คลังเก็บรายเดือน: สิงหาคม 2017

เชื่อหรือไม่ ว่านี่คือมด! ชมคลิป มดคันไฟพิษต่อตัว หนีน้ำท่วมจากพายุฮาร์วีย์

 

สำนักข่าวต่างประเทศ เผยแพร่คลิปสุดชวนขนลุก เมื่อมดคันไฟพิษจำนวนมากมายเหลือคณานับ แห่มารวมพลกัน จนกระทั่งแลดูราวกับ แพขนาดยักษ์ หรือ โครงสร้างอะไรสักอย่าง เพื่อดิ้นรนเอาชีวิตรอดจากเหตุอุทกภัย ที่มาจากพิษ ของ พายุเฮอริเคนฮาร์วีย์ ที่กำลังเข้าถล่ม เมืองฮิวสตัน รัฐเทกซัส อยู่ในเวลานี้

ซึ่งพฤติกรรมประหลาดนี้ สอดคล้องกับที่ นักวิจัย จาก สถาบันเทคโนโลยีจอร์เจีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เพิ่งค้นพบว่า เจ้ามดคันไฟพิษนี้ มีความสามารถพิเศษ ที่จะใช้ขาเชื่อมต่อตัวกัน ให้มีลักษณะคล้ายกับแพ และเมื่อพวกมันเคลื่อนที่ไปพร้อมๆ กัน จะมีลักษณะคล้ายๆ กับ เศษไม้

ทั้งนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวของ สำนักข่าว CBS ที่ไปพบกับเหตุการณ์ประหลาดนี้ ได้นำคลิปและรูป ไปโพสต์ลงบนโลกโซเชียลมีเดีย บรรดา นักวิชาการได้ออกมาเตือนประชาชนทันทีว่า ไม่ควรไปแตะต้องสัมผัสเหล่ามดคันไฟพิษเหล่านี้ เพราะอาจจะได้รับอันตรายได้

 

เมื่อฮิปโปปะทะจระเข้! ชมคลิป ฮิปโปลุยช่วยเหยื่อจากคมเขี้ยวจระเข้ยักษ์

 

สำนักข่าวต่างประเทศ เผยแพร่คลิป โมเมนต์สุดเหลื่อเชื่อ เมื่อเจ้าวิลเดอบีสต์ ที่เกือบชะตาขาด ใกล้จะตกเป็นเหยื่อคมเขี้ยวของจระเข้หิวโซอยู่รอมร่อ กลับรอดชีวิตมาได้ราวกับปาฏิหาริย์ ด้วยความช่วยเหลือของ เจ้า 2 ฮิปโปยักษ์

สำหรับคลิปเหตุการณ์สุดเหลือเชื่อนี้ ถูกบันทึกเอาไว้ได้โดย นักท่องไพรที่มีชื่อว่า Mervyn Van Wyk วัย 72 และ ภรรยา ขณะท่องเที่ยวอยู่ใน อุทยานแห่งชาติครูเกอร์ ประเทศแอฟริกาใต้

โดย นักท่องไพรผู้ถ่ายโมเมนต์สุดเหลือเชื่อนี้เอาไว้ได้ เปลือยใจกับผู้สื่อข่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นขณะที่ ฝูงม้าลายและวิลเดอบีสต์ กำลังอพยพข้ามแม่น้ำ แต่แล้ว เจ้าวิลเดอบีสต์ตัวหนึ่ง ก็พลาดท่าถูกจระเข้ งับเข้าที่ขาและพยายามจะลากมันลงไปเป็นอาหารใต้น้ำ โดยภายหลังจากฝ่ายผู้ล่า และผู้ที่กำลังจะตกเป็นเหยื่อดิ้นรนต่อสู้กับเกือบ 8 นาที จนเจ้าวิลเดอบีสต์ หมดแรง ใกล้จะจมลงไปใต้น้ำแบบเจียนอยู่เจียนไป ทันใดนั้น จู่ๆ ร่างของ ฮิปโปยักษ์ 2 ตัว ก็ปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับปรี่เข้าไปช่วยเหลือเหยื่อเคราะห์ร้าย จนกระทั่ง เจ้าจระเข้ต้องจำยอมคายเหยื่อออกจากปากไปในที่สุด

อย่างไรก็ดี สองสามีภรรยา เชื่อว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เจ้าฮิปโป ไม่ได้มีเจตนาที่จะช่วยเหลือ เหยื่อจากจระเข้แน่นอน แต่น่าจะเป็นเพียงพฤติกรรมที่ต้องการปกป้องอาณาเขต เพื่อไม่ให้ สัตว์ผู้ล่าตัวอื่นเข้ามาในอาณาบริเวณของตัวเองเท่านั้น

สารพันวิธีดูแลตนเองให้ปลอดภัยจากฟ้าผ่า

เมื่อใดที่เกิดฝนฟ้าคะนองก็มักจะเห็นสายฟ้าแลบออกมา ที่เรียกกันว่าฟ้าผ่า นั่นเป็นเพราะเกิดจากการไหลเวียนของอากาศที่เร็วและแรงภายในก้อนเมฆ พอเมฆเคลื่อนที่ก็จะเกิดลมไปเสียดสีกับหยดน้ำและน้ำแข็งในก้อนเมฆจนเกิดประจุไฟฟ้าแตกตัว เมื่อประจุลบใต้เมฆเหนี่ยวนำเอาประจุบวกที่อยู่ด้านบนก้อนเมฆมาบรรจบกัน ก็จะเกิดปรากฏการณ์ฟ้าผ่า ซึ่งเป็นอันตรายต่อมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม เนื่องจากกระแสไฟฟ้าสามารถวิ่งผ่านเข้ามาได้หลายทาง ไม่ว่าจะเป็นโลหะ โทรศัพท์มือถือ น้ำ หรือต้นไม้สำนักงานบริการด้านภูมิอากาศแห่งชาติประเทศสหรัฐอเมริกา (National Weather Service) ได้เผยเคล็ดลับความปลอดภัยจากฟ้าผ่า โดยแนะนำว่าเมื่อฝนตกหนักก็ให้รีบเข้าไปอยู่ภายในอาคารจนกระทั่งฟ้าฝ่าฟ้าร้องสงบลง หากอยู่ในรถยนต์ต้องปิดประตูให้แน่นหนาก็จะปลอดภัยเช่นกัน เพราะตัวรถที่เป็นโลหะช่วยปกป้อง ถ้าฟ้าผ่าลงมาที่รถก็อย่าสัมผัสกรอบหน้าต่างและกรอบประตู หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้ง ไม่ว่าจะเป็นทุ่งโล่ง ยอดเนินเขา ไม่ควรไปยืนใต้ต้นไม้หรือใกล้เสาไฟ และอยู่ห่างจากน้ำ แม้จะอยู่ในบ้านก็ต้องหลีกเลี่ยงโทรศัพท์แบบมีสาย ใช้โทรศัพท์มือถือมีความปลอดภัย และอย่าสัมผัสอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น คอมพิวเตอร์ ทีวี หรือสายไฟ ให้ใช้รีโมตเพื่อควบคุมระยะไกลจะปลอดภัยกว่า ทั้งนี้ ควรหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องปั๊มน้ำ อย่าล้างมือ, อาบน้ำ หรือใช้มือล้างจาน

ที่สำคัญคือ หากจะต้องทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือเดินทางไปไหนมาไหน ควรสนใจติดตามพยากรณ์อากาศ ซึ่งปัจจุบันมีหลายแอพพลิเคชั่นพยากรณ์อากาศมากมายที่สามารถดาวน์โหลดลงในสมาร์ทโฟน แท็บเล็ตไว้ติดตัว.

 https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1543179772413503

ช็อก! หนุ่มถ่ายคลิปฟ้าผ่าภูเขาฝั่งตรงข้าม จู่ๆ ก็เปรี้ยงลงมาหน้าบ้าน ดินเละกระจุย (คลิป)

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1543173862414094

วันที่ 28 ส.ค. สถานีโทรทัศน์ช่อง 2 ของนอร์เวย์รายงานเรื่องราวระทึกของ ดานิล มูเดิล หนุ่มนอร์เวย์วัย 38 ปี ซึ่งเกือบถูกฟ้าผ่าเสียชีวิต หลังออกไปยืนบนระเบียงหน้าบ้าน เพื่อถ่ายคลิปนาทีสายฟ้าฟาดลงภูเขาฝั่งตรงข้าม ที่เทศบาลเยร์ชตัด มณฑลเออุสต์-อักเดอร์ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของนอร์เวย์

นายมูเดิลถ่ายคลิปไว้เมื่อวันที่ 21 ส.ค. ขณะเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง และฟ้าผ่าลงภูเขาหลายครั้งหลายคน แต่จู่ๆ สายไฟลูกหนึ่งผ่าลงมาพื้นดินทันที ซึ่งห่างจากนายมูเดิลแค่ 2 เมตร จนดินและหญ้ากระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ

นายดานิล มูเดิล/ tv2 นอร์เวย์

นายมูเดิลเปิดเผยว่า จากนั้น ตนตัดสินใจเข้าไปในบ้าน และต้องตกใจเมื่อพบว่า พัดลมเพดานเกิดไหม้ และเต้าเสียบปลั๊กโมเด็มเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเกิดละลาย

เศษดินและหญ้ากระจัดกระจายระเบียงหน้าบ้านหลังฟ้าผ่าลงมา/ tv2 นอร์เวย์

“ฟ้าผ่าลงมาในแนวตั้ง ผมยืนถ่ายคลิปอยู่ด้านนอก ผมคิดว่าฟ้าผ่าที่ลงมาใกล้บ้านผมเนี่ยต้องเป็นลูกใหญ่แน่ๆ แต่ผมก็สงบสติมากจริงๆ ในเวลานั้น ” นอกจากนี้ นายมูเดิลยังถ่ายคลิปหลังฟ้าฝ่า พบว่าเศษดินหญ้าไม่เพียงกระจัดกระจายมาถึงระเบียงหน้าบ้าน แต่ยังกระเด็นขึ้นไปเกาะบนหลังคาด้วย โดยมียอดชมเกินกว่า 2 ล้านครั้งแล้ว

https://www.khaosod.co.th/clips/news_488917

“ถนนซ่อมตัวเองได้” ความก้าวหน้าเทคโนโลยีวิศวกรรมยุคใหม่ (มีคลิปเสียง)

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1542347505830063

asphalt road

คลิกฟังเสียง

ถนนยางมะตอย เป็นส่วนผสมของหินและยางมะตอยที่ใช้ราดลงบนพื้นถนนคอนกรีตให้เรียบ เหมาะสำหรับการสัญจรของยานยนต์ต่างๆ แต่จุดด้อยของถนนยางมะตอย คือ เมื่อพื้นถนนสัมผัสกับแสงแดด น้ำ น้ำแข็ง และรองรับรถที่น้ำหนักมาก อาจทำให้ถนนมีรอยแยก จนขยายวงกว้าง และกลายเป็นหลุมเป็นบ่อในที่สุด

ด้วยเหตุนี้ ทีมวิศวกรจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งสหพันธ์สวิสในซูริก ได้พัฒนายางมะตอยรูปแบบใหม่ ที่เมื่อเกิดรอยร้าวเล็กๆ เพียง 1 มิลลิเมตร มันจะสามารถซ่อมแซมตัวเองได้ และจะช่วยยืดอายุการใช้งานของถนนยางมะตอยได้ 2 เท่า

Etienne Jeoffroy หนึ่งในทีมวิจัย บอกว่า เทคโนโลยีนี้จะเน้นไปที่ส่วนผสมในถนนยางมะตอยที่ต้องนำไปทำให้ร้อนจัด เพื่อหลอมรอยแยกของพื้นถนนยางมะตอยให้กลับคืนสภาพเดิม ซึ่งทีมวิจัยได้ผสมโลหะอนุภาคเล็กระดับนาโน เพื่อทำให้กระบวนการนั้นเกิดขึ้นได้เองเมื่อเกิดรอยแยก

อนุภาคโลหะขนาดเล็กกว่า 100 นาโนมิลลิเมตรที่ผสมลงไปในหินยางมะตอยที่ราดลงบนถนน และเมื่อจุดใดมีรอยแยก ก็จะนำรถที่ติดตั้งแผ่นแม่เหล็กไฟฟ้าอังลงไปบนรอยแยก

ซึ่งในกระบวนการนี้ ส่วนผสมของถนนยางมะตอยจะหลอมละลายในเวลาอันรวดเร็วเข้าประสานรอยแยกบนถนน ก่อนจะกลับคืนรูปเดิมได้เหมือนใหม่

ทีมวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งสหพันธ์สวิสในซูริก บอกว่า การเพิ่มส่วนผสมที่เป็นโลหะอนุภาคเล็กในยางมะตอยราดถนนเพียงเล็กน้อย จะสามารถลดต้นทุนในการซ่อมแซมพื้นถนน

และที่สำคัญยังร่นระยะเวลาในการซ่อมแซมถนนเหลือเพียง 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น

นักวิทย์ฯพัฒนาเครื่องนุ่งห่มผลิตกระแสไฟฟ้าได้

05ce69
นักวิทยาศาสตร์นานาชาติได้คิดค้นนวัตกรรมใหม่จากเส้นใย twistron ใช้ผลิตเป็นเสื้อ เมื่อสวมใส่แล้วจะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้วันนี้(29ส.ค.60)ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติได้พัฒนาเส้นใย twistron ที่ยืดหยุ่นได้ โดยทำขึ้นจากเส้นใยนาโนคาร์บอนจิ๋วที่มีอะตอมคาร์บอนที่เล็กกว่าเส้นผมถึง 10,000 เท่าตัว ซึ่งสามารถผลิตกระเเสไฟฟ้าได้จากเเหล่งหลังงานตามธรรมชาติการทดสอบหลายครั้งในห้องทดลอง เเสดงผลว่าเส้นใยนาโนคาร์บอนซึ่งมีน้ำหนักเบากว่าเเมลงวันหนึ่งตัว สามารถสร้างกระเเสไฟฟ้าเพียงพอเเก่การเปิดหลอดไฟแอลอีดี ขนาดเล็กได้หนึ่งหลอดCarter Haines หัวหน้าผู้ร่างรายงานผล กล่าวว่า เส้นใย twistron ในเนื้อผ้าจะผลิตกระเเสไฟฟ้าได้ทันทีหากถูกดึง หรือถูกบิด และมีศักยภาพที่จะนำไปใช้ได้หลายรูปแบบ นอกจากนี้ Ray Baughman ผู้ร่างรายงานอาวุโส เเละศาสตราจารย์เเห่งมหาวิทยาลัย Texas – Dallas กล่าวว่า หากนำเส้นใยนาโนคาร์บอนไปทอเป็นเสื้อยืด จะสามารถผลิตพลังงานที่เพียงพอเเก่การทำงานของตัวเซ็นเซอร์ตรวจสอบการหายใจ อย่างที่ใช้ในเครื่องมอนิเตอร์ทารก โดยเกิดจากการยืดตัวทุกครั้งที่ผู้สวมเสื้อหายใจเข้าBaughman กล่าวว่า ความฝันที่ใหญ่กว่านั้นคือการพัฒนาความสามารถในการผลิตพลังงานแก่ประเทศ และในการทดลองในเกาหลีใต้ ทีมนักวิจัยพบว่าเส้นใย twistron ที่ใช้ผูกทุ่นลอยติดกับทุ่นหยุดที่ทิ้งลงไปก้นทะเล สามารถผลิตกระเเสไฟฟ้าได้ทุกครั้งที่คลื่นทะเลมากระทบและเป็นเเรงดึงที่เส้นใย และถ้าหากสามารถเพิ่มระดับการใช้งานของเทคนิคนี้ให้ใหญ่ขึ้นในอนาคต เพื่อสร้างสถานีผลิตพลังงานในทะเล ที่สามารถสร้างกระเเสไฟฟ้าได้เพียงพอเเก่เมืองทั้งเมือง แต่ยังมีราคาต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างสูง โดยนวัตกรรมชิ้นนี้สามารถจะนำไปใช้เป็นเเหล่งพลังงานให้กับอุปกรณ์ที่เชื่อมโยงกับอินเตอร์เน็ตได้อีกด้วย

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1541943679203779

อยากมีโมเมนต์แบบนี้ไหม? ชมคลิป สิงโตกระโจนสวมกอดมนุษย์ ที่เป็นเหมือนพ่อ

สำนักข่าวต่างประเทศ เผยแพร่คลิปอันน่าตกตะลึง ที่เห็นในตอนแรกอาจจะนึกว่า ชายหนุ่มเคราะห์ร้ายคนหนึ่ง น่าจะกำลังต้องตกเป็นอาหารของสิงโตยักษ์ ที่กำลังพุ่งกระโจนเข้ามาอย่างดุดันเพื่อหวังจะขย้ำเหยื่อ

แต่แล้วอีกเพียงไม่กี่วินาทีต่อจากนั้น เหตุการณ์ทุกอย่างก็กลับตาลปัตร เพราะแท้ที่จริงแล้ว เจ้าสิงโตตัวเขื่องนี้ มิได้จะกระโจนเข้ามาเพื่อกางกรงเล็บกระชากวิญญาณของเหยื่อออกจากร่าง หากแต่มันต้องการกระโดดเข้ามาสวมกอดด้วยความรักกับหนุ่มผู้นั้นต่างหาก

โดยพ่อหนุ่มผู้นี้มีนามว่า Kevin Richardson เจ้าของฉายา ‘Lion Whisperer’ หนึ่งในนักอนุรักษ์ตัวพ่อ บนพื้นพิภพแห่งหนึ่ง ส่วนเจ้าสิงโตยักษ์ที่กระโจนเข้ามานั้น เป็น 1 ใน 2 ของลูกสิงโต ที่ถูกแม่ของมันทิ้ง แล้ว Kevin Richardson เก็บเอามาเลี้ยงเอาไว้ราวกับลูกของตัวเอง และยังเป็นการเลี้ยงตามธรรมชาติ หาใช่ถูกเลี้ยงในกรงขังแต่อย่างใด

Kevin Richardson อธิบายความถึงเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดว่า เมื่อเขาตะโกนเรียกเจ้าสิงโตน้อย มันได้ยินจึงรีบว่ายน้ำเข้ามาหา และเมื่อได้เห็นหน้าของเขา ด้วยความดีใจ มันจึงกระโจนเข้ามาสวมกอดด้วยความดีใจราวกับเด็กน้อย.

https://www.thairath.co.th/content/1042427

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1542335875831226

แบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน มิติใหม่การบริหารระบบไฟฟ้า กฟผ. Energy 4.0


• แบตเตอรี่กักเก็บพลังงานก็เหมือนกับ Power Bank
• กฟผ. มุ่งพัฒนาแบตเตอรี่ 3 แห่งทั่วประเทศ ที่ แม่ฮ่องสอน ลพบุรี และชัยภูมิ
• ข้อดี : ทำให้การจ่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมีเสถียรภาพ และช่วยจ่ายไฟฟ้าช่วงความต้องการสูง

‘แบตเตอรี่’ ผู้ช่วยคนสำคัญของพลังงานหมุนเวียน

ด้วยทิศทางการพัฒนาพลังงานของไทย ที่มีนโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น ประกอบกับต้นทุนการผลิตที่ถูกลง ทำให้มีการเติบโตของการใช้พลังงานหมุนเวียน ทั้งการผลิตใช้เอง และการผลิตในระบบไฟฟ้า แต่เนื่องจากพลังงานหมุนเวียนมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องตามความต้องการไฟฟ้าตลอดเวลาทำให้ ‘ระบบกักเก็บพลังงาน’ กลายเป็น ‘กุญแจดอกสำคัญ’ ที่จะเข้ามาช่วยอุดช่องว่างดังกล่าว

แบตเตอรี่ ทำอะไรได้บ้าง?

การกักเก็บพลังงานไฟฟ้าของ กฟผ. ในอดีตถึงปัจจุบัน จะใช้โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ ที่ใช้พลังน้ำทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานมีติดตั้งอยู่ตามเขื่อนต่างๆ ทั่วประเทศ 1,031 เมกะวัตต์ และกำลังจะติดตั้งเพิ่มขึ้นอีก 2,100 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าประเภทนี้มีข้อจำกัดที่ต้องใช้พื้นที่ที่เหมาะสม และการลงทุนสูง การเข้ามาของ ‘แบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน’ หรือ Battery Energy Storage จึงนับว่ามีความสำคัญ และสอดคล้องกับในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น เพราะแบตเตอรี่ ใช้พื้นที่น้อยกว่า และสามารถติดตั้งได้ทั้งในบริเวณจุดจ่ายไฟฟ้า จุดผลิต และส่งไฟฟ้า ตามวัตถุประสงค์การใช้งานที่หลากหลาย ได้แก่

1. ช่วยลดความผันผวนของพลังงานทดแทน และจ่ายไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนให้เสถียร หรือที่เรียกว่า การ Smoothing

2. เป็นแหล่งกักเก็บพลังงานในช่วงความต้องการไฟฟ้าต่ำ และจ่ายไฟฟ้าในช่วงความต้องการไฟฟ้าสูง (Energy Shifting)

3. ช่วยควบคุม และรักษาความถี่ของไฟฟ้าให้อยู่ในเกณฑ์ (Frequency Regulation)

4. ช่วยจัดการความหนาแน่นของระบบส่ง (Congestion Management) หรืออาจกล่าวง่ายๆ ได้ว่า ช่วยบริหารจัดการสายส่งให้สามารถนำไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนไปใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ที่มา Image courtesy of AES Energy Storage

โครงการแบตเตอรี่ของ กฟผ.

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จึงได้ศึกษา และเริ่มนำระบบกักเก็บพลังงานโดยแบตเตอรี่มาใช้ในระบบไฟฟ้า เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน และเสริมสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้า โดยเฉพาะในจุดผลิต และส่งจ่ายไฟฟ้า ประกอบด้วย 3 โครงการ คือ

1. โครงการติดตั้งแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน (ได้รับการอนุมัติโครงการแล้ว) กำลังไฟฟ้า 4 เมกะวัตต์ (ความจุ 1 MWh) ที่ช่วยจ่ายไฟฟ้าเลี้ยงระบบไฟฟ้าของแม่ฮ่องสอนทั้งจังหวัดได้นาน 15 นาที

โครงการนี้จะติดตั้งอยู่ข้างกับโครงการเซลล์แสงอาทิตย์ที่จะติดตั้งในพื้นที่เพิ่มอีก 3 เมกะวัตต์ (รวมกำลังการผลิตจากเซลล์แสงอาทิตย์ในพื้นที่ทั้งหมดเป็น 3.5 เมกะวัตต์) โดยการเลือกติดตั้งใน จ.แม่ฮ่องสอน เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ไม่มีสายส่งแรงสูงรองรับ ทำให้เกิดไฟตก ไฟดับบ่อยครั้ง

นอกจากนี้ แบตเตอรี่กักเก็บพลังงานดังกล่าวจะทำงานร่วมกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ หรือสมาร์ทกริด ที่ กฟผ. จะใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เข้ามาช่วยจัดการไฟฟ้าในพื้นที่ให้สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ต่อเนื่อง และมีเสถียรภาพ ที่ประเมินว่า เมื่อแล้วเสร็จโครงการในเดือนมีนาคม 2562 จะช่วยลดเวลาในการเกิดไฟดับเหลือน้อยกว่า 500 นาที/ปี จากเดิมที่สูงถึง 2,614 นาที/ปี

2. สถานีไฟฟ้าแรงสูงบำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ (อยู่ระหว่างการอนุมัติโครงการ) กำลังไฟฟ้า 16 เมกะวัตต์ (ความจุ 16 MWh)

3. สถานีไฟฟ้าแรงสูงชัยบาดาล จ.ลพบุรี (อยู่ระหว่างการอนุมัติโครงการ) กำลังไฟฟ้า 21 เมกะวัตต์ (ความจุ 21 MWh)

สำหรับการติดตั้งแบตเตอรี่อีก 2 โครงการของ กฟผ. นั้น จะติดตั้งอยู่ในบริเวณของสถานีไฟฟ้าแรงสูงในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศไทย ซึ่งสาเหตุที่เลือกพื้นที่ดังกล่าวนั้น เนื่องจากว่า เป็นพื้นที่ที่มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจำนวนมาก และจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยที่ในปี 2563 ประเมินว่า จ.ชัยภูมิ จะมีกำลังผลิตจากพลังงานหมุนเวียน 218.2 เมกะวัตต์ ส่วน จ.ลพบุรี จะมีกำลังผลิตจากพลังงานหมุนเวียนจะอยู่ที่ 301.2 เมกะวัตต์

จากแนวโน้มของราคาแบตเตอรี่ที่ลดลง และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ทำให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น การนำแบตเตอรี่สำรองเข้ามาในระบบไฟฟ้า จึงนับเป็นโอกาสดี ในการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน และสร้างความมั่นคงในระบบไฟฟ้าของประเทศ โดยมีระดับราคาค่าไฟฟ้าที่เหมาะสม

https://www.thairath.co.th/content/1048632

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1544056688992478

นักวิทยาศาสตร์ใช้เลเซอร์รังสีเอกซ์สร้าง “ฝนเพชร” ในห้องทดลองสำเร็จแล้ว

เพชรพลอยจะกลายเป็นสิ่งไร้ค่าถ้าหากมันหล่นลงมาจากฟ้าเหมือนดั่งสายฝน แต่ปรากฎการณ์ “ฝนเพชร” เป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตามปกติในดาวเคราะห์น้ำแข็งยักษ์ (Ice Giant Planets) และตอนนี้นักวิทยาศาสตร์ที่ห้องปฏิบัติการเครื่องเร่งอนุภาคแห่งชาติ (SLAC National Accelerator Laboratory) มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้ทำให้ฝนเพชรเกิดขึ้นจริงบนโลกได้สำเร็จเป็นครั้งแรกดาวยูเรนัสและดาวเนปจูนที่เป็นดาวเคราะห์น้ำแข็งยักษ์ในระบบสุริยะของเราถูกเชื่อกันมานานแล้วว่ามีสภาพเงื่อนไขที่เหมาะสมสำหรับการเกิดฝนเพชร รอบแกนกลางที่เป็นของแข็งมีชั้นของน้ำแข็งหลอมละลายเฉอะแฉะที่ไม่ได้มีแต่เพียงน้ำแข็งของน้ำเท่านั้น ยังมีน้ำแข็งแอมโมเนียและน้ำแข็งมีเทนรวมอยู่ด้วย สภาพแวดล้อมแบบนี้กับความกดดันมหาศาลของดาวจะบีบอนุภาคไฮโดรเจนและคาร์บอนให้กลายเป็นเพชร แล้วตกลงไปคล้ายกับฝนสู่แกนกลางของดวงดาว

 

แต่ปรากฏการณ์นี้ยังไม่เคยถูกพบเห็นโดยตรง ความคิดนี้เป็นผลมาจากการวัดค่ามวลและรัศมีของดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะซึ่งเกี่ยวเนื่องกับองค์ประกอบของมัน จากตรงนั้นนักดาราศาสตร์สามารถคิดคำนวณว่าอนุภาคเหล่านั้นจะมีปฏิกิริยาและแสดงลักษณะพิเศษของดาวเคราะห์อย่างไร

“สำหรับดาวเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างมวลและรัศมีสามารถบอกนักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับคุณสมบัติทางเคมีได้มากทีเดียว” Dominik Kraus หัวหน้าทีมวิจัยเรื่องนี้กล่าว “และคุณสมบัติทางเคมีที่เกิดขึ้นภายในดาวเคราะห์สามารถให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับลักษณะบางอย่างของดาวเคราะห์ได้ เราไม่สามารถเข้าไปข้างในดาวเคราะห์และมองดูมันได้ ดังนั้นการทดลองในห้องปฏิบัติการนี้จึงได้เติมเต็มการสังเกตการณ์จากกล้องโทรทรรศน์”

เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมคล้ายกับดาวเคราะห์น้ำแข็งยักษ์ ทีมวิจัยใช้โฟมโพลีสไตรีนซึ่งทำจากมีเทนที่เป็นองค์ประกอบหลักในบรรยากาศของดาวน้ำแข็งยักษ์ จากนั้นนักวิจัยได้ทำการระเบิดโฟมด้วยเลเซอร์รังสีเอกซ์ที่มีพลังมากที่สุดในโลกด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า Linac Coherent Light Source (LCLS) ซึ่งส่งคลื่นกระแทก (Shock Wave) ไปที่โฟมเป็นระลอกแบบคลื่นคู่ คลื่นแรกจะเล็กและช้าทำให้คลื่นที่สองไล่ตามมาทัน

ในช่วงเวลาสั้นๆที่คลื่นกระแทกทั้งสองซ้อนทับกัน ความดันสูงสุดได้บดอะตอมคาร์บอนในโฟมเกือบทั้งหมดกลายเป็นเพชรเม็ดเล็กๆขนาดไม่กี่นาโนเมตร น่าเสียดายที่มันมีอายุสั้นมากเพียงแค่เศษเสี้ยวของวินาที ด้วยเหตุนี้การทดลองแบบอื่นที่พยายามสร้างฝนเพชรจึงไม่สามารถที่จะเห็นมันได้โดยตรง แต่สำหรับในการทดลองนี้เลเซอร์ความเข้มสูงได้ทำให้สามารถถ่ายภาพเอกซเรย์ และวัดขนาดและองค์ประกอบของมันได้

“ในการทดลองครั้งนี้เรามีเครื่อง LCLS ที่เป็นแหล่งกำเนิดรังสีเอกซ์ที่สว่างที่สุดในโลก” Siegfried Glenzer หนึ่งในทีมวิจัยกล่าว “คุณจำเป็นจะต้องมีรังสีเอกซเรย์ที่เร็วและเข้มข้นเพื่อเห็นโครงสร้างของเพชรเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน เพราะมันเกิดขึ้นในห้องแล็บเพียงช่วงเวลาที่สั้นมากๆ”

ขณะที่เพชรที่สร้างขึ้นในห้องแล็บมีขนาดเล็กและอายุสั้นมาก แต่นักวิจัยเชื่อว่าเพชรที่เกิดภายในดาวยูเรนัสและดาวเนปจูนจะใหญ่กว่ามาก อาจจะหนักหลายล้านกะรัตและมีอายุอยู่ได้หลายพันปี เพราะมันค่อยๆจมลงอย่างช้าๆผ่านชั้นเปลือกดาวที่เฉอะแฉะและทำให้เกิดชั้นหนาของเพชรรอบแกนกลาง

นอกจากทำให้เราได้เข้าใจองค์ประกอบของดาวเคราะห์น้ำแข็งยักษ์ได้ดีขึ้นแล้ว งานวิจัยนี้ยังสามารถประยุกต์ใช้กับเรื่องอื่นได้อีก ทีมวิจัยบอกว่าการสร้างเพชรนาโนด้วยเลเซอร์มีประสิทธิภาพดีกว่าวิธีการใช้วัตถุระเบิดที่ใช้กันในปัจจุบัน และเพชรที่ได้ก็ใช้เป็นชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิกส์และเครื่องมือวิทยาศาสตร์ได้เป็นอย่างดี

http://www.takieng.com/stories/5410

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1540690909329056

แผ่นจารึกของชาวบาบิโลนอายุ 3,700 ปีคือตารางตรีโกณที่เก่าแก่ที่สุดในโลก

นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยนิวเซาเวลล์ (UNSW) ประเทศออสเตรเลีย ค้นพบว่าแผ่นจารึกดินเหนียวเก่าแก่อายุ 3,700 ปีของชาวบาบิโลนที่รู้จักกันดี จริงๆแล้วมันคือตารางตรีโกณมิติยุคโบราณที่มีมาก่อนที่ชาวกรีกจะคิดค้นวิชาตรีโกณมิติเป็นพันปี และเป็นไปได้ว่ามันถูกใช้สำหรับการคำนวณเพื่อก่อสร้างพระราชวัง วิหาร พีระมิดขั้นบันได และคลองในสมัยโบราณงานวิจัยใหม่นี้ได้แสดงให้เห็นว่าชาวบาบิโลนได้เรียนรู้วิชาตรีโกณมิติในเรื่องเกี่ยวกับสามเหลี่ยมอย่างลึกซึ้งก่อนที่ชาวกรีกจะพัฒนาวิชาตรีโกณมิติขึ้นมากกว่า 1,500 ปี และยังได้เผยให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์สมัยโบราณที่ถูกซุกซ่อนเอาไว้จนถึงปัจจุบันแผ่นจารึกดินเหนียวขนาดเล็กนี้มีชื่อว่า Plimpton 322 ถูกค้นพบในช่วงต้นทศวรรษ 1900 ในสถานที่ซึ่งปัจจุบันเป็นบริเวณภาคใต้ของประเทศอิรัก ถูกค้นพบโดย Edgar Banks นักโบราณคดี นักการทูต และผู้ค้าวัตถุโบราณ ผู้ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจและต้นแบบบุคลิกของพระเอกในภาพยนตร์ชื่อดังก้องโลก Indiana Jones

แผ่นจารึกนี้เชื่อว่าถูกเขียนขึ้นเมื่อราว 1800 ปีก่อนคริสต์ศักราช มีลักษณะเป็นตารางที่มี 4 คอลัมน์และ 15 แถว ในตารางเป็นตัวเลขที่เขียนด้วยอักษรรูปลิ่ม (Cuneiform script) ที่ใช้กันในยุคนั้น  และได้สร้างความงุนงงสงสัยแก่นักวิจัยตลอดมาว่ามันถูกทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์อะไร

“Plimpton 322 ได้สร้างปริศนาให้แก่นักคณิตศาสตร์มานานกว่า 70 ปี ตั้งแต่ถูกเข้าใจว่ามันประกอบด้วยรูปแบบพิเศษของตัวเลขที่เรียกว่า Pythagorean triples” Daniel Mansfield หนึ่งในทีมวิจัยกล่าว “ปริศนาสำคัญของมันคือวัตถุประสงค์ ทำไมอาลักษณ์ในสมัยโบราณจึงต้องทำงานที่ซับซ้อนด้วยการเขียนและจัดเรียงตัวเลขบนแผ่นจารึก”

Pythagorean triples เป็นตัวเลข 3 ตัวที่สอดคล้องกับทฤษฎีสามเหลี่ยมมุมฉากของพีธากอรัสนักคณิตศาสตร์คนสำคัญของโลกที่บอกว่า ผลรวมของค่ากำลังสองของความยาวด้านประชิดมุมฉากเท่ากับค่ากำลังสองของความยาวด้านตรงข้ามมุมฉาก หรือ a2 + b2 = c2 ตามรูปด้านล่าง เช่น 3, 4, 5 หรือ 5, 12, 13 เป็นต้น แต่ในแผ่นจารึกจะเป็นตัวเลขที่มีค่าค่อนข้างมาก แถวแรกของมันเป็นเลข 19, 120 และ 169

ancient-babylonian-tablet-2

“งานวิจัยของเราได้แสดงให้เห็นว่าแผ่นจารึก Plimpton 322 ได้บรรยายรูปร่างของสามเหลี่ยมมุมฉากโดยการใช้ตรีโกณมิติแบบใหม่ที่ใช้อัตราส่วน ไม่ใช่มุมและวงกลม” Mansfield กล่าว “มันเป็นผลงานทางคณิตศาสตร์อันน่าทึ่งที่แสดงความอัจฉริยะอย่างไม่มีข้อสงสัย”

วิชาคณิตศาสตร์ของชาวบาบิโลนใช้ระบบเลขฐาน 60 แทนที่จะเป็นระบบเลขฐาน 10 ที่เราใช้กันในปัจจุบัน ด้วยการใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ของชาวบาบิโลน นักวิจัยสามารถแสดงให้เห็นว่าแผ่นจารึกดั้งเดิมมี 6 คอลัมน์และ 38 แถว พวกเขายังได้แสดงวิธีที่นักคณิตศาสตร์ในยุคนั้นใช้ระบบของชาวบาบิโลนให้ได้มาซึ่งตัวเลขบนแผ่นจารึก

นักวิจัยชี้ว่าแผ่นจารึกเป็นเครื่องมืออันทรงพลังที่สามารถใช้ในการสำรวจพื้นที่หรือการคำนวณทางสถาปัตย์เพื่อการก่อสร้างพระราชวัง วิหาร หรือพีระมิดขั้นบันได

แต่ถ้าหากงานวิจัยนี้ถูกต้องจะทำให้ Hipparchus นักดาราศาสตร์ชาวกรีกซึ่งมีชีวิตอยู่ราว 120 ปีก่อนคริสต์ศักราชจะมิใช่บิดาแห่งวิชาตรีโกณมิติตามที่เขาได้รับการยกย่องมาอย่างยาวนาน นักวิชาการระบุว่าอายุของแผ่นจารึกอยู่ในราว 1822-1762 ปีก่อนคริสต์ศักราช

แผ่นจารึก Plimpton 322 นอกจากจะเป็นตารางตรีโกณมิติที่เก่าแก่ที่สุดแล้วยังเป็นตารางตรีโกณมิติที่แม่นยำมากที่สุดอีกด้วย เหตุผลคือระบบเลขฐาน 60 มีการแบ่งส่วนย่อยที่แน่นอนมากกว่าระบบเลขฐาน 10 ซึ่งทำให้มีการปัดเศษน้อยกว่า ในระบบเลขฐาน 10 มีเลขเพียง 2 ตัวเท่านั้นที่หาร 10 ได้ลงตัวคือ 2 กับ 5 แต่สำหรับระบบเลขฐาน 60 มีมากกว่ากันเยอะ การมีส่วนย่อยที่มีค่าแน่นอนมากกว่าหมายถึงจะมีการประมาณการน้อยกว่า และนักวิจัยบอกว่าเราสามารถเรียนรู้จากมันได้แม้ในปัจจุบันนี้

ancient-babylonian-tablet-3

“มันเข้ากันได้ดีกับโลกสมัยใหม่ในยุคปัจจุบัน” Mansfield กล่าว “วิชาคณิตศาสตร์ของชาวบาบิโลนอาจจะล้าสมัยมากกว่า 3,000 ปี แต่มันยังนำไปใช้งานได้ดีในการสำรวจ คอมพิวเตอร์กราฟฟิก และการศึกษา นี่เป็นตัวอย่างที่หายากยิ่งของโลกยุคโบราณที่ได้สอนในสิ่งใหม่แก่พวกเรา”

http://www.takieng.com/stories/5428

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1541482159249931