คลังเก็บรายเดือน: กันยายน 2017

การล้มตัวของอิฐ แบบโดมิโน่ และ The Domino Effect หรือทฤษฎีความสำเร็จจากโดมิโน่

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1565878090143671

150638128334511

The Domino Effect หรือทฤษฎีความสำเร็จจากโดมิโน่ คืออะไร

คุณเชื่อไหมว่าโดมิโน่เพียงตัวเดียว สามารถล้มโดมิโนที่มีขนาดใหญ่กว่าตัวเองได้ถึง 50% และด้วยความสามารถนี้ของมัน ถ้าเราเรียงโดมิโน่ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ต่อกันไปทีละขั้น ในระยะหนึ่งมันสามารถล้มโดมิโน่ที่สูงเท่ากับตึกที่สูงที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ และด้วยลักษณะความพิเศษนี้เอง ที่ทำให้เกิดเป็นการบรรลุเป้าหมายด้วยวิธีการของโดมิโน่เอฟเฟค

ผลลัพธ์ที่ไม่ธรรมดาจากโดมิโน่เอฟเฟค

จากการตีความส่วนหนึ่งของหนังสือ “The One Thing” จากผู้เขียน Gary Keller ซึ่งเป็นหนังสือที่เกี่ยวกับการพัฒนาตนเอง ทั้งในระดับบุคคลและระดับองค์กร โดยหนังสือเล่มนี้ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากทั่วโลก เพราะทำให้ผู้อ่านได้รับไอเดียใหม่ ๆ ในการใช้ชีวิต และการไปสู่จุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ และสามารถอธิบายการใช้งานโดมิโน่เอฟเฟคในชีวิตได้ว่า

เมื่อคุณคิดถึงความสำเร็จของตัวคุณเอง และความสำเร็จนั้นคือดวงจันทร์ แน่นอนว่ามันเปรียบเสมือนเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต และมันต้องเป็นเป้าหมายที่ยากมากแน่นอน แต่คุณสามารถพิชิตมันได้ หากจัดลำดับความสำคัญของสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตให้ดี เรียงโดมิโน่ในชีวิตของคุณแต่ละตัวให้ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่ข้ามขั้นตอนและขนาดของโดมิโน่ เมื่อถึงตอนสุดท้าย แน่นอนว่าแม้แต่โดมิโน่ที่มีขนาดเท่าดวงจันทร์ก็จะล้มลงมาได้ตามที่คุณต้องการ

การนำโดมิโน่เอฟเฟคไปใช้

เพราะว่าความสำเร็จแต่ละอันนั้นไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกัน แต่มันเกิดขึ้นตามลำดับ คุณต้องเริ่มจากการลากเส้นและทำให้มันเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาให้ได้ก่อน เมื่อเริ่มทำจากสิ่งที่เป็นเป้าหมายจากจุดเล็ก ๆ ก่อนและทำต่อไปเรื่อย ๆ แน่นอนว่าเมื่อเวลาผ่านไปมันย่อมมีขนาดใหญ่ขึ้น และมีพลังมากพอที่จะผลักดันเป้าหมายขนาดใหญ่ของคุณให้สำเร็จได้

ลองจินตนาการให้ทุกวันของคุณคือโดมิโน่ตัวเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไปแน่นอนว่าไม่ว่าจะเป็นโดมิโน่ที่มีขนาดใหญ่แค่ไหนก็ตาม แต่จุดเริ่มต้นจากโดมิโน่ตัวเล็กของคุณก็สามารถล้มมันได้ทั้งหมด

จะเห็นได้ว่าสิ่งสำคัญของเรื่องการใช้โดมิโน่เอฟเฟคก็คือเวลา เพราะเมื่อเวลาผ่านไป ถ้าหากคุณเริ่มตั้งโดมิโน่ตัวแรกของคุณได้ และตั้งตัวต่อไปตามมาเรื่อย ๆ ความสำเร็จเหล่านั้นย่อมถูกสร้างขึ้นตามลำดับ และถ้าหากคุณจัดการกับพวกมันให้เหมือนกับโดมิโน่เอฟเฟคที่เป้าหมายต่อมานั้นขยายใหญ่ขึ้นไปเรื่อย ๆ แน่นอนว่าในชีวิตของคุณย่อมไม่มีอะไรที่ยากเกินไปที่จะทำให้สำเร็จ แม้แต่เป้าหมายที่ใหญ่และยากเย็นอย่างดวงจันทร์คุณก็สามารถพิชิตมันได้แน่นอน

วิกฤต!แผ่นน้ำแข็งขั้วโลกละลายจนเรือวิ่งผ่านได้

โลกร้อนวิกฤต!แผ่นน้ำแข็งในขั้วโลกเหนือละลายเร็วขึ้นช่วงฤดูร้อน จนเรือสามารถวิ่งผ่านได้ นักวิทย์ชี้กลับคืนไม่ได้

วันนี้(24ก.ย.60)ก่อนหน้านี้หลายสำนักข่าวได้นำเสนอหมีขาวตัวหนึ่งกำลังติดอยู่บนแผ่นน้ำเเข็งขั้วโลกเหนือที่กำลังลอยอยู่เหนือน้ำทะเลสีฟ้า เมื่อหลายปีก่อน เเม้เเต่ในช่วงฤดูร้อน พื้นที่บริเวณนี้ปกคลุมด้วยแผ่นน้ำเเข็งที่หนามากและน้ำทะเลเข้ามาไม่ถึง

แต่ในขณะนี้เรือขุดเจาะน้ำเเข็ง Nordica ฟินเเลนด์น้ำหนัก 13,000 ตัน สามารถเดินเรือผ่านบริเวณนี้ได้โดยไม่ต้องเจาะเเผ่นน้ำเเข็ง คนนำทางผ่านน้ำเเข็งที่ได้รับการว่าจ้างให้นำทางเเก่เรือขุดเจาะน้ำเเข็งผ่านน่านน้ำอันตราย บอกว่า น้ำเเข็งในบริเวณนี้เคยมีความหนาหลายเมตร

ดุค สไนเดอร์ ผู้นำทางเรือขุดเจาะน้ำเเข็ง กล่าวว่า ยกตัวอย่างเมื่อปีที่แล้ว จุดที่กำลังยืนอยู่นี้เคยมีน้ำแข็งหนาปกคลุม แต่ตอนนี้ได้ละลายไปจนหมดไม่มีน้ำแข็งหลงเหลือ แม้แต่ในช่องแคบ McClintock ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ภาพถ่ายทางดาวเทียมตั้งเเต่ปี ค.ศ. 1979 เเสดงให้เห็นว่าเเผ่นน้ำเเข็งบนผิวหน้าทะเลในขั้วโลกเหนือได้ลดลงโดยเฉลี่ย 88,000 ตารางกิโลเมตรต่อปี เทียบเท่ากับขนาดของประเทศเซอร์เบีย

บรรดานักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า การละลายของแผ่นน้ำเเข็งนี้ไม่สามารถกลับคืนได้ เเม้ว่าประเทศต่างๆที่ลงนามในข้อตกลงว่าด้วยภาวะโลกร้อนปารีสเมื่อปี 2015 จะปฏิบัติตามคำสัญญาที่จะรักษาอุณหภูมิของโลกให้อุ่นขึ้นต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียสก็ตาม

แอนดรู วีฟเวอร์ นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศโลก กล่าวว่า ขั้วโลกเหนือละลายในอัตรา 2.5 เปอร์เซ็นต์ต่อสิบปีในเดือนพฤษภาคม และกำลังละลายเร็วขึ้นเป็น 10.4 เปอร์เซ็นต์ในเดือนสิงหาคมนี้

แต่หลายคนมองว่า การละลายของเเผ่นน้ำเเข็งในขั้วโลกเหนือเป็นประโยชน์ ทางเดินเรือทางตะวันตกเฉียงเหนือ ที่เชื่อมระหว่างทางเหนือของมหาสมุทรแอตแลนติกกับทางเหนือของมหาสมุทรแปซิฟิกที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นน้ำเเข็งอยู่ตลอดเวลา ในตอนนี้ได้ละลายจนหมดในช่วงฤดูร้อน เปิดทางให้เรือท่องเที่ยว เรือประมงและเรือขนส่งสินค้าที่นำสินค้าไปส่งในชุมชนท้องถิ่น เเล่นผ่านได้ แต่ผลเสียต่างๆ ที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นผลเสียอย่างถาวร

ไมเคิ่ล ไบเยอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะโลกร้อน กล่าวว่า เรือท่องเที่ยวอาจจะสามารถนำนักท่องเที่ยวเช้าไปชมหมีขาวได้ในตอนนี้ เเต่หมีขาวจะไม่หลงเหลืออยู่ให้นักท่องเที่ยวได้ไปดูในอีก 20 ถึง 50 ปีข้างหน้า เเละคนท้องถิ่นกล่าวว่า เเม้เเต่เด็กๆ ก็สังเกตุเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และมีความรู้สึกทั้งตื่นเต้นเเละเสียใจ ชาวเอสกิโมบนเกาะ Baffin คนนี้บอกว่าแผ่นน้ำเเข็งในบริเวณอ่าวของเกาะ เวลาละลาย เด็กๆ จะสังเกตุเห็นทันทีเพราะจะมีเรือเข้ามาทอดสมอ ลูกชายตื่นเต้นมาเวลาเห็นเรือมาจอดหลายลำในอ่าว เเต่ลูกสาวจะเสียใจที่ทางเดินบนแผ่นน้ำเเข็งหายไป

บรรดานักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าหากแผ่นน้ำเเข็งในขั้วโลกเหนือละลายอย่างรวดเร็วในช่วงฤดูร้อนแบบนี้ต่อไป เด็กๆ ชาวเอสกิโมส่วนใหญ่จะมีฤดูร้อนที่ปราศจากน้ำเเข็ง หรืออาจจะมีฤดูหนาวที่ไร้น้ำเเข็งในอนาคตอันใกล้อีกด้วย

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1565930216805125

 

ไม่ได้โง่! เปิดผลวิจัย ‘คนขี้ลืมคือคนฉลาด’ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? นักวิทย์มีคำตอบ

ใครเคยถูกด่าเพราะตัวเองเป็นคนขี้หลงขี้ลืม ขอให้ยกมือขึ้น! ลืมความเจ็บปวดที่เคยถูกต่อว่านั้นไป ทำใจให้สบายและมาอ่านเรื่องราวที่เรานำมาเสนอในวันนี้ เพราะล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้ มีผลการวิจัยจากต่างประเทศที่ชี้ให้เห็นแล้วว่า คนขี้ลืมไม่ได้หมายความว่าเป็นคนโง่! แต่คนขี้ลืมคือคนฉลาดต่างหากล่ะ!

Paul Frankland และ Blake Richards สองนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโทรอนโต ประเทศแคนาดา ผู้ทำการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องกลไกการทำงานของสมองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำ และพวกเขาก็ได้พบว่า ความขี้หลงขี้ลืมไม่ได้เกิดจากประสิทธิภาพในการเรียกคืนข้อมูลล้มเหลว หากแต่นี่เป็นกระบวนการที่จะช่วยให้สมองสามารถตัดสินใจได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

Blake Richards กล่าวว่า “เรื่องที่สำคัญที่สุดคือ สมองของคนเราต้องลืมหรือตัดรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่จำเป็นออกไปบ้าง และให้ความสนใจหรือให้ความสำคัญกับเรื่องที่จำเป็นหรือเรื่องที่ต้องตัดสินใจในช่วงเวลา ณ ขณะนั้น เพราะถ้าคุณพยายามจะจำทุกสิ่งอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต สมองของคุณก็จะอัดแน่นไปด้วยความจำเหล่านั้นมากเกินไป ทำให้สมองเบลอ เชื่องช้า ส่งผลให้การตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ทำได้ยาก พูดง่ายๆ ก็คือ คุณจะลังเลไม่กล้าตัดสินใจในทุกๆ เรื่องนั่นเอง และสมองของคนเราเป็นตัวกรองข้อมูลชั้นดี นั่นหมายความว่า อะไรที่ไม่สำคัญก็ควรจะลืมๆ มันไปซะ เหมือนเป็นการเคลียร์สมองเพื่อเก็บพื้นที่เอาไว้จดจำในเรื่องที่สำคัญๆ หรือเรื่องที่ตัวเองสนใจก็เพียงพอแล้ว”

Paul Frankland ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า “จากผลการวิจัยที่เราได้ศึกษาค้นคว้ากันมา แสดงให้เห็นว่า สมองของคนเรามีกลไกบางอย่างที่สนับสนุนให้เกิดอาการหลงๆ ลืมๆ ซึ่งมันแตกต่างจากกลไกของสมองที่เกี่ยวข้องกับการบันทึกข้อมูลเป็นอย่างมาก และประโยชน์ของเจ้ากลไกชนิดนี้ก็คือ ทำให้คนที่ขี้ลืมนั้นมีความคิดความอ่านที่ฉลาดและหลักแหลมนั่นเอง”

อย่างไรก็ตามนักวิจัยทั้งสองคนก็ได้ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า ผลงานวิจัยของพวกเขาชิ้นนี้หมายถึงคนที่มีนิสัยขี้ลืมหน่อยๆ ไม่ได้หมายถึงคนที่ขี้หลงขี้ลืมมากๆ ชนิดที่ว่าจำเรื่องราวสำคัญๆ ต่างๆ ไม่ได้เลย เพราะนั่นคืออาการป่วยหรือเป็นอาการของโรคความจำเสื่อมซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับผลการวิจัย แต่ควรได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีจะเป็นการดีที่สุดนั่นเอง

เรียบเรียง : SpokeDark.TV

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1564617496936397

ไมโครชิปใหม่สามารถเปลี่ยนแสงเป็นคลื่นเสียงเก็บไว้ได้สำเร็จเป็นครั้งแรก

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1563225157075631

light-stored-as-sound-1-715x400

นี่เป็นครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์สามารถเปลี่ยนคลื่นแสงให้เป็นคลื่นเสียงในชิปคอมพิวเตอร์ ความสำเร็จในครั้งนี้จะนำไปสู่อนาคตที่สดใสของคอมพิวเตอร์แบบใหม่ในอนาคตที่สามารถส่งผ่านข้อมูลด้วยความเร็วเท่าแสงคอมพิวเตอร์ที่ทำงานด้วยแสง (Light-based Computers) จะทำงานได้เร็วกว่าคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันไม่น้อยกว่า 20 เท่า ไม่ร้อนและไม่ใช้พลังงานสิ้นเปลืองอย่างคอมพิวเตอร์ที่ใช้กันอยู่ เนื่องจากการส่งผ่านและประมวลผลข้อมูลทำโดยใช้แสงแทนไฟฟ้าใช้โฟตอนแทนอิเล็กตรอนฟังดูเหมือนง่ายแต่จริงๆแล้วไม่ใช่ ที่พูดถึงยังเป็นเพียงในทางทฤษฎีเท่านั้น ในทางปฏิบัติยังทำไม่ได้แม้ว่าจะมีบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง IBM และ Intel ต่างก็มุ่งมั่นพยายามทำให้สำเร็จ ปัญหาสำคัญก็อยู่ที่ความเร็วของมันนั่นแหละ

การเข้ารหัสข้อมูลในโฟตอนไม่ยากนักและเราทำมันอยู่แล้วตอนที่ส่งข้อมูลทางสายเคเบิลใยแก้ว แต่การหาวิธีให้ชิปคอมพิวเตอร์สามารถดึงและประมวลผลข้อมูลที่เก็บอยู่ในโฟตอนนั้นยากมาก เพราะแสงเดินทางเร็วเกินไปจนไมโครชิปมีเวลาไม่เพียงพอที่จะอ่านข้อมูลได้ทัน

และนี่ก็เป็นเหตุผลที่การส่งผ่านข้อมูลด้วยแสงในเครือข่ายอินเตอร์เน็ตต้องเปลี่ยนเป็นอิเล็กตรอนที่มีความเร็วต่ำกว่า แต่ตอนนี้เราพบทางเลือกที่ดีกว่าในการลดความเร็วของแสงโดยการเปลี่ยนมันให้เป็นคลื่นเสียง

ทีมวิจัยที่มหาวิทยาลัยซิดนีย์ได้ออกแบบไมโครชิปใหม่ให้สามารถเปลี่ยนแสงให้เป็นคลื่นเสียงที่มีความเร็วต่ำกว่าทำให้ชิปมีเวลาเพียงพอที่จะดึงข้อมูลมาประมวลผลได้

“ข้อมูลในชิปของเราที่อยู่ในรูปคลื่นเสียงเดินทางที่ความเร็วต่ำกว่าแสงมาก” Birgit Stiller หนึ่งในทีมวิจัยกล่าว “มันคล้ายกับความแตกต่างระหว่างฟ้าร้องกับฟ้าแลบ”

นั่นหมายถึงว่าคอมพิวเตอร์ได้ใช้ประโยชน์จากการส่งผ่านข้อมูลด้วยแสงที่เร็วมาก ไม่มีความร้อนที่เกิดจากความต้านทานไฟฟ้า และไม่มีการรบกวนจากรังสีแม่เหล็กไฟฟ้า และยังสามารถทำให้ข้อมูลเดินทางช้าลงมากพอที่ชิปคอมพิวเตอร์จะสามารถประมวลผล กำหนดเส้นทาง จัดเก็บ และเข้าถึงข้อมูลนั้นได้

“นี่เป็นก้าวที่สำคัญด้านการประมวลผลด้วยแสงเพราะแนวคิดนี้ทำให้ทุกความต้องการสัมฤทธิ์ผลได้ สำหรับระบบติดต่อสื่อสารด้วยแสงทั้งในปัจจุบันและอนาคต” Benjamin Eggleton นักวิจัยอีกคนกล่าว

ทีมวิจัยทำสิ่งนี้ได้สำเร็จด้วยการพัฒนาระบบความจำที่ส่งผ่านข้อมูลได้อย่างถูกต้องแม่นยำระหว่างแสงกับคลื่นเสียงในไมโครชิปแบบโฟโตนิกส์ที่ในอนาคตจะถูกใช้ในคอมพิวเตอร์ที่ทำงานด้วยแสง

คุณสามารถดูการทำงานของมันได้ในวิดีโอด้านล่าง

เริ่มแรกข้อมูลในสัญญาณแสงเข้ามาในชิปเป็นห้วงๆ (สีเหลือง) และมันจะมีปฏิกิริยากับสัญญาณ ‘เขียน’ (สีน้ำเงิน) ทำให้เกิดคลื่นเสียงที่เก็บข้อมูลนั้นไว้ สัญญาณแสงอีกอันหนึ่งที่เรียกว่าสัญญาณ ‘อ่าน’ (สีน้ำเงิน) จะเข้ามาที่ข้อมูลเสียงแล้วเปลี่ยนมันกลับเป็นแสงอีกครั้งหนึ่ง

ปกติแสงจะวิ่งผ่านชิปภายในเวลา 2 – 3 นาโนวินาที แต่เมื่อกักเก็บมันไว้ในรูปคลื่นเสียงข้อมูลจะสามารถอยู่ในชิปได้ถึง 10 นาโนวินาที ซึ่งมากพอสำหรับการดึงข้อมูลมาประมวลผล การเปลี่ยนแสงเป็นคลื่นเสียงไม่เพียงแต่ทำให้มันช้าลงเท่านั้น แต่ยังทำให้การดึงเอาข้อมูลมานั้นมีความแม่นยำเพิ่มขึ้น และยังทำงานได้ดีในทุกแบนด์วิธอีกด้วย

“การสร้างบัฟเฟอร์เสียงภายในชิปทำให้ความสามารถในการควบคุมข้อมูลดีขึ้นในหลายระดับ” Moritz Merklein ทีมงานอีกคนกล่าว “ระบบของเราไม่ถูกจำกัดสำหรับแบนด์วิธแคบ (narrow bandwidth) ดังนั้นเราจึงสามารถเก็บและเรียกคืนข้อมูลที่หลายความยาวคลื่นพร้อมกันได้ ซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างมาก”

http://www.takieng.com/stories/5679

ถุงหนีไฟ   fire escape chute

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1562279000503580

     ถุงหนีไฟ   fire escape chute เป็นอุปกรณ์หนีไฟที่ยังไม่เป็นที่คุ้นเคยของคนไทยนัก เป็นทางเลือกอีกทางสำหรับการหนีไฟ ถุงหนีไฟเป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งสำหรับอาคารสูง เพื่อลำเลียงหรืออพยพผู้ประสบภัยจากอาคารลงมาตามแนวดิ่ง ประกอบด้วยวัสดุใยสังเคราะห์สามชั้น ชั้นนอกทำจาก fibre glass   ทนความร้อนจากเปลวเพลิงได้ ๖๕๐-๘๐๐ องศาเซลเซียส   ชั้นกลางทำจาก jersey ผ้ายืดที่ยืดหดได้ สามารถทนอุณหภูมิได้   ๑๐๘-๑๙๐ องศาเซลเซียส   ชั้นในสุดทำจากวัสดุ kevlar ที่มีความเหนียวและทนทาน   สามารถรับน้ำหนักคนที่ลงผ่านถุงได้ไม่น้อยกว่า ๓๐ คน

1506036761293

 

อุปกรณ์นี้ติดตั้งอยู่บน platform ที่ทำจากวัสดุเหล็กเหนียว carbon steel   สามารถลำเลียงคนจากชั้น ๑๕ ลงมาสู่พื้นดินอย่างปลอดภัย โดยการหย่อนตัวลงในถุงหนีไฟอย่างช้า ๆ ยื่นมือออกไป ชันเข่าขึ้นเปลี่ยนอิริยาบถไปเรื่อย ๆ สลับไปมา ถ้ากางแขนและขามากจะทำให้การลงช้าหรือหยุด ไม่ควรปล่อยให้ตัวเคลื่อนลงมาเร็วเกินไป         การใช้ถุงหนีไฟน่าจะปลอดภัยกว่าการโรยตัวหนีไฟทางเฮลิคอปเตอร์ถึงแม้ว่าการกระโดดถุงหนีไฟมีข้อควรระวังอยู่บ้าง   คือถ้าปล่อยตัวลงมาเร็วเกินไป ข้อศอกและปลายเท้าจะเสียดสีกับวัสดุภายในถุงหนีไฟทำให้เกิดความร้อน รวมทั้งการกระทบกระทั่งกันระหว่างที่อยู่ในถุงหนีไฟ แต่ก็นับว่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับการถูกไฟลวกหรือไฟคลอกตาย “ ข้อมูลสนับสนุนจากหนังสือ ๑๐๘ ซองคำถาม สำนักพิมพ์สารคดี ”

ลือสนั่น ใกล้ถึงวันสิ้นโลก! ดาวเคราะห์ลึกลับ นิบิรุ จะพุ่งชน 23ก.ย.นี้


(ภาพประกอบ จากยูทูบ)นักเลขศาสตร์ มะกัน เดวิด มี้ด เตือน ดาวเคราะห์ปริศนา ‘นิบิรุ’ หรือ แพลนเนท เอ็กซ์กำลังจะพุ่งชนโลก 23ก.ย.2017 จนโลกและมนุษยชาติถึงกาลอวสาน ทั้งที่นาซายืนยันมาตลอด ข่าวลือเรื่องนี้ เป็นข่าวหลอกลวง ดาวนิบิรุไม่มีจริง

เมื่อ 21 ก.ย.60 สื่อต่างประเทศยังคงรายงานครึกโครมข่าวลือเกี่ยวกับ ดาวเคราะห์ลึกลับ นิบิรุ หรือ Planet X (แพลเนท เอกซ์) ที่จะพุ่งชนโลก และถึงกับมีการทำนายกันว่า วันที่ 23 ก.ย.2017 นี้ คือวันโลกาวินาศ เป็นวันที่ดาวนิบิรุ ชนโลก โดยเว็บไซต์ ฟอกซ์นิวส์ รายงานว่า นายเดวิด มี้ด นักเลขศาสตร์ ชาวอเมริกัน  ผู้แต่งหนังสือชื่อ Planet X:The 2017 Arrival (แพลเนต เอ็กซ์ : เดอะ 2017 อาร์ไรวอล) ซึ่งสร้างความปั่นป่วนให้แก่แวดวงดาราศาสตร์ไม่น้อย อ้างว่า วันที่ 23ก.ย.2017 นี้ จะเป็นวันที่มีดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ นิบิรุ หรือ แพลเนท เอ็กซ์ พุ่งชนโลก จนเกิดภัยพิบัติหายนะ โลกและมนุษยชาติจะถึงกาลอวสาน

นายเดวิด มี้ด ชี้ว่า เหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติรุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานที่ผ่านมา อาทิ การเกิดสุริยุปราคา และเฮอริเคน ฮาร์วีย์ คือ สัญญาณที่ระบุไว้ในบันทึกทางศาสนาของยิวหรือคริสเตียน (ระหว่างช่วง 200 ปีก่อนคริสต์ศักราช ถึงปีคริสต์ศักราชที่ 300)

อย่างไรก็ตาม ด้าน องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ(นาซา) ของสหรัฐฯ ยืนยันซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า ดาวเคราะห์ นิบิรุ เป็นเพียงเรื่องหลอกลวงบนอินเทอร์เน็ตและดาวนิบิรุ หรือ แพลเนท เอ็กซ์ ไม่ได้มีอยู่จริงแต่อย่างใด

ทั้งนี้ เมื่อต้นปี 2017 มีหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อ Planet X:The 2017 Arrival (แพลเนต เอ็กซ์ : เดอะ 2017 อาร์ไรวอล เขียนโดยนาย เดวิด มี๊ด ที่สร้างความฮือฮาปั่นป่วนให้กับแวดวงดาราศาสตร์ โดยผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ อ้างว่า มีดาวเคราะห์ลึกลับดวงหนึ่ง ที่เรียกว่า แพลเนท เอ็กซ์ หรือนิบิรุ กำลังโคจรเข้าหาโลกและจะชนโลกในเดือนตุลาคม ที่จะถึงนี้ ซึ่งจะทำลายล้างชนิดที่ทำให้สิ่งมีชีวิตบนโลกสูญพันธุ์ไปหมด

อย่างไรก็ตาม หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่เล่มแรกที่พูดถึง ดาวปริศนา แพลเนท เอ็กซ์ เพราะนาซาชี้ว่า ต้นตอที่เป็นทฤษฎีสมคบคิด (Conspirasy Theories) นี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2538 แล้ว โดยแนนซี ไลเดอร์ ซึ่งอ้างว่า ตัวเองเป็นสื่อกลางระหว่างมนุษยชาติกับมนุษย์ต่างดาวจากระบบดาวฤกษ์ซีตาเรติคิวลีได้

https://www.thairath.co.th/content/1076530

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1561637763901037

แปลภาษาสุดเจ๋ง

11

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1562271017171045

หยิง จาง ผู้ร่วมก่อตั้งมีเซย์ บริษัทพัฒนาเทคโนโลยีด้านการสื่อสารจากประเทศจีน เปิดตัวมีเซย์ (Mesay) เครื่องแปลภาษาสุดไฮเทค มาในรูปแบบคล้ายเครื่องอัดเสียง ขนาดกะทัดรัด และมีน้ำหนักเบาแค่ 45 กรัม ใช้งานง่าย สะดวก และรวดเร็ว เพียงกดปุ่มตรงกลางเพื่อพูดประโยคที่ต้องการแปลเป็นภาษาอื่น

เบื้องต้นมีภาษาตั้งต้น 2 ภาษา คือ จีน และอังกฤษ จากนั้นเลือกคำสั่งการแปลภาษาจากเมนูบนหน้าจอสัมผัส เพื่อแปลจากภาษาหลักเป็นภาษาอื่นๆ อีก 15 ภาษา ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลี ฝรั่งเศส เยอรมัน สเปน โปรตุเกส อิตาลี รัสเซีย สวีเดน โปแลนด์ เดนมาร์ก ฟินแลนด์ นอร์เวย์ ดัตช์ และคาตาลัน รอไม่ถึง 2 วินาทีมีเซย์จะแปลภาษาโดยแสดงทางหน้าจอ พร้อมกับเสียงที่ออกลำโพง หรือหูฟัง

ข้อดีของมีเซย์ที่แตกต่างจากเครื่องแปลภาษา และแอพพลิเคชั่นแปลภาษาที่มีในปัจจุบัน คือ มีเซย์ทำงานแบบออฟไลน์ แม้ไม่ได้เชื่อมต่อกับเครือข่ายทางโทรคมนาคม และอินเตอร์เน็ต ก็แปลภาษาได้ ช่วยให้เวลาเดินทางท่องเที่ยวในต่างประเทศกลายเป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น

ชาวเน็ตแห่แชร์ภาพ-คลิป ปรากฏการณ์ ‘เมฆอาร์คัส’ เหนือท้องฟ้าโคราช

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1561315510599929

ชาวโคราช แห่ถ่ายภาพ-คลิปปรากฏการณ์ ‘เมฆอาร์คัส หรือ เมฆม้วน’ เหนือท้องฟ้าช่วงเช้าของวันนี้ ก่อนนำมาแชร์ในสังคมออนไลน์
เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา (20 ก.ย. 60) เกิดปรากฏการณ์ประหลาดบนท้องฟ้า โดยมีก้อนเมฆม้วนตัวเป็นแนวยาวเหนือท้องฟ้า และเคลื่อนตัวคล้ายกับคลื่นยักษ์ ซึ่งพาดผ่านหลายอำเภอใน จ.นครราชสีมา สร้างความตื่นเต้นและตื่นตาให้กับผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก ซึ่งก้อนเมฆประหลาดนี้เคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว ครอบคลุมแต่ละอำเภอประมาณ 30 นาที ระหว่างที่ครอบคลุมก็จะมีลมกระโชกแรงและมีฝนตกลงมาเป็นระยะ ผู้ที่พบเห็นต่างถ่ายภาพแล้วนำมาโพสต์แชร์ในสังคมออนไลน์กันเป็นจำนวนมาก

จากการตรวจสอบข้อมูล พบว่าเป็นปรากฏการณ์ “เมฆอาร์คัส” Roll Cloud หรือ เมฆม้วน ทั้งนี้ มีการระบุว่า เมฆรูปทรงนี้เป็นเมฆประเภทก่อตัวต่ำ เกิดขึ้นเมื่อมวลอากาศเย็นปะทะมวลอากาศอุ่นชื้น จึงผลักมวลอากาศอุ่นชื้นขึ้นไปด้านบน จากนั้นกระแสลมแรงได้ทำให้เมฆม้วนตัวเป็นทางยาวขนานไปกับพื้นผิวโลก โดยก่อนเกิดเมฆม้วน มีฝนตกในพื้นที่สลับกับอากาศร้อนจัด จึงทำให้เกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวขึ้น.

(ภาพจาก 61ข่าวภัย ปภ.)

https://www.thairath.co.th/content/1075760