คลังเก็บรายเดือน: พฤศจิกายน 2017

พบทวีปที่สาบสูญกลางมหาสมุทรอินเดีย

นักวิทยาศาสตร์ในแอฟริกาใต้ค้นพบหลักฐานยืนยันการมีอยู่ของทวีปที่สาบสูญกลางมหาสมุทรอินเดีย

พบทวีปที่สาบสูญกลางมหาสมุทรอินเดีย

นิตยสารด้านวิทยาศาสตร์ “นิวไซแอนทิสต์” (New Scientist) รายงานว่า นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบหลักฐานยืนยันการมีอยู่ของทวีปที่สาบสูญ   ซึ่งเคยตั้งอยู่ระหว่างประเทศอินเดียและเกาะมาดากัสการ์เมื่อหลายล้านปีมาแล้ว ก่อนที่จะอันตรธานไป หลงเหลือเพียงเกาะเล็กเกาะน้อยกลางมหาสมุทรอินเดีย

ลิวอิส แอชวัล แห่ง มหาวิทยาลัย วิทวอเตอร์แรนด์ ในประเทศแอฟริกาใต้ และทีมงานระบุว่า เบาะแสที่บ่งชี้ว่าเคยมีทวีปที่สาบสูญในบริเวณนี้ก็คือพื้นที่บางส่วนของมหาสมุทรอินเดียมีสนามแรงโน้มถ่วง (Gravitational Fields) มากกว่าจุดอื่น บ่งชี้ว่าจุดนั้นน่าจะเป็นแผ่นเปลือกโลกที่หนาซึ่งคาดว่าอาจเป็นแผ่นเปลือกโลกของทวีปที่จมอยู่ใต้น้ำและกลายเป็นแผ่นเดียวกับผืนแผ่นดินใต้น้ำไป

จากการสำรวจพบว่า ประเทศมอริเชียส ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะแมสการีนกลางมหาสมุทรอินเดีย มีสนามแรงโน้มถ่วงที่ทรงพลัง ทำให้ แอชวัล เสนอว่ามอริเชียสอาจตั้งอยู่บนเปลือกโลกของทวีปที่สูญหายไปแล้ว

แม้ว่าสภาพทางภูมิศาสตร์ของมอริเชียสจะมีอายุเพียงแค่ 8 ล้านปี แต่ผลึกเพทายที่พบตามชายหาดของเกาะแห่งนี้มีอายุเกือบ 2,000 ล้านปี สันนิษฐานว่าภูเขาไฟที่ยังปะทุอยู่บนเกาะมอริเชียสได้พ่นผลึกเพทายเก่าแก่จากแผ่นเปลือกโลกของทวีปโบราณที่จมอยู่ภายใต้มหาสมุทร ไม่เพียงเท่านั้นจากการค้นพบล่าสุด แอชวัล ยังพบผลึกแร่อายุถึง 3,000 ล้านปี ทำให้ระบุอายุของทวีปที่สาบสูญได้ว่าน่าจะมากกว่า 3,000 ล้านปี และช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถสร้างแบบจำลองความเป็นมาและความเป็นไปของทวีปปริศนาที่พวกเขาตั้งชื่อว่ามอริเชีย (Mauritia)

เมื่อประมาณ 85 ล้านปีที่แล้ว มอริเชียเป็นทวีปขนาดเล็ก ขนาดประมาณ 1 ใน 4 ของเกาะมาดากัสการ์ และตั้งอยู่ระหว่างมาดากัสการ์กับอินเดีย โดยในเวลานั้นแผ่นดินทั้ง 3 แห่งตั้งอยู่ใกล้กันมาก แต่ในเวลาต่อมามาดากัสการ์กับอินเดียเริ่มเคลื่อนตัวออกห่างจากกัน ทำให้มอริเชียเริ่มยืดตัวและแตกเป็นเสี่ยงมาร์ติน แวน คราเนนดังค์ แห่ง ม.นิวเซาท์เวลส์ ในออสเตรเลียอธิบายว่า เมื่อมอริเชียยืดตัวจนบางลง แผ่นทวีปก็เริ่มจมลงสู่ก้นมหาสมุทรเหลือเพียงแผ่นดินบางส่วนที่ยังโผล่พ้นน้ำคือ เกาะคาร์กาดอส เกาะคาราจอส เกาะลักกาดีฟ และเกาะชากอส..

 

ที่มา :https://www.posttoday.com/world/news/479455

”พิสูจน์ DNA เส้นทางการระบาดหนอนตัวแบนนิวกินี”

ทส.ตั้งทีมเฉพาะกิจวิจัยเชิงลึก เส้นทางการระบาดหนอนตัวแบนนิวกินี พิสูจน์ DNA สกัดทุกแหล่ง ห่วงเข้าพื้นที่เขตป่าทำลายระบบนิเวศ หอยทากท้องถิ่นสูญพันธ์ุ กลุ่ม siamensis.org รายงานคาดเข้ามาไทยตั้งแต่ปี 53 ส่วนปีนี้ พบระบาดไปแล้ว 20 จังหวัด

วันนี้ (16 พ.ย.2560) นายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นประธานการประชุมปัญหาการระบาดหนอนตัวแบนนิวกินี หนอนเอเลียนสปีชีส์ 1 ใน 100 ชนิดพันธุ์ที่รุกรานรุนแรงที่สุดของโลก ร่วมกับตัวแทนจากกรมควบคุมโรค กรมวิชาการเกษตร สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย และ ดร.นณณ์ ผาณิตวงศ์ กลุ่มอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อม หรือกลุ่ม siamensis.org ซึ่งเป็นผู้เปิดเผยรายงานการค้นพบในไทย เมื่อวันที่ 6 พ.ย.2560

ดร.นณณ์ กล่าวว่า เบื้องต้นจากการสืบค้นข้อมูลคาดว่าหนอนตัวแบนนิวกินีน่าจะเข้ามาไทยตั้งแต่ปี 2553 โดยนายชยจิต ดีกระจ่าง ถ่ายภาพในเขตบางเขน กทม. ส่วนปี 2560 จุดเริ่มต้นจากพื้นที่ลำลูกกา จ.ปทุมธานี เมื่อปลายเดือน ต.ค.จนถึงวันที่ 14 พ.ย.ที่ผ่านมา ที่ได้จากการส่งข้อมูลจากสถานที่ต่างๆ มายังเฟซบุ๊กกลุ่ม siamensis.org ขณะนี้มีรายงานการระบาดมากกว่า 20 จังหวัดทั่วประเทศไทย ส่วนแหล่งที่มาและการนำเข้าไม่สามารถหาได้ เพราะอาจจะมาจากดิน กระถางต้นไม้ ดินที่เปื้อนรองเท้าเข้ามาแบบไม่ตั้งใจ ซึ่งภาพจากลักษณะภายนอกที่ให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบพบว่าเป็นหนอนตัวแบนนิวกินีจริง

 

ตรวจ “ดีเอ็นเอ”สายพันธ์ุหนอนเอเลียน

ดร.นณณ์ บอกว่า เนื่องจากหนอนตัวแบนนิวกินีใน 22 ประเทศและเขตการปกครอง  มาเลเซีย และ ไทยจัดให้เป็น 1 ใน 100 สัตว์ต่างถิ่นรุกรานที่เลวร้ายที่สุดของโลก  เพราะการระบาดทำให้หอยทากพันธ์ุพื้นเมืองสูญพันธ์ุ ตัวอย่างการรุกรานของหนอนตัวแบนนิวกินี ในประเทศญี่ปุ่น หอยท้องถิ่นบนเกาะโอกาวาระทั้งหมด 25 ชนิด 16 ชนิดสูญพันธุ์ภายใน 25 ปี

สิ่งที่ต้องดำเนินการต่อจากนี้คือการนำตัวอย่างหนอนตัวแบนนิวกินี ที่พบในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ตรวจสารพันธุกรรม หรือดีเอ็นเอ ว่าเป็นสายพันธุ์ที่ระบาดในแถบออสเตรเลียและนิวกินีหรือไม่ แต่เชื่อว่าจะเป็นชนิดเดียวกันเพราะหนอนชนิดนี้ไม่มีสายพันธุ์อื่น นอกจากนี้จะมีทีมวิจัยตรวจสอบการแพร่ระบาดทั้งในพื้นที่การเกษตร ชุมชน รวมทั้งพื้นที่ป่าไม้ ร่วมกับทีม สกว. การศึกษาว่าเป็นพาหะนำโรคเพื่อเฝ้าระวังและต้องมีมาตรการเชิงรุกไม่ให้แพร่กระจายเข้าไปพื้นที่ป่าอนุรักษ์และประเทศอื่นๆ ที่มีชายแดนติดกับไทย

ล้อมคอก พท.เสี่ยงป่าไม้ ดึงชาวบ้านแจ้งเบาะแส

ด้านนายวิจารย์ กล่าวว่า ขณะนี้ไม่อยากให้เกิดความตื่นตระหนกว่าเกี่ยวกับอันตรายทางสุขภาพจากโรคหนอนพยาธิ โดยจากนี้ทาง ทส.จะร่วมกับหลายหน่วยงานเร่งการศึกษาข้อมูลเชิงลึกถึงการแพร่ระบาด เพราะจะมีผลไปถึงการปรับบัญชีหนอนตัวแบนนิวกินี ซึ่งอยู่ในบัญชี 4 เป็นชนิดที่รุกรานที่ยังไม่เข้ามาในประเทศไทย โดยอาจจะถูกปรับไปอยู่ในบัญชี 1, 2 และ 3 ได้ในอนาคต แต่สิ่งที่ทำได้ทันทีคือขอให้ประชาชนช่วยแจ้งเบาะแสผ่านทางไลน์ที่ตั้งขึ้นมาเฉพาะกิจชื่อ หนอนตัวแบนนิวกินี โดยให้แอดไลน์ @qbw4880w

สิ่งที่น่าห่วงไม่ใช่การเป็นพาหะนำโรคสู่คน แต่ห่วงการระบาดในเขตป่า ขณะนี้สั่งการให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมป่าไม้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าสำรวจว่ามีหนอนตัวแบนนิวกินีในเขตป่าหรือไม่ เพราะระบบนิเวศมีความอ่อนไหว รวมทั้งจะร่วมกันทำคู่มือความรู้ความเข้าใจประชาชน ถึงแม้จะสัมผัสได้ แต่ไม่ควรสัมผัสโดยตรงและการทำลายอย่างถูกวิธี

สผ.ชงปรับบัญชีเอเลียนสปีชีส์ไทย 333 ชนิดจาก 273  

ด้านนางอัษฎาพร ไกรพานนท์ รองเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ สผ. กล่าวว่า ขณะนี้ สผ.ได้ปรับบัญชีรายชื่อชนิดพันธุ์ต่างถิ่นของประเทศไทยจากเดิม 273 ชนิด ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่  22 เม.ย.2552 ใหม่ โดยในปี 2560 ปรับปรุงกลุ่มทะเบียนชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่ควรป้องกัน ควบคุม กำจัดของประเทศไทยเพิ่มเติมเป็น 333 ชนิด และผ่านความเห็นชอบจาก คณะกรรมการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ กอช. ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน

สำหรับบัญชีใหม่ คาดว่าจะเสนอคณะรัฐมนตรี พิจารณาในสัปดาห์หน้า ประกอบด้วย บัญชีรายการที่ 1 ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานแล้วเพิ่มขึ้น 135 ชนิด จากเดิม 81 ชนิด บัญชีรายการที่ 2 ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่มีแนวโน้มรุกรานเพิ่มขึ้น 66 ชนิด จากเดิม 52 ชนิด บัญชีรายการที่ 3 ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่มีประวัติว่ารุกรานแล้วในประเทศอื่น แต่ยังไม่รุกรานในประเทศไทยลดลงเหลือ 44 ชนิด จากเดิม 49 ชนิด เพราะขยับขึ้นไปอยู่ในบัญชีรายการที่ 2 บัญชี รายการที่ 4 ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานที่ยังไม่เข้ามาในประ เทศไทยลดลงเหลือเพียง 88 ชนิด จากเดิม 91 ชนิด เพราะขยับขึ้นไปอยู่ในบัญชีรายการที่ 2 หรือมีข้อมูลทางวิชาการที่พิสูจน์ทราบว่าไม่ใช่ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น หรือเป็นชนิดพันธุ์ที่มีอยู่ในประเทศไทยดังเดิมแล้ว

ที่มา http://news.thaipbs.or.th/content/267756

ซอฟต์แวร์เสมือนจริง (VR) ช่วยประกอบพิธีศพในฮ่องกง

Visitors look at a paper casket at the Asia Funeral and Cemetery Expo & Conference in Hong Kong, May 18, 2017. Asia's aging population is projected to hit 923 million by midcentury, according to an Asian Development Bank, putting the region on track to be

Visitors look at a paper casket at the Asia Funeral and Cemetery Expo & Conference in Hong Kong, May 18, 2017. Asia’s aging population is projected to hit 923 million by midcentury, according to an Asian Development Bank, putting the region on track to be

บริษัท startup ในฮ่องกงชื่อ IVeneration.com เสนอซอฟต์แวร์เสมือนจริง เพื่อช่วยให้ชาวฮ่องกงประกอบพิธีศพให้กับผู้ใหญ่ในครอบครัว โดยแก้ปัญหาการขาดแคลนพื้นที่สำหรับประกอบพิธีฝังศพจริงได้

ตัวอย่างของการใช้ซอฟต์แวร์เสมือนจริงหรือ VR นี้ คือการสามารถสร้างศิลาหัวหลุมศพเสมือนจริงขึ้นได้ในสภาพแวดล้อมแบบเสริมความเป็นจริง หรือ AR ในทุกสถานที่

ซอฟต์แวร์ที่ว่านี้ดูจะได้รับความนิยมจากคนรุ่นหนุ่มสาวในฮ่องกง เพราะบนพื้นที่อันจำกัดบนฮ่องกงนั้น ผู้ที่จะหาพื้นที่เก็บอัฐิของบิดามารดาอาจต้องใช้เงินมากถึงหนึ่งแสนสามหมื่นดอลลาร์ หรือราวสี่ล้านสามแสนบาทไทย

ที่มา: https://www.voathai.com/a/funeral-vr/4129598.html

ที่มา:https://www.facebook.com/mild.efc/posts/1762033263888831

01

ฟาร์มแห่งอนาคต…ปลูกพืชในทะเลทรายโดยใช้เพียงน้ำทะเลกับแสงแดด

ฟาร์มที่น่าอัศจรรย์แห่งนี้ทำให้มะเขือเทศบานสะพรั่งอยู่ในทะเลทราย โดยไม่ได้ใช้อะไรนอกจากน้ำทะเลและแสงแดด ไม่ต้องใช้ดิน น้ำมันเชื้อเพลิง น้ำบาดาล หรือแม้แต่ยาฆ่าแมลงฟาร์ม Sundrop ปลูกพืชไร้ดินหรือไฮโดรพอนิกส์ในโรงเรือน ฟาร์มขนาด 20 เฮกตาร์ (125 ไร่) ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมา ตั้งอยู่ใกล้กับเมืองพอร์ตออกัสตา ประเทศออสเตรเลีย และมะเขือเทศที่เติบโตในทะเลทรายของพวกเขาถูกส่งไปขายในตลาดเรียบร้อยแล้ว

01

การปลูกพืชแบบเดิมไม่สามารถทำในพื้นที่ทะเลทรายได้ แต่นั่นไม่สำคัญสำหรับฟาร์มแห่งนี้ พวกเขาสูบน้ำทะเลผ่านทางท่อจากอ่าวสเปนเซอร์ที่อยู่ห่างออกไป 2 กม. และแยกเกลือออกจากน้ำโดยใช้พลังงานจากโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ที่ใช้กระจก 23,000 แผ่นสะท้อนแสงแดดไปยังหอรับแสงที่สูง 115 เมตร พลังงานความร้อนจะถูกนำไปใช้ต้มน้ำในบอยเลอร์ขนาดใหญ่เพื่อใช้ไอน้ำไปผลิตไฟฟ้า ในวันที่แดดจัด สามารถผลิตไฟฟ้าได้ถึง 39 เมกะวัตต์ ซึ่งเพียงพอสำหรับโรงงานผลิตน้ำจืดและโรงเรือนปลูกพืช

โรงเรือนได้รับการควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะกับการเจริญเติบโตของพืช ในฤดูร้อนกระดาษแข็ง (cardboard) ที่ชุ่มด้วยน้ำทะเลที่ใช้บุโรงเรือนจะช่วยให้อากาศภายในโรงเรือนเย็นลงและเสริมด้วยระบบไอเย็น (Evaporative Cooling) ส่วนฤดูหนาวจะมีการใช้เครื่องทำความร้อนที่ใช้พลังงานจากโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์

sundrop-farms-australia-3

ฟาร์มแห่งนี้ผลิตมะเขือเทศได้ 17,000 ตันต่อปี มะเขือเทศ 180,000 ต้นกำลังเจริญเติบโตในโรงเรือนและ Sundrop ยังมีเป้าหมายที่จะปลูกพืชชนิดอื่น เช่น ผลไม้และพริกไทย พืชในโรงเรือนจะปลูกในเปลือกมะพร้าว และใช้ “แมลงนักล่า” ในการควบคุมแมลงศัตรูพืช

ด้วยเงินลงทุน 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐทำให้ฟาร์มแห่งนี้แพงกว่าการสร้างฟาร์มโรงเรือนแบบเดิม แต่ Philipp Saumweber ซีอีโอของ Sundrop กล่าวว่าในระยาวต้นทุนจะต่ำกว่าเพราะไม่ต้องมีค่าน้ำมันเชื้อเพลิงเหมือนกับฟาร์มโรงเรือนแบบเดิม

sundrop-farms-australia-4

Sundrop กำลังวางแผนที่จะสร้างฟาร์มแบบนี้ในประเทศโปรตุเกสและสหรัฐอเมริกา รวมทั้งในออสเตรเลียอีกแห่งหนึ่งด้วย ในขณะนี้ยังมีบริษัทอื่นกำลังทดสอบฟาร์มโรงเรือนที่ใช้น้ำทะเลแบบนี้ในพื้นที่ทะเลทรายของประเทศโอมาน กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่ฟาร์มแบบนี้จะเป็นฟาร์มแห่งอนาคต

บริษัทอเมริกันทดลอง ‘จับโกหก’ ด้วยกล้องอ่านการเคลื่อนไหวของใบหน้า

In this combo of Monday Oct. 30, 2017, photos, Associated Press reporter Nick Jesdanun demonstrates Face ID, Apple's name for its facial-recognition technology, on an iPhone X in New York. (AP Photo/Mark Lennihan)

ขณะนี้เห็นได้ชัดว่าเกิดความตื่นตัวเรื่องเทคโนโลยีอ่านลักษณะกายภาพของหน้าบุคคล หลังจากที่บริษัท Apple เปิดตัว iPhone X ที่ปลดล็อคเครื่องเพื่อการใช้งานด้วยเทคโนโลยีดังกล่าว

การใช้กล้อง scan ใบหน้าบุคคลและนำข้อมูลมาวิเคราะห์ ยังถูกใช้เพื่อจุดประสงค์อื่นด้วย

ผู้พัฒนาเทคโนโลยีแห่งบริษัท SilverLogic Labs ที่เมืองซีแอตเติลในรัฐวอชิงตันของสหรัฐฯ ทดลองนำความล้ำสมัยของการอ่านใบหน้าด้วยกล้องมาใช้จับโกหก

ผู้เชี่ยวชาญหวังว่าวิธีใหม่นี้อาจนำมาใช้เป็นแนวทางเสริมเครื่องจับโกหกแบบเดิม ที่วัดการเต้นของชีพจร การขับเหงื่อ และจังหวะการหายใจ ระหว่างการตอบคำถามของผู้ถูกทดสอบ

นวัตกรรมใหม่ผ่านการ scan ใบหน้านี้จะสามารถอ่านการแสดงสีหนาและพฤติกรรมการพูดได้

เจ้าหน้าที่ของบริษัท SilverLogic Labs เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ศึกษาการแสดงสีหน้า และเชื่อมโยงสีหน้าแบบต่างๆ กับอารมณ์ เช่น โกรธ มีความสุข และกลัว

กล้องที่ใช้อ่านใบหน้าเพื่อจับโหก จะเก็บรายละเอียดของการแสดงสีหน้า และประเมินว่าผู้ตอบคำถามให้คำตอบด้วยความสัตย์จริงหรือไม่

ซีอีโอของบริษัท SilverLogic Labs นาย Jeramiah Hamon กล่าวว่า การใช้เทคโนโลยีนี้มาช่วยจับโกหก ช่วยลดปัญหาที่ผู้ตอบคำถามอาจตกเป็นเหยื่อของทัศนคติด้านลบเรื่องเชื้อชาติสีผิว

ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า เทคโนโลยีนี้สามารถใช้ในงานตรวจคนเข้าเมืองได้ด้วย โดยเริ่มมีการศึกษาความเป็นไปได้เรื่องนี้ในประเทศสหรัฐฯ และแคนาดา

(รัตพล อ่อนสนิท เรียบเรียงจากรายงานของ Bryan Lynn)

เตรียมขายรถยนต์บินได้คันแรกในปี 2562

          นอกจากจะฮือฮากับนวัตกรรมยานยนต์สุดล้ำแล้ว แต่ยังทำให้ฝันของใครหลายคนเป็นจริง หลังจากที่เคยเห็นในภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ ไซไฟ ที่มียานพาหนะทันสมัยเหาะเหินไปไหนมาไหนโดยไม่ต้องพึ่งพาถนนเบื้องล่าง ล่าสุด บริษัทวอลโว ผู้ผลิตรถยนต์ชื่อดังระดับโลกได้เข้าซื้อบริษัทเทอร์ราฟูเกีย (Terrafugia) ผู้พัฒนารถยนต์บินได้ในสหรัฐอเมริกา ทำให้วอลโวกลายเป็นผู้ครอบครองรถบินได้รุ่น Terrafugia TF-X ไปเป็นที่เรียบร้อย และวางแผนเตรียมตัวเปิดจำหน่ายรถบินได้คันแรกในปี พ.ศ.2562

1

    https://web.facebook.com/chanlisara.singhaseree/posts/1623395464389913?pnref=story

          สำหรับรถยนต์ Terrafugia TF-X ถูกออกแบบให้ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฮบริดที่อาศัยมอเตอร์ไฟฟ้าช่วยระหว่างทะยานเครื่องขึ้นบนอากาศ โดยมีใบพัดแบบเฮลิคอปเตอร์ข้างละ 300 แรงม้า อยู่ ที่ปลายปีกทั้ง 2 ด้านข้าง รถบินได้ระยะทางถึง 644 กิโลเมตร มีเพดานดินอยู่ที่ 3,048 เมตร ซึ่งความโฉบเฉี่ยวเร้าใจทั้งรูปลักษณ์และความสามารถในการเดินทางบนอากาศ นักพัฒนารถยนต์ดังกล่าวเผยว่า รถรุ่นนี้จะเป็นวิธีแก้ปัญหาการเคลื่อนที่ไปมาได้ดีเยี่ยม

ไม่เพียงแต่ผู้สร้างสรรค์รถยนต์บินได้เท่านั้นที่ตื่นเต้นอย่างมาก แต่เชื่อว่าคนทั่วไปคงเฝ้ารอที่จะได้ยลโฉมรถยนต์แห่งอนาคต ซึ่งขณะนี้รถกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาเพิ่มเติมและทดสอบประสิทธิภาพให้สมบูรณ์พร้อมก่อนที่จะออกจำหน่ายในปี 2562.

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1133247

IMG_20171125_202942

เส้นใยแม่เหล็กฝังเสื้อเก็บข้อมูลได้ในราคาประหยัด

มหาวิทยาลัยวอชิงตันพัฒนาเส้นใยแม่เหล็กฝังเสื้อ เก็บข้อมูลได้ในราคาประหยัด
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันพัฒนาเส้นใยที่สามารถบิวท์อินความสามารถด้านแม่เหล็กลงไปในตัวเพื่อให้สามารถเก็บข้อมูล เช่น รหัสต่าง ๆหรือข้อมูลด้านความปลอดภัยได้แล้วเป็นผลสำเร็จซึ่งทำให้ผู้ที่สวมเสื้อผ้าดังกล่าวสารถสแกนไอดีจากเสื้อผ้าโดยไม่ต้องพกพาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อยืนยันตัวบุคคลอีกต่อไป
ในแง่หนึ่งก็ต้องถือว่าเป็นการพัฒนาที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนในอุปกรณ์ยืนยันตัวตนแบบอิเล็กทรอนิกส์ให้กับองค์กรต่าง ๆได้เป็นอย่างดีโดยเส้นใยชนิดใหม่นี้เมื่อนำมาผลิตเป็นเสื้อผ้ายังทนทานต่อความร้อนโดยสามารถซักและรีดด้วยความร้อนสูงได้ด้วยจึงคาดว่าเส้นใยนี้จะกลายเป็นสื่อตัวใหม่ที่มีราคาถูกสำหรับใช้ในการจัดเก็บข้อมูล โยงานง่ายๆที่เส้นใยเหล่านี้สามารถทำได้อาจเป็นการช่วยปลดล็อกประตู จากเดิมที่ต้องใช้คีย์การ์ดหรือมอนิเตอร์ว่าเสื้อผ้าชิ้นนี้ไปอยู่ตรงไหนของโรงงานแล้ว เป็นต้น ซึ่งคาดว่าจะมีการวิจัยและพัฒนาความสามารถของมันให้ก้าวหน้ามากขึ้นด้วย เช่น การนำไปเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนโดยที่ไม่ต้องมีการสัมผัสก็สามารถเชื่อต่อได้ ส่วนการเย็บนั้น รายงานข่าวเผยว่าสามารถใช้จักรเย็บผ้าธรรมดาได้ ไม่ต้องเป็นจักรพิเศษแต่อย่างใด
ส่วนจุดอ่อนของเส้นใยดังกล่าวในขณะนี้ก็คือมันจะสูญเสียความสามารถด้านการจดจำข้อมูลไปประมาณ 30 เปอร์เซ็นภายใน 1 สัปดาห์แต่ทางผู้พัฒนาเผยว่า สามารถนำมาตั้งโปรแกรมและตั้งค่าได้ใหม่ รวมถึงกำลังพัฒนาให้การบันทึกข้อพมูลลงบนเส้นใยมีความทนทานมากขึ้นด้วย อีกจุดหนึ่งที่น่ากังวลคือเรื่องความปลอดภัยซึ่งองค์กรต่าง ๆ อาจต้องมีมาตรการในการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้งาน เพราะหากเสื้อผ้าถูกขดมยก็อาจทำให้ความลับของส่วนงานนั้น ๆรั่วไหลได้นั่นเอง อย่างไรก็ดี ทางผู้พัฒนาเผยว่างานวิจัยชิ้นนี้ยังอยู่ในจุดที่ “ห่างไกล”สำหรับนำมาใช้งานในเชิงพาณิชย์โดยต้องพัฒนาในอีกหลายจุดจึงจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของภาคธุรกิจได้

นักวิจัยชี้ “Super Sugar” ใน “ตุ่นไร้ขน” ช่วยให้อายุยืนและปลอดมะเร็ง

 

1511710408815

นักวิทยาศาสตร์พยายามค้นหาแนวทางให้มนุษย์มีอายุยืนและห่างไกลโรค ล่าสุด ทีมวิจัยในกรุงลอนดอนได้ค้นพบเซลล์ชนิดพิเศษใน “ตุ่นไร้ขน” ที่ทำให้สัตว์ชนิดนี้มีอายุยืน และปลอดโรคมะเร็งตลอดชีวิตของมัน ซึ่งอาจเป็นการพลิกโฉมวงการแพทย์เพื่อการป้องกันโรคมะเร็งในมนุษย์ได้ในอนาคต

ที่มา : https://www.voathai.com/a/4121835.html

สุนัขสามารถเข้าใจคำพูดและน้ำเสียงของคนได้

0ef5b8a771aa1f1fbe9aac0ac597bb5a

นักวิจัยพบว่า สุนัขมีความสามารถในการแยกแยะคำศัพท์และน้ำเสียงของมนุษย์ได้จริง โดยใช้สมองส่วนเดียวกับที่มนุษย์ใช้

งานวิจัยจากวารสารวิชาการ Science โดย Attila Andics และทีมงานเผยว่า ความสามารถในการเรียนรู้คำศัพท์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในมนุษย์เท่านั้น โดยมนุษย์มีความสามารถนี้มาจากการใช้ภาษาในการสื่อสาร แต่ความสามารถในการเรียนรู้คำศัพท์นี้มีมาตั้งแต่ยุคโบราณแล้ว ซึ่งทำให้สิ่งมีชีวิตสามารถนำไปเชื่อมโยงระหว่างเสียงกับความหมายได้

คำเป็นพื้นฐานของภาษาของมนุษย์ แต่เราไม่ค่อยจะพบว่าสัตว์ชนิดอื่นใช้เสียงในการสื่อสาร นอกจากนี้ ระดับเสียงสูงต่ำยังเป็นอีกวิธีที่มนุษย์ใช้ในการสื่อคำพูดเช่นกัน เช่น คำพูดชื่นชมมักจะมีระดับเสียงที่สูงกว่าและมีการขึ้นลงมากกว่า กล่าวคือ มนุษย์ใช้ทั้งคำศัพท์และระดับเสียงในการสื่อสาร

ล่าสุด Andics และทีมวิจัยได้ศึกษาว่า สุนัขนั้นมีกลไกเดียวกันกับที่มนุษย์มีหรือไม่ โดยได้ทำการทดลองให้สุนัขฟังเสียงของผู้ฝึก โดยผู้ฝึกจะออกเสียงคำศัพท์โดยใช้ระดับเสียงที่แตกต่างกัน ทั้งพูดให้เป็นคำชมและพูดแบบปกติ ทั้งนี้ คำศัพท์และระดับเสียงจะจับคู่ในแบบที่แตกต่างกันไป ได้แก่ พูดคำชมในระดับเสียงชม พูดคำชมในระดับเสียงปกติ พูดคำปกติในระดับเสียงชม และพูดคำปกติในระดับเสียงปกติ

นักวิจัยได้ใช้เครื่องสแกนสมอง fMRI เพื่อดูว่าสมองส่วนใดของสุนัขที่ได้รับการกระตุ้นบ้าง ผลที่ออกมาเผยว่า ไม่ว่าระดับเสียงจะเป็นเช่นไร สุนัขจะประมวลคำศัพท์ และรู้จักคำศัพท์ได้ว่าเป็นคำที่โดดเด่น และยิ่งกว่านั้น กิจกรรมในสมองยังมีความคล้ายเคียงกับมนุษย์อีกด้วย นั่นคือ ใช้สมองซีกซ้ายในการทำงาน

นอกจากนี้ นักวิจัยยังพบด้วยว่า สุนัขรู้จักประมวลผลระดับเสียงที่มากับคำศัพท์ โดยใช้สมองซีกขวาส่วนที่เกี่ยวข้องกับการได้ยิน เช่นเดียวกับในมนุษย์ โดยรวมแล้ว นักวิจัยพบว่า สุนัขใช้ทั้งความหมายของคำและระดับเสียงเพื่อประมวลผลว่าการออกเสียงคำๆนั้นถือว่าเป็นรางวัลหรือไม่ ซึ่งก็หมายความว่า สุนัขน่าจะเข้าใจทั้งคำและระดับเสียงของมนุษย์

นักวิจัยยังชี้ด้วยว่า ตามทฤษฎีวิวัฒนาการแล้ว สุนัขที่ถูกเลือกให้อยู่รอดน่าจะเป็นสุนัขที่ถูกเลี้ยงมา และก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดโครงสร้างสมองที่เกี่ยวกับการประมวลผลภาษาในสุนัข แต่วิวัฒนาการยังไม่เร็วขนาดนั้น

ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่มีความสามารถในการคิดค้นคำศัพท์

อ้างอิง: American Association for the Advancement of Science. (2016, August 29). Dogs understand both vocabulary and intonation of human speech. ScienceDaily. Retrieved August 31, 2016 from www.sciencedaily.com/releases/2016/08/160829192701.htm งานวิจัย: A. Andics, A. Gábor, M. Gácsi, T. Faragó, D. Szabó, Á. Miklósi. Neural mechanisms for lexical processing in dogs. Science, 2016;

Capture.xdPNG

เทคโนโลยี AI กับ แว่นตาอัจฉริยะ เพื่อผู้พิการทางสายตา

FB team ที่ได้ออกมาเผยถึงแนวคิดการพัฒนาเทคโนโลยีที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็น แว่นตา VR หรือการพิมพ์ตัวอักษรจากสมองและจิตใจของมนุษย์ ซึ่งไวกว่าการใช้สมาร์ทโฟนถึงห้าเท่า ส่วนจินตนาการจะสำคัญกว่าความรู้จริงมั้ย คงต้องรอติดตามกันต่อไป

สำหรับวันนี้.. ทีมงานมีอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่พัฒนาจนสำเร็จแล้ว มาเล่าสู่เพื่อนๆ แฟนเพจฟังกัน นั่นก็คือ “เทคโนโลยี AI กับ แว่นตาอัจฉริยะ เพื่อผู้พิการทางสายตา”

    AI มาจากคำว่า Artificial Intelligence แปลเป็นภาษาไทยว่า ปัญญาประดิษฐ์

คือ สติปัญญาของเครื่องจักรหรือคอมพิวเตอร์ อาจกล่าวได้ว่า เป็นตัวแทนของมนุษย์ที่มีความชาญฉลาดสามารถทำงานหรือใช้เหตุผลในการแก้ไขปัญหาได้ดีกว่ามนุษย์ เกิดจากความพยายามของนักวิจัยในการศึกษาพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมที่จะสร้างเครื่องจักรที่มีความคิด โดยมีโจทย์ว่าจะทำอย่างไรถึงจะสร้างเชาว์ปัญญาให้คอมพิวเตอร์ได้ นอกจากนั้นยังต้องสามารถแสดงเหตุผล การเรียนรู้การวางแผนหรือความสามารถอื่น ๆ ได้ด้วย