คลังเก็บรายเดือน: กันยายน 2017

กล้องใต้น้ำ บันทึกภาพสุดตะลึง เจ้าสิ่งนี้กำลังแหวกว่าย หันหน้ามาทีต้องร้อง อื้ม (คลิป)

เพจ UNILADได้โพสต์คลิปสุดสโลว์โมชั่น โดยเป็นการบันทึกภาพหมาน้อยขนยาวกำลังแหวกว่ายอยู่ใต้น้ำ ดูแล้วน่าพิศวง ราวกับเป็นผู้คุมวิญญาณเหมือนกันนะ

ลุ้นเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติ คืนใบหน้าเหยื่อเสือตะปบเละ

https://web.facebook.com/rmutphysics/photos/a.408446155886876.96100.394250190639806/1568551169876363/?type=3

 เดอะมิเรอร์รายงานวันที่ 28 ก.ย.ว่า นายฮัชมอต อาลี ชาวประมงบังกลาเทศ อายุ 45 ปีเปิดใจให้ส้มภาษณ์ถึงเคราะห์กรรมที่ถูกเสือทำร้ายขณะหลับอยู่ในเรือจอดนิ่งอยู่ในป่าโกงกางจนใบหน้าฝั่งซ้ายเสียโฉมผิดส่วน และต้องคอยปิดใบหน้ามายาวนาน 23 ปี จนล่าสุดนี้เผยให้เห็นรอยแผลฉกรรจ์ และความหวังว่าแพทย์จะช่วยผ่าตัดคืนสภาพปกติให้ได้

นายอาลี ที่อาศัยอยู่กับภรรยาและลูกๆ สามคนเผยว่าต้องคอยใช้ผ้าปิดใบหน้าไม่ให้ผู้คนหวาดกลัว หรือรังเกียจ แต่ล่าสุดนี้จะเดินทางจากบ้านไปยังกรุงธากา เมืองหลวง ใช้เวลา 8 ชั่วโมง เพื่อเข้ารับการรักษาผ่าตัดศัลยกรรม

ผมอยากจะแก้ไขใบหน้าให้กลับมาเป็นปกติอีกครั้งเพื่อใช้ชีวิตอย่างภาคภูมิ ไม่ต้องคอยหลบหรือปิดบังอีกแล้ว ตอนนี้ผมซ่อนมันมานานพอแล้ว ผมอยากอยู่กับลูกๆ อย่างสบายใจ” นายอาลี กล่าว

ก่อนหน้านี้นายอาลีเคยผ่าตัดหลายครั้ง รวมถึงการปลูกถ่ายอวัยวะผิวหนัง 3 ครั้งที่ลงเอยล้มเหลว แต่ครั้งนี้แพทย์เสนอวิธีปรับโครงสร้างใบหน้าใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติ หรือ ทรีดี ปรินติง และใช้ผิวหนังจากร่างกายส่วนอื่น คาดว่าจะต้องใช้เวลาค่อยๆ ฟื้นฟู 2 ปีขึ้นไป

ลักษณะการรักษาอาจคล้ายกับกรณีของชายชาวบราซิล วัย 62 ปี ชื่อคาร์ลิโค คอนไซเซา ที่มีใบหน้าเป็นหลุมโหว่ขนาดใหญ่ เนื่องจากผ่าเอาเนื้องอกออกไป แต่เมื่อแพทย์ใช้เทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติมาใช้ ทำให้นายคอนไซเซาฟื้นฟูใบหน้าได้

นายชากิลา อักเตอร์ ฮัชมอต ภรรยา กล่าวว่า ดีใจมากที่สามีจะได้รักษาฟื้นฟูแล้ว สมาชิกในครอบครัวอยากให้นายอาลีกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ

https://www.khaosod.co.th/around-the-world-news/news_536918

นักฟิสิกส์ขยายความหลังตรวจพบ “คลื่นความโน้มถ่วงใหม่”

 ตำแหน่งของคลื่นความโน้มถ่วงที่ถูกค้นพบ แสดงให้เห็นบริเวณที่คาดว่าจะเป็นตำแหน่งของแหล่งกำเนิดคลื่นความโน้มถ่วง โดยบริเวณของแหล่งกำเนิดคลื่นความโน้มถ่วง GW170814 มีขนาดเล็กกว่าบริเวณของคลื่นความโน้มถ่วงอื่น เนื่องจากการเพิ่มเครื่องตรวจจับจากจำนวน 2 เครื่องเป็น 3 เครื่อง

ตำแหน่งของคลื่นความโน้มถ่วงที่ถูกค้นพบ แสดงให้เห็นบริเวณที่คาดว่าจะเป็นตำแหน่งของแหล่งกำเนิดคลื่นความโน้มถ่วง โดยบริเวณของแหล่งกำเนิดคลื่นความโน้มถ่วง GW170814 มีขนาดเล็กกว่าบริเวณของคลื่นความโน้มถ่วงอื่น เนื่องจากการเพิ่มเครื่องตรวจจับจากจำนวน 2 เครื่องเป็น 3 เครื่อง

นับเป็นอีกข่าวที่น่าตื่นเต้นสำหรับวงการวิทยาศาสตร์ หลังจากนักฟิสิกส์จากห้องปฏิบัติการในสหรัฐฯ และอิตาลีร่วมการแถลงข่าวการค้นพบ “คลื่นความโน้มถ่วงใหม่” ซึ่งนักฟิสิกส์ไทยช่วยขยายถึงความสำคัญของการค้นพบครั้งนี้ว่า ทำให้พื้นที่สำหรับค้นหาแหล่งกำเนิดคลื่นความโน้มถ่วงแคบลง และช่วยยืนยันว่าทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์นั้นยังคงถูกต้อง 

ทีมฟิสิกส์จากห้องปฏิบัติการไลโก (LIGO) ในสหรัฐฯ และห้องปฏิบัติการเวอร์โก (VIRGO) ในอิตาลีแถลงข่าวเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2560 ถึงการตรวจพบคลื่นความโน้มถ่วง GW170814 ซึ่งเป็นคลื่นความโน้มถ่วงที่เกิดจากการรวมตัวกันของหลุมดำคู่ โดยการตรวจพบสัญญาณคลื่นความโน้มถ่วงดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2560 เวลา 17:30:43 น. ตามเวลาประเทศไทย 

ตามลำดับเหตุการณ์เครื่องตรวจจับแอดวานซ์ไลโก (Advance LIGO) ณ เมืองลิฟวิงตัน สหรัฐฯ เป็นเครื่องตรวจจับแรกที่ตรวจวัดสัญญาณคลื่นความโน้มถ่วงได้ และในอีก 6 มิลลิวินาทีต่อมา เครื่องตรวจจับแอดวานซ์ไลโก ณ เมือง แฮนฟอร์ด สหรัฐฯ ก็สามารถตรวจวัดสัญญาณคลื่นความโน้มถ่วงเดียวกันได้ หลังจากนั้นอีกเพียง 6 มิลลิวินาที เครื่องตรวจจับแอดวานซ์เวอร์โก (Advance Virgo) ซึ่งอยู่อีกซีกโลกหนึ่ง ณ เมืองกาสชีนา อิตาลี ก็สามารถตรวจวัดคลื่นความโน้มถ่วงเดียวกันได้เช่นกัน และนับเป็นการตรวจวัดคลื่นความโน้มถ่วงแรกของเครื่องตรวจจับแอดวานซ์เวอร์โก 

สำหรับเครื่องตรวจจับแอดวานซ์เวอร์โก พัฒนามาจากเครื่องตรวจจับเวอร์โก (Virgo) โดยเริ่มใช้งานในเดือนเมษายน 2560 ที่ผ่านมา และได้เริ่มสังเกตการณ์ร่วมกับเครื่องตรวจจับแอดวานซ์ไลโกเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2560 แม้ว่าสัญญาณที่ตรวจวัดด้วยเครื่องตรวจจับแอดวานซ์เวอร์โกนั้นแม่นยำน้อยกว่าเครื่องตรวจจับแอดวานซ์ไลโก แต่การที่เครื่องตรวจจับแต่ละเครื่องได้ถูกออกแบบและปฏิบัติงานอย่างเป็นอิสระต่อกันโดยสิ้นเชิง ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถยืนยันการค้นพบดังกล่าวได้ดียิ่งขึ้น 

ทั้งนี้ ทีมข่าวผู้จัดการวิทยาศาสตร์ได้สอบถามเพิ่มเติมไปยัง ดร.ศุภชัย อาวิพันธุ์ นักวิจัยสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) ซึ่งเผยถึงข้อมูลการค้นพบครั้งนี้ และได้อธิบายถึงความสำคัญของการ้นพบครั้งนี้ว่า ก่อนหน้านี้การตรวจพบคลื่นความโน้มถ่วง 3 ครั้ง เกิดขึ้นโดยเครื่องตรวจจับไลโกซึ่งมีอยู่ 2 เครื่อง และการตรวจพบคลื่นความโน้มถ่วงครั้งล่าสุดนี้เป็นการตรวจพบ หลังการเปิดสังเกตการณ์ร่วมกับเครื่องตรวจวัดเวอร์โกได้เพียง 2 สัปดาห์ และเป็นการตรวจพบคลื่นความโน้มถ่วงพร้อมกันโดยเครื่องตรวจจับ 3 เครื่อง

“ก่อนหน้านี้ถ้าเจอคลื่นความโน้มถ่วงโดยเครื่องตรวจจับเพียงเครื่องเดียว เราจะไม่ทราบว่าคลื่นความโน้มถ่วงนั้นมาจากไหน ถ้ามีเครื่องตรวจจับ 2 ตัวจะบอกตำแหน่งพื้นที่บนท้องฟ้าได้ 60 ตารางองศา ซึ่งเป็นพื้นที่ค่อนข้งาใหญ่ แต่เมื่อมี 3 เครื่อง ทำให้พื้นที่ในการบอกตำแหน่งของแหล่งกำเนิดคลื่นความโน้มถ่วงเล็กลงเหลือ 6 ตารางองศา นั่นคือเหลือพื้นที่เล็กลง 10 เท่าสำหรับค้นหาแหล่งกำเนิดจริงๆ ของคลื่นความโน้มถ่วง” ดร.ศุภชัยกล่าว

นอกจากนี้การตรวจพบคลื่นความโน้มถ่วงล่าสุดนี้ยังช่วยยืนยันอีกครั้งว่าทฤษฎีสัมพัทธภาพของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) นั้นยังคงถูกต้อง โดย ดร.ศุภชัยอธิบายว่า เครื่องตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วง 2 ตัวของไลโกนั้นมีสัญญาณที่ค่อนข้างคล้ายกัน แต่เครื่องตรวจจับของเวอร์โกนั้นให้สัญญาณที่แตกต่างกันพอสมควร ซึ่งเกิดจากการโพลาไรซ์ (Polarization) ของคลื่นความโน้มถ่วงที่เกิดจากการบิดเบี้ยวของกาลอวกาศใน 3 มิติ และการบิดเบี้ยวดังกล่าวมีอยู่ 6 รูปแบบ ซึ่งรูปแบบการบิดเบี้ยวในครั้งนี้ไปตรงกับการทำนายของทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์

“การจะยืนยันทฤษฎีว่าจะเป็นจริงหรือไม่นั้น ต้องยืนยันได้ทุกครั้งว่าเหมือนกัน ทฤษฎีนั้นจึงยังถูกต้องอยู่ จากการสังเกตการณ์ครั้งนี้ถ้ามีเหตุการณ์ที่ไม่ตรงกัยทฤษฎีของไอน์สไตน์เพียง 1 ครั้งก็แสดงว่าทฤษฎีไม่สมบูรณ์ แต่สำหรับครั้งนี้ก็ยังยืนยันทฤษฎีของไอน์สไตน์” 

นอกจากนี้ทาง สดร.ยังมีความร่วมมือกับห้องปฏิบัติการไลโกและห้องปฏิบัติการเวอร์โกเพื่อสังเกตการณ์สัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของคลื่นความโน้มถ่วง ผ่านโครงการโกทู (Gravitational-wave Optical Transient Observer: GOTO) ร่วมกับมหาวิทยาลัยวอร์ริก (University of Warwick) มหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ (University of Sheffield) และมหาวิทยาลัยเลสเตอร์ (University of Leicester) สหราชอาณาจักร และมหาวิทยาลัยโมนาช (Monarsh Univesity) ออสเตรเลีย ซึ่งมีกล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็ก 0.4 เมตร จำนวน 4 กล้อง สำหรับค้นหาแหล่งกำเนิดคลื่นความโน้มถ่วง

ดร.ศุภชัยอธิบายให้ฟังว่า หลังจากตรวจพบคลื่นความโน้มถ่วงแล้ว จำเป็นต้องรีบบันทึกภาพบริเวณที่เกิดปรากฏการณ์ให้เร็วที่สุด เพื่อหาตำแหน่งของแหล่งกำเนิดคลื่นความโน้มถ่วงนั้น โดยค้นหาว่ามีวัตถุท้องฟ้าอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ และเหตุที่ต้องใช้กล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็กก่อน เพราะให้ภาพมุมกว้างที่สามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ในภาพรวม และใช้เวลาน้อยกว่ากล้องขนาดใหญ่ที่ให้ภาพมุมแคบ แต่ ณ ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลว่าจุดที่เกิดคลื่นความโน้มถ่วงนั้นเป็นอย่างไร 

สำหรับ คลื่นความโน้มถ่วง GW170814 ที่วัดได้ เกิดจากการรวมตัวของหลุมดำมวลประมาณ 31 และ 25 เท่าของดวงอาทิตย์ ห่างออกไปประมาณ 1.8 พันล้านปีแสง การรวมตัวดังกล่าวทำให้เกิดหลุมดำใหม่ที่มีมวลประมาณ 53 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ และมวลอีกประมาณ 3 เท่าของดวงอาทิตย์ถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานของคลื่นความโน้มถ่วง ในขณะที่เกิดการรวมตัวกัน

กล้องโทรทรรศน์ GOTO ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.4 เมตร จำนวน 4 กล้อง ณ เกาะ La Palma ในหมู่เกาะคานารี่ สเปน ซึ่งเป็นความร่วมมือของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำ เพื่อศึกษาสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของคลื่นความโน้มถ่วง

กล้องโทรทรรศน์ GOTO ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.4 เมตร จำนวน 4 กล้อง ณ เกาะ La Palma ในหมู่เกาะคานารี่ สเปน ซึ่งเป็นความร่วมมือของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำ เพื่อศึกษาสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของคลื่นความโน้มถ่วง


 

ภาพจำลองกล้องโทรทรรศน์ GOTO ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.4 เมตร จำนวน 4 กล้อง ณ เกาะ La Palma ในหมู่เกาะคานารี่ สเปน ซึ่งเป็นความร่วมมือของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำ เพื่อศึกษาสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของคลื่นความโน้มถ่วง

ภาพจำลองกล้องโทรทรรศน์ GOTO ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.4 เมตร จำนวน 4 กล้อง ณ เกาะ La Palma ในหมู่เกาะคานารี่ สเปน ซึ่งเป็นความร่วมมือของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำ เพื่อศึกษาสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของคลื่นความโน้มถ่วง
สัญญาณคลื่นความโน้มถ่วง GW170814 ที่ถูกตรวจวัดได้จากเครื่องตรวจจับ Advance LIGO ทั้ง 2 เครื่อง แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของสัญญาณระหว่างเครื่องตรวจจับ Advance LIGO และเครื่องตรวจจับ Advance Virgo ซึ่งสามารถอธิบายได้โดยการโพลาไรซ์ของคลื่นความโน้มถ่วง

สัญญาณคลื่นความโน้มถ่วง GW170814 ที่ถูกตรวจวัดได้จากเครื่องตรวจจับ Advance LIGO ทั้ง 2 เครื่อง แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของสัญญาณระหว่างเครื่องตรวจจับ Advance LIGO และเครื่องตรวจจับ Advance Virgo ซึ่งสามารถอธิบายได้โดยการโพลาไรซ์ของคลื่นความโน้มถ่วง
เครื่องตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงของ VIRGO ที่ประเทศอิตาลี มีขนาดแขนแต่ละด้านยาวออกไป 3 กิโลเมตร (Image credit : Nicola Baldocchi / Virgo Collaboration)

เครื่องตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงของ VIRGO ที่ประเทศอิตาลี มีขนาดแขนแต่ละด้านยาวออกไป 3 กิโลเมตร (Image credit : Nicola Baldocchi / Virgo Collaboration)
ดร.ศุภชัย อาวิพันธุ์

ดร.ศุภชัย อาวิพันธุ์

กล้องโทรทรรศน์วิทยุยักษ์เตรียมไขปริศนาจักรวาล (คลิป)


กล้องโทรทรรศน์วิทยุยักษ์เตรียมไขปริศนาจักรวาล… โดย rmutphysics

CiHZjUdJ5HPNXJ92GOy9GkKHhsawrNn4Pa

หอดูดาววิทยุแห่งชาติสหรัฐอเมริกาได้ประกาศโครงการสำรวจจักรวาลขนาดใหญ่ เพื่อให้ได้มุมมองที่มีรายละเอียดมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาด้วยการใช้กล้องโทรทรรศน์วิทยุขนาดใหญ่ (Very Large Array–VLA) ที่ติดตั้งอยู่ในรัฐนิวเม็กซิโก ประเทศสหรัฐอเมริกา มาตรวจจับคลื่นวิทยุที่ปล่อยออกมาจากทั่วทั้งภาคพื้นดิน และวัตถุจากทางช้างเผือกหรือในอวกาศอันไกลโพ้น

กล้องโทรทรรศน์วิทยุยักษ์ VLA มีลักษณะคล้ายจานดาวเทียมขนาดใหญ่ สามารถรับคลื่นวิทยุที่ออกมาจากการระเบิดของจักรวาลรวมถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในดวงดาวที่ห่างไกล เช่น ตรวจจับรายละเอียดของการปะทุออกมาของรังสีแกมมา การเกิดซุปเปอร์โนวา และเหตุการณ์อื่นๆในจักรวาล เนื่องจากกล้องโทรทรรศน์วิทยุดังกล่าวสามารถค้นหาฝ่าผ่านกลุ่มฝุ่นและก๊าซที่เกิดขึ้นบริเวณดาวนั้นๆได้ ซึ่งคาดว่าข้อมูลที่ได้มาจะเป็นประโยชน์สำหรับนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ และเป็นไปได้ว่าจะค้นพบกาแลกซีที่อาจมีมนุษย์ต่างดาวอาศัยอยู่ก็เป็นได้ก่อนหน้านี้ในปี พ.ศ.2556 หอดูดาววิทยุแห่งชาติสหรัฐอเมริกาได้เชิญนักดาราศาสตร์จากทั่วโลกมาเสนอแนวคิดสำหรับการสำรวจอวกาศนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรจึงได้ร่วมกันออกแบบการสำรวจและดำเนินการทดสอบในปี 2559 ซึ่งได้รับการอนุมัติให้ใช้งานได้เมื่อต้นปี 2560 โดยการสำรวจจะใช้เวลาประมาณ 5,500 ชั่วโมง.

ธนาคารโลกตั้งเงินรางวัล 500 ล้านบาท’ สำหรับผู้ชนะการแข่งขันพัฒนาแอพเพื่อการเรียนรู้

The Global Learning XPRIZE logo, courtesy XPRIZE.

The Global Learning XPRIZE logo, courtesy XPRIZE.

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1569208756477271

ธนาคารโลกและมูลนิธิ XPrize ตั้งเงินรางวัล 500 ล้านบาท สำหรับการแข่งขันให้พัฒนาแอพฯ ที่ช่วยเด็กวัยเรียนที่ไม่เคยเรียนหนังสือสามารถพัฒนาทักษะอ่านเขียนและคณิตศาสตร์

หน่วยงาน UNESCO ของสหประชาชาติ ประเมินว่า ขณะนี้มีเด็กประมาณ 263 ล้านคนทั่วโลกที่ไม่ได้เรียนหนังสือ

มีทีมผู้ร่วมแข่งขันที่เป็นรายบุคคลและบริษัททั้งหมด 198 ทีม ผู้เข้ารอบสุดท้าย 5 รายซึ่งทราบผลแล้ว รับเงินไปเป็นที่เรียบร้อยทีมละ 1 ล้านดอลลาร์

ทั้ง 5 ทีม จะเริ่มทดสอบแอพฯ บนอุปกรณ์แท็บเล็ทในเดือนพฤศจิกายน กับกลุ่มเด็กเกือบ 4 พันคนจากหมู่บ้าน 150 แห่งในประเทศแทนซาเนีย

แท็บเล็ทที่ใช้ในการทดสอบได้รับการสนับสนุนจากบริษัท Google โดยผู้ชนะรางวัลสูงสุดจะได้รับเงิน 10 ล้านดอลลาร์

เรือเร็วดีไซน์”โลมา″ดำน้ำ-กระโดดได้?

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1568367963228017

 

 

เรือเร็วดีไซน์"โลมา"ดำน้ำ-กระโดดได้?

       เห็นแล้วอดไม่ได้ที่จะนำมาเล่าสู่กันฟังครับ Innespace บริษัทผู้พัฒนาเร็วเร็วดีไซน์ล้ำที่จะทำให้คุณผู้อ่านต้องทึ่งในผลิตภัณฑ์ ของพวกเขา เพราะมันคือ Seabreacher เรือเร็วที่มีดีไซน์รูปแบบ และลักษณะการเคลื่อนที่แบบเดียวกับ “โลมา″ (แอบผสม”ฉลาม”เข้าไปด้วย) โดย Seabreacher สามารถดำน้ำ และเคลื่อนที่ด้วยคามเร็วสูง อีกทั้งยังสามารถกระโจนพ้นจากน้ำได้อีกด้วย…ว้าว!!!

Seabreacher ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1500cc (260 แรงม้า) ห้องบังคับด้านบนมีกระจกกันน้ำ และแรงกระแทก ลำตัวแบบโลมาพร้อมมีคลีบที่แข็งแรงถึง 6 อันด้วยกัน Seabreacher จะทำให้คุณลืมเรือเร็ว และเรือดำน้ำสำหรับบุคคลแบบที่เคยเห็นก่อนหน้านี้้ไปเลย ซึ่งหากดูจากคลิปที่นำมาฝากข้างล่างนี้ ยังจะเห็นอีกด้วยว่า มันสามารถบังคับได้ไม่ยากนัก

Seabreacher จะมีความยาวทั้งลำ 17 ฟุต (5.18 เมตร) สามารถซิ่งบนผิวน้ำด้วยความเร็วสูงสุด 50 ไมล์ต่อชั่วโมง (ประมาณ 81 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) และ 25 ไมล์ต่อชั่วโมง (ประมาณ 41 กิโลเมตรต่อชัวโมง) เมื่อดำน้ำ อีกทั้งยังสามารถกระโดดขึ้นพ้นน้ำได้ไกลถึง 18 ฟุต (ประมาณ 5.5 เมตร) ภายในห้องโดยสารที่มีลักษณะเป็นครอบแก้วปิดด้านบนจะมีระบบด็อคกิ้งสำหรับ iPod เพื่อเปิดเพลงฟัง และกล้องชมผิวน้ำด้านบน (กล้องแบบเรือดำน้ำ) ระบบดิจิตอลอีกด้วย (ดูจากหน้าจอ LCD ภายในห้องโดยสาร) พร้อมระบบ GPS

Volocopter ประสบความสำเร็จกับการทดสอบ “แท็กซี่บิน” ครั้งแรกที่เมืองดูไบ

เมืองดูไบกำลังมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในการใช้เทคโนโลยีทันสมัยกับการให้บริการสาธารณะ จากแผนการสร้างระบบขนส่ง Hyperloop One ที่ใกล้เป็นจริง มาถึงการเริ่มให้บริการแท็กซี่ไร้คนขับโดยใช้รถยนต์ไฟฟ้าขับเคลื่อนอัตโนมัติของ Tesla จำนวน 50 คันเป็นล็อตแรกเมื่อกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา ล่าสุดเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2017 ได้ทำการทดสอบ “แท็กซี่บิน” ที่พัฒนาโดยบริษัท Volocopter จากเยอรมันเป็นครั้งแรกและประสบความสำเร็จตามเป้าหมายVolocopter ผุดขึ้นมาจนเป็นที่รู้จักในปี 2013 ในฐานะเป็นอากาศยานขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าสายพันธุ์ใหม่ที่โดดเด่น และได้รับการยอมรับมากขึ้นในเวลาต่อมาจากความสำเร็จในเที่ยวบินทดสอบอย่างต่อเนื่อง และเมื่อไม่นานมานี้ยังได้รับเงินทุนเพิ่มจากบริษัท Daimler จำนวน 29 ล้านดอลลาร์

องค์การขนส่งของดูไบได้เซ็นสัญญากับ Volocopter ในโครงการทดสอบการบินเริ่มตั้งแต่ปี 2017 เป็นเวลา 5 ปีก่อนที่จะให้บริการจริง และเรียกอากาศยานนี้ว่า Autonomous Air Taxi (AAT) โดยหวังว่า AAT จะให้บริการผู้โดยสารราว 25% ของการเดินทางทั้งหมดในเมืองดูไบภายในปี 2030

Volocopter ได้รับการออกแบบให้บินเองโดยอัตโนมัติไม่มีนักบินหรือการควบคุมจากระยะไกล รุ่นล่าสุดคือ Volocopter 2X มี 2 ที่นั่ง ประกอบด้วยใบพัด 18 ตัว ตัวเครื่องวัดได้สูง 2.15 เมตร ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของชุดโรเตอร์ (ไม่รวมใบพัด) 7.35 เมตร ขึ้นบินได้นานครั้งละ 30 นาทีด้วยความเร็วปกติที่ 50 กม./ชม. และมีความเร็วสูงสุดที่ 100 กม./ชม. มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง พร้อมมูลด้วยอุปกรณ์ความปลอดภัยในกรณีฉุกเฉิน เช่น แบตเตอรี่สำรองและร่มชูชีพ

dubai-voloctoper-flight-2

“AAT จะต้องมีคุณสมบัติพิเศษหลายอย่าง รวมทั้งมาตรฐานความมั่นคงและความปลอดภัยระดับสุดยอด และมีอะไหล่สำรองในทุกชิ้นส่วนสำคัญ เช่น ใบพัด มอเตอร์ แหล่งพลังงาน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และชุดควบคุมการบิน” HE Mattar Al Tayer ประธานคณะกรรมการองค์การขนส่งดูไบกล่าว “และจะต้องมีร่มชูชีพ แบตเตอรี่สำรอง และระบบชาร์จไฟแบตเตอรี่ความเร็วสูงที่ใช้เวลาชาร์จ 2 ชั่วโมงในรุ่นต้นแบบและเวลาชาร์จจะลดลงไปอีกในรุ่นที่จะผลิตจริง”

dubai-voloctoper-flight-3

“ตอนที่ให้บริการจริงคุณสามารถใช้แอพในสมาร์ทโฟนเรียก AAT จากสถานีใกล้เคียง มันจะมารับและส่งคุณไปยังจุดหมายโดยอัตโนมัติ” Florian Reuter ซีอีโอของ Volocopter กล่าว “ตอนนี้มันพร้อมแล้วสำหรับการบินโดยการนำทางของ GPS และเราจะเพิ่มความสามารถอื่นๆ รวมทั้งการจัดการกับอุปสรรคตามเส้นทาง”

การทดสอบบินครั้งนี้ Volocopter 2X บินขึ้นสูงจากพื้นราว 200 เมตร เหนือสนามกอล์ฟแห่งหนึ่ง บินอยู่นานราว 5 นาที แต่ยังไม่มีผู้โดยสารขึ้นไปด้วย โดยมี Sheikh Hamdan bin Mohammed เจ้าชายรัชทายาทของดูไบยืนชมอยู่ด้วยความพอใจ

dubai-voloctoper-flight-4

ยังมีอีกมากกว่า 10 บริษัททั้งในอเมริกาและยุโรปที่กำลังพัฒนาอากาศยานไฮเทคของตัวเองกันอยู่ รวมทั้ง The Lilium Jet ที่เพิ่งจะได้เงินทุนเพิ่มอีก 90 ล้านดอลลาร์เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา ใครจะเป็นผู้ชนะในสนามการพัฒนาอากาศยานไฮเทคอีกไม่นานก็คงจะรู้กัน

คลิ้กชมการทดสอบการบินของ Volocopter 2X ครั้งแรกที่ดูไบได้ที่ด้านล่าง

 

ฟิสิกส์ราชมงคล มอบหนังสือ E-BOOK เรื่อง เอกสารคำสอนวิชาฟิสิกส์เบื้องต้น (PDF) ของ SE-ED

เอกสารคำสอนวิชาฟิสิกส์เบื้องต้น (PDF)

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1566740226724124

 ฟิสิกส์ราชมงคล มอบหนังสือ E-BOOK

เรื่อง เอกสารคำสอนวิชาฟิสิกส์เบื้องต้น (PDF)

ของ SE-ED จำนวน 504 หน้า

โดย ผศ. สุชาติ สุภาพ

ฟรี

คลิกเข้าไป

ดาวโลดครับ

ญี่ปุ่นคิดค้นกังหันผลิตไฟฟ้าจากคลื่นซัดกระแทกฝั่งและช่วยป้องกันชายฝั่งด้วย

สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโอกินาว่า (OIST) ประเทศญี่ปุ่น กำลังทำโครงการพัฒนากังหันชนิดพิเศษที่สามารถเปลี่ยนพลังงานจากคลื่นที่ซัดมากระแทกชายฝั่งให้เป็นไฟฟ้า และในขณะเดียวกันยังช่วยป้องกันชายฝั่งจากการกัดกร่อนทำลายของคลื่นได้อีกด้วยญี่ปุ่นต้องรับมือกับคลื่นซัดกระแทกชายฝั่งมากเป็นพิเศษด้วยมีภูมิประเทศเป็นเกาะและมีคลื่นลมแรง แท่นคอนกรีตรูปดาวสี่แฉกที่เรียกว่า Tetrapod จึงถูกนำมาใช้ป้องกันการกัดกร่อนตามแนวชายฝั่งอย่างมากมาย คลื่นที่ซัดมาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอหมายถึงพลังงานจำนวนมหาศาลอย่างไม่มีขีดจำกัด หากสามารถนำเอาพลังงานของคลื่นมาใช้งานพร้อมๆกับลดความรุนแรงของมันที่จะเข้ามาทำลายชายฝั่งได้จึงเป็นแนวคิดที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
 ——-

ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ใช้เก็บเกี่ยวพลังงานคลื่นหลายอย่าง เช่น เครื่องเปลี่ยนพลังงานคลื่น Azura ของบริษัท Northwest Energy Innovations, ระบบทุ่นของบริษัท Eco Wave Power, ระบบ Seafloor Carpet ที่เสนอโดยมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเบิร์กลีย์ และระบบ Artificial Blowhole ที่กำลังพัฒนาอยู่ในออสเตรเลีย

ระบบของสถาบัน OIST ถูกออกแบบมาไม่เพียงเพื่อเก็บเกี่ยวพลังงานคลื่น แต่ยังช่วยกระจายคลื่นลดความรุนแรง ทำงานร่วมกับ Tetrapod ในการลดแรงกระแทกชายฝั่ง กังหันจะถูกวางอยู่ในตำแหน่งที่รับคลื่นโดยตรง เช่น ด้านหน้าของ Tetrapod หรือรอบๆแนวปะการัง เพื่อให้ได้ประโยชน์จากคลื่นน้ำทะเลที่เคลื่อนที่รวดเร็วอย่างเต็มที่

wave-turbines-2

wave-turbines-3

กังหันเปลี่ยนพลังงานคลื่นนี้จะยึดติดกับพื้นทะเล โผล่ขึ้นมาเหนือระดับน้ำเล็กน้อยซึ่งจะเป็นตำแหน่งที่คลื่นซัดเข้าหามันเต็มที่ กังหันแต่ละตัวจะมีใบพัด 5 ใบ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 70 ซม. ต่อกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่อยู่ในเคสเซรามิกป้องกันการทำลายจากน้ำทะเล ไฟฟ้าที่ถูกสร้างขึ้นจะถูกส่งผ่านสายเคเบิลที่อยู่ในเสาของกังหันกลับขึ้นฝั่งเพื่อส่งเข้าระบบจ่ายไฟฟ้า

ทีมวิจัยบอกว่าจะต้องออกแบบให้ปลอดภัยสำหรับสัตว์ทะเลและตัวกังหันเอง ความเร็วของใบพัดจะต้องถูกคำนวณอย่างละเอียดเพื่อที่สัตว์ทุกชนิดที่ว่ายเข้ามาสามารถหนีไปได้ และเพื่อป้องกันกังหันที่อาจต้องเผชิญกับภาวะพิเศษอย่างเช่นพายุใต้ฝุ่น ทีมงานเลียนแบบครีบของโลมาทำให้ใบพัดยืดหยุ่นได้ซึ่งช่วยผ่อนแรง เสาโครงสร้างก็ออกแบบให้งอโค้งได้ภายใต้ความกดดันคล้ายกับก้านดอกไม้

wave-turbines-4

นักวิจัยบอกว่ากังหันมีอายุการใช้งาน 10 ปี การซ่อมบำรุงสามารถใช้ทีมงานเดียวกับมาตรวจสอบ Tetrapod แต่ไม่ได้ให้ตัวเลขกำลังการผลิตของกังหันแต่ละตัว พวกเขาบอกเพียงกำลังการผลิตโดยรวมสำหรับพื้นที่ขนาดใหญ่

“น่าประหลาดใจที่ 30% ของชายฝั่งในแผ่นดินใหญ่ของญี่ปุ่นถูกปกคลุมด้วย Tetrapod และเขื่อนชะลอคลื่น” Tsumoru Shintake หัวหน้าทีมวิจัยในโครงการกล่าว “หากใช้เพียง 1% ของแนวชายฝั่งของแผ่นดินใหญ่จะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 10 กิกะวัตต์ เทียบเท่ากับโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ 10 แห่งซึ่งเป็นจำนวนที่มหาศาล”

ขั้นตอนต่อไปของโครงการนี้คือการติตดั้งกังหันตัวอย่าง 2 ตัวที่มีขนาดครึ่งหนึ่งของที่ออกแบบไว้ มีใบพัดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 35 ซม. สำหรับผลิตไฟฟ้าจ่ายให้กับหลอดไฟ LEDs เพื่อสาธิตเทคโนโลยีนี้

“ผมจินตนาการถึงโลกของเราในอีก 200 ปีข้างหน้า” Shintake กล่าว “ผมหวังว่ากังหันแบบนี้จะทำงานหนักได้เป็นอย่างดีแบบเงียบๆอยู่บนชายฝั่งที่มันถูกติดตั้งเอาไว้”

wave-turbines-5