คลังเก็บรายเดือน: กุมภาพันธ์ 2018

Aspark Owl รถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติญี่ปุ่น ทำความเร็ว 0-100 กม./ชม. ใน 1.9 วินาที ทุบสถิติ Tesla

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1727637673967711

Aspark Owl รถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติญี่ปุ่น ทำความเร็ว 0-100 กม./ชม. ใน 1.9 วินาที ทุบสถิติ Tesla

 https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=566904293668533&id=100010469013642

นับเป็นความสำเร็จล่าสุดที่เกิดขึ้นโดยบริษัทวิศวกรรมขนาดเล็กในประเทศญี่ปุ่น ที่สามารถสร้างรถยนต์ไฟฟ้าที่สามารถทำความเร็ว 0-100 กม./ชม. ได้ภายในเวลาเพียง 1.921 วินาที ซึ่งเท่ากับเป็นการทุบสถิติเดิมที่ Tesla เคยทำไว้

Aspark Owl เป็นรถสปอร์ตไฟฟ้าที่ได้มีการเปิดตัวในงานแฟรงค์เฟิร์ตออโต้โชว์เมื่อปี 2018 โดยระบุสมรรถนะว่ามีกำลัง 430 แรงม้า, แรงขับ 563 ปอนด์ฟุต, น้ำหนักต่ำกว่า 1900 ปอนด์ และสามารถทำความเร็ว 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 2 วินาที ซึ่งในการทดสอบล่าสุดมันก็สามารถทำได้ดีกว่าเดิมแล้วโดยใช้เวลาไม่ถึง 2 วินาที และเมื่อเทียบกับ Tesla Model S100D ที่ใช้เวลาในการเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ที่ 2.5 วินาที ก็นับว่า Aspark Owl ชนะขาด

อย่างไรก็ตาม ในการทดสอบดังกล่าวนี้เป็นการใช้ยางไร้ดอก ซึ่งเป็นยางรถยนต์ที่ใช้เฉพาะสำหรับการแข่งขัน เท่ากับว่ามันไม่ปลอดภัย และยังผิดกฎหมายในการขับขี่ตามปกติ ซึ่งทางบริษัท ก็มีความตั้งใจที่จะพัฒนา Owl ให้สามารถทำความเร็วดังกล่าวด้วยยางรถยนต์แบบทั่วไปให้ได้

Aspark กล่าวว่า จะเริ่มต้นการผลิต Owl ในเร็วๆ นี้ โดยจำกัดจำนวนที่ 50 คัน และมันจะมีราคาสูงถึง 4.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเทียบได้กับ Tesla Model S ถึง 65 คันเลยทีเดียว และแม้แต่จะไปเทียบกับ Tesla Roadster รุ่นใหม่ที่กำลังจะมาในปี 2020 (มีแนวโน้มว่าจะสามารถทำความเร็วได้ไม่แพ้กัน) แถมยังมีราคาแค่ 200,000 เหรียญสหรัฐ เท่านั้นเอง

ที่มา https://news.thaiware.com/12656.html

 

นาฬิกาอัจฉริยะใช้พลังงานไฟฟ้าจากความร้อนร่างกายผู้สวม

df

นาฬิกาอัจริยะใช้พลังงานจากความร้อนร่างกายผู้สวมใส่เปลี่ยนเป็นกระแสไฟฟ้า ทำให้ไม่จำเป็นต้องชาร์จแบตเตอรี

PowerWatch ใช้เทคโนโลยีความร้อนเปลี่ยนพลังงานความร้อนเป็นไฟฟ้า ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกับที่นาซาใช้กับยานวอยเอจเจอร์

อาครัม โบไค ผู้ก่อตั้ง Matrix Industries อธิบายถึงเหตุผลที่นำเทคโนโลยีนี้มาใช้กับสมาร์ทวอทช์?

“ไม่มีใครชอบชาร์จอุปกรณ์ที่สวมใส่ได้ทุกวันทุกสัปดาห์ หรือทุกเดือน เราจึงมาลองดูว่าทำอย่างไร จึงจะย่อส่วนเทคโนโลยีนี้ให้อยู่ในรูปแบบนาฬิกา″

แต่พลังงานไฟฟ้าจากความร้อนจะพอ สำหรับสมาร์ทวอทช์ที่มีลูกเล่นมากหรือไม่?

โบไค กล่วว่า “รูปแบบหนึ่งที่เรากำลังดูอยู่คือ ใส่เทคโนโลยีไฟฟ้าจากความร้อนไว้ในสายนาฬิกา ทำให้มีผิวสัมผัสเพิ่มขึ้นจึงได้ความร้อนมากขึ้นจากด้านข้างของข้อมือ ทำให้มีพลังงานพอสำหรับลูกเล่นที่กินไฟมากได้ อย่าง จีพีเอส หรือวัดอัตราการเต้นของหัวใจ”

เทคโนโลยีไฟฟ้าจากความร้อนนี้ ใช้ทำอะไรได้อีกบ้าง?

โบไค ยกตัวอย่างว่า อุปกรณ์ในโรงงาน และการดูแลคนไข้ในโรงพยาบาล รวมถึงการใช้งานทุกประเภทที่ต้องใช้อุปกรณ์ตรวจจับและต้องใช้แบตเตอรี หรือระบบไฟ ก็สามารถนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้งานได้

“สกายเวย์” ทางเดินเชื่อมอาคารในเมืองมินนีอาโปลิส ช่วยหลบอากาศหนาวติดลบ

FB : https://www.facebook.com/pongsathorn.maijan/posts/1758789960807788

“สกายเวย์” ทางเดินเชื่อมอาคารในเมืองมินนีอาโปลิส ช่วยหลบอากาศหนาวติดลบ

“สกายเวย์” ช่วยคนในเมืองมินนีอาโปลิสเอ็นจอยชีวิตนอกบ้านในช่วงฤดูหนาวที่สุดโหด EMBED SHARE “สกายเวย์” ช่วยคนในเมืองมินนีอาโปลิสหลบอากาศหนาวติดลบเวลาออกนอกบ้าน เบรด โรห์เลส (Brad Rohles) มองเห็นใจกลางเมืองมินนีอาโปลิสได้จากอพาร์ทเมนท์ของเขาเเละภรรยา เมืองมินนีอาโปลิส เป็นเมืองทางเหนือที่อากาศหนาวจัดมากในฤดูหนาว ในวันทำงานอย่างวันนี้ ก่อนออกจากบ้านเขาต้องเเต่งตัวให้พร้อมกับสภาพอากาศภายนอกที่ติดลบถึง 10 องศาเซลเซียส ต้องสวมเสื้อเเจ็คเก็ตอย่างหนา รองเท้าบู้ท หมวกเเละถุงมือ เเต่ที่เมืองมินนีอาโปลิส สภาพอากาศหนาวเย็นถึงกระดูกถือเป็นสภาพอากาศปกติของเดือนกุมภาพันธ์ เเละเมืองนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อรับมือกับฤดูหนาว เบรด โรห์เลส กล่าวว่า ในรัฐมินเนโซต้า อากาศข้างนอกหนาวมาก บางครั้งอาจติดลบถึง 20 องศาเซลเซียส เเละสำหรับคนจำนวนมาก อากาศหนาวเกินไปที่จะเดินอยู่ภายนอก ในตัวเมืองมินนีอาโปลิส ทางเท้าเกือบไม่มีคนเดิน เเต่เมืองมินนีอาโปลิสก็วุ่นวายไปด้วยกิจกรรมต่างๆ เช่นเดียวกับเมืองใหญ่อื่นๆ เพียงเเต่เกิดขึ้นในระดับเหนือพื้นดินเท่านั้น อาคารเกือบทั้งหมดที่เมืองนี้เชื่อมต่อเข้าด้วยกันด้วย “สกายเวย์” (Skyway) ซึ่งเป็นสะพานทางเท้ายกระดับ เเละมีผนังปิดเพื่อควบคุมอุณหภูมิภายในให้อุ่น “สกายเวย์” ของที่นี่ถือเป็นระบบทางเท้ายกระดับที่มีระยะทางรวมแล้วยาวที่สุดในโลก ทางเท้ายกระดับสกายเวย์นี้ช่วยให้ชาวเมืองเดินไปไหนมาไหนได้สบายเป็นระยะทาง 18 กิโลเมตร ระหว่าง 80 ช่วงตึกในเมือง โดยไม่ต้องทนหนาวเพราะมีระบบควบคุมอุณหภูมิ เบรด โรห์เลส กล่าวว่า ตนเองเดินอยู่ภายนอกตัวอาคารนานเพียงเเค่ครึ่งนาทีต่อวันเท่านั้น นอกจากต้องการออกไปข้างนอกจริงๆ อาทิ ไปเดินที่ทะเลสาบเเละตกปลาใต้น้ำเเข็ง และที่สำคัญมากกว่านั้น ทางเดินยกระดับ “สกายเวย์” ไม่ได้เป็นเพียงเเค่ทางเดินเท้าเพื่อไปทำงานเท่านั้น เบรด โรห์เลส กล่าวว่า ทางเดินเท้ายกระดับเป็นเหมือนเมืองเล็กภายในเมืองใหญ่ เพราะทางเดินเชื่อมระหว่างตัวตึกเต็มไปด้วยร้านค้า บาร์ ร้านอาหาร โรงแรม เเละเชื่อมต่อเข้ากับที่ทำงาน คุณสามารถเดินจากที่ทำงาน ไปทำเล็บ ทำผม หรือไปดื่มเบียร์กับเพื่อนฝูง หรือไปนั่งจิบกาแฟกับเพื่อนร่วมงาน เขากล่าวว่านอกจากจะหลบหนาวเเล้ว ยังมีกิจกรรมมากมายนับพันอย่างให้ชาวเมืองได้เลือกทำ ภายในทางเดินเท้ายกระดับ “สกายเวย์” ด้าน เชียรี่ เมอร์ฟี่ (Sharri Murphy) ชาวเมืองมินนีอาโปลิส บอกว่า ทางเดิน “สกายเวย์” สร้างความสะดวกเเก่ทุกคนเวลาต้องการออกไปทำธุระ ตนเองขึ้นรถไฟมายังตัวเมือง เเล้วเดินขึ้น “สกายเวย์” คำนวณเเล้ว ตนเองต้องเดินเท้าภายนอกตัวอาคารไม่ถึงสองช่วงตึก “สกายเวย์” ช่วยให้รู้สึกสนุกกับการเดินเที่ยวในใจกลางเมืองเเละไปไหนมาไหนสะดวก ในขณะที่อุณหภูมิภายนอกกำลังลดต่ำลงอย่างมากในช่วงฤดูหนาวที่สุดโหดของรัฐมินเนโซต้า ชาวเมืองมินนีอาโปลิส อย่าง เบรด โรห์เลส กับ เชียรี่ เมอร์ฟี่ ก็ใช้ชีวิตประจำวันในทางเดิน “สกายเวย์” อย่างมีความสุขเหมือนเป็นบ้านเเห่งที่สอง

คลิปวิดีโอ : https://www.voathai.com/a/worlds-longest-skyway-gives-minneapolis-residents-break-from-winter/4267186.html

อ้างอิงค์ : https://www.voathai.com/a/minneapolis-skyway-tk/4267195.html

รูปภาพของ “ฮับเบิล”

อัลบั้มภาพของฮับเบิลได้รับการขนานนามว่า เป็นภาพอันวิจิตรแห่งยุคนอกจากนำไปใช้ในวงการดาราศาสตร์ ยังใช้ในแวดวงศิลปะและการออกแบบต่างๆ ในผลิตภัณฑ์มากมาย ที่ส่งผลต่อวิถีชีวิตของผู้คน

 รวมภาพเด่นในรอบ 25 ปีของฮับเบิล

1. กลุ่มดาวอายุน้อย อาร์ 136 เพิ่งถือกำเนิดขึ้นเพียงไม่กี่ล้านปี อยู่ภายใน 30 โดราดัส เนบิวลา หรือเนบิวลาปึ้ง (เนบิวลาทารันทูลา) อยู่ในเมฆแมเจลแลนใหญ่ (LMC) ดาราจักรบริวารของทางช้างเผือก ส่วนบรรดาดาวสีฟ้าครามที่เห็นในภาพหลายดวงมีขนาดใหญ่กว่าดวงอาทิตย์กว่า 100 เท่า ถือเป็นดาวใกล้หมดอายุขัยและจะเกิดปรากฏการณ์ซูเปอร์โนวาในปีกไม่กี่ล้านปีข้างหน้า

2. พื้นที่ใน คารินา เนบิวลา หรือเนบิวลากระดูกงูเรือ เรียกว่า มิสติก เมาน์เท่น เกิดจากกลุ่มควันเป็นระยะทางยาวกว่า 3 ปีแสง ถูกแสงจากบรรดาดาวฤกษ์ส่องผ่าน และยังพบว่ามีกลุ่มควันเล็กๆ พุ่งออกมาจากกลุ่มหลักด้วย ซึ่งเป็นควันที่เกิดจากดาวดวงใหม่

3. ปรากฏการณ์กาแล็กซีที่ส่งอิทธิพลต่อกัน ในพื้นที่นี้เรียกว่า อาป 273 โดยกาแล็กซีบนยูจีซี 1810 ถูกแรงโน้มถ่วงของ ยูจีซี 1813 กาแล็กซีที่อยู่ด้านล่าง ทำให้กลายเป็นรูปคล้ายดอกกุหลาบ

4. ภาพปรากฏการณ์ดวงจันทร์ไททัน ผ่านหน้าดาวเสาร์ ทอดเงาตกลงไปบนพื้นผิวขั้วเหนือของดาวเคราะห์ดังกล่าว ถัดลงมาเป็นดวงจันทร์บริวาร มิมาส์ ที่มีขนาดเล็กกว่ามากถอดเงาลงไปบนตอนกลางของดาวเสาร์ ถัดมาทางซ้ายเป็นดวงจันทร์สุกสว่าง ไดอานี และเอ็นซีลาดัส

5. ดาวแปรแสงสีแดงในบริเวณกลุ่มดาวยูนิคอร์ วี 838 ในปี 2542 สว่างขึ้นมากะทันหันเป็นเวลานานหลายสัปดาห์ เรียกว่า ปรากฏการณ์ ไลต์ เอคโค่Ž เผยให้เห็นรูปแบบของกลุ่มควันภายใน

6. เอสเอ็นอาร์ 0509-67.5 กลุ่มก้อนก๊าซที่หลงเหลือจากการระเบิดของกลุ่มดาวหมดอายุขัยที่เคยอยู่ใน LMC ของกาแล็กซีขนาดเล็กอยู่ห่างจากโลกไป 160,000 ปีแสง โดยก้อนก๊าซดังกล่าวมีเส้นผ่านศูนย์กลางเป็นระยะทาง 23 ปีแสง และขยายตัวด้วยความเร็วกว่า 5,000 กิโลเมตรต่อวินาที

7. หนึ่งในภาพที่โดดเด่นที่สุดจากกล้องโทรทัศน์ฮับเบิล มีชื่อว่า หมู่แท่นศิลารังสรรค์ (Pillars of Creation) ถ่ายไว้ในปี 2538 มีลักษณะเป็นกลุ่มควันของก๊าซอุณหภูมิต่ำถูกแสงอัลตราไวโอเลต (ยูวี) สาดส่องผ่าน โดยแสงยูวีมีต้นกำเนิดมาจากกลุ่มดาวแรกเกิด จากเนบิวลาอินทรี หรือเอ็ม 16

8. เนบิวลาแบบวงแหวน ขณะที่กลุ่มควันที่มีแสงแวววาวล้อมรอบดาวฤกษ์ที่สิ้นอายุขัย ภาพที่ถ่ายได้นี้ส่งผลให้นักวิทยาศาสตร์สามารถสร้างโมเดล 3 มิติ เพื่อจำลองการเกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวได้อย่างแม่นยำ เรียกว่า โมเดล เนบิวลาดาวเคราะห์

9. การระเบิดของก๊าซต่างๆ จากดาวฤกษ์สิ้นอายุขัย ที่มีขนาดใหญ่กว่าดวงอาทิตย์กว่า 5 เท่า โดยภาพที่คล้ายปีกผีเสื้อคือก๊าซร้อนจัด ที่อุณหภูมิกว่า 19,982 องศาเซลเซียส พุ่งออกไปด้วยความเร็วกว่า 965,606 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งถือเป็นความเร็วที่เดินทางจากโลกถึงดวงจันทร์ได้ภายใน 24 นาที

10. เนบิวลาปู เป็นหนึ่งในภาพที่มีความละเอียดสูงสุดที่ฮับเบิลถ่ายได้ กลุ่มดาวนี้มีขนาดกว้าง 6 ปีแสง จากการระเบิดของซูเปอร์โนวา

11. กลุ่มกาแล็กซีแบบ สเตฟาน ควินเต็ต พบเป็นครั้งแรกในกลุ่มดาวเพกาซัส ถือเป็นกาแล็กซี ที่ประกอบด้วย ระบบกาแล็กซี 5 แห่งด้วยกัน

12. เนบิวลาหัววานร อยู่ห่างจากโลกราว 6,400 ปีแสง ภายในเต็มไปด้วยดวงดาวที่กำลังเกิดใหม่ โดยภาพถ่ายเผยให้เห็นคลื่นของกลุ่มก๊าซทับถมกันหลายชั้น ขณะที่แสงยูวีจากดาวฤกษ์ขนาดใหญ่ส่งผลให้กลุ่มควันต่างๆ กลายสภาพเป็นลักษณะแท่งต่างๆ

13 ภาพใหม่ล่าสุด – กลุ่มดาวเวสเตอร์ลุนด์ 2 และพื้นที่รอบข้างในทางช้างเผือก เป็นภาพที่นาซ่าและอีเอสเอ เผยแพร่ในวาระ 25 ปีฮับเบิล

 ฮับเบิลเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ที่มีความสำคัญที่สุดในการไขปริศนาการก่อกำเนิดจักรภพอันไพศาลนับเป็นหนึ่งในปริศนาที่ท้าทายที่สุดในวงการวิทยาศาสตร์

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1788994337832044

 

หมออินเดียผ่าตัดเนื้องอกสมองใหญ่ที่สุดในโลกสำเร็จ

Mr Pal's brain tumour was larger than his head
คำบรรยายภาพเนื้องอกทำให้นายปาลสูญเสียการมองเห็น

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1728070437257768

คณะแพทย์ในอินเดียผ่าตัดเอาเนื้องอกในสมอง (brain tumor) น้ำหนัก 1.8 กิโลกรัม ออกจากคนไข้วัย 31 ปี ได้สำเร็จ เชื่อว่าอาจเป็นเนื้องอกในสมองขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

ทีมแพทย์จากโรงพยาบาลนัยร์ ที่นครมุมไบ ทางภาคตะวันตกของอินเดียใช้เวลา 7 ชั่วโมง ในการผ่าตัดนำก้อนเนื้องอกขนาดใหญ่ออกจากสมองของนายสันต์ลาล ปาล เมื่อวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา แต่ไม่มีการเปิดข่าวการผ่าตัดให้สังคมทั่วไปได้รับทราบ เนื่องจากทีมแพทย์ไม่แน่ใจว่าการผ่าตัดครั้งนี้จะประสบความสำเร็จหรือไม่

ดร.ตรีมูรติ นัดการ์นี หัวหน้าแผนกประสาทศัลยศาสตร์ บอกกับบีบีซีว่า ตอนนี้เป็นช่วงของการพักฟื้น แต่คนไข้ได้พ้นขีดอันตรายแล้ว

“การผ่าตัดเช่นนี้มีความอันตรายมาก” ดร.นัดการ์นี กล่าว พร้อมเล่าด้วยว่า กรณีของนายปาลต้องใช้เลือดถึง 11 ยูนิตในระหว่างผ่าตัด และคนไข้ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจต่ออีก 2-3 วันหลังจากนั้น

นายปาล เป็นเจ้าของร้านค้าแห่งหนึ่งในรัฐอุตตรประเทศ ทางภาคเหนือของอินเดีย มีเนื้องอกในสมองมา 3 ปีก่อนจะเข้ารับการผ่าตัดครั้งนี้ คณะแพทย์ที่รักษาเขาระบุว่า เนื้องอกทำให้นายปาลสูญเสียการมองเห็น แต่หวังว่าเขาจะกลับมามองเห็นอีกครั้งหลังจากอาการดีขึ้น

ภรรยาของนายปาล เล่าให้หนังสือพิมพ์เดอะฮินดูฟังว่า ก่อนหน้านี้พวกเขาเคยไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล 3 แห่งในรัฐอุตตรประเทศ แต่แพทย์ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเนื้องอกนี้ไม่สามารถรักษาด้วยการผ่าตัดออกได้

https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1729979987065585&id=100001608023559

 

ขย่ม ช่วยชีวิต……น้องแจนขึ้นขย่ม ปั๊มหัวใจให้ผู้ประสบภัยเพลิงไหม้ กับ 10 ขั้นตอนปั๊มหัวใจอย่างถูกวิธี

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1721381157926696

messageImage_1519437854955

      ขย่ม ช่วยชีวิต……น้องแจนขึ้นขย่ม ปั๊มหัวใจให้ผู้ประสบภัยเพลิงไหม้ ทางเพจ บิ๊กเกรียน ได้แชร์คลิปและเผยข้อความว่า “#นางฟ้าพริกขี้หนู เปิดภาพความน่ารักของ “น้องแจน”สาวน้อยจิตอาสาเจ้าของคลิปกระโดดขึ้นคร่อมปึ๊มหัวใจยื้อชีวิตผู้ประสบภัยเพลิงไหม้ชุมชนถนนจันทร์ แยก 12 เมื่อวันที่ 21 ก.พ.ที่ผ่านมา

10 ขั้นตอนปั๊มหัวใจอย่างถูกวิธี

10 ขั้นตอนปั๊มหัวใจอย่างถูกวิธี thaihealth
แฟ้มภาพ

สพฉ. แนะ 10 ขั้นตอน การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน (CPR) อย่างถูกวิธี  เพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยรอดชีวิต ลดการบาดเจ็บ

นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวถึงการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน (CPR) ว่า คือการปฏิบัติการเพื่อช่วยชีวิตคนที่หัวใจหยุดเต้น หรือคนที่หยุดหายใจอย่างกะทันหัน เพื่อทำให้หัวใจที่หยุดเต้น สามารถกลับมาเต้นใหม่ได้ เลือดไปเลี้ยงสมองได้ มีการหายใจและการไหลเวียนกลับคืนสู่สภาพเดิม ทั้งนี้ ตามหลักแล้วหากสมองคนเราถ้าขาดออกซิเจนไปเลี้ยงเกินกว่า 4 นาที จะมีผลทำให้เกิดการสูญเสียของเซลล์สมองบางส่วนไปได้อย่างถาวร แม้หัวใจจะสามารถกลับมาเต้นใหม่ได้ในภายหลัง แต่สมองส่วนที่เสียไปแล้วจะทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถฟื้นคืนสติกลับมาได้สมบูรณ์ดังเดิมอีก ดังนั้นการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน หรือที่เรียกว่า “CPR” จึงถือเป็นหนึ่งวิธีการที่จะยื้อชีวิตของผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจหยุดเต้นกระทันหันได้เป็นอย่างดี โดยอาการนี้อาจจะพบได้ทั้งในผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคหัวใจมาก่อน หรือผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคหัวใจแบบเฉียบพลัน หรือผู้ที่ขาดออกซิเจนเป็นเวลานานๆ  

“หากเราสามารถรู้ถึงวิธีการปฐมพยาบาลที่ถูกต้อง ถูกวิธี ก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยรอดชีวิต ลดการบาดเจ็บได้อีก และการช่วยฟื้นคืนชีพจะได้ผลดี ต้องทำใควบคู่กับการใช้เครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าชนิดอัตโนมัติ หรือ AED ก็จะเพิ่มโอกาสรอดได้ถึงร้อยละ 45” นพ.อนุชา กล่าว

นพ.อนุชา แนะการฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน (CPR) มีหลักการง่ายๆ 10 ขั้นตอน ดังนี้ 1.เมื่อพบคนหมดสติ ให้ตรวจดูความปลอดภัย ก่อนเช้าไปช่วยเหลือ เช่น ระวังอุบัติเหตุ ไฟช็อต หรือความเสี่ยงที่อาจเกิดซ้ำ  2.ปลุกเรียกผู้ป่วยด้วยเสียงที่ดัง และตบไหล่ทั้งสองข้าง  หากผู้ป่วยรู้สึกตัว หายใจเองได้ ให้จัดท่านอนตะแคง  แต่หากยังไม่หายใจ ให้ทำตามขั้นตอนต่อไป 3.โทรขอความช่วยเหลือที่สายด่วน 1669  พร้อมกับน้ำเครื่องเออีดีมา 4.ประเมินผู้ป่วย หากไม่รู้สึกตัว  ไม่หายใจ ให้ทำการช่วยเหลือฟื้นคืนชีพทันที 5.ช่วยเหลือฟื้นคืนชีพ ด้วยการกดหน้าอก จัดท่าให้ผู้ป่วยนอนหงาย วางสันมือข้างหนึ่งตรงครึ่งล่างกระดูกหน้าอก และวางมืออีกข้างทับประสานกันไว้ เริ่มการกดหน้าอก ด้วยความลึกอย่างน้อย 5 เซนติเมตร ในอัตราเร็ว 100-120 ครั้งต่อน่าที

6.หากมีเครื่องเออีดี  ให้เปิดเครื่องถอดเสื้อผ้าผู้ป่วยออก. 7.ติดแผ่นเออีดี หรือแผ่นนำไฟฟ้า บริเวณใต้กระดูกไหปลาร้าด้านขวา และชายโครงด้านซ้าย และห้ามสัมผัสตัวผู้ป่วย 8.ปฏิบัติตามที่เครื่องเออีดีแนะนำ คือ หากเครื่องสั่งให้ช็อกไฟฟ้า ให้กดปุ่มช็อก  และทำการกดหน้าอกหลังทำการช็อกทันที แต่หากเครื่องไม่สั่งช็อก ให้ทำการกดหน้าอกต่อไป 9.กดหน้าอกต่อเนื่อง ทำ CPR และปฏิบัติตามคำแนะนำของเครื่องเออีดี จนกว่าทีมกู้ชีพจะมาถึง และ 10. ส่งต่อผู้ป่วยให้กับทีมกู้ชีพเพื่อนำส่งโรงพยาบาล เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้ผู้ป่วยฉุกเฉินมีโอกาสรอดและปลอดภัย

สุดยอดหนังกำลังภายใน “ท้าฟัน” ศึกละเลงเลือดกลางเวหา (ดูหนังเต็มเรื่องได้ที่นี่)

หนังเต็มเรื่อง

 

ดูหนังเต็มเรื่อง คลิกที่นี่

“ท้าฟัน” น่าจะเป็นหนังจีนกำลังภายใน ที่ยังอยู่ในความทรงจำของหลาย ๆ คนนะครับ โดยเฉพาะในฐานะที่เป็นงานซึ่งเข้าฉายในต้นยุค 80 อันเป็นช่วงเวลาแห่งความตกต่ำของหนังกำลังภายในโดยแท้ … จะเรียกว่าเป็นหนังระดับมาสเตอร์พีสที่มาก่อนเวลาก็คงไม่ผิดนัก

 

Duel to the Death (1983)

       ต้นยุค 80s นั้นจะเรียกว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความ “ตกต่ำ” ของหนังจีนกำลังภายในก็คงจะได้นะครับ ที่พูดนี่หมายถึงหนังสำหรับฉายโรงโดยเฉพาะ เหตุผลหลักก็คือ ความรุ่งเรืองของวงการโทรทัศน์ ที่ทำให้เรื่องราวแนวยุทธจักรบู๊ลิ้มย้ายวิกไปสิงสถิตในจอแก้ว กับรูปแบบ “หนังจีนชุด” กันเสียหมด

ฮาชิโมโต้ (ฉีเส้าเฉียน) สุดยอดนักดาบ ความหวังของญี่ปุ่น


ส่วนหนังโรงก็ถูกหนังแอ็กชั่นตลกแบบ เฉินหลง, หงจินเป่า ยึดหัวหาดจนแทบไม่เหลือช่องวางให้กับแชมป์เก่าอย่างหนังจีนกำลังภายในกันเลย

อย่างไรก็ตามยังมีคนทำหนังบางส่วน ที่ขอลองดีส่งหนังกำลังภายในลงจอเงินดูอีกซักครั้ง … หนึ่งในนั้นก็คือ Duel to the Death หรือในชื่อไทยที่เรียกว่าตั้งได้ สั้น, กระชับ ได้ใจความเหลือเกินว่า “ท้าฟัน” นั่นเอง

นี่คือผลงานของ เฉินเสี่ยวตง ผู้กำกับคิวบู๊คนดังที่ทุ่มสุดตัวกับการทำหนังของตัวเองเป็นเรื่องแรก นอกจากการกำกับภาพยนตร์, ดูแลคิวบู๊ เขายังมีส่วนร่วมในด้านเขียนบทแต่งเรื่องด้วย โดยได้บริษัท โกลเดนต์ ฮาเวสต์ อันโด่งดังมาออกทุนสร้างให้

แจ้งเกิด “เฉินเสี่ยวตง” : ผู้กำกับที่มีดีกว่า “คิวบู๊”

เฉินเสี่ยวตง นับว่าเป็นคนทำหนังในสายบู๊ที่โดดเด่นอยู่แถวหน้ามากว่า 25 ปีแล้ว ถ้าจะให้ไล่รายชื่อผลงานที่เขามีส่วนร่วม ก็คงเรียกว่าเยอะแบบไม่หวาดไม่ไหว เอาแค่ว่ามีชื่อเป็นผู้กำกับหนังคลาสสิคตลอดกาลอย่าง “โปเยโปโลเย เย้ยฟ้าแล้วก็ท้า” และ “เดชคัมภีร์เทวดา ภาค 2” ก็เพียงพอที่จะเป็นเครื่องการันตีได้อย่างดีแล้วใช่ไหมครับ

จอมยุทธ์หญิงเจ้าของท่าไม้ตายสุดเซ็กซี่ (ที่มีให้ดูได้แค่นี่จริง ๆ)

ย้อนหลังกลับไปเมื่อปี 1982 เฉินเสี่ยวตง ยังเป็นเพียงคนทำหนังหน้าใหม่ ที่ก้าวขึ้นมาจากการเป็นนักแสดง และทำงานเบื้องหลัง เรียกว่าโลดแล่นในวงการภาพยนตร์มาตั้งแต่มีอายุไม่ถึง 10 ขวบ ในฐานะทายาทของ เฉินกัง ผู้กำกับชื่อดังในยุค 60s ที่ทำให้เขาได้ทำงานหลาย ๆ แขนงในวงการตั้งแต่ยังเด็ก จนกลายมาเป็นผู้กำกับหนังเรื่องนี้ขณะที่มีอายุเพียง 29 ปีเท่านั้น แต่ก็ถือเป็นหนุ่มอายุ 29 ที่อยู่ในวงการบันเทิงมาเกินกว่าครึ่งชีวิตแล้ว

แม้จะเติบโตมาในสายงานบู๊ เฉินเสี่ยวตง ยังแสดงออกอย่างแรงกล้าว่าเขา “ต้องการทำหนังจริง ๆ” ไม่ได้ใส่ใจเพียงการโชวค์คิวบู๊สุดพิสดาร สร้างหนังที่เป็นเหมือนกับ “สตั้นโชว์บนแผ่นฟิล์ม” เท่านั้นเหมือนกับนักบู๊หลาย ๆ คน ผลงานแจ้งเกิดของเขาจึงให้ความสำคัญกับการเล่าเรื่อง, พล็อต เท่าเทียมกับต่อสู้ฟาดฟันกันของตัวละคร

ท้าฟัน เล่าเรื่องด้วยลีลาของหนังสืบสวนสอบสวน, เรื่องราวสมคบคิด ที่ค่อย ๆ ถูกเปิดเผยความจริงทีละน้อย สอดแทรกคิวบู๊มันส์ ๆ มาเป็นระยะ ก่อนจะปิดท้ายด้วยฉากต่อสู้สุดท้ายที่เรียกถึงขีดสุดทั้งในลีลาการฟันดาบ และความเข้มข้นทางอารมณ์ของหนัง

การออกแบบฉากต่าง ๆ ยังแสดงออกถึงความตั้งใจของผู้สร้าง หนังถ่ายทำฉากอินดอร์กันในฮ่องกง ส่วนฉากเอาต์ดอร์ก็เดินทางไปถ่ายทำกันที่ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งถูกใช้เป็นโลเกชั่นหลักของหนังจีนในยุคนั้น

สำหรับผมคิดว่าว่าน่าเสียดายอยู่ไม่น้อยนะครับ สำหรับผู้กำกับที่เคยมี “แวว” อย่าง เฉินเสี่ยวตง ซึ่งกลับไปประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่กับการเป็นผู้กำกับคิวบู๊เสียมากกว่า ส่วนการกำกับภาพยนตร์ก็เหมือนว่าหลังจากนั้นเขาจะดู “มือตก” ลงมาเรื่อย ๆ

ในหนังดังอย่าง โปเยฯ หรือ เดชคัมภีร์ฯ เครดิตคำชื่นชมก็ดูจะไปตกอยู่กับผู้อำนวยการสร้างอย่าง “ฉีเคอะ” เสียเป็นส่วนใหญ่ ส่วนงานในยุคหลัง ๆ อาทิ An Empress and the Warriors, Conman in Tokyo ก็ไม่น่าจดจำเอาเสียเลย ซึ่งถ้าจะพูดถึงงานชิ้นเอก ผมก็ขอยกให้หนังเรื่องแรกของเขานี่แหละ ที่เป็นผลงานยอดเยี่ยมหมายเลข 1 อย่างแท้จริง … ไม่ใช่เฉพาะตัวของผู้กำกับเอง แต่ยังเป็นงานชั้นยอดของวงการหนังฮ่องกงด้วย

คู้แค้นตลอดกาล : ญี่ปุ่น VS จีน

ท้าฟัน มีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับศึกการประลองยุทธ์ระหว่างยอดมือกระบี่ชาวจีนกับญี่ปุ่น ซึ่งเมื่อเทียบกับการปะทะกันของสองชาติในหนังหลาย ๆ เรื่องแล้ว ท้าฟัน ยังนับว่าเป็นหนังที่ดู “มีเหตุมีผล” อยู่พอสมควร ไม่ได้ยัดเยียดความชั่วช้าให้กับชาวญี่ปุ่นเหมือนกับหนัง “ชาตินิยม” บางเรื่อง ขณะเดียวกันหนังก็ไม่ได้ให้บทสรุปเรื่อง “การสมานฉันท์” หรือ “การคลี่คลายความขัดแย้ง” อย่างง่ายดายไร้เดียงสา แต่วาดภาพความขัดแย้งระหว่างจอมยุทธ์สองชนชาติ ได้น่าเชื่อถือ และน่าอึดอัดดีทีเดียว

หนังเริ่มต้นด้วยการแนะนำตัวละคร เป่าชิงเหวิน (หลิวสงเหยิน) จอมยุทธ์หนุ่มผู้ได้รับการฝึกฝนจากวัดเส้าหลิน จนถูกยกย่องให้เป็น “เทพกระบี่” แห่งยุทธจักรจีน กับซามูไรหนุ่มฝีมือฉกาจแห่งแดนอาทิตย์อุทัย ฮาชิโมโตะ (ฉีเส้าเฉียน)

ทั้งสองกลายเป็นตัวแทนในศึกประลองยุทธ์ เพื่อตัดสินว่าระหว่างจีนและญี่ปุ่นใครจะเป็นผู้มีวิชาเหนือกว่ากันแน่ … โดยหมู่บ้านที่ห่างไกลแห่งหนึ่งถูกเลือกให้เป็นสถานที่ประลอง โดยมีจอมยุทธ์อาวุโส และลูกสาว (ฟลอร่า เฉิน) คอยดูแลความเรียบร้อยให้ศึกครั้งนี้

นักแสดงหนุ่มสองคนที่โด่งดังมากับบทบาทในจอโทรทัศน์ ถูกเลือกให้มารับบทนำในเรื่อง ฉีเส้าเฉียน นั้นแทบจะมีชื่อที่สองว่า “ฮุ้นปวยเอี๋ยง” ตัวเอกจาก“กระบี่ไร้เทียมทาน” ไปแล้ว ส่วน หลิวสงเหยิน ก็เคยสร้างความประทับใจให้กับแฟน ๆ กำลังภายในประจำจอตู้จากผลงานอย่าง “เล็กเซี่ยวหงส์ หงส์ผงาดฟ้า” หรือ “ฤทธิ์ดาบวงพระจันทร์” 

ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าแม้ความสำคัญต่อตัวเรื่องของนักแสดงทั้งสองจะทัดเทียมกัน แต่จะว่ากันถึงความ “โดดเด่น” แล้วก็ต้องยกให้กับ ฉีเส้าเฉียน ที่สร้างความน่าเชื่อถือให้กับการสวมบทบาทเป็นนักดาบหนุ่มที่ถูกกดดันให้แบกรับศักดิ์ศรีความยิ่งใหญ่ของชนชาติ, ต้องต่อสู้กับความรู้สึกถูกผิดในจิตใจ และเมื่อถึงจุดหนึ่ง เขาก็แสดงความเด็ดเดี่ยว ที่จะไม่ยินยอมต่อชัยชนะที่ได้มาด้วยการเอาเปรียบอย่างเด็ดขาด

หนังเปิดเผยให้เห็นถึง ฉากหลังของศึกประลองยุทธ์ ที่แท้จริงเป็นแผนการชั่วร้ายของญี่ปุ่นในการจับจอมยุทธ์ทั่วจีน โดยได้รับความช่วยเหลือจากชาวจีนผู้ขายชาติ หวังนำวิชาสุดยอดของแต่ละสำนักไปสู่แดนอาทิตย์อุทัย

ซึ่งสุดท้าย เป่าชิงเหวิน ได้ร่วมมือกับ ฮาชิโมโตะ เพื่อแก้ไขสถานการณ์ยุติแผนการทั้งหมดลงได้ แต่แม้ทุกอย่างจะคลี่คลาย การต่อสู้ระหว่างทั้งสองก็ยังเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากฝ่ายของ ฮาชิโมโตะ ที่ไม่สามารถจะละทิ้งหน้าที่กับศักดิ์ศรีของชาติไปได้ เป็นการตัดสินใจที่ผู้ชมสัมผัสได้ว่า ผ่านความกล้ำกลืนฝืนทนมามากมาย

จึงไม่น่าแปลกใจที่ตัวละครของ ฉีเส้าเฉียน ซึ่งเต็มไปด้วย “มิติความลึกซึ้ง” จะได้รับความเห็นอกเห็นใจจากผู้ชมมากกว่า ตัวละครจอมยุทธ์หนุ่มผู้มีคุณธรรมสูงส่งของ หลิวสงเหยิน

สุดยอดคิวบู๊ : จอมยุทธ์ลวดสลิง

แม้ว่าองค์ประกอบส่วนอื่น ๆ จะถือว่าโดดเด่นอยู่ไม่น้อย แต่สำหรับ ท้าฟัน คิวบู๊ยังคงเป็นจุดขายหมายเลข 1 อย่างแน่นอน

ในการนั่งเก้าอี้ผู้กำกับหนังเรื่องแรก เฉินเสี่ยวตง ได้โอกาสโชว์วิสัยทัศน์ความคิดสร้างสรรค์ ที่จะทำให้เขากลายเป็นผู้นำในศิลปะว่าด้วยการออกแบบรังสรรค์การต่อสู้ในภาพยนตร์ไปอีกหลายสิบปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโชว์เหนือ กับการใช้ “ลวดสลิง” ที่เรียกว่าทำได้โดดเด่นเหนือใคร ๆ ในเวลานั้นอย่างแท้จริง

การใช้ลวดสลิงกับฉากแอ็กชั่นไม่ใช่สิ่งใหม่ แต่ฉากต่อสู้ที่เห็นใน ท้าฟัน ก็ไม่ใช่สิ่งที่ใคร ๆ เคยเห็นมากันก่อน (ในยุคนั้น) การเคลื่อนที่ไปบนอากาศของเหล่านักแสดงนั้นเกิดขึ้นในทิศทางที่แปลกแตกต่าง และดูแทบจะเป็นไปไม่ได้ ซึ่งนอกจากการออกแบบฉากต่อสู้แนวเหินเวหาได้แปลกพิสดารเหนือใคร ๆ แล้ว เฉินเสี่ยวตง ก็ยังใช้การเคลื่อนกล้องอันหวือหวาประสานกันไปด้วย

พูดถึงการใช้สลิงในคิวบู๊แล้ว สังเกตกันบ้างรึเปล่าครับ ว่าปกติแล้วผู้สร้างหนังชาวฮ่องกงมักจะเลือกถ่ายทำคิวบู๊แบบนี้ กันในฉากกลางคืน, ในโรงถ่าย หรือไม่ก็ในฉากป่าทึบ ด้วยเหตุผลเรื่องความสะดวกในการติดตั้งอุปกรณ์การถ่ายทำ และเป็นเรื่องง่ายกว่าสำหรับการพรางไม่ให้กล้องถ่ายติดลวดสลิงเข้ามาให้เป็นเรื่องขายขี้หน้าด้วย

แต่ในหนังของตัวเอง เฉินเสี่ยวตง กลับเลือกทำคิวบู๊เหินเวหาในฉากกลางแจ้งแดดเปรี้ยง ๆ กันเลย ซึ่งแน่นอนว่าต้องพึงทั้ง เม็ดเงิน, เวลา, ความทุ่มเท และความเชี่ยวชาญพิเศษเท่านั้น !!!

และที่โดดเด่นที่สุดก็คือ ฉากต่อสู้ไครแม็กซ์ของเรื่อง ที่สองตัวเอกต้องมาพิสูจน์ฝีมือกันในที่สุด เป่าชิงเหวิน และฮาชิโมโต้ เลือกเอาบริเวณเนินหินริมทะเลเป็นสถานที่ตัดสินชะตากรรมครั้งสุดท้าย เป็นศึกที่เต็มไปด้วยความดุเดือดเลือดพล่านอย่างแท้จริง และยิ่งยากเป็นสองเท่าสำหรับทีมงานเบื้องหลัง แต่งานที่ออกมาก็เรียกว่าคงจะดีกว่านี้ไม่ได้แล้ว

ซึ่งก็ต้องขอเตือนกันไว้ซักหน่อยนะครับว่า ท้าฟัน เป็นหนังที่เต็มไปด้วยความรุนแรง และภาพอันโหดเหี้ยม ที่ระดมทั้งเลือด (ปลอม), ภาพอวัยวะชิ้นส่วนต่าง ๆ ของร่างกายถูกเฉือนด้วยของมีคมจนหลุดเป็นชิ้น ๆ เป็นการประลองที่ดูแล้วอาจจะไม่ค่อยเหมาะกับเด็ก และสตรีมีครรภ์กันเท่าไหร่

โดยเฉพาะฉากสู้อันเป็นบทสรุปของหนัง ที่ชุดสีขาวสะอาดของตัวละครช่างตัดกับสีเลือดแดงสดดีเหลือเกิน … และถ้าใครรำคาญหนังแนวต่อสู้ด้วยของมีคม ที่มักจะฟัน,แทง กันแบบวืดไปวืดมา เฉียดไปเฉียดมา ก็ไม่ต้องห่วง เพราะเรื่องแบบนั้นไม่ได้เกิดขึ้นกับ ท้าฟัน อย่างแน่นอน … หนังเรื่องนี้เขาฟันแทงกันโดนแบบเต็ม ๆ !!!

สำหรับผม Duel to the Death หรือ ท้าฟัน คือหนังกำลังภายในที่ดีที่สุดในยุค 80s อย่างแน่นอนครับ หนังใส่องค์ประกอบเจ๋ง ๆ เข้ามากมาย นอกจากที่สาธยายไปแล้วยังมี กองทัพนินจา และวิชาพิสดาร อย่าง จอมยุทธ์พิการผู้ไร้ขา กับนักฆ่าสาวผู้มาในร่างเปลือย

บางคนบอกว่าผู้กำกับใส่สิ่งต่าง ๆ เข้ามามากจนเลอะเทอะสำหรับหนังความยาวประมาณ 80 นาทีกว่าเรื่องนี้ แต่สำหรับผม อยากจะเรียกว่าเป็นความ “เยอะ” และ “ทรงพลัง” เป็นผลผลิตของความบ้าพลังแบบคนทำหนังหนุ่มหน้าใหม่ไฟแรงอย่างแท้จริง

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1721353007929511

นักวิทย์ฯ ดำดิ่ง 8 เมตร ทดลองปลูกผัก ใต้ทะเล

 

เจ๋งอะ ! นักวิทย์ฯ ดำดิ่ง 8 เมตร ทดลองปลูกผัก

เจ๋งอะ ! นักวิทย์ฯ ดำดิ่ง 8 เมตร ทดลองปลูกผัก

            นักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลี ทดลองปลูกผักสีเขียวในเรือนกระจกเพาะชำ “นีโม่ การ์เด้น” ใต้ท้องทะเล โชว์ในงาน World expo 2015

           วันที่ 23 กันยายน 2558 สำนักข่าว CCTV  เผยโปรเจคท์ทางการเกษตรสุดเจ๋งที่เห็นแล้วต้องร้องว้าวเลย เมื่อนักวิทยาศาสตร์จากประเทศอิตาลี ได้ทดลองปลูกผักลงกระถางแล้วใส่ไว้ในเรือนกระจกเพาะชำที่ความลึก 8 เมตร ใต้ท้องทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งถือว่าเป็นการค้นพบครั้งใหม่ที่อาจนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมการเพาะปลูกเลยก็ว่าได้

เจ๋งอะ ! นักวิทย์ฯ ดำดิ่ง 8 เมตร ทดลองปลูกผัก

           ในโปรเจคท์นี้กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ได้นำผักจำพวกโหระพาและพืชสีเขียวอื่น ๆ ปลูกไว้ในเรือนกระจกเพาะชำ ที่ถูกตั้งชื่อให้น่ารัก ๆ ว่า นีโม่ การ์เด้น (Nemo’s Garden) หรือสวนของนีโม โดยภายในจะประกอบไปด้วย พืช แสงแดด ความอบอุ่น และความชื้น

           ทางนักวิทยาศาสตร์เผยว่า โปรเจคท์นี้ตั้งใจที่จะศึกษาการเจริญเติบโตของพืช เมื่ออยู่ในสภาวะจมน้ำซึ่งสามารถเติบโตได้ด้วยตัวเองอย่างสมบูรณ์และยังได้รับการปกป้องจากมลพิษภายนอกด้วย

เจ๋งอะ ! นักวิทย์ฯ ดำดิ่ง 8 เมตร ทดลองปลูกผัก

           ทั้งนี้โปรเจคท์ดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งของ อิตาลี พาวิลเลียน (Italian Pavillon) ในงาน World expo 2015 ภายใต้หัวข้อว่า “เราจะให้อาหารโลกได้อย่างไร”

เจ๋งอะ ! นักวิทย์ฯ ดำดิ่ง 8 เมตร ทดลองปลูกผัก

 

เจ๋งอะ ! นักวิทย์ฯ ดำดิ่ง 8 เมตร ทดลองปลูกผัก

บริษัทจีนทดลอง ‘โดรนแท็กซี่’ ขนส่งผู้โดยสารทางอากาศได้สำเร็จ

28320F79-DBCD-4C44-9684-6FDCBE8C5D33_cx0_cy3_cw88_w1023_r1_s

 

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1721394284592050

บริษัท EHang ผู้ผลิตโดรนในประเทศจีน ประกาศผลสำเร็จจากการทดลองแท็กซี่ทางอากาศ ซึ่งอาจจะเป็นโดรนโดยสารชนิดแรกที่ออกแบบมาเพื่อลำเลียงผู้โดยสารในเมืองที่การจราจรคับคั่ง

มีการทดลองโดรนโดยสารรุ่น EHang 184 ซึ่งใช้พลังไฟฟ้านี้ในจังหวัดเจียงสู และจังหวัดกวางตุ้งของจีน เมื่อวันอังคาร

EHang 184 Monitor

EHang 184 Monitor

โดยโดรนแท็กซี่อากาศพร้อมคนขับรุ่นนี้ สามารถรับส่งผู้โดยสารได้หนึ่งคนที่มีน้ำหนักไม่เกิน 100 กิโลกรัม และบินได้นาน 23 นาทีด้วยความเร็วสูงสุดถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

มีรายงานว่าโดรนบรรทุกผู้โดยสาร EHang 184 นี้จะมีราคาลำละ 6 ล้าน 4 แสนบาท ถึง 9 ล้าน 6 แสนบาท เมื่อผลิตออกจำหน่าย

Dubai is planning to launch an air taxi service in 2017. It will use self-flying drones built by China’s EHang Inc. The battery-powered egg-shaped EHang 184 aircraft is designed to transport one passenger on short to medium range trips. (EHang Inc.)

และเมื่อปีที่แล้วรัฐบาลของเมืองดูไบได้ประกาศแผนจะร่วมมือกับบริษัท EHang ของจีนเพื่อพัฒนาโครงการแท็กซี่บินได้สำหรับนครดูไบด้วย

ที่มาจาก: www.voathai.com

 

การชาร์จไร้สายที่แท้จริงมันต้องแบบนี้ วิศวกรแห่ง University of Washington เขาบอกมา

12662_18022316100603

เทคโนโลยีการชาร์จมือถือแบบไร้สายในปัจจุบันนี้ ดูเหมือนจะไม่ใช่คำตอบของใครหลายๆ คน เพราะเราจำเป็นต้องวางมือถือไว้บนแท่นชาร์จ ทำให้ใช้งานมือถืออย่างลำบากเต็มทนในขณะที่วางชาร์จอยู่ แต่ในตอนนี้ก็มีข่าวดีออกมาแล้ว เนื่องจากวิศวกรจาก University of Washington เขากำลังซุ่มพัฒนาเทคโนโลยีการชาร์จไร้สายแบบ “ระยะไกล” ด้วยการยิงลำแสงเลเซอร์ไปยังตัวรับพลังงานที่ติดตั้งอยู่กับสมาร์ทโฟน ซึ่งดูๆ ไปแล้วเจ้าอุปกรณ์ชาร์จไร้สายแบบระยะไกลนี้มันช่างคล้ายกับดักลำแสงเลเซอร์ของสายลับ เจมส์ บอนด์ 007 ซะจริงๆ

และตามรายละเอียดในเอกสารที่มีชื่อยาวเหยียดว่า Proceedings of the Association for Computing Machinery on Interactive, Mobile, Wearable & Ubiquitous Technologies เทคโนโลยีการชาร์จไร้สายในระยะไกลนี้ จะอาศัยการยิงลำแสงเลเซอร์ในย่านแสงที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า โดยเป็นการยิงจากเครื่องกำเนิดแสง ไปยังตัว Power Cell ที่ติดตั้งอยู่กับตัวเครื่องมือถือ โดยที่ตัว Power Cell จะทำหน้าที่แปลงพลังงานจากลำแสงเลเซอร์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้า เพื่อนำไปชาร์จแบตฯ ให้กับมือถือ โดยให้ระยะการชาร์จแบบไร้สายในระยะที่ไกลจากมุมหนึ่งของห้อง ไปยังอีกมุมหนึ่งของห้องเลยทีเดียว

โดยคุณ Vikram Iyer นักศึกษาจากภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าแห่ง University of Washington อธิบายว่า “จุดเด่นของเทคโนโลยีนี้คือ ให้ระยะการชาร์จที่ไกลว่าการชาร์จไร้สายในปัจจุบัน ซึ่งมีข้อจำกัดที่ต้องวางเครื่องมือถือใกล้กับตัวชาร์จในระยะห่างเพียงไม่เกิน 2-3 ซม. แต่สำหรับเทคโนโลยีของเรา มือถือสามารถอยู่ห่างจากเครื่องชาร์จในระยะ 2 เมตรหรือไกลกว่านั้น และสาเหตุที่เราเลือกลำแสงเลเซอร์เพราะมันสามารถโฟกัสลำแสงพลังงาน และส่งมันออกไปได้ในระยะไกล ในทางตรงกันข้าม การส่งผ่านพลังงานด้วยคลื่นวิทยุ (เหมือนอย่างเทคโนโลยีการชาร์จไร้สายในปัจจุบัน) นั้นเกิดการสูญเปล่าของพลังงาน เพราะคลื่นวิทยุจะกระจายไปโดยรอบ ไม่สามารถโฟกัสไปยังจุดใดจุดหนึ่งได้ ทำให้จำเป็นต้องใช้เครื่องส่งคลื่นวิทยุที่มีกำลังส่งสูง เพื่อให้มีพลังงานเพียงพอสำหรับการชาร์จมือถือ”

ที่มา : https://news.thaiware.com/12662.html