คลังเก็บรายเดือน: เมษายน 2017

นักวิทย์ใช้เทคโนโลยีไอบีเอ็มประกอบจีโนมยุง

1493442774713

 วันนี้ (28 เมษายน 2560ช) รายงานข่าวจากไอบีเอ็มแจ้งว่า  ทีมงานภายใต้การนำของนักวิจัยจากศูนย์สถาปัตยกรรมจีโนม (TC4GA) แห่งวิทยาลัยการแพทย์เบย์เลอร์ ได้ใช้เทคโนโลยีจากไอบีเอ็ม เมลลาน็อกซ์ และเอ็นวิเดีย ในการประกอบจีโนม 1.2 พันล้านตัวอักษรของยุงสายพันธุ์ Culex quinquefasciatus ซึ่งเป็นพาหะของเชื้อไวรัสเวสต์ไนล์ โดยจีโนมใหม่นี้จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถระบุความไวต่อการติดเชื้อของยุงที่เป็นพาหะในการแพร่เชื้อไวรัส นำไปสู่การเพิ่มความสามารถในการรับมือเชื้อไวรัสเวสต์ไนล์

เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง (High Performance Computing: HPC) ที่มีชื่อว่า “วอลทรอน” (VOLTRON) นี้ ทำงานบนแพลตฟอร์ม IBM Power Systems ที่มีพลังประมวลผลศักยภาพสูง ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลมหาศาล ที่ผ่านมาวิทยาลัยการแพทย์เบย์เลอร์ยังได้มีความร่วมมือกับหน่วยงานด้านซูเปอร์คอมพิวเตอร์หลายแห่งทั่วโลกที่นำแพลตฟอร์ม IBM Power Systems มาใช้ในการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง อาทิ สถาบันวิจัยแห่งชาติโอ๊คริดจ์และลอว์เรนซ์ลิเวอร์มอร์ของกระทรวงพลังงานสหรัฐอเมริกา รวมทั้งศูนย์ฮาร์ทรีของสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งรัฐบาลสหราชอาณาจักร

การประกอบจีโนมแบบ 3 มิติของวอลทรอน ที่ใช้แพทเทิร์นการม้วนตัวของดีเอ็นเอในการติดตามจีโนมในขณะที่มีการเคลื่อนที่สลับไปมาในนิวเคลียส กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงแนวทางที่นักวิจัยใช้ในการหาลำดับเบสของจีโนม ทำให้การดำเนินการรวดเร็วขึ้นและมีค่าใช้จ่ายลดลง ตัวอย่างเช่น โครงการจีโนมมนุษย์ครั้งแรกต้องใช้เวลาถึง 10 ปี  และมีค่าใช้จ่ายถึง 4 พันล้านเหรียญสหรัฐ แต่การประกอบแบบ 3 มิติสามารถหาลำดับเบสของจีโนมได้ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ด้วยค่าใช้จ่ายไม่ถึง 10,000 เหรียญสหรัฐ

ความสำเร็จดังกล่าวถือเป็นผลดีอย่างมากต่อการต่อสู้กับการระบาดของโรค อย่างเช่นเชื้อไวรัสเวสต์ไนล์

“โอลกา ดัดเชนโกะ” นักวิจัยโครงการทุนหลังปริญญาเอกจากศูนย์สถาปัตยกรรมจีโนมแห่งวิทยาลัยการแพทย์เบย์เลอร์ กล่าวว่า“เทคโนโลยี IBM POWER และการเชื่อมต่อกันกับเมลลาน็อกซ์ อินฟินิแบนด์ ทำให้ปัจจุบันเราสามารถเปลี่ยนแปลงวิธีการประกอบจีโนมได้สำเร็จ แม้ว่าตอนแรกเริ่มวอลทรอนจะได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อจัดลำดับจีโนมมนุษย์ แต่วิธีการนี้สามารถนำมาปรับใช้กับสายพันธุ์อื่นๆ ได้ จึงเป็นโอกาสให้เราสามารถสำรวจยุงสายพันธุ์ต่างๆ ที่เป็นพาหะของเชื้อโรคที่กำลังส่งผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมากทั่วโลก”

ด้านอีเรส ลีเบอร์แมน ไอเดน ผู้อำนวยการศูนย์สถาปัตยกรรมจีโนม กล่าวว่า การประกอบแบบ 3 มิติต้องใช้พลังประมวลผลขั้นสูง ซึ่งเป็นสิ่งที่มีอยู่ในเทคโนโลยีของไอบีเอ็ม การร่วมมือครั้งนี้จึงนับเป็นการผสมผสานที่ยอดเยี่ยมลงตัว

ศูนย์สถาปัตยกรรมจีโนมกำลังร่วมมือกับเมลลาน็อกซ์ในการเสริมประสิทธิภาพด้านการวิจัยด้วยระบบคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงของวอลทรอน การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีการเชื่อมต่อระหว่างกันที่ชาญฉลาดและกลไกเร่งการทำงานของเมลลาน็อกซ์ ช่วยให้นักวิจัยของศูนย์สถาปัตยกรรมจีโนมสามารถใช้แพลตฟอร์มที่มีประสิทธิภาพและเพิ่มขยายขนาดได้ในการหาลำดับเบสของจีโนม เพื่อเร่งค้นหาแนวทางการรักษาโรคภัยไข้เจ็บที่มีอันตรายถึงชีวิตต่อไป

ทั้งนี้กุญแจสำคัญสู่นวัตกรรมการวิจัยของเบย์เลอร์คือความร่วมมือระยะยาวกับไอบีเอ็มและเอ็นวิเดีย ในการออกแบบระบบที่ใช้สถาปัตยกรรมแบบเปิดของ POWER ให้สามารถใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มเร่งความเร็วระบบคอมพิวเตอร์เอ็นวิเดีย เทสลา (NVIDIA® Tesla®)

การผสานรวม IBM Power Systems กับเทคโนโลยีของเอ็นวิเดีย เทสลา เข้ากับการออกแบบของวอลทรอน ช่วยให้นักวิจัยของเบย์เลอร์สามารถจัดการกับข้อมูลปริมาณมหาศาลได้รวดเร็วเกินคาด วอลทรอนประกอบด้วยคลัสเตอร์ของระบบต่างๆ จำนวนสี่ระบบ แต่ละระบบเอ็นวิเดีย เทสลา จีพียู จำนวนแปดชิ้นที่ได้รับการปรับตั้งโดยวิศวกรของเอ็นวิเดีย เพื่อช่วยให้บรรดานักวิจัยของเบย์เลอร์สามารถบรรลุประสิทธิภาพการทำงานที่ดีเยี่ยมในการวิจัยทางพันธุกรรมที่ต้องอาศัยการประมวลผลข้อมูลขั้นสูง

นายสุรฤทธิ์ วูวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ ธุรกิจระบบคอมพิวเตอร์สำหรับคลาวด์แพลตฟอร์ม บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด     กล่าวว่า  ไอบีเอ็มรู้สึกภูมิใจที่มีส่วนในการนำเทคโนโลยีประมวลผลศักยภาพสูงอย่าง IBM Power Systems เข้าช่วยสนับสนุนย่างก้าวสำคัญของการวิจัยด้านจีโนมในครั้งนี้ โดยเฉพาะการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับไวรัสที่กำลังส่งผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมากทั่วโลก

“ครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่างไอบีเอ็มและพันธมิตรที่อยู่ใน OpenPOWER Foundation เพื่อนำเทคโนโลยี IBM POWER เข้าช่วยสนับสนุนโครงการที่เกี่ยวกับการวิเคราะห์ข้อมูลมหาศาลขั้นสูงและค็อกนิทิฟ (High Performance Computing: HPC & High Performance Data Analytics: HPDA) ทั้งในด้านการวิจัยและธุรกิจ”

ลืมพาวเวอร์แบงค์ไปเลย!! ‘LightSaver’ แผงโซลาร์เซลล์ขนาดพกพา แค่มีแดดก็ชาร์จแบตเตอรี่ได้ หน้าตาจะเป็นยังไง? ไปดู

คงรู้สึกอึดอัดไม่น้อย เมื่อแบตเตอรี่ของสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตที่ใช้งานอยู่กำลังหมดลง สิ่งแรกที่หลายคนนึกถึงคงเป็นการชาร์จแบตเตอรี่กับปลี๊กไฟ หรือใช้พาวเวอร์แบงค์เป็นพลังงานสำรองไปก่อน แต่หากเราอยู่ในที่ไม่สามารถใช้ไฟฟ้าได้ แล้วพาวเวอร์แบงค์เกิดแบตเตอรี่หมดตามไปด้วยจะเกิดอะไรขึ้น? หากเคยประสบปัญหาแบบนี้ ขอแนะนำให้คุณรู้จักกับ LightSaver แผงโซลาร์เซลล์ขนาดพกพา ช่วยให้ชาร์จแบตเตอรี่ที่ไหนก็ได้ ขอแค่มีแสงอาทิตย์เท่านั้นพอ!

POWERFILMSOLAR.COM
POWERFILMSOLAR.COM

LightSaver คือแผงโซลาร์เซลล์ขนาดพกพาอย่างแท้จริง เพราะมีน้ำหนักเพียง 138 กรัม และยาวแค่ 7.8 นิ้ว เห็นเบาขนาดนี้เป็นเพราะผู้ผลิตเลือกใช้แผงโซลาร์เซลล์ประเภท Polycrystalline ซึ่งมีน้ำหนักเบากว่าแผงโซลาร์เซลล์ Amorphous ที่นิยมใช้กันในปัจจุบันค่อนข้างมาก และยังสามารถรับแสงได้ตามปกติ แม้บริเวณดังกล่าวจะมีเมฆก็ตาม LightSaver เก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 3200 mAh ผู้ใช้งานเลือกชาร์จแบตเตอรี่เข้าสู่ตัว LightSaver ได้ 2 ช่องทาง คือ ชาร์จด้วยแสงอาทิตย์ใช้เวลาในการชาร์จประมาณ 6 ชั่วโมง และการชาร์จด้วยไฟบ้านผ่านช่อง Micro-USB ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงเท่านั้น

 

POWERFILMSOLAR.COM

LightSaver เหมาะกับผู้ที่ต้องออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานาน เช่นการเดินทางค้างแรมในป่า หรือในสถานที่ที่ไม่มีไฟฟ้า ด้วยน้ำหนักที่เบาสบายขนาดนี้ทำให้ผู้ใช้งานแทบไม่รู้สึกเลยว่า กำลังพกเจ้า LightSaver ไว้ที่กระเป๋าเป้ด้านหลัง เพื่อรับแสงอาทิตย์ระหว่างเดินทาง LightSaver วางจำหน่ายแล้วด้วยราคา $100 หรือประมาณ 3,500 บาท ใครที่ต้องการใช้พลังงานสำรองที่ผลิตจากธรรมชาติได้อย่างไม่จำกัด LightSaver ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจเลยทีเดียว

POWERFILMSOLAR.COM
POWERFILMSOLAR.COM

เรียบเรียง: SpokeDark.TV

มึนกันทั้งโลก-หาเจอมั้ย งูพิษร้ายแรงที่แฝงตัวอยู่ในภาพนี้ (มีเฉลย)

edfghrewrfgb
เป็นภาพที่ถูกแชร์และทวีตต่อๆ กันเยอะมาก จากทวิตเตอร์ @SssnakeySci ภาพพื้นที่เต็มไปด้วยใบไม้แห้งสีน้ำตาลที่ปกคลุมอยู่เต็มไปหมด แต่ในภาพนี้ มีงูพิษร้ายแรงแฝงตัวอยู่แบบเนียนที่สุด และที่อันตรายคือ ใครที่ไม่ทันเห็นอาจเดินเหยียบงูที่มีพิษร้ายนี้ได้ง่ายๆ

 

C-Gnpd3UQAEnYDG

ชาวเน็ตต่างพากันเพ่งมองหางูเจ้าปัญหากันจนมึน ส่วนมากจะหาไม่เจอ จนเจ้าของทวีตต้องเฉลยให้ ..สำหรับงูตัวนี้คืองูคอปเปอร์เฮดที่มีพิษร้ายแรง กระจายตัวอยู่ทางตะวันออกของทวีปอเมริกาเหนือ หากพบเห็นอย่าเข้าใกล้ เพราะมีพิษร้ายแรง

ที่มา 

คลิกที่นี่

ดูเฉลย

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1425667654164716

ใจไม่แข็งห้ามดู!! หนุ่มยัดตัวเองเข้าเครื่องซักผ้าที่กำลังปั่น ท้าความตายจะออกมาได้ไหม!? (ความรู้ทางฟิสิกส์)

โลกออนไลน์แห่แชร์เรื่องราวสุดทึ่งของ ริก ไมเซล หนุ่มชาวอเมริกันที่ได้รับฉายาว่า มนุษย์เครื่องซักผ้า จากผลงานของการหนีออกจากเครื่องซักผ้าขณะกำลังปั่นกว่า 40 แบรนด์ และเคยไปโชว์มาแล้วใน 42 ประเทศ

ริก ไมเซล เป็นศิลปินผู้เชี่ยวชาญด้านการหนีออกมาจากที่ต่างๆ แต่ที่โด่งดังที่สุดคือการหนีออกมาจากเครื่องซักผ้า ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องซักผ้าที่กำลังปั่นกับน้ำผงซักฟอกเท่านั้น แต่เขายังใช้กุญแจมือถึง 5 ชิ้น มัดมือของเขาทั้งสอง ให้ภารกิจยากยิ่งขึ้น จากคลิปวิดีโอจะเห็นไมเซลค่อยๆ ยัดตัวเองเข้าไปนอนคุดขู้ในเครื่องซักผ้า ก่อนที่ประตูจะถูกปิดและเครื่องเริ่มทำงาน ..ใช้เวลาไม่ถึงนาที ไมเซลก็นำตัวเองออกมาได้อย่างปลอดภัย**ขอเตือนว่าอย่าทดลองทำแบบนี้ด้วยตัวเองอย่างเด็ดขาดที่มา https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_322373

https://www.facebook.com/rmutphysics/videos/1424724514259030/

 ความรู้ทางฟิสิกส์ 

เครื่องซักผ้า

ตั้งแต่มนุษย์เราเริ่มใส่เสื้อผ้ากันมา  สตรีก็มีหน้าที่จะต้องซักทำความสะอาดเสื้อผ้าโดยการฟาดตีกับก้อนหินตามริมฝั่งแม่น้ำซึ่งนับเป็นงานหนักสำหรับตี  และยังไม่เป็นผลดีต่อเสื้อผ้าด้วย  ดังนั้น  เมื่อล่วงมาถึงราวคริสต์ศรรษที่ 18  จึงได้ มีการประดิษฐ์เครื่องช่วยซักผ้าขึ้นในประเทศอังกฤษ  เครื่องดังกล่าวนี้ได้ถูกประดิษฐ์ขึ้นอย่างง่าย ๆ พื้น ๆ และยังคงต้องใช้มนุษย์ในการทำให้เครื่องทำงานซึ่งเป็นเพียงช่วยบรรเทางานของการซักผ้าไว้เท่านั้น  มิได้ปฏิบัติการซักผ้าเองทั้งหมด  ในช่วงเวลาต่อมาได้มีการพัฒนาการประดิษฐ์เครื่องซักผ้าให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น  จนเครื่องซักผ้าได้วิวัฒนาการมาเป็นเครื่องจักรที่มีความซับซ้อนถึงขั้นที่เริ่มทำงานจากการปล่อยน้ำเข้าสู่เครื่อง  จนกระทั่งถ่ายน้ำออก  ซึ่งจะรวมถึงการซัก  ปั่นผ้าให้แห้งหมาด ๆ ควบคุมอุณหภูมิของน้ำ  ใส่ผงวักฟอง ฯลฯ  และทั้งหมดนี้จะกระทำโดยอัตโนมัติ

คลิกอ่านต่อ

บินบ่อยห้ามอ่าน เมื่อฟ้าผ่าเครื่องบินโดยสาร!!


ประเทศไทยมีที่ตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้นที่มีสภาพอากาศแปรปรวน การบินเดินทางอาจพบกับพายุฝนที่เกิดจากเมฆคิวมูโลนิมบัส ซึ่งเป็นเมฆก่อตัวในทางตั้ง ฐานของเมฆอยู่สูงจากพื้นดินประมาณ 2,500–3,000 ฟุต แต่ยอดเมฆอาจอยู่ที่ระดับความสูงประมาณ 30,000 ฟุตขึ้นไป พายุฝนที่เกิดจากเมฆชนิดนี้ จะมีฟ้าแลบและฟ้าร้องร่วมด้วยเสมอ เมฆฝนที่ประกอบจากเม็ดละอองไอน้ำเล็กๆ ซึ่งรวมตัวตกลงมาเป็นเม็ดฝน ถูกกระแสลมพัดเอาก้อนเมฆฝนเหล่านี้ลอยไปในอากาศ ขณะที่มวลของละอองไอน้ำถูกพัดให้ลอยไปเกิดเสียดสีเข้ากับอากาศ ก่อให้เกิดประจุไฟฟ้าขึ้นในก้อนเมฆ และทวีปริมาณเพิ่มขึ้นจนก้อนเมฆก้อนหนึ่งมิอาจรับไว้ได้ เมื่อมีเมฆก้อนอื่นลอยมาใกล้และมีสื่อไฟฟ้า คือ ความชื้นของอากาศมีความเหมาะสม ประจุไฟฟ้าจากเมฆก้อนที่มีมากกว่าจะถ่ายเทไปยังก้อนเมฆที่มีน้อยกว่า ในขณะที่กลุ่มอนุภาคไฟฟ้าวิ่งผ่านไปในอากาศนั้น มันจะเคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็วเท่ากับความเร็วของแสง นั่นก็คือ 186,000 ไมล์ต่อวินาที ซึ่งเป็นความเร็วที่ทำให้เกิดเสียดสีกับอากาศอย่างรวดเร็ว จนอากาศบริเวณนั้นลุกสว่างเป็นทาง ซึ่งเรียกว่า ฟ้าแลบ และในขณะเดียวกันกับที่กลุ่มอนุภาคไฟฟ้าแหวกผ่านไปในอากาศด้วยอัตราเร็วสูง มันจะผลักดันให้อากาศแยกออกจากกัน และเมื่อมันพ้นไปแล้ว อากาศก็กลับเข้ามาแทนที่อีกครั้ง

การเคลื่อนที่ของอากาศโดยฉับพลันทันที ทำให้เกิดเสียงดังที่เรียกกันว่าฟ้าร้อง และถ้ากลุ่มของอนุภาคไฟฟ้าวิ่งจากก้อนเมฆลงดินเมื่อมันผ่านอะไรเข้า สิ่งนั้นก็จะถูกทำลายหรือก่อให้เกิดความเสียหาย เพราะกระแสไฟฟ้าแรงสูงนับหมื่นนับแสนโวลต์เมื่อผ่าลงมากระทบกับวัตถุ จะเกิดความร้อนมหาศาลอย่างฉับพลันทันที การเกิดฟ้าผ่านั้น ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นกับสิ่งของหรือวัตถุที่เป็นสื่อไฟฟ้า และอยู่สูงขึ้นไปในท้องฟ้ามากกว่าในบริเวณข้างเคียงเสมอ เพราะกระแสไฟฟ้าจากฟ้าผ่านั้นต้องเดินทางลัดระหว่างก้อนเมฆกับพื้นดิน ถ้ามีสื่อล่อหรือวัตถุอะไรก็ตามที่อยู่สูงจากพื้นดิน สายฟ้าก็จะผ่านมาทางสื่อนั้นเมื่อเกิดพายุฟ้าคะนอง การปลดปล่อยพลังงานไฟฟ้าปริมาณมหาศาล พร้อมกับแสงจ้าตามด้วยเสียงกัมปนาทของฟ้าผ่า อาจมีความยาวได้ถึง 8 กิโลเมตร ทำให้อุณหภูมิอากาศสูงขึ้นถึง 27,200 เซลเซียส (50,000 ฟาเรนไฮต์) และมีความต่างศักย์ถึง 100,000,000 โวลต์ ฟ้าผ่าโดยทั่วไปเกิดขึ้นใช้เวลา 1/4 วินาที และประกอบไปด้วยการ ปล่อยไฟฟ้าจำนวน 3-4 สาย (stroke) แต่ละสายมีอายุประมาณไม่กี่ 1/1000 วินาที การประมาณว่าเกิดฟ้าผ่าลงสู่โลกของเรา โดยเฉลี่ย 100 ครั้ง/วินาที ฟ้าผ่าไม่ได้เกิดขึ้นจากพายุฝนคะนองเสมอไป มันอาจเกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ ไฟป่าที่มีความรุนแรง การระเบิดของระเบิดนิวเคลียร์บนพื้นดิน พายุหิมะและในพายุขนาดใหญ่ เช่น ทอร์นาโด เฮอริเคน ไต้ฝุ่น หรือ ไซโคลน

บริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตร ซึ่งเป็นลักษณะที่ตั้งของประเทศไทย มีโอกาสที่จะเกิดพายุฝนฟ้าคะนองได้ตลอดทั้งปี เนื่องจากมีสภาพอากาศในเขตร้อน จึงมีอากาศที่ร้อนอบอ้าว และเอื้อต่อการก่อตัวของพายุฝนฟ้าคะนองได้เสมอ เนื่องจากประเทศไทยมีสภาพอากาศแบบเขตร้อนชื้น มีทะเลขนาบทั้งสองด้านทั้งอันดามันและอ่าวไทย ประกอบกับการตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ลมมรสุมพัดผ่าน จึงมีอากาศร้อนอบอ้าวตลอดทั้งปี และเต็มไปด้วยความชื้นสัมพัทธ์ ซึ่งง่ายต่อการก่อตัวของพายุฝนฟ้าคะนองที่มักเกิดขึ้นในช่วงบ่ายและค่ำ ส่วนบริเวณขั้วโลกเหนือ และขั้วโลกใต้ที่อยู่ในละติจูดที่สูงขึ้นไป มักจะเกิดขึ้นในฤดูร้อนของเขตนั้นๆ ตามหลักภูมิศาสตร์ของประเทศไทย พายุฝนฟ้าคะนองสามารถก่อตัวได้เกือบตลอดเวลาและอาจเกิดขึ้นได้ในทุกพื้นที่ เนื่องจากมีภูมิอากาศในเขตร้อน (Tropic) นั่นเอง

อากาศยานเกือบทุกแบบมีการป้องกันฟ้าผ่าด้วยการติดตั้ง Static Discharger หรือเสาล่อฟ้าที่ติดตั้งอยู่บนปีกของเครื่องบินนั้น มีความสำคัญอย่างมากสำหรับเครื่องบินพาณิชย์ ซึ่งมีพื้นผิวสัมผัสมาก เพราะในขณะที่เครื่องบินเคลื่อนที่ไปในอากาศ จะเกิดการเสียดสีระหว่างอากาศกับ โมเลกุลของหยดน้ำ อนุภาคละอองน้ำแข็งซึ่งสัมผัสกับผิวนอกของลำตัวเครื่องบินอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะการบินฝ่าเข้าไปในเมฆหรือกลุ่มฝนเป็นเวลานานๆ ซึ่งจะก่อให้เกิดไฟฟ้าสถิตขึ้น โดยเฉพาะบางครั้งที่เราจะสามารถสังเกตได้เวลาบินผ่าน กลุ่มเมฆฝน แล้วเกิด Electrical Arcing บริเวณ Winshield คล้ายกับไฟแลบที่หน้ากระจก นั่นก็คือกลุ่มไฟฟ้าสถิตจำนวนมากที่เกิดขึ้นจากการเสียดสีระหว่างเครื่องบินกับเมฆฝน ไฟฟ้าสถิตเหล่านี้ส่งผลรบกวนต่ออุปกรณ์การติดต่อสื่อสาร โดยเห็นได้อย่างชัดมากในตอนใช้วิทยุ VHF ในสภาพอากาศที่มีพายุฟ้าคะนอง และยิ่งเด่นชัดมากกับ HF ในบริเวณที่เป็นเหลี่ยมมุมมักจะกลายเป็นจุดรวมของ Electrical Arcing ซึ่งทำให้เกิดความร้อน และอาจเป็นอันตรายร้ายแรงได้หากเกิดขึ้นยังบริเวณปีก ในกรณีที่มีน้ำมันรั่ว หรือบริเวณ Spillage Valve อาจติดไฟได้อย่างทันที

เสา Static Discharger จึงถูกติดตั้งบริเวณปีกหรือแพนหางดิ่งและแพนหางระดับ เพื่อทำให้กระแสไฟฟ้าสถิต หรือฟ้าผ่าไหลมารวมตรงจุดปลายของเสา ซึ่งเป็นบริเวณที่มีความต้านทานทางไฟฟ้าต่ำ และปลดปล่อยกระแสไฟฟ้า Discharge ออกไปจากปลายเสา อุปกรณ์ Static discharger ใช้ป้องกันฟ้าผ่าเครื่องบิน ซึ่งมีผลกระทบไปถึงระบบวิทยุสื่อสาร หรือระบบ Radio interference การใช้เสาเพื่อคายประจุไฟฟ้าสถิต หรือกระแสไฟฟ้าที่เกิดจากฟ้าผ่า เมื่ออากาศยานบินไปในอากาศนั้น จะมีการเสียดสีกับวัตถุต่างๆ ที่ลอยอยู่ในอากาศ ไม่ว่าจะเป็น เมฆ หยาดน้ำฟ้า ฝุ่นละอองต่างๆ ก็จะมีการถ่ายเทประจุเกิดขึ้น หรือบินเข้าไปในบริเวณที่เกิดพายุฟ้าคะนอง และเกิดสายฟ้าผ่ามาที่เครื่องบิน

ขั้นตอนของการบินในสภาวะปกติ นักบินจะใช้เรดาร์ตรวจสภาพอากาศที่ติดตั้งบนเครื่องบิน (Weather radar) เพื่อตรวจดูกลุ่มเมฆฝนฟ้าคะนอง แล้วทำการบินอ้อมหลบกลุ่มพายุให้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ ส่วนพายุฝนฟ้าคะนองที่เกิดจากเมฆคิวมูโลนิมบัส ซึ่งเป็นเมฆก่อตัวในทางตั้ง ฐานของเมฆอยู่สูงจากพื้นดินประมาณ 2,500-3,000 ฟุต แต่ยอดเมฆอาจอยู่ที่ระดับความสูงประมาณ 30,000 ฟุตขึ้นไป พายุฟ้าคะนองขนาดใหญ่บางครั้งมีความกว้างนับ 100 กิโลเมตร ซึ่งยากต่อการบินหลบหลีก ประการสำคัญ พายุฝนที่เกิดจากเมฆชนิดนี้จะมีฟ้าแลบและฟ้าร้อง รวมถึงฟ้าผ่าร่วมด้วยเสมอ

วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2506 เครื่องบิน Boeing 707 ของสายการบิน แพนแอม ถูกฟ้าผ่าแล้วกระแสไฟฟ้าได้เหนี่ยวนำให้เกิดประกายไฟในถังน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้เกิดการระเบิดและเครื่องบินตกหลังจากนั้น หลังจากเหตุการณ์นั้น สมาพันธ์การบินนานานชาติ FAA (Federal Aviation Administration) ได้ออกข้อกำหนดให้ผู้ผลิตเครื่องบินต้องทำการปรับปรุงระบบป้องกันฟ้าผ่า หรือติดตั้งอุปกรณ์ที่สามารถกระจายประจุไฟฟ้าให้แผ่ออกไปให้ทั่วผิวเครื่องบิน ในบริเวณที่ล่อแหลมต่อการถูกฟ้าผ่า เช่น หัวเครื่องบิน (Nose Radome) และปีกเป็นต้น เพื่อให้กระแสไฟฟ้าลงพื้นหรือกระจายออกไปในอากาศ อุปกรณ์ดังกล่าว ได้แก่ Electro-static discharge และ Diverter Strip อีกทั้ง ต้องติดตั้งอุปกรณ์เพื่อป้องกันการรบกวน ระบบ Electronics ต่างๆ ในเครื่องบิน รวมทั้งยังกำหนดให้ถังน้ำมันต้องมีความหนาอย่างเพียงพอ ยิ่งไปกว่านั้นบริษัทผู้สร้างเครื่องบินต้องทำการทดสอบการกระจายประจุไฟฟ้าของเครื่องบินขณะที่ถูกฟ้าผ่า ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า เครื่องบินในปัจจุบันมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุจากการถูกฟ้าผ่าได้น้อยมาก

วันอังคารที่ 1 มกราคม 2013 เครื่องบินโดยสาร Airbus A320-200 สายการบินต้นทุนต่ำ Jetstar ของญี่ปุ่นถูกฟ้าผ่าเหนือจังหวัดฟูกุโอกะ แต่เคราะห์ดีที่ลูกเรือและผู้โดยสารทั้งหมดปลอดภัย เที่ยวบิน 127 ของสายการบิน Jetstar ลำนี้ บินขึ้นจากท่าอากาศยานนาริตะในกรุงโตเกียว โดยมีสถานีปลายทางที่เมืองฟูกุโอกะ หลังจากที่นักบินทำการลดระดับเพื่อร่อนลงจอด ตัวเครื่องถูกฟ้าผ่าอย่างรุนแรง แต่นักบินสามารถนำเครื่องร่อนลงยังสนามบินของเมืองฟูกุโอกะได้อย่างปลอดภัย โดยผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมดรวม 181 คนไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2003 เครื่องบินโดยสาร Boeing 737 เที่ยวบินที่ 8520 ของสายการบินแอร์เรส (Aires airline) ประสบอุบัติเหตุระหว่างบินฝ่าพายุฝน โดยมีรายงานว่าถูกฟ้าผ่าอย่างแรง ขณะที่นักบินกำลังนำเครื่องบินลดระดับเพื่อร่อนลงจอด และเครื่องบินพุ่งเลยรันเวย์บนเกาะซาน อันเดรย์ ของโคลอมเบีย เมื่อวันจันทร์ ทำให้ส่วนท้องของเครื่องบินกระแทกพื้น ตัวเครื่องบินแตกออก และชิ้นส่วนล้อกับเครื่องยนต์อย่างน้อยหนึ่งเครื่องหลุดออก เครื่อง Boeing 737 อยู่ในสภาพที่พังยับเยิน โดยจอดอยู่ที่ปลายสุดของรันเวย์ช่องหนึ่ง เครื่องบินมีผู้โดยสารและลูกเรือรวม 131 คน มีผู้เสียชีวิต 1 คน บาดเจ็บสาหัส 5 คน

วันที่ 5 ธันวาคม 2012 สายการบินต้นทุนต่ำ (Low Cost Airline) เครื่องบิน Airbus A319-100 ของสายการบิน Easyjet หมายเลขเครื่องจดทะเบียน G-EZFB เที่ยวบินที่ U2-6168 ออกเดินทางจากสนามบินนานาชาติชิโพล กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ (Schiphole International Airport, Amsterdam, Netherlands) ไปยังสนามบินเมืองบริสตอล สหราชอาณาจักร (Bristol Airport England) ประสบเหตุฟ้าผ่า เมื่อทะยานขึ้นจากสนามบินชิโพล ได้ประมาณ 2 นาที ขณะที่เครื่องบินกำลังไต่ระดับความสูง ได้เกิดฟ้าผ่าลงมาบริเวณปีกทางด้านขวา แต่ไม่ได้ส่งผลใดๆ ต่อการบิน นักบินจึงได้ทำการบินต่อไปยังสนามบินเมืองบริสตอล และได้ร่อนลงจอดอย่างปลอดภัยในอีก 50 นาทีหลังจากที่ประสบเหตุการณ์ฟ้าผ่า เครื่องบินลำดังกล่าวได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดจากวิศวกรและช่างของสายการบิน ก่อนที่จะกลับเข้าให้บริการในอีก 37 ชั่วโมงหลังจากการตรวจเช็ก

วันที่ 8 พ.ค. 2011 เครื่องบินโดยสาร Airbus A320 ของสายการบิน Philippine Airlines ถูกฟ้าผ่า ท่ามกลางพายุฝนฟ้าคะนอง ขณะจอดอยู่ที่สนามบินกรุงมะนิลา ทำให้คนงานทำความสะอาดเครื่องบิน คนดูแลสัมภาระ และรปภ. รวม 9 คน ซึ่งเข้าไปหลบพายุอยู่ใต้เครื่องบิน ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ส่วนผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมดบนเครื่องบิน ซึ่งเตรียมเดินทางมากรุงเทพฯ ปลอดภัย แต่ได้มีการเปลี่ยนเครื่องบินลำใหม่เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง.

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom

https://web.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/

http://www.thairath.co.th/content/921110

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเทกระทิงแดงผสมนม-บอกเลยว่าผลที่ออกมาไม่เหมือนที่ทุกคนคิดแน่ๆ

กลับมาอีกครั้งสำหรับคลิปมันๆ จากชาแนล TAE EXZENFIRE ล่าสุดเผยคลิปการทดลองเอาเครื่องดื่มเรดบูลไปผสมกับนม ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นอย่างไร

โดยเมื่อเทนมใส่ลงไปในแก้วครึ่งหนึ่ง จากนั้นเทเรดบูลลงไปให้เต็มแก้ว ปรากฏว่า ชั้นของนมลอยขึ้นมาข้างบน ส่วนเรดบูลอยู่ด้านล่าง ทันที เมื่อปล่อยไว้ประมาณ 10 นาที ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง โดยสมาชิกยูทูปคนหนึ่ง อธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ดังนี้ “เป็นการทำปฏิกิริยาของแคลเซียมที่มีอยู่ในนมกับกรดคาร์บอเนทที่อยู่ในเครื่องดื่ม ทำให้แคลเซียมจับตัวเป็นหินปูน หรือ หลักง่ายๆคือ การแปรสภาพของโปรตีน โดยปัจจัยหลักๆจะมี กรด กับความร้อน และสารเคมีเช่นพวกยาฆ่าแมลง หรือยาล้างห้องน้ำ และเรดบลูกับนมในคลิปนี้ก็เหมือนกัน จะเห็นว่า นมจะไปจับตัวกันเป็นก้อนๆ ข้างบนแก้ว นั่นก็หมายถึงว่า นมโดนสารที่เป็นกรดในเรดบลู ทำปฏิกิริยา จึงจับตัวกันเป็นก้อน ไขมันและโปรตีนน่าจะรวมตัวกันแล้วลอยขึ้นไปเป็นฟองด้านบน”

ที่มา TAE EXZENFIRE

ที่มา  https://www.khaosod.co.th/clips/news_321736

https://www.facebook.com/rmutphysics/videos/1424113497653465/

Volkswagen Sedric Concept ต้นแบบรถยนต์ขับอัตโนมัติไร้แผงควบคุมรุ่นแรกของโลก

sedric-04-1

ความพยายามในการพัฒนารถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติแบบจริงจังของโฟล์กสวาเกน สะท้อนให้เห็นในรถต้นแบบคันล่าสุดอย่างโฟล์กสวาเกน เซดริค ที่มาพร้อมแนวคิดในการนั่งของผู้โดยสารและเป็นรถที่ไร้แผงหน้าปัดสำหรับการควบคุมรถคันแรกของโลก

ในงานแสดงรถยนต์ที่ประเทศจีน โฟล์กสวาเกนได้เปิดเผยให้เห็นถึงยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติแห่งโลกอนาคต หลังจากเปิดภาพเรนเดอร์ในช่วงเดือนมีนาคม ที่งานแสดงรถยนต์ที่เจนีวา เรียกเสียงฮือฮาจากบรรดาผู้ชมงานทั้งหมด

ด้วยแนวคิดในการให้เป็นรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติอย่างแท้จริง โฟล์กสวาเกนได้ทำการถอดแผงการควบคุมทั้งหมดออกจากตัวรถ ผู้โดยสารมีหน้าที่ในการขึ้นนั่งรถและปล่อยให้การควบคุมเป็นของรถที่ติดตั้งมาตรฐานขับอัตโนมัติระดับ 5

ความง่ายดายของการใช้รถคันนี้ ผู้โดยสารมีหน้าที่เพียงแค่ก้าวขึ้น เซตสถานที่ที่จะไปและนั่งรอให้รถพาไปให้ถึงจุดหมายเท่านั้น โดยในรถจะมีการติดตั้งต้นไม้เพื่อทำหน้าที่ในการกรองอากาศที่ตำแหน่งด้านหลังของรถยนต์ด้วย

ถือเป็นรถยนต์ที่เหนือล้ำจินตนาการในปัจจุบันเสียจริง

http://www.autospinn.com/2017/04/shanghai2017-volkswagen-sedric-concept-autonomous-level-5/

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1424131877651627

รถไฟวิ่งด้วยความเร็วสูงบนรางที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ ผลเป็นอย่างไรเชิญดูได้

 1493254006043

รถไฟวิ่งด้วยความเร็วสูงบนรางที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ ผลเป็นอย่างไรเชิญดูได้

https://www.facebook.com/rmutphysics/videos/1423848314346650/

“TOS-1A” ระบบจรวดหลายลำกล้องของรัสเซีย

“TOS-1A” คือชื่อของระบบจรวดหลายลำกล้องของรัสเซียที่ผลิตโดยสหภาพโซเวียตตั้งแต่ปี 1988 และทำการติดตั้งบนรถถังโซเวียตรุ่น T-72 จุดประสงค์สำหรับใช้ในการโจมตีเป้าหมายเป็นกลุ่มที่อยู่ในภูมิประเทศเปิด เช่น กองทหาร กองยานพาหนะ หรือฐานทัพของเป้าหมาย

WIKIPEDIA CC VITALY V.KUZMIN

TOS-1A ประกอบไปด้วยแท่นบรรจุจรวดขนาด 24 ลำกล้อง ภายในบรรจุด้วยขีปนาวุธระยะสั้นที่สามารถบรรทุกหัวรบได้ ตัวฐานปล่อยสามารถปล่อยขีปนาวุธได้ 30 ลูก/15 วินาที โจมตีเป้าหมายได้ในระยะ 6 กม. ตัวรถสามารถทำความเร็วได้ 60 กม./ชม. และมีระยะปฏิบัติการ 550 กม. ใช้เจ้าหน้าที่ 3 นายในการควบคุมระบบ ความน่ากลัวของ TOS-1A ก็คือความสามารถในการปล่อยจรวดได้ครั้งละมากๆ เป้าหมายจึงหาทางสกัดกั้นการโจมตีได้ยาก และขีปนาวุธที่ใช้ก็เป็นประเภท Flame Thrower ที่ใช้ความร้อนในการทำลายเป้าหมายมากกว่าการใช้แรงระเบิด โดย TOS-1A ได้เข้าร่วมสงครามหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็น สงครามอัฟกานิสถานปี 1987, สงครามปรากกบฎเชชเนีย และสงครามอิรักปี 2004

WIKIPEDIA CC VITALY V.KUZMIN

ปัจจุบัน TOS-1A ยังถูกใช้งานในกองทัพรัสเซียและส่งออกไปยังประเทศที่สนใจ เช่น คาซัคสถาน, อาร์เมเนีย และซีเรีย

เรียบเรียง: SpokeDark.TV

https://www.facebook.com/rmutphysics/videos/1424235284307953/

ของแท้แน่นอน!? รวม 18 ภาพของจริงที่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นภาพตัดต่อ แต่ละภาพเห็นแล้วมีอึ้ง!

ชม 18 ภาพ ที่ดูผิวเผินเหมือนภาพลวงตา หรือภาพตัดต่อ แต่ขอโทษเถอะ ภาพเหล่านี้เป็นของจริง ไม่ได้ผ่านการตัดต่อแต่อย่างใด ด้วยปัจจัยจากธรรมชาติ หรือด้วยเหตุผลใดก็ตาม ทำให้ภาพเหล่านี้มีเสน่ห์และน่าค้นหาอย่างน่าทึ่ง

มันคือหลุมยักษ์กว้างขนาด 60 ฟุต และลึก 200 ฟุต ที่กัวเตมาลา ถ่ายไว้ในปี ค.ศ.2010

unbelievable-photos1

 

นักตกปลาขณะกำลังเก็บกวาดสาหร่ายที่ทะเลสาบเฉาฮู่ ประเทศจีน

unbelievable-photos2

 

รูปก้อนเมฆที่ก่อตัวคล้ายกับ UFO

unbelievable-photos3

 

ภาพน้ำทะเลที่ใสสะอาดจนมองเห็นเงาของเรือที่ใต้ทะเล

unbelievable-photos4

 

พายุไต้ฝุ่นที่ประเทศออสเตรเลีย ก่อตัวคล้ายกับฟองเบียร์

unbelievable-photos5

 

เป็ดยางยักษ์ที่ลอยลำเหนือท้องทะเล จากการสร้างโดยศิลปินชาวดัตช์ Florentijn Hofman

unbelievable-photos6

 

มันคือสนามหญ้าหน้าศาลากลางในกรุงปารีส ดูผิวเผินเหมือนมันเป็นทรงกลม แท้จริงแล้วมันแบนราบไปกับพื้น

unbelievable-photos7

 

มันคือสิ่งปลูกสร้างรูปกระทะขนาดยักษ์ ที่ชายหาดแห่งหนึ่งในประเทศออสเตรเลีย

unbelievable-photos8

 

เพราะความคลั่งไคล้ในตัวตุ๊กตาบาร์บี้ Valeria Lukyanova เลยทำศัลยกรรมให้เธอสวยงามเกินมนุษย์ซะเลย

unbelievable-photos9

 

 

ภาพนี้ไม่ใช่ภาพตัดต่อ มันเป็นภาพของหญิงสาวในชุดซานตาคลอสโทนสีขาวดำ

unbelievable-photos10

 

รางรถไฟที่บิดเบี้ยวจากเหตุแผ่นดินไหวที่ประเทศนิวซีแลนด์

unbelievable-photos11

 

ภาพชายที่มีรูโหว่ตรงศีรษะของตัวเอง

unbelievable-photos12

 

ดูผิวเผินเหมือนภาพลวงตา แท้จริงแล้วมันคือผ้าใบกันน้ำตึกที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ที่สะท้อนเงาจากตึกข้าง ๆ

unbelievable-photos13

 

นี่ไม่ใช่ภาพตัดต่อ แต่เป็นภาพของเสาโทรศัพท์ที่ถูกไฟไหม้ส่วนล่างจนหายไป

unbelievable-photos14

 

ดูผิวเผินเหมือนเรือสำราญลำนี้ติดอยู่บนยอดเขา แท้จริงแล้วมันคือโรงแรมในเกาหลีใต้

unbelievable-photos15

 

งานสร้างของศิลปิน Alicia Martin ที่ได้สร้างผลงานเปลี่ยนหนังสือหลายพันเล่มให้ไหลออกจากหอสมุดลงสู่ท้องถนนในกรุงมาดริด

unbelievable-photos16

 

มันคือภาพถ่ายที่ใช้เทคนิคพิเศษกลับหัว 90 องศา และตัวนายแบบที่ต้องลงทุนเหนื่อยนิดหน่อยเพื่อให้ภาพออกมาดูสวยงาม

unbelievable-photos17

 

ภาพทะเลเกลือที่ประเทศโบลิเวีย ที่ใสจนเหมือนคุณกำลังเดินอยู่บนสายน้ำ

 

cr.https://www.spokedark.tv/re/look-fake-but-true-pics-3/