คลังเก็บรายเดือน: กุมภาพันธ์ 2018

‘เครื่องวัดไข้อัจฉริยะ’ ร่วมสกัดกั้นการระบาดของไข้หวัดใหญ่ในสหรัฐฯ

เครื่องวัดไข้อัจฉริยะ

สำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ นอกจากขวดนม ผ้าอ้อมแล้ว เครื่องวัดไข้ ก็เป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์สำคัญที่ต้องมีติดบ้าน แต่จะเป็นอย่างไรถ้าเครื่องวัดไข้ไปได้ไกลกว่านั้น และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเครื่องวัดไข้อัจฉริยะ Kinsa

การทำงานของเครื่องวัดไข้ Kinsa สามารถเชื่อมต่อผ่านบลูทูธ ที่ส่งผลการวัดอุณหภูมิไปยังแอพพลิเคชั่นเฉพาะ หากอุณหภูมิสูงกว่าระดับปกติ จะมีการสอบถามถึงอาการของผู้ใช้ทันทีว่ามีอาการเจ็บป่วยหรือไม่นอกจากนี้ ถ้าหากผู้ใช้มีไข้สูง แอพพลิเคชั่นจะนำเสนอรายการยาลดไข้ ยาแก้ไอ ยาแก้หวัด เจลล้างมือ หรือแม้กระทั่งน้ำส้ม เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้ใช้สามารถเลือกซื้อทางออนไลน์ ซึ่งเป็นช่องทางในการทำรายได้ของ Kinsa ผ่าน Digital Marketingแม้ว่าตอนนี้เครื่องวัดไข้ Kinsa จะยังไปไม่ถึงระดับที่สามารถระบุอาการของโรคต่างๆ จากอุณภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นของร่างกายผู้ใช้ได้ แต่มีผู้ใช้เครื่องวัดไข้อัจฉริยะนี้แล้ว 5 แสนครัวเรือน และมีการวัดไข้เกิดขึ้น 25,000 ครั้งต่อวันภายใต้สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดหนักที่สุดในรอบ 15 ปีของสหรัฐฯ เครื่องวัดไข้นี้ก็เริ่มมีบทบาทสำคัญในระดับประเทศนายอินเดอร์ ซิงห์ ซีอีโอของ Kinsa บอกว่า ข้อมูลของผู้ใช้ที่มีไข้ ใกล้เคียงกับข้อมูลของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของอเมริกา หรือ CDC ที่ระบุพื้นที่การระบาดในระดับรัฐ แต่ Kinsa สามารถระบุพื้นที่การระบาดได้ละเอียดกว่าถึงระดับชุมชนตอนนี้ทางบริษัท จึงได้จัดโครงการบริจาคเครื่องวัดไข้ไปตามโรงเรียน เพื่อให้ความรู้กับครอบครัวของเด็กและเยาวชนในการใส่ใจเรื่องการวัดอุณภูมิของบุตรหลาน ในภาวะที่ไข้หวัดระบาด ขณะเดียวกันได้ส่งเสริมภาคเอกชนของอเมริกา ในการจัดซื้อเครื่องวัดไข้อัจฉริยะให้พนักงานในองค์กร

omedpogxpG00euUmalQ-o

การแก้ไขอาการอัมพาต

ทีมนักประสาทวิทยาฝรั่งเศส  ได้มีการทดลองโดยติดตั้งอุปกรณ์อ่านคลื่นไฟฟ้าสมอง

ใว้ที่ลิงแสมที่เป็นอัมพาต  และต่อสายสัญญาณไปที่บริเวณเยื่อประสาทไขสันหลังของลิง

ปรากฏว่า เมื่อทดลองย้ายตำแหน่งสายสัญญาณจนถูกต้องแล้ว  ลิงตัวนั้นสามารถขยับขาได้

 

จากการทดลองนี้  สร้างความหวังให้กับการรักษาอาการอัมพาตของมนุษย์ได้มาก

โดยที่ผ่านมาได้มีการสร้างแขนกลที่ทำงานด้วยการสั่งงานด้วยคลื่นไฟฟ้าจากสมองมนุษย์

แต่บัดนี้ นักวิจัยกำลังจะก้าวต่อไปกับการรักษาอัมพาตด้วยวิธีที่ตั้งชื่อว่า “Neural bypass”

ซึ่งทำโดยติดตั้งอุปกรณ์อ่านคลื่นไฟฟ้าสมองและส่งไปที่ตัวรับแบบไร้สายที่ติดตั้งตามอวัยวะต่าง ๆ ที่มีปัญหาไม่สามารถขยับได้ที่มหาวิทยาลัย Cae western reserve ,Cleveland  มีผู้ป่วยอัมพาตท่านหนึ่งที่มีอาการอัมพาตตั้งแต่ศีรษะลงไป  ได้ยินยอมให้ทีมวิจัยฝังอุปกรณ์รับคลื่นไฟฟ้าสมอง  อุปกรณ์นี้มีขนาดเล็กกว่าแสตมป์และมีขั้วไฟฟ้าจำนวน 16 ขั้วต่อไปยังกล้ามเนื้อแขน ขา มือ  จากการทดลองได้ผลลัพท์อันน่าทึ่ง  โดยผู้ป่วยสามารถยกแขน ขา ได้อย่างช้า ๆ โดยมีอุปกรณ์ช่วยแรงเป็น Spring-load arms  อีกทั้งยังสามาถยกถ้วยน้ำที่มีหลอดดูดเข้าปากได้ด้วยซึ่งโดยปกติแล้ว  หากไม่มีอุปกรณ์นี้  เขาจะไม่สามารถทำอะไรได้เลยสักอย่างเดียวปัจจุบันนี้ ศูนย์วิจัยประสาทวิทยาแห่งนี้กำลังพัฒนาและทดลองเรื่องนี้ต่อไปและหวังว่าในอีก 10 – 15 ปี ข้างหน้าจะสามารถรักษาอัมพาตได้อย่างสมบูรณ์

Capture

SpaceX ยิงจรวด Falcon Heavy ออกจากฐานแล้ว พร้อมส่งรถสปอร์ตแดงสู่ห้วงอวกาศ

SpaceX ยิงจรวด Falcon Heavy ออกจากฐาน พร้อมส่งรถสปอร์ตหรูสีแดงขึ้นไปบนอวกาศ ถ่ายทอดสดภาพจากนอกโลกให้ได้ชมกัน

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2561 สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่า อีลอน มัสก์ ซีอีโอ SpaceX บริษัทเอกชนซึ่งทำงานด้านอวกาศ ได้ประสบความสำเร็จในการปล่อยจรวด Falcon Heavy ออกจากฐานปล่อยที่ศูนย์อวกาศเคเนดี ในรัฐฟลอริดา สหรัฐฯ ในช่วงบ่ายวันอังคารที่ผ่านมา (6 กุมภาพันธ์) ตามเวลาท้องถิ่น ท่ามกลางความสนใจของผู้คนทั่วโลกที่เข้ามารอชมภาพการปล่อยจรวดครั้งนี้ผ่านการถ่ายทอดสดของ SpaceX

สำหรับ Falcon Heavy นับเป็นจรวดที่ทรงพลังมากที่สุดนับตั้งแต่มีการพัฒนาจรวดขนส่งอวกาศ มันมีความสูงรวมเท่ากับตึก 23 ชั้น และถูกออกแบบมาให้รองรับน้ำหนักได้มากถึง 64 ตัน ซึ่ง อีลอน มัสก์ เองก็ได้เผยก่อนการปล่อยจรวดครั้งนี้ว่า มันนับเป็นความท้าทายอย่างมาก และอาจมีโอกาสประสบความสำเร็จเพียง 50-50 เท่านั้น

ในการทดสอบปล่อยจรวดครั้งนี้ ยังมีความพิเศษอยู่ที่ซีอีโอ SpaceX ได้นำรถสปอร์ตเทสล่า สีแดง ของเขาขึ้นไปกับจรวดด้วย โดยมีการนำหุ่นสวมชุดอวกาศที่ตั้งชื่อว่า สตาร์แมน ไปติดตั้งไว้บริเวณที่นั่งคนขับ พร้อมเพิ่มความสุนทรียะด้วยเครื่องเล่นวิทยุที่เปิดเพลงของ เดวิด โบวี่ วนไป ทั้งนี้รถเทสล่าจะถูกส่งเข้าสู่วงโคจรของดวงอาทิตย์ โดยมีจุดหมายอยู่ที่วงโคจรของดาวอังคาร พร้อมไลฟ์สดภาพจากอวกาศให้ผู้คนบนโลกได้รับชมไปพร้อม ๆ กัน

ขณะที่หลังจากปล่อยจรวดได้ไม่กี่นาที บูสเตอร์ 2 ตัวซึ่งแยกตัวออกจากจรวดก็สามารถกลับมาลงจอดยังพื้นโลกได้สำเร็จ ขณะที่บูสเตอร์ตัวที่ 3 ซึ่งถูกกำหนดให้ลงจอดยังเรือโดรน กลับพลาดตกทะเลไป

นวัตกรรม ‘เตียงนอนพร้อมตู้หลบภัย’ เอาตัวรอดเมื่อแผ่นดินไหว แข็งแรงรองรับการถล่ม

แผ่นดินไหวนับว่าเป็นอีกเหตุการณ์ทางธรรมชาติที่ถือว่าเลวร้ายสุดๆ เพราะบ่อยครั้งเราได้เห็นแล้วว่า มันได้สร้างความเสียหายมากมายเพียงใด

#เหมียวบ็อบ ขอพาไปรู้จักกับนวัตกรรมเตียงนอนแบบใหม่ ที่จะช่วยให้เรารอดจากเหตุแผ่นดินไหวที่รุนแรง หรือแม้แต่อาคารถล่ม ได้เลยทีเดียว

2F73CCD900000578-3363969-image-a-34_1450351269663

 

โฉมหน้าของนวัตกรรมใหม่จากผู้คิดค้นชาวรัสเซีย Dahir Semenov ร่วมกับ บริษัทผู้ผลิตของจีน Wang Wenxi  ที่ออกแบบไว้ตั้งแต่ปี 2010

dahir-semenov-earthquake-proof-bed-004-720x405-c

ดูๆแล้วก็เหมือนเตียงธรรมดาทั่วไป แต่จะมีกลไลอยู่ตรงส่วนด้านล่าง

 

เมื่อไหร่ก็ตามที่เกิดเหตุแผ่นดินไหว รุนแรงขนาดที่อาคารยังสั่นสะเทือนละก็ เตียงจะทำการปิดตัวลงเพื่อความปลอดภัย

dahir-semenov-earthquake-proof-bed-002-720x405-c

 

เตียงนอนที่เรากำลังหลับอยู่อย่างสบายๆ จะเปลี่ยนเป็นกล่องเหล็กขนาดใหญ่ที่มีความหนา และความแข็งแรง เพื่อป้องกันเหตุอาคารถล่ม

ea

.

dahir-semenov-earthquake-proof-bed-005-720x405-c

 

ภายใต้กล่องเหล็กอันนี้ จะมีช่องเก็บของสำหรับสะเบียงในระหว่างที่เรากำลังรอเจ้าหน้าที่กู้ภัยอีกด้วย ไม่ว่าจะทั้งน้ำดื่ม เครื่องมือปฐมพยาบาล หรือ อาหารแห้ง

dahir-semenov-earthquake-proof-bed-0014-720x405-c

 

เราไปชมคลิปวิดิโอ ที่อธิบายถึงการทำงานของมันให้เห็นภาพชัดๆกันไปเลยดีกว่า..

 

ถึงแม้ว่าตอนนี้ยังไม่มีประกาศวางจำหน่ายจากผู้ผลิต สำหรับคนที่สนใจอาจจะต้องรอกันไปก่อน แต่ก็เชื่อว่าสิ่งประดิษฐ์นี้ จะสามารถช่วยชีวิตผู้คนจากเหตุแผ่นดินไหวอันรุนแรงได้มากเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

ที่มา: Digitrendsdigitaltrends.com/…/this-earthquake-proof-bed-drops-you-out-of-harms-way

แข็งแกร่งกว่าเหล็กกล้า ด้วย ‘เสื้อเกราะกันกระสุนจากเซรามิก’

ในยุคที่กฏหมายการควบคุมอาวุธปืนยังคลุมเครือ การปกป้องตัวเองด้วยอุปกรณ์อย่างเสื้อเกราะกันกระสุน ก็เป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจ

แต่ปัญหาสำคัญที่ยังแก้ไม่ตกของเสื้อเกราะกันกระสุน คือ น้ำหนักที่มากเกินไปจากการใช้เหล็กเป็นส่วนประกอบ ที่สามารถเพิ่มน้ำหนักบนเสื้อเกราะกันกระสุนได้มากถึง 30 กิโลกรัมทีเดียว

แต่ตอนนี้ทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเบอร์โน ในสาธารณรัฐเช็ก เลือกใช้วัตถุที่แข็งแกร่งกว่าเหล็กกล้า แต่มีน้ำหนักเบากว่าหลายขุม นั่นคือ แผ่นเซรามิก ซึ่งสามารถลดน้ำหนักของเสื้อเกราะได้ร้อยละ 30 จากเสื้อเกราะแบบดั้งเดิม

จาคอบ โรเซค หนึ่งในทีมวิจัย บอกว่า โจทย์สำคัญของเสื้อเกราะ คือ ศักยภาพในการป้องกันการเจาะทะลุของหัวกระสุน และน้ำหนักของเสื้อเกราะ ซึ่งทีมงานเลือกผสมเซรามิกอัลลอยด์กับพลาสติกในปริมาณที่หลากหลาย เพื่อหาเสื้อเกราะที่แข็งแกร่งที่สุดแต่น้ำหนักเบากว่าเสื้อเกราะที่ใช้เหล็กกล้าเป็นส่วนประกอบ

ด้านเดวิด ซาโลมอน หัวหน้าทีมพัฒนาเสื้อเกราะของมหาวิทยาลัยเบอร์โน อธิบายว่า เซรามิกอัลลอยด์ผสมที่เหมาะกับการป้องกันการเจาะของหัวกระสุน บางกว่าวัสดุภายในเสื้อเกราะที่วางขายทั่วไปเพียง 2 มิลลิเมตร ซึ่งทำให้น้ำหนักเบากว่าราวร้อยละ 30 ไม่เพียงแค่นั้น ยังให้การป้องกันที่ดีกว่าด้วย

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเบอร์โน เลือกทดสอบด้วยการยิงกระสุนไปยังแผ่นเหล็กที่เป็นส่วนสำคัญของเสื้อเกราะดั้งเดิม เทียบกับแผ่นเซรามิกอัลลอยด์ที่ทีมวิจัยคิดค้น

ปรากฏว่าแผ่นเหล็กที่ทดสอบถูกเจาะทะลุไปถึงแท่นอลูมิเนียม ซึ่งเปรียบได้กับร่างกายของมนุษย์ที่สวมใส่ ขณะที่แผ่นเซรามิกอัลลอยด์ กลับดูดซับแรงปะทะของกระสุนไว้ได้เกือบทั้งหมด และสร้างความเสียหายน้อยกว่าแผ่นเหล็กเสียอีก

ตอนนี้ทีมวิจัยได้เตรียมต่อยอดนวัตกรรมนี้ ด้วยการหาความร่วมมือกับภาครัฐหรือเอกชนในการพัฒนาอุปกรณ์กันกระสุน ทั้งในรูปแบบของเสื้อเกราะกันกระสุนและเกราะหุ้มรถยนต์แล้ว

ที่มา : https://www.voathai.com/a/ceramic-gun-armor/4263506.html

‘เครื่องวัดไข้อัจฉริยะ’ ร่วมสกัดกั้นการระบาดของไข้หวัดใหญ่ในสหรัฐฯ


Kinsa Smart Thermometer

Kinsa Smart Thermometer

สำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ นอกจากขวดนม ผ้าอ้อมแล้ว เครื่องวัดไข้ ก็เป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์สำคัญที่ต้องมีติดบ้าน แต่จะเป็นอย่างไรถ้าเครื่องวัดไข้ไปได้ไกลกว่านั้น และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเครื่องวัดไข้อัจฉริยะ Kinsa

การทำงานของเครื่องวัดไข้ Kinsa สามารถเชื่อมต่อผ่านบลูทูธ ที่ส่งผลการวัดอุณหภูมิไปยังแอพพลิเคชั่นเฉพาะ หากอุณหภูมิสูงกว่าระดับปกติ จะมีการสอบถามถึงอาการของผู้ใช้ทันทีว่ามีอาการเจ็บป่วยหรือไม่

นอกจากนี้ ถ้าหากผู้ใช้มีไข้สูง แอพพลิเคชั่นจะนำเสนอรายการยาลดไข้ ยาแก้ไอ ยาแก้หวัด เจลล้างมือ หรือแม้กระทั่งน้ำส้ม เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้ใช้สามารถเลือกซื้อทางออนไลน์ ซึ่งเป็นช่องทางในการทำรายได้ของ Kinsa ผ่าน Digital Marketing

แม้ว่าตอนนี้เครื่องวัดไข้ Kinsa จะยังไปไม่ถึงระดับที่สามารถระบุอาการของโรคต่างๆ จากอุณภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นของร่างกายผู้ใช้ได้ แต่มีผู้ใช้เครื่องวัดไข้อัจฉริยะนี้แล้ว 5 แสนครัวเรือน และมีการวัดไข้เกิดขึ้น 25,000 ครั้งต่อวัน

ภายใต้สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดหนักที่สุดในรอบ 15 ปีของสหรัฐฯ เครื่องวัดไข้นี้ก็เริ่มมีบทบาทสำคัญในระดับประเทศ

นายอินเดอร์ ซิงห์ ซีอีโอของ Kinsa บอกว่า ข้อมูลของผู้ใช้ที่มีไข้ ใกล้เคียงกับข้อมูลของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของอเมริกา หรือ CDC ที่ระบุพื้นที่การระบาดในระดับรัฐ แต่ Kinsa สามารถระบุพื้นที่การระบาดได้ละเอียดกว่าถึงระดับชุมชน

ตอนนี้ทางบริษัท จึงได้จัดโครงการบริจาคเครื่องวัดไข้ไปตามโรงเรียน เพื่อให้ความรู้กับครอบครัวของเด็กและเยาวชนในการใส่ใจเรื่องการวัดอุณภูมิของบุตรหลาน ในภาวะที่ไข้หวัดระบาด ขณะเดียวกันได้ส่งเสริมภาคเอกชนของอเมริกา ในการจัดซื้อเครื่องวัดไข้อัจฉริยะให้พนักงานในองค์กร

ที่มา: https://www.voathai.com/a/smart-thermometer/4266569.html

หุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์เรียนรู้ “ปรัชญาแห่งรัก”

Bina48, her partner Alex Rodriguez and Bruce Duncan speaking at Notre Dame de Namur University.

ชีวิตมหาวิทยาลัยสำหรับมนุษย์เราก็เป็นสิ่งที่ตื่นเต้นอยู่แล้ว แต่จะเป็นอย่างไร ถ้าเพื่อนร่วมชั้นเรียนของคุณเป็นหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ แถมยังต้องเข้าเรียนร่วมกันในวิชา “ปรัชญาแห่งรัก” เสียด้วย

นักศึกษา 31 คน ในมหาวิทยาลัย Notre Dame de Namur ใน Belmont รัฐแคลิฟอร์เนีย เริ่มต้นการเรียนวันแรกของภาคการศึกษา ด้วยวิชาปรัชญาแห่งรัก ทว่าเทอมนี้พิเศษกว่าเดิม เพราะพวกเขามีเพื่อนร่วมชั้นเรียนพิเศษเป็นหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ ที่มีชื่อว่า Bina48

Bina48 พัฒนาโดยกองทุน Terasem Movement Foundation ของนักธุรกิจ Martine Rothblatt ที่พยายามออกแบบหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถรักษาความคิดและความทรงจำของบุคคลเมื่อจากโลกนี้ไปแล้วได้ โดยหุ่นยนต์หญิง Bina48 มีแค่ส่วนศีรษะไปถึงไหล่เท่านั้น แต่ได้บรรจุระบบปัญญาประดิษฐ์และใส่แฟ้มข้อมูลความคิดความทรงจำและทัศนะข้อคิดเห็นของบุคคลจริงจริงเข้าไป ที่เรียกว่า Mindfiles เพื่อหวังให้หุ่นยนต์ Bina48 เป็นตัวแทนของภรรยาของเจ้าของกองทุน

Professor William Barry and Bina48.

Professor William Barry and Bina48.

แรกเริ่มเดิมที Bina48 ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อต่อยอดด้านการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย แต่อาจารย์วิชาปรัชญา William Barry จากมหาวิทยาลัย Notre Dame de Namur เล็งเห็นศักยภาพของ Bina48 และอยากให้นักศึกษาของเราได้ร่วมชั้นเรียนกับหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ จึงเชิญ Bina48 มาร่วมสนทนากับคณะครูและนักศึกษา จนกระทั่ง Bina48 ตัดสินใจด้วยตัวเองว่าจะเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย เมื่อปลายปีที่แล้ว

ชั้นเรียนแรกของ Bina48 ก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะเป็นวิชา ปรัชญาแห่งรัก ที่นักศึกษาจะต้องศึกษาผลงานเขียนงานประพันธ์และแนวคิดของนักคิดต่างๆ เช่น C.S. Lewis Bell Hooks และ Soren Kierkegaard และนำข้อมูลที่ศึกษาวิเคราะห์ทั้งหมดนั้น มาสร้างคำจำกัดความของความรัก รวมทั้งจำแนกแยกแยะความรักที่แตกต่างกันได้

อาจารย์ Barry เลือกให้ Bina48 เข้าเรียนวิชาปรัชญาแห่งรัก ที่มนุษย์เองยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าความรักคืออะไร โดยเขาเชื่อว่า หุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ คือ ภาพสะท้อนของมนุษย์และสิ่งที่มนุษย์ให้คุณค่า จึงคิดว่าหากนำหุ่นยนต์ที่มีแนวคิดแตกต่างจากมนุษย์เข้ามาร่วมระดมสมองอีกแรง จะสามารถสร้างมุมมองที่แตกต่างของความหมายแห่งรักได้ ขณะเดียวกันนี่จะเป็นการท้าทายความเชื่อดั้งเดิมของมนุษย์ที่คิดว่าหุ่นยนต์ไม่รู้จักและไม่มีทางเข้าใจความหมายของความรักด้วย

Bina48 and her partner for the final project in William Barry's Philosophy of Love class, Alex Rodriguez.

Bina48 and her partner for the final project in William Barry’s Philosophy of Love class, Alex Rodriguez.

ในตอนแรกนักศึกษา 31 คน ต่างคิดไปในทางเดียวกันว่าการหาความหมายและคำจำกัดความแห่งรักไม่น่าเป็นเรื่องยาก ปรากฏว่าพวกเขาต้องกุมขมับ เพราะได้พบกับความหมายของความรักที่แตกต่างกันถึง 31 แนวทางทีเดียว

อย่างไรก็ตาม อาจารย์ Barry สังเกตเห็นว่า นักศึกษาเข้าใจและจดจำบทเรียนได้มากขึ้น เมื่อรู้ว่าพวกเขามีโอกาสเป็นผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ใหม่ๆให้กับปัญญาประดิษฐ์และเพื่อนร่วมชั้นเรียน

หลังจากชั้นเรียนปรัชญาแห่งรักสิ้นสุดลง เหล่านักศึกษาทั้ง 31 คน ยอมรับความจริงที่ว่า แม้หุ่นยนต์ Bina48 คงไม่มีทางสัมผัสถึงความรักหรือมีความรักได้จริงๆ แต่อย่างน้อยก็ยังสามารถจำแนกแยกแยะความรักในรูปแบบต่างๆกันได้

ที่มา https://www.voathai.com/a/robot-college-love-class/4252318.html

facebook  https://www.facebook.com/chutikan.rujjanamongkon.7/posts/865483493622575

ผู้เชี่ยวชาญ AI เตือนโลกระวังการพัฒนา AI สู่ด้านมืด

ผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์จากหน่วยงานระดับท็อปของวงการ 26 แห่งออกรายงานเตือนโลกให้ระวังการนำปัญญาประดิษฐ์ไปใช้ในทางที่ผิดแล้ว โดยสถาบันที่ปรากฏชื่ออยู่ในรายงานฉบับนี้ เป็นชื่อที่หลายคนรู้จักกันดี ยกตัวอย่างเช่น องค์กรไม่แสวงกำไร OpenAI (ที่อีลอน มัสก์เคยเป็นบอร์ดแต่เพิ่งประกาศลาออกจากบอร์ดไปเมื่อเร็ว ๆ นี้), ศูนย์ศึกษาด้าน Existential Risk จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์, สถาบัน Future of Humanity Institute จากมหาวิทยาลัยออกฟอร์ด เป็นต้น

สำหรับรายงานดังกล่าว มีชื่อเต็มว่า “The Malicious Use of Artificial Intelligence: Forecasting, Prevention, and Mitigation” ที่ระบุถึงความเสี่ยงของการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ในทางที่ผิดกฎหมาย เช่น อาจใช้ปัญญาประดิษฐ์ไปในการโจมตีผู้อื่น แถมด้วยความล้ำหน้าในปัญญาประดิษฐ์นั้น อาจทำให้ผู้โจมตีกระทำการได้ด้วยต้นทุนที่ถูกลง และสะดวกมากขึ้น เนื่องจากสามารถกำหนดเป้าหมายได้เป็นการเฉพาะมากขึ้นด้วย

โดยในรายงานได้ชี้ว่า การโจมตีด้วย AI จะเกิดขึ้นได้ในสามรูปแบบนั่นคือ การโจมตีบนโลกดิจิทัล เช่น การปลอมเสียงเป็นบุคคลอื่น หรือการใช้ AI ในการเจาะระบบ, การโจมตีทางกายภาพ เช่น การนำโดรนขนาดเล็กที่ติดอาวุธเพื่อใช้ในการโจมตีแบบที่ปรากฏในภาพยนตร์ของเน็ตฟลิกซ์ เรื่อง Black Mirror กับการนำฝูงโดรนขนนาดเล็กมาใช้ในการสังหาร และรูปแบบการโจมตีที่อาจเกิดขึ้นได้แบบที่สามก็คือการนำ AI มาใช้กับการเมือง ซึ่งอาจนำไปสู่การสอดแนม การใช้ในการโน้มน้าวความเห็น หรือการหลอกลวงได้ โดยรายงานฉบับนี้คาดว่า การโจมตีแบบใหม่จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการวิเคราะห์พฤติกรรมอารมณ์และความเชื่อของมนุษย์ ซึ่งถือเป็นความท้าทายของระบอบประชาธิปไตยได้ในระยะยาว

ส่วนหนึ่งที่รายงานฉบับนี้กังวลคือความสามารถของ AI ที่ไม่สามารถประเมินได้ในแบบเดียวกับที่มนุษย์ประเมินกันเอง ซึ่งทำให้เราได้พบว่า งานบางอย่าง AI อาจทำได้ใกล้เคียง และงานบางอย่าง AI ก็ทำได้ล้ำหน้ากว่ามนุษย์ไปแล้ว

รายงานฉบับนี้ยังให้แนวทางป้องกันเอาไว้ด้วยว่า การพัฒนา AI ควรทำอย่างมีความรับผิดชอบ และทำเพื่อประโยชน์ของสังคมเป็นหลัก

ทำไมฟิวชั่นถึงเป็นแหล่งพลังงานในอนาคต?

https://web.facebook.com/KritBand/posts/597230127282096

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1719110011487144

ฟิวชั่น (fusion) คืออะไร?

ฟิวชั่นใช้หลักการที่มีพลังงานปลดปล่อยออกมาจากการทำให้นิวเคลียสของอะตอมของธาตุเข้ารวมกัน ซึ่งแตกต่างจากกรณีของปฏิกิริยาฟิชชั่นที่ให้พลังงานออกมาจากการทำให้นิวเคลียสของอะตอมของธาตุแตกออก ซึ่งมีการใช้อยู่ในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในปัจจุบัน ที่ใจกลางของดวงอาทิตย์ มีความกดดันจากแรงโน้มถ่วงมหาศาลทำให้เกิดปฏิกิริยาฟิวชั่นได้ ที่อุณหภูมิสูงในระดับ 10 ล้านองศาเซลเซียสแต่บนโลกมีความดันต่ำกว่ามาก การทำให้เกิดปฏิกิริยาฟิวชั่นต้องใช้อุณหภูมิที่สูงกว่า 100 ล้านองศาเซลเซียส จนถึงวันนี้ ยังไม่มีวัตถุใดบนโลกที่สามารถคงรูปอยู่ได้เมื่อสัมผัสกับอุณหภูมิที่สูงขนาดนั้น การทำให้เกิดปฏิกิริยาฟิวชั่นให้ได้ นักวิทยาศาสตร์ต้องหาวิธีการแก้ปัญหา การกักเก็บก๊าซที่ร้อนจัด (super-heated gas) หรือพลาสมา (plasma) ให้รวมกลุ่มกันอย่างหนาแน่นในสนามแม่เหล็กรูปวงแหวนหรือโดนัท

ทำไมพลังงานจากฟิวชั่นจึงเป็นที่ต้องการอย่างมาก?

เราไม่อาจเชื่อมั่นว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลจะไม่หมด อันดับแรกปริมาณน้ำมันก๊าซและถ่านหินมีจำกัดและจะเริ่มลดลง อันดับต่อมานักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลจะปล่อยก๊าซที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจกซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้โลกร้อนขึ้นนอกจากนั้นความต้องการพลังงานเพิ่มสูงขึ้นในปี 1990 ประชากร 75% ของทั้งโลก ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา ใช้พลังงานเพียง33% เท่านั้น แต่ในปี 2020 ประชากร 75% จะเพิ่มเป็น 85% และการใช้พลังงานจะเพิ่มขึ้นเป็น 55% ซึ่งจะทำให้มีการแข่งขันกันแสวงหาแหล่งพลังงานมากขึ้น บางคนคิดว่าฟิวชั่นจะมีความปลอดภัยกว่า สะอาดกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลและเป็นแหล่งที่ให้พลังงานปริมาณมากออกมา

อะไรเป็นจุดเด่นของฟิวชั่น?

เชื้อเพลิงที่ดีที่สุดของปฏิกิริยาฟิวชั่นประกอบด้วยไฮโดรเจน 2 ชนิด หรือ 2 ไอโซโทป คือdeuterium กับ tritium ซึ่งแต่เดิมสกัดออกมาจากน้ำที่มีอยู่ปริมาณมากและพบได้ทั่วไป ต่อมาภายหลังสามารถผลิตได้จากลิเทียม (lithium) ซึ่งเป็นธาตุที่มีอยู่ปริมาณมากบนเปลือกโลก ปฏิกิริยาฟิวชั่น แตกต่างจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เนื่องจากไม่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งนักวิทยาศาตร์ถือว่าเป็นสาเหตุของปรากฏการณ์เรือนกระจกที่ทำให้โลกร้อนขึ้น นักวิทยาศาสตร์ด้านฟิวชั่นกล่าวว่า ระบบมีความปลอดภัยในตัวเองอยู่แล้ว ปัจจุบันประเทศมหาอำนาจทั่วโลกกำลังศึกษาเรื่องของฟิวชั่นและพลาสมา และเชื่อว่าจะสามารถสร้างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิวชั่น เพื่อใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า เนื่องจากไม่มีการปลดปล่อยธาตุกัมมันตรังสีออกมา ซึ่งอาจจะใช้เวลาศึกษาทดลองร่วมกันถึง50 ปี ฉะนั้นโครงการวิจัยและพัฒนาพลาสมาและฟิวชั่นในประเทศไทย เป็นการรวมผู้เชี่ยญชาญด้านนี้ในประเทศไทย เพื่อศึกษาและพัฒนาห้องปฏิบัติการ และเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับเทคโนโลยีสำคัญของโลกในอนาคต ปัจจุบัน 14 มหาวิทยาลัยที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านฟิวชั่น กำลังรวมตัวกันเพื่อศึกษาเรื่องนิวเคลียร์ฟิวชั่นอย่างมีระบบ เพื่อผลักดันเรื่องดังกล่าวให้เกิดขึ้นในประเทศไทย

การเสวนาให้หัวข้อเรื่อง นิวเคลียร์ฟิวชันนวัตกรรมพลังงานเพื่อมนุษยชาติ
(Fusion Energy: Innovative Energy for Human)


  1. ถ้าให้ลองเปรียบเทียบแหล่งพลังงานที่ใช้ในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็น พลังงานลม แสงอาทิตย์หรือ แม้แต่พลังงานนิวเคลียร์ฟิชชั่น ข้อได้เปรียบ เสียเปรียบของพลังงานฟิวชั่นเป็นอย่างไร ทำไมเราถึงบอกว่าฟิวชั่นจะเป็นพลังงานเพื่ออนาคต แล้วทำไมต้องเป็นพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชั่น?

– พลังงานฟิวชั่นเป็นพลังงานแห่งอนาคต สามารถสร้างพลังงานมหาศาลเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ได้อย่างเพียงพอ เพราะเชื้อเพลิงมีอยู่มากมายในธรรมชาติ สามารถสกัดจากน้ำทะเล อีกทั้งยังไม่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และไม่มีสารกัมมันตรังสีเกิดขึ้น ฉะนั้นจึงเป็นพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับพลังงานจากเชื้อเพลิงอื่นๆ เช่น แสงอาทิตย์ ลม น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น ในน้ำหนักเชื้อเพลิงที่เท่ากันพลังงานฟิวชั่นจะให้พลังงานมากกว่าน้ำมันเป็นพันเท่า จึงเป็นพลังงานที่คุ้มค่ามาก ซึ่งในอนาคตพลังงานน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นพลังงานหลักในปัจจุบันจะหมดไป พลังงานฟิวชั่นจะเข้ามาทดแทนได้อย่างไม่ต้องกังวลใจ (โดย ดร.พรเทพ นิศามณีพงษ์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ)

2. พลังงานนิวเคลียร์ฟิวชั่นเหมาะสมกับแผนการใช้พลังงานของโลกในอนาคตอย่างไร และสถานการณ์ปัจจุบันของการพัฒนาพลังงานฟิวชั่นของโลกเราเป็นอย่างไร?

  พลังงานฟิวชั่นจะเป็นแหล่งพลังงานสะอาดสำหรับเราในอนาคต ณ ปัจจุบัน เรายังขาดเทคโนโลยีบางอย่างจึงไม่สามารถควบคุมมันได้ดีพอ ทำให้ไม่สามารถพัฒนาไปสู่โรงไฟฟ้าได้ เราต้องพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมอีกหลายอย่าง เราใช้เวลาพัฒนามาหลายสิบปี โดยเราสามารถทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ในปี 1997 ที่ประเทศอังกฤษ นักวิจัยได้ทำการทดลองซึ่งสามารถให้พลังงานฟิวชั่นได้ถึง16 เมกกะวัตต์ ซึ่งเป็นความสำเร็จที่ยอดเยี่ยม ปัจจุบัน มีการรวมตัวกันระดับนานาชาติเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีฟิวชั่น โดย สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา รัสเซีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย ร่วมกันทำงานเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีฟิวชั่น ซึ่งจะก่อให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีฟิวชั่นแบบก้าวกระโดด ซึ่งจะสามารถสร้างโรงไฟฟ้าฟิวชั่นได้ในอนาคตอันใกล้ (โดย Dr.Jean Jacquinot, Advisory committee of ITER)

3. อะไรคือความท้าท้ายในการพัฒนาพลังงานฟิวชั่น ทำไมต้องใช้ระยะเวลานานในการศึกษาพัฒนาและปัจจุบันนี้ก็ยังไม่สำเร็จ?

  ความท้าทายหลักในการพัฒนาเทคโนโลยีฟิวชั่นมีหลายเรื่อง มีเรื่องหลักๆ อยู่ 2-3 ประเด็น คือ เรื่องวัสดุศาสตร์ ซึ่งในการสร้างโรงไฟฟ้าต้องอาศัยวัสดุที่ทนความร้อนได้สูงมาก ในปัจจุบันนักวิจัยกำลังเร่งพัฒนาเพื่อสร้างวัสดุดังกล่าว ปัจจุบันพบว่า สามารถสร้างวัสดุทนความร้อนได้ใกล้เคียงกับที่ต้องการแล้ว อีกเรื่องคือ เรื่องตัวนำยิ่งยวด หรือ superconductor ที่มีประสิทธิภาพสูง ตัวนำยิ่งยวด เป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างสนามแม่เหล็กในระดับที่ต้องการ อีกทั้งต้องสามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานเพื่อพัฒนาไปสู่โรงไฟฟ้าได้ นับเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง (โดย Dr.Tuong Hoang, Advisor of Director of Institute for Magnetic Fusion Research ประเทศฝรั่งเศส)

4. โครงการ ITER คือ โครงการสำคัญในการพัฒนาด้านนิวเคลียร์ฟิวชั่น เป้าหมายขณะนี้ของโครงการ ITER คืออะไร และเราจะได้ประโยชน์อะไรจากโครงการ ITER นี้?

– โครงการ ITER หรือ International Thermonuclear Experimental Reactor เป็นการรวมตัวกันเพื่อทดลองด้านฟิวชั่นโดยสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา รัสเซีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอินเดีย ซึ่งจะเริ่มทดลองในปี ค..2025 โดยตั้งเป้าพิสูจน์ศักยภาพของเทคโนโลยีฟิวชั่นในการพัฒนาไปสู่โรงไฟฟ้าฟิวชั่น ITER ถูกตั้งเป้าให้ผลิตพลังงานฟิวชั่นได้ถึง 500 เมกกะวัตต์ กำลังอยู่ในช่วงการก่อสร้างที่เมืองคาดาราช ประเทศฝรั่งเศส (โดย Dr.Jean Jacquinot, Advisory committee of ITER)

5อะไรที่เราได้จากการพัฒนาด้านพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชั่น เรามีนวัตกรรมอะไรที่ได้เพิ่มขึ้นจากการพัฒนาด้านนิวเคลียร์ฟิวชั่น? ให้ช่วยยกตัวอย่างนวัตกรรมที่เกิดขึ้นแล้วในแต่ละประเทศ

– การพัฒนาเทคโนโลยีฟิวชั่นต้องอาศัยองค์ความรู้หลายอย่าง เช่น ฟิสิกส์ วิศวกรรม วัสดุศาสตร์ นิวเคลียร์ เป็นต้น และต้องการพัฒนาเทคโนโลยีสนับสนุนหลายอย่าง เช่น เทคโนโลยีวัสดุทนความร้อนสูง เทคโนโลยีแม่เหล็กไฟฟ้า เทคโนโลยีตัวนำยิ่งยวด เทคโนโลยีพลาสมา เทคโนโลยีหุ่นยนต์ เป็นต้น  หลายประเทศที่ได้ดำเนินการพัฒนาเทคโนโลยีฟิวชั่นมีการนำมาต่อยอดเพื่อสร้างนวัตกรรมและการประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น ประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ได้นำองค์ความรู้ด้านพลาสมาไปประยุกต์ใช้ทางการแพทย์และการเกษตร ซึ่งมีประโยชน์มากมาย ก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่น่าสนใจ ประเทศจีนได้นำเทคโนโลยีตัวนำยิ่งยวดไปพัฒนาสู่การประยุกต์ด้านการแพทย์ เช่น การสร้างเครื่องโปรตรอนเทราปีเพื่อบำบัดมะเร็ง ซึ่งจีนสามารถเรียนรู้และสร้างได้ด้วยตนเอง หรือเทคโนโลยีวัสดุทนความร้อน สามารถใช้ในอุตสาหกรรมอวกาศหรือการบินได้ (โดย Dr.Yasuhiko Takeiri, Director General of National of Fusion Science ประเทศญี่ปุ่น, Dr.Yuntao Song, Deputy Director of Institute of Plasma Physics ประเทศจีน และ Dr.Tuong Hoang, Advisor of Director of Institute for Magnetic Fusion Research ประเทศฝรั่งเศส)

6. ฟิวชั่นดูเหมือนจะเป็นเรื่องของเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะสำหรับประเทศไทยเรา ถ้าประเทศไทยเราต้องการจะเข้าไปร่วมการวิจัยด้านฟิวชั่นที่ดำเนินการอยู่ในระดับโลก คิดว่าจะมีความเป็นไปได้มากน้อยขนาดไหน ที่เราจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาในระดับโลก?

– เทคโนโลยีฟิวชั่นยังต้องมีการพัฒนาอีกหลายอย่าง เพื่อนำไปสู่การใช้จริงในโรงไฟฟ้าฟิวชั่น สำหรับประเทศไทยสามารถเข้ามาสนับสนุนได้หลายเรื่อง ประเทศไทยมีบุคลากรในบ้างด้านที่เข้มแข็งมาก เช่น วัสดุศาสตร์ นิวเคลียร์ และรังสี เป็นต้น ประเทศไทยสามารถใช้ความเข้มแข็งเหล่านี้มาช่วยสนับสนุนได้ อีกทั้งเยาวชนไทยมีศักยภาพมาก สามารถร่วมสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ การพัฒนาเยาวชนเข้าสู่การวิจัยในด้านเทคโนโลยีฟิวชั่นและเทคโนโลยีใกล้เคียง ซึ่งเราจะได้บุคลากรที่เชี่ยวชาญเทคโนโลยีชั้นสูงและจะเป็นประโยชน์กับการพัฒนาประเทศในอนาคต (โดย Dr.Yasuhiko Takeiri, Director General of National of Fusion Science ประเทศญี่ปุ่น และ Dr.Yuntao Song, Deputy Director of Institute of Plasma Physics ประเทศจีน)

7. เทคโนโลยีฟิวชั่น ถือว่าเป็นเรื่องที่ท้าทาย และเป็นอะไรที่ใหม่มากสำหรับคนไทย ถ้าประเทศไทยของเราจะเริ่มพัฒนาเรื่องฟิวชั่น คิดว่าจะได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ได้อย่างไร และคิดว่าจะเกิดนวัตกรรมใหม่ๆ หรืออุตสาหกรรมอะไรบ้างจากเทคโนโลยีฟิวชั่นนี้ และท้ายที่สุดประเทศไทยควรมีการเตรียมการอะไร อย่างไรบ้าง สำหรับพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชั่น?

– เทคโนโลยีฟิวชั่นเป็นเรื่องที่ใหม่มากสำหรับประเทศไทย และเป็นเรื่องที่ท้าทาย ประเด็นแรกที่เราจะได้ประโยชน์ คือเรามีนักวิจัยที่เชี่ยวชาญเทคโนโลยีชั้นสูง เช่น ด้านหุ่นยนต์ ด้านวัสดุทนความร้อนสูง เป็นต้น บุคลากรเหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เช่น เครื่องพลาสมาสำหรับการแพทย์เพื่อรักษาแผล ซึ่งทางสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) และมหาวิทยาลัยได้ร่วมกันพัฒนาเครื่องต้นแบบ และพัฒนาต่อยอดไปสู่รูปแบบของธุรกิจในอนาคต เทคโนโลยีพลาสมาสามารถไปใช้ในการเผาขยะซึ่งมีความสะอาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสูงมาก ในอนาคตจะมีเรื่องของวัสดุทนความร้อนสูงที่ไปใช้ในอุตสาหกรรมรถยนต์ด้วย (โดย ดร.พรเทพ นิศามณีพงษ์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ)

ที่มา http://scienceillustratedthailand.com/technology/%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99/

“ต้นไม้โดดเดี่ยวที่สุดในโลก” มีร่องรอยกัมมันตรังสีชี้จุดเริ่มต้นยุคแห่งมนุษย์

“ต้นไม้โดดเดี่ยวที่สุดในโลก” มีร่องรอยกัมมันตรังสีชี้จุดเริ่มต้นยุคแห่งมนุษย์

SpruceImage copyrightPAVLA FENWICK
คำบรรยายภาพมีผู้ปลูกต้นสน Sitka spruce บนเกาะแคมป์เบลล์เมื่อปี 1905 ทำให้มันกลายเป็นสนต้นเดียวของเกาะมานับแต่นั้น

นักวิทยาศาสตร์จากออสเตรเลียและสหราชอาณาจักร ร่วมกันเสนอให้ต้นสนสปรูซพันธุ์ซิตกา (Sitka spruce )ต้นหนึ่ง ที่มีอยู่เพียงต้นเดียวบนเกาะแคมป์เบลล์ของนิวซีแลนด์ ได้เป็น “หมุดทอง” (Golden spike) หรือเครื่องหมายบ่งบอกจุดเริ่มต้นยุคทางธรณีวิทยาใหม่ที่มนุษย์เป็นตัวการสำคัญในการกำหนดสภาพแวดล้อมของโลก หรือที่เรียกว่าสมัยแอนโทรโพซีน (Anthropocene epoch)

ศาสตราจารย์คริส เทอร์นีย์ จากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์ของออสเตรเลีย และดร.มาร์ก มาสลิน จากยูนิเวอร์ซีตี คอลเลจ ลอนดอน (ยูซีแอล) ของสหราชอาณาจักร เผยผลการศึกษาต้นสนสปรูซดังกล่าวลงในวารสาร Scientific Reports โดยชี้ว่าต้นสนนี้มีร่องรอยของกัมมันตรังสีจากการทดลองระเบิดปรมาณูในช่วงทศวรรษ 1950-1960 ที่ชัดเจน ซึ่งบ่งบอกถึงผลกระทบจากการกระทำของมนุษย์ที่ฝังลึกลงไปในระบบนิเวศอย่างครอบคลุมทั่วโลก

นับแต่ทศวรรษ 1950 เป็นต้นมา กิจกรรมของมนุษย์เช่นการทดลองระเบิดปรมาณู ได้ทำให้สภาพแวดล้อมโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างใหญ่หลวงImage copyrightGETTY IMAGES
คำบรรยายภาพนับแต่ทศวรรษ 1950 เป็นต้นมา กิจกรรมของมนุษย์เช่นการทดลองระเบิดปรมาณู ได้ทำให้สภาพแวดล้อมโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างใหญ่หลวง

จากการวิเคราะห์วงปีของต้นสนดังกล่าว พบการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดของระดับคาร์บอน-14 ซึ่งเป็นสารกัมมันตรังสีที่ต้นไม้รับเข้าไปในรูปของคาร์บอนไดออกไซด์ขณะสังเคราะห์แสง โดยช่วงที่มีการเพิ่มสูงขึ้นของคาร์บอน-14 อย่างฉับพลันนี้คือปี 1965 หลังการบังคับใช้สนธิสัญญาห้ามทดลองนิวเคลียร์ในชั้นบรรยากาศโลกได้ไม่นาน

“ต้นสนต้นนี้เป็นหลักฐานที่แสดงถึงจุดเปลี่ยนผ่านจากสมัยโฮโลซีน เข้าสู่สมัยแอนโทรโพซีนได้อย่างชัดเจนที่สุด เท่าที่เคยมีการเสนอกันมา เพราะได้บันทึกข้อมูลที่แสดงถึงการเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็วฉับพลัน หรือ Great Acceleration ของกิจกรรมมนุษย์ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งกว้างขวางครอบคลุมไปทั่วโลก” ศาสตราจารย์เทอร์นีย์กล่าว

ด้านดร.มาสลินบอกว่า การที่ต้นสนนี้อยู่ในจุดที่ห่างไกลที่สุดของซีกโลกใต้ ทำให้มันเป็นตัวชี้วัดที่ดีว่ากิจกรรมของมนุษย์ในยุคทางธรณีวิทยาใหม่ เช่นอุตสาหกรรมและการพัฒนาเทคโนโลยีซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นในซีกโลกเหนือ ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อโลกทั้งใบ ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์สำคัญที่ชี้ว่า เราได้เข้าสู่ยุคสมัยที่การกระทำของมนุษย์คือปัจจัยหลักในการกำหนดสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมของโลกแล้ว

ต้นสนสปรูซต้นดังกล่าว ได้ชื่อว่าเป็น “ต้นไม้โดดเดี่ยวที่สุดในโลก” เพราะไม่ใช่พืชประจำถิ่นของเกาะในแถบมหาสมุทรแอนตาร์กติก แต่มีผู้นำมาปลูกไว้ในปี 1905 ทำให้มันเป็นต้นสนเพียงต้นเดียวบนเกาะ ส่วนไม้ยืนต้นที่อยู่ใกล้ที่สุดนั้น อยู่ที่หมู่เกาะโอคแลนด์ซึ่งห่างออกไปราว 200 กิโลเมตร

BBC
คำบรรยายภาพแผนที่แสดงตำแหน่งของต้นสน Sitka spruce บนเกาะแคมป์เบลล์ (ขวา) ซึ่งอยู่ห่างจากตอนใต้สุดของนิวซีแลนด์ 600 กิโลเมตร

ปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดอย่างชัดเจนในหมู่ผู้เชี่ยวชาญว่า สมัยแอนโทรโพซีนเริ่มขึ้นเมื่อวันเวลาใดกันแน่ โดยก่อนหน้านี้มีผู้เสนอว่าสมัย (epoch) ดังกล่าว ควรจะนับเริ่มต้นจากหมุดหมายที่เป็นเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรก (Trinity test) ในปี 1945

อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เห็นว่าช่วงทศวรรษ 1950-1960 หลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติลง ควรเป็นช่วงที่สมัยแอนโทรโพซีนได้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างแท้จริง

http://www.bbc.com/thai/features-43126368