คลังเก็บรายเดือน: พฤษภาคม 2017

คลิปจากดาวเทียม หาดูยากครับ…. ในแต่ละวันมีคนเดินทาง โดยเครื่องบินโดยสารทั่วโลกเยอะจริงๆ มาดูการจราจรทางอากาศทั่วโลกในรอบ 24 ชั่วโมงกัน

https://www.facebook.com/rmutphysics/videos/1454546014610213/

1496193164238

คลิปจากดาวเทียม หาดูยากครับ….
ในแต่ละวันมีคนเดินทาง โดยเครื่องบินโดยสารทั่วโลกเยอะจริงๆ มาดูการจราจรทางอากาศทั่วโลกในรอบ 24 ชั่วโมงกัน

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1454548014610013

5 เรื่อง “โลกร้อน” ไม่ควรลืม

5 เรื่อง โลกร้อน ไม่ควรลืม

       ขณะที่ผู้แทนยูเอ็นกำลังรวมตัวกันที่เมืองบอนน์ เยอรมนี เพื่อถกเรื่อง “ความตกลงปารีส” ก่อนนำตราสารกฎหมายเพื่อร่วมมือกันแก้ปัญหาภูมิอากาศนี้ไปสู่การปฏิบัติจริง เอเอฟพีรวบรวม 5 ข้อเท็จเกี่ยวกับ “โลกร้อน” ที่ชี้ให้เห็นถึงความรุนแรงของปัญหาภูมิอากาศ 

“1.1 องศาเซลเซียส”

เมื่อปี 2016 อุณหภูมิเฉลี่ยพื้นผิวของโลกแตะสถิติร้อนที่สุดต่อเนื่องเป็นลำดับที่ 3 นับแต่เริ่มมีการบันทึกเมื่อปี 1880 โดยอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเมื่อปีที่่ผ่านมา สูงกว่าอุณหภูมิก่อนยุคอุตสาหกรรม 1.1 องศาเซลเซียส และสูงกว่าปี 2015 ประมาณ 0.06 องศาเซลเซียส โดยเอเอฟพีอ้างข้อมูลนี้จากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization: WMO)

นับแต่เริ่มบันทึกข้อมูลศตวรรษที่ 21 มีปีที่ร้อนที่สุดให้เห็นถึง 16 ปีจากทั้งหมด 17 ปี และทะเลน้ำแข็งหน้าร้อนของอาร์กติกเมื่อปี 2016 หดลงเหลือเพียง 4.14 ล้านตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นพื้นที่ลดต่ำเป็นอันดับ 2 รองจากเมื่อปี 2012 ที่พื้นที่ทะเลน้ำแข็งในหน้าร้อนของอาร์กติกลดเหลือเพียง 3.39 ล้านตารางกิโลเมตร และคาดว่าในทศวรรษที่ 20230 หน้าร้อนของมหาสมุทรอาร์กติกจะปลอดจากน้ำแข็ง

“400 ส่วนต่อล้านส่วน” 

เมื่อปี 2016 ในชั้นบรรยากาศมีก๊าซเรือนกระจกตัวการสำคัญ 3 ตัว คือ คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน และไนตรัสออกไซด์ ทำสถติใหม่เข้มข้นสูงสุด อีกทั้งเมื่อปี 2015 มีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มในชั้นบรรยากาศเฉลี่ย 400 ส่วนต่อล้าน (ppm) ส่วนเป็นครั้งแรก

ทั้งนี นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศส่วนใหญ่เชื่อว่า ก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศต้องไม่เกินปริมาณเทียบเท่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 450 ส่วนต่อล้านส่วน ซึ่งเป็นระดับที่เรายังพอจะควบคุมไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียสจากระดับอุณหภูมิเฉลี่ยก่อนยุคอุตสาหกรรม ซึ่งขีดจำกัดนี้ระบุไว้ในความตกลงปารีส (Paris Agreement) เมื่อปี 2015

แม้ว่าการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเผาพลญพลังงานฟอสซิลในปี 2016 จะคงที่ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยที่เศรษฐกิจโลกยังคงเติบโต แต่การคงเป้าหมายไม่ให้อุหภูมิเฉลี่ยเพิ่มสูงเกิน 2 องศาเซลเซียสนั้น จำเป็นต้องลดการปล่อยลง ขณะเดียวกันนักวิทยาศาสตร์ก็เตือนถึงความเสี่ยงที่คาดไม่ถึงจากก๊าซมีเทนในชั้นบรรยากาศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนได้มากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

“70 มิลลิเมตร” 

จากรายงานล่าสุดระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากน้ำแข็งละลายและน้ำอุ่นขยายบริเวณอย่างต่อเนื่องและเกิดขึ้นด้วยอัตราเร่ง ระดับน้ำทะเลเฉลี่ยเมื่อปี 2015 สูงขึ้นมากกว่าระดับเฉลี่ยเมื่อปี 1993 ประมาณ 70 มิลลิเมตร หรือ 2.75 นิ้ว ซึ่งเป็นระดับที่เพิ่มเร็วกว่าทศวรรษก่อนถึง 30%

ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มมากขึ้นนี้คุกคามครัวเรือนและการดำรงชีวิตของคนหลายสิบล้านชีวิตที่อาศัยอยู่บนพื้นที่ต่ำทั่วโลก และองค์การบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศสหรัฐฯ (National Oceanic and Atmospheric Administration) ระบุไว้เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมาว่า ระดับน้ำทะเลเฉลี่ยจะเพิ่มสูงขึ้น 0.3-2.5 เมตรภายในปี 2100

“ผลกระทบรุนแรง”

อ้างตามข้อมูลองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก มีความเป็นไปได้ที่เห็นได้ชัดว่า การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์นั้นเชื่อมโยงกับผลกระทบรุนแรงในหลายกรณี รวมถึงการเกิด “คลื่นความร้อน”

นักวิจัยบางส่วนยังเผยด้วยว่า เหตุการณ์รุนแรงที่เกี่ยวเนื่องกับชั้นบรรยากาศ ทั้งภัยแล้ง ไฟป่า น้ำท่วม และคลื่นพายุซัดฝั่งรุนแรง (storm surges) นั้นเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า นับแต่ปี 1990 นอกจากนี้พายุไต้ฝุ่นรุนแรงที่ถล่มจีน ไต้หวัน ญี่ปุ่นและคาบสมุทรเกาหลีนับจากปี 1980 นั้น เพิ่มขึ้น 12-15%

ธนาคารโลกยังเผยด้วยว่าภัยธรรมชาติผลักให้คนอีกราว 26 ล้านคน ต้องเผชิญความยากคนทุกปี และเป็นเหตุให้เกิดการสูญเสียรายได้อีกปีละ 520 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

“1,688 สปีชีส์ได้รับผลกระทบ”

บัญชีแดงขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (International Union for the Conservation of Nature: IUCN) ระบุว่า สิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ 8,688 สปีชีส์กำลังถูกคุกคาม แลในจำนวนนั้น 19% หรือ 1,688 สปีชีส์ได้รับผลกระทบด้านลบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

นอกจากนี้แนวปะการังที่เกรทแบริเออร์รีฟ (Great Barrier Reef) ยังฟอกขาวเนื่องจากน้ำทะเลที่ร้อนขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่สอง และนักวิทยาศาสตร์ยังเตือนอีกว่าบางส่วนของแนวปะการังจะไม่มีทางฟื้นคืนได้อีก 

5 เรื่อง โลกร้อน ไม่ควรลืม

5 เรื่อง โลกร้อน ไม่ควรลืม

5 เรื่อง โลกร้อน ไม่ควรลืม

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1454532384611576

ผลการวิจัยเตือนหลายเมืองร้อนจะขึ้นอีก 8 องศาเซลเซียส ภายในปี ค.ศ.2100

(FILES) / AFP PHOTO / LIONEL BONAVENTURE

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงาน ผลการวิจัยของฟรานซิสโก เอสตราดา และทีมจากสถาบันเพื่อการศึกษาสิ่งแวดล้อม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่เผยแพร่ในวารสารเนเจอร์ ไคลเมท เชนจ์ เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา เตือนว่า ภายในปี ค.ศ.2100 ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดในเรื่องโลกร้อน จะมีหลายเมืองทั่วโลกที่จะมีอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นถึง 8 องศาเซลเซียส อันเป็นผลจากภาวะโลกร้อน และปรากฏการณ์เกาะความร้อน หรือเกาะความร้อนเมือง (ยูเอชไอ)

ผลวิจัยระบุว่า อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นดังกล่าว จะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัย ซึ่งจะทำให้บริษัทและอุตสาหกรรมขาดแคลนบุคลากรในการทำงาน นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ อย่างเช่นน้ำทั้งนี้ การคาดการณ์ดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นฐานของกรณีที่เลวร้ายที่สุดของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่องตลอดศตวรรษที่ 21 โดยผลการวิจัยยังศึกษาไปถึงผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจหากอุณหภูมิสูงขึ้น โดยพบว่า เมืองที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นจะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ลดลงไปเฉลี่ย 1.4-1.7 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2050 และภายในปี 2100 จีดีพีจะลดลงไป 2.3-5.6 เปอร์เซ็นต์

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1454533327944815

สเปิร์มหนูแช่แข็งบนอวกาศ กับโอกาสการเกิดของมนุษย์ที่นอกโลก

สเปิร์มหนูที่ถูกแช่แข็งและอยู่บนอวกาศนานถึง 9 เดือน เมื่อถูกส่งกลับมายังโลกพบว่า สเปิร์มดังกล่าวยังอยู่ในสภาพที่แข็งแรงดี แต่ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า หากส่งสเปิร์มมนุษย์แช่แข็งไปอยู่บนอวกาศนานเช่นนี้ จะยังมีสภาพที่แข็งแรงกลับมาหรือไม่ ซึ่งหากสเปิร์มมนุษย์สามารถทนอยู่ในอวกาศได้เหมือนกับสเปิร์มของหนู ก็จะนำไปสู่การให้กำเนิดมนุษย์ในสภาพไร้น้ำหนักได้ในอนาคต

โดยผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารโพรซีดิงส์ ออฟ เดอะเนชั่นแนล อคาเดมี ออฟ ไซน์ซ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ระบุว่า สเปิร์มของหนูที่ถูกแช่แข็งเอาไว้ก่อนจะถูกส่งขึ้นไปที่สถานีอวกาศนานาชาติ (ไอเอสเอส) ที่โคจรอยู่เหนือพื้นผิวโลกราว 400 กิโลเมตร เมื่อครบ 9 เดือน สเปิร์มดังกล่าวก็ถูกส่งกลับมายังโลก ซึ่งนายเทรุฮิโตะ วาคายามา หัวหน้าทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยยามายานาชิ ตรวจสอบพบว่า ดีเอ็นเอของสเปิร์มหนูดังกล่าวได้รับความเสียหายเพิ่มขึ้นเล็กน้อยหลังจากต้องเผชิญกับรังสีที่รุนแรงกว่าบนโลกถึงร้อยเท่า และเมื่อนำไปผสมกับไข่ตามกระบวนการปฏิสนธิได้ลูกหนูที่มีสุขภาพแข็งแรงออกมา และเติบโตตามปกติ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ดีเอ็นเอที่ได้รับความเสียหายขณะอยู่บนอวกาศนั้นได้รับการซ่อมแซมเมื่ออยู่ในตัวอ่อนหลังการปฏิสนธิ

แต่สำหรับนักวิจัยผู้ทำการศึกษาผลกระทบจากรังสีบนห้วงอวกาศห้วงลึกต่ออวัยวะสืบพันธุ์ของหนูในห้องปฏิบัติการแล้ว ไม่ใช่ข่าวดีเสียเท่าไหร่

ผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารรีโพรดักชั่น ฉบับเดือนนี้ แสดงให้เห็นว่ารังไข่ของหนูในห้องปฏิบัติการได้รับความเสียหายอย่างหนักจากรังสีบนอวกาศ ทำให้มีความเป็นห่วงกังวลเกี่ยวกับรังไข่ที่ยังไม่เติบโตเต็มที่ในนักบินอวกาศที่ต้องเดินทางไปยังอวกาศห้วงลึก

อัลริเก ลูเดอเรอร์ ศาสตราจารย์ด้านการแพทย์ จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เมืองเออร์วิน หนึ่งในผู้ร่วมวิจัย กล่าวว่า ผลการวิจัยของเธอแสดงให้เห็นว่าเหตุใดสำนักงานอวกาศของสหรัฐจึงได้กังวลเกี่ยวกับสุขภาพของนักบินอวกาศในอวกาศห้วงลึก

“รังสีเหล่านี้สามารถกระตุ้นทำให้เกิดโรคหลายโรคได้เร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งรังไข่ รวมถึงโรคกระดูกพรุน โรคหัวใจ และโรคเกี่ยวกับระบบประสาทอย่างโรคอัลไซเมอร์” ลูเดอร์เรอร์กล่าว และว่า ตอนนี้ครึ่งหนึ่งของนักบินอวกาศใหม่ของนาซาก็เป็นผู้หญิง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องรู้เกี่ยวกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้หญิงที่จะต้องเจอกับรังสีในอวกาศห้วงลึกเป็นระยะเวลานานๆ

คริส เลห์นฮาร์ดต์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านการแพทย์ฉุกเฉิน จากมหาวิทยาลัยด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จอร์จ วอชิงตัน บอกว่า เขาไม่รู้เกี่ยวกับผลการศึกษาใดๆ ที่แสดงให้เห็นว่าหนูสามารถตั้งท้องได้บนอวกาศ หรือตัวอ่อนใดจะสามารถมีชีวิตรอดอยู่บนอวกาศได้และว่าถ้าหากเซลล์ของตัวอ่อน 4 หรือ 8 เซลล์โดนรังสีคอสมิก กาแลกติกเข้าไป โอกาสที่จะรอดก็จะมีน้อยอย่างมาก หรือถ้าหากตัวอ่อนนั้นสามารถอยู่รอดมาได้ ก็อาจจะไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้

สำหรับการทดลองในอนาคตนั้นอาจจะเกี่ยวข้องกับการส่งตัวอ่อนจากสัตว์หลายสายพันธุ์ไปยังสถานีอวกาศ

“แต่เมื่อถึงตอนนั้นก็อาจจะเป็นการยากที่จะเดาได้ว่าจะเกิดปัญหาในการพัฒนาหรือไม่ เนื่องจากสภาวะสุญญากาศ หรือการโดนรังสี” เลห์นฮาร์ดต์กล่าว และว่า อย่างไรก็ตามเพื่อการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดด้านการแพทย์ว่าด้วยเรื่องที่ว่า ที่ใดบ้างที่ตัวอ่อนจะสามารถเกิดขึ้นได้บนอวกาศ

“คุณสามารถมีลูกได้ภายใต้ทฤษฎีที่ว่า ไม่สามารถยืนหรือเดินได้ และใช้แขนในการพัฒนาการเคลื่อนไหว” พร้อมกับเตือนว่าอาจจะมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดวิวัฒนาการของมนุษย์สายพันธุ์ใหม่ขึ้นมา

เด็กที่เกิดหรือเติบโตขึ้นบนดวงจันทร์หรือดาวอังคารเหล่านี้ ซึ่งมีแรงดึงดูดเพียงเล็กน้อย ซึ่งอาจจะถือเป็นเรื่องดี แต่คนเหล่านี้ก็จะไม่เหมือนกับคนที่เกิดบนโลกอย่างแน่นอน

“บางทีแรงดึงดูดบนดวงจันทร์ที่มีเพียง 1 ใน 6 ของโลก หรือบนดาวอังคารที่มีเพียง 1 ใน 3 ของโลก อาจจะเพียงพอสำหรับการพัฒนาของกระดูกและกล้ามเนื้อธรรมดาก็เป็นได้” เลห์นฮาร์ดต์กล่าวทิ้งท้าย

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1456318107766337

หวาดเสียวสุดๆ เด็กชาย 10 ขวบกระเด็นหลุดจากสู่สไลเดอร์ (ความรู้ฟิสิกส์ เรื่อง พลังงานกล)

เมื่อวันที่ 29 พ.ค. เว็บไซต์นิตยสารไทม์รายงานคลิปนาทีหนุ่มน้อยชาวอเมริกันวัย 10 ขวบ ประสบอุบัติเหตุ กระเด็นจากลู่สไลเดอร์ที่สวนน้ำแห่งหนึ่งที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

เหตุการณ์เกิดขึ้นขณะที่เด็กชายวัย 10 ขวบเล่นเครื่องเล่น เอ็มเมอรัลด์ พลันจ์ ที่สวนน้ำ เดอะ เวฟ ในเมืองดับลิน รัฐแคลิฟอร์เนีย จังหวะที่หนุ่มน้อยคนนี้ใกล้ถึงจุดสิ้นสุดของรางสไลด์ กลับกระเด็นจากลู่ที่มีความสูงราว 24 เมตรไปลงพื้นคอนกรีตข้างๆ เจ้าหน้าที่รีบนำตัวเด็กคนดังกล่าวส่งโรงพยาบาลเพื่อรักษาอย่างเร่งด่วน

เจ้าหน้าที่เมืองดับลิน น.ส.ลินดา สมิธระบุถึงว่าเด็กชายคนดังกล่าวอยู่ในอาการสั่น แต่ดูโดยรวมแล้วปกติ ซึ่งหลังเกิดเหตุเด็กคนดังกล่าวก็ได้ลุกขึ้นและไปรับการรักษาเบื้องต้นที่ห้องปฐมพยาบาลด้วยความช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่และพ่อแม่ของเด็ก

ภายหลังทางการเมืองได้เข้าไปตรวจสอบ เครื่องเล่นต้นปัญหาดังกล่าวเพื่อให้ทางสวนน้ำปรับปรุงให้มีความปลอดภัยมากขึ้น

https://www.khaosod.co.th/clips/news_371879

ความรู้ทางฟิสิกส์ เรื่องกลศาสตร์

11

12

13

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1453550811376400

เด็กสกลนครเจ๋งจริง! คว้าแชมป์เอเชีย รถประหยัดน้ำมัน 1ลิตรวิ่ง2,289กิโล

สกลนคร เด็กเทคนิคสุดเจ๋งคว้าแชมป์รถประหยัดน้ำมันระดับเอเชีย 1 ลิตรวิ่งกว่า 2 พันโล

เมื่อเวลา 16.30 น.วันที่ 29 พฤษภาคม 2560 ที่บริเวณประตูเมือง ถนนใสสว่าง ตำบลธาตุเชิงชุม อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร จังหวัดสกลนครร่วมกับเชลล์แห่งประเทศไทยจำกัด นำนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคสกลนคร พร้อมรถประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงทีมเวอร์จิ้น ตั้งขบวนแห่มุ่งหน้าผ่าน ถนนใสสว่าง ถนนเรืองสวัสดิ์ ถนนเจริญเมือง และถนนสุขเกษม ไปยังศาลากลางจังหวัด เพื่อให้ประชาชนชาวสกลนครร่วมแสดงความยินดี หลังจากทีมนักศึกษาจากวิทยาลัยเทคนิคสกลนคร ประกอบด้วย นายวีระชัย แสนอุบล คนขับ นายยุทธนา ไชยวงศ์ ช่างเครื่อง นายเควิ้น ฟเจลล์ ผู้จัดการทีม และนายประมวล รอนยุทธ ครูแผนกวิชาช่างยนต์ เป็นทีมตัวแทนชนะเลิศรถประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศไทย และเป็นตัวแทนไปแข่งขันในรายการ Shell Eco-marathon Asia 2017 ที่ Changi Exhibition center ประเทศสิงคโปร์ ในวันที่ 16-19 มีนาคม 2560 โดยมีทีมที่เข้าร่วมแข่งขันจากทั่วทวีปเอเชียจำนวน 123 ทีม จาก 20 ประเทศรวมทั้ง ออสเตรเลีย และแคนาดา

ผลปรากฎว่ารถประหยัดเชื้อเพลิงจากวิทยาลัยเทคนิคสกลนคร ชนะเลิศการแข่งขันประเภทรถต้นแบบ เชื้อเพลิงแก๊ซโซลีน เครื่องยนต์สันดาปภายใน ใช้พลังงานน้อยที่สุดวิ่งในระยะทางมากที่สุด ด้วยสถิติชนะเลิศ ระยะทาง 2,289 กิโลเมตร ต่อการใช้นำมันเชื้อเพลิง 1 ลิตร ผลจากการแข่งขันนั้นได้สร้างชื่อเสียงต่อสถาบันอาชีวศึกษาและประเทศไทยเป็นอย่างมาก ที่สามารถเอาชนะเทคโนโลยีที่ทันสมัยในหลายๆประเทศได้ถ้วยรางวัลมาอย่างน่าทึ่ง ซึ่งทีผ่านมาชื่อเสียงของทีมเวอร์จิ้นวิทยาลัยเทคนิคสกลนครไม่เคยทำให้ผิดหวัง เนื่องจากมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมีดีกรีแชมป์รถประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงระดับทวีปเอเชียมาแล้วหลายสนาม จึงมีการมอบประกาศเกียรติบัตรเชิดชูเกียรติเพื่อประกาศให้ต่างประเทศรู้ว่าการศึกษาระดับอาชีวะของไทยไม่แพ้ชาติใด ในโอกาสนี้จึงมีการส่งมอบถ้วยรางวัลชนะเลิศให้แก่ นายธวัช ศิริวัธนนุกูล รอง ผวจ.สกลนคร เพื่อนำไปเก็บรักษาไว้เพื่อเป็นเกียรติประวัติและส่งเสริมพัฒนาการศึกษาในระดับอาชีวะต่อไป

https://www.matichon.co.th/news/569903

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1453534931377988

ฟิสิกส์ธรรมดาสาระมันส์ : การสังเกตการณ์ทางช้างเผือก

เราสามารถสังเกตเห็นทางช้างเผือกปรากฏเป็นแถบแสงจางๆ บนท้องฟ้าในค่ำคืนที่มืดสนิทได้ โดยทางช้างเผือกจะพาดผ่านท้องฟ้าเป็นทางยาว สถานที่ที่เราสามารถมองเห็นทางช้างเผือกได้จะต้องมืดมากพอ แสงจากเมืองเพียงเล็กน้อยก็ทำให้เราไม่สามารถมองเห็นทางช้างเผือกได้แล้ว (อย่างไรก็ตาม ภาพถ่ายทางช้างเผือกส่วนมากเกิดจากการเปิดรูรับแสงของกล้องถ่ายรูปไว้นานราว 20-30 วินาที เพื่อเก็บแสงให้ได้มากที่สุด ดังนั้น ทางช้างเผือกที่ปรากฏในภาพถ่ายจึงชัดเจนกว่าที่ตามองเห็นได้จริงอยู่มาก)

เนื่องจากกาแล็กซีทางช้างเผือกเป็นกาแล็กซีรูปกังหันแบบมีแกนซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นกลมรัศมีอย่างน้อยราวๆ 5หมื่นปีแสง และระบบสุริยะของเราอยู่บริเวณขอบด้านหนึ่งของทรงกลมห่างจากศูนย์กลางราวๆ 26,000 ปีแสง ดังนั้น หากเรามองไปทางศูนย์กลางทางช้างเผือกเราย่อมสังเกตเห็นทางช้างเผือกบนท้องฟ้าสว่างกว่าการมองออกไปบริเวณด้านนอกของทางช้างเผือก เนื่องจากทิศทางของศูนย์กลางทางช้างเผือกมีดาวฤกษ์อยู่อย่างหนาแน่นนั่นเอง

ดวงดาวบนท้องฟ้าที่เราเห็นได้ด้วยตาเปล่าทุกดวงล้วนอยู่ในกาแล็กซีทางช้างเผือกทั้งสิ้น ส่วนบริเวณแถบทางช้างเผือกที่เราสังเกตเห็นได้นั้นเป็นระนาบกาแล็กซีทางช้างเผือกซึ่งมีสสารและดาวฤกษ์อยู่อย่างหนาแน่น แต่ตาของมนุษย์เราไม่สามารถแยกดาวฤกษ์เหล่านั้นออกจากกันได้ เราจึงเห็นเป็นผ้ามัวๆ ติดกันเป็นแถบ

บริเวณในท้องฟ้าที่ถูกทางช้างเผือกบังไว้เรียกว่า Zone of Avoidance แถบทางช้างเผือกนั้นแม้จะดูสวยงามแต่ก็บดบังแสงจากวัตถุท้องฟ้าที่อยู่เบื้องหลังไปจนเกือบหมด

ศูนย์กลางทางช้างเผือก (Galactic Center) อยู่ในกลุ่มดาวคนยิงธนู (Constellation Sagittarius) และกลุ่มดาวแมงป่อง (Constellation Scorpius) ดังนั้น หากต้องการสังเกตทางช้างเผือกให้ชัดเจนที่สุดจึงต้องระบุตำแหน่งของกลุ่มดาวคนยิงธนูและกลุ่มดาวแมงป่องให้ได้เสียก่อน ซึ่งสามารถหาได้จากแผนที่ดาวหรือแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือ

Great Rift

ใจกลางทางช้างเผือกจะมีแถบมืดที่เรียกว่า Great Rift ซึ่งแสงจากดาวฤกษ์บริเวณนั้นถูกฝุ่นระหว่างดาวฤกษ์บดบัง ใจกลางของกาแล็กซีทางช้างเผือกจึงเป็นบริเวณที่ลึกลับที่สุดแห่งหนึ่งในเอกภพเลยทีเดียว แสงที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากใจกลางกาแล็กซีมีโอกาสเดินทางมาถึงโลกเราเพียงหนึ่งในล้านล้านส่วนเท่านั้น เนื่องจากฝุ่นที่กระจายตัวอยู่ การศึกษาใจกลางของกาแล็กซีดูดกลืนแสงไปเกือบทั้งหมด ดังนั้น การศึกษาบริเวณใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือกจึงใช้การตรวจจับคลื่นอินฟราเรดและคลื่นวิทยุซึ่งสามารถเดินทางผ่านฝุ่นได้

บริเวณศูนย์กลางทางช้างเผือกบนท้องฟ้ามีวัตถุที่เรียกว่า Sagittarius A ซึ่งนักดาราศาสตร์พบว่ามันคือหลุมดำมวลยิ่งยวดซึ่งมีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ราวๆ 4 พันล้านเท่า

กล่าวได้ว่ากาแล็กซีทางช้างเผือกนั้นเป็นหมู่บ้านดาวฤกษ์ที่ดวงอาทิตย์เราอาศัยอยู่ซึ่งการทำความเข้าใจกาแล็กซีของเราน่าจะเป็นก้าวสำคัญก้าวหนึ่งของการทำความเข้าใจเอกภพที่เราอาศัยอยู่ในอนาคต

https://www.matichon.co.th/news/569442

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1453114538086694

เตือนภัย ‘อีเทอร์นับร็อก’ มัลแวร์ใหม่ ทายาท ‘วอนนาคราย’

ภาพ-Poxabay

“มิโรสลาฟ สแตมปาร์” นักวิจัยมัลแวร์ในสังกัดทีมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินทางคอมพิวเตอร์ (เซิร์ท) ของรัฐบาลโครเอเชีย เปิดเผยถึงการค้นพบมัลแวร์ตัวใหม่ประเภท “เวิร์ม” ที่สามารถแพร่ระบาดผ่านฟังก์ชั่น “เซิร์ฟเวอร์ แมสเสจ บล็อก” หรือ “เอสเอ็มบี” ทำนองเดียวกันกับ “แรนซัมแวร์” เรียกค่าไถ่ชื่อดังอย่าง “วอนนาคราย” แต่มีความร้ายกาจกว่าหลายเท่าตัว และยังไม่มี “คิลสวิตช์” อีกด้วย

ความร้ายแรงของมัลแวร์ใหม่นี้น่าวิตกมาก จนแรกสุด สแตมปาร์ คิดจะตั้งชื่อมันว่า “ดูมส์เดย์เวิร์ม” หรือ “หนอนล้างโลก” ด้วยซ้ำไป แต่เลือกใช้ชื่อ “อีเทอร์นัลร็อก” แทนในที่สุดเพื่อแสดงให้เห็นว่าหนอนมัลแวร์ตัวนี้เชื่อมโยงกับเครื่องมือสอดแนมที่สำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ (เอ็นเอสเอ) ของสหรัฐอเมริกาคิดค้นขึ้น แล้วถูกกลุ่มแฮกเกอร์เจาะระบบนำออกมาเผยแพร่ออนไลน์เมื่อเร็วๆ นี้

รายละเอียดที่เผยแพร่ผ่านเว็บบล็อก “บลีพพิงคอมพิวเตอร์” ระบุว่า “อีเทอร์นัลร็อก” ใช้ประโยชน์จากเครื่องมือสอดแนมในโลกไซเบอร์ของเอ็นเอสเอ ถึง 7 เครื่องมือในการทำงานของมัน โดย 6 ใน 7 เครื่องมือเป็นเครื่องมือที่ใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ “เอสเอ็มบี” ที่เอ็นเอสเอค้นพบ ประกอบด้วย “อีเทอร์นัลบลู” แบบเดียวกับที่ “วอนนาคราย” ใช้, “อีเทอรนัลแชมเปี้ยน”, “อีเทอร์นัลซินเนอร์จี”, “อีเทอร์นัลโรมานซ์” และยังอาศัยเครื่องมือสอดแนมของเอ็นเอสเออย่าง “เอสเอ็มบีทัช” และ “อาร์คทัช” สำหรับสอดแนมเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ติดไวรัสนี้อีกด้วย สุดท้าย อีเทอร์นัลร็อกดึงเอา “ดับเบิลพัลซาร์” มาใช้เป็นเครื่องมือในการแพร่ตัวเองจากระบบหนึ่งไปยังอีกระบบหนึ่ง ผ่าน “แบ๊กดอร์” ที่เครื่องมือชนิดนี้ทำให้มันเปิดอยู่ตลอดเวลานั่นเอง

“อีเทอร์นัลร็อก” ใช้กระบวนการติดตั้งตัวเองแบบ 2 ขั้นตอนสำหรับการโจมตี โดยการติดตั้งขั้นตอนที่ 2 จะถูกหน่วงเวลาให้ห่างจากขั้นแรกถึง 24 ชั่วโมงอย่างจงใจ ซึ่งส่งผลให้มัลแวร์ตัวนี้สามารถทำงานแบบปิดลับได้มากกว่าและหลีกเลี่ยงจากการตรวจพบได้ง่ายกว่า “วอนนาคราย” อีกด้วย

ในขั้นตอนแรกนั้น “อีเทอร์นัลร็อก” จะฝังตัวเองลงในระบบแล้วดาวน์โหลด “ทอร์” (คือโปรแกรมที่ทำให้ท่องอินเตอร์เน็ตได้แบบนิรนาม) แล้วโยงเครื่องคอมพิวเตอร์เข้ากับเซิร์ฟเวอร์ควบคุมและออกคำสั่ง ซึ่งติดตั้งอยู่บนเครือข่ายทอร์ในเครือข่ายอินเตอร์เน็ตนอกกฎหมายที่เรียกกันว่า “เดอะ ดาร์กเว็บ” จากนั้นจะเก็บตัวเงียบ 24 ชั่วโมง เซิร์ฟเวอร์ควบคุมและสั่งการจึงจะเริ่มป้อนคำสั่งเข้ามา เป็นการเริ่มการโจมตีขั้นที่ 2 นั่นเอง เทคนิคการหน่วงเวลาโจมตีดังกล่าวเชื่อว่าเพื่อหลบเลี่ยงไม่ให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจพบและวิเคราะห์ตัวมันได้โดยเร็วนั่นเอง

อันตรายของ “อีเทอร์นัลร็อก” ยังมาจากการที่เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่ติดมัลแวร์นี้ รันโปรแกรม “ดับเบิลพัลซาร์” อยู่ตลอดเวลา โปแกรมดังกล่าวมีคุณสมบัติในการเปิดแบ๊กดอร์ของเครื่อง นอกจากนั้นตัว “ดับเบิลพัลซาร์” เองยังไม่มีการเขียนรหัสป้องกันไว้ ทำให้ใครก็ตามที่ต้องการโจมตีคอมพิวเตอร์เครื่องดังกล่าวสามารถใช้งาน “ประตูหลัง” ที่เปิดอยู่ตลอดเวลาได้ ทำให้ถูกเจาะระบบได้ง่ายและระบบทั้งหมดสามารถติดเชื้อมัลแวร์อื่นๆ ได้โดยง่ายอีกด้วย

มิโรสลาฟ สแตมปาร์ ระบุว่า “อีเทอร์นัลร็อก” ซึ่งถูกปล่อยออกมาในขั้นทดลองระหว่างการพัฒนาครั้งนี้ สามารถปรับแต่งให้กลายเป็นแรนซัมแวร์ หรือเป็นโทรจันฝังตัวอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ของธนาคารได้ง่าย ทำให้มีโอกาสที่จะกลายเป็นภัยคุกคามความปลอดภัยทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ได้ไม่แพ้วอนนาครายเหมือนกัน

สแตมปาร์ระบุว่า ช่องโหว่ เอสเอ็มบี กลายเป็นเครื่องมือสำคัญของคนร้ายในการโจมตีออนไลน์มากขึ้นตามลำดับ ดังนั้น ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ควรเร่งอัพเดตซอฟต์แวร์และติดตั้งแพทช์ให้ใหม่ที่สุดโดยเร็วเป็นการป้องกันไว้ก่อนจะดีที่สุด

https://www.matichon.co.th/news/569754

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1454781944586620

งานวิจัยใหม่ 2 ชิ้น ชี้ต้นกำเนิดมนุษย์อยู่ในยุโรป

ภาพ-Wolfgang Gerber/ University of Tubingen

งานวิจัยด้านบรรพชีวินวิทยา 2 ชิ้นจากทีมวิจัยนานาชาติซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการ “พลอสวัน” ซึ่งอาศัยเทคนิคใหม่ๆ ในการวิเคราะห์ ซากชิ้นส่วนที่เชื่อกันว่าเป็นของมนุษย์ในยุคโบราณ นำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า แหล่งกำเนิดมนุษยชาติอาจไม่ได้อยู่ในทวีปแอฟริกาอย่างที่เข้าใจกันมาตลอด แต่เป็นพื้นที่ในแถบริมทะเลเมดิเตอเรเนียน ในยุโรป และยังได้ข้อสรุปด้วยว่า การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเป็นสาเหตุสำคัญที่เป็นจุดเริ่มต้นแยกวิวัฒนาการของมนุษย์ออกจากสายวิวัฒนาการของ “เกรท เอพ” หรือ “ลิงใหญ่” อีกด้วย

การศึกษาวิจัยดังกล่าว เป็นการศึกษาวิจัยซากชิ้นส่วน ฟันกรามล่างที่ขุดพบจากกรีซ กับการศึกษา “ฟันกรามน้อย” (พรีโมลาร์) ซึ่งเป็นฟันซี่ที่อยู่ระหว่างเขี้ยวกับฟันกราม ซึ่งขุดค้นพบได้จากประเทศบัลแกเรีย โดยอาศัยเทคนิคคอมพิวเตอร์โทโมกราฟี ที่สามารถช่วยให้เห็นโครงสร้างของรากฟันได้ แสดงให้เห็นว่าชิ้นส่วนฟอสซิลดังกล่าวซึ่งคำนวณอายุย้อนหลังไปได้มากถึง 7.2 ล้านปี ไม่ได้เป็นของมนุษย์สายพันธุ์ไหน แต่น่าจะเป็นสายพันธุ์ที่ค้นพบใหม่ ซึ่งถูกเรียกว่า “เกรโคพิเธคัส เฟรย์แบร์ยี” ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตในยุคก่อนกำเนิดมนุษย์ (พรี-ฮิวแมน) ซึ่งเรียกกันในทางวิชาการว่า “โฮมินิด”

การที่ซากฟอสซิลดังกล่าวอายุสูงถึง 7.2 ล้านปี ทำให้มีอายุเก่าแก่กว่าซากฟอสซิลมนุษย์โฮมินิดที่เก่าแก่ที่สุดที่ค้นพบกันมาก่อนหน้านี้ที่ประเทศชาดมากถึงหลายแสนปีทีเดียว

ศาสตราจารย์เดวิด เบกุน นักวิชาการด้านบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยโตรอนโต ประเทศแคนาดาและ แมเดอเลน โบห์เม ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเทอบิงเกน ประเทศเยอรมนี ผู้ร่วมเขียนรายงานวิจัยดังกล่าวเปิดเผยด้วยว่า จากการศึกษาสภาวะแวดล้อมย้อนหลังไปในยุคบรรพกาลพบหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่มนุษย์สายพันธุ์ใหม่มีชีวิตอยู่นั้น เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมอย่างหนัก เกิดภาวะแล้งจัด พร้อมไฟไหม้พืชพรรณต่างๆ ซึ่งเชื่อว่าเป็นการบีบบังคับกลายๆ ให้สัตว์จำพวกลิงใหญ่ในพื้นที่ดังกล่าววิวัฒนาการแตกต่างออกไปจากเดิม และเป็นจุดเริ่มต้นของมนุษยชาติในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการด้านบรรพชีวินวิทยาหลายรายชี้ว่า งานวิจัยดังกล่าวนี้ไม่ได้มีหลักฐานที่เป็นฟอสซิลมนุษย์ (เช่น โครงกระดูกขนาดใหญ่ส่วนอื่นๆ) มาเป็นเครื่องยืนยัน ในขณะเดียวกัน การอ้างถึงการเปลี่ยนสภาวะแวดล้อมในช่วงเวลาใกล้เคียงกันว่าเป็นจุดแยกวิวัฒนาการก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐาน

จึงยังไม่สามารถปักใจเชื่อได้ว่า ยุโรปเป็นพื้นที่เริ่มต้นวิวัฒนาการมนุษย์ได้นั่นเอง

https://www.matichon.co.th/news/569759

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1460642510667230

หนุ่มสกอตตะลึง! เกิดน้ำวนยักษ์กว้าง 30 ม. ในทะเลหลังโรงแรม (คลิป) ความรู้ทางฟิสิกส์ อะไรก่อให้เกิดน้ำวน

https://www.facebook.com/rmutphysics/videos/1452002751531206/

เกิดน้ำวนขนาดยักษ์ขึ้นในทะเลหลังโรงแรมแห่งหนึ่งบนเกาะคอร์ฟู ของกรีซ โดยนักท่องเที่ยวชาวสกอตแลนด์พบเห็นเหตุการณ์ และสามารถบันทึกช่วงเวลาเกิดปรากฏการณ์นี้เอาไว้ได้…สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คีแรน ดิกสัน นักท่องเที่ยวจากเมืองกลาสโกของสกอตแลนด์ ประสบพบเจอปรากฏการณ์อันน่าตกตะลึง เมื่อเกิดน้ำวนขนาดใหญ่กว้างกว่า 30 ม. ในทะเลด้านหลังโรงแรมบนเกาะคอร์ฟู ของประเทศกรีซ ที่เขาไปพักช่วงวันหยุดกับครอบครัว เมื่อช่วงบ่ายวันพุธที่ 24 พ.ค.ที่ผ่านมา และสามารถบันทึกภาพเหตุการณ์เอาไว้ได้นายคีแรน วัย 21 ปี นำคลิปวิดีโอเหตุการณ์โพสต์ลงบนเฟซบุ๊กของเขาพร้อมระบุข้อความว่า “ลาจากแสงแดดในสกอตแลนด์ มาเจอสภาพอากาศแบบนี้ในคอร์ฟู!” ขณะที่เขาเปิดเผยความรู้สึกของเขากับสื่อว่า “ผมช็อกมาก ผมไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน และถึงแม้ว่ามันอาจจะเป็นเรื่องที่น่ากังวลอยู่บ้าง แต่ก็เป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่ได้เห็นมัน”. ชมคลิปที่นี่

ความรู้ทางฟิสิกส์

อะไรก่อให้เกิดน้ำวน

1495970259622

คลิกอ่านต่อ

https://www.facebook.com/rmutphysics/videos/1452002751531206/