คลังเก็บรายเดือน: เมษายน 2017

บอลลูนช่วยชีวิต. ออกแบบดีจริงๆ ง่ายแต่เพิ่งคิดได้

 1493513198171

บอลลูนช่วยชีวิต. ออกแบบดีจริงๆ ง่ายแต่เพิ่งคิดได้

https://web.facebook.com/rmutphysics/videos/1426553577409457/

การเคลื่อนที่แบบวงกลม (มีคลิปสุดตื่นเต้น มอเตอร์ไซด์วิ่งในกรงรูปวงกลม)

1493512661612

https://web.facebook.com/rmutphysics/videos/1426548350743313/

การเคลื่อนที่แบบวงกลม (Circular Motion)

XXXXXการเคลื่อนที่แบบวงกลม เป็นการเคลื่อนที่โดยมีแรงกระทำเข้าสู่ศูนย์กลางของวงกลม และจะเกิดความเร่งเข้าสู่ศูนย์กลาง ความเร็วจะมีค่าไม่คงที่ เพราะมีการเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ โดยความเร็ว ณ ตำแหน่งใดจะมีทิศสัมผัสกับวงกลม ณ ตำแหน่งนั้น

XXXXXตัวอย่างของการเคลื่อนที่แบบวงกลมที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน ได้แก่ รถไฟเหาะ รถเลี้ยวโค้งในถนนโค้ง หรือนกบินโฉบเฉี่ยวไปมา เป็นต้น

ตัวอย่างการเคลื่อนที่แบบวงกลมในชีวิตประจำวัน

ความรู้ฟิสิกส์ เรื่องการหมุน

      การหมุน (อังกฤษ: Rotation) เป็นการเคลื่อนที่ของวัตถุรอบตัวเองในทิศทางเป็นวงกลม วัตถุสองมิติจะหมุนรอบจุด วัตถุสามมิติจะหมุนรอบแกน ถ้าจุดศูนย์กลางการหมุนอยู่ภายนอกวัตถุ จะเรียกว่าการโคจร เช่น การโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์

earth-spinning-rotating-animation-14

การหมุนของโลกรอบตัวเอง

โลกนับวันอวสาน แนวปะการังยักษ์ 2,000 กม. ตายแล้ว

23

ข่าวน่าตกใจสำหรับคนรู้จัก เกรท แบริเออร์ รีฟ (Great Berrier Reef) แนวประการังใหญ่และยาวที่สุดในโลก กว่า 2,000 กิโลเมตร นอกชายฝั่งตอนเหนือประเทศออสเตรเลีย โครงสร้างที่มีชีวิตเพียงสิ่งเดียวบนโลก ที่สามารถมองเห็นได้จากห้วงอวกาศ ซึ่งใช้เวลาเจริญเติบโตเป็นแนวประการังมหึมานานหลายแสนปี และมีระบบนิเวศอันสลับซับซ้อนมากที่สุด

แนวประการังซึ่งกินพื้นที่กว่า 345,000 ตารางกิโลเมตร เป็นแนวประการังเหนือ แนวหมู่เกาะวิทซันเดย์ แนวประการังใต้ ซึ่งมีทั้งชนิดอ่อนและชนิดแข็ง มีสีสันงดงามกว่า 350 ประเภท กับสิ่งมีชีวิตในท้องทะเลอีกกว่า 1,500 ชนิด เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านวิวัฒนาการดึกดำบรรพ์ ธรณีวิทยา ทั้งสัตว์และพันธุ์พืชหายากที่ยังสามารถดำรงชีวิตอยู่ ฯลฯ

ถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เป็นที่รับรู้แพร่หลายขึ้นจากสื่อยุคใหม่หลังสงครามโลกมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ

และเป็นแหล่งศึกษาทางชีววิทยาด้านต่างๆที่ยังไม่จบสิ้น แต่บัดนี้ – ตายอย่างแน่นอนเป็นทางการแล้ว

จากข่าวมติชน ออนไลน์ ฟาเบียง คอสติเยอร์ นักสำรวจใต้น้ำและนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ผู้ก่อตั้งศูนย์การเรียนรู้มหาสมุทร ยืนยันว่ามรดกโลกอันยิ่งใหญ่มหัศจรรย์แห่งนี้ อยู่ในระยะสุดท้ายของชีวิตแล้วอย่างแท้จริง หลังเกิดอาการฟอกขาว ขนานใหญ่ ตกในสภาพเกินเยียวยา

คอสติเยอร์คิดว่าแนวประการังยักษ์นี้จะมีอายุยืดไปได้อีกสัก 30 ปี แต่สภาวะโลกร้อนซึ่งทำให้อุณหภูมิน้ำในมหาสมุทรสูงเกินกว่าประการังจะอยู่รอดได้ ทำลายชีวิตเหล่านั้นลงรวดเร็วกว่า

ซูแซนเทลลี สิ่งมีชีวิตซึ่งอาศัยในเนื้อประการัง และเป็นตัวทำให้ประการังมีสีสันงามพิศดารนานา ใช้ประการังเป็นที่อยู่และเจริญเติบโต แต่เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น บรรดาสิ่งมีชีวิตเล็กละเอียดนั้นจึงต้องดีดตัวออกจากประการัง ส่งผลให้เหลือเพียงสีซีดขาวดังกล่าวแต่ต้น กลายเป็นอาการฟอกขาวสิ้นชีวิตลงในที่สุด

โดยปกติแล้ว ธรรมชาติก็คือปรากฏการณ์อันยิ่งใหญ่ในตัวเอง การปรับตัวก็เป็นหลักการอยู่รอดของธรรมชาติที่สำคัญ

เมื่อสิ่งหนึ่งขาดหายไป วันหน้าก็อาจมีสิ่งอื่นเข้ามาแทนที่ช่องว่างนั้นๆ ซึ่งแน่นอนว่าย่อมมิใช่สภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย และแน่นอนอีกว่า ย่อมหาความสลับซับซ้อนเช่นที่เคยมีในเบื้องแรกๆไม่ได้

แนวประการังล่มสลาย จะมีสักกี่คนในประชากรโลก 7,000 ล้านคนกังวล ห่วงใยสภาวะแวดล้อมของโลกที่รุมกันอยู่อาศัยใบนี้ จนสามารถร่วมกันคิดชะลอความเสียหายที่เกิดขึ้น เพื่อพลโลกที่เป็นลูกหลานรุ่นต่อๆไปได้ นอกจากปากกัดตีบถีบทำมาหากินกันสุดฤทธิ์ต่อไป ให้นายอุตสาหกรรมที่ทั้งผลิตขายทำกำไรและบริโภคทรัพยากรอย่างหนักไปพร้อมกัน เบียดเบียนโลกไปเรื่อยๆ

ในนามของบริกรผู้บริการความสะดวกสบายแก่คนทั้งหลาย

ก็ไม่ถึงกับคิดไปจุดเทียนไขดำเนินชีวิต แต่จะหยุดกับที่หรือชวนกันถอยหลังสักก้าวได้อย่างไร.

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1427437050654443

30 เมษา ชวนตื่นเช้า ชมดาวศุกร์สว่างที่สุดในรอบปี

22

เมื่อวันที่ 29 เมษายน นายศรัณย์ โปษยะจินดา รองผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สดร. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เปิดเผยว่า ในช่วงเช้ามืดของวันที่ 30 เมษายน  เวลาประมาณ 04.00-06.00 น. ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น ดาวศุกร์จะปรากฏสว่างที่สุดครั้งสุดท้ายในรอบปี สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่าอย่างชัดเจน ในทุกภูมิภาคของประเทศ คาดว่าจะมีความสว่างปรากฏถึงแมกนิจูด -4.6 (ระดับความส่องสว่างปรากฏของดวงจันทร์เต็มดวง แมกนิจูด -12.6) หากสังเกตผ่านกล้องโทรทรรศน์ดาวศุกร์จะปรากฏเป็นเสี้ยวคล้ายดวงจันทร์

นายศรัณย์กล่าวว่า ในวันที่ 12 มกราคมที่ผ่านมา ดาวศุกร์อยู่ในตำแหน่งห่างจากดวงอาทิตย์ไปทางทิศตะวันออกมากที่สุด จึงมองเห็นดาวศุกร์สว่างในช่วงหัวค่ำหลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตก หากใช้กล้องโทรทรรศน์สังเกตการณ์จะเห็นดาวศุกร์ปรากฏครึ่งดวง จนกระทั่งในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ดาวศุกร์จะปรากฏสว่างที่สุด หากใช้กล้องโทรทรรศน์สังเกตการณ์จะเห็นดาวศุกร์ปรากฏเป็นเสี้ยว และในวันที่ 25 มีนาคม ดาวศุกร์จะอยู่ระหว่างดวงอาทิตย์และโลก เรียกว่า “ตำแหน่งร่วมทิศวงใน” หากใช้กล้องโทรทรรศน์สังเกตการณ์จะเห็นดาวศุกร์ปรากฏเป็นเสี้ยวบางมากๆ ซึ่งหลังจากวันที่ 25 มีนาคม เราจะกลับมาสังเกตเห็นดาวศุกร์ในเวลารุ่งเช้าก่อนดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก หากใช้กล้องโทรทรรศน์สังเกตการณ์จะเห็นดาวศุกร์เป็นเสี้ยวหนาขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งในวันที่ 30 เมษายน ดาวศุกร์จะปรากฏสว่างที่สุดอีกครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นในวันที่ 3 มิถุนายน ดาวศุกร์จะโคจรอยู่ในตำแหน่งห่างจากดวงอาทิตย์ไปทางทิศตะวันตกมากที่สุด

“การที่ดาวศุกร์มีความสว่างปรากฏมากที่สุดในรอบปี 2560 ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ และ 30 เมษายน นั้นเนื่องจากดาวศุกร์โคจรมาอยู่ในตำแหน่งห่างจากดวงอาทิตย์ในระยะที่พอดี ประกอบกับมีขนาดเสี้ยวค่อนข้างหนา ส่งผลให้มีความสว่างปรากฏค่อนข้างมาก หากเทียบกับช่วงที่ดาวศุกร์อยู่ในตำแหน่งห่างจากดวงอาทิตย์ออกไปทางทิศตะวันออกและตะวันตกมากที่สุด ถึงแม้เสี้ยวจะหนาขึ้น แต่ขนาดปรากฏของดาวศุกร์จะลดลง เพราะอยู่ห่างจากโลกมาก และช่วงที่ดาวศุกร์โคจรผ่านตำแหน่งรวมทิศวงใน แม้ดาวศุกร์จะมีขนาดปรากฏใหญ่ขึ้น แต่จะปรากฏเป็นเสี้ยวบางๆ เนื่องจากอยู่ระหว่างดวงอาทิตย์และโลก ดังนั้น ในวันดังกล่าวเมื่อเราสังเกตดาวศุกร์จากโลก จะมองเห็นดาวศุกร์มีความสว่างปรากฏมากที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงเวลาอื่น” นายศรัณย์กล่าว

ทั้งนี้ ดาวศุกร์เป็นดาวเคราะห์ลำดับที่ 2 ในระบบสุริยะ ถัดจากดาวพุธ อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าโลก สามารถสังเกตเห็นดาวศุกร์ด้วยตาเปล่าได้ง่ายเพราะดาวศุกร์มีความสว่างมาก ดาวศุกร์นับเป็นวัตถุที่สว่างที่สุดบนท้องฟ้าไม่นับรวมดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ดาวศุกร์จะปรากฏอยู่ใกล้กับดวงอาทิตย์เช่นเดียวกับดาวพุธ เนื่องจากทั้งสองเป็นดาวเคราะห์วงในเหมือนกัน ดาวศุกร์จะปรากฏอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์มากที่สุดได้ถึง 47.8 องศา จึงสามารถสังเกตดาวศุกร์ได้ในช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น หรือหลังดวงอาทิตย์ตกเท่านั้น หากสังเกตเห็นดาวศุกร์ในช่วงหัวค่ำหลังดวงอาทิตย์ตกปรากฏทางทิศตะวันตก คนไทยมักเรียกว่า “ดาวประจำเมือง” หากสังเกตเห็นดาวศุกร์ในช่วงเช้ามืดก่อนดวงอาทิตย์ขึ้นปรากฏทางด้านตะวันออก คนไทยมักเรียกว่า “ดาวประกายพรึก” เป็นที่น่าสังเกตว่าดาวศุกร์จะไม่เคยปรากฏให้เห็นอยู่กลางท้องฟ้า หรือปรากฏในช่วงเวลาดึกเลย

 https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1426557757409039

รู้หรือเปล่า เมื่อก่อนนี้ ดาวอังคารก็เคยมีวงแหวน

media-1070-58d53cc8888ca

ดาวอังคารและวงแหวน ภาพในจินตนาการของศิลปิน ดาวอังคารอาจเคยมีลักษณะอย่างนี้มาแล้วในอดีต จาก Celestia Development Team.

เมื่อไม่กี่เดือนก่อน นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งได้เสนอทฤษฎีว่า ดาวอังคารกำลังจะมีวงแหวนในอีกไม่กี่ล้านปีข้างหน้า ทฤษฎีนี้อธิบายว่า แหล่งที่มาของวงแหวนคือดวงจันทร์โฟบอส การที่ดวงจันทร์ดวงนี้กำลังโคจรตีวงเข้าใกล้ดาวอังคารมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เมื่อถึงจุดหนึ่งจะถูกแรงน้ำขึ้นลงของดาวอังคารฉีกจนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เศษซากของดวงจันทร์โฟบอสจะกระจายไปตามวงโคจรเดิม กลายเป็นวงแหวนล้อมรอบดาวอังคาร

เมื่อไม่นานมานี้ เดวิด มินตัน และ แอนดรู เฮสเซลบร็อก จากมหาวิทยาลัยเพอร์ดู ในลาฟาแยต รัฐอินเดียนา ได้เสนอทฤษฎีเกี่ยวกับวงแหวนดาวอังคารใหม่โดยใช้ผลจากการสร้างแบบจำลองขึ้นมาใหม่ แบบจำลองนี้แสดงว่าโฟบอสจะถูกฉีกในอีกราว 70 ล้านปีข้างหน้า แต่ที่น่าสนใจเป็นพิเศษก็คือ พบว่าหลังจากที่โฟบอสถูกฉีกจนกลายเป็นวงแหวนเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว เศษวัสดุในวงแหวนก็จับตัวและพอกพูนกันจนกลายเป็นดวงจันทร์อีก ยิ่งกว่านั้น ยังพบว่ากระบวนการกลายสภาพระหว่างดวงจันทร์เป็นวงแหวน และจากวงแหวนกลับมาเป็นดวงจันทร์นี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว 3-7 รอบ ในการกลายสภาพจากวงแหวนกลับมาเป็นดวงจันทร์แต่ละครั้ง ดวงจันทร์ที่เกิดใหม่มีขนาดเล็กกว่าเดิมห้าเท่า นั่นแปลว่า ดาวอังคารเคยมีวงแหวนมาก่อน และเคยมีดวงจันทร์บริวารที่มีขนาดใหญ่กว่าโฟบอสในปัจจุบันนี้มาก

แบบจำลองนี้ยังแสดงว่าการฉีกดวงจันทร์แต่ละครั้งทิ้งเศษซากวัสดุจำนวนมากตกลงสู่ดาวอังคาร กระบวนการนี้อาจอธิบายที่มาของตะกอนจำนวนมากที่พบตามแนวเขตศูนย์สูตรของดาวอังคาร ซึ่งเป็นปริศนาที่ทำให้นักดาราศาสตร์งุนงงมาเป็นเวลานานได้อีกด้วย

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1428294420568706

นักวิจัยสเปนหวังใช้หนอน “Wax Worm” ช่วยกำจัดขยะพลาสติกทั่วโลก

C029DE9C-8CE7-4381-9F98-FD9AA00E6CBE_w1023_r1_s

 

นักวิทยาศาสตร์ที่สถาบันเทคโนโลยีชีวภาพชื่อ Institute of Biomedicine and Biotechnology of Cantabria ในสเปน พบว่าตัวหนอนชนิดหนึ่งซึ่งมีชื่อเรียกว่า Galleria mellonella กินพลาสติก

และอาจช่วยย่อยสลายขยะที่เกิดจากถุงพลาสติก polyethylene ปีละนับล้านล้านใบทั่วโลกได้

นักวิจัยพบว่า ตัวอ่อนของหนอนซึ่งจะเติบโตเป็นแมลงนี้ สามารถย่อยสลาย polyethylene ซึ้งเป็นสารสังเคราะห์ที่มีความทนทานมากที่สุดอย่างหนึ่ง

และการค้นพบนี้ก็นับว่าเป็นเรื่องบังเอิญด้วย เพราะนักวิจัยได้พบว่าถุงพลาสติกที่ใช้ใส่หนอนนี้ถูกกัดจนเป็นรูพรุน

โดยคุณ Federica Bertocchini นักวิจัยของสถาบันอธิบายว่า หลังจากเวลาเพียง 12 ชม. มวลสารของถุงพลาสติกที่ใช้ใส่หนอนได้ถูกลดลงอย่างเห็นได้ชัด

อ้างอิงจาก https://www.voathai.com/a/worm-plastic-ct/3829321.html

ลิงไร้หาง’ สัตว์ไร้สุนทรี ‘ดนตรี’

ลิง, ไร้, หาง, สัตว์, สุนทรี, ดนตรี , ลิงไร้หาง, สัตว์ไร้สุนทรี, ดนตรี, คิง ลูอี, ไอ วอนนาบี ไลค์ ยู

ลิง, ไร้, หาง, สัตว์, สุนทรี, ดนตรี , ลิงไร้หาง, สัตว์ไร้สุนทรี, ดนตรี, คิง ลูอี, ไอ วอนนาบี ไลค์ ยู

            ลิงชิมแปนซีและลิงไร้หางชนิดต่าง ๆ ในชีวิตจริง ต่างจากตัวการ์ตูน “เมาคลีลูกหมาป่า” อย่างสิ้นเชิง เพราะพวกมันไม่ชื่นชมในเสียงดนตรีแม้แต่น้อย ทั้งยังไม่ตั้งวงดนตรีเล่นเองด้วย นักวิทยาศาสตร์ได้เรียนรู้ว่า ลิงยักษ์ไร้หาง รวมถึงชิมแปนซี และอุรังอุตัง อย่าง “คิง ลูอี” ราชาแห่งลิงบันดาโลค ในภาพยนตร์แอนิเมชั่น เรื่องเมาคลีลูกหมาป่า (The Jungle Book) ของวอลท์ ดิสนีย์ ไม่เคยชื่นชมในเสียงเพลงเลย

             พฤติกรรมที่ทำให้สัตว์ตระกูลวานร มีความแตกต่างจากมนุษย์ หาก “คิง ลูอี” เป็นลิงจริงๆ จะไม่ร้องรำทำเพลงอะไรทั้งสิ้น เว้นแต่ว่ามันจะพยายามเลียนแบบพฤติกรรมมนุษย์อย่างเช่นในเพลง “ไอ วอนนาบี ไลค์ ยู” ผลวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารพับลิค ไลบรารี ออฟ ไซแอนซ์ วัน ชี้ว่า แม้ว่าลิงชิมแปนซีจะมีรหัสพันธุกรรมคล้ายมนุษย์ถึง 96% เจ้าวานรกลับไม่มีการรับรู้เสียงดนตรีเลย ไม่ว่าจะฟังเพลงของบีโธเฟน หรือจัสติน บีเบอร์ กลับกลายเป็นเสียงอันไร้ความหมายไป

           นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยยอร์กของอังกฤษสร้าง “ตู้เพลงชิมแปนซี” ที่ให้ลิงในกรงเลือกเพลงที่ชอบ ไม่ว่าจะเพลงคลาสสิค ป็อป หรือเพลงร็อค แม้กระทั่งเสียงเงียบ ลิงที่อาศัยในสวนสัตว์เอดินเบอระ และศูนย์ดูแลชิมแปนซีแห่งชาติ รัฐเท็กซัสของสหรัฐ ได้ฟังเพลงของโมสาร์ท บีโธเฟน อเดล และจัสติน บีเบอร์ พบว่า ไม่มีลิงตัวไหนแสดงความสนอกสนใจกับเพลงใด ๆ เลย หรือแม้แต่เสียงเงียบก็ตาม

              เอมมา วอลเลซ หัวหน้าคณะวิจัยจากภาควิชาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยยอร์ก เล่าว่า ดนตรีไม่ใช่สิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับลิงชิมแปนซีในกรง เช่นเดียวกับลิงอุรังอุตังที่แยกแยะเสียงดนตรีออกจากเสียงรบกวนดิจิทัลไม่ได้ ผลการทดลองยังย้ำถึงความเป็นไปได้ที่ว่า สุนทรีในดนตรีเป็นคุณสมบัติเฉพาะของมนุษย์ สวนสัตว์หลายแห่งเปิดเพลงตามสายให้สัตว์วานรฟัง เนื่องจากเชื่อว่าจะช่วยพัฒนาความเป็นอยู่ของของสัตว์ ทั้งยังเป็นที่นิยมในหมู่ผู้ดูแลสวนสัตว์อีกด้วย

           ซึ่งเธอเห็นว่า เพลงที่เปิดอยู่ในปัจจุบันไม่มีผลทางบวกต่อสวัสดิการสัตว์เหล่านี้ และไม่มีผลกระทบทางลบเช่นกัน

           “การเปิดเพลงไม่ทำให้ประสบความสำเร็จในการเสริมสร้างพัฒนาการให้กับสัตว์วานรก็จริง แม้ว่าสัตว์มีทางเลือกได้หลีกเลี่ยงเสียงเหล่านี้ เพลงก็ยังเปิดให้ผู้อนุบาลสัตว์ได้ฟังอยู่ดี”

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1437323729665775

กูเกิ้ลหนุนสตาร์ทอัพผลิต”คิตตี ฮอว์ก ฟลายเออร์”

บริษัทสตาร์ทอัพได้กูเกิ้ลช่วยหนุนหลังผลิตรถบินได้ พร้อมทดสอบการบินเป็นครั้งแรก มีกำหนดวางขายปลายปีนี้ 

1493477531802

วันนี้(25เม.ย.60)“คิตตี ฮอว์ก (Kitty Hawk)” คือชื่อของสตาร์ทอัพผู้ผลิตรถบินได้ที่กำลังเป็นที่ฮือฮาในโลกโซเชียล เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจาก แลร์รี เพจ ผู้ก่อตั้งกูเกิ้ล โดยรถต้นแบบของ “คิตตี ฮอว์ก ฟลายเออร์” ได้ทำการบินทดสอบครั้งแรกไปเรียบร้อยแล้วในทะเลสาบแห่งหนึ่งห่างจากเมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ที่ความสูงประมาณ 15 ฟุต นานประมาณ 5 นาที  คิตตี ฮอว์กรถบินได้ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าที่ส่งไปหมุนใบพัดทั้ง 8 ใบ โดยรถหนึ่งคันสามารถนั่งได้หนึ่งคนเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม บริษัทคิตตี ฮอว์ก ให้คำมั่นว่า คิตตี ฮอว์ก ฟลายเออร์ ที่จะวางขายจริง จะมีรูปร่างที่ดูดี  ส่งเสียงเบากว่านี้ มีกำหนดวางจำหน่ายครั้งแรกในช่วงปลายปี 2560 แต่ยังไม่มีการเปิดเผยสเปกใดๆ ออกมาให้ทราบสำหรับรถยนต์บินได้คันนี้ สำหรับใครที่ได้อยากได้มาครอบครองก็อดใจรอ เชื่อว่าอีกไม่นานน่าจะได้ทราบราคาและสเปกของรถยนต์บินได้ครับ

ที่มา http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=136023&t=news

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1433640856700729

นักวิจัยสหรัฐฯทดลองครรถ์มารดาเทียมสำเร็จ

นักวิจัยโรงพยาบาลเด็กในสหรัฐฯทดลองเลี้ยงลูกแกะในครรถ์มารดาเทียมได้สำเร็จเตรียมต่อยอดนำมาใช้กับมนุษย์

วันนี้(27เม.ย.60)วารสาร Nature Communications ได้ตีพิมพ์ผลงานความสำเร็จของนักวิจัยโรงพยาบาลเด็กแห่งเมืองฟิลาเดลเฟียในสหรัฐฯ ที่สามารถ ประดิษฐ์ครรภ์มารดาเทียม และทดลองใช้ช่วยชีวิตลูกแกะที่คลอดก่อนกำหนดเอาไว้ได้   ทั้งนี้ลูกแกะที่นำมาทดลองมีอายุเทียบเท่าทารกมนุษย์ที่อยู่ในครรภ์ 23 สัปดาห์ โดยเลี้ยงไว้ในครรภ์มารดาเทียมที่ประดิษฐ์ขึ้นจากพลาสติก ซึ่งมีลักษณะเป็นถุงชีวภาพ ห่อหุ้มตัวลูกแกะเอาไว้

รวมทั้งมีน้ำคร่ำเทียมและระบบช่วยหมุนเวียนเลือดคอยหล่อเลี้ยงอยู่เป็นเวลา 28 วัน จนลูกแกะสามารถพัฒนาอวัยวะภายในโดยเฉพาะปอดและหัวใจให้เจริญเติบโต สามารถลืมตาได้ มีขนงอกตามปกติ ภายหลังออกจากครรภ์มารดาเทียมแล้วก็สามารถหายใจด้วยปอดเองได้ มีชีวิตอยู่รอดและมีสุขภาพแข็งแรง

แพทย์หญิงเอมิลี พาร์ทริดจ์ หนึ่งในคณะผู้วิจัยครรภ์มารดาเทียมบอกว่า จะนำเครื่องมือนี้ไปทดลองใช้ในมนุษย์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า หลังทดสอบความปลอดภัยขั้นต้นแล้ว โดยมีเป้าหมายในการช่วยชีวิตทารกที่คลอดก่อนกำหนดขณะอายุครรภ์ได้เพียง 23-24 สัปดาห์  ตามปกติแล้วโอกาสรอดชีวิตมีเพียง 15% ส่วนทารกที่คลอดขณะอายุครรภ์ต่ำกว่า 23 สัปดาห์นั้นโอกาสรอดชีวิตแทบจะเป็นศูนย์

ที่มา http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=136214&t=news

https://www.facebook.com/rmutphysics/videos/1427438707320944/