คลังเก็บรายเดือน: เมษายน 2017

นักดาราศาสตร์สมัครเล่นบันทึกภาพวีดีโอที่น่าทึ่งของห่วงโพรมิแนนซ์บนพื้นผิวดวงอาทิตย์

นักดาราศาสตร์สมัครเล่นบันทึกภาพวีดีโอที่น่าทึ่งของห่วงโพรมิแนนซ์บนพื้นผิวดวงอาทิตย์

ภาพเคลื่อนไหวระยะใกล้ของการเคลื่อนไหวในลูปของโพรมิแนนซ์บนดวงอาทิตย์ที่ดูแล้วเหมือนกับภาพที่ถูกถ่ายโดยยานอวกาศที่ใช้ในการศึกษาดวงอาทิตย์อย่างเช่น ยาน SDO (Solar Dynamics Observatory) แต่แท้จริงแล้ว ภาพนี้ไม่ได้ถูกถ่ายจากอวกาศแต่ถ่ายจากบนพื้นโลกของเรา โดยนักดาราศาสตร์สมัครเล่น Michel Collart  ชาวฝรั่งเศส

เขาสามารถบันทึกภาพที่มีรายละเอียดอันน่าทึ่งจากบริเวณขอบด้านตะวันตกของดวงอาทิตย์ ซึ่งในเฟรมภาพ 120 เฟรมของภาพชุดนี้ เผยให้เห็นความเคลื่อนไหวบนผิวดวงอาทิตย์ในช่วงเช้าของวันที่ 20 สิงหาคม 2556 ที่ผ่านมา

as20130909_1_01

        นับเป็นภาพที่น่าจดจำของการพ่นมวลสารความเร็วสูงออกจากผิวหน้าดวงอาทิตย์และตกกลับลงไปอีกครั้งด้วยแรงโน้มถ่วงมหาศาลของมัน

        “เราเห็นห่วงโพรมิแนนซ์ที่สวยงามหลายห่วงในเช้าวันนี้ และเหมือนกับได้โบนัส เราเห็นการพ่นมวลสารจากทางด้านซ้ายและตกกลับลงไปที่จุดเริ่มต้นของมันมันยอดเยี่ยม!!” Collart โพสไว้บน WebAstro Forum

ห่วงโพรมิแนนซ์นี้ดูมีขนาดใหญ่ยักษ์เมื่อเทียบกับขนาดของโลกและดวงจันทร์ แต่มันก็เป็นเพียงพื้นที่เล็กๆของดวงอาทิตย์เท่านั้น 

        ภาพดวงอาทิตย์ทั้งดวงที่ถ่ายโดย Michel Collart

FullDisc_200813_0910_colt-580x547

ภาพดวงอาทิตย์ในวันที่ 20 สิงหาคม 2556 โพรมิแนนซ์ขนาดเล็กบริเวณด้านขวาของดวงอาทิตย์ในภาพนี้คือตำแหน่งเดียวกับภาพถ่ายภาพระยะใกล้ภาพบน ไม่ใช่โพรมิแนนซ์ขนาดใหญ่ทางด้านซ้าย

เครดิตและลิขสิทธิ์ภาพโดย Michel Collart.

       ภาพการเปรียบเทียบขนาดระหว่างห่วงโพรมิแนนซ์ กับโลก ดวงจันทร์ และระยะห่างระหว่างโลกและดวงจันทร์

as20130909_1_03

ขนาดเปรียบเทียบของห่วงโพรมิแนนซ์บนดวงอาทิตย์ในวันที่ 20 สิงหาคม 2556 

เครดิตภาพและลิขสิทธิ์ภาพโดย Michel Collart.

        Michel กล่าวกับทีมงาน Universe Today ไว้ว่า เขาถ่ายภาพด้วยอาทิตย์มาประมาณ 15 ปี และครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เขาสามารถจับภาพเหล่านี้ได้ห่วงโพรมิแนนซ์พวกนี้จับภาพได้ยากลำบากมากๆ” Michel กล่าว

        ชุดภาพทั้ง 120 เฟรม (1 เฟรม ต่อ 30 วินาที รวมเวลาทั้งสิ้น 1 ชั่วโมง) ที่ถ่ายโดย Michel Collart ในวันอังคารที่ 20 สิงหาคม ระหว่างเวลา 14.25 – 15.25 .ในวันนั้นเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ดวงอาทิตย์ได้ปลดปล่อยมวลโคโรนา (CME-Coronal Mass Ejection) :ซึ่งได้ปลดปล่อยอนุภาคจำนวนหลายจำนวนมหาศาลนับหลายพันล้านตันจากดวงอาทิตย์มาสู่โลกด้วยความเร็วอันเหลือเชื่อถึง 3.3 ล้านกิโลเมตรต่อชั่วโมง

PST130

ภาพกล้องโทรทรรศน์และอุปกรณ์บันทึกภาพของ Michel Collart

ภาพโดย Michel Collart

ลิงก์ภาพวีดีโอห่วงโพรมิแนนซ์โดย Michel Collart 

http://www.youtube.com/watch?v=IqVGeLDIld8&feature=player_embedded#t=0

 แหล่งที่มา
http://www.universetoday.com/104300/amateur-astronomer-captures-incredible-movie-of-looping-prominences-on-the-sun/#more-104300

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1432681240130024

การค้นพบมหาสมุทรใต้เปลือกน้ำแข็งของยานอวกาศแคสซีนี

การค้นพบมหาสมุทรใต้เปลือกน้ำแข็งของยานอวกาศแคสซีนี

องค์การนาซ่าในเมืองพาซาดีน่า รัฐแคลิฟอร์เนีย ได้นำเสนอข้อมูลจากยานอวกาศแคสซีนีซึ่งเปิดเผยชั้นมหาสมุทรที่เป็นน้ำอยู่ใต้เปลือกน้ำแข็งบนไททัน โดยนักวิจัยได้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงการโคจรของดวงจันทร์ไททันรอบดาวเสาร์

และได้สรุปว่า ถ้าไททันเป็นดวงจันทร์ที่ประกอบด้วยหินแข็งทั้งหมด แรงโน้มถ่วงของดาวเสาร์จะทำให้   ธารน้ำแข็งหรือกระแสขึ้นลงของธารน้ำแข็งที่ชั้นเปลือกแข็งของไททันจะสูงที่สุดเพียง 1 เมตร แต่ข้อมูลจากยานอวกาศแสดงให้เห็นว่ากระแสขึ้นลงของธารนำ้แข็งขึ้งสูงสุดประมาณ 10 เมตร ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ดวงจันทร์ไททันไม่ได้เป็นหินแข็งทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง

as20120806_1_1

รูปที่1 ภาพวาดแสดงให้เห็นโครงสร้างภายในของไททันซึ่งเป็นข้อมูลจากยานอวกาศแคสสินีขององค์การนาซ่า      

เครดิตภาพ: A. Tavani

 Luciano Less นักเขียนและสมาชิกในทีมแคสซีนีที่มหาวิทยาลัยสาเปียนซา (Sapienza University) ในกรุงโรม ประเทศอิตาลี กล่าวว่าตอนนี้เราได้พบสถานที่ๆ มีความอุดมสมบูรณ์จากการสำรวจในระบบสุริยะแล้ว ซึ่งการตรวจสอบธารน้ำแข็งขนาดใหญ่บนไททันของยานอวกาศแคสซีนีเป็นเป้าหมายสำคัญของการค้นหานำ้ในการสำรวจระบบสุริยะที่นำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า มหาสมุทรของไททันมีความลึกลับซับซ้อน

ดวงจันทร์ไททันใช้เวลา 16 วัน ในการโคจรรอบดาวเสาร์ นักวิทยาศาสตร์สามารถศึกษาการเปลี่ยนแปลงลักษณะพื้นผิวของไททันได้ก็ต่อเมื่อระยะห่างการโคจรรอบดาวเสาร์มีความแตกต่างกัน จากการสำรวจดวงจันทร์    ไททันไม่ได้เป็นทรงกลมเพราะจะมีส่วนที่ยืดยาวออกมาเล็กน้อย ซึ่งแนวยาวนั้นจะยืดออกเพิ่มขึ้นเมื่อมันอยู่ใกล้ดาวเสาร์ และอีกแปดวันต่อมาเมื่อมันเคล่ือนออกห่างจากดาวเสาร์ แนวยาวของมันก็จะยาวน้อยลง (เกิดการหดกลับ) แต่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถสรุปได้ว่ายานอวกาศแคสซีนีจะสามารถตรวจวัดส่วนที่ยืดออกของไททันได้เมื่อมันถูกแรงโน้มถ่วงจากดาวเสาร์ แต่จากการศึกษาทั้งหกครั้งตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2006 จนถึงวันที่ 18 กุมภาพันธุ์ 2011 ทำให้นักวิจัยสามารถกำหนดโครงสร้างภายในของไททันและวัดการเปลี่ยนแปลงแรงโนมถ่วงของไททัน ทำการวัดแบบความไวแสง (Ultrasensitive) โดยใช้ข้อมูลจาก NASA’s Deep Space Network (DSN)

as20120806_1_2

รูปที่2 ภาพจากมุมมองของยานอวกาศแคสสินีขององค์การนาซ่า
แสดงการเคลื่อนที่ของดวงจันทร์ไททันที่ใหญ่ที่สุดของดาวเสาร์โคจรผ่านหน้าดาวเสาร์และวงแหวน
เครดิตภาพ: NASA/JPL-Caltech/Space Science Institute

       Sami Asmar, สมาชิกในทีมแคสซีนีที่  NASA’s Jet Propulsion Laboratory (JPL) กล่าวว่า ธารนำ้แข็งบนไททันจะถูกดึงขึ้นโดยแรงดึงดูดที่ไม่มากนักของดาวเสาร์เมื่อเทียบกับดาวพฤหัสบดีที่ดึงดูดดวงจันทร์บริวาร แต่ในระยะเวลาสั้นๆ ของ ความสามารถในการเจาะพื้นผิวของไททันเพื่อวัดแรงโนมถ้วงที่จะให้ข้อมูลได้ดี เก่ียวกับโครงสร้างภายในไททันและที่ชั้นมหาสมุทรไม่จำเป็นต้องมีขนาดใหญ่ หรือลึกสำหรับการเกิดกระแสขึ้นลงของธารนำ้แข็งเหล่านี้ ซึ่งเกิดจากชั้นของเหลวระหว่างเปลือกของแข็ง ดังนั้นนักวิจัยได้สรุปว่าในชั้นมหาสมุทรของไททันอาจมีนำ้ที่อยู่ในสถานะของเหลวเป็นส่วนใหญ่ แต่ใต้ชั้นมหาสมุทรของไททันไม่มีตัวบ่งชี้ที่สามารถบอกได้ว่ามันเกิดมาจากหินแข็ง ซึ่งการวัดเหล่านี้ไม่สามารถบอกได้ว่าใต้มหาสมุทรเป็นหินหรือนำ้แข็งและผลของมันมีความสำคัญมากสำหรับมีเทนที่มีอยู่ในไททัน

        Jonathan Lunine, สมาชิกในทีมแคสซีนีที่มหาวิทยาลัยคอร์เนลกล่าวว่าในชั้นมหาสมุทรบนไททันเป็นส่วนสำคัญ เพราะเราต้องการทราบว่าจำนวนมีเทนที่มีอยู่ภายในไททันมีมากเท่าไรและมันระเหิดออกไปเท่าไรซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ เพราะลักษณะทุกอย่างที่เกิดขึ้นบนไททันจะเกี่ยวกับมีเทน เช่น มีเทนในชั้นบรรยากาศของไททันจะถูกทำลายในระยะเวลาสั้นๆ

        ดังนั้นชั้นมหาสมุทรจึงมีแอมโมเนียปะปนกันอยู่ด้วย จึงสามารถทำให้เกิดการลอยตัวผ่านเปลือกแข็งและปลดปล่อยมีเทนจากนำ้แข็งและมหาสมุทรดังกล่าวซึ่งอาจเป็นอ่าวนำ้ลึกสำหรับเก็บมีเทน

ที่มาของข่าว

http://www.nasa.gov/mission_pages/cassini/whycassini/cassini20120628.html

http://www.nasa.gov/mission_pages/cassini/multimedia/latest-images-collection_archive_3.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1431695946895220

ดวงจันทร์ไมมัสของดาวเสาร์อาจไม่มีมหาสมุทร

ดวงจันทร์ไมมัสของดาวเสาร์อาจไม่มีมหาสมุทร

as20170412_1_01

ภาพดวงจันทร์ไมมัส (ซ้าย) และ ดาวมรณะจากภาพยนตร์ Star Wars Z (The Dearth of Star Wars)(ขวา)

ที่มา:https://www.reddit.com/r/space/comments/5sky11/the_real_death_star_moon_mimas_in_orbit_around/

ระบบของดาวเสาร์เต็มไปด้วยดาวจันทร์ที่มีน้ำ ได้แก่ เอนเซลาดัส (Enceladus)  ไททัน (Titan) อาจจะรวมไปถึง ไดโอนี (Dione) และ ไมมัส (Mimas)

งานวิจัยในปี 2014 เสนอไว้ว่า หากดวงจันทร์ไมมัสมีมหาสมุทรจะสามารถอธิบายวงโคจรที่สั่นไป-สั่นมา (wobble) ของมันได้ แต่งานวิจัยใหม่ที่เผยแพร่ในวารสาร  Journal of Geophysical Research: Planets ทำให้ต้องกลับมาทบทวนแนวคิดดังกล่าวอีกครั้ง

ทีมนักวิจัยสังเกตว่าดวงจันทร์เอนเซลาดัสและดวงจันทร์ยุโรปาของดาวพฤหัสบดีมีรอยแตกและน้ำพุพุ่งออกจากพื้นผิว แต่พื้นผิวของดวงจันทร์ไมมัสกลับแห้งแล้งแหละมีเพียงหลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่ขนาดประมาณ 24-32 กิโลเมตร คล้ายกับดาวมรณะจากภาพยนตร์เรื่อง Star Wars

งานวิจัยใหม่นี้โต้แย้งแนวคิดเรื่องการมีน้ำของดวงจันทร์ไมมัส โดย Alyssa Rose Rhoden นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแอริโซนาและทีมงาน กล่าวว่าหากไมมัสมีมหาสมุทรจริงมันจะมีลักษณะอย่างไร ในขณะที่ดวงจันทร์ยุโรปาและเอนเซลาดัสมีรอยแตกที่พื้นผิว เขาพบว่าดาวที่มีน้ำควรจะสร้างรอยแตกขนาดใหญ่ที่พื้นผิวอันเป็นผลเนื่องมาจากความรุนแรงของแรงไทดัลที่ทำให้น้ำเอ่อออกมาภายนอก  ถึงแม้ว่าไมมัสมีจะหลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่ แต่ก็ไม่พบรอยแตกบนผิว เขาจึงสรุปแนวคิดนี้ว่าไมมัสอาจไม่มีมหาสมุทรใต้พื้นผิว

แหล่งอ้างอิง :

http://www.astronomy.com/news/2017/03/death-star-moon-loses-ocean

https://www.sciencenews.org/blog/science-ticker/saturn-death-star-moon-may-not-conceal-ocean-after-all

https://www.nasa.gov/jpl/cassini/saturn-moon-may-hide-a-fossil-core-or-an-ocean/

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1430399337024881

นี่คือ! หลักอากาศพลศาสตร์ของ LAMBORGHINI HURACAN [ชมคลิป]

ยังคงมีข่าวคราวและข้อมูลที่น่าสนใจจากทั่วโลกมาให้ได้ติดตามรับชมกันตลอดเช่นเคย วันนี้เรามีคลิปวีดีโอที่แสดงให้เห็นถึงการทำงานของหลักอากาศพลศาสตร์ที่เป็นความลับใน  รถยนต์ Lamborghini Huracan ที่ทำให้มันวิ่งได้เร็วและยึดเกาะถนนกว่ารถทั่วไป

 ปัจจุบันการออกแบบรถยนต์ซูเปอร์คาร์นั้นแน่นอนว่าหลายค่ายให้ความสำคัญกับ เทคโนโลยี  Aerodinamica หรือ  หลักอากาสพลศาสตร์ นอกเหนือจากการรีดน้ำหนักแล้ว นี่คืออีกจุดสำคัญที่จะช่วยให้รถสามารถวิ่งได้ด้วยความเร็วพร้อมกับมีการยึดเกาะถนนที่ดีเยี่ยม วันนี้เราจึงนำเอาคลิปวีดีโอที่เผยให้เห็นคง หลักอากาศพลศาสตร์ขั้นสูงที่ถูกนำมาใช้กับ

รถยนต์ Lamborghini Huracan กระทิงดุตัวแรงคันนี้ครับ เทคโนโลยี ALA หรือ Aerodinamica Lamborghini Attiva คือหนึ่งในเทคโนโลยีชั้นสูงที่ถูกจับเข้ามาไว้ใน Lamborghini Huracan หลักการไหลเวียนอากาศ การออกแบบชิ้นส่วนทุกๆ กระเบียดนิ้วล้วนมีผลกับตัวรถ นับเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมากๆ

lamborghini-huracan-with-active-aerodynamics

ที่มา : Lamborghini

https://www.facebook.com/rmutphysics/videos/1429175823813899/

Li-Fi อินเทอร์เน็ต จากหลอดไฟ!

 

เชื่อว่าปัจจุบันนี้ อินเทอร์เน็ต ได้กลายมาเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบปัจจัยในการดำรงชีวิตเสียแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสถานที่แห่งไหน ก็จะมีแหล่งบริการคอยให้บริการอินเทอร์เน็ตอยู่เสมอ อาจยังไม่มีบางพื้นที่ที่ไปไม่ถึง แต่การพัฒนาขององค์กรต่างๆเพื่อให้คลอบคลุมทุกพื้นที่ ก็ยังคงพยายามกันอย่างไม่ลดละ

แน่นอนว่าเทคโนโลยีเพื่อให้สามารถเชื่อมต่อหรือเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ฉับไวยิ่งขึ้น หรือสะดวกยิ่งขึ้นก็ถูกพัฒนาในทุกๆ ในอดีตยุคเริ่มแรกก็เป็นการส่งสัญญาณผ่านสายโทรศัพท์บ้าน ต่อมาก็มีการส่งสัญญาณผ่าน Router และให้ Router เป็นตัวกระจายสัญญาณ Wi-Fi ออกไป เพื่อให้อุปกรณ์หลากหลายองค์กรสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้พร้อมๆกันในเวลาเดียวกัน

นอกจากนี้ก็ยังมีบริการอินเทอร์เน็ต Edge , 3G , 4G ที่กลุ่มผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือได้ทำโปรโมชั่นต่างๆมาขายให้กับลูกค้า ทั้งยังมีการติดตั้งเสาสัญญาณกระจายสัญญาณ Wi-Fi ให้กับกลุ่มลูกค้าต่างๆด้วยเช่นกัน

 

เชื่อว่า “Wi-Fi” คำๆนี้ คงเป็นคนที่ เกือบทุกคนคุ้นเคยกันดีอย่างแน่นอน

Wi-Fi ย่อมาจาก wireless fidelity เป็นชื่อที่ถูกเรียกแทน การสื่อสารมาตรฐานเครือข่ายไร้สาย IEEE 802.11  เพื่อใช้ในระบบเครือข่ายไร้สาย WLAN (Wireless Local Area Network) โดยใช้การส่งคลื่นความถี่วิทยุ RF และคลื่นอินฟราเรด ในการรับส่งข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องผ่านทางอากาศ ทะลุกำแพง เพดาน หรือสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ซึ่งทั้งคลื่นวิทยุและคลื่นอินฟราเรดต่างก็มีรากฐานมาจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านั้นเอง

รู้จัก “Wi-Fi” แล้ว , รู้จัก “Li-Fi ” หรือเปล่า?

Li-Fi คิดว่าบางคนอาจรู้จักบ้างแล้ว หรือบ้างคนอาจเคยได้ยินผ่านหูมาบ้าง และบางคนอาจไม่เคยรู้จักเลย  วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกันว่า เจ้า เทคโนโลยี Li-Fi นี้ คืออะไรกันแน่ แล้วแตกต่างจาก Wi-Fi ตรงไหน

Li-Fi มาจากคำว่า Light Fidelity คือเทคโนโลยีไร้สายที่ทำงานโดยมีหลักการทำงานผ่านการส่งสัญญาณด้วยแสง ซึ่งจะใช้แค่ตัวหลอดไฟ LED ในการส่งสัญญาณเท่านั้น ซึ่งหมายความว่า ไม่ว่าจะไปที่ใด ขอแค่มีเพียงความสว่างจากหลอดไฟก็จะสามารถเข้าถึงระบบอินเทอร์เน็ตได้ทันที โดยรับส่งข้อมูลผ่านการเปลี่ยนแปลงค่าความสว่าง หรือ Amplitude ของแสง visible light (แสงที่มองเห็นได้ด้วยตา) ในช่วง 400 และ 800 THz

การดำเนินการพัฒนาเทคโนโลยี Li-Fi

–         การทดลองจริงครั้งแรก

ศาสตราจารย์ Harald Hass ได้ทดลองได้ที่ความเร็ว 1 Gbps

เร็วขนาดไหน : 1 Gbps เทียบเท่ากับการโหลดข้อมูลขนาด 1 GB ให้เสร็จได้ภายในเวลา 1 วินาทีเท่านั้น หรือถ้าจะให้เปรียบเทียบกับ Wi-Fi ตามบ้านที่มีความเร็วที่ 10 Mbps นั้นคือ Li-Fi เร็วเป็น 100 เท่าของ Wi-Fi นั้นเอง นอกจากนี้รู้ไหมว่า เทคโนโลยี 4G LTE ที่เราใช้กันในปัจจุบัน มีเป้าหมายการพัฒนาความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 1000 Mbps (ซึ่งปัจจุบันยังผลิตไปไม่ถึง)  แต่การทดลองจริงครั้งแรกของ Li-Fi สามารถเร็วได้เท่ากับค่าในอุดมคติของ 4G LTE เลยทีเดียว

–         ปัจจุบัน

แน่นอนว่าการพัฒนาระบบยังคงมีสืบต่อกันมาเรื่อยๆ โดยล่าสุดทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัย Oxford, Cambridge , Edinburgh , St Andrews และ Strathclyde  ณ เวลานี้สามารถทำความเร็วได้สูงสุดถึง 10.5 Gbps โดยได้จากการส่งข้อมูลผ่าน visible light 3 สี หลักๆได้แก่ สีแดง , สีเขียว และ สีน้ำเงิน อย่างละ 3.5 Gbps นั้นเอง  นับว่าเป็นความเร็วสูงในระดับที่ Wi-Fi หรือ 4G LTE ตามไม่ทันเลยทีเดียว

–         อุดมคติ

แน่นอนดั่งเช่น 4G LTE ที่มีค่าในอุดมคติอยู่ที่ 1000 Mbps , สำหรับ Li-Fi ในการทดลองในห้อง Lab ของ Oxford นั้นมีค่าในอุดมคติอยู่ที่ 224 Gbps หรือเทียบเท่ากับ 250 เท่าของ Ultra Highspeed internet เลยทีเดียว

ข้อจำกัดของ Li-Fi

แม้จะเป็นเทคโนโลยีที่นับว่าสุดยอดมากก็ตาม แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่ นั้นคือโดยปรกติแล้ว Wi-Fi ใช้คลื่นวิทยุในการส่งข้อมูล ทำให้มันมีความสามารถในการผ่านเครื่องกันขว้างได้บ้าง  แต่สำหรับ Li-Fi ที่ใช้แสง หากมีสิ่งมาปกคลุมทำให้แสงเข้าไปไม่ถึง การเชื่อมต่อก็จะขาดไปเช่นกัน

ที่มา: http://www.scimath.org/articles-all/articlestore/articlephysics/4836-li-fi

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1431695420228606

ชม! ภาพร่าง IPHONE 8 ดีไซน์ล่าสุด มาพร้อมหน้าจอเต็ม 5.8 นิ้ว

287229-640

ยังคงมีข่าวคราวและข้อมูลที่น่าสนใจในแวดวงไอทีใหม่ๆ มาให้ได้ติดตามรับชมกันอย่างจุใจเช่นเคย วันนี้เราก็ยังคงมีข่าวคราวเกี่ยวกับ iPhone 8 สมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นใหม่จาก Apple ที่เตรียมอวดโฉมในช่วงปลายปีนี้แล้ว ล่าสุดมีภาพร่างดีไซน์ล่าสุดของ iPhone 8 ออกมาอีกแล้วครับ

โดยภาพร่างดังกล่าวถูกเผยแพร่โดยเว็บไซต์  iFanr มีดีไซน์ที่ใกล้เคียงและสอดคล้องกับรายงานของ Benjamin Geskin ที่ออกมาอ้างว่าตัวเองนั้นเคยเห็นพิมพ์เขียวของจริง ของ  iPhone 8 มาแล้ว  โดยภาพร่างชุดนี้เผยให้เห็นหน้าจอขนาด 5.768 นิ้ว โดยขอบจอทั้ง 4 ด้านนั้นมีความบางเพียง  4 มม. ภายในหน้าจอยังได้รับลการติดตั้งช่องลำโพงสำหรับสนทนาที่ด้านบน รวมไปถึงกล้องคู่พร้อมสำหรับสแกนพื้นผิว 3 มิติ   ตัวรับ/ส่งสัญญาณอินฟาเรด พร้อมด้วย เซ็นเซอร์ตรวจวัดความลึกแบบ 3 มิติอีกด้วย โดยกล้องหลังนั้นเป็นแบบกล้องหลังคู่แนวตั้งที่คั่นกลางด้วยแฟลช

287226

 

ตามรายงานยังระบุด้วยว่า Apple อาจจะจับมือกับบริษัท Energous เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการชาร์จไร้สายสำหรับ iPhone 8 อีกด้วย งานนี้จะเป็นยังไงคงต้องรอชมกันในช่วงเดือนกันยายนนี้

ที่มา : http://www.iclarified.com/60037/diagram-allegedly-reveals-design-of-58inch-iphone-with-4mm-bezels-images

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1430431550354993

โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart grid) ระบบแห่งอนาคต

โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart grid)

เราคงเคยได้อ่านตามข่าว หรือฟังตามสื่อต่างๆ เกี่ยวกับปัญหาการขาดแคลนพลังงาน เพราะมนุษย์ยังไม่สามารถหาวิธีการลดการบริโภคของตนเองได้ จึงต้องพึ่งพาการสรรหาพลังงานทางเลือกใหม่ๆ อย่างพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ แต่นอกเหนือไปจากการเพิ่มปริมาณพลังงานไว้สำหรับผู้บริโภคแล้ว สิ่งที่กลายมาเป็นหัวใจหลักในการช่วยปัญหาการขาดแคลนพลังงานในระยะยาวนั้นคือการจัดการด้านพลังงานนั้นเอง

และเชื่อว่า “โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ” หรือ Smart grid ก็กลายมาเป็นทางออกหนึ่งในการช่วยเรื่องการจัดการด้านพลังงานที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมา ซึ่งสังเกตได้จาก เราคงเคยได้ยินคำว่า เทคโนโลยี Smart grid กันบ่อยๆนั้นเอง

แต่ Smart grid หรือ โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ นี้หมายถึงเทคโนโลยีแบบใด มีเป็นรูปธรรมแล้วหรือไม่ และก็เกิดประโยชน์ด้านใดบ้าง? ในบทความนี้เราจะนำผู้อ่านไปเข้าใจความหมายที่เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นของ ของ โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ

ความเป็นมา

ในอดีตระบบไฟฟ้า จะใช้กระบวนการผลิต ไฟฟ้าแบบรวมศูนย์ ( Centralize Power Generation )  โดยมีโรงผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ใช้พลังงานดั้งเดิม (Conventional Energy) ในการจ่ายไฟฟ้าให้กับทั้งโครงข่าย หลังจากนั้น เมื่อมนุษย์มีการบริโภคไฟฟ้ามากขึ้น ก็ถูกเปลี่ยนไปเป็นระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่มีการผลิตแบบการกระจาย (Distributed Power Generation) โดยมีทั้งโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก และโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ทั้งที่ในพลังงานดั้งเดิมในกาผลิต และทั้งที่ใช้พลังงานทดแทน (Renewable Energy) กระจายอยู่ทั่วโครงข่าย เพื่อให้ไฟฟ้าสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้มากยิ่งขึ้น  แต่เมื่อโรงไฟฟ้ามีจำนวนมากยิ่งขึ้นๆ ดั่งที่เห็นในเช่นทุกวันนี้ ความซับซ้อนในการควบคุมโครงข่ายจึงมากขึ้นด้วยเช่นกัน จึงได้บังเกิดแนวคิดพัฒนาระบบ โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาช่วยบริหารจัดการกระบวนการผลิต ควบคุมการผลิต และส่งจ่ายไฟฟ้า ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

อะไรคือความหมายที่แท้ของ Smart grid

นิยามของโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะนั้น ไม่ได้ถูกนิยามไว้อย่างชัดเจน โดยมีการตีความแตกต่างกันขึ้นกับหน่วยงานที่นำไปปฏิบัติ โดยสำหรับประเทศไทย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA Smart grid)ได้ให้นิยามของระบบโครงข่ายอัจฉริยะว่า โครงข่ายไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสารมาบริหารจัดการควบคุม การผลิต ส่ง และจ่ายพลังงานไฟฟ้า สามารถรองรับการเชื่อมต่อระบบผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานทางเลือกที่สะอาด ที่กระจายอยู่ทั่วไปและระบบบริหารการใช้สินทรัพย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งให้บริการกับผู้เชื่อมต่อกับโครงข่ายผ่านมิเตอร์อัจฉริยะได้อย่างมี ประสิทธิภาพ มีความมั่นคง ปลอดภัย เชื่อถือได้ มีคุณภาพไฟฟ้าได้มาตรฐานสากล ตามความต้องการของผู้ใช้ไฟฟ้าในศตวรรษที่ 21 ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อระบบพลังงานของประเทศ คุณภาพชีวิตประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้า รวมทั้งชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อม

โดยความอัจฉริยะของระบบนี้ เกิดจากการเชื่อมโยงระบบไฟฟ้า ระบบสารสนเทศ ระบบสื่อสาร เข้าไว้เป็นโครงข่ายเดียวกัน ซึ่งโครงข่ายดังกล่าวจะสนับสนุนการทำงานซึ่งกันและกันอย่างเป็นระบบ โดยอาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่

1. อิเล็กทรอนิกส์และระบบฝังตัว (Electronics and Embedded Systems)

2. ระบบควบคุมอัตโนมัติ (System Control and Automation)

3. สารสนเทศและการสื่อสาร (Information and Communication)

“PEA SMART GRID for Smart Energy , Smart Life and Smart Community”

Smart Energy

หมายถึงการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าเพื่อการใช้อย่าง ชาญฉลาด ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของการผลิต และส่งจ่ายพลังงานสู่ผู้ใช้ไฟฟ้า (Supply side) รวมทั้งด้านของผู้ใช้ไฟฟ้า (Demand side)

แหล่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Electrical Energy Supply/Source)

  • พลังงานทดแทน (Renewable Energy) เช่น พลังงานลม แสงอาทิตย์ ชีวภาพ ชีวมวล พลังน้ำขนาดเล็กเป็นต้น
  • แหล่งผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก เช่น เซลล์แสงอาทิตย์ขนาดเล็ก ติดตั้งบนหลังคาเรือน (Rooftop Photo Voltaic ) กังหันลมผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (Small Wind Turbine)เป็นต้น
  • แหล่งกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) เช่น ตัวเก็บประจุไฟฟ้าชนิดอัลตร้า (Ultra capacitor), วงล้อFlywheel, และ แบตเตอรี่ เป็นต้น
  • โรงไฟฟ้าเสมือน (Virtual Power Plant, VPP) เป็นการจัดการกลุ่มแหล่งจ่ายพลังงานขนาดเล็กด้วยเทคโนโลยีควบคุม สั่งการระยะไกลด้วยระบบคอมพิวเตอร์ สามารถจ่ายไฟจากกลุ่มแหล่งจ่ายไฟข้างต้นเข้าโครงข่ายไฟฟ้าเสมือนหนึ่งจ่าย จากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในอดีต

ระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Electrical Power System)

นอกจากแหล่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะข้างต้น โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ยังรวมไปถึงระบบไฟฟ้าอัจฉริยะที่จะเอื้ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าอีกด้วย โดยคุณสมบัติของระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ ได้แก่

  • สามารถทำงานได้เองโดยอัตโนมัติ (Automation)
  • สามารถตรวจวัดสภาวะของระบบ (Sense and Monitor)
  • สามารถสื่อสารข้อมูลโต้ตอบกับบุคคล อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า และระบบงานต่างๆ ทั้งภายในการไฟฟ้า(Data Integration, Interoperability, Two-way Communication/Interactive)
  • สามารถขายและซื้อไฟฟ้ากับคู่สัญญา ซึ่งอาจจะเป็นทั้งผู้ใช้ไฟและผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (Producer & Consumer)
  • รองรับการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle, EV)
  • รองรับบ้านเรือนที่พักอาศัย สำนักงาน และอาคารอัจฉริยะ (Smart and Green Office/Building/Home)

Smart Life

โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะรองรับบ้านเรือนที่พักอาศัย สำนักงาน และอาคารอัจฉริยะ(Smart and Green Office/Building/Home)

บ้านอัจฉริยะ (Smart Home)

  • ประกอบด้วยเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีสมองกลฝังตัว (Embedded System) ซึ่งจะใช้พลังงานไฟฟ้าน้อย ไม่ก่อให้เกิดปัญหามลภาวะ
  • สามารถควบคุมการใช้งานได้จากระยะไกลผ่านอุปกรณ์สื่อสารไร้สายแบบพกพา หรือผ่านระบบอินเตอร์เน็ตเช่น มือถือ, PDA, Smart Phone, Tablet, ระบบอินเตอร์เน็ตในที่ทำงาน, ร้านอินเตอร์เน็ตทั่วไป เป็นต้น)
  • รองรับรถยนต์ไฟฟ้า
  • ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก เช่น Rooftop PV, Small Wind Turbine เป็นต้น ลักษณะดังกล่าวที่เกิดขึ้นทำให้ ผู้ใช้ไฟเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าพร้อมกันในเวลาเดียวกัน
  • การไฟฟ้าจะติดตั้งมิเตอร์อัจฉริยะ (Smart Meter) และอุปกรณ์เก็บรวบรวมข้อมูล (Data Concentrator Unit, DCU) สามารถส่งและรับข้อมูลต่างๆ จากบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ทำให้เจ้าของบ้านสามารถทราบข้อมูลการใช้ไฟฟ้า ค่าไฟที่ เกิดขึ้นจากการใช้ในขณะนั้น ทำให้การไฟฟ้าและเจ้าของบ้านสามารถร่วมกันจัดการการใช้ไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เจ้าของบ้านสามารถลดการใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น ปรับเปลี่ยนช่วงเวลาการใช้ไฟไปใช้ไฟในช่วงที่ค่าไฟถูก

Smart Community

  • ชุมชนที่สมาชิกสามารถติดต่อสื่อสารถึงกันได้อย่างอิสระผ่านเครือข่ายสังคมดิจิตอล (Digital Social Network)
  • มีระบบการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมที่ดี จำกัดการก่อมลภาวะ กำจัดสิ่งเหลือใช้อย่างถูกต้องมีประสิทธิภาพ พร้อมการเพิ่มพื้นที่สีเขียว
  • มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
  • จัดให้มีระบบสถานีบริการไฟฟ้าให้บริการแก่ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า จักรยานไฟฟ้า จักรยานยนต์ไฟฟ้าและรถขนส่งมวลชน ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า
  • มีระบบการควบคุมระบบผลิตไฟฟ้าของสมาชิกในชุมชนที่ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลมชีวภาพ ชีวมวล ด้วยเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดจิ๋ว (Micro Turbine) เพื่อสร้างโรงไฟฟ้าเสมือน (Virtual Power Plant,VPP)
  • รวมกลุ่มเพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนที่เป็นทางเลือกอื่นๆ เพื่อลดการใช้น้ำมันและก๊าซเชื้อเพลิงลดการ นำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ

ที่มา:http://www.scimath.org/articles-all/articlestore/articlephysics/4837-smart-grid

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1429332727131542

สารคดี “มหาสมุทรแห่งพลาสติก” นำเสนอปัญหาขยะพลาสติกในมหาสมุทรทั่วโลก

ขยะพลาสติกที่เสื่อมสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยจำนวนมหาศาล ลอยเคว้งคว้างในมหาสมุทรต่างๆ ทั่วโลก

1493652449411

ทีมงานถ่ายทำสารคดี A Plastic Oceans หรือ “มหาสมุทรแห่งพลาสติก” ​ได้เดินทางไปทั่วโลกเพื่อบันทึกภาพขยะพลาสติกเหล่านี้

Julie Anderson แห่ง Plastic Oceans Foundation กล่าวว่า “ขยะพลาสติกที่พบเป็นเพียงเเค่ส่วนหนึ่งของปัญหาเท่านั้น ครึ่งหนึ่งของขยะพลาสติกจมลงสู่ก้นทะเล และขยะพลาสติกที่เหลือจะลอยอยู่ใกล้ผิวหน้าทะเล โดยเสื่อมสลายออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแต่ยังคงสภาพความเป็นพลาสติกอยู่”

ทีมถ่ายทำสารคดีพบ “แพขยะ” ซึ่งเป็นขยะพลาสติกที่ถูกกักรวมในปริมาณที่เข้มข้น อยู่ในวังวนของกระเเสน้ำทะเลในมหาสมุทรต่างๆ ทั้งมหาสมุทรแอตเเลนติก มหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรเเปซิฟิก

Adam Leizig โปรดิวเซอร์ของสารคดีเรื่องนี้ กล่าวว่า ทีมงานพบว่ากลางมหาสมุทรแปซิฟิก มีขยะพลาสติกปริมาณมหาศาลที่เสื่อมสลายเป็นชิ้นขนาดเล็กจิ๋วเเขวนตัวอยู่ใต้น้ำหรือใกล้ๆ กับผิวน้ำเต็มไปหมด

ขยะพลาสติกชิ้นขนาดจิ๋วเหล่านี้เป็นมลภาวะที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหาร บางครั้งอาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่ยังมีขยะพลาสติกที่เสื่อมสลายเป็นชิ้นเล็กมากจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น และทำปฏิกริยากับสารมลพิษอื่นๆ ในน้ำทะเล

Adam Leizig กล่าวว่า สารโลหะหนักชนิดต่างๆ ยารักษาโรค และสารเคมีจากภาคอุตสาหกรรมที่ปล่อยลงสู่ทะเล สารเคมีเหล่านี้จะไปเกาะติดกับชิ้นส่วนพลาสติกขนาดจิ๋วในทะเล เมื่อสัตว์ทะเลกินพลาสติกเป็นอาหาร สารเคมีอันตรายเหล่านี้จะเข้าไปสั่งสมในเนื้อเยื่อส่วนที่เป็นไขมันของสัตว์ทะเลขนาดเล็ก

ซึ่งกลายเป็นอาหารของสัตว์ทะเลชนิดอื่นๆ และคนเราในที่สุด

จีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทยและเวียดนาม เป็นชาติที่ทิ้งขยะพลาสติกลงทะเลมากที่สุด ส่วนสหรัฐอเมริกา เเม้ว่าจะเป็นประเทศผู้นำด้านการรีไซเคิ่ลขยะ เเต่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม 20 ชาติสร้างขยะมากที่สุดทั่วโลก เพราะเป็นผู้ผลิตและใช้พลาสติกในปริมาณมาก

และเเม้ว่าจะมีความพยายามในประเทศต่างๆ ทั่วโลกในการเเก้ปัญหา อย่างเช่นในเลบานอน ที่เพิ่งเปิดศูนย์แยกขยะรีไซเคิ่ลแห่งใหม่ แต่ Julie Anderson แห่ง Plastic Oceans Foundation กล่าวว่ายังมีงานที่ต้องทำอีกมาก

เธอกล่าวว่า “คนทั่วไปมีส่วนช่วยแก้ปัญหานี้ด้วยการลดการใช้ขยะพลาสติกชนิดที่ใช้ครั้งเดียวเเล้วทิ้ง เช่น ถุงพลาสติก หลอดดูด ขวดน้ำพลาสติก เเก้วพลาสติก และหันไปใช้วัสดุทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งเเวดล้อม”

ที่มา:http://www.voathai.com/a/plastic-ocean-tk/3809912.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/videos/1428290583902423/

นาซา พบระบบสุริยะใหม่ TRAPPIST-1 มีดาวเคราะห์ 7 ดวง อาจมีสิ่งมีชีวิต

นาซ่า

เปิดก้าวสำคัญของมวลมนุษยชาติ นาซา ค้นพบระบบสุริยะใหม่ แทรพพิสท์-1 (TRAPPIST-1) ประกอบด้วยดาวฤกษ์ 1 ดวง และดาวเคราะห์ 7 ดวง โดยในจำนวนนี้ 3 ดวง มีโซนที่สิ่งมีชีวิตอาศัยได้

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ นาซา (NASA) ได้จัดงานแถลงข่าว ณ กรุงวอชิงตัน สหรัฐฯ เปิดเผยรายงานค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ ซึ่งถูกตีพิมพ์ลงในวารสารเนเจอร์ (Nature) ระบุว่า กล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ ค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับโลก จำนวนทั้งหมด 7 ดวง โคจรรอบดาวฤษ์ 1 ดวง (ลักษณะคล้ายกับระบบสุริยะที่เราอาศัยอยู่ขณะนี้) โดยอยู่ห่างจากโลกออกไป 40 ปีแสง หรือประมาณ 378 ล้านล้านกิโลเมตร ในกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ

ระบบสุริยะใหม่

ระบบดังกล่าว มีชื่อเรียกว่า แทรพพิสท์-1 (TRAPPIST-1) ซึ่งมาจากชื่อของกล้องโทรทรรศน์ The Transiting Planets and Planetesimals Small Telescope (TRAPPIST) ในประเทศชิลี โดยเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2559 นักวิทยาศาสตร์ได้ใช้ชื่อของ TRAPPIST ประกาศเรื่องการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ 3 ดวง ก่อนจะมีการยืนยัน การมีอยู่แค่ 2 ใน 3 และหลังจากนั้นได้ค้นพบเพิ่มอีก 5 ดวง รวมทั้งหมดเป็น 7 ดวง โดยแต่ละดวงให้ใช้ชื่อไล่ไปตั้งแต่  TRAPPIST-1b, TRAPPIST-1c…, TRAPPIST-1h โดยในจำนวนทั้งหมด 7 ดวงนี้ มี 3 ดวง ที่มีโซนที่เอื้ออำนวยต่อสิ่งมีชีวิต หรือมีความเป็นไปได้ที่จะมีสิ่งมีชีวิตอาศัย พอที่จะมีน้ำเป็นของเหลวอยู่ได้

โธมัส เซอร์บูเชน รองผู้บริหารกรมภารกิจวิทยาศาสตร์ ของนาซา ในกรุงวอชิงตันเผยว่า การค้นพบครั้งนี้เป็นชิ้นส่วนสำคัญที่จะทำให้ใกล้ความจริงเกี่ยวกับปริศนาเรื่องการค้นพบสภาพแวดล้อมที่สิ่งมีชีวิตอาศัยได้นอกโลกของเรา เริ่มตอบคำถามที่ว่า มีสิ่งมีชีวิตอื่นนอกโลกของเราหรือไม่ ซึ่งก่อนหน้านี้มีการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะเป็นจำนวนมาก แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะจำนวนมากที่มีโซนที่เอื้ออำนวยต่อสิ่งมีชีวิต

ทั้งนี้ทีมนักวิทยาศาสตร์ยังสามารถระบุขนาดของดาวเคราะห์ในระบบ TRAPPIST-1 ได้ครบทั้ง 7 ดวงแล้ว รวมทั้งสามารถคำนวณมวลและความหนาแน่นของดาวเคราะห์เหล่านี้ได้ถึง 6 ดวง ซึ่งจากการวิเคราะห์แล้วคาดว่าเป็นดาวเคราะห์ลักษณะเดียวกับโลก

ระบบสุริยะใหม่

สำหรับดาวฤกษ์ในระบบ TRAPPIST-1 นี้ จัดเป็นดาวประเภทดาวแคระเย็นจัด (ultra-cool dwarf) ซึ่งแตกต่างจากดวงอาทิตย์ ด้วยความเย็นจัดนี้ ทำให้น้ำเหลวสามารถคงอยู่บนดาวเคราะห์ได้ แม้ว่าจะอยู่ใกล้มาก ซึ่งดาวเคราะห์ในระบบ TRAPPIST-1 ทั้ง 7 ดวง ล้วนอยู่ใกล้กับดาวฤกษ์ดวงนี้มากกว่า ดาวพุธ ที่เป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ในระบบสุริยะเสียอีก นอกจากนี้ดาวเคราะห์แต่ละดวงในระบบ TRAPPIST-1 ก็อยู่ใกล้กันมาก เทียบว่า หากยืนอยู่บนดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง ก็สามารถมองเห็นดาวเคราะห์เพื่อนบ้านดวงอื่น ได้ด้วยตาเปล่า ลักษณะเดียวกับที่เรามองเห็นดวงจันทร์จากโลก แต่จะมีขนาดใหญ่กว่าดวงจันทร์และสามารถมองเห็นไปจนถึงพื้นผิวทางธรณีวิทยา หรือเมฆบนชั้นบรรยากาศของดวงเคราะห์ดวงอื่น ๆ ได้เลยทีเดียว

ระบบสุริยะใหม่

ด้วยระยะห่างที่ดาวเคราะห์ในระบบ TRAPPIST-1 อยู่ใกล้กับดาวฤกษ์มากเช่นนี้ ส่งผลให้อาจเกิดสภาวะ ดาวเคราะห์หันหน้าด้านเดียวไปหาดาวฤกษ์เสมอ นั่นหมายความว่า ด้านหนึ่งของดาวเคราะห์จะเผชิญกับแสงของดาวฤกษ์ตลอดเวลา เป็นกลางวันที่ไม่มีวันมืด ขณะเดียวกันอีกด้านก็จะไม่มีโอกาสได้เผชิญกับแสง เป็นกลางคืนที่มืดมิดตลอดเวลา รวมไปถึงสภาพอากาศอาจจะมีอุณหภูมิที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

โดยหลังจากการค้นพบครังสำคัญนี้ ทางทีมนักวิทยาศาสตร์เตรียมการติดตามผล ในการศึกษาและสำรวจเพิ่มเติมเกี่ยวกับดาวเคราะห์ในระบบ TRAPPIST-1 รวมทั้งประเมินผลของดาวเคราะห์ 3 ดวง ที่มีโซนที่เอื้ออำนวยต่อสิ่งมีชีวิต รวมไปถึงโอกาสที่จะพบสิ่งมีชีวิตบนดาวเหล่านี้ต่อไป

ระบบสุริยะใหม่
ภาพสมมุติ : หากเรายืนอยู่บนดาวเคราะห์ TRAPPIST-1f
https://youtu.be/bnKFaAS30X8
และเนื่องในวันสำคัญแห่งการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติเช่นนี้ ทาง Google ก็ได้เปลี่ยนโลโก้ doodle ฉลองให้กับการค้นพบครั้งนี้ด้วย โดยทำออกมาเป็นภาพแอนิเมชั่นตัวการ์ตูนน่ารัก ๆ เป็นรูปโลกและมีกล้องโทรทรรศน์ ส่องออกไปพบกับระบบสุริยะใหม่ แทรพพิสท์-1 (TRAPPIST-1) ที่ประกอบไปด้วยดาวฤกษ์ 1 ดวงที่เป็นศูนย์กลางของระบบ และดาวเคราะห์ที่เป็นบริวารอีก 7 ดวง

ระบบสุริยะใหม่

ระบบสุริยะใหม่

ที่มา : https://hilight.kapook.com/view/149575

นาซา แถลงการค้นพบครั้งใหม่ ดาวเคราะห์ 3 ดวงเอื้อต่อการมีสิ่งมีชีวิต

นาซา แถลงการค้นพบครั้งใหม่ พบระบบสุริยะที่ใกล้เคียงกับโลก พร้อมดาวเคราะห์อีก 7 ดวง ซึ่ง 3 ดวงนั้นเอื้อต่อการมีสิ่งมีชีวิต

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 องค์การนาซา ได้มีการแถลงการค้นพบครั้งสำคัญ ว่า สามารถค้นพบระบบสุริยะใหม่ ซึ่งคล้ายกับระบบสุริยะของโลก อีกทั้งยังมีดาวเคราะห์ 7 ดวงที่มีขนาดใกล้เคียงโลกมาก ซึ่ง 3 จาก 7 ดวงนั้น เอื้อต่อการมีสิ่งมีชีวิตอยู่

ขณะเดียวกัน ระบบสุริยะใหม่ที่ค้นพบนั้น อยู่ห่างจากโลกประมาณ 39 ปีแสง

https://www.facebook.com/NASA/videos/10154931813441772/

ที่มา : https://hilight.kapook.com/view/149562

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1428507553880726