คลังเก็บรายเดือน: ตุลาคม 2017

จีนสั่งปิดโรงงานอุตสาหกรรมมากถึง 40% เพื่อแก้ปัญหามลภาวะเลวร้ายสุดขีด

ด้วยเหตุที่จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการปล่อยมลพิษเกินกว่ามาตรฐานมาก ตอนนี้พวกเขาจึงได้สั่งปิดโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนหลายหมื่นโรง ซึ่งเป็นความพยายามแก้ปัญหามลภาวะที่เลวร้ายสุดขีดจนกำลังจะกลายเป็นความหายนะของประเทศตลอด 4 ทศวรรษที่ผ่านมาประเทศจีนประสบความสำเร็จในการสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างเหลือเชื่อ แต่กลับต้องแลกด้วยการมีสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย ท้องฟ้าเต็มไปด้วยฝุ่นควัน แม่น้ำลำคลองเหม็นเน่า และบึงน้ำทะเลสาบมีปลาตายเป็นเบือตอนนี้จีนกำลังพยายามแก้ปัญหามลภาวะโดยการจัดการกับผู้ก่อมลพิษด้วยการลงโทษขั้นรุนแรง ตลอดทั้งปีที่ผ่านมาโรงงานในประเทศจีนราว 40% ถูกสั่งปิดชั่วคราวโดยเจ้าหน้าที่ตรวจสอบความปลอดภัย มีพนักงานของโรงงานกว่า 80,000 แห่งถูกจับกุมด้วยข้อหาปล่อยมลพิษเกินกำหนด บางส่วนถูกจำคุก

รัฐบาลจีนประกาศในสัปดาห์นี้ว่ามีแผนที่จะลดความเข้มข้นของฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศ (ที่เรียกว่า PM2.5) จาก 47 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m3) ในปี 2016 ให้เหลือ 35 µg/m3 ภายในปี 2035

“มันยากมากที่จะทำได้ถึงเป้าหมาย และเราจำเป็นต้องใช้ความพยายามให้มากยิ่งขึ้นจึงจะสำเร็จ” Li Ganjie รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมกล่าว

ความพยายามเอาชนะปัญหามลภาวะภายในประเทศของจีนเริ่มมาตั้งแต่ปี 2013 เมื่อได้ประกาศมาตรการ 10 ข้อเพื่อปรับปรุงสภาพอากาศของประเทศให้ดีขึ้น ซึ่งรวมถึงการลดการปล่อยมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมประเภทที่ปล่อยมลพิษอย่างหนักให้ได้ 30% ภายในปลายปี 2017

เพื่อให้ถึงเป้าหมายจีนได้เร่งการตรวจสอบโรงงานและโรงไฟฟ้าในช่วงสองปีหลังทั่วหลายพื้นที่ เพื่อให้แน่ใจว่าบรรดาบริษัททั้งหลายจะไม่ฝ่าฝืนกฎหมายการปล่อยมลพิษ

การดำเนินการเช่นนี้อาจจะมาพร้อมกับความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของจีนได้ แม้รัฐบาลจะอ้างว่าไม่มีผลกระทบใดๆก็ตาม พวกเขาหวังว่าการกวาดล้างบรรดาผู้ก่อมลพิษจะทำให้ประเทศจีนมีน้ำที่สะอาดขึ้น ได้ประโยชน์หลายอย่างจากระบบนิเวศที่ดี และแน่นอนสามารถหายใจได้เต็มปอด

china-shutdown-40%-factories-2

“สำหรับพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายทางระบบนิเวศ หัวหน้าและเจ้าหน้าที่บริหารของพื้นที่นั้นจะต้องรับผิดชอบ” Yang Weimin รองผู้อำนวยการสำนักการเงินและเศรษฐกิจกล่าว “ประชาชนของเราจะต้องสามารถเห็นดวงดาวในเวลากลางคืนและได้ยินเสียงนกร้อง”

ในฤดูหนาวที่แล้วเจ้าหน้าที่ได้รับคำสั่งให้บังคับใช้มาตรการปิดโรงงานครั้งละไม่กี่สัปดาห์ แต่ช่วงปลายปี 2017 นี้อาจเป็นเดือนหรือหลายเดือน ประเทศจีนกำลังปิดผู้ก่อมลพิษในแบบที่ Li เรียกว่า “เป็นประวัติการณ์”

“มาตรการพิเศษเหล่านี้ไม่ใช่ทำครั้งเดียวเลิก มันเป็นสิ่งที่เราจะทำกันในระยะยาว” Li ประกาศ “มันพิสูจน์แล้วว่าได้ผล ดังนั้นเราจะดำเนินมาตรการเหล่านี้ต่อไป”

โรงไฟฟ้าและโรงงานหลายแห่งกำลังปรับตัวไปสู่ระบบใหม่ที่ไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่อีกหลายพันบริษัทกำลังเผชิญกับปัญหาต้นทุนที่สูงขึ้นจนหลายแห่งคิดว่าคงต้องปรับไปสู่วิธีทำธุรกิจที่ดีกว่า สง่างามกว่า และปลอดภัยกว่า ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วไม่สร้างความเสียหายแก่สภาพอากาศของประเทศ

“มันเป็นเรื่องใหญ่และจริงจัง ผมคิดว่าพวกเราที่นี่จำนวนมากเชื่อว่ามันจะกลายเรื่องปกติ” Michael Crotty ผู้ส่งออกรายหนึ่งกล่าว “ผู้บริโภคของประเทศจีนไม่ต้องการแม่น้ำที่สกปรก พวกเขาไม่ต้องการเห็นท้องฟ้าสีเทาทุกๆวัน”

ข้อมูลและภาพจาก sciencealert, nytimes

นักวิจัยพัฒนา ‘มือเทียม’ พร้อมประสาทสัมผัสช่วยเพิ่มความรู้สึก

1508977708031

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1592816720783141

มือเทียมเป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญที่ช่วยให้ผู้ที่สูญเสียมือกลับไปทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้ แต่ความสามารถบางอย่าง อาทิ การเคลื่อนไหวมืออย่างอิสระเต็มที่กับความรู้สึกทางประสาทสัมผัสยังไม่เหมือนกับเเขนของคนเราจริงๆ

Charity Mcfarland อาสาสมัครในการวิจัย กล่าวว่า มือเทียมได้รับการพัฒนาให้ก้าวหน้ามากขึ้นกว่าเดิมอย่างมาก เเต่ยังต้องพัฒนาต่อไป

Mcfarland สูญเสียมือซ้ายจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อเกือบ 4 ปีที่เเล้ว เธอเข้าร่วมการวิจัยที่มหาวิทยาลัย Rice ที่ต้องการพัฒนามือเทียมอัจฉริยะที่เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยี haptic ที่สามารถเลือนเเบบความรู้สึกทางประสาทสัมผัสของมือของคนเราได้

Janelle Clark นักวิจัยที่มหาวิทยาลัย Rice กล่าวว่า เทคโนโลยี haptics เป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่สามารถเลือนเเบบความรู้สึกทางประสาทสัมผัสของอวัยวะจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นผิวสัมผัส การหยิบจับ การกระทบที่ผิวหนัง เเรงบีบที่นิ้วมือ หรือความรู้สึกที่บอกได้ว่าสิ่งของที่มือเทียมกำลังหยิบจับอยู่นั้นกำลังจะหลุดจากมือ เป็นต้น

ทีมงานตั้ังชื่อให้อุปกรณ์มือเทียมที่กำลังพัฒนาอยู่นี้ว่า Rice Haptic Rocker

บรรดาอาสาสมัครทำการทดลองอุปกรณ์ตัวนี้ เพื่อช่วยในการสร้างความรู้สึกทางประสาทสัมผัสเเก่กล้ามเนื้อมือ

Clark อธิบายว่าอุปกรณ์นี้จะยืดผิวหนังออกในขณะที่กำลังเคลื่อนไปมา และการยืดของผิวหนังนี้ช่วยสร้างส่งความรู้สึกไปที่ผู้สวมว่ามือเทียมกำลังแบมือหรือกำมือ

ทีมนักวิจัยพบว่า การปิดตาอาสาสามัครในขณะทดสอบการหยิบจับสิ่งของช่วยเพิ่มความสามารถของผู้ใช้ขึ้นเท่าตัว ในการเเยกเเยะขนาดของสิ่งของที่กำลังหยิบจับด้วยมือเทียมอัจฉริยะที่ใช้เทคโนโลยี Haptic นี้

Janelle Clark นักวิจัยที่มหาวิทยาลัย Rice กล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่าโครงการนี้จะเป็นการทดลองในระยะยาว เพื่อพัฒนามือเทียมที่มีความสามารถบางอย่างที่เหมือนกับมือจริง แต่ในระยะสั้น อาจจะมีการปรับปรุงอีกหลายอย่างเพื่อให้ได้ผลที่น่าพอใจ

ไม่ต้องเรียนภาษาอังกฤษในห้องเรียนอีกแล้ว Google เปิดตัว Pixel Buds หูฟังไร้สาย รองรับแปลภาษา 40 ภาษาแบบเรียลไทม์คู่กับ Pixel

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1591867560878057

Google เปิดตัว Pixel Buds หูฟังไร้สายที่รองรับการใช้งาน Google Assistant ในตัว สายหูฟังเป็นผ้าถัก ไม่มีปุ่มแต่รองรับระบบสัมผัสบริเวณหูฟังด้านขวา ใช้งานได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง (รวมแบตหูฟังและแบตจากเคส)

ไฮไลท์ของ Pixel Buds คือการรองรับการแปลภาษาแบบเรียลไทม์สูงสุด ณ ตอนนี้ถึง 40 ภาษา แต่ต้องใช้งานคู่กับ Pixel ด้วยการกดค้างที่ทัชแพดด้านขวาของหูฟังเพื่อเปิดและสั่งให้ Google Assistant แปลภาษา และเมื่อพูดเสร็จ Google Assistant จะแปลเป็นอีกภาษาที่สั่งไว้ให้ผ่านลำโพงของ Pixel ส่วนการตอบกลับก็สามารถพูดได้ผ่าน Pixel และจะถูกแปลออกมาผ่านทาง Pixel Buds

alt="Screen Shot 2560-10-05 at 00.57.38"

alt="170824_Apollo_2GRP-TTQ-RS_Oreo_simp-v03.width-1000"

ส่วนการชาร์จจะชาร์จผ่านเคสในลักษณะเดียวกับ AirPod ขณะที่การเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์หรือ Pixel ทำได้ง่ายๆ แค่เปิดเคสใกล้ๆ กับตัวเครื่อง แต่จะรองรับแอนดรอยด์ Nougat ขึ้นไปเท่านั้น

Pixel Buds มีสามสีตาม Pixel 2 วางจำหน่ายที่ราคา 159 ดอลลาร์ (ราว 5,400 บาท) เริ่มพรีออเดอร์วันนี้ วางจำหน่ายในสหรัฐ, แคนาดา, สหราชอาณาจักร, เยอรมนี, ออสเตรเลีย และสิงคโปร์เดือนพฤศจิกายนนี้

alt="Blog_Apollo_3GRP-T_v08_SIMP.width-1000"

alt="Blog_Apollo_F_Left-Right_Blue_simp-v04.width-1000"

นวัตกรรมใหม่‘Asics’รองเท้าเข้าเวฟเพียง15วินาที

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1590785474319599

ขอบคุณ Facebook : Marketing Oops!

‘Asics’ แบรนด์รองเท้ากีฬาโชว์นวัตกรรมการผลิตรองเท้าใหม่ล่าสุด เพียงใส่ในไมโครเวฟ 15 วินาทีก็ออกมาเป็นรองเท้าสำหรับสวมใส่วันนี้ (23 ต.ค. 60) “เอซิค” (Asics) แบรนด์รองเท้ากีฬาโชว์นวัตกรรมการผลิตรองเท้าใหม่ล่าสุด เพียงแค่นำวัสดุใส่เข้าไปในไมโครเวฟ 15 วินาทีก็ออกมาเป็นรองเท้าสำหรับสวมใส่ได้เลย โดยรองเท้าคู่นี้เรียกว่า “Asics Custom”

ขณะที่วิดีโอจากเว็บทางการ “Asics” อธิบายว่า บริการ “Asics Custom” เกิดมาเพื่อประหยัดทรัพยากรในการผลิตรองเท้าได้มากกว่า 90% ด้วยวิธีการทำไม่กี่ขั้นตอนได้แก่  เลือกเฉดสีได้ไม่จำกัด จากนั้นส่งก้อนสีใส่ตู้ไมโครเวฟ รอ 15 นาทีโฟมจะพองตัวออกมาเป็นตัวรองเท้า จากนั้นเลือกแผ่นยางส่วนพื้นมาประกบเท่านี้ก็เรียบร้อย

ทั้งนี้ นวัตกรรมรองเท้าใหม่นี้จะเริ่มเปิดให้ลูกค้าออเดอร์ที่ร้าน “Asics” สาขานิวยอร์กเป็นที่แรก โดยลูกค้าสามารถเลือกสีและสั่งรองเท้าคู่โปรดมาใส่ได้ภายในเวลา 15 วินาทีเท่านั้น

ขอบคุณ YOUTUBE : ASICS Custom | Soles In Seconds

ฟาร์มกังหันลมลอยน้ำแห่งแรกของโลกที่สกอตแลนด์เปิดใช้งานแล้ว

 

กังหันลมในทะเลถูกใช้เพื่อผลิตไฟฟ้ามาตั้งแต่ทศวรรษ 1990 จนกลายเป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่สำคัญของโลกในปัจจุบัน กังหันลมแบบตั้งบนฐานรากที่พื้นทะเลมีข้อจำกัดที่ความลึกของน้ำทะเล หากลึกเกิน 60 เมตรราคาค่าก่อสร้างจะมากเกินไปจนไม่คุ้มค่า แนวคิดเรื่องทำกังหันลมลอยน้ำเพื่อทำลายข้อจำกัดนี้จึงเกิดขึ้น และตอนนี้ฟาร์มกังหันลมลอยน้ำแห่งแรกของโลกที่สกอตแลนด์ได้สร้างเสร็จและเปิดใช้งานแล้ว

บริษัท Statoil เจ้าของโครงการ Hywind ฟาร์มกังหันลมลอยน้ำแห่งแรกนี้ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของแหล่งพลังงานลมเหนือทะเลน้ำลึกที่ครอบคลุมพื้นที่ถึง 80% ของทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่สำคัญบางแห่งที่มีไหล่ทวีปชันเป็นพิเศษ เช่น บางส่วนของสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น รวมไปถึงจุดเด่นที่ลมเหนือทะเลน้ำลึกมีความเร็วสูงกว่า และโอกาสในการลดต้นทุนของกังหันลมได้ พวกเขาจึงสร้างนวัตกรรมใหม่นี้ขึ้นมาเพื่อโอกาสที่ดีในอนาคต

โครงการ Hywind ตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่ง Aberdeenshire ประเทศสกอตแลนด์ ราว 25 กม. ประกอบด้วยกังหันลมลอยน้ำขนาด 6 เมกะวัตต์จำนวน 5 ตัว ครอบคลุมพื้นที่ราว 4 ตร.กม. มีกำลังการผลิตรวม 30 เมกะวัตต์ ซึ่งเพียงพอจ่ายไฟฟ้าให้บ้านเรือน 22,000 หลัง มีต้นทุนค่าก่อสร้างราว 263 ล้านดอลลาร์

 

กังหันลมแต่ละตัวสูง 253 ม. ลอยอยู่ในน้ำทะเลที่ระดับความลึกระหว่าง 95 ถึง 129 ม. และถูกยึดไว้อย่างมั่นคงด้วยสมอ 3 ตัว รับลมในทะเลเหนือบริเวณนี้ที่มีความเร็วเฉลี่ยกว่า 36 กม./ชม. กังหันลมทั้งหมดเชื่อมต่อเข้าด้วยกันและส่งไฟฟ้าที่ผลิตได้ไปบนฝั่งทางสายเคเบิลที่ระดับความดันไฟฟ้า 33 กิโลโวลต์

first-floating-wind-farm-2

แม้ว่าฟาร์มกังหันลม Hywind จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับฟาร์มกังหันลมนอกชายฝั่งที่ใหญ่ที่สุดในโลกในปัจจุบันอย่าง London Array ที่มีกำลังการผลิต 630 เมกะวัตต์ หรือโครงการใหญ่มากๆอย่างโครงการ Hornsea Project One และ Hornsea Project Two ที่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างต่างก็มีกำลังการผลิตเกิน 1,000 เมกะวัตต์ แต่ Hywind เป็นเพียงโครงการทดลองหรือโครงการเริ่มต้นเท่านั้นในอนาคตสามารถขยายขนาดให้ใหญ่กว่านี้มากกว่า 10 เท่า ที่สำคัญกังหันลมลอยน้ำสามารถดำเนินการในบริเวณที่มีน้ำลึกได้ถึง 800 ม.

“Statoil ต้องการที่จะลดต้นทุนของพลังงานจากฟาร์มกังหันลมลอยน้ำให้เหลือ 47 – 71 ดอลลาร์ต่อเมกะวัตต์-ชั่วโมงภายในปี 2030” Irene Rummelhoff รองประธาน Statoil กล่าว “มีพื้นที่ถึง 80% ที่เป็นบริเวณน้ำลึกซึ่งกังหันลมแบบเดิมไม่เหมาะสม ฟาร์มกังหันลมลอยน้ำจึงถูกคาดหวังว่าจะมีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของพลังงานลมนอกชายฝั่งในอนาคต”

ข้อมูลและภาพจาก statoil, newatlas

พาไปดูงานคานาวัลที่บราซิล ยิ่งใหญ่อลังการ ถ่ายชัดกว่าไปนั่งดูเอง (ความรู้เรื่องงาน คานาวัล)

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1589800757751404

ความรู้เรื่องงาน คานาวัล

1383490386

        คาร์นิวัล จัดขึ้นในหลายประเทศ ทั่วโลก ที่นับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก ประเทศในทวีปเอเซียที่มีการจัดงานคาร์นิวัล เช่น อินโดนีเซีย อินเดีย และญี่ปุ่น สำหรับกำหนดวันจัดงานจะแตกต่างกันไปตามความต้องการของแต่ละเมือง … สัญลักษณ์ของงานคาร์นิวัลที่เห็นได้ชัดเจน คือ การแต่งกายของผู้ร่วมเดินขบวนพาเหรดด้วยชุดแฟนซีสีสันฉูดฉาดสวยงาม ผู้ร่วมเดินขบวนพาเหรดจะเดินเป็นทีมไปตามท้องถนนที่กำหนด และมีผู้เฝ้ารอชมตลอดสองข้างทาง … งานคาร์นิวัลที่มีชื่อเสียงของโลก เช่น Carnival in Italy และ Brazilian Carnival โดยเฉพาะคาร์นิวัล ที่เมืองริโอ เดอ จาเนโร ได้รับการยอมรับว่าเป็นเมืองหลวงแห่งเทศกาลคาร์นิวัลของโลก และเป็นประเพณีที่จะต้องมีการจัดเทศกาลนี้ขึ้นทุกปี

สูงต่ำ ระบบหลอดยาดม (ความรู้เรื่อง ไฮโล)

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1588914811173332

1508634330204

ความรู้เรื่อง ไฮโล

 history-sicbo

          ชื่อการพนันชนิดหนึ่ง เล่นด้วยการทอดลูกเต๋า ๓ ลูก แล้วนับแต้มที่ออกทั้ง ๓ ลูกรวมกัน โดยกำหนดแต้ม ๑๒-๑๘ เป็นสูง (ไฮ) ๓-๑๐ เป็นต่ำ (โล) และ ๑๑ เป็นไฮโล.

ชักจะเก่งน่ากลัว ! ระบบสมองกลอัจฉริยะกูเกิล เล่นโกะไม่ต้องพึ่งมนุษย์

AFP PHOTO / Ed Jones

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1588904104507736

เมื่อวันที่ 19 ต.ค. บีบีซีรายงานความคืบหน้าในการพัฒนาเอไอของค่่ายกูเกิล ว่าบริษัทดีปมายด์ของกูเกิลพัฒนาต่อยอดระบบสมองกลอัจฉริยะ หรือ เอไอในการเล่นเกมโกะ  ชื่อว่าอัลฟาโก (AlphaGo) โดยไม่ต้องพึ่งความช่วยเหลือจากมนุษย์

โปรแกรมแกรมอัลฟาโก เป็นโปรแกรมที่เรียนรู้ทักษะการเล่นเกมของนักเล่นโกะหลายพันคน และเคยเอาชนะนักเล่นโกะระดับโลกถึง 2 คนมาแล้ว หนึ่งในนั้นคือ นายลี เซ-โดล นักเล่นโกะชาวเกาหลีใต้ที่แพ้โปรแกรมนี้ถึง 4 เกมรวดในรอบหนึ่งปี ส่วนอีกคนคือนายเค่อ เจี๋ย ที่แพ้เครื่องจักรกลไปในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

นายเดมิส ฮัสซาบิส ผู้บริหารดีปมายด์ระบุว่าระบบนี้สามารถใช้ได้อย่างทั่วไปในด้านการค้นคว้าทางวิชาการ

“เราค่อนข้างตื่นเต้นกับมัน เพราะเราคิดว่าความก้าวหน้าที่โปรแกรมที่ตอบสนองออกมามันดีพอในการแก้ไขปมปัญหาบางอย่าง แม้ว่าในความเป็นจริงแล้วเรายังอยู่ในจุดที่ไกลมากสำหรับการพัฒนาเอไออย่างเต็มที่” นายฮัสซาบิสกล่าว

ฮัสซาบิส

แน่นอนว่าการเอาชนะนักเล่นโกะมือฉมังระดับโลกได้ ถือว่าเป็นเรื่องที่อยู่เหนือความคาดหวังของระบบสมองกลอัจฉริยะบนโลกใบที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ และในระบบความก้าวหน้าของการคิดคำนวนการวางหมากต้องผสมผสานกับข้อมูลจำนวนมหาศาล ซึ่งโปรแกรมนี้ได้ทำการบันทึกยุทธศาสตร์การวางหมากของการเล่นโกะเป็นพันๆ ครั้ง

นายเดวิล ซิลเวอร์ หัวหน้าทีมพัฒนาระบุว่าในโปรเจกต์การพัฒนาโปรแกรมอัลฟาโก ซีโร จะใช้วิธีที่แตกต่างออกไป โดยจะเริ่มจากการที่โปรแกรมไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับการเล่นโกะ แต่มีสิ่งเดียวที่รู้คือกฎกติกาการเล่นโกะ หลังจากนั้นก็จะปล่อยให้โปรแกรมเล่นกับตัวเอง

ทั้งนี้ การวิจัยและพัฒนาโปรแกรมมีลักษณะเป็นการเรียนรู้ด้วยตัวของระบบสมองกลอัจฉริยะผ่านระบบการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ซึ่งการเล่นโกะนับว่าเป็นเกมที่ยากในการคาดเดาผู้ชนะ แม้กระทั่งผู้ที่คว่ำหวอดในวงการมานานก็ยังไม่สามารถคาดเดาได้ว่าใครจะชนะในเกมขั้นสูงๆ

16 ต.ค.นี้คนไทยแหงนมองฟ้า ดูดาวเสาร์เอียงหาโลกมากสุดในรอบ 14 ปี

CiHZjUdJ5HPNXJ92GOyZ3eOvTzBPpRFKDh

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1582381225160024

16 ต.ค.นี้ สดร.ชวนคนไทยร่วมชมดาวเสาร์จะทำมุมเอียงหาโลกมากที่สุดในรอบ 14 ปี จะทำให้เห็นวงแหวนดาวเสาร์ชัดที่สุด ผู้สนใจดูได้ตั้งแต่ 19.00 น. ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ระหว่างกลุ่มดาวแมงป่องกับกลุ่มดาวคนยิงธนู…เมื่อวันที่ 14 ต.ค.2560 ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สดร.  เปิดเผยว่า ในวันที่ 16 ตุลาคม 2560 ดาวเสาร์หันวงแหวนเอียงทำมุมเข้าหาโลกมากที่สุดในรอบ 14 ปี นับตั้งแต่ปี 2546 ประมาณ 26.96 องศา ปกติแล้วระนาบวงแหวนของดาวเสาร์จะทำมุมเอียงจากระนาบวงโคจรมากที่สุดทุกประมาณ 14 ปี เป็นผลให้วงแหวนดาวเสาร์มีลักษณะปรากฏแตกต่างไปในแต่ละปี คืนดังกล่าว หากสังเกตดาวเสาร์ผ่านกล้องโทรทรรศน์ที่มีขนาดหน้ากล้องตั้งแต่ 4 นิ้ว และกำลังขยายตั้งแต่ 50 เท่าขึ้นไป จะเห็นวงแหวน A และวงแหวน B แยกกันอย่างชัดเจนโดยมีช่องแบ่งแคสสินีอยู่ตรงกลางระหว่างวงแหวนทั้งสอง

ผอ.สดร.กล่าวว่า ในวันที่ 16 ตุลาคม 2560 สามารถสังเกตดาวเสาร์ได้ตั้งแต่เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ บริเวณระหว่างกลุ่มดาวแมงป่องกับกลุ่มดาวคนยิงธนู จึงขอเชิญชวนผู้ที่สนใจชมความสวยงามของวงแหวนดาวเสาร์ในคืนดังกล่าว รวมถึงโรงเรียนทั่วประเทศโดยเฉพาะโรงเรียนในโครงการกระจายโอกาสเรียนรู้ดาราศาสตร์ 77 จังหวัดฯ ที่ได้รับมอบกล้องโทรทรรศน์จาก สดร. ใช้โอกาสนี้จัดกิจกรรมการเรียนรู้นอกห้องเรียน ตั้งกล้องโทรทรรศน์ให้นักเรียนและชุมชน ร่วมส่องวงแหวน ดาวเสาร์แบบเต็มตา เชื่อว่าวงแหวนดาวเสาร์ที่สวยงามจะช่วยสร้างความประทับใจและแรงบันดาลใจแก่เยาวชนให้สนใจเรียนรู้ดาราศาสตร์และวิทยาศาสตร์มากยิ่งขึ้น.

https://www.thairath.co.th/content/1098690

ผลวิจัยชี้ฟาร์มกังหันลมในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือสามารถจ่ายไฟฟ้าได้ทั้งโลก

ลมเป็นหนึ่งในแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดที่สุดซึ่งสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ งานวิจัยใหม่ระบุว่าพลังงานลมในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือมีศักยภาพที่จะผลิตไฟฟ้าได้มากพอสำหรับคนทั้งโลกเลยทีเดียวการใช้ประโยชน์จากพลังงานลมในสหรัฐอเมริกายังล้าหลังกว่ายุโรปและสหราชอาณาจักรเป็นทศวรรษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากฟาร์มกังหันลมนอกชายฝั่งซึ่งในทวีปยุโรปมีพัฒนาการก้าวไกลและนำมาใช้ประโยชน์อย่างเป็นล่ำเป็นสัน ขณะที่สหรัฐเพิ่งจะเปิดใช้เป็นแห่งแรกเมื่อปลายปีที่แล้วนี่เองนอกเหนือจากมีความปลอดภัยต่อชีวิตของนกมากกว่าและรบกวนต่อผู้คนน้อยกว่าแล้ว ข้อได้เปรียบสำคัญของฟาร์มกังหันลมนอกชายฝั่งคือมีความเร็วลมสูงกว่า ซึ่งในทางทฤษฎีจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้มากว่าฟาร์มกังหันลมบนบกถึง 5 เท่า แต่คำถามคือความเร็วลมที่สูงมากในทะเลจะสามารถเปลี่ยนเป็นไฟฟ้าได้มากอย่างที่คิดจริงหรือไม่ นักวิจัยที่สถาบัน Carnegie Science ได้ทำการศึกษาเพื่อหาคำตอบ

“ลมในทะเลนอกชายฝั่งแรงจัดเป็นเพราะไม่มีอะไรไปขวางทำให้มันช้าลงหรือเปล่า?” Ken Caldeira หนึ่งในทีมวิจัยตั้งคำถาม “ฟาร์มกังหันลมยักษ์จะชะลอความเร็วลมจนไม่มีความแตกต่างกับบนบกหรือไม่?”

พลังงานส่วนใหญ่ที่ถูกเก็บเกี่ยวโดยกังหันลมเกิดขึ้นที่ชั้นบรรยากาศระดับสูงและถูกส่งลงมาใกล้บริเวณพื้นผิวที่ซึ่งกังหันลมสามารถดึงเอาพลังงานมาใช้ได้ มีงานวิจัยก่อนหน้านี้ที่ได้ประมาณอัตราสูงสุดที่จะผลิตไฟฟ้าได้บนบกและอัตราสูงสุดนั้นจะขึ้นอยู่กับเคลื่อนลงมาข้างล่างของลมชั้นบนที่พัดแรงกว่า

“คำถามที่แท้จริงก็คือชั้นบรรยากาศเหนือมหาสมุทรสามารถส่งพลังงานลงมาข้างล่างได้มากกว่าชั้นบรรยากาศบนบกหรือไม่” Caldeira กล่าว

ทีมวิจัยใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์เปรียบเทียบผลระหว่างฟาร์มกังหันลมขนาดใหญ่เกือบ 2 ล้านตารางกิโลเมตรในรัฐแคนซัสตอนกลางของประเทศสหรัฐกับในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ผลปรากฏว่าฟาร์มกังหันลมในมหาสมุทรไม่ได้ชะลอความเร็วลมลงมากเท่ากับที่เกิดขึ้นบนบก และทำให้ในบางพื้นที่ผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าบนบกอย่างน้อย 3 เท่า

สาเหตุที่เป็นอย่างนั้นเกิดจากความแตกต่างในสภาพปัจจัยแวดล้อมของชั้นบรรยากาศเหนือมหาสมุทรกับบนบก มีความร้อนจำนวนมหาศาลระบายออกจากมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือขึ้นไปสู่บรรยากาศชั้นบน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูหนาว ความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิที่พื้นผิวตลอดแนวชายฝั่งของสหรัฐทำให้เกิดพายุไซโคลนขึ้นบ่อยๆทั่วมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ และดึงเอาพลังงานจากบรรยากาศชั้นบนลงมาใกล้พื้นผิว

“เราพบว่าฟาร์มกังหันลมในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือสามารถใช้ประโยชน์จากชั้นบรรยากาศหลายระดับ ต่างจากฟาร์มกังหันลมที่จำกัดอยู่เฉพาะลมใกล้พื้นผิวเท่านั้น” Anna Possner นักวิจัยอีกคนกล่าว

ทีมวิจัยยังพบอีกว่าพลังงานลมในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือขึ้นอยู่กับฤดูกาลอย่างมาก ในฤดูร้อนฟาร์มกังหันลมนอกชายฝั่ง (แบบจำลอง) สามารถผลิตไฟฟ้าเพียงพอสำหรับความต้องการในสหรัฐอเมริกาหรือยุโรป แต่ในฤดูหนาวมันสามารถผลิตไฟฟ้าได้มากพอสำหรับความต้องการของคนทั้งโลกได้เลย

 

ข้อมูลและภาพจาก carnegiescience.edu, newatlas