คลังเก็บรายเดือน: มกราคม 2017

ถ้าจู่ๆ โลกหยุดหมุนกะทันหันจะเกิดอะไรขึ้น นี่คือ 5 คำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ที่มนุษยชาติต้องสะพรึง โดยเฉพาะข้อสุดท้ายไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นแน่ มาดู

นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าอีกไม่เกิน 1,000 ปีข้างหน้า โลกมีโอกาสหยุดหมุนโดยกะทันหัน และนี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้มนุษยชาติต้องล่มสลาย ในทุกวันโลกจะทำหน้าที่หมุนรอบตัวเอง การหมุนรอบตัวเองของโลกก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ เช่น เหตุการณ์น้ำขึ้นน้ำลง กลางวันและกลางคืน และหากจู่ๆ โลกหยุดหมุนโดยกะทันหัน
โลกของเราจะเป็นยังไงต่อไป นี่คือคำอธิบายจากนักวิทยาศาสตร์ที่ทำให้มนุษยชาติต้องสะพรึง

1. เกิดลมพายุรุนแรง
เมื่อโลกหยุดหมุน สภาพอากาศในโลกจะเปลี่ยนแปลงโดยฉับพลัน เกิดลมพายุที่มีอัตราความเร็วลมกว่า 1,700 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเร็วของลมสามารถพัดพาทุกสรรพสิ่งบนโลก ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้, อาคาร และตึกสูง ให้พังพินาศภายในระยะเวลาไม่นาน

2. คลื่นยักษ์
พื้นที่ที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำอย่างทะเลจะเกิดคลื่นยักษ์ขนาดใหญ่ ที่อาจมีความรุนแรงมากกว่าคลื่นสึนามิหลายร้อยเท่าและหลังจากนั้นทุกพื้นที่จะเกิดน้ำท่วมขังสูง

3. หนึ่งวันเท่ากับ 1 ปี
เมื่อโลกไม่ทำหน้าที่หมุนรอบตัวเองอีกต่อไป วันเวลาในโลกจึงเปลี่ยนแปลง พระอาทิตย์จะอยู่กับเรายาวนานถึง 6 เดือน และหลังจากพระอาทิตย์ตก เราจะเจอกับค่ำคืนที่ยาวนานอีก 6 เดือน ทำให้วันเวลาบนโลกยาวนานขึ้นจากเดิม 365 วันเท่ากับ 1 ปี กลายเป็น 365 วันเท่ากับ 1 วัน

4. สนามแม่เหล็กของโลกถูกทำลาย
โลกเคยสร้างสนามแม่เหล็กที่เปรียบเสมือนเกราะป้องกัน จากการหมุนรอบตัวเอง เมื่อใดก็ตามที่โลกหยุดหมุนสนามแม่เหล็กจะค่อยๆ หายไป รังสีอันตรายต่างๆ จากนอกโลกจะเข้าสู่โลกโดยไร้ซึ่งเกราะป้องกัน

5. สูญสิ้นมนุษยชาติ
เมื่อโลกไร้ซึ่งเกราะป้องกัน และสภาพสิ่งแวดล้อมในโลกถูกทำลาย สิ่งมีชีวิตที่หลงเหลืออยู่ในโลก ก็ไม่อาจใช้ชีวิตอยู่ต่อได้ เป็นอันสูญสิ้นมนุษยชาติอย่างสมบูรณ์แบบ

earth01

เรียบเรียง : SpokeDark.TV

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1337396579658491

ไม่ได้โม้! นี่คือสิ่งมีชีวิตขนาดแค่ 1.5 มิลลิเมตร แต่ได้ชื่อว่า ‘ทรหดที่สุดในโลก’ แม้กระทั่งในอวกาศมันยังไปแพร่พันธุ์มาแล้ว มารู้จักกับมันเลย

ถึงจะบิน หรือปล่อยแสงเลเซอร์จากตาไม่ได้ แต่บางทีพลังเหนือชั้นของซุปเปอร์แมนก็อาจทำอะไรสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กจิ๋วที่มีชื่อว่า Tardigrades หรือ หมีน้ำ ไม่ได้เหมือนกัน เพราะถึงจะมีขนาดตัวเมื่อโตเต็มที่แล้วเพียง 1.5 มิลลิเมตร แต่สิ่งมีชีวิตชนิดนี้กลับสามารถถูกพบได้ทั่วโลก ตั้งแต่ยอดเขาหิมาลัยที่ความสูงกว่า 6,000 เมตร จนถึงใต้ทะเลลึกถึง 4,000 เมตร แถมยังสามารถทนความหนาวเย็นได้ถึง -200 องศาเซลเซียส และอยู่ได้แบบสบายๆ ในอุณหภูมิที่สูงถึง 150 องศาเซลเซียส หรือถ้าต้องเผชิญหน้ากับสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะกับการดำรงชีวิต มันก็สามารถจำศีลได้นานถึง 100 ปีอีกด้วย

Water bear tun

นอกจากนี้ พวกมันสามารถทนต่อรังสีได้มากกว่ามนุษย์ถึง 1,000 เท่า และเคยมีการนำมันส่งขึ้นไปในอวกาศพร้อมกับยาน FOTON-M3 เมื่อปี ค.ศ. 2007 โดยที่ไม่มีอุปกรณ์ช่วยดำรงชีพใดๆ ทั้งสิ้น แต่ปรากฏว่า…นอกจากพวกมันจะรอดชีวิตกลับมาได้ครบทุกตัวแล้ว แถมยังออกลูกออกหลานในอวกาศด้วย?!?

เรียบเรียง : SpokeDark.TV

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1338487266216089

NVG แว่นมองกลางคืนกับเทคโนโลยีสุดล้ำ รู้ราคาแล้วจะสะดุ้งอันละล้านกว่าๆ แพงตรงไหน มาดูสเปกกัน

L-3 GPNVG-18 – ANVIS เป็นแว่นมองกลางคืนรุ่นใหม่ที่พัฒนาโดยบริษัท TNVC ปกติแล้วแว่นมองกลางคืนแบบมาตรฐานที่ใช้กันทั่วไป มุมมองสายตาเมื่อใส่แว่นจะมีระยะจำกัดไม่เกิน 40° แต่กล้องตัวใหม่ที่ TNVC ได้พัฒนาออกมานั้นใช้เลนส์ 18 มม. 4 ตัว แบ่งเป็นข้างละคู่ เมื่อผู้ใช้สวมแว่นภาพที่เห็นก็จะมองได้กว้างขึ้นถึง 97° เลยทีเดียว แค่นั้นยังเจ๋งไม่พอ แต่ละภาพที่ปรากฏบนจอภาพยังให้ภาพที่มองดูมีมิติมากขึ้นกว่ารุ่นเก่าๆ ที่จะเป็นเพียงภาพแบนๆ เท่านั้น

1

ตัวเครื่องทำงานโดยเชื่อมต่อสายเคเบิลกับแบตเตอรี่ 3V ที่แถมมาพร้อมกัน ส่วนแบตเตอรี่เมื่อชาร์จเต็มแล้วสามารถที่จะใช้งานต่อเนื่องได้นาน 30 ชม. ตัวแว่นก็ถือว่ามีน้ำหนักที่เบาพอสมควร เพียงแค่ 765 กรัมเท่านั้น รองรับการติดตั้งเข้ากับ Combat Helmet รุ่นใหม่ทุกประเภท

2

38,000 เหรียญสหรัฐ (1,330,000 บาท) คือราคาค่าตัวของเจ้าแว่นรุ่นนี้ ในเมื่อล้ำขนาดนี้แน่นอนว่าราคาก็จะต้องแรงไปด้วย แต่ก็ใช่ว่ามีเงินจะหาซื้อได้ เพราะเนื่องจากแว่นมองกลางคืนถือว่าเป็นยุทธภัณฑ์ชนิดหนึ่ง ในประเทศที่มีกฎหมายห้ามครอบครอง ทางบริษัทก็จะสงวนสิทธิ์ไม่ขายให้ เอาไว้ดูเป็นข้อมูลแล้วกันเนอะ

ที่มา : tnvc.com
เรียบเรียง : SpokeDark.TV

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1335791586485657

2018 Toyota Camry: Made in America, great again

เปิดตัว 2018 Toyota Camry ใหม่ ปรับภาพลักษณ์สปอร์ตเต็มพิกัด

2018 Toyota Camry เวอร์ชั่นอเมริกาเหนือใหม่ ถูกเปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วที่งานดีทรอยต์มอเตอร์โชว์ 2017 ปรับดีไซน์ใหม่หมดจดเพิ่มความสปอร์ตทะลุพิกัด

2018 โตโยต้า คัมรี่ ใหม่ ที่เปิดตัวในงานดังกล่าวเป็นเวอร์ชั่นสำหรับวางจำหน่ายในอเมริกาเหนือ ซึ่งไทยเองก็ได้นำรุ่นที่แล้วเข้ามาจำหน่ายในชื่อ Camry Esport ขณะที่รุ่นใหม่ถูกพัฒนาขึ้นบนแพล็ตฟอร์ม TNGA – Toyota New Global Architecture โดยโครงสร้างตัวถังมีการเพิ่มวัสดุที่มีความแข็งแรงสูง พร้อมทั้งใช้เทคโนโลยีอัดฉีดโลหะเพื่อเพิ่มความแข็งแรง โดยไม่ทำให้น้ำหนักตัวรถเพิ่มขึ้นมากเกินไป

aHR0cDovL3AzLmlzYW5vb2suY29tL2F1LzAvdWQvMTEvNTY2MjUvMDEuanBn

 

108

คัมรี่ ใหม่ จะมีวางจำหน่ายทั้งหมด 4 รุ่นย่อย ได้แก่ LE, XLE, SE และ XSE โดยรุ่น SE และ XSE จะได้รับการตกแต่งในดีไซน์สปอร์ต ทั้งกันชนด้านหน้าพร้อมช่องดักลมขนาดใหญ่ตกแต่งด้วยสีดำ กระจังหน้าที่ออกแบบรับกับชุดไฟหน้า กระจกมองข้างติดตั้งบริเวณตัวถังประตู แนวขอบประตูออกแบบให้ดูโฉบเฉี่ยวมากขึ้น พร้อมไฟท้ายดีไซน์ใหม่ที่ออกแบบให้มีคิ้วเชื่อมลงมาบริเวณกันชนดูแปลกตา กันชนท้ายมีลักษณะคล้ายดิฟฟิวเซอร์ในตัว พร้อมปลายท่อไอเสียแบบ 4 ท่อ อีกทั้งยังมาพร้อมหลังคาสีดำ

112

 

ด้านขุมพลัง 2018 คัมรี่ ที่วางจำหน่ายในอเมริกาเหนือติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน 2.5 ลิตร Dynamic Force Engine ที่ปรับให้ลูกสูบมีระยะชักยาวขึ้น และมีกำลังอัดมากขึ้น พร้อมระบบวาล์วแปรผัน VVT-iE ใหม่ล่าสุด (Variable Valve-Timing-intelligent Electric) ซึ่งถึงขณะนี้ยังไม่มีตัวเลขกำลังสูงสุดออกมา นอกจากนั้น ยังมีเครื่องยนต์บล็อกใหญ่แบบ V6 ความจุ 3.5 ลิตร ที่คาดว่าจะยกมาจาก Highlander และ Sienna นั่นเอง เครื่องยนต์ทั้งสองรุ่นส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดใหม่ล่าสุด

ขณะที่ Camry Hybrid จะถูกติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน 2.5 ลิตร พร้อมเกียร์อัตโนมัติ E-CVT ที่ถูกปรับปรุงใหม่ พร้อมย้ายตำแหน่งแบตเตอรี่ไปวางไว้ใต้เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหลัง ซึ่งจะช่วยเพิ่มพื้นที่บรรทุกสัมภาระท้ายมากขึ้น

103

ห้องโดยสารภายในถูกออกแบบแผงคอนโซลเน้นผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลางมากขึ้น สามารถเลือกติดตั้ง ‘Human Machine Interface’ ที่มาพร้อมหน้าจอมาตรวัดความเร็วขนาด 7 นิ้ว หน้าจออินโฟเทนเม้นท์ขนาดใหญ่พร้อมระบบ Entune 3.0 ที่ปรับอินเตอร์เฟซให้ดูใกล้เคียงกับสมาร์ทโฟนมากขึ้น สามารถเลือกระบบกระจายสัญญาณ Wi-Fi และระบบเสียงเซอร์ราวด์จาก JBL เป็นออพชั่นเสริมได้

ส่วนบ้านเราคงต้องรออีกสักระยะ

อ้างอิง http://auto.sanook.com/

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1339294032802079

การเรียนการสอนฟิสิกส์ผ่านทางเน็ตผ่านทางมือถือ ที่ค่ายวิทย์ โรงเรียนสิงห์บุรี 29 มกราคม 60

ผ่านทางห้องเรียนฟิสิกส์ราชมงคล

ใช้มือถือ ในการเรียนการสอน

http://nuclear.rmutphysics.com/e-learning/

 

https://youtu.be/hGNpz0g7EPw

คะแนนทั้งหมดคลิกที่นี่  pdf

เฉลี่ย   71.13

เต็ม   87

สูงสุด   84

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1335342303197252

LINE มาแปลกคนใช้ลดลงแต่ทำเงินได้มากขึ้น

LINE เแพลตฟอร์มแชทยอดนิยมในเอเชียมีจำนวนผู้ใช้ลดลง แต่รายได้ที่เข้ามากลับเพิ่มมากขึ้นพุ่งสูงถึง9พันล้านเหรียญสหรัฐ

วันนี้(30ม.ค.60)ในแต่ละปีมักจะมีการเปิดเผยตัวเลขจำนวนผู้ใช้ระบบโซเชียลเน็ตเวิร์คของแบรนด์แต่ละราย ซึ่งปีที่ผ่านมาทั้ง Facebook และ WhatsApp ต่างรายงานตัวเลขจำนวนผู้ใช้ที่มีอัตราเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนทางด้าน LINE แพลตฟอร์มแชทยอดนิยมในเอเชียกลับมีจำนวนลดลง แต่รายได้ที่เข้ามากลับเพิ่มมากขึ้น

แพลตฟอร์มแชทยอดนิยมรายงานตัวเลขของผู้ใช้ช่วงเวลาตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม ปี 2016 ปรากฏว่ามีจำนวนลงลงจากเดิม 220 ล้านยูสเซอร์ เหลือ 217 ล้านยูสเซอร์ ลดลงถึง 3 ล้านยูสเซอร์ ยิ่งไปกว่านั้นช่วงเวลาหลัง6 เดือนที่ LINE ออก IPO ที่ New York Stock Exchange  ณ ขณะนั้นมูลค่าบริษัทพุ่งสูงถึง9พันล้านเหรียญสหรัฐ

จากการประเมินในปัจจุบันลดลงเหลือ8พันล้านเหรียญสหรัฐปัจจุบันต้องยอมรับว่าฐานผู้ใช้ LINE ยังเกาะกลุ่มอยู่ในสี่ประเทศหลัก ได้แก่ ไทย, ญี่ปุ่น, ไต้หวัน และอินโดนิเซีย แต่อัตราการใช้งานในสี่ประเทศเหล่านี้ยังคงเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเดิมมีอัตราส่วน 67.3% ในปีที่แล้ว เพิ่มเป็น 77% ในปีนี้

ซึ่งการใช้งาน LINE หากนับเพียงผู้ใช้ในประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจาการใช้งาน LINE ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกลุ่มวัยรุ่น วัยทำงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังกระจายเพิ่มมากขึ้นในกลุ่มผู้สูงอายุ

นอกจากนี้ LINE ยังมีบริการในด้านการทำธุรกิจที่เรียกว่า LINE@ เข้ามาช่วยในการดำเนินธุรกิจไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง ไปจนถึงธุรกิจขนาดใหญ่ นับเป็นช่องทางที่ช่วยสร้างรายได้ให้กับ LINE ร่วมกับบริการอื่นๆ

ที่มา : http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=127284&t=news

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1334957989902350

นักวิทย์เตรียมวัดความสูงยอดเอเวอเรสต์ใหม่

นักวิทยาศาสตร์อินเดียเตรียมส่งทีมสำรวจ วัดระดับความสูงของยอดเขาเอเวอเรสต์ เป็นจุดสูงที่สุดของพื้นโลกใหม่ 

วันนี้ (25ม.ค.60) พล.อ.สวาร์นา ซุบบา ราโอ นักสำรวจชั้นนำของอินเดีย กล่าวว่า เตรียมจัดส่งทีมสำรวจคณะนักวิทยาศาสตร์เดินทางไปประเทศเพื่อนบ้านเนปาล เพื่อทำการตรวจวัดยอดเขาเอเวอเรสต์ โดยหวังว่าจะทำให้ยุติการถกเถียง เกี่ยวกับความสูงที่แท้จริงของยอดเขาที่อยู่บนเทือกเขาหิมาลัย

ทั้งนี้ แผ่นดินไหวรุนแรงวัดได้ 7.8 แมกนิจูด จุดศูนย์กลางอยู่ลึกใต้ดินเพียง 11 กม. เขย่าประเทศเนปาลเมื่อวันที่ 25 เม.ย.และ 7.3 แมกนิจูด เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2558 มีผู้เสียชีวิตประมาณ 8,700 คน บาดเจ็บอย่างน้อย 22,200 คน และทำให้ภูมิทัศน์ทั่วเนปาลเปลี่ยนแปลงไป

ข้อมูลจากดาวเทียมขณะนั้นบ่งชี้ว่า แรงสะเทือนของแผ่นดินไหว ทำให้ระดับความสูงของยอดเขาเอเวอเรสต์ลดลง จากความสูงอย่างเป็นทางการที่ 8,848 เมตร (29,029 ฟุต) เหนือระดับน้ำทะเล ประมาณไม่กี่มิลลิเมตรถึง 1 นิ้ว แต่ความสงสัยที่ยังค้างคาตลอดเวลาเกือบ 2 ปีที่ผานมาในชุมชนนักวิทยาศาตร์ ทำให้เกิดการสำรวจครั้งใหม่ เพื่อตรวจวัด โดยคณะนักวิทยาศตร์จะเริ่มออกเดินทางภายใน 2 เดือน และการตรวจวัดคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน บวกกับอีก 2 สัปดาห์ สำหรับการวิเคราห์ข้อมูล ก่อนจะประกาศอย่างเป็นทางการ

เจ้าหน้าที่อินเดีย เปิดเผยว่า ทีมสำรวจ 5 คนจะออกเดินทางช่วงสิ้นสุดฤดูหนาวส และจะตรวจวัดโดยใช้อุปกรณ์บนพื้นดิน เพื่อให้ได้ผลที่เที่ยงตรง

อย่างไรก็ตาม แผ่นดินไหวในเนปาลเมื่อปี 2558 นับเป็นภัยพิบัติครั้งเลวร้ายที่สุดของประเทศในรอบ 80 ปี และเชื่อกันว่ามันทำให้แผ่นเปลือกโลก ใต้เมืองหลวงกรุงกาฐมาณฑุ ขยับเขยื้อนไปทางทิศใต้หลายเมตร

1485821731686

ที่มา : http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=126751&t=news

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1338163686248447

เพียงแค่เราคิดว่า จะทำได้ดีขึ้น ก็จะทำได้ดีขึ้นอย่างที่เราคิด!!

คำกล่าวที่ว่า “คิดอะไรก็ได้อย่างนั้น” มีส่วนถูกอยู่ไม่น้อย เมื่อนักวิจัยได้ค้นพบว่า การบอกกับตัวเองว่า เราจะทำได้ดีขึ้น นั้นมีผลทางจิตวิทยา ทำให้สามารถทำให้ดีขึ้นได้จริง ๆ

ในการศึกษาครั้งนี้ ผู้คนกว่า 44,000 คน เข้าร่วมการทดลองเพื่อหาว่าวิธีการสร้างแรงกระตุ้นตัวเองวิธีใดที่ได้ผล โดยโจทย์ที่นำมาทดสอบในการศึกษาครั้งนี้คือการเพิ่มคะแนนในการเล่นเกมออนไลน์

นักวิจัยศึกษาว่า วิธีการกระตุ้นวิธีใดที่มีประสิทธิภาพในการทำงานมากกว่ากัน โดยวิธีที่นำมาทดสอบในครั้งนี้ได้แก่ การพูดกับตัวเอง การจินตนาการ และการวางแผน”ถ้า-แล้ว” โดยใช้วิธีการเหล่านี้ในขั้นตอนของการแข่งขัน ซึ่งขั้นตอนของการแข่งขันได้แก่ การประมวลผล ผลลัพท์ ควบคุม และ คำสั่ง

ผลการศึกษาชี้ว่า กลุ่มที่พูดกับตัวเอง เช่นพูดว่า “เราจะทำให้ดีขึ้นในครั้งต่อไป” จะทำได้ดีกว่ากลุ่มควบคุม

โดยกลุ่มที่ทำคะแนนได้ดีได้แก่ กลุ่มที่พูดกับตัวเองเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี (บอกตัวเองว่า “เราจะทำคะแนนให้ได้มากกว่าครั้งก่อนๆ”) กลุ่มที่พูดกับตัวเองเพื่อให้ได้กระบวนการที่ดี (บอกตัวเองว่า “เราจะทำได้เร็วกว่าครั้งก่อนๆ”) กลุ่มที่จินตนาการว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดี (จินตนาการว่าได้เล่นเกมและทำคะแนนได้ดีกว่าครั้งก่อนๆ) และจินตนาการว่าจะได้กระบวนการที่ดี (จินตนาการว่าได้เล่นและทำได้เร็วกว่าครั้งก่อนๆ)

นอกจากนี้ นักวิจัยยังได้พบว่า การดูวิดีโอสร้างแรงบันดาลใจสามารถช่วยทำให้ผลงานออกมาดีได้ด้วย โดยผู้เข้าร่วมการทดลองที่ได้ดูวิดีโอก่อนเกมออนไลน์สามารถทำภารกิจได้ดีขึ้น ซึ่งวิดีโอในการศึกษาครั้งนี้คือวิดีโอของไมเคิล จอร์แดน นักวิ่งเหรียญทองโอลิมปิก 4 สมัย ที่พูดถึงการเตรียมความพร้อมด้านจิตใจนอกเหนือจากการเตรียมความพร้อมทางร่างกาย

ส่วนกลุ่มที่สร้างแรงบันดาลใจด้วยการวางแผน “ถ้า-แล้ว” เป็นกลุ่มที่ได้คะแนนน้อยที่สุด แม้ว่าจะเป็นวิธีการที่ได้ผลในชีวิตประจำวันหลายๆงาน

งานวิจัยนี้เป็นของศาสตราจารย์แอนดรูว์ เลน ในสหราชอาณาจักร ได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการ Frontiers in Psychology โดยจุดเด่นคือการรวบรวมอาสาสมัครได้กว่า 44,000 ราย แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 12 กลุ่มและกลุ่มควบคุม 1 กลุ่ม ในขณะที่งานวิจัยทางจิตวิทยาในลักษณะนี้มักจะมีผู้เข้าร่วมการทดลองประมาณ 300 คนและแบ่งออกเป็น 2-3 กลุ่มเท่านั้น

ที่มา : http://www.vcharkarn.com/vnews/505278

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1338419362889546

SPLIT แรง!! เปิดตัวอันดับหนึ่งบ็อกซ์ออฟฟิศ สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ไม่น่าเชื่อว่า เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ภาพยนตร์แนวระทึกขวัญ Split จิตหลุดโลก ของผู้กำกับ เอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน (M. Night Shyamalan) จะมาแรงแซงทะยานขึ้นสู่อันดับหนึ่งบ็อกซ์ออฟฟิศอย่างไม่ยากเย็นอะไร โดยแค่เพียงสองสัปดาห์ก็สามารถกวาดรายได้ไปถึง 26 ล้านเหรียญ จากทุนสร้างแค่เพียง 9 ล้านเหรียญท่านั้น ทิ้งอันดับ 2 อย่าง A Dog’s Purpose ซึ่งทำได้เพียง 18 ล้านเหรียญไปอย่างขาดลอย

SPLIT แรง!! เปิดตัวอันดับหนึ่งบ็อกซ์ออฟฟิศ สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ การที่ภาพยนตร์ A Dog’s Purpose ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร น่าจะมาจากข่าวคราวอื้อฉาวเกี่ยวกับการทารุณกรรมสัตว์ จึงส่งผลให้กระแสของภาพยนตร์ตกลงไปไม่น้อย มาถึงภาพยนตร์แฟรนไชส์ไตรภาคมหากาพย์อย่าง ​​Resident Evil โดย Resident Evil: The Final Chapter ทำรายได้เปิดตัวไปเพียงแค่ 13 ล้านเหรียญเท่านั้น ต้องบอกว่าภาคนี้เป็นภาคที่ทำรายได้เปิดตัวน้อยกว่าทุกภาคที่ผ่านมา โดยภาพยนตร์ Resident Evil ทั้ง 5 ภาคก่อนหน้านี้ สามารถทำรายได้เปิดตัวไม่น้อยกว่า 20 ล้านเหรียญ ภาคนี้เลยถือว่าเป็นการเปิดตัวที่ต่ำที่สุดในประวัติการณ์ มาดูที่อันดับสุดท้ายกันหน่อย นั่นก็คือภาพยนตร์เรื่อง Gold ของพระเอก แมทธิว แม็คคอนาเฮย์ ก็ทำรายได้ไปเพียงแค่ 3 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่ภาพยนต์เข้าชิง 2 รางวัลออสการ์ อย่าง La La Land สามารถกวาดรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ทะลุหนึ่งร้อยล้านเหรียญไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยทำรายได้เพิ่มมาอีก 12 ล้านเหรียญในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา จนทำให้ขณะนี้กวาดรายได้ทั่วโลกไปแล้ว 106 ล้านเหรียญเลยทีเดียว

 

ที่มา : http://news.thaiware.com/9488.html

บรรดาแม่บ้านเตรียมเฮ! นักวิจัยสหรัฐฯ คิดค้นแอปเปิ้ลพันธุ์ใหม่ ปอกทิ้งไว้ยังไงก็ไม่คล้ำ!

บรรดาแม่บ้านเตรียมเฮ! นักวิจัยสหรัฐฯ คิดค้นแอปเปิ้ลพันธุ์ใหม่ ปอกทิ้งไว้ยังไงก็ไม่คล้ำ!

ด้วยรสชาติที่หวานอร่อยและคุณประโยชน์มากมาย จึงไม่แปลกที่แอปเปิ้ลจะเป็นผลไม้โปรดของใครหลายๆ คน แต่สิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่ชอบมันเลยคือเวลาที่เรากินมันไม่หมด อาจจะปอกไว้หรือกัดไปแค่คำสองคำ ไม่ถึงนาทีเนื้อสีขาวผ่องชวนน่าลิ้มลอง ก็จะค่อยๆ คล้ำขึ้นจนกลายเป็นสีน้ำตาลชวนสยองที่ทำให้คนบางคนหมดอารมณ์ที่จะกินมันอีกต่อไป ถึงแม้จะมีวิธีที่ช่วยชะลอให้เนื้อมันเปลี่ยนสีช้าลงสารพัด เช่น การเอาไปแช่น้ำเกลือ ทิ้งไว้ในน้ำตาล ล้างด้วยน้ำมะนาว หรือการเอาไปใส่กล่องสุญญากาศ แต่สุดท้ายสีของเนื้อแอปเปิ้ลก็จะถูกเปลี่ยนไปอยู่ดี

แต่แล้วก็มีนักวิจัยของบริษัท Okanagan Specialty Fruits สามารถตัดต่อดัดแปลงพันธุกรรมบังคับให้ยีนหยุดผลิตเอนไซม์ Polyphenol Oxidase หรือเรียกสั้นๆ ว่า PPO ที่พบได้ในผลไม้หลายชนิดได้สำเร็จ ซึ่งเอนไซม์ดังกล่าวเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เนื้อของผลไม้เกิดการเปลี่ยนสีจากการทำปฏิกิริยากับก๊าซออกซิเจนในอากาศ จนได้เป็นแอปเปิ้ลที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรม (Genetically Modified Organisms – GMO) ชื่อพันธุ์ว่า Golden Delicious ให้เนื้อที่มีสีขาวนวลน่ากินแบบนี้ไปได้นานถึง 3 สัปดาห์! แม้ว่าจะผ่านการปอก หรือการกัดไปแล้วก็ตาม ฟังดูน่ากลัวใช่ไหมครับ จีเอ็มโอเอย พันธุกรรมเอย แต่ไม่ต้องกลัวหรอกครับ เพราะเจ้าแอปเปิ้ล GMO ตัวนี้เป็นนับเป็นผลไม้ดัดแปลงพันธุกรรมตัวแรกที่ถูกรับรองและได้รับตราอนุญาตจากกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (United States Department of Agriculture – USDA) เรียบร้อยแล้วว่าสามารถปลูกได้ กินได้ และปลอดภัยไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต แล้วไม่แน่ถ้าใครได้มีโอกาสไปอเมริกา ก็อาจจะมีโอกาสได้ลองลิ้มชิมรสของมัน เพราะมันกำลังจะถูกนำไปทดลองวางขายภายใต้แบรนด์ Arctic Apples ในรูปแบบเป็นชิ้นใส่ถุงซื้อกลับบ้าน ที่ซุปเปอร์มาเก็ตบางแห่งในแถบ มิดเวสต์อเมริกา ช่วงเดือนกุมภาพันธ์นี้

แอปเปิ้ล Golden Delicious นับเป็นก้าวสำคัญ ในวงการอาหารและการเกษตรในสหรัฐฯ เลยก็ว่าได้ เป็นเหมือนก้าวแรกของผลผลิตที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรมในการต่อสู้กับแบบแผนความคิดเดิมของคนอเมริกาที่ต่อต้านวัตถุดิบการเกษตรที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรม (GMO) และคิดว่ามันไม่ปลอดภัย ให้ถูกยอมรับเพิ่มมากขึ้น ซึ่งถ้าหากลองย้อนมาดูที่ประเทศไทยบ้านเรา หนึ่งประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องเกษตรกรรมของโลก ที่ถึงแม้จะมีการเริ่มปลูกพืช GMO ในภาคอุตสาหกรรมแล้วบ้าง เช่น ฝ้าย ข้าวโพดอาหารสัตว์ ฯลฯ แต่อย่างไรก็ตาม มันก็ยังเป็นคำที่แลดูน่ากลัวต่อความรู้สึกของคนไทยอยู่ดี


วิดีโอประกอบจาก Youtube

ทีมา; http://news.thaiware.com/9486.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1334925096572306