คลังเก็บรายเดือน: กุมภาพันธ์ 2018

เครื่องชาร์ตแบตไฟลุกบนเครื่องบิน! แตกตื่นรีบเอาน้ำส้มคั้นสาดดับเพลิง (ความรู้ เรื่อง power bank)


https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1723371884394290

เซี่ยงไฮ้อิสต์รายงานเหตุระทึกบนเครื่องบิน เมื่อเครื่องชาร์ตแบตเตอรีของผู้โดยสารร้อนจนระเบิดลุกไหม้อยู่ในช่องใส่สัมภาระเหนือศีรษะ ทำให้เกิดบรรยากาศแตกตื่นบนเครื่องอยู่พักใหญ่ และมีผู้ถ่ายคลิปบันทึกเหตุการณ์นี้ไว้ได้

เหตุเกิดบนเครื่องของสายการบินเซาเธิร์น แอร์ไลนส์ จากกวางโจวไปเซี่ยงไฮ้ เมื่อวันที่ 25 ก.พ. พนักงานบนเครื่องพยายามรีบดับไฟดังกล่าวจนสำเร็จ จากนั้นผู้โดยสารคนหนึ่งที่อยากรีบควบคุมควันไม่ให้คลุ้งไปมากกว่านี้ จึงขอน้ำจากพนักงานต้อนรับ ปรากฏว่าได้น้ำส้มคั้นไปแทนน้ำเปล่า สาดใส่กระเป๋าที่เกิดไฟลุกไหม้

มีรายงานว่า ผู้โดยสารชุดนี้ต้องรอเครื่องบินลำใหม่มาเปลี่ยนแทนอยู่ 3 ชั่วโมง จึงเดินทางไปยังจุดหมายที่นครเซี่ยงไฮ้ได้ แต่ผู้โดยสารเจ้าของเครื่องชาร์จที่เกิดไฟลุกไหม้ต้องอยู่กวางโจวเพื่อให้ข้อมูลตำรวจสำหรับการสอบสวน

เหตุเกิดขึ้นเพียง 1 เดือนให้หลัง นับจากสายการบินของจีนยอมให้ผู้โดยสารนำโทรศัพท์และอุปกรณ์ต่างๆ บนเครื่องบินอีกครั้ง หลังจากมีคำสั่งห้ามตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2559

Power Bank คืออะไร ?

Power Bank เป็นอุปกรณ์ช่วยในการชาร์จสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต เครื่องเล่น mp3 หรืออุปกรณ์อีเล็คทรอนิคที่ใช้แบตเตอรี่ ซึ่งไม่ใช่เครื่องที่ใช้ไฟมากนัก เพื่อชาร์จอุปกรณ์ต่างๆ กรณีออกทำงานนอกสถานที่ ท่องเที่ยว หรือไปยังสถานที่ที่ไม่มีที่ชาร์จแบตเตอรี่ ในปัจจุบัน การใช้สมาร์ทโฟนของผู้คนมีความจำเป็น เป็นอย่างมาก ฉะนั้น Power Bank จึงเป็นอุปกรณ์ช่วยให้เราใช้งานสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต เครื่องเล่น mp3 หรืออุปกรณ์อีเล็คทรอนิค ได้นานมากขึ้น

การเลือกซื้อและการทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Power Bank

– Power Bank มีให้เลือกมากมายหลายหลายขนาดมากให้เลือกตามความใช้งาน/ความสวยงาม
– ควรมีประกัน และระยะเวลาการรับประกันที่ชัดเจน หรือเป็นแบรนด์เป็นที่ยอมรับของตลาด
– ถ้าเราอยากทราบว่า  Power Bank สามารถชาร์จเข้ากับสมาร์ทโฟนต่างๆในปริมาณพลังงานที่ใช้ได้จริง สามารถคำนวนได้ดังนี้
>> เลขที่ความจุกี่ mAh x 60% = ความจุจริง mAh เช่น Power Bank ความจุ 5000 mAh x 60% = 3000 mAh
แล้วนำ 3000 mAh หาร จำนวนความจุของสมาร์ทโฟนของเรา จะได้รอบการชาร์จของ Power Bank
– ตรวจสอบไฟของ Power Bank ว่ามีไฟที่ชาร์จขึ้นหรือเปล่า, ชาร์จไฟเข้า, Power Bank ไม่บวม
– mAh ย่อมาจาก m = milli (มิลลิ),  A = mp (แอมป์), h = hour (ชั่วโมง)
– Input : DC 5V – 2.1 A (max)
หมายความว่า ตอนชาร์ตไฟบ้านเข้าตัวแบตเตอร์รี่สำรอง (Power Bank) กระแสไฟฟ้าจะไหลเข้าไปเก็บสูงสุดต่อหน่วยเวลา คือ 2.1 แอมป์ (ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่เร็วมากและปลอดภัยสำหรับแบตเตอร์รี่สำรอง (Power Bank) แล้วหละครับ) ดังนั้น ถ้าพิมพ์ว่า 1.0 A (max) ก็แสดงว่า ชาร์ตไฟบ้านเข้าตัวแบตเตอร์รี่สำรอง (Power Bank) นานมากครับ ยิ่งความจุ 10,000 มิลลิแอมป์ อาจนานถึง 15 ชั่วโมงเลยทีเดียว
– Output : DC 5V – 2.1 A
หมายความว่า ตอนชาร์ตมือถือ / แทบเล็ตเข้ากับตัวแบตเตอร์รี่สำรอง (Power Bank) แล้ว กระแสไฟฟ้าจะไหลเข้าสูงสุดต่อหน่วยเวลา คือ 2.1 แอมป์ (ยิ่งมาก ยิ่งดี  2.1 A ถือว่าเร็วมาก ๆ ซึ่งปกติในท้องตลาดจะมี 1.0 A กับ 2.1 A )

รู้วิธีการดูแลรักษา Power Bank

1. Power Bank จะเสื่อมเร็วถ้าเราต่อPower Bankเข้ากับมือถือ/แทบเล็ต แล้วใช้อุปกรณ์เข้าเน็ต/เล่นเกมส์ไปด้วย ดังนั้นควรปล่อยให้Power Bankจ่ายไฟเข้าอุปกรณ์จนเต็มแล้วถอดปลั๊กออก จึงค่อยใช้งานอุปกรณ์
2. Power Bank จะเสื่อมเร็วมากขึ้น ถ้าเราไม่ชาร์ตไฟให้ตัวเขาเต็มอยู่เสมอ หากเห็นว่าสถานะไฟบนตัวPower Bank เหลือต่ำกว่า 30% แล้ว ควรหยุดใช้งาน เพราะถ้าขืนคุณหยิบPower Bank ไปจ่ายไฟเข้ามือถือ/แทบเล็ต จนไฟในตัวPower Bank หมดเกลี้ยง คุณจะเห็นอาการ “ตายสนิท” ของPower Bank เร็วมากขึ้นเนื่องจากการสร้างประจุพลังงานใหม่นั้นใช้พลังงานเป็นอย่างมากจึงทำให้แบตของPower bankเสื่อมเร็ว
3. Power bank  ยิ่งใกล้ความร้อนตัวเซลล์ในPower Bankจะเสื่อมไว ดังนั้นงดวางไว้ในที่ร้อน ควรเก็บPower bankไว้ในที่เย็นๆ ซึ่งจะสามารถยืดอายุและใช้งานได้นานมากขึ้น
4. ห้ามทำแบตสำรองตก หรือสัมผัสกับของเหลว เช่น น้ำ เพราะจะทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าลัดวงจรได้ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไม่ถูกกับน้ำและความชื้น
5. ห้ามนำแบตสำรองไว้ใกล้ความร้อน เตาไฟ ไมโครเวฟ ฯลฯ หรือ อย่าเอาไฟไปเผาแบตสำรองเล่น เพราะจะทำให้แบตเตอรี่ระเบิด เกิดอันตรายได้
6. สุดท้าย แบตสำรองบางยี่ห้อ ไม่มีระบบการควบคุมอุณหภูมิความร้อนของตัวเครื่อง ถ้าใช้ติดต่อกันนานเกินไป ความร้อนจากการทำงานอาจทำให้แบตสำรองเสียหายและเสื่อมสภาพลงอย่างรวดเร็วได้ ใช้อย่างพอดีๆ พักบ้างก็ดีเหมือนกัน

คำถามที่พบบ่อย

1. เราจะรู้ได้ยังไงว่า ช่องไหน 1A ช่องไหน 2.1A
– ให้คุณลูกค้าหันโลโก้ MGT เข้าตัว 1Aจะอยู่ด้านขวา และ2.1Aจะอยู่ด้านซ้าย
2. ทำไมเราจะต้องชาร์ตครั้งแรก ก่อนใช้งาน
– เพื่อให้ประจุไฟฟ้านั้นได้เข้าไปในแบตสำรองอย่างเต็มที่
– ชาร์ตครั้งแรกนับ ชม. ยังไง? คำตอบคือ 1000 mAh = ชาร์ต 1 ชม. เช่น 13000 mAh ต้องชาร์ 13 ชม.
3. โทรศัพท์ยี่ห้อต่างๆชาร์ตไฟได้กี่รอบ
–   นำค่าเฉลี่ยโดยประมาณของโทรศัพท์ ” หาร ” ด้วยค่าเฉลี่ยของ Power Bank จะได้จำนวนรอบการชาร์ตของ Power Bank

หินลาวามีประโยชน์ ต่อการเกษตรและสิ่งแวดล้อม

นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ ในประเทศอังกฤษ ร่วมกับนักวิจัยนานาชาติได้นำเสนอผลงานวิจัยที่แนะนำแนวคิดใหม่ๆด้านการเกษตรที่อาจช่วยปรับปรุงสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น จากแนวคิดที่ว่ามนุษย์รู้มานานแล้วว่าที่ราบลุ่มใกล้ภูเขาไฟนั้นอุดมสมบูรณ์เหมาะสำหรับการเพาะปลูกพืช และผลผลิตที่ได้มาก็ไม่มีผลเสียต่อสุขภาพมนุษย์

https://www.facebook.com/chanlisara.singhaseree/posts/1716078588454933

กลุ่มวิจัยดังกล่าวเผยว่า การเพิ่มหินซิลิเกตบดละเอียด เช่น หินบะซอลต์ หรือหินลาวาที่เหลือจากการปะทุของภูเขาไฟโบราณ ก้อนหินเล็กๆ เหล่านี้เมื่อผสมรวมลงในดินจะช่วยเร่งปฏิกิริยาเคมีอย่างรวดเร็วในแปลงเกษตร โดยดูดจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และปล่อยสารอาหารที่จำเป็นต่อพืช รวมทั้งเพิ่มการป้องกันจากศัตรูพืชและโรคต่างๆ ช่วยฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดินนักวิจัยมองว่าการวิจัยครั้งนี้ได้เปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับการจัดการดินแดนพื้นที่ ซึ่งเชื่อมโยงกับสภาพภูมิอากาศ อาหารและความยั่งยืนของดิน

ทั้งนี้ ในอนาคตจะมีการพัฒนากลยุทธ์การกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ให้ลดลง และให้ได้ผลประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นทางด้านอาหารและผืนดินเพาะปลูก เนื่องจากนักวิจัยเชื่อว่าการเพาะปลูกพืชที่มีหินซิลิเกตบด จะสามารถปรับปรุงความมั่นคงด้านอาหารทั่วโลกและลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลอยเข้าสู่ชั้นบรรยากาศได้.

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1213250

‘ค้างคาว’ กับการไขความลับเรื่องการมีชีวิตยืนยาว

FILE - A vampire bat is caught in a net in Aracy, in the northeast Amazon state of Para, Brazil, Dec. 1, 2005.

 

นักวิจัยของยุโรปรายงานการศึกษาเกี่ยวกับค้างคาวในวารสารวิทยาศาสตร์Science Advances เดือนนี้ รัะบุว่า ค้างคาวนอกจากจะเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดเดียวที่สามารถบินได้ไกลแล้ว ค้างคาวหลายชนิดยังมีอายุยืนยาวมากเมื่อพิจารณาจากขนาดและน้ำหนักตัว

นักวิจัยสนใจศึกษาเรื่องนี้เพื่อหาคำตอบที่จะนำมาปรับใช้กับกระบวนการสูงวัยของมนุษย์ และเพื่อให้การย่างเข้าสู่วัยทองเป็นไปได้ด้วยดีและมีคุณภาพ

นักวิจัยได้พบคุณสมบัติที่สำคัญทางชีววิทยาในค้างคาวบางพันธุ์ โดยเฉพาะเกี่ยวกับสารชื่อ เทโลเมเรส (telomeres) ซึ่งอยู่ที่ส่วนปลายของโครโมโซม

โดยปกติแล้วสารเทโลเมเรสนี้จะหุ้มและช่วยปกป้องส่วนปลายของโครโมโซม แต่จะมีขนาดสั้นลงทุกครั้งเมื่อเซลล์แบ่งตัว และการสั้นลงของเทโลเมเรสทำให้เซลล์สลายตัว นำไปสู่กระบวนการชราภาพในสิ่งมีชีวิต

อย่างไรก็ตาม ในค้างคาวบางพันธุ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มค้างคาวหนู ซึ่งมีลักษณะหูคล้ายหนู และสายพันธุ์อื่นที่ใกล้เคียง ที่เรียกว่าค้างคาวกลุ่ม Myotis นั้น มีสารเทโลเมเรสซึ่งไม่สั้นลงจากการแบ่งเซลล์หรือสั้นลงในอัตราที่ช้ากว่าปกติ

นักวิจัยพบด้วยว่า ค้างคาวหนูนี้โดยเฉลี่ยแล้วจะมีอายุยาวถึง 37 ปี และค้างคาว Myotis บางพันธุ์มีอายุยืนที่สุดคือถึง 41 ปี ในขณะที่ถ้าเทียบจากขนาดและน้ำหนักตัวแล้วสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมพันธุ์อื่นที่มีขนาดตัวเท่าค้างคาว จะอยู่ได้เพียง 4 ปีเท่านั้นเอง

นักวิจัยบอกด้วยว่า เท่าที่ทราบในขณะนี้มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเพียง 19 ชนิดเท่านั้นที่มีอายุยืนยาวกว่ามนุษย์ หากเทียบจากขนาดและน้ำหนักตัวโดย 18 ใน 19 สายพันธุ์ดังกล่าวล้วนแต่เป็นค้างคาว

ส่วนสัตว์อีกชนิดหนึ่งนั้นคือหนูไม่มีขนพันธุ์แอฟริกา ชื่อ Naked Mole Rat

ที่มา : https://www.voathai.com/a/bats-longivity/4268687.html

Foodvisor แอปฯวิเคราะห์แคลอรี่จากภาพถ่าย

066215

Foodvisor แอปฯ วิเคราะห์อาหารจากภาพถ่าย บอกได้ว่ากี่แคลอรี่ มีสารอาหารอะไรบ้าง ถูกใจสายรักสุขภาพ

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1723408557723956

วันนี้(22ก.พ.61)Foodvisor แอปฯ สำหรับคนรักสุขภาพ โดยหน้าที่ของแอปฯ นี้ก็คือมันสามารถวิเคราะห์อาหารจากภาพถ่ายได้ เพื่อบอกว่าอาหารจานนั้นเป็นเมนูใด มีสารอาหารและให้พลังงานกับร่างกายเท่าไร เพื่อให้ผู้ที่กำลังอยู่ในระหว่างการคุมน้ำหนักสามารถเลือกรับประทานอาหารได้ง่ายขึ้น และถ้าหากแอปฯ ให้ข้อมูลผิดผู้ใช้ก็สามารถร่วมกันแก้ไขเพื่อให้ฐานข้อมูลเก็บข้อมูลอาหารมาใช้วิเคราะห์ได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น และยังสามารถสแกนบาร์โค้ดของอาหารต่างๆ เพื่อดูข้อมูลโภชนาการได้อีกเช่นกัน

นอกจากนี้ Foodvisor ยังสามารถติดตามและบันทึกสถิติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นพลังงานที่ได้จากอาหารในแต่ละวัน การเคลื่อนไหวและการออกกำลังกายสามารถเผาผลาญพลังงานแคลอรีไปมากเท่าไรแล้ว ซึ่งผู้ใช้สามารถกำหนดเป้าหมายได้ เช่น น้ำหนักที่ต้องการลด โดยแอปฯ Foodvisor จะช่วยบันทึกและแสดงสถิติพร้อมทั้งแนะนำสิ่งที่ผู้ใช้ควรปรับปรุงเมื่อทำตามเป้าหมายให้สำเร็จ โดยวิเคราะห์จากสถิติที่ผู้ใช้ได้ทำไปแล้ว

066217

ที่มา: http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=161751&t=news

งานวิจัยใหม่ยืนยัน ‘ยารักษาอาการซึมเศร้า′ ใช้ได้จริง

ยาโรคศึมเศร้า

นักวิทยาศาตร์กล่าวว่าพวกเขาสามารถยุติข้อถกเถียงอันยาวนานเกี่ยวกับยารักษาอาการซึมเศร้าได้แล้ว หลังงานวิจัยพบว่า ยาเหล่านี้ทำงานได้จริง

ผลการศึกษาจากการวิเคราะห์ข้อมูลจากการทดลอง 522 ครั้ง และมีผู้ร่วมทดสอบถึง 116,477 คน พบว่า ยารักษาอาการซึมเศร้า ที่ใช้กันทั่วไปจำนวน 21 ชนิด ล้วนมีประสิทธิภาพในการลดอาการซึมเศร้าเฉียบพลัน ได้ดีกว่ายาเม็ดหลอก (dummy pill)

การศึกษาครั้งนี้ยังแสดงให้เห็นความแตกต่างในประสิทธิภาพของยาแต่ละตัวอีกด้วย โดยเจ้าของรายงานนี้ ซึ่งตีพิมพ์ใน เดอะแลนซิต (The Lancet) วารสารการแพทย์ที่มีชื่อเสียง กล่าวว่า ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าผู้คนอีกจำนวนมากจะสามารถได้ประโยชน์จากยาเหล่านี้

ในประเทศอังกฤษมีการจ่ายยารักษาอาการซึมเศร้าทั้งหมด 64.7 ล้านครั้งในปี 2016 เพิ่มสูงกว่าสองเท่าจาก 31 ล้านครั้งในปี 2006 ขณะที่หลายคนยังคงถกเถียงว่ายาเหล่านี้ทำงานได้จริงแค่ไหน เพราะมีรายงานถึงผลทดสอบบางครั้งที่ชี้ว่ายาเหล่านี้ไม่ได้ดีไปกว่ายาหลอก (placebo) แต่วิทยาลัยจิตแพทย์ของอังกฤษ ระบุว่าการศึกษาครั้งนี้สามารถยุติข้อครหาเกี่ยวกับยารักษาอาการซึมเศร้าได้ในที่สุด

ยาโรคศึมเศร้า

การวิเคราะห์อภิมานนี้ (meta-analysis) ศึกษาทั้งข้อมูลที่ไม่เคยถูกตีพิมพ์มาก่อน และข้อมูลจากการทดสอบทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาอาการซึมเศร้าเฉียบพลันในผู้ใหญ่ ทั้งหมด 522 ครั้ง โดยพบว่าการรักษาด้วยยาจริงทั้งหมดมีประสิทธิภาพกว่ายาเม็ดหลอก

อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้ยังพบด้วยว่า พวกมันมีประสิทธิภาพมากกว่าในอัตราที่ต่างกันไป ตั้งแต่ราว 1 ใน 3 ไปจนถึง 2 เท่าของยาเม็ดหลอก

ดร.แอนเดรีย ซิเปรียนี นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดบอกกับบีบีซีว่า “การศึกษาครั้งนี้เป็นคำตอบสุดท้ายต่อข้อถกเถียงอันยาวนานว่ายารักษาอาการซึมเศร้าใช้งานได้จริงหรือไม่”

“เราพบว่ายารักษาอาการซึมเศร้าชนิดที่แพทย์จ่ายให้ผู้ป่วยโดยมาก มีประสิทธิภาพต่ออาการซึมเศร้าระดับปานกลางถึงขั้นรุนแรง และผมคิดว่านี่เป็นข่าวดีสำหรับทั้งคนไข้และแพทย์” เขากล่าวเสริม


ยารักษาอาการซึมเศร้ากลุ่มที่มีประสิทธิภาพมาก-น้อยสุด

มีประสิทธิภาพมากที่สุด

  • อะโกเมลาทีน (agomelatine)
  • อะมิทริปไทลีน (amitriptyline)
  • เอสซิตาโลแพรม (escitalopram)
  • เมอร์เทซาปีน (mirtazapine)
  • พาร็อกซีทีน (paroxetine)

มีประสิทธิภาพน้อยที่สุด

  • ฟลูออกซิทีน (fluoxetine)
  • ฟลูวอกซามีน (fluvoxamine)
  • รีบ็อกซีทีน (reboxetine)
  • ทราโซโดน (trazodone)

 

ช่วยแพทย์จ่ายยาได้เหมาะสม

เจ้าของรายงานดังกล่าวระบุว่า การค้นพบนี้จะช่วยให้แพทย์จ่ายยาได้อย่างถูกต้องเหมาะสมมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนควรเปลี่ยนยาที่ใช้อยู่ นั่นเป็นเพราะการศึกษานี้ ดูที่ประสิทธิภาพของยาโดยเฉลี่ย มากกว่าที่จะดูว่ายาแต่ละตัวมีผลอย่างไรกับคนไข้แต่ละคน ซึ่งมีอายุ เพศ และอาการแตกต่างกันไป

นักวิจัยเสริมด้วยว่า ข้อมูลส่วนใหญ่ในการวิเคราะห์ครั้งนี้ ถูกเก็บจากการรักษาที่มีระยะเวลานาน 8 สัปดาห์ ดังนั้นมันอาจจะไม่สามารถใช้เป็นข้อสรุปสำหรับการใช้ยาเป็นเวลานาน รวมทั้งไม่ได้หมายความว่ายารักษาอาการซึมเศร้าควรจะเป็นวิธีการรักษาอันดับแรกเสมอ

“การใช้ยาควรถูกพิจารณาเทียบเคียงกับวิธีรักษาชนิดอื่น ๆ อย่างเช่น การบำบัดทางจิตวิทยา หากสามารถเข้าถึงได้” ดร.ซิเปรียนี กล่าว

ศาสตราจารย์ คาร์มีน พาเรียนต์ จากวิทยาลัยจิตแพทย์ของอังกฤษ กล่าวว่า “การวิเคราะห์อภิมานนี้ได้หยุดข้อครหาและแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ายาเหล่านี้สามารถช่วยปรับอารมณ์และช่วยผู้มีอาการซึมเศร้าส่วนใหญ่ได้”

“ที่สำคัญก็คือ งานวิจัยนี้วิเคราะห์ข้อมูลที่ไม่เคยถูกตีพิมพ์ซึ่งบริษัทยาถือครองเอาไว้ มันแสดงให้เห็นว่าเงินทุนที่เหล่าบริษัทยาสนับสนุนนั้นไม่มีผลต่อผลการศึกษา และยืนยันว่าประสิทธิภาพของยาเหล่านี้ไม่ได้เป็นผลจากความพยายามของบริษัทยา″

นายกลิน เลวิส อาจารย์สาขาระบาดวิทยาโรคจิตเวช ที่มหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน กล่าวว่า การศึกษาที่ “ยอดเยี่ยม” นี้ได้แสดง “หลักฐานอันน่าประทับใจ” สำหรับประสิทธิภาพของยารักษาอาการซึมเศร้า

นายเลวิสกล่าวเสริมว่า ยารักษาอาการซึมเศร้ามักถูกรายงานในแง่ลบ แต่งานวิจัยแสดงให้เห็นว่ายาเหล่านี้มีประโยชน์สำหรับผู้มีอาการซึมเศร้า

ที่มา :: http://www.bbc.com/thai/international-43150930

รอยยับขนาดจิ๋วป้องกันสิ่งสกปรกทางชีวภาพ

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1726538447410967

นักวิจัยจาก University of Sydney Nano Institute พัฒนาสารเคลือบผิวที่มีลักษณะเป็นรอยยับขนาดจิ๋ว (nanowrinkle) ซึ่งมีสมบัติป้องกันสิ่งสกปรกทางชีวภาพ (biofouling) ช่วยให้อุตสาหกรรมการเดินเรือ และอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำประหยัดค่าบำรุงรักษา และค่าน้ำมัน รวมถึงลดการใช้สารต้านสิ่งสกปรกทางชีวภาพที่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

ท้องเรือที่เต็มไปด้วยเพรียงหรือสิ่งสกปรกทางชีวภาพอื่นๆ ย่อมส่งผลให้เรือทำงานหนักขึ้น เผาไหม้เชื้อเพลิงมากขึ้น และปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศมากขึ้นด้วย แม้สีทากันสิ่งสกปรกทางชีวภาพจะสามารถกำจัดสิ่งเหล่านี้ได้ แต่มันก็เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำด้วยเช่นกัน นักวิทยาศาสตร์จากแดนจิงโจ้จึงใช้แรงบันดาลใจจากพืชกินแมลง (carnivorous Nepenthes pitcher plant) พัฒนาสารเคลือบผิวที่มีสมบัติป้องกันสิ่งสกปรกทางชีวภาพ

พืชกินแมลงดักจับแมลงได้เพราะบริเวณขอบปากมีการจัดเรียงโครงสร้างขนาดจิ๋วตามภาพที่ 1 (กลาง) ซึ่งโครงสร้างนี้สามารถดักน้ำให้เคลือบอยู่บริเวณขอบปากพืช เมื่อแมลงมาเกาะก็จะลื่นไหลเข้าสู่ปากและถูกย่อยเป็นอาหารในที่สุด

ภาพที่ 1 พืชกินแมลง (ซ้าย) โครงสร้างบริเวณขอบปากพืช (กลาง) โครงสร้างเลียนแบบที่มีลักษณะเป็นรอยยับขนาดจิ๋ว (ขวา)

เมื่อนักวิทยาศาสตร์เข้าใจกลไกของพืชกินแมลง พวกเขาจึงพัฒนาโครงสร้างที่เป็นรอยยับขนาดจิ๋วบนโพลิเมอร์ชนิดโปร่งใสและทดสอบสมบัติต้านทานสิ่งสกปรกทางชีวภาพในห้องแล็บ ผลการทดสอบพบว่าสามารถต้านทานแบคทีเรียชนิดที่พบทั่วไปในทะเลได้สำเร็จ จึงขยายผลไปทดสอบที่อ่าวซิดนีย์โดยติดกับตาข่ายกันฉลามนานถึง 7 สัปดาห์ (ภาพที่ 2) แม้จะอยู่ในสภาวะแวดล้อมของทะเล โครงสร้างรอยยับขนาดจิ๋วนี้ก็ยังคงสมบัติต้านทานสิ่งสกปรกทางชีวภาพได้ และการที่สารเคลือบชนิดนี้ขึ้นรูปได้ง่าย ทั้งยังโปร่งใสจึงสามารถนำไปใช้กับกล้องหรือเซ็นเซอร์ที่วางไว้ใต้น้ำได้อีกด้วย

อ้างอิง : www.mtec.or.th

ซัมซุงเปิดตัว ‘S9’ชูจุดเด่น ‘กล้องไม่เหมือนใคร’

1

   https://www.facebook.com/nutchita.sukprasit.31/posts/2013027412288802

ซัมซุงเปิดตัว‘กาแลคซี่ เอส 9 และเอส 9 พลัส’ เอาใจคนยุคใหม่โชว์สโลแกน ‘กล้องไม่เหมือนใคร ทำอะไรไม่เหมือนเดิม’

วันนี้(26ก.พ.61)บริษัท ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด สร้างปรากฏการณ์ระดับโลกในงาน “Galaxy Unpacked 2018″ ด้วยการเปิดตัว “กาแลคซี่ เอส 9″ และ “กาแลคซี่ เอส 9 พลัส”(Samsung Galaxy S9 / S9+) สมาร์ทโฟนที่สร้างสรรค์ขึ้นภายใต้แนวคิด “กล้องไม่เหมือนใคร ทำอะไรไม่เหมือนเดิม” (The Camera. Reimagined.) ให้ทุกสิ่งเป็นไปได้ในรูปแบบที่ไม่ซ้ำใคร ทั้งการสื่อสาร การแชร์คอนเท้นต์ หรือการสัมผัสประสบการณ์ต่างๆ โดยกาแลคซี่ เอส 9 และเอส 9 พลัส ตอกย้ำถึงความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมของซัมซุง โดยเฉพาะเทคโนโลยีกล้องบนสมาร์ทโฟนที่ก้าวล้ำที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดดเด่นด้วยเลนส์รูรับแสงแบบคู่ที่สามารถปรับได้อัตโนมัติ เสริมศักยภาพการถ่ายภาพในสภาวะแสงน้อยให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น พร้อมยกระดับการสื่อสารให้แสดงความเป็นตัวคุณได้อย่างสนุกสนาน ผ่านคลิปวีดีโอและอีโมจิที่เป็นตัวอาวาตาร์ของคุณเอง รวมถึงฟังก์ชั่นการถ่ายวีดีโอแบบซูเปอร์สโลว์-โม ที่ช่วยเก็บภาพความประทับใจในรูปแบบที่พิเศษมากขึ้นกว่าเดิม สมาร์ทโฟน “กาแลคซี่ เอส 9″ และ “กาแลคซี่ เอส 9 พลัส” ช่วยให้คุณมั่นใจว่าจะไม่มีวันพลาดช่วงเวลาสำคัญและเติมเต็มให้ทุกวันของคุณเปี่ยมไปด้วยความยิ่งใหญ่ที่ไม่เหมือนเดิม

“กาแลคซี่ เอส 9″ และ “กาแลคซี่ เอส 9 พลัส” มอบอีกระดับของประสบการณ์ความบันเทิงด้วยลำโพงสเตอริโออันทรงพลังที่ปรับจูนเสียงโดยเอเคจี (AKG) ให้เสียงดังกระหึ่มรอบทิศทางด้วยเทคโนโลยีดอลบี้ แอทโมส (Dolby Atmos) ภายใต้รูปลักษณ์เรียบสวยด้วยจอภาพไร้กรอบแบบโค้ง (Immersive Infinity Display) ที่ปรับปรุงใหม่ให้แสดงภาพในมุมมองที่เต็มตายิ่งขึ้น นอกจากนี้ สมาร์ทโฟนกาแลคซี่รุ่นใหม่นี้ยังมาพร้อมสมาร์ทธิงส์ แอพ (SmartThings App) ที่เชื่อมต่อประสบการณ์ใช้งานอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ หรือไอโอที (Internet of Things – IOT) ที่ชาญฉลาดของซัมซุง ให้เป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ต่างๆ ภายในบ้าน และจากทุกที่ ทุกเวลา

นายดีเจ โกห์ ประธานธุรกิจโทรคมนาคม บริษัท ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ กล่าว “รูปแบบการใช้งานสมาร์ทโฟน ของผู้บริโภคปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไป เพราะการสื่อสารและการแสดงออกถึงตัวตนของผู้ใช้งานได้มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง เราจึงมุ่งสร้างสรรค์กล้องสมาร์ทโฟนในรูปแบบใหม่สำหรับ กาแลคซี่ เอส 9 และ เอส 9 พลัส ซึ่งไม่เพียงเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้ถ่ายภาพและวีดีโอที่ดีที่สุดในทุกสถานที่เท่านั้น แต่ยังเป็นนวัตกรรมสุดล้ำหน้าที่ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเชื่อมต่อกับเพื่อนฝูงและครอบครัว รวมทั้งการแสดงออกถึงตัวตนในรูปแบบที่มีเอกลักษณ์ ตอบรับกับความต้องการด้านการสื่อสารของคนยุคนี้อย่างตรงใจ”

กล้องสมาร์ทโฟนในปัจจุบันเป็นมากกว่าอุปกรณ์เพื่อการถ่ายภาพ แต่ยังรองรับการเชื่อมต่อและเป็นสื่อกลางเพื่อการสื่อสาร ผู้บริโภคจึงต้องการกล้องสมาร์ทโฟนที่มีเทคโนโลยีล้ำหน้าที่สุด คุณภาพดีที่สุด และยังต้องสามารถใช้เป็นเครื่องมือบอกเล่าเรื่องราวของผู้ใช้งานอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จึงเป็นที่มาของการพัฒนากล้องของกาแลคซี่ เอส 9 และเอส 9 พลัส โดยคำนึงถึงความต้องการของผู้ใช้งานเป็นหลัก ด้วยเซ็นเซอร์ ซูเปอร์ สปีด ดูอัล พิกเซล (Super Speed Dual Pixel)ใช้ระบบประมวลผลประสิทธิภาพทรงพลังพิเศษ สามารถผนวกรวมภาพได้สูงสุด 12เฟรมในการกดชัทเตอร์เพียงครั้งเดียว ภาพที่ได้จึงมีคุณภาพและความคมชัดสูงสุด

คุณสมบัติอันโดดเด่นของกล้องในกาแลคซี่รุ่น เอส 9 และ เอส 9 พลัส ประกอบด้วย:

– กล้องสำหรับสภาพแสงน้อย (Low Light Camera): สภาพแสงที่ดีส่งผลให้ได้ภาพถ่ายที่สวยงาม แต่บ่อยครั้งที่ต้องถ่ายภาพภายใต้สภาวะที่ไม่เป็นใจอย่างในที่แสงน้อย และกล้องสมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ก็มีแต่ รูรับแสงที่มีค่าคงที่ไม่สามารถปรับให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมที่มีแสงน้อยหรือมีความสว่างมาก ด้วยรูรับแสงคู่1 (Dual Aperture F1.5 – F2.4) ของซัมซุง ทำงานแบบอัตโนมัติด้วยกลไกที่คล้ายกับการขยายและหดตัวของรูม่านตามนุษย์ จึงสามารถเปิดรับแสงได้มากขึ้นเมื่ออยู่ในที่มืด และปรับให้รับแสงน้อยลงเมื่อถ่ายภาพในสภาพแวดล้อมที่สว่างเกินไป ผู้ใช้งานจึงสามารถถ่ายภาพได้อย่างคมชัดในทุกที่ทุกสภาพแสง

– เออาร์ อีโมจิ (AR Emoji): ซัมซุงให้ผู้ใช้งาน กาแลคซี่ เอส 9 / เอส 9 พลัส ใหม่ สามารถสร้างอีโมจิบ่งบอกอารมณ์ที่มีรูปลักษณ์ เสียง และท่าทางเหมือนกับตัวเจ้าของสมาร์ทโฟน โดยฟีเจอร์ เออาร์ อีโมจิ ใช้การประมวลผลข้อมูลด้วยอัลกอริทึมในการเรียนรู้ของตัวเครื่อง ซึ่งจะวิเคราะห์ภาพสองมิติของผู้ใช้งานผ่านทางกล้องและกำหนดภาพร่างที่เป็นรูปใบหน้ามากกว่า 100 รูปแบบ ก่อนนำมาสร้างโมเดลใบหน้าสามมิติที่สะท้อนและเลียนแบบการแสดงออก อาทิ การกระพริบตา หรือพยักหน้าขึ้นลง เพื่อให้สอดคล้องกับบุคลิกของเจ้าของมากที่สุด โดยคุณไม่เพียงแค่แบ่งปันความรู้สึกในชีวิตจริงผ่านเออาร์ อีโมจินี้ได้ในวีดีโอเท่านั้น แต่ยังสามารถครีเอทสติ๊กเกอร์หลากหลายรูปแบบในไฟล์ฟอร์แม็ท AGIF มาตรฐาน เพื่อแชร์อีโมจิของตนทางแพลทฟอร์มแชทต่างๆ ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันได้เกือบทั้งหมด

– ซูเปอร์ สโลว์-โม (Super Slow-mo): ทำให้ทุกช่วงเวลาเป็นความยิ่งใหญ่ด้วยการถ่ายวีดีโอที่จับภาพเคลื่อนไหวแบบสโลว์สุดๆ ถึง 960 เฟรมต่อวินาที และกาแลคซี่ เอส 9 / เอส 9 พลัส ยังมาพร้อมระบบตรวจจับการเคลื่อนไหว (Motion Detection) แบบอัตโนมัติ ซึ่งเป็นฟีเจอร์อัจฉริยะที่สามารถตรวจจับการเคลื่อนไหวในเฟรมและเริ่มบันทึกโดยอัตโนมัติเพียงผู้ใช้งานแค่ตั้งกล่องเตรียมถ่ายวิดีโอเท่านั้น หลังจากบันทึกวีดีโอแบบซูเปอร์ สโลว์-โม ผู้ใช้จะสามารถเลือกดนตรีแบ็คกราวนด์ได้ถึง 35 เพลง หรือจะเลือกใช้เสียงจากเพลย์ลิสต์สุดโปรดก็ทำได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ ผู้ใช้งานยังสามารถสร้างสรรค์ ตัดต่อ และแชร์ไฟล์ GIF ได้ถึง 3 รูปแบบ ทั้งแบบเดินหน้า ถอยหลัง หรือวนซ้ำ ช่วยเพิ่มความสนุกสนานให้กับแอ็คชั่นของวิดีโอได้อย่างไม่จำเจ

– บิ๊กซ์บี้ (Bixby): แพลทฟอร์มอัจฉริยะของซัมซุงที่ติดตั้งไว้ในกล้อง โดยใช้เทคโนโลยีเออาร์ (Augmented Reality) ที่มีซอฟท์แวร์การเรียนรู้ขั้นสูงเพื่อมอบข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการใช้งานโดยปกติของผู้ใช้2 ด้วยระบบตรวจจับและจำแนกวัตถุแบบเรียลไทม์ บิ๊กซ์บี้สามารถแสดงข้อมูลได้แบบทันท่วงทีบนภาพที่กล้องกำลังจับหรือบันทึก โดยผู้ใช้งานสามารถแปลภาษาต่างประเทศและผันค่าเงินสกุลต่างๆ ได้ทันทีด้วยฟังก์ชั่น Live Translation พร้อมความสามารถในการเรียนรู้สภาพแวดล้อมรอบๆ สมาร์ทโฟน

เปิดประสบการณ์ความบันเทิงรูปแบบใหม่ ฉีกความจำเจในแบบเดิมๆ (Entertainment Reimagined)

สมาร์ทโฟนมักเป็นดีไวซ์ที่เราเลือกใช้เพื่อความบันเทิง ซัมซุงจึงได้สร้างสรรค์สมาร์ทดีไวซ์ที่ช่วยยกระดับประสบการณ์ด้วยระบบเสียงระดับพรีเมียมในลำโพงสเตอริโอบน กาแลคซี่ เอส 9 / เอส 9 พลัส ที่ได้รับการปรับแต่งเสียงโดยเอเคจี (AKG) ไม่ว่าผู้ใช้จะชมภาพยนตร์เรื่องโปรดหรือฟังเพลงสตรีมมิ่งจากอัลบั้มล่าสุดของศิลปินที่ชื่นชอบ เสียงที่ได้รับฟังนั้นจะมีความชัดเจน คมชัด และเปี่ยมด้วยคุณภาพอย่างมีมิติ นอกจากนี้ กาแลคซี่ เอส 9 และ เอส 9 พลัส ยังรองรับระบบเสียงดอลบี้ แอทโมส (Dolby Atmos) ที่ให้เสียงสมจริงรอบทิศทางแบบ 360 องศา

ประสบการณ์ด้านเสียงของกาแลคซี่ เอส 9 และเอส 9 พลัส ได้รับการเติมเต็มให้สมบูรณ์แบบด้วยจอภาพอินฟินิตี้ ดิสเพลย์แบบไร้กรอบ นวัตกรรมสุดล้ำของซัมซุงซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในกาแลคซี่ เอส 8 โดยเป็นหน้าจอแบบ Super AMOLED ที่ให้สีสว่างชัด สดใสเป็นธรรมชาติ ออกแบบมาให้โค้งมนกลมกลืนไปกับตัวเครื่องโดยไม่มีขอบรบกวนสายตาแบบ Immersive Infinity Display และยังมีฟังก์ชั่น Adaptive Contrast Enhancement ที่ช่วยปรับแสงสะท้อนบนหน้าจอให้ผู้ใช้งานสามารถใช้สมาร์ทโฟนได้แม้ในขณะที่อยู่ใต้แสงแดดโดยตรง

ด้วยการเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่รองรับสมาร์ทธิงส์ แอพ กาแลคซี่ เอส 9 และ เอส 9 พลัส คือศูนย์กลางของการบริหารจัดการไลฟ์สไตล์ที่เชื่อมต่อถึงกันระหว่างดีไวซ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ในสำนักงาน หรือขณะเดินทาง สมาร์ทธิงส์ แอพจะติดตั้งไว้ในเอส 9 และเอส 9 พลัส และจะเชื่อมต่ออุปกรณ์อื่นๆ ของซัมซุง และของแบรนด์อื่นๆ

 

สำหรับผู้ที่เดินทางเป็นประจำ ซัมซุง เด็กซ์ (Samsung DeX) เสริมประสิทธิภาพการใช้งานของนักเดินทางด้วยการมอบประสบการณ์ใช้งานอุปกรณ์เคลื่อนที่ได้แบบเต็มจอขนาดใหญ่ เด็กซ์ แพด (DeX Pad) คืออุปกรณ์ติดตั้งเสริมรูปแบบใหม่ที่ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อกาแลคซี่ เอส 9 และเอส 9 พลัส เข้ากับหน้าจอขนาดใหญ่ คียบอร์ด และเมาส์ ได้อย่างง่ายดายเพื่อยกระดับประสบการณ์ใช้งานขณะเดินทาง ทั้งการทำงานเอกสารหรือการเล่นเกมแบบเต็มจอ1 ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนกาแลคซี่ เอส 9 และเอส 9 พลัส ให้เป็นทัชคีย์บอร์ด2 (Touch Keyboard) และทัชแพดได้ง่ายๆ เพียงเชื่อมต่อเข้ากับเด็กซ์ แพด3

ซัมซุงสร้างมาตรฐานสูงสุดสำหรับสมาร์ทโฟนด้วยคุณสมบัติกันน้ำกันฝุ่น (IP68) และการชาร์จแบตเตอรี่ได้ไวแบบไร้สาย โดยกาแลคซี่ เอส 9 และเอส 9 พลัส มีความก้าวล้ำหน้ายิ่งกว่าด้วยการมีหน่วยความจำที่รองรับการขยายเพิ่มได้สูงสุดเป็น 400 GB และมาพร้อมระบบประมวลผลระดับพรีเมียมรุ่นใหม่ล่าสุดที่มอบประสิทธิภาพอันทรงพลังและการประมวลผลภาพที่เป็นเลิศนอกจากนี้ กาแลคซี่ เอส 9 และเอส 9 พลัส ยังมอบความอุ่นใจให้แก่ผู้ใช้งานด้วยแพล็ตฟอร์มรักษาความปลอดภัยระดับโลกที่เป็นมาตรฐานทางการทหารเทคโนโลยีล่าสุด ซัมซุง น็อกซ์ 3.1 (Knox 3.1) ผนวกกับระบบยืนยันตัวบุคคลผ่านเทคโนโลยีแบบไบโอแมทริกซ์อันล้ำหน้า 3 รูปแบบ ได้แก่ สแกนม่านตา (Iris Scan) สแกนลายนิ้วมือ (Fingerprint Scan) และระบบจดจำใบหน้า (Face Recognition) –ผู้ใช้งานจึงสามารถเลือกวิธีที่ดีที่สุดเพื่อป้องกันความปลอดภัยของอุปกรณ์และการใช้งานตัวเครื่อง สมาร์ทโฟนรุ่นนี้ยังรองรับการสแกนอัจฉริยะ (Intelligent Scan) การยืนยันตัวตนรูปแบบใหม่ที่ผสมผสานความรัดกุมของเทคโนโลยีการสแกนม่านตาเข้ากับการจดจำใบหน้าอย่างชาญฉลาด เพื่อให้สามารถปลดล็อกเข้าใช้สมาร์ทโฟนได้อย่างรวดเร็วและสะดวกสบายในทุกสภาพแวดล้อมและสภาพแสง มากไปกว่านี้ กาแลคซี่ เอส 9 และเอส 9 พลัส ยังมีระบบสแกนลายนิ้วมือเฉพาะ (Dedicated Fingerprint) ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกสแกนลายนิ้วมือที่แตกต่างกันของแต่ละนิ้วเพื่อใช้ในการเข้าสู่แฟ้มข้อมูลที่มีการตั้งค่าความปลอดภัยแบบพิเศษ หรือ Secure Folder

2

3

4

ที่มา : http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=161981&t=news

 

 

 

สำรวจใจกลางกาแลกซี เพื่อศึกษาวิวัฒนาการ

ที่อยู่facebook https://www.facebook.com/zaiisutathip/posts/1622701857847525

Credit: ภาพซ้าย-NASA, ESA, and Z. Levay (STScI) / ภาพขวา-NASA, ESA, W. Clarkson (University of Michigan-Dearborn), and A. Calamida and K. Sahu (STScI)

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1726534977411314

โลกของเรานั้นเป็นดาวเคราะห์ดวงหนึ่งที่อยู่ในกาแลกซีทางช้างเผือก (The Milky Way Galaxy) มีรูปร่างคล้ายกังหัน มีดวงดาวอาศัยอยู่นับแสนล้านดวง นักดาราศาสตร์เผยว่า บริเวณใจกลางของทางช้างเผือกมีลักษณะโป่งเป็นถิ่นที่อยู่ของประชากรดวงดาวเก่าแก่ที่สุดของกาแลกซี
และการที่สภาพแวดล้อมภายในทางช้างเผือกมีความแออัด จึงเป็นสิ่งท้าทายนักดาราศาสตร์ที่ต้องการตรวจสอบแยกแยะการเคลื่อนไหวของดาวฤกษ์เหล่านั้น

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน-เดียร์บอร์น รัฐมิชิแกน ในสหรัฐอเมริกาอธิบายว่า ข้อมูลที่ได้จากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล แสดงให้เห็นว่าความซับซ้อนไม่เป็นระเบียบตรงใจกลางกาแลกซีทางช้างเผือกอาจบอกเป็นนัยถึงวิวัฒนาการของกาแลกซีของเรา ซึ่งการวิเคราะห์ใหม่เกี่ยวกับดาวฤกษ์ขนาดเท่าดวงอาทิตย์ราว 10,000 ดวงที่อยู่ตรงบริเวณส่วนโป่งของกาแลกซี เผยให้เห็นว่าใจกลางกาแลกซีมีสภาพแวดล้อมที่ช่างอลหม่านเต็มไปด้วยดาวฤกษ์ที่มีพลัง มีชีวิตชีวา และมีความเร็วที่แตกต่างกัน เปรียบเหมือนภาพของนักท่องเที่ยวที่วุ่นวายอยู่ที่สนามบินนั่นเอง

ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวของดาวขึ้นอยู่กับองค์ ประกอบทางเคมี นักดาราศาสตร์จึงแบ่งดาวตามองค์ประกอบทางเคมีและเปรียบเทียบการเคลื่อนที่ของแต่ละกลุ่มจากนั้นก็จะพิจารณาปริมาณสารเคมีของดาวโดยศึกษาที่สี ความอุดมสมบูรณ์ของธาตุเหล็ก พบว่าดาวฤกษ์ที่อุดมด้วยธาตุทางเคมีจะมีการเคลื่อนที่เร็วกว่าดาวอื่นๆถึง 2 เท่า พวกเขาเผยว่าสิ่งเหล่านี้เป็นรากฐานข้อมูลสำคัญสำหรับกล้อง โทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ ที่จะใช้สำรวจดาวฤกษ์ในกาแลกซีทางช้างเผือกในเชิงลึกมากขึ้น โดยคาดว่าจะเปิดตัวในปี พ.ศ.2562.

ที่มา https://www.thairath.co.th/content/1185638

แอร์บัสส่งมอบเครื่องบินA350-1000ลำแรกของโลก

แอร์บัสได้ส่งมอบเครื่องบินลำตัวกว้าง เอ350-1000 ลำแรกของโลก ให้กับสายการบินกาตาร์แอร์เวย์

วันนี้ (23ก.พ.61) แอร์บัสได้ส่งมอบเครื่องบินลำตัวกว้าง เอ350-1000 ลำแรกของโลกให้กับสายการบินกาตาร์แอร์เวย์ในงานส่งมอบเครื่องบิน ณ เมืองตูลูส ประเทศฝรั่งเศส โดยเป็นลำแรกในจำนวนคำสั่งซื้อ เอ350-1000 ทั้งสิ้น 37 ลำ และยังเป็นเครื่องบินแอร์บัสรุ่นแรกที่ติดตั้งที่นั่งแบบใหม่อย่าง Qsuite เป็นที่นั่งชั้นธุรกิจสามารถปรับเป็นเตียงคู่ได้ กาตาร์แอร์เวย์ยังเป็นสายการบินที่สั่งซื้อเครื่องบินในตระกูล เอ350 เอ็กซ์ดับเบิลยูบี จำนวน 76 ลำ และเป็นสายการบินที่สั่งซื้อเอ350-1000 จำนวนมากที่สุด กาตาร์แอร์เวย์ต้องการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าทุกคน และเป็นสายการบินแรกในโลกที่ให้บริการบินด้วยเครื่องบินแอร์บัส เอ350-1000

นายอักบาร์ อัล บาเคอร์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารกาตาร์แอร์เวย์ กล่าวและเสริมอีกว่า “เครื่องบินที่ล้ำสมัยนี้จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของฝูงบินของกาตาร์แอร์เวย์และจะช่วยให้เราก้าวไปข้างหน้า ทำให้ผู้โดยสารของเราได้รับความสะดวกสบายและบริการที่เหนือชั้นได้อย่างต่อเนื่อง

เอ350-1000 สอดคล้องลงตัวกับฝูงบินที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วของกาตาร์แอร์เวย์ ซึ่งรวมกับฝูงบิน เอ350-900 จำนวน 20 ลำ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยทั้งเครื่องบินทั้งสองรุ่นนั้นต่างเติมเต็มกันและมอบประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างสูงสุด ทั้งยังมอบประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใครด้วยห้องโดยสารแบบแอร์สเปซ ผู้โดยสารจะได้รับประโยชน์จากความสบายภายในห้องโดยสาร ด้วยการมีพื้นที่ส่วนตัวเพิ่มขึ้น ความกดอากาศในห้องโดยสารที่เหมาะสม อากาศที่สดชื่นขึ้น การควบคุมอุณหภูมิและความชื้น ระบบเชื่อมต่อที่สัมพันธ์กัน และระบบความบันเทิงบนเครื่องบินรุ่นใหม่ล่าสุด

นายคริส โชเลอร์ตัน ประธานฝ่ายการบินและอวกาศพลเรือนของโรลส์-รอยซ์ กล่าวว่า “เราภูมิใจที่ได้ทำงานร่วมกับกาตาร์แอร์เวย์และแอร์บัสในการส่งมอบเครื่องยนต์ใหม่ล่าสุดให้กับเครื่องบินตระกูล เอ350 เอ็กซ์ดับเบิลยูบี การส่งมอบในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญอีกวันหนึ่งของการเป็นพันธมิตรกับสายการบินและผู้ผลิตเครื่องบินเนื่องจากเป็นเครื่องบินรุ่นใหม่ที่ติดตั้งเครื่องยนต์เทรนท์ เอ็กซ์ดับเบิลยูบี-97 (Trent XWB-97) ที่ประสิทธิภาพสูงสุดซึ่งพัฒนาขึ้นมาสำหรับเครื่องบินของแอร์บัส

นายฟาบริซ เบรจิเย่ร์ จากแอร์บัสกล่าวว่า “เป็นความภาคภูมิใจอย่างมากสำหรับเราที่ได้ส่งมอบเครื่องบิน เอ350-1000 ให้กับกาตาร์แอร์เวย์ซึ่งเป็นลูกรายแรกของเรา โดยเครื่องบินรุ่นนี้จะมอบประโยชน์หลักในเรื่องประหยัดเชื้อเพลิงและการบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมความสะดวกสบายของผู้โดยสารที่ไม่มีใครเหมือน เอ350-1000 เป็นเครื่องบินที่เหมาะสำหรับการแสดงถึงการบริการลูกค้าที่เป็นตำนานของกาตาร์แอร์เวย์ เอ350-1000 สามารถรองรับผู้โดยสาร ได้มากกว่าเมื่อเทียบกับ เอ350-900 เครื่องบินลำตัวกว้างรุ่นใหม่ล่าสุดนี้จะมีบทบาทสำคัญต่อเส้นทางบินระยะไกลที่ยาวนานที่สุดของผู้ให้บริการ และจะช่วยเสริมตำแหน่งผู้นำแถวหน้าของอุตสาหกรรมการบิน

เอ350-1000 เป็นเครื่องบินรุ่นล่าสุดและเป็นเครื่องบินลำตัวกว้างสองทางเดินรุ่นใหม่ล่าสุดของแอร์บัส ด้วยความยาวที่ยาวกว่าถึง 7 เมตร พื้นที่สำหรับผลิตภัณฑ์ห้องโดยสารชั้นพิเศษของ เอ350-1000 นั้นจะมีขนาดใหญ่กว่าบนเครื่องบินร่วมตระกูลที่มีขนาดเล็กกว่าอย่างเครื่องบิน เอ350-900 ถึงร้อยละ 40สำหรับกาตาร์ เอ350-1000 ได้เพิ่มที่นั่งจำนวน 44 ที่นั่ง เครื่องบินรุ่นนี้เป็นเครื่องบินระยะไกลอย่างแท้จริงด้วยพิสัยการบิน 8,000 ไมล์ทะเล (14,800กิโลเมตร) เอ350-1000 นั้นมีจุดเด่นคือชายปีกที่มีการปรับแต่ง ชุดล้อหลักหกล้อ และเครื่องยนต์ โรลส์-รอยซ์ เอ็กซ์ดับเบิลยูบี-97 ที่มีกำลังมากขึ้นเช่นเดียวกับเอ350-900 เครื่องบิน เอ350-1000 นั้นนำหลักอากาศพลศาสตร์ การออกแบบล่าสุดและเทคโนโลยีชั้นสูงมาทำให้มีต้นทุนในการปฏิบัติการลดลงถึงร้อยละ25 เมื่อเทียบกับเครื่องบินพิสัยเดียวกันรุ่นก่อนของคู่แข่ง

 

เผย “นีแอนเดอร์ทัล” คือมนุษย์ที่สร้างงานศิลปะพวกแรกของโลก

พบร่องรอยภาพพิมพ์รูปมือของนีแอนเดอร์ทัล ที่ถ้ำ Maltravieso ทางตะวันตกของสเปน
คำบรรยายภาพพบร่องรอยภาพพิมพ์รูปมือของนีแอนเดอร์ทัล ที่ถ้ำ Maltravieso ทางตะวันตกของสเปน

หลักฐานค้นพบใหม่จากถ้ำ 4 แห่งในสเปนชี้ว่า มนุษย์โบราณนีแอนเดอร์ทัล (Neanderthal) มีระดับสติปัญญาไม่แตกต่างจากมนุษย์ยุคใหม่หรือ โฮโม เซเปียนส์ มากนัก โดยสามารถสร้างสรรค์ผลงานศิลปะง่าย ๆ บนผนังถ้ำ และตกแต่งเปลือกหอยเพื่อเป็นเครื่องประดับได้ตั้งแต่ราว 65,000 ปีก่อน

คณะนักวิทยาศาสตร์จากเยอรมนีและสหราชอาณาจักร เผยแพร่ผลการศึกษาล่าสุดในวารสาร Science โดยระบุว่าได้ตรวจสอบอายุของผลึกแร่แคลไซต์ที่ขึ้นปกคลุมภาพเขียนของมนุษย์โบราณในถ้ำ 4 แห่งของสเปน ซึ่งถ้ำแต่ละแห่งตั้งอยู่ห่างกันไม่ต่ำกว่า 700 กิโลเมตร แล้วพบว่าภาพบนผนังถ้ำดังกล่าวมีอายุเก่าแก่กว่า 65,000 ขึ้นไป ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่มนุษย์ยุคใหม่หรือโฮโม เซเปียนส์ จะเดินทางออกจากแอฟริกาไปยังยุโรปถึง 20,000 ปี

ภาพเขียนดังกล่าวของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลในถ้ำ La Pasiega ทางตอนเหนือของสเปน ปรากฏเป็นรูปคล้ายบันไดและมีร่องรอยรูปสัตว์ที่คาดว่ามนุษย์ยุคใหม่เขียนเติมเข้าไปภายหลัง ส่วนที่ถ้ำ Maltravieso มีรอยภาพพิมพ์ที่เกิดจากการพ่นสีแดงลงบนมือที่แนบติดผนังถ้ำไว้ ส่วนที่ถ้ำ Ardales มีการทาสีแดงให้หินงอกหินย้อยส่วนหนึ่งที่มีรูปร่างคล้ายผ้าม่าน แต่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบว่าผลงานศิลปะของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลนี้มีความหมายว่าอย่างไร

ผลการศึกษาอีกชิ้นหนึ่งของศาสตราจารย์เดิร์ก ฮอฟฟ์มานน์และคณะ จากสถาบันมักซ์พลังก์เพื่อการศึกษามานุษยวิทยาวิวัฒนาการ พบว่านีแอนเดอร์ทัลสามารถใช้เปลือกหอยและใช้สีตกแต่งเปลือกหอยเป็นเครื่องประดับได้ โดยพบหลักฐานดังกล่าวที่ถ้ำใกล้ทะเล Aviones ทางตอนใต้ของสเปน ซึ่งหลักฐานนี้มีอายุเก่าแก่ถึง 115,000 ปี

ภาพเขียนรูปคล้ายบันไดที่ถ้ำ La Pasiega ของสเปน มีอายุเก่าแก่กว่า 64,000 ปีImage copyrightCD STANDISH, AWG. PIKE, DL HOFFMANN
คำบรรยายภาพภาพเขียนรูปคล้ายบันไดที่ถ้ำ La Pasiega ของสเปน มีอายุเก่าแก่กว่า 64,000 ปี

การค้นพบดังกล่าว ถือว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในวงการมานุษยวิทยา เนื่องจากก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อกันว่า มนุษย์โบราณนีแอนเดอร์ทัลนั้นมีสติปัญญาในระดับต่ำไม่ต่างจากลิงใหญ่ทั่วไป ทำให้ต้องสูญพันธุ์ไปในที่สุด หลังจากที่มนุษย์ยุคใหม่อพยพเข้าไปยังแถบยุโรปซึ่งเป็นภูมิภาคที่นีแอนเดอร์ทัลปักหลักอยู่อาศัยมาก่อนหน้านั้นแล้วหลายหมื่นปี

ศาสตราจารย์อลิสแตร์ ไพก์ จากมหาวิทยาลัยเซาท์แธมป์ตันของสหราชอาณาจักร ผู้ศึกษาภาพเขียนบนผนังถ้ำของนีแอนเดอร์ทัลบอกว่า “ศิลปะคือการใช้สัญลักษณ์สื่อความหมายเชิงนามธรรม ซึ่งเดิมเราคิดว่ามีแต่มนุษย์ยุคใหม่เท่านั้นที่ทำได้ การที่นีแอนเดอร์ทัลสามารถสร้างผลงานศิลปะ แสดงว่ามนุษย์โบราณไม่ได้มีระดับสติปัญญาต่างไปจากเรามากนัก ถ้าให้เวลานีแอนเดอร์ทัลอยู่บนโลกนี้ได้นานขึ้นอีกสัก 40,000 ปี พวกเขาอาจพิชิตดวงจันทร์ได้สำเร็จก็เป็นได้”

ร่องรอยแกะสลักผนังถ้ำเป็นเครื่องหมายคล้ายแฮชแท็ก (#) พบที่ถ้ำ Gorham's Cave ในยิบรอลตาร์ เมื่อปี 2014Image copyrightSTEWART FINLAYSON
คำบรรยายภาพร่องรอยแกะสลักผนังถ้ำเป็นเครื่องหมายคล้ายแฮชแท็ก (#) พบที่ถ้ำ Gorham’s Cave ในยิบรอลตาร์ เมื่อปี 2014

อย่างไรก็ตาม มีนักวิทยาศาสตร์บางส่วนยังคงแสดงความสงสัยต่อเรื่องนี้ และยังไม่ปักใจเชื่อว่านีแอนเดอร์ทัลจะสามารถสร้างงานศิลปะขึ้นได้ โดยสันนิษฐานว่าทีมผู้ทำการศึกษาอาจตรวจหาอายุของผลงานผิดพลาดไป โดยไปใช้แร่ผลึกแคลไซต์ที่ก่อตัวก่อนจะมีการวาดภาพบนผนังถ้ำขึ้น ส่วนสีแดงบนหินงอกหินย้อยที่พบในถ้ำแห่งหนึ่ง อาจเป็นสีที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติก็เป็นได้

credit: http://www.bbc.com/thai/features-43180809