คลังเก็บรายเดือน: พฤศจิกายน 2017

อุปกรณ์ใหม่ผลิตทั้งไฟฟ้าและเชื้อเพลิงไฮโดรเจนแบบทูอินวันด้วยแสงอาทิตย์

นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส หรือ UCLA ได้ออกแบบอุปกรณ์ที่สามารถใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการผลิตและเก็บไฟฟ้าสำหรับใช้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ขณะเดียวกันยังสามารถผลิตไฮโดรเจนที่เป็นเชื้อเพลิงสะอาดสำหรับรถยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและราคาไม่แพง ทำให้อนาคตของรถยนต์พลังไฮโดรเจนใกล้เป็นจริงมากยิ่งขึ้นปัจจุบันรถที่ใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนเติบโตอย่างเชื่องช้า ทั้งๆที่มันเป็นเชื้อเพลิงสะอาดและมีแหล่งวัตถุดิบ (น้ำ) มากมายมหาศาล ทั้งนี้เป็นเพราะยังไม่มีกระบวนการผลิตและการเก็บไฮโดรเจนที่มีประสิทธิภาพและมีราคาถูก เชื้อเพลิงไฮโดรเจนในปัจจุบันส่วนใหญ่ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิลซึ่งทำให้มีราคาแพงและยังปล่อยมลพิษสู่บรรยากาศมากอุปกรณ์ใหม่ของนักวิจัยที่ UCLA เป็นการนำเอาตัวเก็บประจุยิ่งยวด (Supercapacitors) มารวมกับเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน และทำงานโดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ โดยทั่วไปอุปกรณ์พวกนี้จะมีขั้วไฟฟ้า 2 ขั้วคือขั้วบวกและขั้วลบ แต่อุปกรณ์ใหม่นี้ขั้วไฟฟ้า 3 ขั้ว ขั้วที่สามจะเป็นตัวเก็บพลังงานไฟฟ้า หรือใช้มันเป็นตัวแยกน้ำให้เป็นก๊าซไฮโดรเจนและออกซิเจนตามกระบวนการอิเล็กโทรลิซิส (Electrolysis)

เพื่อทำให้ขั้วไฟฟ้ามีประสิทธิภาพสูงที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ทีมวิจัยได้เพิ่มพื้นที่ผิวของขั้วไฟฟ้าที่สัมผัสกับน้ำให้มากที่สุดโดยทำไปถึงระดับนาโน ซึ่งทำให้เพิ่มจำนวนไฮโดรเจนที่ผลิตได้และเพิ่มความสามารถในการเก็บไฟฟ้าของตัวเก็บประจุยิ่งยวดอีกด้วย

“ผู้คนต้องการเชื้อเพลิงไปขับเคลื่อนยานพาหนะและต้องการไฟฟ้าไปใช้กับอุปกรณ์ต่างๆ” Richard Kaner นักวิจัยอาวุโสกล่าว “ตอนนี้คุณสามารถผลิตทั้งเชื้อเพลิงและไฟฟ้าด้วยอุปกรณ์เพียงตัวเดียว”

ตัวไฮโดรเจนเองเป็นเชื้อเพลิงที่สะอาด แต่การผลิตมันในเชิงพาณิชย์ยังทำไม่ได้ การผลิตไฮโดรเจนจากก๊าซธรรมชาติไม่เพียงแต่ปล่อยคาร์บอนออกมาจำนวนมาก ยังมีราคาแพงอีกด้วย การใช้พลังงานหมุนเวียนแบบพลังงานแสงอาทิตย์สามารถช่วยแก้ปัญหาทั้งสองอย่างในคราวเดียว

นอกจากนี้ทีมวิจัยที่ UCLA ยังใช้วัสดุเป็นนิเกิล เหล็ก และโคบอลต์ ซึ่งมีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์และมีราคาถูกกว่าแพลตินัมและวัสดุราคาแพงอื่นที่ใช้ในการผลิตไฮโดรเจนกันในปัจจุบัน

ucla-hydrogen-2

“ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงที่ยอดเยี่ยมสำหรับยานยนต์ มันเป็นเชื้อเพลิงที่สะอาดที่สุด มันจะมีราคาถูก และมันไม่ปล่อยมลพิษใดๆออกมาเลยนอกจากน้ำเท่านั้น” says Kaner “และนี่อาจจะทำให้รถยนต์พลังไฮโดรเจนมีราคาลดลงอย่างมาก”

อุปกรณ์ใหม่นี้ยังสามารถช่วยแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานได้ด้วย รถยนต์ไฮโดรเจนคงไม่สามารถเริ่มต้นได้อย่างจริงจังจนกว่าผู้ใช้จะสามารถหาที่เติมมันได้อย่างสะดวก และความก้าวหน้าในเรื่องนี้จะช่วยในส่วนได้มากทีเดียว นอกจากนี้ผู้ใช้อุปกรณ์ใหม่ของ UCLA ยังสามารถเก็บเกี่ยวพลังงานแสงอาทิตย์ได้ในทุกที่เพื่อผลิตเชื้อเพลิงของพวกเขาเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะสะดวกมากสำหรับผู้ที่อยู่ในชนบทหรือพื้นที่ห่างไกล

อีกอย่างหนึ่งตัวเก็บประจุยิ่งยวดที่เป็นส่วนหนึ่งของอุปกรณ์ยังสามารถเก็บเกี่ยวพลังงานอาทิตย์เก็บไว้ในรูปไฮโดรเจน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนในเรื่องพลังงานสำรองของระบบไฟฟ้าได้ แม้ตอนนี้อุปกรณ์จะมีขนาดเล็กกว่าสมาร์ทโฟน แต่นักวิจัยบอกว่ามันสามารถเพิ่มขนาดได้อย่างง่ายดายเพื่อการประยุกต์ใช้งานในลักษณะนั้น

ทำความรู้จัก “โอมัวมัว” ดาวเคราะห์น้อยรูปร่างประหลาด ที่เดินทางมาจากระบบสุริยะอื่น

 

ดาวเคราะห์น้อยนี้ถูกค้นพบเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2017 โดย Robert Weryk ผ่านทางกล้องโทรทรรศน์ Pan-STARRS ขณะที่ดาวเคราะห์น้อยอยู่ห่างออกไปจากโลก 30,000,000 กม. มีรูปร่างยาวออกคล้ายซิการ์ และอาจจะยาวได้ถึง 400 เมตร มีความเร็วสูงสุดระหว่าง ถึง 87.71 กม./วินาที ชื่อ “Oumuamua ซึ่งมาจากภาษาฮาวายที่แปลว่า ผู้ส่งสารจากแดนไกลที่มาเยือนเป็นคนแรก”

จากการติดตามวงโคจร 29 วัน ทำให้พบว่าวัตถุนี้มีค่าความรีของวงโคจร ถึง 1.20 ซึ่งนับเป็นค่าความรีที่มากที่สุดสำหรับวัตถุใดๆ ในระบบสุริยะ ทำมุมเอียง 123° กับระนาบสุริยวิถี ข้อมูลทั้งหมดนี้บ่งชี้ว่าวัตถุนี้อาจจะไม่เคยถูกดึงดูดอยู่ภายใต้แรงโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์มาก่อน

 

และจากการที่ไม่สามารถสังเกตเห็น ก๊าซที่ระเหยได้รอบพื้นผิวของวัตถุนี้ บอกว่าพื้นผิวของวัตถุนี้ปราศจากซึ่งน้ำแข็งโดยสิ้นเชิง ในระบบสุริยะของเรานั้น ดาวเคราะห์น้อยที่ปราศจากน้ำแข็งเป็นองค์ประกอบ จะถือกำเนิดขึ้นใกล้บริเวณดวงอาทิตย์ ณ ระยะห่างที่ไม่เกินจุดเยือกแข็ง เพียงเท่านั้น จากการที่ดาวเคราะห์น้อยนี้มีต้นกำเนิดที่ห่างจากระบบสุริยะออกไป บ่งชี้ว่าดาวเคราะห์น้อยนี้น่าจะถือกำเนิดขึ้นภายใน จุดเยือกแข็ง ของระบบดาวฤกษ์ดวงอื่น และถูกดีดออกมาในภายหลังจนเข้ามาสู่ในระบบสุริยะของเรา

ที่มา – theguardian

นักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาหุ่นยนต์นาโน เพือนำมาใช้รักษาโรคมะเร็ง

นักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาหุ่นยนต์นาโน เพือนำมาใช้รักษาโรคมะเร็ง

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Chinese University of Hong Kong ร่วมกับมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ได้สร้างหุ่นยนต์นาโนที่สามารถควบคุมผ่านรีโมทคอนโทรล และยังสามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ โดยมีเป้าหมายเพื่อนำมาใช้ในทางการแพทย์ ทั้งช่วยวินิจฉัยโรค และขนส่งยาเข้าไปภายในร่างกายของมนุษย์

โดยหุ่นขนาดจิ๋วที่ว่านี้ ถูกสร้างขึ้นมาจากสาหร่ายสไปรูลิน่า (Spirulina algae) ส่วนผสมของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน ที่แม้ว่าจะยังไม่มีผลยืนยันในเรื่องประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับจากการบริโภค แต่สาหร่ายสไปรูลิน่าก็ถูกนำมาวิจัยเพื่อจะใช้เป็นแหล่งอาหารให้กับโครงการสำรวจดาวอังคาร และด้วยเหตุผลที่สาหร่ายสไปรูลิน่านั้นเป็นผลผลิตจากธรรมชาติ จึงสามารถย่อยสลายได้โดยง่าย ซึ่งเป็นความตั้งใจหลักๆ ของทีมวิจัย

นักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาหุ่นยนต์นาโน เพือนำมาใช้รักษาโรคมะเร็ง

ส่วนอีกหนึ่งเป้าหมายหลักของการสร้างหุ่นยนต์ขนาดจิ๋วที่ว่านี้ ก็เพื่อที่จะให้มันสามารถเข้าไปในร่างกาย และควบคุมการเคลื่อนที่จากระยะไกลได้ รวมทั้งยังมีการแถลงถึงความสามารถในการปล่อยยาที่มีศักยภาพโจมตีเซลล์มะเร็งได้อีกด้วย

“หุ่นยนต์เหล่านี้จะมีศักยภาพที่จะเข้าไปยังส่วนที่ยากต่อการเข้าถึงของร่างกายมนุษย์ และสามารถวินิจฉัยและรักษาโรค โดยก่อให้เกิดบาดแผลน้อยที่สุด” Kostas Kostarelos ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์กล่าว

อย่างไรก็ตาม ยังต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อติดตามการเคลื่อนไหว ความเข้ากันได้ทางชีวภาพ การย่อยสลาย ผลการวิเคราะห์โรค และการบำบัด ก่อนที่การทดลองทางคลินิกจะเริ่มขึ้น แต่หุ่นยนต์นาโนที่ว่านี้ก็นับเป็นความหวังใหม่แห่งวงการแพทย์ และการต่อสู้กับโรคมะเร็ง
ที่มา : www.geek.com

บริษัทอเมริกันทดลอง ‘จับโกหก’ ด้วยกล้องอ่านการเคลื่อนไหวของใบหน้า

In this combo of Monday Oct. 30, 2017, photos, Associated Press reporter Nick Jesdanun demonstrates Face ID, Apple's name for its facial-recognition technology, on an iPhone X in New York. (AP Photo/Mark Lennihan)

https://www.facebook.com/chutikan.rujjanamongkon.7/posts/821666308004294

นอกจากงานด้านการสืบสวนของตำรวจแล้ว เทคโนโลยีนี้อาจนำมาใช้การตรวจคนเข้าเมืองด้วย

ขณะนี้เห็นได้ชัดว่าเกิดความตื่นตัวเรื่องเทคโนโลยีอ่านลักษณะกายภาพของหน้าบุคคล หลังจากที่บริษัท Apple เปิดตัว iPhone X ที่ปลดล็อคเครื่องเพื่อการใช้งานด้วยเทคโนโลยีดังกล่าว

การใช้กล้อง scan ใบหน้าบุคคลและนำข้อมูลมาวิเคราะห์ ยังถูกใช้เพื่อจุดประสงค์อื่นด้วย

ผู้พัฒนาเทคโนโลยีแห่งบริษัท SilverLogic Labs ที่เมืองซีแอตเติลในรัฐวอชิงตันของสหรัฐฯ ทดลองนำความล้ำสมัยของการอ่านใบหน้าด้วยกล้องมาใช้จับโกหก

ผู้เชี่ยวชาญหวังว่าวิธีใหม่นี้อาจนำมาใช้เป็นแนวทางเสริมเครื่องจับโกหกแบบเดิม ที่วัดการเต้นของชีพจร การขับเหงื่อ และจังหวะการหายใจ ระหว่างการตอบคำถามของผู้ถูกทดสอบ

นวัตกรรมใหม่ผ่านการ scan ใบหน้านี้จะสามารถอ่านการแสดงสีหนาและพฤติกรรมการพูดได้

เจ้าหน้าที่ของบริษัท SilverLogic Labs เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ศึกษาการแสดงสีหน้า และเชื่อมโยงสีหน้าแบบต่างๆ กับอารมณ์ เช่น โกรธ มีความสุข และกลัว

กล้องที่ใช้อ่านใบหน้าเพื่อจับโหก จะเก็บรายละเอียดของการแสดงสีหน้า และประเมินว่าผู้ตอบคำถามให้คำตอบด้วยความสัตย์จริงหรือไม่

ซีอีโอของบริษัท SilverLogic Labs นาย Jeramiah Hamon กล่าวว่า การใช้เทคโนโลยีนี้มาช่วยจับโกหก ช่วยลดปัญหาที่ผู้ตอบคำถามอาจตกเป็นเหยื่อของทัศนคติด้านลบเรื่องเชื้อชาติสีผิว

ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า เทคโนโลยีนี้สามารถใช้ในงานตรวจคนเข้าเมืองได้ด้วย โดยเริ่มมีการศึกษาความเป็นไปได้เรื่องนี้ในประเทศสหรัฐฯ และแคนาดา

ที่มา https://www.voathai.com/a/facial-recognition-lying-ro/4131247.html

Tesla Semi รถบรรทุกไฟฟ้าสมรรถนะสูง วิ่งได้ 800 กม. ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง

Tesla Semi รถบรรทุกไฟฟ้าสมรรถนะสูง วิ่งได้ 800 กม. ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง

Elon Musk ซีอีโอ Tesla เปิดตัว Semi รถบรรทุกไฟฟ้า เร่งความเร็วได้ 0 – 60 ไมล์ต่อชม. ใน 5 วินาที และวิ่งได้ 800 กม. ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง

เผยโฉมแล้วกับ Tesla Semi รถบรรทุกไฟฟ้าคันแรกจาก Tesla หลังซีอีโอ Elon Musk ได้โชว์ตัวรถบรรทุกคันดังกล่าวที่ Los Angeles เมื่อวันนี้เอง พร้อมโชว์จุดเด่นวิ่งได้ 500 ไมค์ หรือ 800 กม. ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง มาพร้อมมอเตอร์ Model 3 จำนวน 4 ตัว มีอัตราเร่ง 0 – 60 ไมล์ หรือ 0 – 100 กิโลเมตรต่อชม. ในเวลาเพียง 5 วินาที หากต่อพ่วงตู้บรรทุกของหนัก 80,000 ปอนด์ (36 ตันโดยประมาณ) ก็เร่งได้ภายใน 20 วินาที และดีไซต์แบบล้ำยุค ออกแบบเหมือนหัวกระสุน

นอกจากตัว Tesla Semi แล้ว ในงานยังเปิดตัวสถานีชาร์จพลังงานใหม่อย่าง Megachargers สามารถชาร์จตัวรถให้วิ่งต่อได้ถึง 400 ไมค์ ต่อการชาร์จเพียง 30 นาทีเท่านั้น โดยสถานีชาร์จดังกล่าวจะเริ่มสร้างทั่วโลกเร็ว ๆ นี้

ภายในห้องคนขับ Tesla Semi มีพื้นที่กว้างขวางทีเดียว คนขับสามารถยืนในนี้ได้เลย (ทีมงาน Engadget ที่ไปทำข่าวบอก ตัวเองสูง 6 ฟุตแต่ก็ยืนได้โดยหัวไม่ติดเพดาน) ตรงคอนโซลรถมีหน้าจอควบคุมและบอกสถานะตัวรถแบบสัมผัสขนาดใหญ่ 2 จอ และพวงมาลัยตรงกลางเป็นที่นั่งเดียว ตัวกระจกกันกระแทกอย่างดีรอบด้าน มาพร้อมระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ (Autopilot) รุ่นปรับปรุงใหม่ด้วย

สำหรับราคา Tesla Semi ยังไม่เผย แต่เปิดให้สั่งจองแล้ว โดยมีค่ามัดจำที่ 5000 เหรียญฯ หรือประมาณ 164,000 บาท ส่วนตัวรถจะเริ่มผลิตในปี 2562 ครับ

https://web.facebook.com/eiaw.sittipot/posts/742462835941590

ที่มา : Engadget ภาพ The Next Web

ชวนถ่ายภาพ‘Super Full Moon’วันที่3ธ.ค.นี้

061fe6

https://www.facebook.com/nutchita.sukprasit.31/posts/1964786927112851

ปรากฎการณ์ Super Full Moon กำลังจะเริ่มต้นอีกครั้งในต้นเดือนหน้า  หากใครพลาดชม ต้องรอไปจนถึงต้นปี61

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1627124880685658

วันนี้(27พ.ย.60)ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในคืนวันที่3ธ.ค.2560นี้จะเกิดปรากฏการณ์ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้โลก หรือที่เรียกกันว่า Super Full Moon นั่นเอง ในวันดังกล่าวดวงจันทร์จะปรากฏในตำแหน่งใกล้โลก ที่ระยะห่าง 357,973 กิโลเมตร ทำให้ดวงจันทร์มีขนาดปรากฏใหญ่กว่าดวงจันทร์เต็มดวงปกติ ประมาณ 6.3 เปอร์เซนต์ สามารถสังเกตเห็นได้ตั้งแต่ช่วงเวลา 17.50 น. โดยประมาณ ทางทิศตะวันออกเป็นต้นไป

สำหรับไอเดียการถ่ายภาพ ขึ้นอยู่กับความชื่นชอบของแต่ละคน เช่นการถ่ายภาพ Super Full Moon เปรียบเทียบกับวัตถุที่ขอบฟ้า หรือใกล้กับวัตถุ ไม่ว่าจะเป็น ต้นไม้ คน อาคาร หรือสิ่งก่อสร้างต่างๆ โดยสิ่งสำคัญคือการหาสถานที่และทิศทางที่จะสามารถสังเกตเห็นดวงจันทร์ขึ้นทางทิศตะวันออก หรือตกทางทิศตะวันตกได้ชัดเจน

หากใครพลาดชมปรากฎการครั้งนี้ ต้องรอไปจนถึงวันที่ 2 ม.ค. 2561 ซึ่งเป็นช่วงที่ดวงจันทร์เข้าใกล้โลกมากที่สุด และครบรอบของการเกิดปรากฏการณ์ Super Full Moon นั่นเอง

ที่มา : http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=155140&t=news

คอกาแฟเฮ! ผลวิจัยหนุน “ดื่มกาแฟ 3 แก้วต่อวัน” ลดความเสี่ยงเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

https://www.facebook.com/jirta.nuch/posts/1476064282507701

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1628298460568300

อีกหนึ่งผลการวิจัยที่อังกฤษ ได้ช่วยยืนยันอีกเสียงถึงคุณประโยชน์ของการดื่มกาแฟ ว่าการดื่มกาแฟ 3-4 แก้วต่อวัน ช่วยลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากโรคหัวใจและโรคอื่นๆ ได้มากกว่าผู้ที่ไม่ดื่มกาแฟ

บทความวารสารการแพทย์ BMJ นำเสนอการวิจัยโดยผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขจากมหาวิทยาลัย Southhampton ที่เป็นหัวหน้าทีมวิจัย “Umbrella Review” ที่รวบรวมและวิเคราะห์หลักฐานการวิจัยกว่า 218 ชิ้นทั่วโลก

ผลการศึกษา พบว่า การดื่มกาแฟมีความเกี่ยวข้องกับการลดระดับความเสี่ยงของโรคเบาหวานประเภท 2 โรคนิ่วในถุงน้ำดี โรคเก๊าต์ โรคตับแข็ง โรคความจำเสื่อม และโรคมะเร็งบางชนิด เช่น มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก มะเร็งผิวหนัง และมะเร็งตับ

และถ้าดื่มกาแฟเป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะโรคหัวใจ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ดื่มกาแฟเลย

ผลการวิจัย Umbrella Review ย้ำว่า การดื่มกาแฟจะปลอดภัยและดีต่อร่างกายหากบริโภคในปริมาณที่เหมาะสมและดื่มเป็นประจำ

โดยสัดส่วนการบริโภคที่ดีต่อร่างกายมากที่สุด คือ วันละ 3-4 แก้ว แต่ไม่เหมาะสำหรับสตรีมีครรภ์ หรือผู้ที่มีปัญหาหรือความเสี่ยงเกี่ยวกับโรคกระดูก

แต่สำหรับผู้ที่ดื่มกาแฟมากกว่า 3 แก้วต่อวัน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นอันตรายกับชีวิต เพียงแต่อาจจะไม่ได้รับคุณประโยชน์ที่มากขึ้นจากปริมาณกาแฟที่บริโภคเพิ่มขึ้นไปนั่นเอง

ที่มา https://www.voathai.com/a/three-coffee-a-day-for-good-health/4132261.html

ผู้ผลิตเบียร์มุ่งสู่ดาวอังคาร

https://www.facebook.com/TubTawzMinaj/posts/1416573365138085

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1628801127184700

กลายเป็นที่ฮือฮากันเมื่อเร็วๆนี้ทาง “บัดไวเซอร์” ผู้ผลิตเบียร์ชั้นนำของสหรัฐฯ ต้องการเป็นบริษัทแรกที่เป็นผู้ผลิตเบียร์บนดาวอังคาร ภายใต้โครงการ “Bud on Mars” หลายๆคนอาจมองว่าเป็นเรื่องตลก จะมีความเป็นไปได้หรือ จะเป็นจริงหรือไม่
ทางบริษัทเบียร์ชื่อดังได้มีความคืบหน้าถึงโครงการนี้ ล่าสุดด้วยการประกาศการสนับสนุนความมุ่งมั่นของบริษัทและเดินก้าวไปข้างหน้าด้วยขั้นตอนแรกกับการส่งเมล็ดข้าวบาร์เลย์ไปยังสถานี อวกาศนานาชาติ (ISS) ในเดือน ธ.ค.ที่จะถึงนี้เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับส่วนผสมเบียร์จะทำปฏิกิริยาในสภาพแวดล้อมที่มีน้ำหนักเบา

ทั้งนี้ โครงการนี้บางทีถูกมองว่าเป็นการมองอย่างชาญฉลาดเมื่อมีการสร้างเมืองขึ้นบนดาวอังคาร ตามการคาดหวังของ “อิลอน มัส” ซีอีโอของ SpaceX บริษัทผู้ให้บริการขนส่งทางอวกาศ โดยบัดไวเซอร์ได้ร่วมมือกับศูนย์ก้าวหน้าวิทยาศาสตร์ในอวกาศของ ISS และ Space Tango ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาระบบการจัดส่งสินค้าที่ดำเนินการโดยศูนย์การวิจัยเชิงพาณิชย์ 2 แห่งภายในห้องปฏิบัติการแห่งชาติของสหรัฐฯ

ทางบัดไวเซอร์จะจัดส่งข้าวบาร์เลย์ 2 ชุดไปผ่านคาร์โก้ของ SpaceX กำหนดไว้ในวันที่ 4 ธ.ค.นี้ โดยเมล็ดข้าวบาร์เลย์นี้จะอยู่ในวงโคจรเป็นเวลา 1 เดือนก่อนที่จะเดินทางกลับมายังโลกเพื่อทำการวิเคราะห์

ขณะที่ ทางศูนย์วิจัยของ ISS จะเปิดเผยถึงวิธีการที่เมล็ดข้าวบาร์เลย์จะทำปฏิกิริยาในของเหลวในสภาวะที่ไม่ซ้ำกัน ทางบัดไวเซอร์อธิบายว่าหนึ่งในการทดลองจะมุ่งเน้นไปที่การแตกตัวกับการงอกของเมล็ดข้าวบาร์เลย์ โดยงานวิจัยไม่เพียงแต่นำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับขั้นตอนในการผลิตเบียร์เท่านั้นแต่ยังสามารถให้ข้อมูลที่มีค่าเกี่ยวกับชุมชนเกษตรกรรมขนาดใหญ่บนโลกแห่งนี้ได้อีกด้วย

โครงการนี้เริ่มต้นด้วยการได้แนวความคิดจากภาพยนตร์เรื่อง The Martian นำแสดงโดย “แมท เดม่อน” ดาราฮอลลีวูดชื่อดัง ทางผู้บริหารของบัดไวเซอร์ได้กล่าวก่อนหน้านี้ว่า ทางบัดไวเซอร์ให้ความสำคัญนวัตกรรมในทุกมุมโลกและถึงเวลาต้องกำหนดจุดหมายปลายทางต่อไป

ความฝันของการสร้างอาณาจักรบนดาวอังคารอาจต้องใช้เวลากว่า 2 ทศวรรษที่จะเป็นจริงได้ แต่ทางบัดไวเซอร์จะอยู่ที่นั่นเพื่อความสนุกอันยิ่งใหญ่ของหมู่มวลมนุษยชาติแต่ปัญหาอุปสรรคหลายปัจจัยจะต้องฝ่าไปให้ได้ โดยเฉพาะการดื่มเบียร์จากชั้นบรรยากาศไร้แรงโน้มถ่วงจะทำให้การรับรู้รสและกลิ่นสูญเสียไป

ถ้าหากทำสำเร็จจะเป็นก้าวสำคัญของวงการวิทยาศาสตร์เลยทีเดียว!!!

ที่มา https://www.thairath.co.th/content/1135900

ผู้ผลิตเบียร์มุ่งสู่ดาวอังคาร

 

กลายเป็นที่ฮือฮากันเมื่อเร็วๆนี้ทาง “บัดไวเซอร์” ผู้ผลิตเบียร์ชั้นนำของสหรัฐฯ ต้องการเป็นบริษัทแรกที่เป็นผู้ผลิตเบียร์บนดาวอังคาร ภายใต้โครงการ “Bud on Mars” หลายๆคนอาจมองว่าเป็นเรื่องตลก จะมีความเป็นไปได้หรือ จะเป็นจริงหรือไม่

 

ทางบริษัทเบียร์ชื่อดังได้มีความคืบหน้าถึงโครงการนี้ ล่าสุดด้วยการประกาศการสนับสนุนความมุ่งมั่นของบริษัทและเดินก้าวไปข้างหน้าด้วยขั้นตอนแรกกับการส่งเมล็ดข้าวบาร์เลย์ไปยังสถานี อวกาศนานาชาติ (ISS) ในเดือน ธ.ค.ที่จะถึงนี้เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับส่วนผสมเบียร์จะทำปฏิกิริยาในสภาพแวดล้อมที่มีน้ำหนักเบา

ทั้งนี้ โครงการนี้บางทีถูกมองว่าเป็นการมองอย่างชาญฉลาดเมื่อมีการสร้างเมืองขึ้นบนดาวอังคาร ตามการคาดหวังของ “อิลอน มัส” ซีอีโอของ SpaceX บริษัทผู้ให้บริการขนส่งทางอวกาศ โดยบัดไวเซอร์ได้ร่วมมือกับศูนย์ก้าวหน้าวิทยาศาสตร์ในอวกาศของ ISS และ Space Tango ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาระบบการจัดส่งสินค้าที่ดำเนินการโดยศูนย์การวิจัยเชิงพาณิชย์ 2 แห่งภายในห้องปฏิบัติการแห่งชาติของสหรัฐฯ

ทางบัดไวเซอร์จะจัดส่งข้าวบาร์เลย์ 2 ชุดไปผ่านคาร์โก้ของ SpaceX กำหนดไว้ในวันที่ 4 ธ.ค.นี้ โดยเมล็ดข้าวบาร์เลย์นี้จะอยู่ในวงโคจรเป็นเวลา 1 เดือนก่อนที่จะเดินทางกลับมายังโลกเพื่อทำการวิเคราะห์

ขณะที่ ทางศูนย์วิจัยของ ISS จะเปิดเผยถึงวิธีการที่เมล็ดข้าวบาร์เลย์จะทำปฏิกิริยาในของเหลวในสภาวะที่ไม่ซ้ำกัน ทางบัดไวเซอร์อธิบายว่าหนึ่งในการทดลองจะมุ่งเน้นไปที่การแตกตัวกับการงอกของเมล็ดข้าวบาร์เลย์ โดยงานวิจัยไม่เพียงแต่นำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับขั้นตอนในการผลิตเบียร์เท่านั้นแต่ยังสามารถให้ข้อมูลที่มีค่าเกี่ยวกับชุมชนเกษตรกรรมขนาดใหญ่บนโลกแห่งนี้ได้อีกด้วย

โครงการนี้เริ่มต้นด้วยการได้แนวความคิดจากภาพยนตร์เรื่อง The Martian นำแสดงโดย “แมท เดม่อน” ดาราฮอลลีวูดชื่อดัง ทางผู้บริหารของบัดไวเซอร์ได้กล่าวก่อนหน้านี้ว่า ทางบัดไวเซอร์ให้ความสำคัญนวัตกรรมในทุกมุมโลกและถึงเวลาต้องกำหนดจุดหมายปลายทางต่อไป

ความฝันของการสร้างอาณาจักรบนดาวอังคารอาจต้องใช้เวลากว่า 2 ทศวรรษที่จะเป็นจริงได้ แต่ทางบัดไวเซอร์จะอยู่ที่นั่นเพื่อความสนุกอันยิ่งใหญ่ของหมู่มวลมนุษยชาติแต่ปัญหาอุปสรรคหลายปัจจัยจะต้องฝ่าไปให้ได้ โดยเฉพาะการดื่มเบียร์จากชั้นบรรยากาศไร้แรงโน้มถ่วงจะทำให้การรับรู้รสและกลิ่นสูญเสียไป

ถ้าหากทำสำเร็จจะเป็นก้าวสำคัญของวงการวิทยาศาสตร์เลยทีเดียว!!!

ที่มา https://www.thairath.co.th/content/1135900

ก้าวไปอีกขั้น! ค้นพบวิธีผลิต “ออกซิเจนที่ไม่มีวันหมด” เพื่อให้มนุษย์ใช้บนดาวอังคาร

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1627135700684576

ทีมนักวิจัยด้านฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยแห่งลิสบอน กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส ค้นพบกระบวนการผลิตออกซิเจนจากพลาสมาในอุณหภูมิต่ำ สำหรับให้นักบินอวกาศใช้ระหว่างอยู่บนดาวอังคาร ระบุมีใช้ไม่มีวันหมด ทั้งยังช่วยลดต้นทุนการจัดส่งยานอวกาศจากโลกไปยังดาวอังคารได้อีกด้วย

กระบวนการผลิตออกซิเจนจากการแตกตัวของพลาสมาขึ้นใช้เองบนดาวอังคาร นอกจากจะช่วยให้โครงการตั้งอาณานิคมมนุษย์ขึ้นมีความเป็นไปได้และยั่งยืนแล้ว ยังสามารถช่วยลดปริมาณสัมภาระที่ยานอวกาศจำเป็นต้องขนขึ้นไปจากโลก ซึ่งเท่ากับเป็นการลดการใช้พลังงานเพื่อขับเคลื่อนจรวดที่เป็นการลดต้นทุนเชื้อเพลิงที่เป็นต้นทุนหลักของการส่งยานอวกาศลงด้วยนั่นเอง

วาสโก กูเอร์รา นักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยลิสบอน ซึ่งเป็นผู้เขียนหลักของงานวิจัยชิ้นนี้ เป้าหมายหลักของงานวิจัยคือการสร้างสภาวะแวดล้อมที่หายใจได้เพื่อการสำรวจดาวอังคาร โดยใช้นักบินอวกาศที่จะเป็นขั้นตอนสำคัญต่อไปของมนุษยชาติ การผลิตออกซิเจนใช้เองบนดาวอังคารทำให้โครงการสำรวจโดยมนุษย์นั้นสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง ลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับลูกเรือของยาน และลดต้นทุนลง

ทีมวิจัยเสนอวิธีการ 2 แบบ เพื่อก่อให้เกิดการแตกตัวของโมเลกุลก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซธรรมชาติที่เป็นองค์ประกอบเกือบทั้งหมด หรือราว 96 เปอร์เซ็นต์ของบรรยากาศของดาวอังคาร ให้กลายเป็นออกซิเจนและคาร์บอนมอนอกไซด์

แบบที่ 1 ใช้วิธีการยิงอิเล็กตรอนของพลาสมาเข้าใส่โมเลกุลของคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่ออาศัยแรงกระทบดังกล่าวทำให้โมเลกุลแตกตัวออกเป็นออกซิเจนและคาร์บอนมอนอกไซด์ดังกล่าว

แบบที่ 2 ใช้วิธีการกระตุ้นโมเลกุลของคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยการเขย่าหรือสั่นจนถึงระดับที่การเขย่าดังกล่าวทำให้โมเลกุลแตกตัวออก อุณหภูมิบนดาวอังคารโดยเฉลี่ยอยู่ที่ -63 องศาเซลเซียส จะช่วยชะลอการเกิดปฏิกิริยาของโมเลกุล ซึ่งทำให้การแตกตัวเกิดขึ้นได้ช้าลง ทำให้กระบวนการผลิตออกซิเจนแบบนี้กินเวลามากขึ้นนั่นเอง

วาสโก กูเอร์รา ยอมรับว่า สิ่งที่ทีมวิจัยยังไม่ชัดเจนจนกว่าจะมีการทดลองในสภาวะแวดล้อมจริงบนดาวอังคารก็คือ ภายใต้สภาพแวดล้อมของดาวอังคาร ออกซิเจนที่ผลิตขึ้นสามารถคงรูปออกซิเจนอยู่ได้นานเพียงใด เช่นเดียวกับที่ทีมวิจัยก็ยังไม่ค้นคว้าลึกลงไปว่าจำเป็นต้องใช้เวลานานเท่าใดจึงจะสามารถผลิตออกซิเจนในปริมาณที่เพียงพอต่อการหายใจได้โดยปกติของมนุษย์

แม้กระทั่งในสถานที่จำกัดขนาดเล็ก อย่างฐานปฏิบัติการสำรวจของมนุษย์อวกาศด้วยเช่นกัน ซึ่งจำเป็นต้องค้นคว้าวิจัยต่อไป แต่ที่แน่ใจก็คือ นอกจากจะได้ออกซิเจนสำหรับหายใจได้โดยไม่ต้องพึ่งชุดอวกาศอยู่ตลอดเวลาแล้ว ส่วน คาร์บอนมอนอกไซด์ที่ผลิตได้ควบคู่กันในกระบวนการผลิตนี้ก็ยังนำไปใช้เป็นส่วนผสมของเชื้อเพลิงจรวดได้อีกด้วย

อ้างอิง – businessinsider