คลังเก็บรายเดือน: มกราคม 2018

‘คอมพิวเตอร์’ ชนะมนุษย์ในการแข่งอ่านจับใจความ แต่พลาดในการตีความคำง่ายๆ

‘คอมพิวเตอร์’ ชนะมนุษย์ในการแข่งอ่านจับใจความ แต่พลาดในการตีความคำง่ายๆ


เมื่อ 7 ปีก่อน ข่าวเรื่องความสามารถของคอมพิวเตอร์ที่ผู้คนให้ความสนในมากข่าวหนึ่ง คือการแข่งขันระหว่างมนุษย์กับปัญญาประดิษฐ์ ในเกมส์ทดสอบความรู้รอบตัว Jeopardy! 

ในครั้งนั้นคอมพิวเตอร์เป็นฝ่ายชนะ และหลังจากนั้น นักประดิษฐ์เพิ่มพูนความเฉียบแหลมของปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence (AI)

ล่าสุดในเดือนนี้ ระบบ AI ที่ได้รับการพัฒนาโดยบริษัทไมโครซอฟท์ของสหรัฐฯ และอาลีบาบาของจีน สามารถเอาชนะมนุษย์ในการอ่านจับใจความในแบบทดสอบของมหาวิทยาลัย Stanford

ชัยชนะของคอมพิวเตอร์ล่าสุด บ่งชี้ถึงความรวดเร็วในการค้นหาข้อมูลและบริการผู้ช่วยผ่านคำสั่งเสียง ซึ่งเป็นงานที่จะใช้ได้อย่างกว้างขวางสำหรับการให้บริการสุขภาพและสาขาอื่นๆ

แม้จะดูว่า AI มีความสามารถอ่านจับใจความเร็วกว่ามนุษย์ นักวิจัยศึกษาคำตอบที่คอมพิวเตอร์ตอบผิด และพบว่าปัญญาประดิษฐ์ยังมีข้อจำกัดบางอย่างอยู่ และยากที่จะเทียบความฉลาดของคอมพิวเตอร์กับความฉลาดของมนุษย์

เควิน สก็อตต์ หัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยีของบริษัทไมโครซอฟท์กล่าวว่า ยังมีงานที่ต้องทำอีกมากมาย กว่าที่คอมพิวเตอร์จะสามารถตีความเนื้อหาตัวอักษรได้เช่นเดียวกับคน

ในข้อสอบของมหาวิทยาลัย Stanford คอมพิวเตอร์สามารถตอบคำถามถูกต้องจากการค้นหาข้อมูลในสารานุกรมออนไลน์ Wikipedia สำหรับคำถามที่เฉพาะเจาะจง เช่นการครองอำนาจของ เจง กีสข่าน

แต่ปัญญาประดิษฐ์ไม่สามารถตอบถูกในคำถามง่ายๆ เกี่ยวกับอเมริกันฟุตบอล และไม่สามารถตีความคำว่า ‘most’ ซึ่งแปลว่า ‘ที่สุด’ ได้อย่างกระจ่างชัด

อาจารย์ ไมเคิล ลิทท์แมน (Michael Littman) ที่สอนวิชาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์แห่งมหาวิทยาลัย Brown กล่าวว่า สำหรับโจทย์บางชนิด เป็นไปไม่ได้ที่ปัญญาประดิษฐ์จะสามารถทำงานได้ดีกว่ามนุษย์ เพราะมนุษย์เป็นผู้กำหนดว่าคำตอบที่ถูกต้องคืออะไร

เขากล่าวว่า ที่น่าประทับใจคือการที่คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้ดีเท่ามนุษย์ ไม่ใช่เพราะทำได้ดีกว่าคน ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า AI ไม่ใช่เป็นผู้กำหนดมาตรฐานความถูกต้อง

(รัตพล อ่อนสนิท เรียบเรียงจากรายงานของสำนักข่าว Associated Press)

https://www.voathai.com/a/ai-can-read-ro/4224192.html

นักวิทยาศาสตร์ใช้ข้อมูลดาวเทียมศึกษาปลาฉลามเสี่ยงสูญพันธุ์

นักวิทยาศาสตร์ใช้ข้อมูลดาวเทียมศึกษาปลาฉลามเสี่ยงสูญพันธุ์


ทุกวัน มีเรือประมงเพื่อการค้าขนาดใหญ่หลายพันลำเดินทางข้ามมหาสมุทรทั่วโลกเพื่อจับปลา

การเดินทางในมหาสมุทรเเห่งต่างๆ ทั่วโลกของเรือประมงมากกว่า 6,000 ลำ ถูกเฝ้าติดตามผ่านระบบแผนที่ทางอินเตอร์เน็ทที่เรียกว่า “Global Fishing Watch” ซึ่งคนทั่วไปสามารถใช้ได้ฟรี ระบบนี้จัดตั้งโดยหน่วยงานนานาชาติปกป้องสัตว์ โอเชียนน่า (Oceana) ที่ได้รับความร่วมมือจาก บริษัทสกายทรูธ (Sky Truth) กับบริษัทกูเกิล (Google) เเละใช้ข้อมูลที่ได้จากบริษัทดาวเทียมเอกชนหลายเเห่ง

เลซี่ มาลาร์คี (Lacey Malarky) นักวิเคราะห์เเห่งโอเชียนน่า กล่าวว่า ระบบนี้ใช้ในการเฝ้าติดตามดูพื้นที่ทะเลที่ได้รับการปกป้อง เพื่อติดตามดูว่าเรือประมงเข้าไปล่าปลาในบริเวณหวงห้ามหรือไม่ รัฐบาลของประเทศต่างๆ ที่ขาดแคลนทรัพยากรสามารถใช้ระบบแผนที่ทางดาวเทียมทางอินเตอร์เน็ทนี้ ไปใช้ในการเฝ้าติดตามน่านน้ำของประเทศตน ซึ่งเป็นวิธีที่เสียค่าใช้จ่ายต่ำ

เรือประมงมักจับได้ปลาเเละสัตว์น้ำที่ไม่ได้เป็นเป้าหมายติดร่างเเหหรืออวนมาด้วยอย่างไม่จงใจ ที่เรียกกันว่า bycatch ซึ่งรวมทั้งปลาฉลาม

มีปลาฉลามมากถึง 273 ล้านตัวติดร่างแหต่อปี ส่วนมากเป็นปลาฉลามที่เรียกว่า blue sharks เเละเนื่องจากปลาฉลามพันธุ์นี้ไม่มีมูลค่าทางการค้า จึงมักถูกทิ้งลงทะเลไปโดยเปล่าประโยชน์ เเละมักไม่มีการบันทึกจำนวนเอาไว้

ปลาที่ถูกจับได้โดยเรือประมงอย่างไม่จงใจนี้ เป็นปัญหาที่น่ากังวลเพราะทำให้ประชากรปลาฉลามลดลง

ในเดือนมิถุนายน ปี 2016 ทีมนักวิจัยปลาฉลามจากมหาวิทยาลัยเเห่งไมอามี่ (University of Miami) เเละทีมงานจากหน่วยงาน บีนีท เดอะ เวฟส์ (Beneath the Waves) ทำการติดอุปกรณ์เฝ้าติดตามปลาฉลาม blue sharks จำนวน 10 ตัว ที่นอกชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ

เเละหน่วยงานโอเชี่ยนน่ากับบริษัทผู้ร่วมมือในโครงการ ได้รวมเอาข้อมูลที่จัดเก็บได้โดยระบบ Global Flishing Watch ไปจัดทำเป็นแผนที่ออกมาเป็นครั้งเเรก ที่เเสดงถึงการตอบสนองระหว่างเรือประมงกับปลาฉลาม

เลซี่ มาลาร์คี นักวิเคราะห์เเห่งโอเชียนน่า กล่าวว่า ด้วยเทคโนโลยีดาวเทียมเเละอินเตอร์เน็ทที่ทันสมัย ทีมงานสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อประมาณจำนวนของปลาฉลามสายพันธุ์เป้าหมาย ว่าอาจถูกจับโดยเรือประมงอย่างไม่จงใจจำนวนเท่าไร เพื่อช่วยสร้างความตื่นตัวเเละความเข้าใจถึงความเสี่ยงของปลาฉลามพันธุ์นี้

โอเชียนน่าหวังว่า การรวมเอาข้อมูลเข้าไว้ด้วยกันหลังจากได้รับสัญญาณมาจากสัตว์ที่มีอุปกรณ์รับสัญญาณดาวเทียมที่ติดเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นปลาฉลาม เต่า ปลาโลมา หรือสัตว์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ชนิดอื่นๆ จะช่วยให้ทางการในประเทศต่างๆ ออกมาตรการอนุรักษ์มารับรอง อาทิ การควบคุมการประมงหรือการปิดพื้นที่บางจุดไม่ให้การทำประมง

ผู้สนใจสามารถค้นหาแผนที่เเสดงการประมงแบบอินเตอร์แอ็คทีฟนี้ได้ที่เว็บไซต์ www.globalfishingwatch.org

(เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน) 

นักวิทย์ฯ ประสบความสำเร็จเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นโลหะ ปฏิวัติหลักทฤษฎีเปลี่ยนโลก

นักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นโลหะ

เผยการค้นพบครั้งสำคัญ นักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นโลหะ หากเป็นไปตามทฤษฎีที่คาด เชื่อจะพัฒนาเทคโลยีความเร็วสูงในอนาคตได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน  

วันที่ 27 มกราคม 2560 เว็บไซต์อินดิเพนเดนท์ เผยรายงานว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ประสบความสำเร็จในการเล่นแร่แปรธาตุ สามารถเปลี่ยนไฮโดรเจนให้กลายเป็นโลหะ เรียกว่า โลหะไฮโดรเจน หรือ เมทัลลิคไฮโดรเจน (metallic hydrogen) นับว่าเป็นการปฏิวัติหลักทฤษฎีทางเทคโนโลยีของโลก อันนำไปสู่การสร้างเทคโนโลยีความเร็วสูงในอนาคต อาทิ คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง และยานยนต์บินได้ รวมไปถึงการช่วยให้มนุษย์ออกไปสำรวจอวกาศได้มากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ศาสตราจารย์ไอแซค ซิลเวอร์รา ผู้ค้นพบความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์นี้ ร่วมกับ ดร.รังกา ไดแอส กล่าวว่า นี่คือตัวอย่างชิ้นแรกของโลหะไฮโดรเจนบนโลก เป็นสิ่งที่ยังไม่เคยมีขึ้นบนโลกของเรามาก่อน โดยในขณะนี้ ชิ้นโลหะตัวอย่างนี้สามารถมองเห็นได้แค่เพียงผ่านทางเพชร 2 ชิ้น ที่ถูกนำมาใช้บดกับไฮโดรเจนเหลวในอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง และใช้ปริมาณแรงดันมหาศาล มากกว่าแรงดันที่พบที่จุดศูนย์กลางของโลก

อย่างไรก็ดีความเสี่ยงสามารถเกิดขึ้นได้ในการดำเนินการวิจัยขั้นต่อไปของทีมนักวิทยาศาสตร์ และอาจทำให้ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ นั่นคือ โลหะที่ถูกเปลี่ยนสภาพมาจากไฮโดรเจนนี้ จะคงสภาพเดิมอยู่หรือไม่ในอุณหภูมิและความดันที่เป็นปกติ

นักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นโลหะ

จากการอ้างอิงตามทฤษฎีหนึ่ง ศาสตราจารย์ซิลเวอร์ราคาดว่า เมทัลลิคไฮโดรเจนจะคงรูปเดิมในอุณหภูมิห้อง นั่นหมายความว่า หากกำจัดความดันออกจนหมด มันจะยังคงสภาพเป็นโลหะ ในลักษณะที่คล้ายกับเพชรกราไฟต์ ที่สามารถเปลี่ยนเป็นกราไฟต์ภายใต้ความร้อนและความดันสูง และสามารถกลับกลายมาเป็นเพชรได้ เมื่อกำจัดความร้อนและความดันออกไป โดยคาดว่าใน 2-3 สัปดาห์หน้า ทีมนักวิทยาศาสตร์มีแผนที่จะกำจัดความดันออกอย่างระมัดระวัง

ทั้งนี้หากทฤษฎีดังกล่าวเป็นไปตามที่ทางทีมนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ไว้ คุณสมบัติของโลหะดังกล่าวนี้จะสามารถนำไปใช้ประโยชน์พัฒนาเทคโนโลยีความเร็วสูงที่เกี่ยวข้องกับระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างมากมาย โดยโลหะเมทัลลิคไฮโดรเจนนี้ จะช่วยเปลี่ยนความพยายามของมนุษย์ในการสำรวจระบบสุริยะโดยใช้พลังงานเชื้อเพลิงจรวดอย่างทุกวันนี้ ให้กลายเป็นเทคโนโลยีใหม่ในอนาคตที่มีประสิทธิภาพมากกว่าถึง 4 เท่า

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์บางรายเชื่อว่า โลหะเมทัลลิคไฮโดรเจนดังกล่าว พื้นผิวจะไม่เสถียร และจะค่อย ๆ สลายตัวไป ขณะที่ด้าน ศาสตราจารย์ซิลเวอร์รา เผยว่าขณะนี้เขาไม่ต้องการคาดเดาใด ๆ แต่มีความตั้งใจที่จะทดลองอย่างมุ่งมั่นถึงความสำเร็จ

นักวิทยาศาสตร์จีน โคลนนิ่งลิงเป็นครั้งแรก

เมื่อปี พ.ศ.2540 นักวิจัยจากสถาบันรอสลินแห่งมหาวิทยาลัยเอดินเบอระ ในสกอตแลนด์ แนะนำให้โลกรู้จักแกะดอลลี่ ที่เกิดขึ้นด้วยวิธีโคลนนิ่ง (cloning) ที่สกัดเซลล์เต้านมของแกะที่โตเต็มวัย เป็นประตูที่ทำให้นักวิจัยพัฒนาโคลนสัตว์อีกกว่า 20 ชนิด แต่ก็ไม่มีใครเปิดเผยว่ามีการโคลนสัตว์ในอันดับไพรเมทหรือวานรที่มีสมาชิกคือ ลิงมีหางและไม่มีหาง รวมถึงมนุษย์หรือไม่ ทว่าล่าสุดนักวิทยาศาสตร์จีนจากห้องทดลองแห่งหนึ่งได้ออกมาเผยถึงความสำเร็จในการโคลนลิงหางยาว 2 ตัว ตั้งชื่อว่า “จง จง” วัย 2 เดือนและ “วา วา” วัยเพียง 6 สัปดาห์

ทีมวิจัยได้ใช้วิธีโซมาติก เซลล์ นิวเครียส ทรานสเฟอร์ (Somatic Cell Nuclear Transfer-SCNT) ที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายโอนนิวเคลียสของเซลล์รวมถึงดีเอ็นเอของตัวต้นแบบไปใส่ในไข่อีกใบหนึ่งที่ถูกเอานิวเคลียสออกไป จากนั้นก็จะได้เป็นตัวโคลนออกมากว่าจะได้ลิงทั้งคู่นี้ ทีมวิจัยต้องทดลองกับไข่ถึง 127 ใบ ซึ่งกลายเป็นสัตว์ในอันดับไพรเมท หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมรุ่นแรกที่โคลนจากเซลล์ที่ไม่ใช่ตัวอ่อนและเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงการประสบความสำเร็จของวิธีเดียวกันกับที่เคยสร้างแกะดอลลี่

แต่เรื่องนี้ส่อความกังวลต่อเรื่องจริยธรรม เพราะหวั่นเกรงว่าการโคลนมนุษย์อาจใกล้ตัวเข้ามาทุกที นักวิจัยจากสถาบันประสาทวิทยาของสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติจีน ในนครเซี่ยงไฮ้ ออกมาแย้งว่างานวิจัยนี้จะช่วยศึกษาเกี่ยวกับโรคทางพันธุกรรมและเชื่อว่าจะทำให้ผลิตสัตว์ที่เป็นประโยชน์ทางการแพทย์เพื่อช่วยทดสอบยาใหม่ๆ เพื่อรักษาโรคในมนุษย์ โดยไม่มี ความตั้งใจจะโคลนมนุษย์แต่อย่างใด แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านโคลนนิ่งจากสถาบันฟรานซิส คริค กรุงลอนดอน ในอังกฤษก็ออกมาบอกว่าวิธีดังกล่าวยังไม่มีประสิทธิภาพและเป็นอันตราย.

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1188918

https://web.facebook.com/chanlisara.singhaseree/posts/1688459867883472?notif_id=1517289929288132&notif_t=feedback_reaction_generic

เขย่าวงการ! จีนสร้างตึกระฟ้า 57 ชั้น เสร็จใน 19 วัน (ชมคลิป)

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1692448410819971

mSQWlZdCq5b6ZLkrlVMIW0hDYnUcnOQz

เขย่าวงการบ้านและอสังหาริมทรัพย์… เมื่อ ‘BSB’ บริษัทรับเหมาก่อสร้างชื่อดังในประเทศจีน ได้เผยแพร่คลิปวิดีโอสุดฮือฮา บันทึกขั้นตอนขณะก่อสร้างอาคารระฟ้า จำนวน 57 ชั้นได้เสร็จสิ้น ภายในเวลา 19 วัน หรือเฉลี่ยสูงสุด 3 ชั้นต่อวัน

ตึกระฟ้าที่ว่านี้ตั้งอยู่ในเมืองฉางชา ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศจีน ประกอบด้วยยูนิตสำหรับที่พักอาศัยจำนวน 800 ห้อง และพื้นที่สำนักงานที่สามารถรองรับคนได้มากถึง 4,000 คน โดยก่อนหน้านี้บริษัท BSB เคยทำสถิติการก่อสร้างอาคารได้เร็วมาแล้วในปี 2014 โดยขณะนั้นใช้เวลาเพียง 2 วัน ก็สามารถสร้างตึกสูง 15 ชั้นได้เสร็จสิ้น

หลังจากคลิปวิดีโอการก่อสร้างอาคารดังกล่าวได้เผยแพร่ออกไป เพียงไม่กี่วันก็มีผู้เช้าชมเป็นจำนวนมาก โดยล่าสุดยอดวิวของคลิปวิดีโออยู่ที่ 1 ล้านครั้งเรียบร้อยแล้ว ซึ่งความคิดเห็นส่วนใหญ่ระบุว่า ถือเป็นความสำเร็จของจีน ที่สามารถสร้างตึกได้เร็วขนาดนี้

วิศวกรของ Ford คิดค้นเทอร์โบให้ยิงตรงกับทุกลูกสูบ !!

Turbos For Each Cylinder

Jim Clarke วิศวกรของ Ford ได้คิดค้นระบบะการจ่ายอากาศเข้าไปในห้องเผาไหม้ใหม่ โดยใช้เทอร์โบ 1 ตัวต่อ 1 ลูกสูบ ถ้าว่ากันตามทฤษฎีแล้วการใส่เทอร์โบเยอะขนาดนี้มันสามารถเป็นจริงได้ แต่อาจจะตรงใช้เชื้อเพลิงมากขึ้นอีกหน่อย และจุดที่น่าสังเกตอีกอย่างก็คือเทอร์โบจะต้องถูกติดตั้งไว้ใกล้กับวาวล์ไอเสียหรือชิดกับคอท่อที่ออกจากเครื่องยนต์

การเร่งประสิทธิภาพก็อาจจะทำได้ดีมากขึ้นกว่าเดิมอีกเพราะลดการทำงานล่าช้าของเทอร์โบได้นั่นเอง อย่างไรก็ดีเครื่องยนต์ตามแนวคิดของฟอร์ดนี้ก็ยังไม่ถูกสร้างขึ้นจริง แต่ทว่ามันดูคล้ายกับการทำงานของเครื่องยนต์ Koenigsegg Camless ที่อยู่ในรถ Qoros Qamfree Concept จะมีการควบคุมแรงดันอากาศของวาวล์แต่ละตัวได้อย่างอิสระ

Koenigsegg's Camless Engine

ที่มา : http://www.thaicarlover.com/hennessey-venom-f5-%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%A2-bugatti-chiron/104965

ลิงจากการโคลน 2 ตัวเเรกของโลก

          ลิงที่เกิดจากการโคลน 2 ตัวแรกของโลก

                        นักวิทยาศาสตร์ในจีนประสบความสำเร็จในการโคลนลิง 2 ตัว ด้วยการใช้เทคนิคเดียวกันกับที่ใช้โคลนแกะดอลลีในปี 1996 ลิงแสมหางยาว 2 ตัวที่เป็นแฝดเหมือนมีชื่อว่า จงจง และหัวหัว พวกมันเกิดในห้องปฏิบัติการในนครเซี่ยงไฮ้ กระบวนการนี้ได้รับการคาดหวังว่าจะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าในโรคที่เกิดในมนุษย์มากขึ้น และเป็นผลดีต่อการวิจัย

                         เทคนิคที่ใช้โคลนลิง 2 ตัวนี้เรียกว่า วิธีย้ายฝากนิวเคลียสของเซลล์ร่างกายที่ไม่ใช่เซลล์สืบพันธุ์ (somatic cell nuclear transfer) เป็นการนำดีเอ็นเอจากนิวเคลียสของเซลล์ในร่างกายซึ่งไม่ใช่เซลล์สืบพันธุ์ ไปใส่ไว้ในเซลล์สืบพันธุ์เพศเมียของผู้บริจาคซึ่งถูกตัดต่อนำดีเอ็นเอออก จากนั้นจึงนำตัวอ่อนที่ได้ไปฝังไว้ในสัตว์ที่เป็นแม่อุ้มบุญ

นับตั้งแต่มีการโคลนแกะดอลลี ซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เกิดจากการโคลนตัวแรกของโลก มีการโคลนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอีกหลายชนิด รวมถึงวัว สุกร สุนัข แมว และหนู แต่นี่เป็นครั้งแรกที่มีการโคลนสัตว์ประเภทลิง

ที่มา : http://www.bbc.com/thai/international-42851654

‘คอมพิวเตอร์’ ชนะมนุษย์ในการแข่งอ่านจับใจความ แต่พลาดในการตีความคำง่ายๆ

505F7A54-8A11-45F2-8867-3C77276623A4_cx0_cy9_cw0_w1023_r1_s

นักวิจัยพบว่ายากที่จะเปรียบเทียบ ‘ความฉลาดแบบคอมพิวเตอร์’ กับ ‘ความฉลาดแบบมนุษย์’

เมื่อ 7 ปีก่อน ข่าวเรื่องความสามารถของคอมพิวเตอร์ที่ผู้คนให้ความสนในมากข่าวหนึ่ง คือการแข่งขันระหว่างมนุษย์กับปัญญาประดิษฐ์ ในเกมส์ทดสอบความรู้รอบตัว Jeopardy! 

ในครั้งนั้นคอมพิวเตอร์เป็นฝ่ายชนะ และหลังจากนั้น นักประดิษฐ์เพิ่มพูนความเฉียบแหลมของปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence (AI)

ล่าสุดในเดือนนี้ ระบบ AI ที่ได้รับการพัฒนาโดยบริษัทไมโครซอฟท์ของสหรัฐฯ และอาลีบาบาของจีน สามารถเอาชนะมนุษย์ในการอ่านจับใจความในแบบทดสอบของมหาวิทยาลัย Stanford

ชัยชนะของคอมพิวเตอร์ล่าสุด บ่งชี้ถึงความรวดเร็วในการค้นหาข้อมูลและบริการผู้ช่วยผ่านคำสั่งเสียง ซึ่งเป็นงานที่จะใช้ได้อย่างกว้างขวางสำหรับการให้บริการสุขภาพและสาขาอื่นๆ

แม้จะดูว่า AI มีความสามารถอ่านจับใจความเร็วกว่ามนุษย์ นักวิจัยศึกษาคำตอบที่คอมพิวเตอร์ตอบผิด และพบว่าปัญญาประดิษฐ์ยังมีข้อจำกัดบางอย่างอยู่ และยากที่จะเทียบความฉลาดของคอมพิวเตอร์กับความฉลาดของมนุษย์

เควิน สก็อตต์ หัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยีของบริษัทไมโครซอฟท์กล่าวว่า ยังมีงานที่ต้องทำอีกมากมาย กว่าที่คอมพิวเตอร์จะสามารถตีความเนื้อหาตัวอักษรได้เช่นเดียวกับคน

ในข้อสอบของมหาวิทยาลัย Stanford คอมพิวเตอร์สามารถตอบคำถามถูกต้องจากการค้นหาข้อมูลในสารานุกรมออนไลน์ Wikipedia สำหรับคำถามที่เฉพาะเจาะจง เช่นการครองอำนาจของ เจง กีสข่าน

แต่ปัญญาประดิษฐ์ไม่สามารถตอบถูกในคำถามง่ายๆ เกี่ยวกับอเมริกันฟุตบอล และไม่สามารถตีความคำว่า ‘most’ ซึ่งแปลว่า ‘ที่สุด’ ได้อย่างกระจ่างชัด

อาจารย์ ไมเคิล ลิทท์แมน (Michael Littman) ที่สอนวิชาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์แห่งมหาวิทยาลัย Brown กล่าวว่า สำหรับโจทย์บางชนิด เป็นไปไม่ได้ที่ปัญญาประดิษฐ์จะสามารถทำงานได้ดีกว่ามนุษย์ เพราะมนุษย์เป็นผู้กำหนดว่าคำตอบที่ถูกต้องคืออะไร

เขากล่าวว่า ที่น่าประทับใจคือการที่คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้ดีเท่ามนุษย์ ไม่ใช่เพราะทำได้ดีกว่าคน ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า AI ไม่ใช่เป็นผู้กำหนดมาตรฐานความถูกต้อง

รัสเซียเปิดตัวเครื่องบินทิ้งระเบิดความเร็วเหนือเสียงรุ่นใหม่

 

 

 

รัสเซียเปิดตัวเครื่องบินทิ้งระเบิดความเร็วเหนือเสียงรุ่นใหม่

https://www.facebook.com/siriwan.tojor/posts/1224110584399265

รัสเซียเดินหน้าเตรียมความพร้อมด้านกลาโหมและมีกำหนดเปิดตัวเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ความเร็วเหนือเสียงรุ่นใหม่

วันนี้ (26 ม.ค.2561) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเทศรัสเซียเตรียมเปิดตัวเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ความเร็วเหนือเสียงรุ่นใหม่ TU-160 เอ็ม ซึ่งพัฒนาจากเครื่องบินทิ้งระเบิด TU-160 ในสมัยอดีตสหภาพโซเวียต ที่สามารถปฏิบัติการโจมตีด้วยระเบิดนิวเคลียร์ได้


เครื่องบินลำนี้ ถือเป็นเครื่องบินรุ่นที่ 3 ในสายการผลิตเครื่องบิน รุ่น TU-160 หลังจากก่อนหน้า รัสเซียเปิดตัวเครื่องบินในตระกูลเดียวกันอีก 2 รุ่น ไปเมื่อปี 2543 และ 2551 ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญ ระบุว่า เครื่องบิน TU-160 เอ็ม ยังมีศักยภาพไม่เพียงพอที่จะนำไปใช้ในสนามรบได้จริง เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและงบประมาณในการผลิต ซึ่งทางการรัสเซียมีแผนจะพัฒนาเครื่องบิน TU-160 เอ็ม 2 เพื่อเพิ่มศักยภาพเครื่องบินทิ้งระเบิด เข้าประจำการในรุ่นถัดไป

ที่มา:http://news.thaipbs.or.th/content/269665

นักวิทย์จีนโคลนนิงคู่ลิงน้อย ยันมุ่งใช้ในการทดลอง ลดปริมาณลิงธรรมชาติ

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1692349834163162

Hua Hua and Zhong Zhong were born at the Chinese Academy of Sciences (CAS) Institute of Neuroscience in Shanghai  AFP PHOTO / CHINESE ACADEMY OF SCIENCES

เมื่อ 25 ม.ค. บีบีซีรายงานว่า สถาบันวิทยาศาสตร์และประสาทวิทยา CAS ประเทศจีน ในนครเซี่ยงไฮ้ ประสบความสำเร็จในการโคลนนิ่งลิงแม็กแคก (Macaca fascicularis) พร้อมตั้งชื่อว่า จงจง และหัวหัว เป็นกระบวนการเดียวกับที่นักวิทยาศาสตร์ในสกอตแลนด์เคยโคลนนิ่งแกะดอลลี่ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตัวแรกของโลกที่เกิดจากการโคลนนิ่งเมื่อ 20 กว่าปีก่อน ปัจจุบันจงจงและหัวหัว มีอายุ 6-8 สัปดาห์ อยู่ในสถาบันวิทยาศาสตร์เมืองซูโจว มณฑลเจียงซี

ลิงทั้งสองมียีนและหน้าตาที่เหมือนกัน นักวิทยาศาสตร์จีนประจำสถาบันเผยว่าใช้วิธีโคลนนิ่งแบบปลูกถ่ายนิวเคลียส และว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการนำไปใช้ศึกษากลไลการทำงานของโรคในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม รวมไปถึงมนุษย์ด้วย

Hua Hua / AFP PHOTO

“กำแพงขวางกั้นถูกทลายแล้วด้วยผลงานนี้” นายผู มู่หมิง ผู้อำนวยการสถาบัน CAS กล่าว หลังจากเทคนิคโคลนนิงที่จีนใช้นั้นทำมาแล้วกับสัตว์นานาชนิด ไม่ว่าสุนัข หมู แมว แต่เพิ่งทำกับลิง มุ่งเน้นให้ทำกับลิงสำหรับการทดลอง ซึ่งจะช่วยลดการใช้ลิงธรรมชาติสำหรับการทดลองลงได้มาก

Zhong Zhong / AFP PHOTO

“เฉพาะในสหรัฐอเมริกาลำพัง บริษัทยาต่างๆ ต้องนำเข้าลิงปีละ 30,000-40,000 ตัว ซึ่งมีพื้นฐานยีนส์มากมาย ระบุไม่ได้ ดังนั้นคุณต้องใช้ลิงจำนวนมาก และสำหรับเหตุผลด้านจริยธรรมแล้ว ผมคิดว่าการมีลิงโคลนนิงจะช่วยลดปริมาณลิงที่ต้องใช้ในการทดลองยาได้มหาศาล” นายผู กล่าว

AFP PHOTO / CHINESE ACADEMY OF SCIENCES

ทั้งนี้ ลิงที่ใช้ในการทดลองส่วนใหญ่จะใช้ทดสอบยาสำหรับการรักษาโรคพาร์กินสัน มะเร็ง มีภูมิคุ้มกัน และเกี่ยวกับการเผาผลาญอาหาร

monkey clone “Hua Hua” / AFP PHOTO

อย่างไรก็ตาม การโคลนนิงวิธีดังกล่าวก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทางด้านศีลธรรม เนื่องจากต้องเสียตัวอ่อนมากมายกว่าที่จะประสบความสำเร็จ อีกทั้งการโคลนนิงลิง สัตว์ที่มีความใกล้เคียงกับมนุษย์ก่อให้เกิดความวิตกว่าวันหนึ่งอาจมีนักวิทยาศาสตร์ที่ไปโคลนนิ่งมนุษย์ขึ้นมาจนได้