงแต่ได้เพิ่มอุปกรณ์ที่จะเปลี่ยนเชื้อเพลิงในรูปของเหลวให้กลายเป็นก๊าซ และเพิ่มวาล์วไอดีไอเสีย ในรูปแบบของเครื่องยนต์ 4 จังหวะ ที่ปัจจุบันรถยนต์ใช้ระบบเครื่องยนต์แบบสันดาปภายใน

4. รถยุคแรกใช้นำ้มันอะไร? 

เครื่องยนต์ที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงในยุคแรกๆ นั้น ใช้น้ำมันเบนซินเป็นเชื้อเพลิง ต่อมาปี 1897 รูดอล์ฟ ดีเซล พยายามคิดค้นพลังงานอื่นมาใช้กับเครื่องยนต์ จนสำเร็จเป็นเครื่องยนต์ดีเซล

5. รถยนต์คันแรกในไทย!!

ประเทศไทยเริ่มมีรถยนต์ใช้ในช่วงปี พ.ศ. 2446 หรือใน ค.ศ. 1903 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โดยชาวต่างชาติเป็นคนนำเข้ามาภายในประเทศ ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก หลังจากนั้นไทยได้เริ่มมีอุตสาหกรรมรถยนต์โดยใช้ชื่อบริษัทว่า “ไทยรุ่ง ยูเนี่ยนคาร์”

 

คลิป สมดุลทางฟิสิกส์ (ความรู้ฟิสิกส์ สมดุล)

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1753380518060093

111

ความรู้ทางฟิสิกส์

คุณยื่นแขนออก เมื่อคุณจะพยายาม รักษาสมดุล การทรงตัวคุณสามารถเลื่อนจุดศูนย์ถ่วง อันเนื่องมาจากน้ำหนักตัว เพื่อจะรักษาการทรงตัวได้โดยการยกแขนขึ้นลง ซึ่งจะทำให้จุดศูนย์ถ่วงไม่เลื่อน พ้นฐานล่างของร่างกาย หรือเท้าของคุณ ซึ่งจะทำให้คุณไม่ล้มลง คุณลองคิดดูซิว่า ทำไมนักไต่เชือกจึงต้องใช้ไม้ยาวๆด้วย

      เสถียรภาพ (Stability) วัตถุที่มีเสถียรภาพจะล้มยาก วัตถุที่มีเสถียรภาพ คือวัตถุที่มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ รถแข่งถูกสร้าง ให้มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำมาก โดยให้ตัวรถมีความสูงจากพื้นน้อยที่สุด เพื่อให้ผู้ขับขี่ สามารถรักษาการทรงตัวได้ ถึงแม้จะแล่นเลี้ยว โค้งด้วยความเร็วสูง

ชมคลิปการติดตั้งฝาโดมเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในจีน

ทีมงานก่อสร้างกำลังปิดฝาโดม (ภาพซินหวา สื่อทางการจีน)

กลุ่มสื่อต่างประเทศรายงาน วันพุธ (21 มี.ค.) ทีมงานก่อสร้างติดตั้งฝาโดมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 46.8 เมตร หนักกว่า 342 ตัน ให้แก่เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์หัวหลง 1 หมายเลข 6 ที่เมืองฝูชิง มณฑลฝูเจี้ยน 

รายงานระบุว่า ฝาโดมนี้เป็นส่วนสำคัญในการครอบรังสีไม่ให้รั่วไหลไปยังโลกภายนอก และป้องกันอุบัติเหตุทางนิวเคลียร์

เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์หัวหลง 1 เป็นเทคโนโลยีนิวเคลียร์รุ่นที่ 3 ที่จีนพัฒนาขึ้น เพื่อเป็นโครงการนำร่องในการปูทางสำหรับการสร้างและการใช้เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ของจีนในอนาคต ซึ่งเป็นออกแบบร่วมกันโดยสองยักษ์ใหญ่ด้านนิวเคลียร์ของจีน คือ China General Nuclear Power Group กับ China National Nuclear Corp. (CNNC) โดยได้ผ่านการตรวจสอบจากทางการเมื่อปี 2557

CNNC ระบุว่าโครงการติดตั้งฝาโดมเสร็จสิ้นก่อนกำหนดถึง 10 วัน เป็นอับจบกระบวนการก่อสร้าง และจะเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนการประกอบอุปกรณ์นิวเคลียร์ต่อไป

ซู่ หลี่เจิ้น รองผู้จัดการทั่วไปของ CNNC กล่าวว่า เทคโนโลยีหัวหลง-1 จะเป็นแหล่งป้อนพลังงานเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจทางชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของจีน 

ทั้งนี้จีนมีแผนที่จะติดตั้งเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ เพื่อผลิตพลังงานให้ถึง 58 ล้านกิโลวัตต์ ภายในปี ค.ศ. 2020

(ภาพซินหวา สื่อทางการจีน)

(ภาพซินหวา สื่อทางการจีน)
(ภาพซินหวา สื่อทางการจีน)

(ภาพซินหวา สื่อทางการจีน)
(ภาพซินหวา สื่อทางการจีน)

(ภาพซินหวา สื่อทางการจีน)
(ภาพซินหวา สื่อทางการจีน)

(ภาพซินหวา สื่อทางการจีน)
(ภาพซินหวา สื่อทางการจีน)

(ภาพซินหวา สื่อทางการจีน)
(ภาพซินหวา สื่อทางการจีน)

(ภาพซินหวา สื่อทางการจีน)


 

(ภาพซินหวา สื่อทางการจีน)

(ภาพซินหวา สื่อทางการจีน)

มทร.ธัญบุรี ใช้ “น้ำยางพารา″ ผลิตแผ่นฉนวนกันร้อนกันเสียง แผ่นซีเมนต์ยืดหยุ่นได้

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1753335798064565

อาจารย์สถาปัตย์ มทร.ธัญบุรี คิดค้นแผ่นผนังฉนวนสำเร็จรูปกันความร้อน กันเสียง ก่อสร้างได้เร็ว ราคาถูก และแผ่นซีเมนต์ละมุนทางเลือกใหม่ ใช้ในงานก่อสร้างและงานตกแต่ง ยืดหยุ่นสูง อ่อนนุ่ม แต่แข็งแรง โค้งงอได้ เผยใช้น้ำยางพาราเป็นส่วนผสมทั้งสองผลงาน คว้า 3 รางวัลจากงานนานาชาติ

ผศ.ดร.วชิระ แสงรัศมี อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี กล่าวว่า ตนได้พัฒนาแผ่นผนังฉนวนสำเร็จรูปประหยัดพลังงานทางเลือกใหม่ (Natural Latex-foam-Cement Sandwich Insulated Panel : NFC SIP) ขึ้นมาเพื่อตอบสนองต่อความต้องการก่อสร้างบ้านสำเร็จรูปที่ประหยัดพลังงาน ซึ่งแผ่นผนังฉนวนนี้ประกอบด้วยวัสดุหลักสองส่วน ส่วนแรกเป็นแผ่นผิวผนังภายในและภายนอกเป็นวัสดุแผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์ที่มีความแข็งแรง คงทน

ส่วนที่สอง เป็นส่วนที่สำคัญในการพัฒนาวัสดุฉนวนโดยใช้เศษวัสดุ คือ โฟมเหลือทิ้งจากแผ่นรองกันกระแทก และผงใยผ้าที่เป็นของเหลือทิ้งจากโรงงานรีไซเคิลเศษผ้า นำมาผสมกับวัสดุประสานที่สำคัญ คือ น้ำยางพารา ซึ่งจะช่วยในการยึดเกาะ เพิ่มความเป็นฉนวน และซีเมนต์ที่เพิ่มความแข็งแรงให้กับวัสดุ จึงทำให้แผ่นผนังฉนวนนี้มีคุณสมบัติเด่นคือ สามารถป้องกันความร้อนได้ดีกว่าอิฐมอญ 4-5 เท่า ป้องกันเสียง แข็งแรง เจาะยึดได้ต่อเติมเพื่อการก่อสร้างได้รวดเร็ว มีราคาถูก สามารถใช้ผลิตเป็นวัสดุก่อสร้าง เช่น แผ่นผนังฉนวนสำเร็จรูป แผ่นฝ้าเพดาน และแผ่นหลังคาเพื่อประหยัดพลังงาน ผลงานดังกล่าวนี้ได้รางวัล‘เหรียญทอง’ ในงานประกวดและแสดงนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์นานาชาติ International Invention Show 2017ประเทศโครเอเชีย

ศผศ.ดร.วชิระ กล่าวว่า นอดจากนี้ ในเวทีเดียวกัน ยังได้รางวัล ‘เหรียญเงิน’ และ ‘รางวัลพิเศษจากประเทศอิหร่าน’ จากผลงาย แผ่นซีเมนต์ละมุนทางเลือกใหม่ (New Alternative Flexible Cement Panels) โดยปัจจุบันวัสดุก่อสร้าง แผ่นไม้สังเคราะห์หรือแผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์กำลังเป็นที่นิยมใช้กันมากขึ้น ไม่ว่าจะใช้เป็นฝาผนัง รั้ว ฝ้าเพดาน หรือหลังคา ซึ่งวัสดุเหล่านั้นจะทำมาจากซีเมนต์ผสมเส้นใยที่มีความแข็งแรง แต่การนำมาใช้งานจะมีความเปราะ แตกหักง่าย จึงได้ทำการพัฒนาวัสดุแผ่นซีเมนต์ขึ้นใหม่เพื่อเป็นทางเลือกในงานก่อสร้างและการตกแต่งที่มีคุณสมบัติในการยืดหยุ่นสูง ให้การสัมผัสที่ค่อนข้างนุ่ม มีค่าการนำความร้อนต่ำ ทั้งยังโค้งงอได้ และใช้ชื่อใหม่ว่าแผ่นซีเมนต์ละมุนทางเลือกใหม่

“แผ่นซีเมนต์ละมุนนี้ ผลิตจากวัสดุผสมของผงใยเศษผ้าที่เป็นวัสดุทิ้งจากโรงงาน ซีเมนต์ และน้ำยางพารา โดยปกติแล้วน้ำยางพาราจะไม่สามารถผสมกับซีเมนต์ได้ จึงได้พัฒนาเทคนิคการใช้ส่วนผสมทั้งหมดเพื่อพัฒนาเป็นวัสดุก่อสร้างอาคารที่มีความแข็งแรง มีความยืดหยุ่นสูง ทำให้สามารถใช้เป็นวัสดุแผ่นพื้นในสนามกีฬาหรือสนามเด็กเล่น ใช้เป็นวัสดุก่อสร้างผนังและฝ้าโค้ง หรือติดตั้งผนังกันกระแทกสำหรับผู้สูงอายุ รวมถึงใช้เป็นวัสดุตกแต่งภายใน” ผศ.ดร.วชิระ กล่าว

ผศ.ดร.วชิระ กล่าวว่า ทั้ง 2 ผลงานนี้ ถือเป็นครั้งแรกในประเทศที่ใช้ประโยชน์จากน้ำยางพาราเป็นส่วนประกอบ และเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยส่งเสริมในการใช้น้ำยางพาราให้มากยิ่งขึ้น เป็นเพิ่มมูลค่ายางพาราภายในประเทศจากงานวิจัย สอดรับกับนโยบายรัฐบาลที่สนับสนุนการใช้และแปรรูปยางพารา อีกทั้งเป็นทางเลือกใหม่สำหรับงานก่อสร้างและการตกแต่งด้านสถาปัตยกรรมต่อไป ขณะนี้ได้ยื่นจดสิทธิบัตรไว้เรียบร้อยแล้ว ผู้สนใจสามารถสอบถามโดยตรง โทร.0818278177