คลังเก็บรายเดือน: พฤศจิกายน 2017

เจ๋ง!! FoldiMate หุ่นยนต์พับเสื้อผ้า ในเวลา 30 วินาที

สมาชิกใหม่ในครอบครัวที่จะมาช่วยคุณพับผ้า หลังจากซักเสร็จโดยไม่ต้องรอตากแม้แต่น้อย คาดเปิดตัวภายในปี 2017 ด้วยราคาประมาณ 28,000 บาท

บางทีคุณก็อาจจะเบื่อใช่มั้ยกับการที่ต้องพับผ้าเก็บเข้าไปในชั้น หรือเก็บเข้าไปในตู้ แถมยังต้องเสียเวลานานอีกกว่าจะพับได้แต่ละตัว แล้วกว่าจะพับเสร็จ แต่ต่อไปนี้ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป ถ้าคุณได้มาพบกับเจ้า FoldiMate หุ่นยนต์พับเก็บเสื้อผ้า ซึ่งมันถูกพัฒนาขึ้นที่ กรุงซานฟรานซิสโก ประเทศอเมริกา ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงการทดสอบก่อนที่จะมีกำหนดวางขายจริงในปี 2017 และคาดว่าราคาของมันจะอยู่ราวๆ 850 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 28,000 บาท

ถ้าคุณมีเจ้า FoldiMate แล้วหล่ะก็หลังจากคุณซักผ้าและน้ำผ้าออกมาจากเครื่อง คุณก็สามารถให้มันพับเก็บให้ได้เลย ไม่ต้องรอไปเอาตากให้แห้งให้เสียเวลาอีก ไหนวันฝนตกก็ไม่ต้องแห้งกันพอดี ข้างในเจ้า FoldiMate นั้นจะมีระบบที่สามารถทำให้ผ้าแห้งได้ทันที แถมยังมีระบบอบไอน้ำเพื่อให้ผ้าเรียบอีกด้วย เรียกว่าเพียงแค่ใส่ผ้าเข้าไปอย่างเดียวเท่านั้น ออกมาทั้งแห้งและเรียบแถมพับมาให้เรียบร้อยเลยหล่ะ

ต่อ 1 ตัวเจ้า FoldiMate นั้นจะใช้เวลาประมาณ 10 วินาทีเท่านั้นในการพับ และ 20-30 วินาทีในการทำให้แห้งและทำให้เรียบ ซึ่งมันขึ้นอยู่กับเนื้อผ้า และความหนาของผ้า ซึ่งรวมๆแล้วต่อ 1 ตัวก็ใช้เวลาประมาณ 30-40 วินาที แต่จริงๆแล้วมันก็ยังไม่รองรับเสื้อผ้าทุกขนาด ถ้าเสื้อผ้าขนาดเล็กไปหรือใหญ่ไปมันจะไม่สามารถพับได้ เช่น ถุงเท้า ชุดชั้นใน ผ้าเช็ดตัว อื่นๆ

และนี่คือคำพูกที่ทางบริษัทใช้ในการโฆษณาเจ้า FoldiMate นี้”FoldiMate is like having a friend that folds the laundry for you”(มีเจ้า FoldiMate อยู่ก็เหมือนมีเพื่อนที่จะมาช่วยพับผ้าให้คุณ) และคาดว่าเจ้า FoldiMate ในอนาคตมันอาจจะช่วยเราพับได้ทุกอย่างก็เป็นได้นะ เพราะนี่ก็เป็นครั้งแรกเหมือนกันที่เราได้เห็นหุ่นยนต์ช่วยพับผ้า ต้องยอมรับเลยว่าเทคโนโลยีสมัยนี้มันไปเร็วจริงๆ

3Doodler
ปากกาวาดรูป 3 มิติด้ามแรกของโลก

ปากกา 3 มิติ 3Doodler

เพียงหยิบปากกา 3Doodler ตวัดลงไปในอากาศ จินตนาการของคุณก็จะได้รับการปลดปล่อยเป็นอิสระ ไม่จำเป็นต้องถูกจำกัดให้อยู่แต่ในแผ่นกระดาษอีกต่อไป

คุณเคยวาดฝันมาก่อนไหมว่าเมื่อยกปากกาขึ้นมาจากกระดาษ ภาพวาดของคุณก็จะกลายเป็นวัตถุ 3 มิติจริงๆขึ้นมา บัดนี้สิ่งที่คุณฝันสามารถทำได้แล้วนะ

3Doodler ปากกาวาดรูป 3 มิติ

3Doodler คือปากกาวาดรูป 3 มิติด้ามแรกของโลกโดยอาศัยพลาสติก ABS แทนน้ำหมึกซึ่งเป็นวัสดุที่ใช้ในเครื่องพิมพ์ 3 มิติทั่วไป วิธีใช้ก็ไม่ยากเพียงจรดปากกา 3Doodler วาดลงไปบนอากาศหรือพื้นผิวต่างๆ นอกจากนี้ยังไม่ต้องง้อโปรแกรมหรือคอมพิวเตอร์ใดๆทั้งสิ้น แค่เสียบปลั๊กก็ลงมือสร้างงานศิลปะได้ทันที

3Doodler ปากกาวาดรูป 3 มิติ หมวกแฟชั่น

3Doodler ปากกาวาดรูป 3 มิติ กระเป๋าแฟชั่น

3Doodler ปากกาวาดรูป 3 มิติ แมงมุม

ขณะที่ใช้งานปากกา 3Doodler ก็จะปล่อยพลาสติกที่ได้รับความร้อนออกมา และเมื่อพลาสติก ABS ออกมาจากปากกาก็จะเย็นตัวลงอย่างรวดเร็วและแข็งตัวกลายเป็นโครงสร้างที่แข็งแรงทำให้คุณสามารถสร้างวัตถุเป็นรูปทรงต่างๆได้อย่างง่ายดาย

ปากกาวาดรูป 3 มิติ

3Doodler

หากคุณเป็นศิลปิน ชอบทำงานอดิเรก หรือผู้ที่คลั่งไคล้งานพิมพ์ 3 มิติ เราขอแนะนำ 3Doodler ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุดในการประดิษฐ์งานศิลปะชิ้นเอก ให้คุณได้มีโอกาสแสดงฝีมืออย่างไร้ขีดจำกัด ไม่ว่าจะเป็นรูปทรง 3 มิติทั่วไป เครื่องประดับ อุปกรณ์ตกแต่ง เครื่องใช้ส่วนตัว หรือแม้แต่แม่เหล็กติดตู้เย็น

3Doodler ปากกาวาดรูป 3 มิติ โดรน

3Doodler ปากกาวาดรูป 3 มิติ เครื่องประดับ

3Doodler จะใช้งานได้ดีบนพื้นผิวเกือบทุกประเภท ผู้ใช้จึงสามารถตกแต่งเครื่องใช้ส่วนตัว เช่นเคสโทรศัพท์มือถือหรือสิ่งของต่างๆด้วยปากกามหัศจรรย์ด้ามนี้ นอกจากนี้ 3Doodler ก็ยังมีประโยชน์สำหรับงานซ่อมแซมเล็กๆน้อยๆอีกด้วย

3Doodler ปากกาวาดรูป 3 มิติ ตึก

ปากกามีขนาด 180 มิลลิแมตร x 24 มิลลิเมตร และน้ำหนักน้อยกว่า 200 กรัม หรือประมาณลูกแอปเปิ้ลผลเดียวเท่านั้น ปากกาสามารถใช้ได้ทั้งไฟ 110 และ 240 โวลต์ จึงไม่ต้องใช้ตัวแปลงไฟใดๆ

ปากกาวาดรูป 3 มิติ 3Doodler

ผู้ผลิตแนะนำว่าปากกาเหมาะกับเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป เพราะปากกาจริงๆแล้วไม่ใช่ของเล่นเด็ก ส่วนใครที่กังวลว่าพลาสติกที่ปล่อยออกมาจะร้อนและเป็นอันตราย เรื่องนี้ก็หายห่วงได้เพราะทันทีที่พลาสติกถูกปล่อยออกมาจากปากกามันก็ปลอดภัยที่จะสัมผัส และอีกทั้งหัวปากกาก็ทำจากวัสดุที่ทนความร้อนได้ถึง 270 องศาเซลเซียสอีกด้วย

2017 ภัยไซเบอร์จะฉลาดมากขึ้น เกิดขึ้นเองได้และยากที่ค้นเจอมากขึ้น

มร. เดอริค แมนคี นักกลยุทธ์ด้านความปลอดภัยทั่วโลกแห่งฟอร์ติเน็ต เห็นว่า “นวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ อาทิ คลาวด์คอมพิวติ้งและไอโอทีจะส่งผลให้มีโอกาสการเกิดภัยคุกคามในบริเวณที่กว้างมากขึ้น นอกจากนี้ ทั่วโลกยังเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญและมีปัญหาเรื่องข้อบังคับด้านภัยไซเบอร์ จึงเกิดเป็นจุดเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของอุตสาหกรรม  ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อนั้นจะไม่ใช่เป็นเพียงแค่เรื่องส่วนตัว กลุ่มบุคคลทางการเมืองแต่จะก่อให้เกิดผลกระทบทางธุรกิจอีกด้วยในอนาคตจึงจำเป็นที่จะต้องเกิดความรับผิดชอบร่วมกันในหลายระดับ ตั้งแต่ผู้ขายอุปกรณ์ ภาครัฐบาลและภาคของผู้บริโภค หากยังไม่การดำเนินการใดๆ ที่ชัดเจนอย่างรวดเร็วจะเกิดความเสี่ยงและส่งผลกระทบต่อความก้าวหน้าของเศรษฐกิจดิจิตอลทั่วโลก”

000

ทั้งนี้ ทีมวิเคราะห์ฟอร์ติการ์ตแล็ปส์ของฟอร์ติเน็ตได้เผยเทรนด์ 6 ประการที่เป็นกลวิธีที่อาชญากรไซเบอร์จะใช้และเป็นแนวโน้มภัยที่จะเกิดขึ้นในปีคศ. 2017(โดยมีรายละเอียดที่ blog) และมีบทสรุปได้ ดังนี้:

  1. ภัยจะฉลาดมากขึ้น ภัยจะเป็นออโต้มเมทและเหมือนเป็นการกระทำโดยมนุษย์

ที่ผ่านมา มัลแวร์ส่วนใหญ่ยังไม่ฉลาด เนื่องจากจะถูกโปรแกรมให้ทำงานเพื่อวัตถุประสงค์จำนวนหนึ่งเท่านั้น แฮกเกอร์จะชี้เป้าให้มัลแวร์และจะกระทำการนั้นสำเร็จหรือไม่ก็ตาม โดยมี 2 วิธีคือ ส่งมัลแวร์ไปที่เหยื่อในจำนวนมากพอ หรือให้เวลามัลแวร์ในการจำลองตนเองขึ้นมาเพื่อแพร่พันธ์ในอุปกรณ์นั้นอีก

ปีหน้านี้ ภัยจะฉลาดมากขึ้น และมีความเก่งกาจสามารถจะทำงานเอง จะเป็นมัลแวร์ใหม่ที่เรียนรู้จากสถานการณ์ ซึ่งมันจะเข้าใจสิ่งแวดล้อมนั้นๆ และจะตัดสินใจว่าจะทำอะไรต่อไป เราจะเห็นภัยมัลแวร์ที่สร้างมาให้มีพฤติกรรมเหมือนเป็นมนุษย์ ซึ่งจะมีความสามารถในการดัดแปลง ระบุหาเหยื่อ หาวิธีที่จะคุกคาม เรียนรู้เองจากความสำเร็จที่ผ่านๆ มา เพื่อจะพัฒนาการคุกคามของตนเองให้ดีขึ้นรวมทั้งหาวิธีที่ให้รอดจากการโดนดักจับ

  1. ผู้ผลิตไอโอทีจะต้องรับผิดชอบด้านความปลอดภัยรั่วไหล

อุปกรณ์ไอโอทีปัจจุบันจะเป็นประเภท headless ซึ่งจะไม่สามารถเพิ่ม Security client หรืออัปเดทซอฟท์แวร์หรือเฟิร์มแวร์ของเขาได้  ในปัจจุบัน แฮกเกอร์มีเทคนิคการใช้ Default usernames คู่กับ passwords หรือใช้ Hardcoded backdoors และมีกลยุทธ์อีกมากในการคุกคามไอโอที ได้แก่ Coding errors, back doors, และช่องโหว่ต่างๆ ที่เกิดจาก Junk code ที่ใช้ในการเปิดใช้การสื่อสารและเชื่อมโยงของไอโอที

ดังนั้น เรื่องความปลอดภัยของไอโอทีจะเป็นเรื่องที่ใหญ่มากเกินกว่าหน่วยงานรัฐบาลจะเพิกเฉยได้ ถ้าผู้ผลิตไอโอทีไม่สามารถป้องกันอุปกรณ์ไอโอทีให้ดีขึ้น จะส่งผลแก่เศรษฐกิจดิจิตอลทั่วโลก ผู้บริโภคอาจลังเลในการซื้อสินค้าไอโอทีเนื่องจากกลัวด้านความปลอดภัย  เราจะเห็นการเรียกร้องจากผู้บริโภคผู้ขายและกลุ่มที่มีผลประโยชน์อื่นๆ ให้สร้างและบังคับใช้มาตรฐานความปลอดภัย เพื่อให้ผู้ผลิตอุปกรณ์รับผิดชอบต่อพฤติกรรมของอุปกรณ์ไอโอทีของพวกเขา

  1. การมีจำนวนอุปกรณ์ไอโอทีถึง 2 หมื่นล้านชิ้นนี้จะเปิดโอกาสให้ภัยเข้าสู่คลาวด์

จุดอ่อนของคลาวด์ไม่ได้อยู่ที่โครงสร้างของคลาวด์ แต่เป็นเรื่องจำนวนอุปกรณ์ที่เชื่อมโยงเข้ามาที่คลาวด์  เราอาจจะเห็นการโจมตีที่ออกแบบมาเพื่อใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์ปลายทางโจมตีและละเมิดผู้ให้บริการระบบคลาวด์มากขึ้นองค์กรจะนำโครงสร้างซีเคียวริตี้แฟบริคและกลยุทธ์ด้านการจัดส่วน (Segmentation) มาสร้าง จัดการและบังคับใช้นโยบายการรักษาความปลอดภัยที่จะใช้กับสิ่งแวดล้อมอุปกรณ์จริง สิ่งแวดล้อมเสมือนและระบบไพรเวทคลาวด์ที่เชื่อมโยงระหว่างไอโอทีไปคลาวด์ให้ทำงานอย่างราบรื่น

  1. จะเกิดภัยที่สมาร์ทซิตี้

ปีหน้านี้ จะเกิดความนิยมใช้ระบบอาคารอัตโนมัติ (Building automation) และการจัดการแบบอัตโนมัติมากมาย และหลายประเทศกำลังสร้างสมาร์ทซิตี้ จะมีการเชื่อมโยงโครงข่ายของสมาร์ทซิตี้มากมาย อาทิ บริการฉุกเฉิน การควบคุมสัญญาณไฟจราจร อุปกรณ์ไอโอที (อาทิ รถไร้คนขับ) ที่ช่วยทำการลงคะแนนเสียงโหวต การชำระบิล การส่งสินค้า เหล่านี้อาจตกเป็นเป้าหมายของแฮกเกอร์ได้มากขึ้น  ดังนั้น มีโอกาสสูงที่อาจเกิดการหยุดชะงักการทำงานของระบบขนาดใหญ่ซึ่งเป็นระบบที่หลอมรวมเข้าหากันและนี่จะเป็นปัญหาที่รุนแรงและมีความเสียหายที่มีมูลค่าสูงที่อาชญากรไซเบอร์ต้องการ

  1. แรนซัมแวร์จะเป็นเกทเวย์มัลแวร์

ในปี 2016 เราได้เห็นการเจริญเติบโตของบริการRansomware-as-a-service (RaaS) มาแล้ว ทำให้แรนซัมแวร์จะแพร่กระจายต่อไปในปีหน้า

  • ซึ่งคาดว่าจะเห็นการโจมตีที่เน้นเป้าหมายสำคัญระดับสูง เช่น ดารา บุคคลสำคัญทางการเมืองและองค์กรขนาดใหญ่
  • แรมซัมแวร์จะทำงานโดยอัตโนมัติมากขึ้น
  • แรนซัมแวร์จะช่วยให้แฮกเกอร์สามารถรีดไถเงินก้อนเล็กก้อนน้อยจากเหยื่อที่มีจำนวนมากไปพร้อมๆ กันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะกำหนดเป้าหมายไปที่อุปกรณ์ไอโอที เช่น การเรียกค่าไถ่ที่จะปลดล็อครถ ปลดล็อคสัญญาณเตือนไฟไหม้ที่บ้าน หรือปลดล็อคฮาร์ดไดรฟ์
  • แรนซัมแวร์จะยังคงมุ่งเป้าหมายไปที่อุตสาหกรรมและองค์กรให้บริการสาธารณสุขเนื่องจากข้อมูลของผู้ป่วยด้านการแพทย์มีค่ามาก และสามารถนำไปปลอมแปลงได้ นอกจากนี้ ธุรกิจที่รวบรวมข้อมูลมากๆ จะตกเป็นเหยื่อแรนซัมแวร์ อาทิ สำนักงานกฏหมาย หน่วยงานราชการ สถาบันการเงินเป็นต้น
  1. เทคโนโลยีจำเป็นต้องทดแทนความเชี่ยวชาญของมนุษย์ที่ขาดแคลนอยู่นี้

ปัญหาการขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญที่มีทักษะทางโลกไซเบอร์หมายความว่ามีหลายองค์กรหรือประเทศที่กำลังมองหาโอกาสที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในเศรษฐกิจดิจิตอลทั่วโลกนี้  จำเป็นต้องก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิตอลด้วยความเสี่ยง เนื่องจากพวกเขายังไม่เคยมีประสบการณ์ด้านภัยคุกคามหรือมีการฝึกอบรมที่จำเป็นในการพัฒนานโยบายการรักษาความปลอดภัย และป้องกันทรัพย์สินที่สำคัญที่รับ-ส่งกันอย่างอิสระระหว่างเครือข่ายหรือแม้กระทั่ง ศักยภาพขององค์กรตนในการระบุภัยและการตอบสนองต่อการโจมตีที่ซับซ้อนมากขึ้นในทุกวันนี้ได้

คาดว่า องค์กรที่รอบคอบจะมองหาบริการจากผู้เชี่ยวชาญที่มีปรสบการณ์ที่จะแนะนำวิธีการต่อสู้ภัย หรือให้ผู้ให้บริการแบบแมนเน็จด์ซีเคียวริตี้เป็นผู้จัดหาโซลูชั่นทั้งหมดให้  เขาอาจจะย้ายโครงข่ายทั้งหมดไปอยู่บนคลาวด์ แต่เขายังสามารถเพิ่มบริการด้านความปลอดภัยด้วยการคลิคเม้าส์อย่างสบายๆ เพียง 2-3 ครั้ง

สรุปการคาดการณ์และแนวโน้มภัยคุกคาม

ไอโอทีและระบบคลาวด์จะยังคงมีบทบาทอย่างมากในการคาดการณ์  แต่มีแนวโน้มบางประการที่เห็นได้ชัดเจน  ทั้งโลกธุรกิจและบุคคลกำลังใช้ดิจิตอลอย่างมากมายและรวดเร็ว ซึ่งเป็นการเพิ่มพื้นผิวและโอกาสในการโจมตี   นอกจากนี้ ทุกอย่างได้กลายเป็นเป้าหมายของภัยและทุกสิ่งก็สามารถกลายเป็นอาวุธไปได้  ภัยคุกคามจะชาญฉลาดมากขึ้นทำงานอย่างอิสระและยากที่จะตรวจสอบพบมากขึ้น  สุดท้ายภัยคุกคามรูปแบบเก่าจะกลับมาเกิดอีกและกลับจะใช้เทคโนโลยีใหม่ที่จะผลักดันประสิทธิภาพของกระบวนการตรวจสอบและการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ให้สูงขึ้นไปอีก

ที่มา : http://www.eworldmag.com/2017-

“กาแฟ” จะเป็นพลังขับเคลื่อน ‘รถบัสสองชั้น’ ในกรุงลอนดอน

เชื้อเพลิงสูตรใหม่จากกากกาแฟ น้ำมันดีเซล และเชื้อเพลิงชีวภาพนี้จะช่วยลดมลพิษจากไนโตรเจนออกไซด์

โดยเชื้อเพลิงที่ว่านี้จะมาจากกากกาแฟ ผสมกับน้ำมันดีเซลและเชื้อเพลิงชีวภาพ

น้ำมันรุ่นแรกที่ทางบริษัทจะผลิตให้การขนส่งของกรุงลอนดอนได้นั้นจะมีประมาณ 6,000 ลิตร ซึ่งจะสามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถโดยสาร Double Decker ในกรุงลอนดอนได้หนึ่งคันเป็นเวลาหนึ่งปี

โดยรวมแล้วรถโดยสารในกรุงลอนดอนต้องใช้น้ำมันดีเซลรวมถึง 240 ล้านลิตรต่อปี

โดยปกติแล้วคนอังกฤษมักมีความนิยมดื่มชา แต่รายงานระบุว่าชาวกรุงลอนดอนดื่มกาแฟโดยเฉลี่ยวันละ 2.3 แก้ว ทำให้มีกากกาแฟเหลือที่จะใช้ผลิตน้ำมันดีเซลผสมสูตรใหม่นี้ได้ถึงสองแสนตันต่อปี

และนอกจากการนำกากกาแฟมาผสมเป็นน้ำมันสำหรับรถโดยสารสองชั้นในกรุงลอนดอนแล้ว ตอนนี้การขนส่งของกรุงลอนดอนยังต้องการให้นำเศษสิ่งของใช้แล้วประเภทอื่นมาผสมกับน้ำมันดีเซลและเชื้อเพลิงชีวภาพด้วย อย่างเช่น น้ำมันปรุงอาหารที่ใช้แล้ว และไขมันสัตว์ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เชื้อเพลิงผสมแบบใหม่จากกากกาแฟซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่ช่วยเติมพลังและเป็นเสมือนเชื้อเพลิงให้กับผู้คนนับล้านคนทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเช้านั้น จะไม่เหลือคุณสมบัติที่สำคัญของกาแฟ คือ กลิ่น หลังการเผาไหม้เชื้อเพลิงประเภทนี้

ถึงแม้ว่าข่าวดีก็คือ เชื้อเพลิงผสมดังกล่าวจะช่วยลดก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ซึ่งมีส่วนช่วยสร้างมลภาวะ และทำให้ชาวกรุงลอนดอนต้องเสียชีวิตก่อนวัยอันควรถึงกว่า 9,000 คนก็ตาม

ที่มา https://www.voathai.com/a/london-bus-coffee-ct/4131241.html

ครั้งแรก! ใบไม้เทียมฝีมือมนุษย์ สังเคราะห์แสงแถมปล่อยออกซิเจนได้

26

ธรรมชาติใกล้ตัวล้วนเป็นต้นตอแรงบันดาลใจในการผลักดันให้มนุษย์ก้าวข้าม ‘ความเป็นไปไม่ได้’ ให้ ‘เป็นไปได้’ และนวัตกรรมความเป็นไปได้ที่ว่านี้ เกิดจากจุดเริ่มต้นของการสงสัย ตั้งคำถามในใจ กระบวนการทดลอง สู่ผลิตภัณฑ์ชั้นเยี่ยม เช่น เทปตีนตุ๊กแก (เวลโคร์เทป) มีต้นตอที่มาจาก เมล็ดพืชของต้น Burdock ที่ติดตามเสื้อปัดออกยาก แต่แทนที่ George de Mestral จะมองข้ามเขากลับนำข้อสงสัยที่ว่านี้ต่อยอดเป็นเทปตีนตุ๊กแก ผลิตภัณฑ์ที่ถูกนำไปใช้ทั่วโลก วันนี้ CreativeMOVE ได้พบอีกหนึ่งนวัตกรรมใหม่ที่มนุษย์ได้เลียนแบบธรรมชาติ สรรสร้างใบไม้สังเคราะห์ที่ทำหน้าที่เลียนแบบ ‘ใบไม้’ จริงได้อย่างไม่ผิดเพี้ยนเป็นครั้งแรกของโลก

‘Silk Leaf’ คือชื่อแผ่นใยสังเคราะห์ทางชีวภาพที่เกิดจากการสกัดสาร Chloroplasts จากเซลล์ของพืชจากนั้นนำไปผสมผสานกับโปรตีนจากไหมซึ่งเป็นโปรตีนที่มีความเสถียร ผลลัพธ์ที่ได้ทำให้เกิดวัสดุสังเคราะห์ทางชีวภาพตัวใหม่ที่ดูดซับน้ำและคาร์บอนไดออกไซด์ พร้อมปล่อยก๊าซออกซิเจน เฉกเช่นเดียวกับใบไม้จริง ผลงานวิจัยชิ้นนี้เป็นของ Julian Melchiorri นักศึกษาจาก RCA (Royal College of Art) โดยความร่วมมือกับ Tufts University ภายใต้หลักสูตร Innovation Design Engineering ช่วยเปิดหน้าใหม่ให้กับวงการอวกาศในการหาแหล่งออกซิเจนทดแทนสำหรับช่วยให้มนุษย์เดินทางในอวกาศได้นานมากขึ้น เพราะต้นไม้จริงไม่สามารถเติบโตได้ภายใต้สภาวะไร้น้ำหนัก

นอกจากนี้ Julian ยังมีแนวคิดในการนำวัสดุไปใช้กับสิ่งแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้น เพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้กับอากาศที่อยู่โดยรอบ เช่น โคมไฟภายในบ้าน แผ่นปิดผิวรอบอาคาร ฯลฯ แถมดูดซับกาซพิษอย่างคาร์บอนไดออกไซด์ไปด้วย ที่สำคัญ Silk Leaf มีน้ำหนักเบา ใช้พลังงานน้อย สามารถนำไปใช้งานได้ง่าย อีกหนึ่งแนวคิดที่มนุษย์นำธรรมชาติมาเป็นต้นตอแรงบันดาลใจในการสรรสร้างนวัตกรรมทางชีวภาพเพื่อโลกที่สะอาด บริสุทธิ์ หลังจากที่เราทำลายโลก (ในทางอ้อม) จากการบริโภคที่ขาดจิตสำนึกเรื่องสิ่งแวดล้อม

แหล่งข้อมูลที่มา : http://www.creativemove.com/design/silk-leaf/

 

 

 

 โรงยิมสมองเพื่อการบำบัดและฟื้นฟูผู้ป่วย (Brain Gym)

Brain Gym คือเทคโนโลยีที่ใช้ในการจำลองการทำงานของสมอง เพื่อช่วยบำบัดผู้ป่วยที่สมองเกิดการบกพร่องในการทำงาน ไม่ว่าจะด้วยอุบัติเหตุหรือโรคต่างๆ และความชรา เพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถพัฒนาและฟื้นฟูการทำงานของสมองได้ ผ่านการสร้างเกมหรือแอปพลิเคชันขึ้นมาเป็นเครื่องมือในการรักษา

โดยปัจจุบันในประเทศไทยก็มีบริการของ Cognitive Fitness Center ที่ตั้งอยู่ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งเป็นโปรเจกต์การฟื้นฟูสมองด้วยเทคโนโลยี ผ่านการทำงานร่วมกันระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ สวทช. และได้รับรางวัลเหรียญทองจากการประกวดในโครงการของเจนีวามาแล้ว

 

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบเครื่องมือพิเศษที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจดจำของสมอง ทดสอบแล้วได้ผลจริง! จำได้ดีขึ้นกว่าเดิมถึง 30%

aHR0cHM6Ly9zLmlzYW5vb2suY29tL2hpLzAvdWQvMjg3LzE0Mzg4NjUvOC5qcGc=

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบเครื่องมือพิเศษที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจดจำของสมอง ทดสอบแล้วได้ผลจริง! จำได้ดีขึ้นกว่าเดิมถึง 30%

สมอง ถือว่าเป็นอวัยวะที่มีความมหัศจรรย์มากที่สุดในร่างกายมนุษย์ และถือว่าเป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพทั้งในด้านการประมวลผล รวมถึงการเก็บข้อมูลสำหรับใช้งานในอนาคต ซึ่งล่าสุด ได้มีกลุ่มนักวิทยาศาสตร์สามารถค้นหาวิธีการที่ทำให้สมองจดจำได้มากขึ้น พร้อมกับทดสอบกับกลุ่มอาสาสมัครแล้วพบว่า ได้ผลจริงอีกด้วย

โดยทีมนักวิจัย นำโดย Dong Song จาก University of Southern California ได้ออกมาเผยแพร่บทความวิจัยดังกล่าวในงานประชุมด้านระบบประสาทเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ทีมของเขาประสบความสำเร็จในการใช้ฮาร์ดแวร์ที่สร้างโดยมนุษย์ในการปรับปรุงและพัฒนาประสิทธิภาพของสมอง โดยได้ทำการทดสอบกับอาสาสมัครจำนวน 20 คนที่อนุญาตให้นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้สามารถทดลองฟังก์ชันต่าง ๆ ในสมองของพวกเขาได้อย่างเต็มที่ ซึ่งผลการศึกษานี้ ถือว่า เป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่เลยทีเดียว

img_1510825484_1957884d0096

สำหรับการทดสอบในครั้งนี้ก็คือ กลุ่มอาสาสมัครจะได้รับการฝังขั้วไฟฟ้าขนาดจิ๋วลงไปในสมอง ซึ่งขั้วไฟฟ้านี้จะทำหน้าที่ช่วยบรรเทาภาวะของความสับสนของสมองนั่นเอง โดยขั้วไฟฟ้านี้ ใช่ว่าจะฝังตรงสมองส่วนใดก็ได้ แต่จะต้องมีการกำหนดพื้นที่ของสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำของแต่ละคนด้วยเช่นกัน เมื่อทำการฝังขั้วไฟฟ้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะถูกกระตุ้นด้วยกระแสไฟฟ้าแบบอ่อน ๆ เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการจดจำของสมองนั่นเอง

จากการทดสอบข้างต้น พบว่า ประสิทธิภาพในการจดจำของกลุ่มอาสาสมัครเหล่านี้ เพิ่มขึ้นมาประมาณ 30% จากค่าพื้นฐานของแต่ละคน แม้จะดูเป็นตัวเลขที่น้อยมากแต่ก็เป็นบทพิสูจน์ว่า เราสามารถสร้างเครื่องมือในการเพิ่มความจำของมนุษย์ได้ และสามารถนำไปต่อยอดในเชิงธุรกิจในอนาคตได้อีกด้วย

ก่อนหน้านั้น Elon Musk ได้เคยคาดการณ์ว่า ในอนาคตจะมีเทคโนโลยีที่สามารถพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ได้ ซึ่งเครื่องมือเหล่านี้จะเปลี่ยนให้มนุษย์มีความสามารถเหนือกว่าที่ธรรมชาติสร้างมา แต่ไม่ใช่เป็นเครื่องมือที่เปลี่ยนให้มนุษย์กลายเป็นเครื่องจักร และดูเหมือนว่า ผลการทดลองข้างต้นสอดคล้องกับสิ่งที่ Elon Musk ทำนายไว้อีกด้วย

ข้อมูล : www.techmoblog.com

ยอดมนุษย์ไอพ่น

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1621814567883356

1511484994217

คลิปนี้เผยแพร่มาจากต่างประเทศ โดยเป็นเทคโนโลยีรุ่นที่ที่น่าทึ่งและหวาดเสียว ผู้คิดค้นได้ริเริ่มสร้างสรรค์ยานภาหนะให้มนุษย์สามารถบินได้ไม่ต่างจากเครื่องบิน ซึ่งเครื่องยนต์ชิ้นนี้มีลักษณะปีกคล้ายกับเครื่องบินแต่จะสั้นกว่า โดยมีความเร็วที่สามารถเกือบจะเทียบเท่ากับเครื่องบินเลยทีเดียว แถมยังมีไอพ่นควันออกมาที่ส่วนท้ายของอุปกรณ์ชิ้นนี้อีกด้วย และนอกเหนือจากนี้ผู้ขับนั้นยังสามารถขับเคลื่อนไปในทิศทางตามใจชอบได้เลย ซึ่งเครื่องยนต์ชิ้นนี้ต้องเอาติดไว้ที่ด้านหลังของมนุษย์ คล้ายสะพายกระเป๋าเป้ มีตัวล็อคที่แน่นหนา และผู้ที่จะขับอุปกรณ์บินเครื่องนี้จะต้องใส่ชุดที่ครอบคลุมและต้องใส่หมวกที่มีหน้ากากที่มีออกซิเจน ความน่าตื่นเต้นอยู่ที่นุษย์ยอดไอพ่น เหาะแข่งกับฝูงบินไอพ่นนั่นเอง ต้องชื่นชมผู้คิดค้นที่สามารถสร้างเครื่องยนต์ชิ้นนี้ขึ้นมา ถือว่าเป็นการสร้างที่ยิ่งใหญ่ชิ้นหนึ่งของวงการอุตสาหกรรมการบินเลยทีเดียว
ที่มา: Youtube อภิมหาเครื่องจักรกล

https://www.siamrath.co.th/n/26412

สุดล้ำ!เครื่องบินรัสเซียเทคออฟในน้ำ

1511484234675

คลิปนี้เผยแพร่มาจากต่างประเทศเป็นวีดีโอที่ถ่ายจากประเทศรัสเซีย โดยรัสเซียได้พัฒนาให้เครื่องบินโดยสารสามารถที่จะบินขึ้นลงทางน้ำได้โดยที่เครื่องยนต์ของเครื่องบินไม่ได้รับผลกระทบใดๆทั้งสิน เป็นการก้าวล้ำในนวัตกรรมด้านการบินที่ทั่วโลกจับตามอง เพราะถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่ไม่มีใครจะคิดว่าเครื่องบินจะขับเคลื่อนลงน้ำได้ ซึ่งความเร็วในการวิ่งบนพื้นผิวน้ำเทียบเท่ากับการวิ่งบนพื้นดินเลยทีเดียว ในด้านความปลอดภัยถือว่าเป็นเครื่องบินลำที่มีความปลอดภัยมากในระดับหนึ่งเลยทีเดียว หากในกรณีที่เครื่องบินตกเครื่องบินอาจจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าเครื่องบินปกติที่ไม่สามารถขับเคลื่อนบนผิวน้ำได้ ความสุดยอดของเครื่องบินลำนี้อยู่ที่ ใช้ รันเวย์ ในทะเล เพื่อเทคออฟ เรียกได้ว่าไม่ต้องลงทุนสร้างสนามบินให้เสียงบประมาณ และคาดว่าในอนาคตรัสเซียน่าจะผลิตเครื่องบินที่ไฮเทคมากกว่านี้อย่างแน่นอน

ที่มา: Youtube toeyzaa80

ทีมนักวิจัยอียิปต์พัฒนาพลาสติกที่ทำมาจากเปลือกกุ้ง

31366db0dd8544a2be895f0969ed4e09_620

 

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยไนล์ในอียิปต์เดินหน้าพัฒนาพลาสติกจากเปลือกกุ้งเพื่อให้สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ

ขยะพลาสติกที่ย่อยสลายยากและเพิ่มปริมาณมากขึ้นทุกวัน นับเป็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเรื้อรังที่ทั่วโลกพยายามหาทางแก้ไข โดยเมื่อไม่นานนี้ทีมนักวิจัยจากอียิปต์ขยับเข้าใกล้การแก้ปัญหาดังกล่าวอีกขั้น จากความสำเร็จในการนำเปลือกกุ้งไปพัฒนาเป็นพลาสติกที่สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ

รอยเตอร์สรายงานว่า ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยไนล์ในอียิปต์ ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยนอตติ้งแฮมในอังกฤษ ริเริ่มโปรเจกต์ทดลองระยะเวลา 2 ปี ดังกล่าวขึ้นมา โดยหลังผ่านไปเพียง 6 เดือน ทีมงานสามารถพลาสติกตัวต้นแบบที่มีความใสและบางมากขึ้นมาได้ ด้วยการใช้สารไคโตซาน ซึ่งพบในเปลือกของสัตว์น้ำเปลือกแข็งเป็นส่วนประกอบหลัก

ไอรีน ซามี หัวหน้าทีมวิจัย เปิดเผยว่า ทีมงานไปกว้านซื้อเปลือกกุ้งเหลือทิ้งราคาถูกจำนวนมากจากร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต และชาวประมง จากนั้นนำไปผ่านกระบวนการทางเคมี เพื่อผลิตเป็นแผ่นพลาสติก

แม้ว่าขณะนี้พลาสติกที่ผลิตได้ด้วยการใช้เทคนิคดังกล่าวยังคงมีขนาดเล็ก และยังไม่สามารถนำไปใช้ในการผลิตเชิงพาณิชย์ได้ แต่ทีมงานกำลังพัฒนาเทคนิคการผลิต กระบวนการทางเคมี และคุณสมบัติของพลาสติก เพื่อให้สามารถนำไปใช้งานได้จริง

“ขณะนี้เรากำลังพัฒนาคุณสมบัติของพลาสติกต้นแบบ เช่น ความทนทานและความเสถียรต่อความร้อน ซึ่งในอนาคตหากมีการนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ พลาสติกชนิดนี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพด้านการส่งออกอาหารได้ เนื่องจากมีคุณสมบัติต่อต้านจุลินทรีย์และแบคทีเรีย”ซามี กล่าว โดยทีมงานคาดหวังว่าพลาสติกชนิดใหม่นี้จะสามารถนำไปใช้แทนถุงพลาสติกใส่สินค้าและใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ได้

นอกจากนี้ การนำเปลือกกุ้งมาผลิตพลาสติกยังช่วยลดปริมาณขยะจากเปลือกกุ้งได้ถึง 1,000 ตัน ซึ่งมาจากการที่อียิปต์นำเข้ากุ้งราว 3,500 ตัน ในขณะนี้ นับเป็นการนำขยะเหลือทิ้งมาใช้ให้เกิดประโยชน์และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ที่มาhttps://www.posttoday.com/world/news/483786