คลังเก็บรายเดือน: ธันวาคม 2016

จีนมีหนาว! อินเดียทดสอบมิสไซล์ติด‘นุก’สำเร็จ พิสัยทำการถึงกรุงปักกิ่ง

IMG_20161228_075413_529

ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า อินเดียประสบผลสำเร็จในการทดสอบมิสไซล์ทรงอานุภาพที่สุดของตนที่สามารถติดหัวรบนิวเคลียร์ได้ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม จากการเปิดเผยขององค์การเพื่อการวิจัยและพัฒนาด้านกลาโหม (ดีอาร์ดีโอ) และกระทรวงกลาโหมอินเดีย

กระทรวงกลาโหมเปิดเผยว่า การทดสอบแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งที่เพิ่มขึ้นของมิสไซล์ที่อินเดียผลิตขึ้นเอง และจะช่วยในการป้องกันประเทศได้

นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ทวีตข้อความผ่านทางทวิตเตอร์ว่า “การทดสอบยิงมิสไซล์ อัคนี 5 ที่ประสบความสำเร็จทำให้ชาวอินเดียทุกคนภาคภูมิใจมาก ถือเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งอย่างยิ่งยวดต่อยุทธศาสตร์ด้านกลาโหมของเรา”

ข่าวระบุว่า นี่เป็นการทดสอบยิงขีปนาวุธข้ามทวีป (ไอซีบีเอ็ม) แบบพื้นสู่พื้น อัคนี 5 ประสบความสำเร็จเป็นครั้งที่ 4 โดยครั้งแรกยิงเมื่อปี 2555
การทดสอบมิสไซล์ครั้งนี้ถูกยิงจากแท่นปล่อยขีปนาวุธในแนวดิ่งแบบเคลื่อนที่ ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยปกป้องตัวมิสไซล์และทำให้ติดตั้งและยิงได้อย่างรวดเร็ว จากเกาะนอกชายฝั่งด้านตะวันออกของรัฐโอริสสา

การทดสอบขีปนาวุธครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่โลกมีความกังวลเรื่องการสั่งสมอาวุธนิวเคลียร์เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 45 ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ และจากคำกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วของนายวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ที่ระบุว่ากำลังเล็งที่จะเสริมสร้างสมรรถนะด้านอาวุธนิวเคลียร์ของประเทศ

ด้านนายทรัมป์ออกมาแสดงความคิดเห็นหลังจากนั้นไม่นานผ่านการทวีตข้อความระบุว่า “สหรัฐจะต้องเสริมสร้างและขยายขอบเขตของสมรรถนะด้านนิวเคลียร์จนกว่าโลกนี้จะไปถึงจุดที่เป็นเหตุเป็นผลในเรื่องนิวเคลียร์”

ข้อมูลของสหภาพนักวิทยาศาสตร์อเมริกันระบุว่า ทั้ง 2 ประเทศมีหัวรบนิวเคลียร์รวมกันแล้วราว 14,000 หัวรบ ตามมาด้วยฝรั่งเศส ที่ 300 หัวรบ จีน 260 หัวรบ อังกฤษ 215 หัวรบ ขณะที่อินเดียกับปากีสถานอยู่ที่ระหว่างราว 100-130 หัวรบ ส่วนอิสราเอลอยู่ที่ 80 หัวรบ

บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลด้านการทหารไอเอชเอสเจนส์ ระบุว่า ความสำเร็จในการพัฒนาครั้งนี้ของอินเดียดูเหมือนจะทำให้จีนเป็นกังวลมากที่สุดเนื่องจากพิสัยทำการที่มากกว่า 5,000 กิโลเมตรของอัคนี 5 ทำให้กรุงปักกิ่งอยู่ในระยะโจมตีที่สามารถเป็นไปได้ ขณะที่ปากีสถานที่เป็นประเทศคู่แค้นของอินเดียนั้นอยู่ในพิสัยที่มิสไซล์รุ่นเก่าของอินเดียสามารถยิงถึงได้มานานแล้ว

“ในการปรับระเบียบโลกด้านนิวเคลียร์ใหม่ครั้งนี้ นักวิเคราะห์จำนวนมากเชื่อว่า อัคนี 5 จะเป็นปัจจัยที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียกับจีนมีเสถียรภาพมากขึ้น แม้ว่านี่จะเป็นเพียงขีปนาวุธสำหรับการต่อต้านขีปนาวุธ แต่พวกเขาเชื่อว่า อินเดียจะพัฒนาสมรรถภาพที่จะตอบโต้การโจมตีให้สูงมากยิ่งขึ้นกว่านี้” ไอเอชเอสเจนส์ ระบุ

อย่างไรก็ตาม อาไจ ชูคลา อดีตนายทหารที่ปัจจุบันเป็นคอลัมนิสต์ของอินเดีย บิสซิเนส สแตนดาร์ดระบุว่า แนวโน้มที่จะเกิดสงครามนิวเคลียร์ระหว่างทั้ง 2 ชาตินั้นน้อยมาก เนื่องจากทั้งคู่ยึดถือหลักการที่เป็นกฎเหล็กด้านนโยบายนิวเคลียร์ว่า “ไม่เป็นฝ่ายใช้อาวุธนิวเคลียร์ก่อน”

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1300443630020453

สัตว์ชนิดใหม่

IMG_20161229_081210_018

คอลัมน์ เจ๊าะแจ๊ะวิทยาศาสตร์

จิมมี่ โบราห์ ผู้อำนวยการโครงการอนุรักษ์สัตว์ป่า องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (ดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ) รายงานสิ่งมหัศจรรย์ใหม่แห่งลุ่มน้ำโขง ซึ่งนักวิทยา ศาสตร์ค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ 163 ชนิดในพื้นป่าของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งประกอบด้วยประเทศกัมพูชา พม่า ลาว เวียดนาม และไทย เมื่อปี 2558 แบ่งเป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 9 ชนิด ปลา 11 ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน 14 ชนิด พืช 126 ชนิด และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอีก 3 ชนิด

อาทิ “อึ่งเล็ก” (Leptolalax isos) ที่มีขนาดลำตัว 3 เซนติเมตร พบได้ในกัมพูชาและเวียดนาม อีกตัวที่ถือเป็นสีสันของการค้นพบล่าสุด คือ “งูหัวสีสายรุ้งเหลือบเงิน” (Parafimbrios) พบได้ตามผาสูงชันทางตอนเหนือของลาว และ “กระท่าง” (Tylototriton anguliceps) หน้าตาคล้ายจิ้งจก มีผิวหนังนูนเป็นตุ่มสีเหลืองซึ่งเรียงเป็นเส้นขนานกับลายนูนกระดูกสันหลังจนถึงโคนหาง แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะคล้ายสัตว์เลื้อยคลาน

แต่กระท่างเป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก อาศัยอยู่ในป่าดิบเขาบนดอยสูงระดับ 1,200-2,000 เมตร และพบได้ในภาคเหนือ รวมถึงจังหวัดเชียงรายของไทย

ทีมา  https://www.khaosod.co.th/sci-tech/news_159911

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1301651926566290&id=394250190639806

ตะลึง! ฮอนด้า เผย พัฒนาAIรถยนต์แสดงอารมณ์ได้

1111

คอลัมน์ แวดวงไอที 

เอ็กซ์ตรีมเทครายงานว่า วิศวกรของบริษัท ฮอนด้า หนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านยนตรกรรมของประเทศญี่ปุ่นอยู่ระหว่างการพัฒนา “อีโมชั่น เอ็นจิ้น” ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์พิเศษสำหรับปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ ที่กำลังจะถูกนำมาใช้ในยานยนต์ของฮอนด้าในอนาคต

โดยอีโมชั่น เอ็นจิ้น จะส่งผลให้เอไอดังกล่าวสามารถรับรู้ความรู้สึกของผู้ขับขี่ ทั้งยังแสดงอารมณ์ของรถยนต์ให้ผู้ขับขี่รับทราบได้ด้วย

ภายหลังวิศวกรฮอนด้าตั้งคำถามขึ้นว่า หากรถยนต์มีความรู้สึก มันจะรู้สึกอย่างไร นำมาสู่การพัฒนาเอ็นจิ้นดังกล่าว โดยฮอนด้าเคยนำเอ็นจิ้นต้นแบบนี้มาแสดงแล้วครั้งหนึ่งในรถยนต์ต้นแบบ Honda NeuV (ฮอนด้า นิววี่)

https://www.facebook.com/rmutphysics/photos/a.408446155886876.96100.394250190639806/1300457406685742/?type=3

อังกฤษกำลังจะมี ทารก’พ่อแม่3คน’!

IMG_20161227_075656_644

นพ.จอห์น จาง กับเด็กทารกรายแรกของโลกที่เกิดจากดีเอ็นเอของพ่อแม่ 3 คนที่เม็กซิโก (ภาพ-New Hope Fertility Center)

มีความเป็นไปได้สูงยิ่งที่ภายในปี 2017 ที่จะถึงนี้ประเทศอังกฤษจะมีเด็กทารกที่กำเนิดจากบิดา-มารดา รวม 3 คน ตามกรรมวิธีทางการแพทย์ระดับเซลล์ที่เรียกว่า “ไมโทคอนเดรีย รีเพลซเมนต์ เธราพี” หรือวิธีการรักษาโรคด้วยวิธีการทดแทนไมโทคอนเดรีย ซึ่งนิยมเรียกกันสั้นๆ ว่า “เอ็มอาร์ที” ที่ยังจัดอยู่ในระยะของการ “ทดลอง” รักษาโรคไมโทคอนเดรียอยู่เท่านั้น

ความเป็นไปได้ดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่องค์การคัพภวิทยาและการเจริญพันธุ์ของมนุษย์ (เอชเอฟอีเอ) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลกรณีดังกล่าวเปิดไฟเขียวให้บรรดาคลินิกที่กำลังทดลองการรักษาด้วยแนวทางนี้ยื่นคำร้องขอรับอนุญาตดำเนินการได้ โดยทางเอชเอฟอีเอแถลงดังกล่าวหลังการประชุมล่าสุดเพื่อทบทวนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่าด้วยความปลอดภัยของกระบวนการรักษาเอ็มอาร์ทีแล้ว

ในทันทีที่มีประกาศดังกล่าว ทีมแพทย์จากเมืองนิวคาสเซิลยืนยันทันทีว่าจะเตรียมเคสของตนเองเพื่อยื่นขอคำรับรองจากทางเอชเอฟอีเอภายใน 24 ชั่วโมง เช่นเดียวกับอีกหลายสถาบันทางการแพทย์ที่เตรียมการขออนุมัติในทันที ซึ่งหากได้รับความเห็นชอบก็จะทำให้ทารกพ่อ-แม่ 3 คนลืมตาออกมาดูโลกได้ก่อนสิ้นปี 2017 แน่นอน

“เอ็มอาร์ที” เป็นกระบวนการทางการแพทย์ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือสตรีที่มีลักษณะทางพันธุกรรมผิดปกติ เนื่องจากเกิดการกลายพันธุ์ของไมโทคอนเดรียภายในดีเอ็นเอ ซึ่งจะส่งต่อสู่ลูกหลานต่อไปในอนาคต ทุกวันนี้มีทารกแรกเกิด 1 รายในทุกๆ 10,000 ราย ได้รับผลกระทบจากโรคไมโทคอนเดรียนี้ เด็กที่ป่วยเหล่านี้มีจำนวนไม่น้อยที่เสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อย เนื่องจากภาวะกลายพันธุ์ส่งผลให้สมอง, หัวใจ, กล้ามเนื้อ และเนื้อเยื่อที่ต้องการพลังงานไม่ทำงาน

“ไมโทคอนเดรีย” เป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ภายในเซลล์ของมนุษย์ มีขนาดเล็กจิ๋ว ลักษณะคล้ายไส้กรอก ทำหน้าที่เป็นเหมือนแบตเตอรี่จ่ายพลังงานให้กับเนื้อเยื่อต่างๆ ในแต่ละเซลล์สามารถมีไมโทคอนเดรียได้หลายร้อยชิ้น โดยลักษณะทางพันธุกรรมของไมโทคอนเดรียจะสามารถถ่ายทอดสู่ลูกได้โดยผู้เป็นมารดาเท่านั้น

“เอ็มอาร์ที” เป็นกระบวนการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้โรคไมโทคอนเดรียถ่ายทอดไปยังคนรุ่นต่อๆ ไป โดยการนำเอาไมโทคอนเดรียที่สมบูรณ์จากผู้บริจาคเข้าไปแทนที่ไมโทคอนเครียที่กลายพันธุ์หรือบกพร่องในไข่ของผู้เป็นมารดา กระบวนการเริ่มต้นด้วยการนำไข่ของมารดาที่ได้รับการผสมกับเชื้อของผู้เป็นบิดาแล้วออกมา ดึงเอานิวเคลียสของไข่ออกมาเก็บไว้ จากนั้นนำไข่ของผู้บริจาคซึ่งไม่มีความบกพร่องของไมโทคอนเดรียมาผสมกับเชื้อของผู้เป็นบิดา จากนั้นนำออกมาเพื่อดึงเอานิวเคลียสของไข่ออกมาทำลายทิ้ง ขั้นตอนสุดท้ายเป็นกระบวนการนำเอานิวเคลียสจากไข่ของผู้เป็นมารดาไปใส่แทนที่นิวเคลียสของไข่ผู้บริจาค

ผลลัพธ์ที่ได้จากกระบวนการเอ็มอาร์ทีนี้จะได้ทารกที่มีโครโมโซม (ที่มีสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเออยู่ภายใน) ซึ่งถ่ายทอดจากผู้เป็นพ่อและแม่ครบถ้วนทั้ง 46 คู่ ดีเอ็นเอทั้ง 46 คู่นี้จะทำหน้าที่เป็นตัวกำหนดบุคลิกลักษณะทั้งหมดของทารกผู้นั้น แต่ปลอดภัยเพราะได้รับไมโทคอนเดรียที่สมบูรณ์จากผู้บริจาค บวกกับดีเอ็นเอเพิ่มจากผู้บริจาค (ซึ่งเป็นดีเอ็นเอที่พบอยู่ภายในไมโทคอนเดรีย) เท่ากับเป็นเด็กที่มีดีเอ็นเอจากพ่อแม่ 3 คนนั่นเอง ทั้งนี้ตามกฎหมายของอังกฤษ ผู้บริจาคไม่มีสิทธิความเป็นมารดาเหนือทารกที่เกิดขึ้น

ในขณะที่เอ็มอาร์ทีเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับสตรีที่เป็นโรคไมโทคอนเดรียและต้องการมีลูก แต่ก็มีความเสี่ยงจากผลข้างเคียงเช่นเดียวกัน ผลการศึกษาวิจัยชี้ให้เห็นว่า ดีเอ็นเอที่กลายพันธุ์และยังคงหลงเหลืออยู่ในตัวอ่อนที่ผ่านการรักษาภายใต้กระบวนการนี้อาจกลับฟื้นฟูขึ้นมาใหม่และเป็นไปได้ที่จะทำให้กระบวนการทั้งหมดล้มเหลวโดยสิ้นเชิงได้

ถ้าหากมีผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้กระบวนการนี้จริงในเร็วๆ นี้ ทารกที่เกิดมาจากกระบวนการเอ็มอาร์ทีจะเป็นทารกคนแรกที่มีดีเอ็นเอจากพ่อแม่ 3 คนในประเทศอังกฤษ แต่ไม่ใช่รายแรกของโลก

ทารกเอ็มอาร์ทีรายแรกของโลกถือกำเนิดขึ้นเมื่อต้นปีนี้ โดยการแถลงของทีมแพทย์อเมริกัน ซึ่งไปดำเนินกระบวนการทั้งหมดในประเทศเม็กซิโกที่ไม่มีกฎหมายเรื่องนี้อยู่ จากการตรวจสอบดีเอ็นเอของเด็กทารกรายแรกที่เกิดจากกระบวนการเอ็มอาร์ทีดังกล่าวนี้ พบว่าจำนวนดีเอ็นเอกลายพันธุ์ลดลงจนถึงระดับที่จะไม่ก่อให้เกิดโรคได้

แต่ทั้งนี้ยังจำเป็นต้องตรวจสอบเป็นระยะจนกว่าจะโตจึงจะสามารถแน่ใจได้เต็มที่

ที่มา  http://www.matichon.co.th/news/404217 

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1299413706790112

หุ่นยนต์คิดเงิน

IMG_20161225_134928_795

คอลัมน์ เจ๊าะแจ๊ะวิทยาศาสตร์

ซาดาโนบุ ทาเคะมาสึ ประธานลอว์สัน เครือข่ายร้านสะดวกซื้อของประเทศญี่ปุ่น และบริษัท พานาโซนิค ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าระดับโลก ร่วมพัฒนาระบบ “เรจิ โรโบะ” หุ่นยนต์คิดเงิน เพื่อเปิดประสบ การณ์ช็อปปิ้งในโลกดิจิทัล และอำนวยความสะดวกสบายให้กับลูกค้า

เรจิโรโบะมาในรูปแบบเคาน์เตอร์ชำระสินค้าเช่นเดียวกับระบบเช็กเอาต์ด้วยตัวเองที่มีใช้ในร้านค้าหลายแห่ง แต่เพราะลูกค้าต้องหยิบสินค้าใส่ถุงเอง ทำให้ระบบดังกล่าวไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร

เรจิโรโบะจึงได้รับการพัฒนาให้แก้ปัญหานี้ โดยเฉพาะเมื่อลูกค้าต้องการชำระเงิน เพียงนำตะกร้าวางที่จุดรับด้านข้าง ต่อด้วยสแกนบาร์โค้ดของสินค้าและวางลงกับตะกร้าดังเดิม จากนั้นกดปุ่มยืนยัน พื้นตะกร้าจะเคลื่อนตัวลงไปจุดบรรจุถุงพลาสติกด้านล่าง

ขณะเดียวกันพื้นตะกร้าอันใหม่จะเลื่อนออกมาจากเครื่องและประกบกับตะกร้าก่อนจะเลื่อนตามสายพานไปยังจุดเก็บตะกร้า เพื่อรอลูกค้าคนอื่นๆ หยิบไปใช้งาน ส่วนถุงพลาสติกที่มีสินค้าด้านในจะเลื่อนขึ้นมาระดับเหนือสายพานเพื่อให้ลูกค้าหยิบถุงได้สะดวก

ทั้งนี้ แม้เรจิโรโบะจะมีเทคโนโลยีล้ำหน้าที่สุดในระบบเช็กเอาต์ แต่ฝ่ายวิจัยเทคโนโลยีจะเร่งพัฒนากลไกสแกนสินค้าอัตโนมัติ ไม่ต้องยกสินค้าขึ้นมาสแกนทีละชิ้น

https://www.khaosod.co.th/sci-tech/news_153930

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1297679836963499

นักวิทย์เตือนระวังจิตโทรม-เหตุดู‘เฟซบุ๊ก’คนอื่นมากไป

IMG_20161225_164329_995
Chinese woman using cell phone on bed

บีบีซีรายงานว่า คณะนักวิจัยด้านสังคมศาสตร์และจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเก็น ประเทศเดนมาร์ก พบหลักฐานบ่งชี้จากการศึกษาผู้ใช้เฟซบุ๊ก โซเชียลมีเดียยอดนิยม ว่าอาจก่อให้เกิดผลลัพธ์ในเชิงลบมากกว่าเชิงบวกต่อสุขภาพจิตในกลุ่มผู้ที่มีพฤติกรรมชื่นชอบการเปิดอ่านเฟซบุ๊กของผู้อื่นไปเรื่อยๆ เป็นระยะเวลานานหลายชั่วโมงต่อวัน

โดยผู้ที่นิยมอ่านเฟซบุ๊กนั้นควรพักผ่อนจากการใช้แอพพลิเคชั่นดังกล่าวบ้าง เช่น หยุดใช้งานเป็นระยะเวลาติดต่อกันอย่างน้อย 1 สัปดาห์
การศึกษาดังกล่าวใช้วิธีสัมภาษณ์ผู้เข้าร่วมโครงการ 1,000 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง พบว่า ผู้ใช้ส่วนใหญ่ที่มีพฤติกรรมอ่านเฟซบุ๊กเป็นประจำนั้นมีอารณ์ความรู้สึกและความพึงพอใจต่อชีวิตของตัวเองเองน้อยกว่าคนทั่วไปที่ไม่มีพฤติกรรมนี้ เนื่องจากเกิดการเปรียบเทียบ ซึ่งนักสังคมศาสตร์ระบุว่า เป็นการเปรียบเทียบที่ไม่มีเหตุผล แต่ส่งผลต่อจิตใจ
คณะนักวิจัยเตือนว่า ภาวะน้อยเนื้อต่ำใจ ความอิจฉาริษยา และความถดถอยทางอารมณ์ อาจเกิดขึ้นจากการอ่านสื่อสังคมออนไลน์ของผู้อื่นมากเกินไป พร้อมแนะนำว่า ควรหันมาใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อการเชื่อมต่อกันในทางสังคมนอกโลกออนไลน์ อาทิ การนัดพบกันข้างนอกสถานที่ หรืออาจเป็นการสนทนาแบบเรียลไทม์ แต่จะดีที่สุดหากเป็นการสนทนากันในชีวิตจริง

ที่มา  https://www.khaosod.co.th/sci-tech/news_156081

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1297798500284966

แชร์วนไป คลิปหนุ่มพิเรนทร์อาบน้ำในอ่างกับจงอางยักษ์ 2 ตัว

คลิปนี้เผยแพร่มาตั้งแต่ปี 2557 แล้ว แต่กลับนำมาแชร์กันอีกรอบ เป็นเหตุการณ์ที่ชายคนหนึ่งเล่นพิเรนทร์ลงไปอาบน้ำในอ่างกับงูจงอางจตัวใหญยาวราว 3 เมตรถึง 2 ตัวด้วยกัน โดยยังโชว์จูบกับงูจงอางตัวหนึ่งด้วย ก่อนโดนจงอางอีกตัวขู่ฟ่อใส่ เล่นเอาเสียงสันหลังวาบ

ขอบคุณคลิปจาก kerisma1

 

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1297449040319912