คลังเก็บรายเดือน: มกราคม 2018

นักวิทย์UKเปิดตัวอุปกรณ์มือถือถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์

065248https://www.facebook.com/nutchita.sukprasit.31/posts/1999139963677547

ทีมนักวิทยาศาสตร์เปิดตัวอุปกรณ์ถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์เท่าช่วยหมอวินิจฉัยโรคมะเร็งได้รวดเร็ว-ติดตามการเกิดเชื้อโรคดื้อยาได้ด้วย

วันนี้(31ม.ค.61)ทีมนักวิทยาศาสตร์ในสหราชอาณาจักร เปิดตัวอุปกรณ์ถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์แบบพกพาขนาดเท่าโทรศัพท์มือถือ ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวนี้ ทำให้แพทย์วินิจฉัยโรคมะเร็งได้รวดเร็ว และติดตามการเกิดเชื้อโรคดื้อยาได้ด้วย อุปกรณ์ดังกล่าวคิดค้นและพัฒนาโดยคณะนักวิทยาศาสตร์จากหลายมหาวิทยาลัย ภายใต้การนำของบริษัทอ็อกซ์ฟอร์ด นาโนพอร์ (Oxford Nanopore) และถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญ ที่สามารถทำให้กระบวนการถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์ที่ยุ่งยากซับซ้อน และต้องทำในห้องปฏิบัติการเท่านั้น กลายมาเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่สามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลาโดยเสียค่าใช้จ่ายไม่มากนัก

มีการเผยแพร่รายละเอียดของอุปกรณ์ดังกล่าวในวารสารวิชาการ Nature Biotechnology โดยศาสตราจารย์นิโคลัส โลแมน จากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม หนึ่งในทีมผู้วิจัยบอกว่า อุปกรณ์ถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์แบบมือถือเปรียบเสมือนการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ นับแต่โครงการถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์  ที่เริ่มขึ้นในช่วงทศวรรษ 1990  ในครั้งนั้นต้องใช้ห้องปฏิบัติการทั่วโลกรวมกัน และทำงานเป็นเวลาถึง 13 ปี รวมทั้งใช้เงินทุนหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐฯ กว่าที่จะถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์ได้ครบถ้วนเป็นครั้งแรกของโลกอุปกรณ์ดังกล่าวนี้ สามารถถอดรหัสพันธุกรรมของมนุษย์แต่ละคนได้โดยสะดวกรวดเร็ว ส่งผลสะเทือนต่อวงการแพทย์และสาธารณสุขอย่างมาก โดยการอ่านและตรวจสอบรหัสพันธุกรรมได้เป็นประจำ จะทำให้แพทย์มีโอกาสวินิจฉัยโรคร้ายอย่างมะเร็งได้อย่างรวดเร็ว เมื่อพบยีนกลายพันธุ์และดีเอ็นเอที่มีความบกพร่อง  ทั้งยังสามารถเลือกวิธีการรักษาเฉพาะแต่ละบุคคลได้อย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ยังช่วยค้นหาเชื้อโรคดื้อยารุนแรง หรือซูเปอร์บั๊กได้ ตั้งแต่ในระยะแรกที่มีเชื้อกลายพันธุ์เกิดขึ้น โดยศาสตราจารย์โลแมนได้ทดลองใช้อุปกรณ์นี้ติดตามการแพร่ระบาดของเชื้ออีโบลาสายพันธุ์ใหม่ๆ ในประเทศแอฟริกาตะวันตกมาแล้ว

สำหรับขั้นตอนการทำงานนั้น ใช้วิธีป้อนดีเอ็นเอที่เป็นสายยาว ผ่านเข้าไปในรูขนาดเล็กระดับนาโน จะทำให้เบส 4 ชนิด ในดีเอ็นเอคือ A T G C ที่เรียงลำดับต่อกันอยู่ ผ่านเข้าไปในรูนาโนพอร์ทีละตัว และส่งสัญญาณไฟฟ้าเฉพาะตัวออกมา ทำให้เครื่องสามารถอ่านลำดับเบสในดีเอ็นเอได้อย่างถูกต้อง โดยจะใช้วิธีแบ่งอ่านรหัสพันธุกรรมเป็นช่วงสั้น ๆ และนำกลับมาประกอบกันใหม่ในภายหลัง คล้ายชิ้นส่วนจิ๊กซอว์  แต่ก็ยังคงมีปัญหาว่า ชิ้นส่วนรหัสพันธุกรรมที่เครื่องอ่านได้บางชิ้นมีความคล้ายคลึงกันเหมือนคู่แฝด ทำให้เกิดรหัสพันธุกรรมบางส่วนที่ซ้ำซ้อนกันอยู่

ที่มา:  http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=160181&t=news

 

GM พัฒนารถยนต์ไร้คนขับ ไร้พวงมาลัย เบรก คันเร่ง นั่งอย่างเดียวพอ

GM พัฒนารถยนต์ไร้คนขับ ไร้พวงมาลัย เบรก คันเร่ง นั่งอย่างเดียวพอ

ข่าวสารวงการรถยนต์อัพเดทของเราในวันนี้มีมาฝากกันอีกแล้วครับ ข่าวคราวและข้อมูลที่น่าสนใจในแวดวงยานยนต์ทั่วโลกนั้นมีมาให้ได้ติดตามกันอีกแล้ว ล่าสุดท้างด้านของ General Motors ได้มีการเผยโฉมต้นแบบรถยนต์ไร้คนขับแนวใหม่ ด้วยรถพลังงานไฟฟ้า ที่ไม่มีเบรค ไม่มีคันแร่ง หรือพวงมาลัยแต่อย่างใด และออกสู่ตลาดภายในปี 2019 นี้

โดยรถยนต์ไร้คนขับดังกล่าวมีชื่อว่า Cruise AV  เป็นการพัฒนาต่อยอดมาจาก Chevrolet Bolt EV ด้วยความเป็นรถพลังไฟฟ้าไร้คนขับ และยังไร้หน้าปัด คันเร่ง พวงมาลัย เกียร์หรือเบรก โดยภายในรถยนต์คันนี้จะมีเพียงเบาะที่นั่งและหน้าจอแบบสัมผัส 3 หน้าจอ อยู่ตรงกลางคอนโวลและด้านหลังของเบาะทั้งสองฝั่งเท่านั้น

โดยในตอนนี้ทาง GM  นั้นกำลังอยู่ระหว่างยื่นขอใบอนุญาตจากกระทรวงคมนาคมสหรัฐฯ  ให้สามารถนำรถยนต์ไร้คนขับที่ว่านี้ออกมาวิ่งบนถนนได้จริง และหากกระบวนการขออนุญาตเสร็จสิ้นจะเริ่มกระบวนการผลิตได้ทันที และพร้อมจะออกวิ่งได้จริงภายในปี 2019 นี้ครับ คาดว่าการควบคุมต่างๆ จะมาในรูปแบบของคอมพิวเตอร์ งานนี้ต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดเลยทีเดียวgm-cruise-av-autonomous-car

gm-cruise-av-autonomous-car

หญิงญี่ปุ่นฟ้องรัฐบาลหลังถูกบังคับทำหมันตั้งแต่อายุ 15 ปี

ชาวญี่ปุ่นจำนวนหลายพันคนในอดีตต้องถูกบังคับทำหมัน หลังทางการตัดสินว่าพวกเขามีความผิดปกติทางกายหรือจิตที่อาจถ่ายทอดไปยังลูกหลานได้
คำบรรยายภาพชาวญี่ปุ่นจำนวนหลายพันคนในอดีตต้องถูกบังคับทำหมัน หลังทางการตัดสินว่าพวกเขามีความผิดปกติทางกายหรือจิตที่อาจถ่ายทอดไปยังลูกหลานได้

หญิงผู้หนึ่งยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐบาลญี่ปุ่น หลังถูกทางการบังคับให้ทำหมัน ตามกฎหมายปรับปรุงพันธุกรรมประชากรเมื่อ 46 ปีก่อน ซึ่งในขณะนั้นเธอยังมีอายุได้เพียง 15 ปี

คดีนี้ถือเป็นการฟ้องร้องครั้งแรก สำหรับกรณีชาวญี่ปุ่นทั้งหมด 25,000 คน ที่ถูกบังคับทำหมันภายใต้กฎหมายฉบับดังกล่าว ซึ่งมีการนำมาบังคับใช้ในช่วงระหว่างปี 1948-1996 และถูกยกเลิกไปแล้วในปัจจุบัน

ทางการคาดว่ามีผู้ที่ต้องทำหมันถึง 16,500 คนในยุคนั้น ที่ไม่สมัครใจจะเข้ากระบวนการดังกล่าว บางรายยังเป็นเด็กที่มีอายุเพียง 9 ปีเท่านั้น

หญิงผู้ยื่นฟ้องรัฐบาลญี่ปุ่นปัจจุบันมีอายุ 61 ปี ถูกบังคับให้ทำหมันหลังแพทย์วินิจฉัยว่ามีความบกพร่องทางสติปัญญาเนื่องจากสาเหตุทางพันธุกรรมที่อาจถ่ายทอดไปยังลูกหลานได้ อย่างไรก็ตาม ครอบครัวของเธอยืนยันว่าลูกมีปัญหาด้านการเรียนรู้หลังเข้ารับการผ่าตัดแก้ไขอาการปากแหว่งเพดานโหว่เมื่อยังเป็นทารก

หญิงคนดังกล่าวเรียกร้องค่าเสียหายจากรัฐบาลญี่ปุ่นเป็นเงิน 11 ล้านเยน (ราว 3.2 ล้านบาท) เนื่องจากถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน และการบังคับทำหมันในครั้งนั้น ยังส่งผลข้างเคียงให้เธอต้องเข้ารับการผ่าตัดเอารังไข่ออกทั้งสองข้างในภายหลังด้วย

น้องสาวของหญิงคนดังกล่าวแถลงต่อสื่อมวลชนว่า “เราต้องเผชิญกับวันคืนที่ทุกข์ทรมานมาก่อน แต่ตอนนี้เราตัดสินใจลุกขึ้นสู้เพื่อทำให้สังคมดีขึ้น”

อย่างไรก็ตาม นายคะซึโนะบุ คะโตะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของญี่ปุ่น ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นในเรื่องดังกล่าว เนื่องจากยังไม่ได้รับรายงานข้อมูลโดยละเอียด แต่เจ้าหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขผู้หนึ่งบอกกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า ทางการจะพบปะเจรจากับผู้ที่ถูกบังคับทำหมันซึ่งต้องการความช่วยเหลือเป็นรายบุคคล แต่ยังไม่มีแผนจะออกมาตรการเยียวยาที่ครอบคลุมถึงผู้เสียหายทุกรายในขณะนี้

กฎหมายปรับปรุงพันธุกรรมประชากร ซึ่งบังคับให้พลเมืองที่มีความบกพร่องทางร่างกาย จิตใจ หรือสติปัญญาต้องทำหมัน เพื่อไม่ให้ลักษณะด้อยถ่ายทอดไปยังลูกหลานในรุ่นหลังนั้น ในอดีตมีการบังคับใช้กันในประเทศเยอรมนีและสวีเดนด้วย แต่ต่อมาได้ยกเลิกไป และรัฐบาลของประเทศดังกล่าวได้ออกมาขออภัยต่อประชาชนอย่างเป็นทางการแล้ว

ที่มา : BBC Thailand

โฉมหน้า”บรรพบุรุษคนไทยยุคน้ำแข็งตอนปลาย อายุ 13,000 ปีครั้งแรก

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1697784583619687

นักโบราณคดี นำสื่อมวลชนลงสำรวจร่องรอยวัฒนธรรมถ้ำผีแมนโลงลงรักแห่งใหม่ อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน อายุ 2,000 ปี หลังตรวจดีเอ็นเอโครงกระดูกมนุษย์กว่า 100 ร่างที่พบมีความเป็นไปได้สูงเชื่อมโยงเครือญาติ พร้อมต่อจิ๊กซอว์ผู้หญิงจากถ้ำลอดอายุ 13,640 ปี

วันนี้ (30 ม.ค.2561 ) รศ.ดร.รัศมี ชูทรงเดช คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ใน อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอนภายใต้การสนับสนุน ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้ประสบความสำเร็จในการขึ้นรูปหน้าจำลองของผู้หญิงจากโครงกระดูกโบราณในช่วงเวลาสิ้นสุดยุคน้ำแข็ง Ice Age หรือสมัยไพลสโตซีน ซึ่งตรงกับปลายยุคน้ำแข็งของยุโรป และโครงกระดูกดังกล่าว ซึ่งเป็น 1 ใน 4 โครงกระดูกผู้หญิงที่เสียชีวิตช่วงอายุประมาณ 25-35 ปี และมีอายุเก่าแก่ถึง 13,640 ปี ที่ขุดพบจากแหล่งโบราณคดีเพิงผาถ้ำลอด อ.ปางมะผ้า ตั้งแต่ปี 2546 ถือเป็นการพบวัฒนธรรมเก่าแก่ที่สุดก่อนประวัติศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ความสำเร็จครั้งนี้การขึ้นรูปหน้าจำลองครั้งนี้ที่ทำร่วมกับ ดร.ซูซาน เฮยส์ จากมหาวิทยาลัยวอลลองกอง ประเทศออสเตรเลียที่ต้องที่ต้องเปรียบเทียบจากแฟ้มภาพ และเทียบคลังกะโหลกศีรษะของผู้หญิงในยุคเดียวกัน จำนวน 720 ตัวอย่างจาก 25 ประเทศทั่วโลก

 

 

นักโบราณคดี กล่าวว่าถือเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นระดับโลก เพราะการขึ้นรูปหน้า หรือการจำลองใบหน้าจากชิ้นกระดูกกะโหลกศีรษะ และใบหน้าบางส่วนนี้ นับเป็นครั้งแรกของไทยและของโลกที่จะได้เห็นใบหน้าของผู้หญิงในยุคปลายสุดของยุคน้ำแข็ง โดยการขึ้นรูปหน้าจำลองครั้งนี้ที่ทำร่วมกับ ดร.ซูซาน เฮยส์ จากมหาวิทยาลัยวอลลองกอง ประเทศออสเตรเลียที่ต้องที่ต้องเปรียบเทียบจากแฟ้มภาพ และเทียบคลังกะโหลกศีรษะของผู้หญิงในยุคเดียวกัน จำนวน 720 ตัวอย่างจาก 25 ประเทศทั่วโลก

 

 

ก่อนหน้านี้คณะนักวิจัยได้ประสานให้นายวัชระ ประยูรคำประติมากร ได้มีความพยายามในการทดลองปั้นใบหน้าเป็นสามมิติโดยใช้ข้อมูลจาก นางนัทธมน ภู่รีพัฒน์พงศ์ คงคาสุริยฉาย ซึ่งเป็นผู้ขุดค้นโครงกระดูกนี้ มาทำการวิเคราะห์และจำลองแบบขึ้นมาด้วยการอาศัยโปรแกรมคอมพิวเตอร์และหล่อเรซินเบื้องต้น และหากให้วิเคราะห์ว่าหน้าตาของผู้หญิงโบราณคนนี้เป็นโฮโม เซเปียนส์ เซเปียนส์ รูปใบหน้ามีโหนกแก้มสูงดวง ตา รูปร่างคล้ายผลอัลมอนด์ ผิวสีน้ำตาล ผมน่าจะสีดำออกน้ำตาล และหน้าตาเหมือนกับผู้หญิงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

พบวัฒนธรรมโลงไม้ลงรักอายุ 2,000 ปี

รศ.ดร.รัศมี กล่าวอีกว่า ล่าสุดยังสำรวจขุดค้นแหล่งโบราณคดีถ้ำผีแมนโลงลงรักแห่งใหม่ ซึ่งศึกษาพบมีโลงไม้ และโครงกระดูกมนุษย์จำนวนมาก อายุกว่า 2,000 ปี เป็นหลักฐานทางโบราณคดี และร่องรอยของคนโบราณบนพื้นที่สูงที่ไม่เคยพบมาก่อน เช่น โลงไม้ขนาดและรูปทรงต่างๆ กระดูกคนในโลงไม้ การฝังศพบนพื้นถ้ำ โลงไม้ที่มีการลงลวดลายผิวด้านนอกด้วยยางรัก ซึ่งวัฒนธรรมโลงไม้เป็นวัฒนธรรมใหม่ของคนไป่เย่วจากจีนตอนใต้ตั้งแต่มณฑลยูนนานถึงชายฝั่งทะเล และกลุ่มคนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในเบื้องต้นสันนิษฐานว่ามีเชื้อสายเดียวกับคนไท ดูจากการตกแต่งฟันที่ส่งไปตรวจสอบ

 

 

นางนัทธมน บอกว่า การค้นพบโลงไม้ในถ้ำแห่งนี้ ทีมวิจัยแบ่งจุดสำรวจออกเป็น 3 ห้องโดยเฉพาะห้องเอ 1 ที่มีขนาดเพียงโดย 8×9 เมตร พบโลงไม้ที่มีความสมบูรณ์ถึง 20 โลง และช่วง 1,900–1,600 ปีโดยเฉพาะพบว่ามีช่วงอายุ และช่วงเด็กหลากหลายช่วงวัย และวัยกลางคน ตอนนี้การค้นพบและนำชิ้นส่วนกระดูกออกมา เพื่อวิเคราะห์ต่อจิ๊กซอว์สิ่งที่กำลังทำคือการตรวจสอบดีเอ็นเอเพื่อหาความสัมพันธ์ทางเครือญาติและเชื้อสาย แต่มีแนวโน้มข่าวว่าโครงกระดูกที่พบในถ้ำผีแมนโลงลงรัก น่าจะมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติ

ที่มา : http://news.thaipbs.or.th/content/269779

ลิ้ง facebook : https://web.facebook.com/TubTawzMinaj/posts/1475481402580614

ร้านกาแฟหุ่นยนต์แห่งแรกในญี่ปุ่น

ร้านกาแฟที่ใช้หุ่นยนต์บาริสต้าแห่งแรกในญี่ปุ่นเปิดให้บริการแล้ว นับเป็นนวัตกรรมที่ช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานมนุษย์ของญี่ปุ่น ทั้งยังช่วยลดต้นทุนค่ากาแฟต่อแก้วให้มีราคาถูกลงด้วย

ร้านแห่งนี้ตั้งอยู่ในกรุงโตเกียว มีชื่อว่า “เฮ็นนะ คาเฟ่”(Henn-na Café) ซึ่งแปลว่า “คาเฟ่แปลก”เพราะมีการนำหุ่นยนต์มาทำหน้าที่บาริสต้า คอยชงกาแฟให้แก่ลูกค้า

การใช้บริการคาเฟ่แห่งนี้ทำได้ง่ายดาย โดยที่ลูกค้าเพียงกดเลือกเมนูเครื่องดื่มจากเครื่องขายอัตโนมัติที่อยู่ภายในร้าน จากนั้นเครื่องจะออกตั๋วที่มีคิวอาร์โค้ด เพื่อให้ลูกค้านำไปสั่งกาแฟกับหุ่นยนต์บาริสต้าที่มีชื่อว่า “ซอว์เยอร์” ซึ่งสามารถชงกาแฟได้ 5 แก้วในคราวเดียวกัน

ผู้จัดการร้านเฮ็นนะ คาเฟ่ ระบุว่า หุ่นยนต์บาริสต้าจะช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานมนุษย์ในญี่ปุ่นที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จนทำให้เกิดความกังวลเรื่องอนาคตของตลาดแรงงานภายในประเทศ ทั้งยังช่วยลดต้นทุนค่ากาแฟต่อแก้วลงด้วย โดยกาแฟที่ร้านแห่งนี้มีราคาอยู่ที่แก้วละ 320 เยน (ราว 93 บาท)

โรงแรมเฮ็นนะ ในกรุงโตเกียว นำหุ่นยนต์มาให้บริการแขกที่เข้าพักภาพREUTERSลิขสิทธิ์
คำบรรยายภาพโรงแรมเฮ็นนะ ในกรุงโตเกียว นำหุ่นยนต์มาให้บริการแขกที่เข้าพัก

ญี่ปุ่นถือเป็นหนึ่งในประเทศชั้นแนวหน้าด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์ โดยเมื่อวันที่ 25 ม.ค. ที่ผ่านมา มีการเปิดให้บริการโรงแรมเฮ็นนะ ในย่านชานกรุงโตเกียว ซึ่งนำหุ่นยนต์มาให้บริการแขกที่เข้าพัก ตั้งแต่ขั้นตอนการเช็คอินไปจนถึงเช็คเอาท์ หลังจากก่อนหน้านี้มีการเปิดให้บริการโรงแรมแบบเดียวกันในกรุงโตเกียวและจังหวัดนางาซากิ ซึ่งได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

หุ่นยนต์ร้านอาหารAFPลิขสิทธิ์ภาพ
คำบรรยายภาพร้านอาหารในอินเดียใช้หุ่นยนต์เป็นพนักงานเสิร์ฟ

ปัจจุบันธุรกิจหลายแห่งทั่วโลกเริ่มหันมาพึ่งพาเทคโนโลยีหุ่นยนต์แทนการใช้แรงงานมนุษย์เพิ่มขึ้น โดยเมื่อเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว ร้านอาหาร Robot Theme Restaurant ที่ขายอาหารจีนและไทยในเมืองเจนไน รัฐทมิฬนาฑู ของอินเดีย ก็มีการนำหุ่นยนต์มาทำหน้าที่เสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่มแทนการจ้างพนักงานที่เป็นมนุษย์เช่นกัน

https://web.facebook.com/nattapong.phakagasama/posts/783149465206824

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1697795736951905

เฟซบุ๊ก(facebook) ยกระดับปกป้องความเป็นส่วนตัว ให้ผู้ใช้ตั้งค่าสะดวก ง่ายดาย ปลอดภัยมากขึ้น

https://www.facebook.com/pongsathorn.maijan/posts/1732446633442121

ในภาพอาจจะมี หนึ่งคนขึ้นไป และ ข้อความ

เฟซบุ๊ก แพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีผู้ใช้กว่า 2 พันล้านคนทั่วโลก เปิดเผยหลักการความเป็นส่วนตัวครั้งแรก เพื่อความโปร่งใส และเตรียมตัวรับมือกับกฎหมายใหม่ปกป้องข้อมูลของสหภาพยุโรป โดยก่อนหน้านี้เฟซบุ๊กบอกว่า ไม่เคยเปิดเผยหลักการนี้มาก่อน ซึ่งเป็นกฎระเบียบว่าบริษัทจัดการกับข้อมูลของผู้ใช้อย่างไร

โดยผู้ใช้จะตั้งค่าความเป็นส่วนตัวได้ง่ายดายมากขึ้น ภายในหน้าเดียว และ สามารถเห็นว่า จะจัดการข้อมูลโฆษณาบนเฟซบุ๊กอย่างไร จะลบโพสต์เก่าๆ ได้อย่างไร หรือจะเกิดอะไรขึ้นกับข้อมูลของเราหลังจากลบทิ้งไปแล้ว ทั้งยังเตรียมจะปล่อยวิดีโอให้ความรู้แก่ผู้ใช้ในการจัดการข้อมูลของตัวเองด้วย

Erin Egan หัวหน้าฝ่ายความเป็นส่วนตัวเฟซบุ๊ก ได้ประกาศหลักการนี้ ก่อนที่กฎหมายปกป้องข้อมูลของ EU จะประกาศใช้ ในเดือนพฤษภาคม ภายใต้กฎหมายนี้ เฟซบุ๊กจะต้องรายงานหากผู้ใช้ถูกละเมิดข้อมูลภายใน 72 ชั่วโมง ทั้งยังสามารถให้ผู้ใช้นำข้อมูลของตัวเองออก และลบทิ้งได้

Egan ได้เขียนข้อความบนบล็อกส่วนตัวว่า “เราตระหนักดีว่าผู้คนใช้เฟซบุ๊กเพื่อเชื่อมต่อ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องการแชร์ทุกอย่างกับทุกคนรวมทั้งกับเราด้วย สิ่งสำคัญคือคุณมีทางเลือกเมื่อพูดถึงวิธีการใช้ข้อมูลของคุณ” ทั้งการเปิดเผยครั้งนี้จะช่วยให้ผู้ใช้รักษาข้อมูลของตัวเอง และเฟซบุ๊กจะปรับปรุงทดสอบการปกป้องข้อมูลที่เข้มงวดมากขึ้น

เฟซบุ๊กต้องเผชิญหน้ากับการตรวจสอบ และถูกกำกับดูแลโดย EU เกี่ยวกับการใช้ข้อมูลของผู้ใช้ และการติดตามกิจกรรมออนไลน์ ซึ่งการประกาศหลักการและฟีเจอร์ใหม่ของเฟซบุ๊กนี้ จะเริ่มแจ้งเตือน ‘privacy checkup’ ให้แก่ผู้ใช้ในวันนี้ เพื่อให้ได้ตรวจสอบความเป็นส่วนตัว เพื่อความสบายใจในการแชร์ข้อมูล

ก่อนหน้านี้ มาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก ก็ได้ประกาศว่า เฟซบุ๊กจะปรับเปลี่ยน News Feed ลดการแสดงข้อความจากธุรกิจและสื่อ และจะเน้นโพสต์จากครอบครัวและเพื่อนให้มากขึ้น โดยมีหลายฝ่ายคาดการณ์ว่า เฟซบุ๊กได้พยายามเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงแพลตฟอร์ม ทั้งเรื่องความเป็นส่วนตัว และการเน้นสร้างสัมพันธ์มากขึ้น เพื่อกลบ และลบล้างเรื่องอื้อฉาวต่างๆ ของเฟซบุ๊กในปี 2017

อ้างอิงจาก
https://www.theguardian.com/…/facebook-reveals-privacy-prin…
http://www.telegraph.co.uk/…/facebook-announces-transparen…/
https://www.facebook.com/thematterco/photos/a.1735876059961122.1073741831.1721313428084052/1987915288090530/?type=3&theater

https://thematter.co/

 

ตะลึงพรึงเพริด! วาฬเพชฌฆาตออกเสียงเลียนแบบมนุษย์ได้ ทั้งฮัลโหล..บ๊ายบาย

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1694704773927668

วิกี (ซ้าย) REUTERS

บีบีซีและการ์เดียนรายงานผลการศึกษาอันน่าทึ่งที่พบว่า วาฬเพชฌฆาตเพศเมียชื่อ วิกี เลียนแบบการออกเสียงตามมนุษย์ได้ เช่นคำว่า ฮัลโหล และบ๊ายบาย ถือเป็นกรณีแรกที่พบว่าวาฬทำได้เช่นนี้

วาฬวิกี อายุ 14 ปี อาศัยอยู่ที่สวนน้ำมารีนแลนด์ อคาเรียม เมืองอองติเบส์ ในฝรั่งเศส มันฝึกออกเสียงลอกเลียนครูฝึกของสวนน้ำได้ นอกจากฮัลโหล และบ๊ายบาย ยังมีคำว่า เอมี่ และ วัน ทู ทรี พร้อมส่งเสียงปู้ดป้าดด้วย

“กรณีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม นี่เป็นเรื่องที่หาได้ยากมาก แน่นอนว่ามนุษย์เก่งในเรื่องนี้ ส่วนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ทำได้ดีที่สุดคือสัตว์ทะเลที่เลี้ยงลูกด้วยนม” ดร.โจเซป คอลล์ แห่งมหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูวส์ ผู้ร่วมงานวิจัย กล่าวหลังจากผลงานนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the Royal Society B: Biological Sciences

วิกีเริ่มเข้าฝึกให้ทำเสียงตามวาฬอีกตัวก่อน ต่อมาเป็นการฝึกให้ทำตามเสียงลูกของมันเองชื่อโมอานา แล้วจึงต่อด้วยการฟังเสียงอีก 5 เสียงที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน เช่น เสียงเอี๊ยดของประตู เสียงปู้ดป้าด สุดท้ายจึงเป็นส่งเสียงตามเสียงมนุษย์ 6 คำ ได้แก่ ฮัลโหล เอมี่ อะฮ่า วันทู และ บ๊ายบาย

MARINELAND

ทีมงานพบว่าวิกีลอกเสียงตามได้เร็วมาก ไม่ว่าจะลอกเสียงวาฬด้วยกัน หรือเสียงมนุษย์ หลังจากมีการทดสอบไป 17 ครั้ง ซึ่งดร.คอลล์กล่าวว่า การศึกษานี้เป็นประโยชน์มากต่อการวิจัยพฤติกรรมวาฬเพชฌฆาต

ก่อนหน้านี้ มีสัตว์ชนิดอื่นๆ ที่ทำเสียงเลียนแบบมนุษย์ได้ เช่น โลมา ช้า นกแก้ว อุตังอุตัง และวาฬเบลูกา แต่กรณีของวาฬวิกีเป็นเรื่องที่น่าประทับใจมาก เพราะรูปร่างลักษณะรูปพรรณของวาฬเพชฌฆาตแตกต่างกับมนุษย์มาก แต่ก็ยังสร้างเสียงให้คล้ายสายพันธุ์ที่แตกต่างขนาดนี้

นักวิทย์อ้างเคยมีลูกผสมมนุษย์กับชิมแปนซีในห้องแล็บ แต่ผวา-รีบการุณยฆาต

ลิงโอลิเวอร์ / WIKIPEDIA

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1695684100496402

วันที่ 30 ม.ค. หลังจากนักวิทยาศาสตร์จีนประกาศความสำเร็จในการโคลนนิงลิง จนเกิดข้อถกเถียงว่าวันหนึ่งมนุษย์อาจถูกโคลนนิงนั้น เว็บไซต์เดอะซันรายงานคำให้สัมภาษณ์ของนายกอร์ดอน แกลลัพ นักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงด้านจิตวิทยาวิวัฒนาการ อ้างว่า นักวิทยาศาสตร์ในห้องแล็บวิจัยในรัฐฟลอริดาเคยสร้าง “ฮิวแมนซี” ลูกผสมมนุษย์และลิงชิมแปนซี  เมื่อ 100 ปีที่แล้ว แต่ถูกหมอการุณยฆาต ด้วยอาการตื่นตระหนก

ลิงโคลนนิงของจีน  AFP PHOTO / CHINESE ACADEMY OF SCIENCES

นายแกลลัพ ผู้พัฒนาการทดลองอันโด่งดังที่พิสูจน์ว่าไพรเมตหรือลิงไม่มีหาง สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมรับรู้เงาสะท้อนของตัวเอง มันจำเงาตัวเองในกระจกได้ กล่าวว่า นักวิทยาศาสตร์ผสมเทียมชิมแปนซีเพศเมียกับอสุจิมนุษย์ที่ได้จากผู้บริจาคที่ไม่เปิดเผยชื่อ ผลคือไม่เพียงทำให้เกิดการตั้งท้องแต่สามารถตั้งท้องครบกำหนดให้กำเนิดทารกลูกผสมมนุษย์และชิมแปนซี ที่ศูนย์วิจัยไพรเมตตั้งขึ้นในเมืองออเรนจ์ ปาร์ก ประเทศสหรัฐ ทศวรรษ 1920

ลิงโอลิเวอร์เคยถูกแอบอ้างเป็นลูกผสมคน ความจริงไม่ใช่ เป็นลิงธรรมดา

“แต่ไม่กี่วันต่อมาหรือสองสามสัปดาห์ ทีมนักวิทยาศาสตร์เริ่มคิดถึงประเด็นศีลธรรมและจริยธรรม ด้วยอาการตื่นตระหนกจึงการุณยฆาตทารก” แกลลัพกล่าว

นอกจากงานวิจัยดังกล่าง ยังมีโครงการผสมข้ามสายพันธุ์มนุษย์และชิมแปนซีที่โด่งดัง โดยนายอิลยา อิวานอฟ นักชีววิทยา ชาวรัสเซียทำโปรเจ็กต์นี้ในทศวรรษ 1920 เช่นกัน เพื่อสร้างซูเปอร์ทหารให้สหภาพโซเวียตแต่ล้มเหลว

ลิงปัจจุบันในศูนย์วิจัย / out sentences using symbols for words in an experiment in the 1970s IMAGE: CORBIS

ศัพท์ ฮิวแมนซี บัญญัติโดยแกลลัพ เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในทศวรรษ 1970 หลังการปรากฏตัวของโอลิเวอร์ ชิมแปนซีหัวล้านที่ใช้ขาหลังเดิน แต่จากการทดสอบโอลิเวอร์ในปี 2539 แสดงว่าโอลิเวอร์มี 48 โครโมโซม จึงไม่ใช่ลูกผสมมนุษย์กับชิมแปนซี

โอลิเวอร์

“การทดลองพิสูจน์ว่าโอลิเวอร์ไม่ใช่ฮิวแมนซี แม้ว่ามันคล้ายลูกผสมมนุษย์มากๆ ในแง่ของท่าที่ลำตัวตั้งขึ้น มีจมูกยื่นออกมา รวมถึงสิ่งอื่นๆ”แกลลัพกล่าว

แกลลัพ ซึ่งปัจจุบันสอนชีวจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัย ยูนิเวอร์ซิตี้ แอต อัลเบนี นครนิวยอร์ก ยืนยันว่ามนุษย์สามารถผสมข้ามพันธุ์กับสายพันธุ์ลิงไม่มีหางทั้งหมดได้ ไม่ใช่แค่ชิมแปนซี แต่รวมถึงกอริลลา อุรังอุตัง หลักฐานยืนยันได้แก่ฟอสซิล บรรพชีวินวิทยา ชีวเคมี รวมถึงดีเอ็นเอ

ซูเปอร์บลูมูนสีเลือด

ซูเปอร์บลูมูนสีเลือด

ในวันพรุ่งนี้ (31 ม.ค.) จะเกิดปรากฏการณ์จันทรุปราคา บลูมูน และซูเปอร์มูน ในเวลาเดียวกัน ซึ่งสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าในหลายประเทศทั่วโลก สำหรับประเทศไทยจะสามารถรับชมได้ทั่วทั้งประเทศตั้งแต่ช่วงหัวค่ำทางทิศตะวันออก

ไม่บ่อยครั้งที่ปรากฏการณ์ดวงจันทร์ทั้งสามจะเกิดขึ้นพร้อมกันแบบนี้ และนี่นับเป็นครั้งแรกในรอบ 152 ปี โดยครั้งล่าสุดที่เกิด จันทรุปราคา ซูเปอร์มูน และบลูมูน พร้อมกันต้องย้อนไปถึงวันที่ 31 มี.ค. 2409

จันทรุปราคานั้นเกิดขึ้นเมื่อดวงจันทร์เคลื่อนที่ผ่านเงาของโลก โดยในครั้งนี้มันจะเกิดขึ้นในช่วง “บลูมูน” ซึ่งคือช่วงที่มีดวงจันทร์เต็มดวง 2 ครั้งในเดือนเดียวกัน นอกจากนั้นแล้ว ในครั้งนี้ดวงจันทร์จะโคจรมาอยู่ในจุดที่ใกล้โลกที่สุด นั่นทำให้มันดูใหญ่และสว่างขึ้น หรือที่เรียกกันว่า “ซูเปอร์มูน”

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (นาซา) เรียกปรากฏการณ์ครั้งนี้ว่า “ซูเปอร์บลูมูนสีเลือด” (super blue blood moon) และอธิบายบนเว็บไซต์ว่า “ขณะที่ดวงจันทร์อยู่ภายใต้เงาของโลก มันจะมีสีออกเป็นสีแดง ที่เรียกกันว่า ‘พระจันทร์สีเลือด’

https://web.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1702751589788425&id=100001608023559

3D Bio printing : มิติใหม่แห่งวงการแพทย์

ในปี 2011 บริษัท Invetech บริษัทวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสัญชาติออสเตเลีย สามารถผลิตเครื่อง 3D Bioprinting หรือเครื่องพิมพ์ชีวภาพสามมิติเครื่องแรกของโลกให้กับบริษัท Organovo ได้สำเร็จ เครื่องพิมพ์ดังกล่าวสามารถพิมพ์เนื้อเยื่อมนุษย์ได้ด้วยการนำวัสดุหรือเซลล์ที่มีชีวิตมาเรียงซ้อนกันเพื่อสร้างเป็นรูปสามมิติ นับเป็นการเปิดโอกาสทางการแพทย์ในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อมนุษย์ รวมไปถึงการพัฒนาต่อยอดการพิมพ์อวัยวะมนุษย์เพื่อนำไปใช้ในการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ

หลังจากปี 2011 ความนิยมใน 3D Bioprinting ในวงการแพทย์มีมากขึ้นและได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในปี 2014 คณะวิจัยจากโรงพยาบาล Brigham and Women’s Hospital (BWH) ในรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา ทดลองสร้างหลอดเลือดเทียมขึ้นด้วยเครื่อง 3D Bioprinting นับเป็นครั้งแรกที่มีการสร้างแม่พิมพ์ของหลอดเลือดเทียมด้วยเส้นใยอะกาโรส(Agarose)หรือวุ้นที่มีน้ำตาลที่มีในธรรมชาติ ดร. Ali Khademhosseini หัวหน้าของคณะวิจัยโรงพยาบาล BWH อธิบายถึงการทดลองครั้งนี้ไว้ว่าเป็นการรวมเอาความก้าวหน้าของเทคโนโลยี 3D Bioprinting เข้ากับวัสดุทางธรรมชาติเพื่อผลิตอวัยวะมนุษย์

ในปี 2015 ไม่กี่เดือนถัดมาหลังจากการทดลองของคณะวิจัยโรงพยาบาล BWH ก็มีรายงานว่า บริษัทผู้ผลิตเครื่องสำอางค์สัญชาติฝรั่งเศสอย่าง L’oreal จับมือกับบริษัท Organovo พัฒนาเครื่อง 3D Bioprinting เพื่อพิมพ์ผิวหนังมนุษย์ขึ้น การพิมพ์ผิวหนังของบริษัท L’oreal ทำขึ้นเพื่อใช้ทดสอบผลิตภัณฑ์แทนการทดสอบกับคนหรือสัตว์อย่างที่เคยเป็นมา อีกทั้งเพื่อทดแทนวิธีการผลิตผิวหนังสำหรับการทดสอบแบบเดิม ที่ต้องผลิตจากการรับบริจาคผิวหนังจากผู้เข้ารับการศัลยกรรมพลาสติกมาปลูกบนเนื้อเยื่อ วิธีการดังกล่าวใช้เวลากว่าหนึ่งสัปดาห์ซึ่งช้าและไม่เพียงพอต่อความต้องการในการทดสอบผลิตภัณฑ์ นวัตกรรม 3D Bioprinting ทำให้ L’oreal ทดสอบผลิตภัณฑ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งเอื้อต่อการใช้ทางการทดลองรักษาทางการแพทย์ผิวหนังโดยเฉพาะเรื่องของการรักษาผิวหนังไหม้

นอกจาก 3D Bioprinting จะเอื้อประโยชน์ต่อการผลิตเนื้อเยื่อและอวัยวะมนุษย์แล้ว ยังเอื้อต่อการผลิตอวัยวะเทียมรูปแบบใหม่ให้แก่ผู้ที่สูญเสียอวัยวะ บริษัท Bespoke Innovation ในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ผลิตแขนเทียมด้วยการใช้นวัตกรรมดังกล่าว เช่นเดียวกับนักศึกษาจากสถาบัน Pratt Institute ในกรุงนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ชื่อ William Root ที่ผลิต Exo ขาเทียมน้ำหนักเบาที่มีรูปทรงและรูปร่างเตะตา เพื่อเปิดทางเลือกในการผลิตขาเทียมที่มีรูปลักษณ์สวยงาม ราคาย่อมเยาว์ และผลิตได้อย่างสะดวกขึ้น ซึ่งแตกต่างจากขาเทียมที่ผลิตใช้กันทั่วไปในปัจจุบัน

ด้วยศักยภาพของ 3D Printing ที่เปิดโอกาสให้วงการแพทย์พัฒนาทางเลือกในการรักษาได้มากขึ้นผ่านนวัตกรรม 3D Bioprinting ไม่ว่าจะเป็นการผลิตเนื้อเยื่อ การผลิตอวัยวะ หรือแม้แต่การผลิตอวัยวะเทียมให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม จึงไม่น่าแปลกใจแม้แต่น้อยที่ 3D Printing จะได้รับการกล่าวขานว่าเป็นนวัตกรรมที่สร้างความสั่นสะเทือนให้แก่โลกแห่งการผลิตในปัจจุบัน

Reference:
3-D bioprinting builds a better blood vessel 
Inside L’Oreal’s Plan to 3-D Print Human Skin
3-D Printed Prosthetics That Look Fit for a Sci-Fi Warrior
3-D printers may someday allow labs to create replacement human organs
เครื่องพิมพ์อวัยวะสามมิติ