คลังเก็บรายเดือน: กุมภาพันธ์ 2017

เผยคลิปวีดีโอสุดน่ารักของเจ้าแพนด้าน้อย

เว็บไซต์ ipanda.com เผยคลิปวีดีโอสุดน่ารักของเจ้าแพนด้าน้อย ในศูนย์อนุรักษ์แห่งหนึ่ง มณฑลเฉิงตู ประเทศจีน ที่เอาแต่วิ่งไล่เกาะแข้งเกาะขาคนเลี้ยง จนไม่เป็นอันทำการทำงาน หากใครทุกคนที่ได้ชมคลิปนี้แล้วคงต่างต้องหลงในความออดอ้อนของเจ้าแพนด้าน้อยตัวนี้กันอย่างแน่นอน ฟิสิกส์ราชมงคล www.rmutphysics.com

https://www.facebook.com/rmutphysics/videos/1363393573725458/

 

นาซา ค้นพบดาวเคราะห์ขนาดคล้ายโลก 7 ดวง อาจมีสิ่งมีชีวิตนอกโลก ชมคลิป!

          เปิดก้าวสำคัญของมวลมนุษยชาติ นาซา ค้นพบระบบสุริยะใหม่ แทรพพิสท์-1 (TRAPPIST-1) ประกอบด้วยดาวฤกษ์ 1 ดวง และดาวเคราะห์ 7 ดวง โดยในจำนวนนี้ 3 ดวง มีโซนที่สิ่งมีชีวิตอาศัยได้เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ นาซา (NASA) ได้จัดงานแถลงข่าว ณ กรุงวอชิงตัน สหรัฐฯ เปิดเผยรายงานค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ ซึ่งถูกตีพิมพ์ลงในวารสารเนเจอร์ (Nature) ระบุว่า กล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ ค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับโลก จำนวนทั้งหมด 7 ดวง โคจรรอบดาวฤษ์ 1 ดวง (ลักษณะคล้ายกับระบบสุริยะที่เราอาศัยอยู่ขณะนี้) โดยอยู่ห่างจากโลกออกไป 40 ปีแสง หรือประมาณ 378 ล้านล้านกิโลเมตร ในกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ

ระบบสุริยะใหม่

ระบบดังกล่าว มีชื่อเรียกว่า แทรพพิสท์-1 (TRAPPIST-1) ซึ่งมาจากชื่อของกล้องโทรทรรศน์ The Transiting Planets and Planetesimals Small Telescope (TRAPPIST) ในประเทศชิลี โดยเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2559 นักวิทยาศาสตร์ได้ใช้ชื่อของ TRAPPIST ประกาศเรื่องการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ 3 ดวง ก่อนจะมีการยืนยัน การมีอยู่แค่ 2 ใน 3 และหลังจากนั้นได้ค้นพบเพิ่มอีก 5 ดวง รวมทั้งหมดเป็น 7 ดวง โดยแต่ละดวงให้ใช้ชื่อไล่ไปตั้งแต่  TRAPPIST-1b, TRAPPIST-1c…, TRAPPIST-1h โดยในจำนวนทั้งหมด 7 ดวงนี้ มี 3 ดวง ที่มีโซนที่เอื้ออำนวยต่อสิ่งมีชีวิต หรือมีความเป็นไปได้ที่จะมีสิ่งมีชีวิตอาศัย พอที่จะมีน้ำเป็นของเหลวอยู่ได้

โธมัส เซอร์บูเชน รองผู้บริหารกรมภารกิจวิทยาศาสตร์ ของนาซา ในกรุงวอชิงตันเผยว่า การค้นพบครั้งนี้เป็นชิ้นส่วนสำคัญที่จะทำให้ใกล้ความจริงเกี่ยวกับปริศนาเรื่องการค้นพบสภาพแวดล้อมที่สิ่งมีชีวิตอาศัยได้นอกโลกของเรา เริ่มตอบคำถามที่ว่า มีสิ่งมีชีวิตอื่นนอกโลกของเราหรือไม่ ซึ่งก่อนหน้านี้มีการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะเป็นจำนวนมาก แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะจำนวนมากที่มีโซนที่เอื้ออำนวยต่อสิ่งมีชีวิต

ทั้งนี้ทีมนักวิทยาศาสตร์ยังสามารถระบุขนาดของดาวเคราะห์ในระบบ TRAPPIST-1 ได้ครบทั้ง 7 ดวงแล้ว รวมทั้งสามารถคำนวณมวลและความหนาแน่นของดาวเคราะห์เหล่านี้ได้ถึง 6 ดวง ซึ่งจากการวิเคราะห์แล้วคาดว่าเป็นดาวเคราะห์ลักษณะเดียวกับโลก

ระบบสุริยะใหม่

สำหรับดาวฤกษ์ในระบบ TRAPPIST-1 นี้ จัดเป็นดาวประเภทดาวแคระเย็นจัด (ultra-cool dwarf) ซึ่งแตกต่างจากดวงอาทิตย์ ด้วยความเย็นจัดนี้ ทำให้น้ำเหลวสามารถคงอยู่บนดาวเคราะห์ได้ แม้ว่าจะอยู่ใกล้มาก ซึ่งดาวเคราะห์ในระบบ TRAPPIST-1 ทั้ง 7 ดวง ล้วนอยู่ใกล้กับดาวฤกษ์ดวงนี้มากกว่า ดาวพุธ ที่เป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ในระบบสุริยะเสียอีก นอกจากนี้ดาวเคราะห์แต่ละดวงในระบบ TRAPPIST-1 ก็อยู่ใกล้กันมาก เทียบว่า หากยืนอยู่บนดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง ก็สามารถมองเห็นดาวเคราะห์เพื่อนบ้านดวงอื่น ได้ด้วยตาเปล่า ลักษณะเดียวกับที่เรามองเห็นดวงจันทร์จากโลก แต่จะมีขนาดใหญ่กว่าดวงจันทร์และสามารถมองเห็นไปจนถึงพื้นผิวทางธรณีวิทยา หรือเมฆบนชั้นบรรยากาศของดวงเคราะห์ดวงอื่น ๆ ได้เลยทีเดียว

ระบบสุริยะใหม่

ด้วยระยะห่างที่ดาวเคราะห์ในระบบ TRAPPIST-1 อยู่ใกล้กับดาวฤกษ์มากเช่นนี้ ส่งผลให้อาจเกิดสภาวะ ดาวเคราะห์หันหน้าด้านเดียวไปหาดาวฤกษ์เสมอ นั่นหมายความว่า ด้านหนึ่งของดาวเคราะห์จะเผชิญกับแสงของดาวฤกษ์ตลอดเวลา เป็นกลางวันที่ไม่มีวันมืด ขณะเดียวกันอีกด้านก็จะไม่มีโอกาสได้เผชิญกับแสง เป็นกลางคืนที่มืดมิดตลอดเวลา รวมไปถึงสภาพอากาศอาจจะมีอุณหภูมิที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

โดยหลังจากการค้นพบครังสำคัญนี้ ทางทีมนักวิทยาศาสตร์เตรียมการติดตามผล ในการศึกษาและสำรวจเพิ่มเติมเกี่ยวกับดาวเคราะห์ในระบบ TRAPPIST-1 รวมทั้งประเมินผลของดาวเคราะห์ 3 ดวง ที่มีโซนที่เอื้ออำนวยต่อสิ่งมีชีวิต รวมไปถึงโอกาสที่จะพบสิ่งมีชีวิตบนดาวเหล่านี้ต่อไป

ระบบสุริยะใหม่
ภาพสมมุติ : หากเรายืนอยู่บนดาวเคราะห์ TRAPPIST-1f
ที่มา: https://hilight.kapook.com/view/149575
ที่มาคลิป: https://www.youtube.com/watch?v=Bx5dfKir3Ls

 

FireChat กับธรรมกาย

download (1)

FireChat แอพพลิเคชั่นสุดล้ำ ออกแบบมาเพื่อใช้ในยามภับพิบัติ สามารถส่งข้อความ-แชท พูดคุยได้แบบอิสระ แม้ไม่มีสัญญานโทรศัพท์-อินเทอร์เน็ตก็ใช้งานได้

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2560 หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ทำการตัดสัญญานโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตที่บริเวณวัดพระธรรมกายนั้น ทางศิษยานุศิษย์ก็ได้ประกาศว่าจะนำแอพพลิเคชั่นFireChat มาใช้สำหรับติดต่อ เพราะมีฟังก์ชั่นที่ครบเครื่อง ต่อให้ไม่มีสัญญานโทรศัพท์หรืออินเทอร์เน็ตก็สามารถใช้งานได้

เมื่อทางศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายประกาศออกมาเช่นนี้ แอพพลิเคชั่น FireChat จึงกลายเป็นประเด็นที่ทุกคนให้ความสนใจโดยทันที หลายคนคงมีคำถามขึ้นมาในหัวว่าแอพฯ FireChat คืออะไร มีที่มายังไง มันพิเศษยังไงกัน เรามารู้จักกันแอพฯ ตัวนี้ไปพร้อม ๆ กันเลย
แอพพลิเคชั่น FireChat ถูกคิดค้นขึ้นมาโดยทีมนักพัฒนาของบริษัทโอเพ่น การ์เดน ( Open Garden) บริษัทวิจัยและพัฒนาซอฟท์แวร์สัญญานอเมริกันที่ผลิตแอพพลิเคชั่นที่ใช้ในการสื่อสารมาแล้วหลายตัว แอพฯ ตัวนี้ทำงานโดยใช้เทคโนโลยี MeshKit ซึ่งเป็นเทคโนโลยีออกแบบมาเพื่อให้สามารถส่งข้อความ ดาวน์โหลด แลกเปลี่ยนข้อมูลต่าง ๆ ระหว่างสมาร์ทโฟนได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้อินเทอร์เน็ต แถมไม่เปลืองแบตฯ อีกด้วย
ฟังก์ชั่นการใช้งานของ FireChat ก็คล้ายคลึงกับแอพพลิเคชั่นแชททั่วไป สามารถเพิ่มเพื่อน ส่งข้อความ ส่งรูปหาแบบส่วนตัวหรือแบบกลุ่มก็ได้ โดยส่งผ่านข้อมูลผ่านทางบลูทูธ ความพิเศษของมันทำให้มันสามารถใช้งานได้แม้ในจุดอับสัญญาน หรือพื้นที่ที่ไม่สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ต-โทรศัพท์ได้ เช่น บนเรือ บนเครื่องบิน สถานที่ที่มีคนมาก ๆ อย่างในสนามฟุตบอลหรือในคอนเสิร์ตใหญ่ ๆ  เป็นต้น

ฟังก์ชั่นอันโดดเด่นนี้ทำให้มันกลายเป็นแอพพลิชันที่มีประโยชน์อย่างมากในยามฉุกเฉิน โดยมันถูกใช้ติดต่อสื่อสารมาแล้วในพื้นที่ประสบภัยหลายแห่ง ได้แก่ เหตุน้ำท่วมในแคช์เมียร์และเชนไน รวมทั้งเหตุภูเขาไฟประทุที่เอกวาดอร์ และพายุเฮอริเคนถล่มที่เม็กซิโก ในปี 2558

ส่วนในกิจกรรมการรวมตัวกันของผู้คนเยอะ ๆ หรือการประท้วง ก็มีการนำมา FireChat มาใช้ในการส่งข้อความหาสมาชิกหรือนัดแนะต่าง ๆ เช่นกัน ได้แก่ การประท้วงของกลุ่มโปรประชาธิปไตยในไต้หวัน และการเคลื่อนไหวด้านการเมืองของกลุ่มนักศึกษาฮ่องกง ในปี 2557 รวมไปถึงการประท้วงต่อต้านการคอร์รัปชั่นที่มาเลเซียและเมื่อครั้งพระสันปาปามาเยือนฟิลิปปินส์ในปี 2558
ปัจจุบันแอพพลิชั่น FireChat คือหนึ่งในแอพฯ แชทยอดนิยมของหลาย ๆ ประเทศ มันสามารถใช้งานได้ใน 124 ประเทศทั่วโลก และมีผู้ใช้งานเป็นจำนวนมาก มันเป็นแอพพลิเคชั่นที่ฟรี ไม่เสียเงิน และสามารถโหลดไปใช้ทั้งทาง AppStore และ PlayStore

 

ภาพจาก play.google.com ข้อมูลจาก play.google.com, opengarden.com,กระปุกดอทคอม

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1362897463775069

5 เรื่องลึกลับ ตํานานอาถรรพ์ของอียิปต์โบราณ

เรื่องลึกลับ ตํานานอาถรรพ์ของอียิปต์โบราณ เรื่องเล่าชวนขนหัวลุกและเหลือเชื่อ พร้อมกับในมุมที่คุณอาจไม่เคยรู้
อารยธรรมอียิปต์โบราณ หรือ “ไอยคุปต์” คือหนึ่งในอารยธรรมที่มีความเก่าแก่มากที่สุดอารยธรรมหนึ่งของโลก เป็นอารยธรรมที่เรื่องราวต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย แถมยังเป็นที่ตั้งของสิ่งปลูกสร้างอย่าง “พีระมิด” ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกและการพัฒนาทางการแพทย์อย่างการทำ “มัมมี่” อีกด้วย และนอกจากความยิ่งใหญ่อลังการที่อุดมไปด้วยประวัติอันล้ำค่าต่าง ๆ มากมายแล้วนั้น อารยธรรมอียิปต์โบราณ ยังมีตำนานลึกลับ ๆ ที่น่าสนใจที่บางคนอาจจะยังไม่เคยรับรู้มาก่อนเลยก็ได้

download

1. พระนางคลีโอพัตรา กับรูปโฉมที่แท้จริง

พระนางคลีโอพัตรา (Cleopatra VII) นับได้ว่าเป็นผู้ปกครองอียิปต์โบราณที่มีชื่อเสียงมากที่สุด ซึ่งในความรู้สึกนึกคิดของคนทั่วไป เธอคือพระราชินีผู้ทรงเสน่ห์ที่สุด มีรูปโฉมที่งดงาม เพียบพร้อมไปด้วยกลเม็ดเด็ดพรายในเชิงพิศวาส สามารถมัดใจชายได้อย่างอยู่หมัด แต่แท้ที่จริงแล้ว เสน่ห์ของพระนางคลีโอพัตราไม่ได้อยู่ที่เนื้อหนังมังสาหรือความงดงามแห่งใบหน้าและเรือนกายเลย แต่อยู่ที่สติปัญญาและความเฉลียวฉลาดรู้เท่าทันคนต่างหาก โดยมีหลักฐานชิ้นหนึ่งที่บ่งบอกถึงความจริงเรื่องนี้ ก็คือการค้นพบรูปปั้นส่วนพระเศียรขององค์ราชินีและเหรียญที่มีภาพพระพักตร์ของพระนาง ซึ่งเป็นการค้นพบของนักโบราณคดีรายหนึ่ง

download

2. ความเชื่อเกี่ยวกับความตาย

ชาวอียิปต์โบราณมีความเชื่อที่ว่า เมื่อคนตาย ดวงวิญญาณจากร่างไปเพียงชั่วคราว เพื่อเดินทางไปพบกับพระเจ้าในโลกหน้า แล้วจะกลับมาในวันหนึ่งข้างหน้า ทั้งนี้ เมื่อวิญญาณกลับมาแล้วก็ต้องมีร่างกายอยู่ และร่างที่จะอาศัยอยู่ได้ต้องเป็นร่างกายของตนเองเท่านั้น และด้วยความเชื่อนี้เองจึงทำให้เกิดวิธีการดูแลศพ หรือที่เรารู้จักกันอย่างดีกับการทำ “มัมมี่” (Mummy) เพื่อให้สภาพศพยังอยู่ในสภาพที่ดี ไม่เน่าเปื่อยนั่นเอง

download

3. การปรากฎตัวของเอเลี่ยน

ในทุกวันนี้กระแส “เอเลี่ยน” หรือมนุษย์ต่างดาว ก็ยังคงมีให้เห็นอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่คุณรู้หรือไม่ว่า การปรากฎตัวของเอเลี่ยนมีให้เห็นมาแล้วตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณเลยทีเดียว สิ่งหนึ่งที่ยืนยันในเรื่องนี้ ก็มาจากภาพบนฝาผนังภายในสุสานในเมืองกิซ่า โดยหนึ่งในภาพบนฝาผนังนั้นมีการวาดภาพของเอเลี่ยนปะปนอยู่ด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจด้วย เพราะบางทีภาพ ๆ นี้ อาจจะเป็นเพียงแค่รูปของสิ่งของอื่น ๆ ที่มีลักษณะคล้ายกับเอเลี่ยนเท่านั้นเอง

download

4. ที่สุดแห่งการค้นพบ

อีกสิ่งหนึ่งที่น้อยคนนักจะนึกถึงและรู้จักเกี่ยวกับประวัติของอิยิปต์โบราณก็คือในเรื่องของการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ เพราะนอกจากมหาพีระมิดต่าง ๆ แล้ว ข้อมูลอันล้ำค่าทางประวัติศาสตร์ที่ค้นพบกันนั้นก็คือ “เรือโซล่าร์” (Solar Boat) หรือเรือแห่งแสงอาทิตย์ที่เชื่อกันว่า จะเป็นพาหนะที่นำพาวิญญาณขององค์กษัตริย์ไปหาเทพเจ้าแห่งแสงอาทิตย์บนสวรรค์ได้ เรือโซล่าร์นี้สร้างขึ้นจากไม้มากกว่า 1,200 ชิ้น สันนิษฐานว่าสร้างตั้งแต่ 2500 ปีก่อนคริสตกาล และอาจจะเป็นเพียงเครื่องบูชาพระศพในสุสาน ไม่ได้นำไปใช้ล่องในแม่น้ำจริง ๆ แต่อย่างใด

download

5. อักษรภาพอียิปต์โบราณ

อักษรภาพอียิปต์โบราณหรือที่เรียกกันว่า “ฮีโรกริฟฟิค” (Hieroglyphs) ถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งในความอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ความชำนาญทางศิลปหัตถกรรม งานช่าง และการทำหนังสือของชาวอียิปต์โบราณถือเป็นสิ่งที่น่าทึ่งมาก ๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อของพวกเขาที่มีอำนาจและอิทธิพลต่อพิธีกรรมและการดำรงชีวิตอย่างสูง สำหรับอักษรภาพอียิปต์โบราณนี้ เป็นภาพอักษรที่มักจะสลักเรื่องราวเกี่ยวกับองค์ฟาโรห์ ราชวงศ์ การเมืองการปกครอง และเรื่องราวทางศาสนา ซึ่งจะมีปรากฎให้เห็นอยู่ตามวิหารและสิ่งก่อสร้างทั้งหลาย โดยแต่ละภาพก็จะมีการสื่อความหมายที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งนี่เองจึงทำให้การค้นพบในครั้งแรก ๆ นั้น ก็สร้างความมึนงงให้เหล่านักสำรวจอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

ได้รู้ทั้ง 5  ตำนานนี้แล้ว บอกได้เลยว่าเป็นการเปิดโลกทัศน์เกี่ยวกับอารยธรรมอียิปต์ได้อย่างดีมาก ๆ เลยทีเดียว หวังว่าคงจะถูกใจเพื่อน ๆ ที่สนใจเรื่องราวของดินแดนอียิปต์และประวัติศาสตร์โบราณกันนะจ๊ะ

ที่มา https://hilight.kapook.com/view/63328

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1362867507111398

 

พบถ้ำลึกอุณหภูมิสูงในเม็กซิโก เป็นที่อยู่ของ ‘สิ่งมีชีวิตพันธุ์พิเศษ

C0CAA41E-177D-4516-963C-152038CF0D46_w250_r1_s

นักชีววิทยาพบถ้ำขนาดใหญ่ในเม็กซิโกซึ่งมีอุณหภูมิสูงด้านใน แต่มีความสวยงามจนถูกเปรียบว่าเป็นเหมือนสถานที่ในเทพนิยาย

แต่ที่สำคัญ ผู้วิจัยค้นพบผลึกคริสตอลในถ้ำแห่งนี้ที่เมือง Naica ซึ่งมีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่เกิดขึ้นมา 50,000 ปีก่อนติดอยู่ภายใน

Penelope Boston หัวหน้านักวิทยาศาสตร์จากสถาบัน Astrobiology Institute ของหน่วยงานอวกาศสหรัฐฯ หรือ NASA เรียกสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเดียวกับเชื้อชนิดเล็กๆ นี้ว่า “Super Life”

เหตุผลที่ไมโครบ (microbe) ซึ่งถูกค้นพบครั้งนี้ถูกเรียกว่า Super Life ก็เพราะความสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในสภาพแวดล้อมที่รุนแรง และอาศัยอยู่ได้ด้วยแร่ธาตุบางชนิดเท่านั้น เช่นแร่เหล็กและแมงกานีส

แม้งานวิจัยชิ้นนี้จะได้รับการนำเสนอที่การประชุมวิชาการของสมาคม American Association for the Advancement of Science ที่นครบอสตัน แต่ยังไม่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ

และยังไม่ได้มีการอ่านทบทวนโดยนักวิชาการนอกกลุ่มที่ทำวิจัย

Penelope Boston กล่าวว่า ทีมงานของเธอเตรียมทดสอบด้านพันธุกรรม ทั้งที่ห้องทดลองและที่สถานที่จริงเพิ่มเติมต่อไปจากนี้

ที่มา https://www.voathai.com/a/super-life-microbe/3731607.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1363390553725760

 

อยากประหยัดพลังงาน? เอา data center ไว้ใต้น้ำสิ! – เผยโฉมโครงการ Data Center ใต้น้ำจาก Microsoft

ในเดือนสิงหาคมปี 2015 Microsoft ได้ส่ง ‘Leona Philpot’ – โปรโตไทป์ของ data center ใต้น้ำลงไปที่ความลึก 11 เมตรในมหาสมุทรแปซิฟิกใกล้ชายฝั่ง San Luis Obispo รัฐแคลิฟอร์เนีย และ Leona Philpot นี้เองที่เมื่อจบการทดลองในอีก 105 วันให้หลัง กลายมาเป็น data center ที่ใช้พลังงานน้อยที่สุดเท่าที่เคยมีมา แต่โครงการสุดล้ำครั้งนี้มีที่มาที่ไปยังไงกันแน่?

เรื่องราวเริ่มต้นที่ Sean James หนึ่งในทีมงานเทคโนโลยี data center ซึ่งเคยประจำการในเรือดำน้ำของกองทัพเรือสหรัฐฯเสนอว่าบริษัทควรจะเอาเซิฟเวอร์ฟาร์มลงไปไว้ใต้น้ำซึ่งจะช่วยประหยัดค่าทำความเย็น ลดต้นทุนการก่อสร้าง และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของเซิฟเวอร์

แต่แค่ออกไอเดียคงไม่พอ Sean และเพื่อนร่วมงาน Todd Rawlings นำไอเดียนี้เขียนขึ้นเป็น white paper และแจกจ่ายเอกสารนี้ไปทั่วบริษัท ในเอกสารฉบับนี้ พวกเขาอธิบายถึงการสร้าง data center ใต้น้ำและหนทางที่มันจะนำไมโครซอฟต์และผู้ให้บริการอื่นๆไปสู่การจัดการการเติบโตของธุรกิจ data center ด้วยวิธีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

เป็นที่ขึ้นชื่ออยู่แล้วว่านักวิจัยของไมโครซอฟต์นั้นโปรดปรานความท้าทายเป็นที่สุด ไม่นานนัก Sean และ Todd ก็สามารถรวบรวมทีมและเริ่มต้นลงมือกับโปรเจค data center ใต้น้ำที่พวกเขาตั้งชื่อว่า Project Natick และสร้าง prototype ออกมาในอีก 12 เดือนให้หลัง

Data center ใต้น้ำ จะดีหรือ?

แน่นอนว่าโปรเจคนี้เต็มไปด้วยความท้าทายและข้อกังขามากมาย หนึ่งในคำถามแรกที่พวกเขาเผชิญคือ มันสมเหตุสมผลจริงๆหรือที่จะเอา data center ไปไว้ใต้น้ำ แม้มันจะช่วยประหยัดค่าทำความเย็นซึ่งเป็นรายจ่ายก้อนใหญ่ของผู้ประกอบธุรกิจ data center ก็เถอะ

ทีมงาน Project Natick ตอบคำถามนั้นดังนี้

ประการแรก การสร้าง data center ใต้น้ำจะทำให้ผู้ให้บริการ data center เพิ่มขยายขนาดได้ง่ายและเร็วขึ้น

โดยปกติแล้วในธุรกิจ data center บริษัทอาจจะต้องสร้างสถานที่ไว้รองรับ demand ของลูกค้าเป็นเวลานานก่อนที่จะมีลูกค้ามาใช้งานจริง ถ้าไม่เช่นนั้น เมื่อมีความต้องการใช้บริการที่มากขึ้นจนต้องสร้าง data center ใหม่ การก่อสร้างอาจใช้เวลาเป็นปีกว่าจะแล้วเสร็จ

การสร้าง data center แบบปัจจุบันที่ทำกันนั้น แม้ลักษณะอาคารอาจเป็นไปในรูปแบบเดิม แต่ในพื้นที่ที่ต่างกันย่อมมีปัจจัยที่ต่างกันอยู่มาก เช่นข้อกฎหมาย ภาษี สภาพอากาศ แรงงาน การจ่ายไฟฟ้า และการเชื่อมต่อเน็ตเวิร์ค สิ่งเหล่านี้เองที่ส่งผลกระทบต่อความเร็วในการก่อสร้าง

ในทางกลับกัน ไซต์ของ Natick จะประกอบไปด้วยกลุ่มของ pod – ท่อโลหะทรงกระบอกที่สามารถบรรจุเซิฟเวอร์หลายพันเซิฟเวอร์ไว้ด้วยกัน pod เหล่านี้อาจจะถูกวางไว้บนพื้นทะเลหรือลอยอยู่ในน้ำโดยยึดกับสายไฟที่พื้นทะเล ในความลึก 50 ถึง 200 เมตร และไม่กี่กิโลเมตรจากฝั่ง pod จะคงอยู่ในจุดเดิมจนกระทั่งมีการเปลี่ยนแปลงกับเครื่อเซิฟเวอร์ที่อยู่ด้านใน จะเห็นได้ว่าเป็นการติดตั้งแบบ “lights out” เต็มตัว นั่นคือ ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีอากาศ ผู้ควบคุมสามารถแก้ไขระบบด้วยการเชื่อมต่อจากภายนอกเท่านั้น

การบรรจุเซิฟเวอร์เข้าไปใน pod Credit: Microsoft

pod เหล่านี้สามารถผลิตและส่งต่อไปตามสถานที่ต่างๆทั่วโลกเพื่อติดตั้งได้อย่างง่าย และไม่เหมือนกับบนพื้นดิน บรรยากาศใต้ทะเลนั้นค่อนข้างจะเหมือนกันหมดทุกที่บนโลก ฉะนั้นการปรับแต่ง pod จึงไม่จำเป็นอีกต่อไป ขั้นตอนที่ง่ายและรวดเร็วเหล่านี้จะทำให้ผู้ให้บริการสามารถขยายขนาดของบริการไปพร้อมๆกับการเติบโตของความต้องการของลูกค้า เป้าหมายของ Natick คือการสร้าง data center ใต้น้ำ ณ ที่ใดก็ตามในโลกให้ได้ภายใน 90 วันหลังการตัดสินใจ deploy

ประการที่สองคือเรื่องตำแหน่งของ data center

การเลือกสถานที่ตั้งของ data center ปัจจุบันนั้นมีปัจจัยร่วมกัน 4 อย่างหลัก คือค่าบริการไฟฟ้าไม่แพง สภาพอากาศเย็นพอสมควร ที่ดินถูก และไม่เป็นที่รบกวนประชาชนรอบข้าง ปัจจัยเหล่านี้บางครั้งก็กลายมาเป็นข้อจำกัดที่ผลักให้ data center ต้องออกไปตั้งอยู่ในจุดที่ห่างไกลจากผู้ใช้อินเทอร์เน็ต และทำให้เวลาในการตอบสนองของเซิฟเวอร์ช้า ทั้งที่ปัจจุบันความต้องการการตอบสนองที่เร็วนั้นเพิ่มขึ้นสูงมากอย่างไม่เคยมีมาก่อน

อาจจะเป็นที่น่าแปลกใจอยู่ไม่น้อยสำหรับผู้อ่านว่าเกือบครึ่งของประชากรโลกนั้นอาศัยอยู่ภายในรัศมี 100 กิโลเมตรจากทะเล ฉะนั้นการสร้าง data center ใต้ทะเลก็คือการเขยิบ data center เข้ามาใกล้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมากขึ้นนั่นเอง

ประการที่สาม data center ใต้น้ำจะช่วยประหยัดค่าทำความเย็นไปได้มาก

ในอดีต data center มักติดตั้งอุปกรณ์ทำความเย็นที่คอยทำงานเป็นเครื่องปรับอากาศภายในอาคาร เครื่องปรับกาศนี้จะรักษาอุณหภูมิภายในที่ 18 ถึง 27 องศาเซลเซียส ทว่าในบางครั้งก็ใช้ไฟเกือบเท่ากับที่เครื่องเซิฟเวอร์ใช้ ผู้ให้บริการบางเจ้าจึงเปลี่ยนไปใช้ระบบ free-air cooling ซึ่งคือการใช้ประโยชน์จากอากาศภายนอกมาปรับความเย็นให้กับเซิฟเวอร์ แม้วิธีนี้จะลดค่าใช้จ่ายเหลือเพียง 10-30% แต่ก็เป็นระบบที่อิงกับสภาพอากาศภายนอกและใช้ทรัพยากรน้ำจำนวนมากในการช่วยปรับความเย็นให้อากาศ ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาขาดแคลนในหน้าแล้งหรือน้ำกัดเซาะอุปกรณ์ใน data center ได้ง่าย

ปัญหาเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นเมื่อเรายก data center ลงไปไว้ใต้น้ำ Natick มีระบบแลกเปลี่ยนความร้อนภายใน pod เป็นน้ำและนำน้ำนี้ไปหมุนเวียนกับน้ำเย็นข้างนอก pod แน่นอนว่าประสิทธิภาพของวิธีนี้ย่อมขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของน้ำในทะเล แต่จากธรรมชาติของทะเล เมื่อลงไปลึกถึงระยะหนึ่ง อุณหภูมิใต้น้ำจะมีความเย็นที่เพียงพอ เช่นในรัฐที่ร้อนจัดอย่างฟลอริด้า ที่ความลึก 200 เมตร ใต้ท้องทะเล อุณหภูมิของน้ำจะอยู่ที่ต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียสตลอดปี

Leona Philpot – data center ใต้น้ำตัวแรก

ส่ง Leona Philpot ลงใต้ทะเลที่ความลึก 11 เมตร Credit: Microsoft

ตามที่ได้กล่าวไปข้างต้น ทีมงาน Natick ได้ส่ง ‘Leona Philpot’ โปรโตไทป์ตัวแรกลงไปใต้ท้องทะเลลึก 11 เมตรเป็นเวลา 105 วัน ตลอดเวลาการทดลองนี้ pod ได้ใช้พลังงานไปเพียง 3% ของพลังงานที่ถูกใช้ใน data center ที่ใช้ระบบทำความเย็นแบบดั้งเดิม โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยนประมาณเดียวกันหรือต่ำกว่า นอกจากนี้ pod ยังปลอดภัยจากความเสี่ยงต่ออุปกรณ์ต่างๆเพราะมีความเป็นสูญญากาศปราศจากละอองน้ำและฝุ่น

ข้อมูลทั้งหมดใน pod ของ Natick จะถูก encrypt และใช้มาตรการด้านความปลอดภัยมาตรฐานเดียวกับ data center อื่นๆของไมโครซอฟต์ และแม้ยากที่จะมีใครเข้าถึง data center ใต้ทะเลเอง ตัว pod ยังมีเซ็นเซอร์คอยตรวจตราสิ่งรอบๆตัวรวมทั้งผู้เยี่ยมชมที่ไม่ได้รับเชิญ

Data center ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

อีกเป้าประสงค์หนึ่งของ Project Natick นี้คือสร้าง data center ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยทีมงานได้มีความพยายามให้ data center ใต้น้ำใช้พลังงานจากแหล่งที่ทดแทนได้ เช่นโรงไฟฟ้าพลังลม หรือการสร้างไฟฟ้าจากคลื่นหรือกระแสน้ำทะเล

การวาง data center ใต้น้ำใกล้กับแหล่งพลังงานดังกล่าวจะส่งผลดี 2 เรื่อง คือ 1) สามารถขอให้โรงไฟฟ้าจ่ายไฟฟ้าที่มีแรงดันต่ำกว่าไฟฟ้าตามสายทั่วไป ลดความจำเป็นในการแปลงไฟ และ 2) การใช้ไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานจากธรรมชาติจะก่อให้เกิด redundancy ของแหล่งไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ

ผู้อ่านอาจมีข้อสงสัยเพิ่มเติมในผลกระทบจากระบบแลกเปลี่ยนความร้อนซึ่งจะระบายน้ำที่มีอุณหภูมิสูงกว่าปกติออกสู่ภายนอก ในส่วนนี้ทางทีมงาน Natick ได้ศึกษามาแล้วว่าการระบายน้ำออกก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิน้อยมากจึงไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ความท้าทายที่ต้องสู้กันต่อไป

หนึ่งในความท้าทายที่ทีมงานขบคิดกันมาตั้งแต่เริ่มคือการรับมือกับสัตว์น้ำจำพวกเพรียงทะเลที่จะมาเกาะอาศัยอยู่บน pod และดึงดูดสัตว์น้ำอื่นๆเข้ามาสร้างระบบนิเวศน์ ตัว pod เองนั้นถูกออกแบบให้การกลายมาเป็นบ้านของสัตว์ทะเลไม่เป็นอุปสรรคต่อการหมุนเวียนของความร้อน แต่จุดที่น่ากังวลใจคือบริเวณระบบแลกเปลี่ยนความร้อนภายนอกที่อาจโดนสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ก่อกวนได้ง่าย

สภาพ pod ที่ถูกสิ่งมีชีวิตใต้น้ำมาอาศัยเป็นบ้าน Credit: Microsoft

ทีมงาน Natick เองได้มีการทดลองแก้ปัญหานี้หลายวิธี เช่นการใช้วัสดุที่ต้านการเกาะตัวของสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล การไล่ด้วยรังสี UV หรือการใช้คลื่นเสียงรบกวน ทว่ายังไม่ได้ผลเป็นที่น่าพอใจนัก แม้ในการทดลองที่ผ่านมาจะไม่มีสัตว์ทะเลมารบกวนในส่วนของการแลกเปลี่ยนความร้อนเลยแม้แต่น้อย แต่ก็ยังนับเป็นหนึ่งในปัญหาที่ทีมงานต้องต่อสู้กันต่อไป

อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่ทีมงานกังวลที่สุด คือปัญหาความเสียหายที่เกิดกับอุปกรณ์ภายใน pod เนื่องจาก pod ถูกออกแบบมาให้ไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบข้างในได้ การซ่อมแซมจึงจะต้องถูกทำโดยอัตโนมัติหรือด้วยคำสั่งจากภายนอกเท่านั้น การแก้ปัญหาข้อนี้ประจวบเหมาะกับโครงการของ Microsoft เองที่กำลังพัฒนาโซลูชั่นการตรวจสอบปัญหาและแก้ไขโดยโดยไม่พึ่งพาคำสั่งของมนุษย์เพื่อไปใช้ใน data center อื่นๆเช่นกัน ฉะนั้นในอนาคตจะได้เห็นเทคโนโลยีนี้ถูกนำมาใช้ใน Natick แน่นอน

ยก pod ขึ้นจากน้ำ หลังการทดลอง 105 วัน Credit: Microsoft

ด้วยความต้องการใช้งาน data center ที่สูงขึ้นทุกวัน การคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยี data center ที่ทั้งทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการก้าวไปสู่อนาคต อีกไม่นาน เราอาจได้เห็นการก่อสร้าง data center มากขึ้นเรื่อยๆ

หรืออาจจะไม่เห็นเลย เพราะพวกมันจะย้ายลงไปอยู่ใต้ทะเลแล้ว

ที่มา: http://spectrum.ieee.org/computing/hardware/want-an-energyefficient-data-center-build-it-underwater

ที่มา: https://www.techtalkthai.com/microsofts-underwater-data-center/

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1363933143671501

 

สุดตื่นเต้น! นักวิทย์อาจเจอ ‘เอเลี่ยน’ บนดาวเคราะห์ใหม่ ภายใน 10 ปีนี้

ต้องถือเป็นเรื่องสุดฮือฮาสำหรับชาวโลก เมื่อนักดาราศาสตร์ประจำสถาบันกล้องโทรทรรศน์อวกาศ ’สปิตเซอร์’ ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (นาซา) ได้มีการแถลงข่าวการค้นพบกลุ่มดาวเคราะห์ใกล้โลก ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับโลกมนุษย์ของเรา จำนวน อย่างน้อยถึง 7 ดวง โคจรอยู่รอบดาวฤกษ์ดวงเดียวกัน และอยู่ห่างจากโลกเพียงแค่ 40 ปีแสง หรือประมาณ 378 ล้านล้านกิโลเมตรเท่านั้นการค้นพบดาวเคราะห์ 7 ดวงโคจรรอบดาวฤกษ์ดวงเดียวกันครั้งนี้ ถูกนำมาเปิดเผยลงในวารสารธรรมชาติ (Nature Journal) ขณะที่ ทีมนักดาราศาสตร์ได้เปิดแถลงข่าวที่สำนักงานใหญ่ของนาซาในกรุงวอชิงตัน ดีซี ในวันเดียวกัน เมื่อ 22 ก.พ.ที่ผ่านมา จนถือเป็นเรื่องตื่นเต้นสุดๆ ระดับ ‘ซุปเปอร์ เอ็กซ์ไซต์’ (Super Exite) ของบรรดานักดาราศาสตร์ทั่วโลก

ไมเคิล กิลลอน อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัย Liege ในเบลเยียม และนักดาราศาสตร์ ซึ่งเป็นผู้เขียนบทความคนสำคัญในการค้นพบครั้งนี้ลงใน วารสารธรรมชาติ กล่าวด้วยความตื่นเต้นว่า การค้นพบกลุ่มดาวเคราะห์ ที่มีลักษณะคล้ายโลกโคจรรอบดาวฤกษ์ ที่ส่องแสงสุกสว่างดวงเดียวกันแบบนี้ ถือเป็นการพบครั้งแรกเลยทีเดียว!!

**เผยที่มาวิธีค้นพบ ใช้กล้องโทรทรรศน์ แทรพพิสต์

ทีมนักดาราศาสตร์ได้ใช้กล้องโทรทรรศน์ TRAPPIST หรือ แทรพพิสต์ (Transiting Planets and Planeteslmals Small Telescope) ที่ติดตั้งอยู่ในประเทศชิลี ในการสังเกตแสงดาว รวมถึงความสว่างของดาวที่เปลี่ยนแปลงไป และนักดาราศาสตร์ได้พบดาวเคราะห์ 2 ดวงแรกในกลุ่มดาวเคราะห์นี้ ในเดือนพฤษภาคม ปี 2559

การค้นพบนี้ เริ่มจาก นักดาราศาสตร์สังเกตเห็นเงาเล็กน้อย มีลักษณะเหมือนการเกิด ‘คราส’ หรือเงาบนดาวเคราะห์ (การเกิดคราส นั้น เกิดจากดาวเคราะห์โคจรเข้ามาอยู่ในแนวเดียวกัน จนบังแสงจากดาวฤกษ์ไว้ทำให้เกิดเงามืด) จากนั้น ทีมนักดาราศาสตร์ได้เฝ้าสังเกตเพิ่มเติม และยืนยันว่าเป็นการเกิดคราสบนดาวเคราะห์

ต่อมา ในเดือนกรกฎาคม 2559 นักดาราศาสตร์สามารถบ่งชี้ว่า ดาวเคราะห์ที่ใกล้กันที่สุด 2 ดวงนี้ เป็นดาวที่มีชั้นบรรยากาศ ซึ่งมีความหนาแน่นมากกว่า และมีความคล้ายคลึงกับโลกของเรา รวมทั้งดาวศุกร์ และดาวอังคาร

ไม่หยุดเพียงเท่านี้ เครือข่ายของนักดาราศาสตร์ทั่วโลกได้ใช้กล้องโทรทรรศน์ที่มีคุณสมบัติเหมือนกล้องแทรพพิสต์ และเหมือนกล้องสปิตเซอร์ศึกษาเฝ้าดูไปยังบริเวณดาวเคราะห์ทั้งสองดวงด้วยความสนใจ จากนั้นจึงได้พบดาวเคราะห์อีกถึง 5 ดวง โดยจากการศึกษา สามารถกำหนดระยะเวลาในการโคจรของดาวเคราะห์เหล่านี้ที่มีขนาดใกล้เคียงกับโลก, ระยะห่างของดาวเคราะห์, รัศมีของดาว และมวลของดาวเคราะห์

 

** สุดมหัศจรรย์.. เจอระบบ ‘แทรพพิสต์-วัน’

ต่อแต่นี้ พวกเราคงจะได้ยินคำว่า ระบบแทรพพิตส์-วัน กันบ่อยขึ้น หลังจากนักดาราศาสตร์ประจำสถาบันกล้องโทรทรรศน์อวกาศ ’สปิตเซอร์’ ได้พบดาวเคราะห์อย่างน้อย 7 ดวง ซึ่งบางทีอาจเป็นดาวเคราะห์หิน โคจรรอบดาวแคระขาว (ultracool dwarf star) ดวงเดียวกันหรือให้เข้าใจง่ายมากขึ้น ดาวแคระขาวก็คือดวงอาทิตย์ขนาดเล็ก โดยตั้งชื่อให้ว่า ‘แทรพพิสต์-วัน’ (Trappist-1) ด้วยเหตุนี้ จึงเรียกระบบที่คล้ายคลึงกับระบบสุริยะของเราระบบนี้ว่า ระบบ ‘แทรพพิสต์-วัน

**ดาวเคราะห์ 3 ใน 7 ดวง อาจมีมหาสมุทร!!

การศึกษาค้นคว้า ทำให้นักดาราศาสตร์ยังคาดว่า บนดาวเคราะห์ทั้ง 7 ดวง อาจมีน้ำในลักษณะของเหลว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต ภายใต้อุณหภูมิที่เหมาะสม และมีโอกาสที่ดาวเคราะห์ 3 ใน 7 ดวง คือ Trappist-1e, f และ g อาจมีน้ำ หรือแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ถึงขนาด มหาสมุทร อยู่บนผิวดาวเคราะห์มากที่สุดด้วย

โดยเฉพาะ Trappist-1f นักดาราศาสตร์เชื่อว่า เป็นดาวเคราะห์ที่มีสภาพเหมาะสมที่สุดสำหรับสิ่งมีชีวิตมากที่สุด เนื่องจากมีอุณหภูมิเย็นกว่าโลก แต่ก็มีบรรยากาศที่เหมาะสม และก๊าซเรือนกระจกที่พอเพียง

**อีก 10 ปีนี้ เราอาจได้รู้ว่า มี มนุษย์ต่างดาวที่แทรพพิสต์-วัน?

‘ที่นี่ พวกเรามีเป้าหมายที่ถูกต้องในการเริ่มค้นหาสิ่งมีชีวิต’ Dr.Amaury Triaud นักดาราศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ในอังกฤษ ซึ่งร่วมในการเขียนบทความการค้นพบระบบแทรพพิสต์-วัน กล่าวด้วยความตื่นเต้นและความหวัง พร้อมกับพูดว่า ‘ภายใน 10ปีข้างหน้านี้ พวกเราอาจจะได้รู้ว่า พวกเราอยู่เพียงลำพังในจักรวาลนี้หรือไม่ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อมากเลยทีเดียว’

Dr.Amaury Triaud ยังกล่าวด้วยว่า พวกเราได้ไปสู่ก้าวสำคัญในการค้นหาสิ่งมีชีวิต ที่ระบบแทรพพิสต์-วัน เพราะที่ผ่านมา นักดาราศาสตร์ยังไม่เคยพบระบบของกลุ่มดาวเคราะห์ ที่มีขนาดเท่ากับโลกเช่นนี้มาก่อนเลย

**ช่วยตอบคำถามคาใจ ‘พวกเราอยู่ลำพังในจักรวาลนี้หรือไม่’

ด้านโธมัส เซอร์บูเชน ผู้ร่วมบริหารโครงการนี้ของนาซา กล่าวว่า การค้นพบนี้ อาจเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการค้นพบสิ่งแวดล้อมที่เหมาะกับการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต สถานที่สำหรับสิ่งมีชีวิต และยังเป็นการตอบคำถามว่า พวกเราอยู่ลำพังหรือไม่? ซึ่งเรื่องนี้เป็นหัวข้อสำคัญทางวิทยาศาสตร์มาช้านาน และการพบดาวเคราะห์จำนวนมากโคจรรอบดาวดวงเดียวกันเช่นนี้ ใน habitatable Zone เป็นครั้งแรก ถือเป็นก้าวสำคัญในการก้าวไปสู่เป้าหมาย เพื่อไขปริศนาของคำตอบว่า พวกเราอยู่ลำพังในจักรวาลนี้หรือไม่

ขณะที่ ศาสตราจารย์ซารา ซีเกอร์ ศาสตราจารย์ด้านดาวเคราะห์และฟิสิกส์ แห่งสถาบันเทคโนโลยี แมสซาชูเสตต์ ในสหรัฐฯ กล่าวว่า การศึกษาที่ผ่านๆ มา พวกเราเคยค้นพบดาวเคราะห์มามากมายหลายดวง แต่เป็นการพบดาวเคราะห์ที่อยู่ลำพังดวงเดียว

 

ด้วยเหตุนี้ การค้นพบระบบแทรพพิสต์-วัน จึงทำให้ ทั้ง ศาสตราจารย์ซีเกอร์ และนักดาราศาสตร์ทั่วโลกเกิดความรู้สึก ตื่นเต้น ช็อก เป็นเรื่องเหลือเชื่อ แสนจะมหัศจรรย์… เพราะจะนำไปสู่คำตอบที่นักวิทยาศาสตร์รอคอยว่า เราอยู่ลำพังในจักรวาลนี้หรือไม่ ซึ่งบางทีอีกไม่นานเกินรอ ภายใน 10 ปีนี้ เราอาจจะได้รู้กันว่า มี มนุษย์ต่างดาว บนดาวเคราะห์ดวงใดดวงหนึ่งใน ระบบแทรพพิสต์ -วัน หรือไม่

 

ที่มา  http://www.thairath.co.th/content/865482

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1361609640570518

 

เตรียมย้ายดาว! NASA ประกาศการค้นพบ 7 ดาวเคราะห์ดวงใหม่ลักษณะคล้ายโลก

9665_17022315590407

น่าตื่นเต้นสุดๆ กับข่าวที่นาซ่า (NASA) เพิ่งแถลงการณ์ไปเมื่อวาน เกี่ยวกับการค้นพบดาวเคราะห์ใหม่ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับโลกทั้ง 7 ดวง ซึ่งโคจรอยู่รอบๆ ดาวฤกษ์ดวงหนึ่ง ในลักษณะคล้ายคลึงกับระบบสุริยะจักรวาลของเรา นับเป็นก้าวสำคัญต่ออนาคตของมนุษยชาติเลยก็ว่าได้ ยิ่งไปกว่านั้นผู้ค้นพบยังเชื่อว่าดาวเคราะห์ 3 ใน 7 ดวงที่ถูกค้นพบนี้ มีอุณหภูมิ สภาพแวดล้อม และองค์ประกอบสำคัญอย่างเช่น น้ำในสถานะของเหลว ที่คาดว่าน่าจะใช้เป็นที่อยู่ของสิ่งมีชีวิตได้

ระบบสุริยจักรวาลใหม่นี้ ตั้งอยู่ห่างจากโลกของราวๆ 40 ปีแสง หรือประมาณ 235 ล้านล้านไมล์!! สำหรับเราอาจจะดูเป็นระยะทางที่ไกลแสนไกล แต่ในทางดาราศาสตร์ระยะทางดังกล่าวนับว่าใกล้มาก

ส่วนหนึ่งในการค้นพบที่ยิ่งใหญ่นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว พวกเขาค้นพบมันมาก่อนแล้ว 3 ดวง (ดาวฤกษ์ 1 ดวง และดาวเคราะห์ขนาดใกล้เคียงกับโลก 2 ดวง) จากการใช้กล้องโทรทรรศน์ Transiting Planets and Planetesimals Small Telescope (TRAPPIST) ที่ตั้งอยู่ในประเทศชิลี และเรียกพวกมันว่า TRAPPIST-1 ตามชื่อกล้องที่ค้นพบ

9665_170223141141Wg

จากการค้นพบในครั้งนั้น ผสานกับกล้องโทรทรรศน์ Spitzer ของนาซ่าที่อยู่ในอวกาศ พร้อมกับกล้องโทรทรรศน์อีกหลายตัวบนภาคพื้น และของศูนย์สังเกตการณ์ทางตอนใต้ของยุโรป ทำให้เกิดการค้นพบดาวเคราะห์ที่เหลืออีก 5 ดวงเพิ่มเติม รวมทั้งหมดเป็น 7 ดวง

ถ้าประมาณการตามข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับความหนาแน่นดาวเคราะห์พวกนั้นแต่ละดวง ดูเหมือนว่าพวกมันจะประกอบด้วยหินเป็นส่วนใหญ่ แถมการโคจรของพวกมันทั้งหมดรอบดาวฤกษ์ดวงนั้น ยังใกล้มากกว่าระยะการโคจรของดาวพุธ กับดวงอาทิตย์ของเราเสียอีก (ดาวพุธคือดาวเคราะห์ในระบบสุริยะจักรวาลที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด) ซึ่งพวกมันอยู่ใกล้กันมากขนาดที่ว่าหากเราอยู่ที่ดาวดวงหนึ่งในระบบนั้น เราจะสามารถมองเห็นดาวที่เหลือทั้งหมดด้วยตาเปล่าได้เลย

9665_170223151146Zj

แผนการต่อไปของนาซ่าคือการปล่อยกล้องโทรทรรศน์ James Webb ขึ้นในไปในอวกาศอีกตัวในปี 2018 เพื่อช่วยเก็บข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเจ้าระบบสุริยะใหม่นี้ ในการค้นหาองค์ประกอบทางเคมีของน้ำ, ก๊าซออกซิเจน, ก๊าซมีเทน, โอโซน และองค์ประกอบอื่นๆ ในชั้นบรรยากาศของดวงดาวพวกนั้น

ความฝันที่มนุษย์จะได้ย้ายไปอาศัยที่ดาวอื่น เหมือนอย่างในหนัง Star Wars หรือ Star Trek มันคงไม่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ในช่วงเร็วๆ นี้แน่ แต่ก็นะ ฝันให้ไกลเข้าไว้ เพราะสักวันเราก็อาจจะไปถึงได้ ใครจะไปรู้

ที่มา : www.techspot.com

 

ค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ 7 ดวงลักษณะคล้ายโลก สิ่งแวดล้อมเหมาะสำหรับสิ่งมีชีวิต

Artist’s impression of the TRAPPIST-1 planetary system

Artist’s impression of the TRAPPIST-1 planetary system

คณะนักดาราศาสตร์ระหว่างประเทศเปิดเผยการค้นพบดาวเคราะห์ ในระบบดาวแห่งใหม่ที่มีลักษณะคล้ายกับโลกมนุษย์ ถึง 7 ดวง ห่างจากโลกราวๆ 40 ปีแสง

Artist’s impression of the ultracool dwarf star TRAPPIST-1 and its three planets

Artist’s impression of the ultracool dwarf star TRAPPIST-1 and its three planets

รายงานตีพิมพ์ในวารสาร Nature เมื่อวันพุธ (22 ก.พ.) ตามเวลาสหรัฐฯ ระบุว่าดาวเคราะห์ที่มีขนาดพอๆ กับโลกมนุษย์ทั้ง 7 ดวงนี้ มีมวลน้อยกว่าหรือเกือบจะเท่ากับโลกของเรา

ขณะเดียวกันอุณหภูมิบนพื้นผิวก็เชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่อาจจะมีของเหลวหรือน้ำได้ ซึ่งเป็นลักษณะบ่งชี้ของสภาพที่เอื้ออำนวยต่อการมีสิ่งมีชีวิต

This illustration shows the possible surface of TRAPPIST-1f, one of the newly discovered planets in the TRAPPIST-1 system. Scientists using the Spitzer Space Telescope and ground-based telescopes have discovered that there are seven Earth-size planets in

This illustration shows the possible surface of TRAPPIST-1f, one of the newly discovered planets in the TRAPPIST-1 system. Scientists using the Spitzer Space Telescope and ground-based telescopes have discovered that there are seven Earth-size planets in

ดาวเคราะห์ทั้ง 7 ดวงค้นพบว่าโคจรในระบบดาวแทรปปิสต์ 1 (TRAPPIST-1) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ค้นพบระบบดาวเคราะนอกระบบสุริยะที่เป็นดาวเคราะห์ขนาดใกล้เคียงกับโลกทั้งหมด

คุณ Michaël Gillon นักดาราศาสตร์จาก University of Liège ในเบลเยี่ยม กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่คณะนักดาราศาสตร์ได้ค้นพบระบบดาวที่น่าประทับใจนอกระบบสุริยะนี้

ซึ่งไม่ใช่เพียงเป็นการพบดาวเคราะห์หลายๆ ดวงเท่านั้น แต่ยังพบว่าดาวเคราะห์ทั้งหมดมีขนาดเดียวกับโลกมนุษย์อย่างน่าเหลือเชื่อ

ที่มา http://www.voathai.com/a/new-earth-trappist1/3736267.html