คลังเก็บรายเดือน: มีนาคม 2017

Elon Musk เริ่มหาทางสร้าง AI ที่สามารถทำงานร่วมกับสมองของมนุษย์ได้

Elon Musk เริ่มหาทางสร้าง AI ที่สามารถทำงานร่วมกับสมองของมนุษย์ได้

Elon Musk ชายอัจฉริยะที่ไม่เคยหยุดพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบจ่ายเงินอย่าง Paypal, รถยนต์ไฟฟ้าสุดล้ำ Teslas หรือจรวดที่สามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่ กำลังจะเปิดบริษัทใหม่อีกแล้ว โดยทาง Wall Street Journal ได้รายงานว่า โปรเจคส์ใหม่ของ Musk มีชื่อว่า Neuralink มีเป้าหมายที่จะพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถเชื่อมต่อสมองของมนุษย์เข้ากับคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง

Elon Musk เริ่มหาทางสร้าง AI ที่สามารถทำงานร่วมกับสมองของมนุษย์ได้

Wall Street Journal ได้ระบุว่า Musk กำลังง่วนอยู่กับ Startup กลุ่มหนึ่งในรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่มีเป้าหมายในการสร้างกะโหลกคอมพิวเตอร์ในกะโหลกศรีษะเพื่อวินิจฉัยโรคในร่างกายมนุษย์ และการสร้างมนุษย์แบบไฮบริดที่มีการทำงานของคอมพิวเตอร์ผสมในร่างกาย ซึ่ง Musk มีไอเดียว่ามนุษย์ควรจะพัฒนาร่วมกับระบบ AI เพื่อให้ความสามารถพัฒนาไปได้ไกลกว่าเดิม

Neuralink ได้จดทะเบียนในรัฐแคลิฟอร์เนี่ย ในฐานะบริษัทวิจัยยา มีรายงานว่าได้รับนักวิจัยสาขาเกี่ยวประสาทวิทยา รวมไปถึงผู้เชี่บวชาญด้านนาโนเทคโนโลยีอีกหลายคน

Musk เชื่อว่าเทคโนโลยีนี้จะช่วยรักษาโรคภัยที่ปัจจุบันไม่มีทางรักษาอย่างเช่น โรคลมชัก, โรคพาร์คินสันหรือภาวะซึมเศร้าได้ ซึ่ง Musk มั่นใจว่าเข้าจะทำให้โครงการนี้สำเร็จได้ภายใน 4-5 ปีข้างหน้า แต่ถึงแม้จะประสบความสำเร็จได้ ก็ยังต้องใช้เวลาอีกยาวนานกว่าที่เราทำให้ AI ไปทำงานร่วมกับสมองมนุษย์ได้โดยตรง
ที่มา : www.engadget.com , www.joemonti.org

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1401152606616221

AMD Ryzen 5 พลังที่ขับเคลื่อนประสิทธิภาพให้กับเดสก์ท็อปพีซี วางจำหน่ายทั่วโลกวันที่ 11 เมษายนนี้

AMD Ryzen 5 พลังที่ขับเคลื่อนประสิทธิภาพให้กับเดสก์ท็อปพีซี วางจำหน่ายทั่วโลกวันที่ 11 เมษายนนี้AMD Ryzen 5 พลังที่ขับเคลื่อนประสิทธิภาพให้กับเดสก์ท็อปพีซี วางจำหน่ายทั่วโลกวันที่ 11 เมษายนนี้

 

     ซีพียู Ryzen 5 ที่เปิดตัวมาทั้งสี่รุ่น มีประสิทธิภาพการประมวลผลสูง และเล่นเกมได้อย่างราบรื่น ในราคาที่ได้รับการยอมรับว่าคุ้มประสิทธิภาพAMD (NASDAQ: AMD) ประกาศวันเปิดตัวเดสก์ท็อปโปรเซสเซอร์ Ryzen™ 5 ทั่วโลกในวันที่ 11 เมษายน 2560 นำเสนอราคาที่คุ้มประสิทธิภาพที่สุดให้กับเกมเมอร์และนักสร้างสรรค์คอนเทนต์ หลังประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการเปิดตัวเดสก์ท็อปโปรเซสเซอร์ AMD Ryzen™ 7 ที่มียอดสั่งซื้อล่วงหน้ามากเป็นประวัติการณ์และเป็นเดสก์ท็อปโปรเซสเซอร์ที่มีประสิทธิภาพเยี่ยมสุด1 Ryzen 5 ใช้สถาปัตยกรรม “เซน: Zen” ที่ทรงประสิทธิภาพและแข็งแกร่ง เพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ใช้งานทุกคนซึ่ง

     AMDถือว่าเป็นหัวใจสำคัญที่ผลักดันการสร้างสรรค์งานทุกอย่าง Ryzen 5 เป็นโปรเซสเซอร์ที่มีทั้งแบบ 6-core, 12-thread และแบบ 4-core, 8-thread ที่เหล่าเกมเมอร์และผู้ใช้งานทั่วโลกจะได้สัมผัสกับสมรรถนะที่เพิ่มขึ้นจากนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพสูงและสัมผัสประสบการณ์สมจริงด้วยโปรเซสเซอร์ระดับราคาเพียง 6,290 บาทจนถึง9,490 บาทให้เลือกใช้ได้ตามต้องการนายจิม แอนเดอร์สัน รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไป กลุ่มคอมพิวติ้งและกราฟฟิกของ AMD กล่าวว่า “Ryzen นำนวัตกรรมและความสามารถในการแข่งขันเข้าสู่ตลาดพีซีเกือบทุกระดับ Ryzen 5เป็นก้าวสำคัญก้าวต่อไปของเรา

     เราออกแบบมาเพื่อมอบประสิทธิภาพการประมวลผลสูงขึ้นอีกระดับให้กับผู้ใช้งานพีซีนับล้านๆ คนทั่วโลก เมื่อเร็วๆ นี้ AMDสร้างความตื่นตัวให้ตลาดเดสก์ท็อปประสิทธิภาพสูงไปแล้วครั้งหนึ่งด้วยRyzen 7 วันนี้ AMD Ryzen 5 จะนำสมรรถนะและประสิทธิภาพของ “Zen” มาให้ผู้ใช้งานในกลุ่มที่ต้องการเครื่องคอมพิวเตอร์ราคาต่ำกว่า 300 เหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดที่สำคัญมาก”

อ่านต่อได้ที่ : http://www.ryt9.com/s/prg/2625930

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1398328830231932

ซาโต้จับมือมหาวิทยาลัยมีในญี่ปุ่น ทำวิจัย เครื่องอ่านสายรัดข้อมือ UFH RFID อัจฉริยะเพิ่มความปลอดภัยผู้ป่วย

ซาโต้ ผู้นำของโลกด้านโซลูชั่นออโต้ไอดีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรและผู้ผลิต ประกาศลงทุนทำวิจัยด้านคลินิกครั้งแรกเกี่ยวกับป้ายที่ใช้เทคโนโลยี UHF RFID ร่วมกับโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยมี (Mie University) ของญี่ปุ่น เพื่อพัฒนาสายรัดข้อมือที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ป่วยที่มีความปลอดภัย
ซาโต้จับมือมหาวิทยาลัยมีในญี่ปุ่น ทำวิจัย เครื่องอ่านสายรัดข้อมือ UFH RFID อัจฉริยะเพิ่มความปลอดภัยผู้ป่วยซาโต้จับมือมหาวิทยาลัยมีในญี่ปุ่น ทำวิจัย เครื่องอ่านสายรัดข้อมือ UFH RFID อัจฉริยะเพิ่มความปลอดภัยผู้ป่วย

 

โดยในขั้นแรก ทั้งสองจะร่วมกันวิจัยผลกระทบจากเครื่องอ่าน UHF RFID แบบพกพาที่มีต่ออุปกรณ์การแพทย์ที่ฝังในตัวผู้ป่วย เช่น เครื่องกระตุ้นคลื่นไฟฟ้าหัวใจ โดยการทำวิจัยด้านคลินิกในครั้งนี้จะครอบคลุมผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยมีที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป โดยจะเริ่มวิจัยตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2559 – 31 ธันวาคม 2561

ระบบบาร์โค้ดที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยมีใช้อยู่ในปัจจุบันนั้น เป็นการจัดการข้อมูลเกี่ยวกับการให้ยาแก่ผู้ป่วย การเก็บตัวอย่างเลือด โดยมีการครวจสอบข้อมูลถึง 3 จุด โรงพยาบาลต้องการพัฒนาระบบเพื่อปิดจุดอ่อนของระบบเช่น การที่ต้องปลุกผู้ป่วยขึ้นมากลางดึก หรือการที่เครื่องอ่านไม่สามารถอ่านข้อมูลได้อย่างสมบูรณ์หรือคลาดเคลื่อนจากความจริงเป็นครั้งคราว เนื่องจากสายรัดข้อมือหักพับ ทำให้อ่านข้อมูลไม่ได้หรือไม่ถูกต้อง

การนำป้าย UHF RFID ของซาโต้เฮลท์แคร์มาใช้ จะทำให้สามารถเรียกดูข้อมูลได้ในระบบทางไกล ทำให้ไม่จำเป็นต้องหยิบจับเครื่องอ่านโดยตรง ในการทดสอบการใช้เครื่องก่อนที่จะเริ่มมีการวิจัยชิ้นนี้ พบว่าสามารถเรียกดูข้อมูลได้สะดวกแม้ว่าจะมีสิ่งกีดขวางระหว่างตัวเครื่องอ่านและชิปที่บันทึกข้อมูล เช่น มีผ้าห่มคลุมตัวผู้ป่วย เป็นต้น ดังนั้นการวิจัยชิ้นนี้จะช่วยทำให้สามารถเรียกดูและยืนยันข้อมูลเกี่ยวกับผู้ป่วยได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว

นอกจากนี้ ป้ายและสายรัดข้อมือแบบ UHF RFID ยังมีต้นทุนต่ำกว่าป้ายแบบ HF และมีระยะห่างที่สามารถอ่านข้อมูลจากป้ายได้ไกลกว่า จากรายงานของกระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารของญี่ปุ่นเปิดเผยว่าเครื่องอ่านที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ก็จะไม่ส่งผลเสียต่ออุปกรณ์ต่างๆ เช่น เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ (pacemaker) หรือเครื่องกระตุกหัวใจ (defibrillator) ไม่ว่าระยะห่างระหว่างเครื่องอ่านและอุปกรณ์ทางการแพทย์ดังกล่าวจะเป็นเท่าไร

มร. โยชิโนริ อาซูมิ รองประธานฝ่ายข้อมูลทางการแพทย์ โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยมี อธิบายว่า “ป้าย UFH ที่นี่จะให้ตรวจสอบข้อมูลได้ด้วยต้นทุนที่ถูกมาก ทำให้เรามีโอกาสเพิ่มในอนาคต เนื่องจากพยาบาลและเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลจะมีภาระลดลงในการตรวจสอบข้อมูล

“ป้ายผู้ป่วยแบบสายรัดข้อมือจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยสูงสุดให้แก่ผู้ป่วย พร้อมทั้งยังให้ความสะดวกสบายได้อย่างมาก เพราะเครื่องนี้จะสามารถอ่านข้อมูลได้ในระยะไกล ผู้ดูแลผู้ป่วยก็ไม่จำเป็นต้องปลุกหรือย้ายหรือขยับตัวผู้ป่วยโดยไม่จำเป็นเมื่อต้องการอ่านข้อมูลบนป้ายสายรัดข้อมูล ระบบนี้นับได้ว่าเป็นนวัตกรรมที่น่าทึ่งและสามารถให้ทั้งความถูกต้องและความสะดวกสบาย” มร. ฮิโรยูกิ โคนูมะ ประธานซาโต้ เฮลธ์แคร์ กล่าว

อ่านต่อได้ที่ : http://www.ryt9.com/s/prg/2625984

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1398794260185389

“นกแอร์” แถลงโต้ ปมดราม่า ให้ภรรยารอง ผบช.ภาค 5ลงจากเครื่อง

“นกแอร์” แถลงโต้ ปมดราม่า ให้ภรรยารอง ผบช.ภาค 5ลงจากเครื่อง

“นกแอร์” แถลงโต้ ปมดราม่า ให้ภรรยารอง ผบช.ภาค 5ลงจากเครื่อง

จากกรณีเกิดกระแสดราม่าอย่างหนักในโลกออนไลน์ ถึงเหตุการณ์ก่อนขึ้นอากาศ! “นกเเอร์” ไล่ผู้โดยสารลง กัปตัน-เเอร์ไม่ฟังเหตุผลใดๆ ล่าสุดสายการบิน ได้ออกแถลงการณ์ กรณีเที่ยวบิน DD9202 ดอนเมือง-อุดรธานี ว่า มีความจำเป็นต้องยกเลิกการเดินทางของผู้โดยสารหนึ่งท่าน

อ่านข่าว : ภรรยารอง ผบช.ภาค 5 ร่ำไห้ ถูกกัปตัน-แอร์ฯ ไล่ลงจากเครื่องบิน

กรุงเทพฯ (30 มี.ค. 2560) – ด้วยเที่ยวบินของสายการบินนกแอร์ เที่ยวบินที่ DD9202 กำหนดเวลาออกจากท่าอากาศยานดอนเมือง เวลา 10.00 น. และมีกำหนดถึงท่าอากาศยานอุดรธานี เวลา 11.15 น. มีผู้โดยสารทั้งหมด 149 คน มีความจำเป็นต้องยกเลิกการเดินทางของคุณยศวดี ปานเหง้า หนึ่งในผู้โดยสารของเที่ยวบินนี้ เนื่องจากผู้โดยสารได้แจ้งลูกเรือในขณะที่เครื่องยังไม่ออกเดินทาง ว่าตนมีอาการน้ำในหูไม่เท่ากัน โดยลูกเรือได้ปฏิบัติตามหลักมาตรฐานความปลอดภัยในการขออนุญาตตรวจสอบเอกสารใบรับรองจากแพทย์ เพื่อยืนยันว่าผู้โดยสารสามารถเดินทางโดยเครื่องบินได้อย่างปลอดภัย โดยกรณีนี้ผู้โดยสารไม่มีเอกสารดังกล่าวมายืนยัน พร้อมทั้งไม่ยินยอมที่จะลงนามรับรองการเดินทางของตนเอง

ทั้งนี้กัปตันผู้ควบคุมอากาศยาน ได้ตัดสินใจทำการยกเลิกการเดินทางของคุณยศวดี โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้โดยสาร ในระหว่างการเดินทางเป็นสำคัญ

อ้างอิง:http://news.sanook.com/2192547/

นักวิทย์ฯ ประสบความสำเร็จเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นโลหะ ปฏิวัติหลักทฤษฎีเปลี่ยนโลก

นักวิทย์ฯ ประสบความสำเร็จเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นโลหะ ปฏิวัติหลักทฤษฎีเปลี่ยนโลก
นักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นโลหะ

   เผยการค้นพบครั้งสำคัญ นักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นโลหะ หากเป็นไปตามทฤษฎีที่คาด เชื่อจะพัฒนาเทคโลยีความเร็วสูงในอนาคตได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน 

วันที่ 27 มกราคม 2560 เว็บไซต์อินดิเพนเดนท์ เผยรายงานว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ประสบความสำเร็จในการเล่นแร่แปรธาตุ สามารถเปลี่ยนไฮโดรเจนให้กลายเป็นโลหะ เรียกว่า โลหะไฮโดรเจน หรือ เมทัลลิคไฮโดรเจน (metallic hydrogen) นับว่าเป็นการปฏิวัติหลักทฤษฎีทางเทคโนโลยีของโลก อันนำไปสู่การสร้างเทคโนโลยีความเร็วสูงในอนาคต อาทิ คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง และยานยนต์บินได้ รวมไปถึงการช่วยให้มนุษย์ออกไปสำรวจอวกาศได้มากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ศาสตราจารย์ไอแซค ซิลเวอร์รา ผู้ค้นพบความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์นี้ ร่วมกับ ดร.รังกา ไดแอส กล่าวว่า นี่คือตัวอย่างชิ้นแรกของโลหะไฮโดรเจนบนโลก เป็นสิ่งที่ยังไม่เคยมีขึ้นบนโลกของเรามาก่อน โดยในขณะนี้ ชิ้นโลหะตัวอย่างนี้สามารถมองเห็นได้แค่เพียงผ่านทางเพชร 2 ชิ้น ที่ถูกนำมาใช้บดกับไฮโดรเจนเหลวในอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง และใช้ปริมาณแรงดันมหาศาล มากกว่าแรงดันที่พบที่จุดศูนย์กลางของโลก

อย่างไรก็ดีความเสี่ยงสามารถเกิดขึ้นได้ในการดำเนินการวิจัยขั้นต่อไปของทีมนักวิทยาศาสตร์ และอาจทำให้ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ นั่นคือ โลหะที่ถูกเปลี่ยนสภาพมาจากไฮโดรเจนนี้ จะคงสภาพเดิมอยู่หรือไม่ในอุณหภูมิและความดันที่เป็นปกติ

นักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นโลหะ

    จากการอ้างอิงตามทฤษฎีหนึ่ง ศาสตราจารย์ซิลเวอร์ราคาดว่า เมทัลลิคไฮโดรเจนจะคงรูปเดิมในอุณหภูมิห้อง นั่นหมายความว่า หากกำจัดความดันออกจนหมด มันจะยังคงสภาพเป็นโลหะ ในลักษณะที่คล้ายกับเพชรกราไฟต์ ที่สามารถเปลี่ยนเป็นกราไฟต์ภายใต้ความร้อนและความดันสูง และสามารถกลับกลายมาเป็นเพชรได้ เมื่อกำจัดความร้อนและความดันออกไป โดยคาดว่าใน 2-3 สัปดาห์หน้า ทีมนักวิทยาศาสตร์มีแผนที่จะกำจัดความดันออกอย่างระมัดระวัง

ทั้งนี้หากทฤษฎีดังกล่าวเป็นไปตามที่ทางทีมนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ไว้ คุณสมบัติของโลหะดังกล่าวนี้จะสามารถนำไปใช้ประโยชน์พัฒนาเทคโนโลยีความเร็วสูงที่เกี่ยวข้องกับระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างมากมาย โดยโลหะเมทัลลิคไฮโดรเจนนี้ จะช่วยเปลี่ยนความพยายามของมนุษย์ในการสำรวจระบบสุริยะโดยใช้พลังงานเชื้อเพลิงจรวดอย่างทุกวันนี้ ให้กลายเป็นเทคโนโลยีใหม่ในอนาคตที่มีประสิทธิภาพมากกว่าถึง 4 เท่า

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์บางรายเชื่อว่า โลหะเมทัลลิคไฮโดรเจนดังกล่าว พื้นผิวจะไม่เสถียร และจะค่อย ๆ สลายตัวไป ขณะที่ด้าน ศาสตราจารย์ซิลเวอร์รา เผยว่าขณะนี้เขาไม่ต้องการคาดเดาใด ๆ แต่มีความตั้งใจที่จะทดลองอย่างมุ่งมั่นถึงความสำเร็จ

นักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จเปลี่ยนไฮโดรเจนเป็นโลหะ
อ้างอิง:https://hilight.kapook.com/view/148397

ธรรมชาติมีส่วนทำให้น้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกหายไป

               ธรรมชาติมีส่วนทำให้น้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกหายไป

27

ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในเมืองซานตาบาร์บารา รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เผยว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในมหาสมุทรอาร์กติกนั้น ทำให้น้ำแข็งหลอมละลายหายไป โดยเป็นผลมาจากธรรมชาติในสัดส่วนประมาณ 30-50% โดยได้บันทึกการเปลี่ยนแปลงของทะเลน้ำแข็งมาตั้งแต่เดือนกันยายนพ.ศ.2522 พบว่าน้ำแข็งในทะเลได้หดตัวลงอย่างต่อเนื่องและแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนกันยายนปี 2555

ถึงแม้การวิจัยจะบ่งชี้ว่าธรรมชาติคือส่วนหนึ่งที่ทำให้ปริมาณน้ำแข็งลดจำนวนลง แต่ในระยะยาวการสะสมของก๊าซเรือนกระจกที่มนุษย์สร้างขึ้นจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการหายไปของน้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกเพิ่มมากขึ้น ซึ่งไม่ว่าจะเกิดจากเงื้อมมือธรรมชาติหรือมนุษย์ รวมถึงการเปิดพื้นที่เพื่อขนส่งน้ำมันและก๊าซ ล้วนทำลายล้างวิถีชีวิตของชนเผ่าพื้นเมือง ก่อเกิดอันตรายต่อสัตว์ป่า เช่น หมีขั้วโลก แมวน้ำ

ทั้งนี้ คณะกรรมการนักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติได้รายงานเพิ่มเติมว่าจำนวนน้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกอาจหายไปในช่วงกลางศตวรรษนี้หากยังปล่อยให้เกิดก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น

 อ้างอิง:http://news.tlcthai.com/news-interest/830285.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1397262837005198

บริษัทเทคโนโลยีหาวิธีผลิต ‘กระเเสไฟฟ้าจากความร้อน’ ที่ปล่อยออกมาจากโรงงานอุตสาหกรรม

 

1490921904079

ความร้อนเป็นผลิตผลพลอยได้จากกระบานการทางอุตสาหกรรมหลายๆ อย่าง เช่น การผลิตเเก้วและเหล็ก โรงงานซีเมนต์ โรงงานผลิตพลังงานชีวมวล

และความร้อนที่เกิดขึ้นนี้ถูกปล่อยออกไปในอากาศ การเปลี่ยนให้ความร้อนของเสียนี้ให้กลายเป็นกระเเสไฟฟ้า ปกติเเล้วจะต้องมีการสร้างไอน้ำเพื่อไปหมุนใบพัดซึ่งจะไปทำให้เครื่องปั่นไฟทำงานผลิตกระเเสไฟฟ้า

เเต่เทคโนโลยีทันสมัยในปัจจุบัน สามารถเปลี่ยนความร้อนของเสียให้กลายเป็นกระเเสไฟฟ้าได้โดยตรง David Mather ซีอีโอเเห่ง MPTV Power Corporation กล่าวว่าหากคุณมองเห็นไฟเเสงเรืองสีเเดง นั่นคือตัวโปรตอนที่ถูกปล่อยออกมาและหากคุณนำแผงโซล่าเซล์ PV ที่เเปลงเเสงให้เป็นกระเเสไฟฟ้าได้โดยตรง มารับโปรตอนที่แผ่ออกมาก็จะผลิตเป็นกระเเสไฟฟ้าได้

นวัตกรรมนี้มีประสิทธิภาพสูงเนื่องจากมีปัจจัยสองอย่างที่ช่วยให้สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ในปริมาณมาก อย่างเเรก คือช่องว่างระหว่างวัสดุที่ดูดซับความร้อนกับเซลล์โซล่า PV ที่จะแปลงเเสงที่เรืองออกมาให้เป็นกระเเสไฟฟ้า มีขนาดเล็กกว่าหนึ่งไมครอนหรือเล็กกว่าความกว้างของเส้นผมคนเราถึง 50 เท่า นี่ทำให้ตัวโปรตอนไม่ต้องเดินทางเป็นระยะทางไกล

อย่างที่สอง โซล่าเซลล์แบบ PV สามารถเย็นตังลงได้ถึง 30 องศาเซลเซียส เเม้ว่าขณะที่อีกด้านหนึ่งของแผงโซล่ากำลังมีการแปลงโปรตอนให้เป็นกระเเสไฟฟ้าเเละอาจมีอุณหภูมิสูงถึง 900 องศาเซลเซียสก็ตาม

ความเเตกต่างของอุณหภูมิของแผงโซล่าทั้งสองด้านนี้มีผลให้การทำงานมีประสิทธิภาพ

David Mather ซีอีโอเเห่ง MPTV Power Corporation กล่าวว่าวิธีนี้ช่วยให้ผลิตกระเเสไฟฟ้าได้ปริมาณมหาศาสได้ในราคาที่ประหยัดลงอย่างมาก โดยค่าต้นทุนการผลิตประมาณว่าอยู่ที่ราว 2 – 8 เซ็นต์สหรัฐฯ ต่อกระเเสไฟฟ้าหนึ่งกิโลวัตต์ชั่วโมง

เเท่งเหล็กที่มีเซลล์โซล่าเเบบ PV สามารถนำไปสอดไว้ในรูที่มีอยู่เเล้วในท่อไอความร้อนที่ออกมาจากเครื่องทำความอุ่น หรือเครื่องหลอมเหล็ก เเละในโรงงาน ไอร้อนนี้จะออกมาอยู่ตลอดเวลา จึงช่วยให้สามารถนำไปผลิตเป็นกระเเสไฟฟ้่ได้อย่างต่อเนื่อง

Mather ซีอีโอเเห่ง MPTV Power Corporation กล่าวว่า ทางบริษัทกำลังเร่งพัฒนาเทคโนโลยีนี้ให้ก้าวหน้าขึ้นไปอีก เพื่อให้สามารถทำงานได้กับความร้อนที่ต่ำกว่า 100 องศาเซลเซียส ซึ่งจะใช้งานได้กับรถยนต์ ภายในบ้านและเเม้เเต่อุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์ภายในบ้านบางชนิดอีกด้วย

ที่มา:http://www.voathai.com/a/technology-converting-heat-tk/3779951.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1397773413620807

“ทรายไฟฟ้า″ ปริศนาแห่ง “ดวงจันทร์ไททัน” ของดาวเสาร์

Titan is seen from the Huygens probe as it descended to the surface in 2005.

รายงานวิทยาศาสตร์ชิ้นใหม่ค้นพบว่า บนดวงจันทร์ “ไททัน” ของดาวเสาร์ มีทรายปกคลุมเป็นบริเวณกว้างใหญ่ไพศาล และทรายเหล่านั้นเป็น “ทรายไฟฟ้า” คือเต็มไปด้วยไฟฟ้าสถิตที่ทำให้ทรายเหล่านั้นเกาะตัวกันแน่น

นักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีรัฐจอร์เจีย หรือ Georgia Tech ระบุว่า ทรายบนดวงจันทร์ “ไททัน” ซึ่งเป็นดวงจันทร์ขนาดใหญ่ที่สุดของดาวเสาร์นั้น ไม่มีธาตุซิลิเคตเหมือนกับทรายบนโลก แต่เป็นทรายที่เต็มไปด้วยไฟฟ้าสถิต

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าไฟฟ้าในทรายนั้นเกิดจากกระแสลมบนดวงจันทร์ไททัน ที่มีความเร็วลมเฉลี่ย 30 กม./ชม. และเมื่อเม็ดทรายเกิดการเคลื่อนไหวเพราะถูกพัดพาไปกระทบกับเม็ดทรายอื่นๆ ก็จะสะสมไฟฟ้าเอาไว้ในตัวเอง

นักวิจัยบอกด้วยว่า ไฟฟ้าทีเกิดขึ้นกับทรายบนดวงจันทร์ไททัน อาจช่วยอธิบายว่าทำไมสันทรายบนดวงจันทร์ดวงนั้นจึงมีความสูงชัน บางแห่งสูงกว่า 90 เมตร และก่อตัวในทิศทางที่ตรงข้ามกับทิศทางลม

Titan, Saturn's largest moon appears before the planet as it undergoes seasonal changes in this natural color view from NASA's Cassini spacecraft in this handout released by NASA August 29, 2012. The moon measures 3,200 miles, or 5,150 kilometers, across

Titan, Saturn’s largest moon appears before the planet as it undergoes seasonal changes in this natural color view from NASA’s Cassini spacecraft in this handout released by NASA August 29, 2012. The moon measures 3,200 miles, or 5,150 kilometers, across

คุณ Josh Mendez Harper นักศึกษาปริญญาเอกภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าของ Georgia Tech และผู้เขียนรายงานชิ้นนี้ กล่าวว่า

“ไฟฟ้าสถิตช่วยเพิ่มแรงเสียดทานพื้นผิวของเม็ดทราย หรือที่เรียกว่า ‘แรงเสียดทานสถิต’ ทำให้เม็ดทรายแต่ละเม็ดมีแรงเกาะเกี่ยวกันในระดับสูงเหมือนกาว และมีเพียงกระแสลมแรงจัดเท่านั้นที่จะทำให้ทรายเหล่านั้นเคลื่อนไหวได้”

ทรายบนโลกของเราก็มีไฟฟ้าสถิตสะสมอยู่เช่นกัน แต่เนื่องจากมีปริมาณน้อยและเม็ดทรายมีขนาดเล็กมาก ไฟฟ้านั้นจึงสลายไปในเวลาอันรวดเร็ว ต่างกับเม็ดทรายบนดวงจันทร์ไททันที่มีขนาดใหญ่กว่า และสามารถกักเก็บไฟฟ้าได้นานหลายสัปดาห์ หรือหลายเดือน

ในรายงานที่ตีพิมพ์อยู่ในวารสาร Nature Geoscience นักวิจัยกลุ่มนี้ทดสอบสมมติฐานเรื่องทรายไฟฟ้าดังกล่าว ด้วยการสร้างแบบจำลองสภาพอากาศบนดวงจันทร์ไททันขึ้นมา แล้วใส่ทรายเข้าไป จากนั้นวัดระดับไฟฟ้าในทรายนั้น พบว่ามีประจุไฟฟ้าเพิ่มขึ้น และมีทรายบางส่วนที่ติดแน่นกันเป็นกลุ่มก้อน แม้ไม่มีน้ำหรือสารเคมีที่ช่วยในการเกาะตัว

ศาสตราจารย์ Jeff Dufek แห่ง Georgia Tech หนึ่งในผู้จัดทำรายงานวิจัยชิ้นนี้ บอกว่า

“หากคุณก่อปราสาททรายบนดวงจันทร์ไททัน ปราสาททรายหลังนั้นอาจติดแน่นทนทานนานหลายสัปดาห์ โดยที่ไม่ต้องใช้น้ำช่วย นั่นเป็นเพราะไฟฟ้าที่สถิตอยู่ในทรายเหล่านั้น”

นักวิจัยผู้นี้ยังบอกด้วยว่า “หากใครสามารถนำยานอวกาศลงจอดบนผืนทรายของดวงจันทร์ไททันได้ ยานอวกาศลำนั้นจะไม่มีวันสะอาดhttps://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1396825817048900 เพราะจะถูกทรายเกาะติดอยู่ตลอดเวลา”

ที่มา:http://www.voathai.com/a/titan-electric-sands/3785301.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1396825817048900

แพทย์อเมริกันผ่าตัดแยกแฝดปรสิตจากทารกได้สำเร็จ

ศัลยแพทย์อเมริกันประสบความสำเร็จในการผ่าตัดแยกแฝดปรสิตจากทารกชาวไอวอรีโคสต์ ซึ่งเสี่ยงเป็นปัญหาต่อหัวใจและกระดูกสันหลังจนอาจทำให้ทารกน้อยถึงแก่ชีวิตได้

วันนี้(22มี.ค.60)คณะศัลยแพทย์จากโรงพยาบาลเด็กในนครชิคาโกของสหรัฐ ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดแยกแฝดปรสิตออกจากร่างกายของเด็กหญิงโดมินิค ทารกวัย 10 เดือนชาวไอวอรีโคสต์ หลังมีแนวโน้มว่าแฝดปรสิตซึ่งเกาะติดอยู่ที่บริเวณแผ่นหลังและไหล่ของเธอมาแต่กำเนิดอาจทำให้เธอเสียชีวิตได้ โดยใช้เวลาในการผ่าตัดนาน 6 ชั่วโมง

โดมินิคเกิดมาโดยมีแฝดปรสิต หรือคู่แฝดที่ร่างกายเติบโตไม่สมบูรณ์ในครรภ์ แต่ยังคงมีอวัยวะบางส่วนเจริญอยู่ติดกับร่างกายของแฝดที่รอดชีวิต ซึ่งในกรณีของโดมินิคนั้น แฝดปรสิตทำให้ดูเหมือนกับว่าเธอมีขาเกินมาอีกสองข้าง ร่างของแฝดปรสิตซึ่งมีขนาดค่อนข้างใหญ่ เกาะติดอยู่ที่บริเวณแผ่นหลังและไหล่ของโดมินิค ตรงกับบริเวณรอยต่อสำคัญระหว่างกระดูกคอและกระดูกสันหลังส่วนอก ทำให้การผ่าตัดเพื่อแยกเอาแฝดปรสิตออกนั้นทำได้ยากและเสี่ยงอันตรายอย่างยิ่ง แต่หากไม่ผ่าตัดแฝดปรสิตออกและปล่อยไว้จนโดมินิคโตขึ้น น้ำหนักของแฝดปรสิตที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จะทำให้กระดูกสันหลังของเธอมีปัญหา ส่วนหัวใจและปอดก็ต้องทำงานหนักเพื่อเลี้ยงแฝดปรสิตที่เกือบจะเหมือนกับคนอีกคนหนึ่ง ซึ่งอาจทำให้เธอเสียชีวิตได้

ศัลยแพทย์ผู้ผ่าตัดแยกแฝดปรสิตให้โดมินิคเผยว่า ได้ใช้เทคนิคการสแกนและสร้างภาพเฉพาะทางเพื่อศึกษาโครงสร้างร่างกายของโดมินิคและแฝดปรสิตที่ซ้อนทับกันอยู่ในการวางแผนก่อนผ่าตัด เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถลดความเสี่ยงไม่ให้เกิดความเสียหายต่อกระดูกสันหลัง ซึ่งอาจทำให้โดมินิคเป็นอัมพาตหลังการผ่าตัดได้ ทั้งนี้ หนูน้อยโดมินิคเดินทางจากไอวอรีโคสต์มาเข้ารับการผ่าตัดในสหรัฐ โดยมีนางแนนซี่ ซวอบบ์ ชาวอเมริกัน เป็นผู้รับอุปถัมภ์ดูแลระหว่างที่เข้ารับการผ่าตัดรักษาในนครชิคาโก ซึ่งหลังการพักฟื้นแล้ว โดมินิคจะเดินทางกลับไปหาครอบครัวที่บ้านเกิดในเร็วๆ นี้            

download (3).jpg

 

 

download (5).jpg 

ที่มา http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=132662&t=news

https://www.facebook.com/rmutphysics/videos/1396823667049115/