คลังเก็บรายเดือน: พฤศจิกายน 2016

4 เคล็ดลับที่น่าตื่นตาตื่นใจกับล็อคของคุณ – แฮ็ชีวิต โดย ทอแสง

ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=lcGwoDR2kys

โลกร้อนไม่ได้ทำให้พายุเพิ่มมากขึ้น โดย สหรัฐ

 

​โลกร้อนไม่ได้ทำให้พายุเพิ่มมากขึ้น

นักฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัยโตรอนโต พบว่าภาวะโลกร้อนไม่ได้ทำให้จำนวนของพายุเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด แต่จะทำให้พายุที่รุนแรงนั้นรุนแรงมากขึ้น และพายุที่เบานั้นจะอ่อนแรงลง แต่จำนวนนั้นไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างที่นักวิทยาศาสตร์เคยสงสัยกัน
 —-
“เรารู้ว่าภาวะโลกร้อนทำให้เกิดการระเหยของน้ำมากขึ้นในมหาสมุทร แต่วงจรของบรรยากาศนี้ก็เหมือนกับเครื่องจักรความร้อนแบบพวกเครื่องยนต์ต่างๆที่ต้องใช้เชื้อเพลิงหรือการพาความร้อน ถึงจะทำงานได้” เฟดเดริค ลาลิเบอร์ตี นักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยโตรอนโตเผย โดยงานวิจัยนี้ได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการ Science แล้ว
 —-
การทำงานของบรรยากาศที่ทำงานเหมือนกับเครื่องจักรความร้อน จะเกิดขึ้นเมื่อมวลอากาศบริเวณใกล้กับพื้นผิวน้ำไปดึงเอาน้ำที่ระเหยขึ้นมาเพราะได้รับความอุ่นจากดวงอาทิตย์และมวลอากาศเหล่านี้ก็จะเคลื่อนที่เข้าไปใกล้กับเส้นศูนย์สูตร ยิ่งมวลอากาศมีความอุ่นมากเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งเก็บน้ำได้มากขึ้นเท่านั้น และเมื่อมวลอากาศไปถึงเส้นศูนย์สูตร ก็จะเริ่มเคลื่อนที่ขึ้นไปยังชั้นบรรยากาศ เย็นตัวลง และก็ปล่อยความร้อนเข้าสู่บรรยากาศ อากาศเย็นจะจุไอน้ำได้น้อยกว่าอากาศร้อน ดีนั้นเมื่ออากาศเย็นตัวลง ก็จะเกิดควบแน่นขึ้น กระบวนการนี้จะปล่อยความร้อนออกมา
 —-
เมื่อความร้อนถูกปล่อยออกมามากพอ อากาศก็จะยิ่งเคลื่อนตัวสูงขึ้นเรื่อยๆจนดึงให้อากาศข้างล่างขึ้นมาอีก จนก่อตัวกลายเป็นพายุคะนอง ผลจากเครื่องจักรบรรยากาศนี้จะทำให้ปริมาณของความร้อนและความชื้นที่เพิ่มมากขึ้น กระจายตัวอยู่ระหว่างเส้นศูนย์สูตร ขั้วโลกเหนือ และขั้วโลกใต้

 —-

 —-

“ถ้ามองวัฏจักรบรรยากาศให้เป็นเครื่องจักรความร้อน เราจะสามารถใช้หลักการของเทอร์โมไดนามิกส์เข้ามาวิเคราะห์ได้ว่า วัฏจักรนี้จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในแบบจำลองของภาวะโลกร้อน”
 —-
“เราใช้กฎเหล่านี้เพื่อดูว่าจำนวนของปริมาณไอน้ำที่เพิ่มเนื่องจากภาวะโลกร้อนนี้ ไปทำให้วัฏจักรของบรรยากาศเข้มข้นขึ้นหรือไม่”
 —-
นักวิจัยได้ยืมเทคนิคจากนักอุทกศาสตร์และดูแบบจำลองสภาพอากาศ วิธีการนี้จะทำให้ทราบได้ว่าในภาวะโลกร้อนนี้ เราวัดผลจากวัฏจักรบรรยากาศได้ผลออกมาเท่าไหร่
 —-
“เราได้วิธีการที่พัฒนามากขึ้นเพื่อที่จะอธิบายว่า มวลอากาศเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในขณะที่เคลื่อนที่จากเส้นศูนย์สูตรไปยังขั้วโลกและกลับไปกลับมา เราสามารถปรับค่าประสิทธิภาพของพลังงานของเครื่องจักรความร้อนบรรยากาศได้ และก็ยังวัดผลออกมาได้ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร”

 —-

 —-

นักวิทยาศาสตร์สรุปว่า การเพิ่มขึ้นของไอน้ำทำให้กระบวนการนี้มีประสิทธิภาพลดลง โดยพวกเขาได้แสดงให้เห็นว่าความไม่มีประสิทธิภาพดังกล่าวนี้ทำให้วงจรบรรยากาศไม่ได้เข้มข้นขึ้นมาก มวลอากาศที่สามารถไปถึงบรรยากาศชั้นบนได้ก็จะทำให้พายุรุนแรงขึ้น แต่มวลอากาศที่ไปไม่ถึงก็จะทำให้พายุอ่อนแรงลงกว่าปกติ
  —-
“อธิบายง่ายๆคือ พายุที่รุนแรงก็จะรุนแรงมากขึ้น ขณะที่พายุที่ไม่รุนแรงก็จะอ่อนตัวลง เราเชื่อว่าวัฏจักรบรรยากาศจะเปลี่ยนไปเพราะการถ่ายเทความร้อนที่ไม่มีประสิทธิภาพอันนี้ และเราก็จะได้เห็นจำนวนพายุที่น้อยลงกว่าเดิม หรืออย่างน้อยที่สุดก็จะทำให้พายุที่อ่อนแรง อ่อนแรงลงไปอีก”

เปิดตัว Huawei P8 ในประเทศไทย เร็วแรง เรียบหรูสไตล์ Fashionology โดย สหรัฐ

ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, ข่าววิทยาศาสตร์ใหม่, ข่าววิทยาศาสตร์น่ารู้, ข่าววิทยาศาสตร์สั้นๆ, ข่าว  วิทยาศาสตร์ล่าสุด, ข่าววิทยาศาสตร์วันนี้, ข่าววิทยาศาสตร์ พร้อมรูป, ข่าววิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ

เปิดตัว Huawei P8 ในประเทศไทย เร็วแรง เรียบหรูสไตล์ Fashionology

หัวเว่ย เปิดตัวสมาร์ทดีไวน์รุ่นล่าสุด หัวเว่ย พีแปด สมาร์ทโฟนที่ปฏิวัติการถ่ายรูปด้วยฟังก์ชั่นวาดภาพไฟ ส่วนผสมที่ลงตัวที่สุดของแฟชั่นและเทคโนโลยี “Fashionology”
หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการเปิดตัวหัวเว่ย พีแปด ณ กรุงลอนดอนเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป เดินหน้าเจาะตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยการเปิดตัวพีแปด และอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะภายใต้ชื่องาน “Southeast Asia P8 & Wearable Launch” ที่จัดขึ้นในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ระดับภูมิภาคของหัวเว่ย ในงานนี้มีสื่อมวลชนและแขกเข้าร่วมงานกว่า 500 ท่านจาก 11 ประเทศ มาร่วมค้นพบเทคโนโลยี และความสามารถเบื้องหลังของสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดและอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะจากหัวเว่ย

พีแปด – สมาร์ทโฟนที่ผสานวิทยาศาสตร์และความงามเข้าด้วยกัน

ไฮไลท์ของงานเปิดตัวในครั้งนี้ คือ หัวเว่ย พีแปดที่มีส่วนผสมอันลงตัวของเทคโนโลยี รูปแบบที่มีสไตล์ การใช้งาน และการปฏิวัติฟังก์ชั่นการถ่ายภาพในที่มีแสงน้อย หัวเว่ย พีแปดถือเป็นสุดยอดสมาร์ทโฟนในตระกูลพีซีรีย์ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2555 โดยโดดเด่นในเรื่องของสไตล์และฟังก์ชั่นการใช้งาน หัวเว่ย พีเปด จึงเป็นยิ่งกว่าสมาร์ทโฟนที่ผสมผสานความงาม ความเรียบง่าย และการใช้งานได้อย่างลงตัวที่สุด
พีแปด ได้แรงบันดาลใจมาจากหนังสือปกแข็งโบราณ ความมันวาว เรียบง่ายและหรูหรา ความบางเฉียบของตัวเครื่อง เทคโนโลยีการออกแบบขอบจอให้บางลงเพื่อให้พื้นที่หน้าจอกว้างขึ้น ด้วยงานประกอบที่เหนือกว่า ทำให้หน้าจอแบบ LCD ของหัวเว่ย พีแปด เป็นหนึ่งในหน้าจอที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในวงการ โดยมีพื้นที่หน้าจอคิดเป็น 78.3% ขอพื้นผิว ตัวเครื่องบางเพียง 6.4 มิลิเมตร รองรับ 2 ซิม และสามารถใช้งานระบบ 4G ได้อย่างลงตัว (ในพื้นที่ที่ให้บริการ) นอกจากจะมีฟังก์ชั่นที่โดดเด่นแล้ว หัวเว่ย พีแปดยังเป็นสมาร์ทโฟนระบบแอนดรอยด์ 4G ที่มีนวัตกรรมและฟีเจอร์ต่างๆที่ใช้งานง่าย ด้วยตัวเครื่องที่บางขึ้นแต่ใช้งานได้ยาวนานกว่าเดิม เพราะมีแบตเตอรี่ความจุ 2600 mAh และชิปเซ็ต Kirin 930 Octa-Core 64-bit
หัวเว่ย พีแปด นำเสนอคอนเซ็ปต์ใหม่ของการออกแบบกล้องที่เพิ่มประสิทธิภาพของการถ่ายภาพทั้งในที่แสงน้อยและในที่มีคอนทราสต์สูง นอกจากนั้นยังมีความสามารถในการประมวลผลภาพอิสระระดับเทียบเท่ากล้อง DSLR ทำให้หัวเว่ยพีแปดเป็นสมาร์ทโฟนที่สามารถถ่ายภาพการวาดไฟได้ดีที่สุดในตลาด โหมดถ่ายภาพวีดีโอ (Director Mode) เป็นโหมดการถ่ายวีดีโอแบบมืออาชีพบนสมาร์ทโฟนเจ้าแรก โหมดนี้ทำให้ผู้ใช้พีแปดได้กำกับและควบคุมสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์เครื่องอื่นได้ถึง 3 เครื่องเมื่อถ่ายทำวีดีโอในมุมที่แตกต่างกันในเวลาเดียวกัน และจัดการตัดต่อรวมเป็นวีดีโอคลิปเดียวกันได้ภายในพริบตา โดยพีแปดมีวางจำหน่ายด้วยกัน 3 รุ่นได้แก่ พีแปดไลท์ ราคา 7,990 บาท พีแปด ราคา 15,990 บาท และพีแปดแม็กซ์ซึ่งจะวางจำหน่ายในเดือนสิงหาคมนี้

 

ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, ข่าววิทยาศาสตร์ใหม่, ข่าววิทยาศาสตร์น่ารู้, ข่าววิทยาศาสตร์สั้นๆ, ข่าว  วิทยาศาสตร์ล่าสุด, ข่าววิทยาศาสตร์วันนี้, ข่าววิทยาศาสตร์ พร้อมรูป, ข่าววิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ

 

การใช้งานง่ายและเป็นมิตร

หัวเว่ย พีแปดถูกออกแบบมาเพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานตามธรรมชาติของมนุษย์ โดยแก้ปัญหาต่างๆที่พบได้บ่อย เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค เช่น การแก้ปัญหาเมื่อผู้ใช้งานจำไม่ได้ว่าวางโทรศัพท์ของตนไว้ที่ไหน คุณสามารถเรียกหาโทรศัพท์ของคุณได้จากการใช้ คำสั่งเสียงเฉพาะ (Specific Voice Command) เพียงผู้ใช้พูดว่า “Where are you” โทรศัพท์สามารถตอบกลับมาเป็นเสียงดนตรีหรือเสียงที่ได้บันทึกไว้
ริชาร์ด หยู ซีอีโอ ของหัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป กล่าวว่า “เป้าหมายของหัวเว่ย พีแปด คือ การเป็นสมาร์ทโฟนที่ใช้งานง่ายที่สุดในโลก เนื่องจากการวิจัยตลาดอย่างลึกซึ้ง ทำให้เราทราบถึงปัญหาของผู้ใช้สมาร์ทโฟนระดับพรีเมี่ยมในปัจจุบัน ดังนั้นเราจึงแก้ปัญหาด้วยการรวมเอาจุดเด่นของสไตล์ และความทนทานของเครื่องมาไว้ด้วยกันใน เพื่อปฏิวัติประสบการณ์การใช้งานของผู้บริโภค โดยเฉพาะในเรื่องของการใช้งานกล้อง และการเชื่อมต่อกับเน็ทเวิร์ค สรรสร้างขึ้นมาจากการทำงานที่โดดเด่นของพีซีรีย์ ทำให้เรามั่นใจว่า พีแปด จะกลายเป็นหนึ่งในสมาร์ทโฟน ยอดนิยมสำหรับผู้บริโภคในปี 2558”

 

ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, ข่าววิทยาศาสตร์ใหม่, ข่าววิทยาศาสตร์น่ารู้, ข่าววิทยาศาสตร์สั้นๆ, ข่าว  วิทยาศาสตร์ล่าสุด, ข่าววิทยาศาสตร์วันนี้, ข่าววิทยาศาสตร์ พร้อมรูป, ข่าววิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ

 

การเชื่อมต่อระหว่างมนุษย์ ยานพาหนะ และที่อยู่อาศัย

เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประสบการณ์ใช้งานแบบไร้รอยต่อ หัวเว่ยได้ออกแบบอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะที่มาพร้อมกับแฟชั่นและนวัตกรรม ได้แก่ หัวเว่ย TalkBand B2 สามารถเชื่อมต่อกับพีแปดได้โดยไม่ต้องใส่พาสเวิร์ด และสามารถแจ้งตำแหน่งของโทรศัพท์ได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส ซึ่ง TalkBand B2 รุ่นสแตนดาร์ดราคา 5,990 บาท และรุ่น พรีเมี่ยมราคา 6,990 บาท นอกจากนี้ หัวเว่ยยังมี พาวเวอร์แบงค์รุ่น AP007 ความจุ 13000 mAh ที่มาพร้อมกับช่องเสียบ USB 2 ช่องเพื่อให้คุณสามารถชาร์จอุปกรณ์ต่างๆได้พร้อมกัน รองรับ 5V 2A เอาท์พุตเพื่อย่นระยะเวลาการชาร์จให้เร็วขึ้น ตอบสนองความต้องการใช้งานของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันที่ต้องเดินทางอยู่ตลอดเวลา ซึ่งพาวเวอร์แบงค์จะวางจำหน่ายในเดือนกรกฎาคมนี้ กลยุทธ์ทางธุรกิจที่สำคัญของหัวเว่ย คือ การนำเสนอประสบการณ์อันชาญฉลาดและไร้ขีดจำกัดให้แก่ผู้บริโภคผ่าน“การเชื่อมต่อระหว่างมนุษย์ ยานพาหนะ และที่อยู่อาศัย

 

ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, ข่าววิทยาศาสตร์ใหม่, ข่าววิทยาศาสตร์น่ารู้, ข่าววิทยาศาสตร์สั้นๆ, ข่าว  วิทยาศาสตร์ล่าสุด, ข่าววิทยาศาสตร์วันนี้, ข่าววิทยาศาสตร์ พร้อมรูป, ข่าววิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ

 

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีศักยภาพสูง

มร. เควิน โฮ ประธานด้านผลิตภัณฑ์แฮนด์เซ็ท กลุ่มคอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป บริษัทหัวเว่ย เทคโนโลยี่ จำกัด กล่าวว่า “ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นตลาดที่สำคัญของหัวเว่ย และบริษัทฯมองเห็นศักยภาพของภูมิภาคนี้ เราถึงจัดงานเปิดตัวหัวเว่ย พีแปด ระดับภูมิภาคขึ้นที่นี่ หลังจากที่เราเปิดตัวระดับโลกไปเมื่อเดือนที่แล้ว”
“ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตของเศรษฐกิจและมีศักยภาพสูงในระดับโลกไม่ว่าจะเป็นในปัจจุบันหรืออนาคต ถือได้ว่าเป็นตลาดเชิงกลยุทธ์และเป็นส่วนที่ผลักดันให้หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนสเติบโตอย่างรวดเร็ว ในปี 2557 หัวเว่ยได้จัดส่งผลิตภัณฑ์ให้แก่ลูกค้าในภูมิภาคนี้มากกว่า 10 ล้านเครื่องโดยเป็นสมาร์ทโฟน 3 ล้านเครื่อง และหลังจากการเปิดตัวพีแปด พีแปดแม็กซ์ และพีแปดไลท์ในปีนี้ เราคาดหวังว่าจะจัดส่งผลิตภัณฑ์ได้ 8 ล้านเครื่อง ซึ่งคิดเป็นการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 160%” มร.โฮ กล่าว
มร.โทมัส หลิว ประธานบริหารกลุ่ม คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป หัวเว่ย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “บริษัทฯเล็งเห็นการเติบโตอย่างมีนัยยะสำคัญจากยอดการจัดส่งผลิตภัณฑ์ในภูมิภาคนี้ จากรายงานล่าสุดในไตรมาสแรกของปี 2558 การจัดส่งสมาร์ทโฟนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เติบโตขึ้นถึง 120% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เพื่อเจาะตลาดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรามีแผนเปิดศูนย์บริการถึง 1,500 แห่งทั่วภูมิภาค และในอนาคต เรามีแผนจะพัฒนาบริการหลังการขายและการให้บริการแก่ลูกค้าวีไอพี สำหรับผลิตภัณฑ์ไฮเอนด์”
ลูกค้าในประเทศไทยสามารถพบกับผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายของหัวเว่ย และกิจกรรมการตลาดต่างๆไม่ว่าจะเป็น โปรโมชั่นหรือของแถมสุดพิเศษมูลค่ากว่า 2,000 บาทได้ที่หัวเว่ย แบรนด์ ชอป ทุกสาขา และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

 

ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, ข่าววิทยาศาสตร์ใหม่, ข่าววิทยาศาสตร์น่ารู้, ข่าววิทยาศาสตร์สั้นๆ, ข่าว  วิทยาศาสตร์ล่าสุด, ข่าววิทยาศาสตร์วันนี้, ข่าววิทยาศาสตร์ พร้อมรูป, ข่าววิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ
ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, ข่าววิทยาศาสตร์ใหม่, ข่าววิทยาศาสตร์น่ารู้, ข่าววิทยาศาสตร์สั้นๆ, ข่าว  วิทยาศาสตร์ล่าสุด, ข่าววิทยาศาสตร์วันนี้, ข่าววิทยาศาสตร์ พร้อมรูป, ข่าววิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ
ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, ข่าววิทยาศาสตร์ใหม่, ข่าววิทยาศาสตร์น่ารู้, ข่าววิทยาศาสตร์สั้นๆ, ข่าว  วิทยาศาสตร์ล่าสุด, ข่าววิทยาศาสตร์วันนี้, ข่าววิทยาศาสตร์ พร้อมรูป, ข่าววิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ
ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, ข่าววิทยาศาสตร์ใหม่, ข่าววิทยาศาสตร์น่ารู้, ข่าววิทยาศาสตร์สั้นๆ, ข่าว  วิทยาศาสตร์ล่าสุด, ข่าววิทยาศาสตร์วันนี้, ข่าววิทยาศาสตร์ พร้อมรูป, ข่าววิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ
ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, ข่าววิทยาศาสตร์ใหม่, ข่าววิทยาศาสตร์น่ารู้, ข่าววิทยาศาสตร์สั้นๆ, ข่าว  วิทยาศาสตร์ล่าสุด, ข่าววิทยาศาสตร์วันนี้, ข่าววิทยาศาสตร์ พร้อมรูป, ข่าววิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ
ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, ข่าววิทยาศาสตร์ใหม่, ข่าววิทยาศาสตร์น่ารู้, ข่าววิทยาศาสตร์สั้นๆ, ข่าว  วิทยาศาสตร์ล่าสุด, ข่าววิทยาศาสตร์วันนี้, ข่าววิทยาศาสตร์ พร้อมรูป, ข่าววิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ
ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, ข่าววิทยาศาสตร์ใหม่, ข่าววิทยาศาสตร์น่ารู้, ข่าววิทยาศาสตร์สั้นๆ, ข่าว  วิทยาศาสตร์ล่าสุด, ข่าววิทยาศาสตร์วันนี้, ข่าววิทยาศาสตร์ พร้อมรูป, ข่าววิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ
ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, ข่าววิทยาศาสตร์ใหม่, ข่าววิทยาศาสตร์น่ารู้, ข่าววิทยาศาสตร์สั้นๆ, ข่าว  วิทยาศาสตร์ล่าสุด, ข่าววิทยาศาสตร์วันนี้, ข่าววิทยาศาสตร์ พร้อมรูป, ข่าววิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ
ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, ข่าววิทยาศาสตร์ใหม่, ข่าววิทยาศาสตร์น่ารู้, ข่าววิทยาศาสตร์สั้นๆ, ข่าว  วิทยาศาสตร์ล่าสุด, ข่าววิทยาศาสตร์วันนี้, ข่าววิทยาศาสตร์ พร้อมรูป, ข่าววิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ
ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, ข่าววิทยาศาสตร์ใหม่, ข่าววิทยาศาสตร์น่ารู้, ข่าววิทยาศาสตร์สั้นๆ, ข่าว  วิทยาศาสตร์ล่าสุด, ข่าววิทยาศาสตร์วันนี้, ข่าววิทยาศาสตร์ พร้อมรูป, ข่าววิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ
ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, ข่าววิทยาศาสตร์ใหม่, ข่าววิทยาศาสตร์น่ารู้, ข่าววิทยาศาสตร์สั้นๆ, ข่าว  วิทยาศาสตร์ล่าสุด, ข่าววิทยาศาสตร์วันนี้, ข่าววิทยาศาสตร์ พร้อมรูป, ข่าววิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ
ทีมา-http://touchnewsonline.blogspot.com/

ดาวเทียมด้านสภาพอากาศที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ GOES-R ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศแล้ว โดย สหรัฐ

goes-r-launched-into-space

ดาวเทียม GOES-R ได้ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศแล้ว เมื่อเย็นวันอาทิตย์ที่ 20 พฤศจิกายน เวลา 6.42 น. ตามเวลาประเทศไทย มันจะปฏิบัติหน้าที่เก็บข้อมูลด้านสภาพอากาศในสหรัฐอเมริกา และถือว่าเป็นดาวเทียมด้านสภาพอากาศที่ดีที่สุดที่มนุษย์เคยสร้างมา

ดาวเทียม GOES-R ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศแล้ว

ดาวเทียมด้านสภาพอากาศใหม่ล่าสุดจากสหรัฐอเมริกา ชื่อ GOES-R ได้ถูกปล่อยออกจากสถานีกองทัพอากาศแหลมคานาเวอรัล (Cape Canaveral Air Force Station) ในรัฐฟลอริดาเรียบร้อยแล้ว ในวันอาทิตย์ที่ 20 พฤศจิกายน เวลา 6.42 น. ตามเวลาประเทศไทย ด้วยจรวด Alliance Atlas V และหาก GOES-R ได้ปฏิบัติการในวงโคจรเรียบร้อยแล้ว มันจะถูกเปลี่ยนชื่อเป็น GOES-16 แทน

View image on TwitterView image on TwitterView image on Twitter

ดาวเทียม GOES-R ดาวเทียมด้านสภาพอากาศดีที่สุดที่เคยมีมา

ดาวเทียมในตระกูล Geostationary Operational Environmental Satellite หรือ GOES  ได้เดินทางมาถึงรุ่นที่ 16 แล้ว ในชื่อ GOES-R (ยังไม่เริ่มปฏิบัติภารกิจ) ซึ่งรุ่นนี้ก็แน่นอนว่าเป็นรุ่นล่าสุดที่ประกอบใหม่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ต่างๆ ในด้านสภาพอากาศที่ดีที่สุดที่มนุษยชาติเคยมีมา โดยสิ่งที่ทำให้มันดีที่สุดประกอบไปด้วย 4 เหตุผลหลักดังนี้

ภาพจำลองดาวเทียม GOES-R ในอวกาศ
ภาพจำลองดาวเทียม GOES-R ในอวกาศ

1. พยากรณ์อากาศได้รวดเร็วและแม่นยำมากยิ่งขึ้น

ดาวเทียม GOES-R จะเปรียบเสมือนการเปลี่ยนผ่านจากยุคทีวีจอขาวดำมาเป็นทีวีจอสี ด้วยอุปกรณ์ทรงประสิทธิภาพในการเก็บข้อมูลชื่อ Advanced Baseline Imager หรือ ABI ซึ่งจะช่วยให้ช่วยให้องค์การบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NOAA) ความสามารถในการเก็บข้อมูลด้านสภาพอากาศได้มากกว่าเดิม 3 เท่า มีคุณภาพมากกว่าเดิมถึง 4 เท่า และรวดเร็วมากกว่าเดิมถึง 5 เท่า นอกจากนั้นเจ้า ABI นี้ก็ยังไปประยุกต์ใช้ในด้านที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศอย่างหลากหลาย ทั้ง มหาสมุทร ผืนดิน สภาพภูมิอากาศรวมไปถึงภัยพิบัติต่างๆ

goesr_inforgraphic

2. ปฏิวัติวงการแผนที่ฟ้าแลบ

ดาวเทียม GOES-R จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ที่จะมีการจัดทำแผนที่ฟ้าแลบ (Lightning Mapper) ซึ่งโคจรอยู่ในอวกาศขึ้น อุปกรณ์จัดทำแผนที่บนดาวเทียมค้างฟ้าหรือ GLM จะทำหน้าที่ในการตรวจวัดฟ้าแลบทั้งหมดที่เกิดขึ้นทั้งที่เกิดขึ้นในเมฆ ระหว่างก้อนเมฆ และระหว่างเมฆกับพื้นดิน อย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งสหรัฐอเมริกาและพื้นที่มหาสมุทรโดยรอบ

สภาพอากาศที่เลวร้ายมักจะส่งสัญญาณในรูปแบบของฟ้าแลบที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นการที่ GOES-R สามารถตรวจวัดฟ้าแลบและจัดทำเป็นแผนที่ตำแหน่งขึ้นมาได้นั้นจะทำให้มนุษย์สามารถพยากรณ์การเกิดพายุ หรือสภาพอากาศที่เลวร้ายในรูปแบบอื่นๆ ได้ก่อนหน้านั้นเป็นเวลานาน

3. ตรวจจับและคาดการณ์สภาพอากาศในอวกาศ

โลกยุคปัจจุบันต้องใช้ระบบไฟฟ้าในหลายๆ ด้านของชีวิต รวมไปถึงระบบสื่อสารไร้สายต่างๆ ซึ่งระบบพวกนี้อ่อนแอและอาจเสียหายเมื่อเจอพลังงานจากดวงอาทิตย์ที่ระเบิดออกมา แต่ด้วยเทคโนโลยีการตรวจจับสภาพอากาศในอวกาศจากดาวเทียม GOES-R ซึ่งมีเซนเซอร์ 2 ตัว ตัวแรกคือ SUVI จะคอยส่องดวงอาทิตย์อยู่ตลอด 24 ชั่วโมง และวัดความเข้มของการระเบิดบนดวงอาทิตย์ รวมไปถึงตำแหน่งที่ระเบิดของพลังงานคลื่นแม่เหล็กที่เกิดขึ้น และหากการระเบิดของดวงอาทิตย์นี้เป็นอันตรายต่อโลก GOES-R จะส่งข้อมูลไปยังดาวเทียมอีกตัวชื่อ DSCVR เพื่อเตือนให้เราทราบก่อน 15-30 นาที เมื่อคลื่นแม่เหล็กที่เป็นอันตรายนี้เดินทางมาถึงโลก GOES-R ก็จะตรวจวัดสนามแม่เหล็ก อนุภาครังสี และส่งข้อมูลให้เราทราบอย่างแน่ชัดถึงการเปลี่ยนแปลงของคลื่นแม่เหล็กนี้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นแบบนาทีต่อนาที

เซนเซอร์ต่างๆ บน GOES-R
เซนเซอร์ต่างๆ บน GOES-R

4. ภารกิจช่วยชีวิตจาก GOES-R

นอกจากข้อมูลด้านสภาพอากาศที่ GOES-R มีอย่างที่มนุษย์ไม่เคยมีมาก่อนแล้ว ด้วยอุปกรณ์ที่ติดตั้งบน GOES-R  หากมันตรวจพบสัญญาณฉุกเฉินที่ส่งเข้ามา จากนักปืนเขา นักเดินเรือ นักบิน หรือใครก็ตาม มันจะส่งข้อมูลนี้ต่อไปยังองค์การบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกาหรือหน่วยงานด้านความปลอดภัยอื่นๆ เช่น ฐานทัพอากาศ เพื่อค้นหาและช่วยเหลือผู้รอดชีวิตต่อไป  ยังช่วยส่งข้อมูลให้กับนักเดินเรือหรือนักบินที่ต้องการข้อมูลไปใช้ได้อีกด้วย

ระบบดาวเทียมติดตามเพื่อการค้นหาและช่วยเหลือ (SARSAT )
ระบบดาวเทียมติดตามเพื่อการค้นหาและช่วยเหลือ (SARSAT )

ทีมา-https://soscity.co/news/physics/goes-r-launched-into-space

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1264436466954503

งานวิจัยจาก NASA เกี่ยวกับ EM Drive ได้ตีพิมพ์แล้ว ขั้นต่อไปคือการทดลองในอวกาศ โดย สหรัฐ

เปเปอร์งานวิจัยจาก NASA เกี่ยวกับ EM Drive ผ่านการตรวจของคณะกรรมการและได้รับการตีพิมพ์แล้วในวารสาร American Institute of Aeronautics and Astronautics (AIAA) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าระบบการขับเคลื่อนแบบ EM Drive นั้นมีความเป็นไปได้ที่จะใช้งานได้จริง ขั้นต่อไปคือการสร้างและนำไปทดสอบในอวกาศ

EM Drive ระบบขับเคลื่อนจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

ระบบขับเคลื่อนแบบ EM Drive หรือ Electromagnetic Drive ไม่ได้ใช้เชื้อเพลิงทั่วไปในการขับเคลื่อน แต่เป็นใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อสร้างคลื่นไมโครเวฟ ซึ่งเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแบบหนึ่ง ให้กระเด้งกระดอนไปมาภายในโพรงรูปกรวย

1480380523433

 

ในอดีตที่ผ่านมาการขับเคลื่อนแบบ EM Drive นี้ทำให้เกิดข้อโต้แย้งมากมายว่ามันเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากขัดกับหลักกฎข้อที่ 3 ของนิวตัน คือ แรงกิริยาเท่ากับแรงปฏิกิริยา (action = reaction) และกฎการอนุรักษ์โมเมนตัม หมายความว่า หากเครื่องยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงในปัจจุบันจุดระเบิดขึ้นซึ่งเป็นแรงกิริยา จะเกิดแรงปฏิกิริยาในการผลักให้วัตถุนั้นๆ เคลื่อนที่ไปในทิศตรงข้าม

ผู้สร้าง EM Drive คุณ Roger Shawyer ได้ทำการคำนวณเอาไว้ว่า หากระบบขับเคลื่อนนี้สามารถทำงานได้จริง มันจะทำให้ระยะเวลาการเดินทางในอวกาศลดลงไปอย่างมาก โดยเราจะใช้เวลาเดินทางไปยังดาวอังคารด้วยเวลาเพียง 70 วัน และไปถึงดาวพลูโตได้ใน 18 เดือน

งานวิจัยเรื่อง EM Drive จาก NASA ได้ตีพิมพ์แล้ว

แลป Eagleworks จาก NASA ได้รับการตีพิมพ์งานวิจัยเกี่ยวกับ EM Drive ลงในวารสาร American Institute of Aeronautics and Astronautics (AIAA) เรียบร้อยแล้ว จากผลการทดลองล่าสุดทีมนักวิจัยสามารถสร้างแรงขับขึ้นมาได้ถึง 1.2 ± 0.1 มิลลินิวตันต่อกิโลวัตต์ในสภาวะสุญญากาศ โดยคุณ Scott Manley หนึ่งในทีมนักวิจัยกล่าวว่า “พลังงานที่ได้ขนาดนี้เป็นพลังงานที่สูงมากเมื่อเทียบกับพลังงานที่ควรจะได้จากระบบขับเคลื่อนโดยอาศัยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (photon thrust)”

เครื่องยนต์ EM Drive สร้างโดยทีมนักวิจัย Eagleworks
เครื่องยนต์ EM Drive สร้างโดยทีมนักวิจัย Eagleworks (ภาพจาก Wikipedia)

ถึงแม้ว่างานวิจัยจากทีม Eagleworks ของ NASA ชิ้นนี้ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า EM Drive จะทำงานได้จริง ยังต้องมีการทดลองอีกหลายครั้ง รวมถึงการทดลองจริงในอวกาศในอีกหลายเดือนต่อจากนี้

อ้างอิง: Science Alert, Daily Galaxy, EnGadget

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1264446333620183

รู้หน้าก็รู้ใจ มหาวิทยาลัยจากจีนใช้โครงข่ายประสาทเทียมแยกแยะอาชญากรจากใบหน้า โดย สหรัฐ

แยกแยะอาชญากรจากใบหน้า

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Shanghai Jiao Tong ในประเทศจีน ใช้ Machine Learning ในการศึกษาความแตกต่างระหว่างใบหน้าของเหล่าอาชญากรกับคนธรรมดาทั่วไป และผลลัพธ์ที่ได้มีก็ความแม่นยำอย่างมาก

โครงข่ายประสาทเทียมแยกแยะอาชญากรจากใบหน้า

งานวิจัยของคุณ Xiaolin Wu และคุณ Xi Zhang จากมหาวิทยาลัย Shanghai Jiao Tong ประเทศจีน ใช้เทคนิคโครงข่ายประสาทเทียม (Neural Network) เพื่อศึกษาความแตกต่างระหว่างใบหน้าของเหล่าอาชญากรและคนธรรมดา เป็นการหาคำตอบว่าเราจะสามารถแยกแยะจากคน 2 กลุ่มนี้ออกจากกันเพียงแค่ดูใบหน้าได้หรือไม่

วิธีการที่พวกเขาใช้ก็ตรงไปตรงมา ด้วยการถ่ายภาพใบหน้าของชายชาวจีนทั้งหมด 1,856 คน  ซึ่งมีอายุระหว่าง 18-55 ปี ในจำนวนทั้งหมดนี้มีครึ่งหนึ่งเป็นอาชญากร จากนั้นนำไปเข้าโปรแกรมที่พวกเขาเขียนขึ้นเพื่อทำการแยกแยะใบหน้าของเหล่าอาชญากรกับคนธรรมดา

ตัวอย่างฐานข้อมูล (dataset) ที่ทีมนักวิจัยใช้
ตัวอย่างฐานข้อมูล (dataset) ที่ทีมนักวิจัยใช้

ผลการศึกษาพบว่า โปรแกรมของพวกเขามีความแม่นยำถึง 89.5% โดยตามรายงาน ส่วนต่างๆ ของใบหน้าที่โปรแกรมของพวกเขาใช้ในการแยกแยะ แบ่งออกเป็น 3 ตัวแปรได้แก่

  1. ความโค้งของริมฝีปากบน ซึ่งโดยปกติแล้วอาชญากรจะมีความใหญ่มากกว่าคนธรรมดา 23%
  2. ระยะห่างระหว่างดวงตาทั้งสองข้าง (inner corners of the eyes) ซึ่งของอาชญากรจะสั้นกว่าคนธรรมดา 6%
  3. มุมของเส้นที่ลากระหว่างสันจมูกกับมุมปากทั้งสองข้าง ซึ่งของอาชญากรจะมีขนาดแคบกว่า 20%
criminal-anthropometry
ส่วนต่างๆ ของใบหน้าที่โปรแกรมของพวกเขาใช้ในการแยกแยะ แบ่งออกเป็น 3 ตัวแปร

 

ผลลัพธ์ที่ได้ เกิดขึ้นท่ามกลางข้อโต้แย้งและคำถามที่เกิดขึ้นมากมาย

งานวิจัยนี้ส่งผลให้เกิดคำถามด้านศีลธรรมต่างๆ ขึ้นมากมาย ในการตัดสินผู้คนจากเพียงแค่ใบหน้า และถึงแม้ว่าผลลัพธ์ที่ได้จะถูกต้อง แต่พวกเขาจะอธิบายการตัดสินคนต่างๆ ได้อย่างไร ทำไมใบหน้าของเหล่าอาชญากรถึงแตกต่างจากคนธรรมดา แล้วพวกเราจะสามารถแยกแยะคนเหล่านั้นออกจากกันได้อย่างไร นิสัยความเป็นอาชญากรเกิดจากพฤติกรรมที่ได้เรียนรู้ สั่งสอนกันมา หรือเกิดจากวิวัฒนาการของมนุษย์กันแน่

พวกเราอาจจะกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ของมานุษยวิทยาด้านการวัดร่างกายของคน (anthropometry) เนื่องจากเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา มีทีมนักวิจัยอีกทีมหนึ่งจากมหาวิทยาลัย Notre Dam ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ใช้ Deep Learning ในการตัดสินผู้คนจากเพียงแค่ใบหน้าว่ามีความเชื่อถือ ฉลาด ชอบเข้าสังคม มีอารมณ์ขัน และอื่นๆ อีกมากมาย เช่นกัน

อ้างอิง: MIT Technology Review

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1264651556932994

ไอเดียใหม่! เปิดเผยตัวตนและไลฟ์สไตล์ผ่านโมเลกุลสะสมบนโทรศัพท์มือถือ โดย สหรัฐ

เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าข้อมูลที่อยู่ในโทรศัพท์มือถือของคนๆหนึ่ง สามารถเปิดเผยถึงบุคลิก ลักษณะนิสัย สิ่งที่ชอบ หรือการใช้ชีวิตของคนๆนั้นได้

แต่นักวิจัยที่ University of California วิทยาเขต San Diego พบว่าโมเลกุลขนาดจิ๋วที่เกาะอยู่ตามโทรศัพท์มือถือ ก็สามารถบอกถึงไลฟ์สไตล์ของเจ้าของโทรศัพท์เครื่องนั้นได้เช่นกัน

นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งที่ University of California วิทยาเขต San Diego บอกว่าพวกเขาสามารถทราบถึงไลฟ์สไตล์หรือการใช้ชีวิตของคนๆ หนึ่งได้ จากโทรศัพท์มือถือที่คนๆนั้นใช้ โดยที่ไม่ต้องเปิดรหัสดูข้อมูลข้างในเลยเสียด้วยซ้ำ และก็ไม่ได้ใช้หลักการด้านโหราศาสตร์หรือดาราศาสตร์ใดๆ

ในรายงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร the Proceedings of the National Academy of Science คณะนักวิทยาศาสตร์ชุดนี้ได้ทดสอบด้วยการนำโทรศัพท์มือถือของกลุ่มตัวอย่าง 39 คน เพื่อตรวจสอบสิ่งที่เรียกว่า “Molecular Lifestyle Signatures” หรือ “การบ่งบอกถึงการใช้ชีวิตผ่านทางโมเลกุล” ซึ่งเป็นโมเลกุลหรือฝุ่นผงที่ติดมาจากกิจกรรมที่ทำเป็นประจำทุกวัน แล้วสะสมติดอยู่บนโทรศัพท์มือถือผ่านทางมือและใบหน้าของเรา

นักวิทยาศาสตร์ชุดนี้บอกว่า ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ผลิตภัณฑ์ด้านความงาม ยาฆ่าแมลง รวมทั้งสารเคมีต่างๆ สามารถทิ้งร่องรอยอยู่บนตัวเราโดยเฉพาะบนนิ้วมือ ก่อนที่จะถูกส่งผ่านไปยังโทรศัพท์มือถือ

นักวิจัยนำโมเลกุลเหล่านั้นมาตรวจสอบด้วยวิธีที่เรียกว่า Mass Spectrometry หรือการวิเคราะห์มวลของอะตอมและโมเลกุลด้วยพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า จากนั้นนำมาเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลทางเคมี โดยสิ่งที่พบคือข้อมูลเฉพาะบางอย่างเกี่ยวกับเจ้าของโทรศัพท์

ตัวอย่างของสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์พบบนโทรศัพท์มือถือของกลุ่มตัวอย่าง ก็เช่น สารเคมีจากยารักษาเชื้อราตามผิวหนัง ยาป้องกันผมร่วง ยาหยอดตา ยาแก้โรคซึมเศร้า ครีมกันแดด ผงกาแฟ และละอองจากเปลือกผลไม้ เป็นต้น

นักวิจัยบอกว่า สารเคมีจากครีมกันแดดและยากันแมลงอาจช่วยบ่งชี้ได้ว่าเจ้าของโทรศัพท์เครื่องนั้นเป็นคนชอบใช้ชีวิตกลางแจ้ง ส่วนละอองหรือผงพริก ผลเครื่องเทศ อาจช่วยระบุได้ว่าเป็นคนชอบทานอาหารรสจัด ขณะที่คราบไวน์หรือเบียร์อาจช่วยบอกว่าคนๆนั้นชอบดื่มของมึนเมา หรือชอบงานปาร์ตี้รื่นเริงก็เป็นได้

นอกจากนี้ โมเลกุลสารเคมีจากเครื่องสำอางยังอาจช่วยบ่งชี้ว่า เจ้าของโทรศัพท์นั้นน่าจะเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของงานวิจัยชิ้นนี้ไม่ใช่การระบุถึงรูปพรรณสัณฐานของใครคนใดคนหนึ่งผ่านทางโทรศัพท์มือถือ เนื่องจากโมเลกุลที่เก็บได้นั้นยังไม่มีความเฉพาะเจาะจงหรือเป็นเอกลักษณ์จนสามารถนำมาใช้แทนลายนิ้วมือได้

แต่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า วิธีการนี้จะสามารถนำไปใช้ประกอบการวิเคราะห์รายละเอียดเกี่ยวกับการใช้ชีวิต กิจวัตรประจำวัน และสิ่งที่ชื่นชอบ เพื่อประโยชน์ในการรวบรวมหลักฐานด้านอาชญาวิทยา โดยมีสถาบันยุติธรรมแห่งชาติของสหรัฐฯ เป็นผู้สนับสนุนงานวิจัยชิ้นนี้

เพื่อที่ในอนาคต ตำรวจหรือนักสืบอาจใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เกาะแน่นอยู่บนโทรศัพท์มือถือในการติดตามจับกุมคนร้าย นอกเหนือไปจากการตรวจสอบลายนิ้วมือ และดีเอ็นเอ

ทีมา-http://www.voathai.com/a/molecular-lifestyles-cellphone/3602010.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1264753550256128

อันตรายที่ซ่อนอยู่ใน ผลิตภัณฑ์ “สีเขียว” โดน สหรัฐ

อันตรายที่ซ่อนอยู่ใน ผลิตภัณฑ์ “สีเขียว”

150305110605-large

ข่าวนี้อาจทำให้ผู้คนตื่นตัวในเรื่องของสารอันตรายที่มีอยู่รอบตัวเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลในข่าวทำให้เรารู้ว่า ส่วนใหญ่เราได้รับสารเหล่านี้จากผลิตภัณฑ์ที่ใช้เป็นประจำภายในบ้านเสียด้วย

เมื่อเร็วๆนี้ ดร. Steinemann ผู้เชี่ยวชาญทางด้านมลภาวะทางสิ่งแวดล้อม ด้านคุณภาพอากาศ และผลกระทบต่อสุขภาพมนุษย์ระดับโลกค้นพบว่ามีการปล่อยสารที่ทำอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์และส่งผลต่อคุณภาพของอากาศจำนวนหนึ่งออกมาจากผลิตภัณฑ์อุปโภคที่พบเห็นทั่วไปรวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ติดฉลากว่าเป็นผลิตภัณฑ์ “สีเขียว” “มาจากธรรมชาติล้วน” หรือ“ไม่เป็นพิษ” ที่มีขายกันอยู่ในตลาดปัจจุบันด้วย แต่อย่างไรก็ตามสารออกฤทธิ์เหล่านี้ส่วนมากแล้วจะไม่ได้รับการเปิดเผยให้ผู้อุปโภคทราบ

ดร. Steinemann ศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมโยธาจากภาควิชาวิศวกรรมโครงสร้างพื้นฐาน คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น และดำรงตำแหน่งประธานแห่งเมืองยั่งยืน พยายามค้นคว้าหาความจริงและเปรียบเทียบสารประกอบอินทรีย์ระเหย (Volatile organic compounds ,VOCs) ที่ถูกปล่อยออกมาจากผลิตภัณฑ์ตัวอย่าง 37 ชนิด อาทิเช่น ผลิตภัณฑ์ปรับอากาศ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ผลิตภัณฑ์ซักรีด และผลิตภัณฑ์ดูแลตนเอง รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองและอ้างว่าเป็นผลิตภัณฑ์สีเขียวและทำจากสารอินทรีย์ โดยตัวอย่างทั้งหมดที่นำมาทดสอบนี้มีทั้งชนิดที่มีและไม่มีน้ำหอม

ผลการทดสอบพบว่า ในผลิตภัณฑ์ตัวอย่างทั้ง 37 ชนิดมีการปล่อยสาร VOCs ออกมาทั้งหมด 156 ชนิด สาร VOCs ทั้งหมด156ชนิด มี 42 ชนิดที่ถูกจำแนกว่าเป็นสารพิษหรือสารอันตรายภายใต้กฏหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา (US federal laws) ซึ่งผลการทดสอบโดยเฉลี่ยแล้วผลิตภัณฑ์หนึ่งชนิดปล่อยสาร VOCs ออกมา 15 ชนิด และใน 15 ชนิดนี้อย่างน้อยหนึ่งชนิดเป็นสารพิษ นั่นหมายความว่า ทุกผลิตภัณฑ์ปล่อยสารเคมีที่เป็นอันตรายเหล่านี้อย่างน้อยหนึ่งชนิด

งานวิจัยเปิดเผยว่า การปล่อยสารก่อมะเร็งที่เป็นมลพิษทางอากาศจากผลิตภัณฑ์ ‘สีเขียวชนิดที่มีน้ำหอมไม่มีความแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหอมทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ สารประกอบระเหยทั้งหมดที่มีมากกว่า 500 ชนิดถูกปล่อยออกมาจากผลิตภัณฑ์เหล่านี้แต่มีการเปิดเผยรายการของสารดังกล่าวบนฉลากผลิตภัณฑ์หรือในเอกสารข้อมูลความปลอดภัยสารเคมี (Material Safety Data Sheet : MSDS) เพียงไม่ถึง 3 เปอร์เซ็นต์

ปริทรรศน์ (Paradox)” ความจริงที่ค้นพบกลับขัดแย้งกับความรู้สึก

โดยทั่วไป เรามักเชื่อว่ามลพิษทางอากาศที่เราได้รับเป็นประจำมักมาจากภายนอกบ้าน แต่ผลการทดสอบจากงานวิจัยนี้กลับค้นพบว่าเราได้รับมลพิษทางอากาศมากที่สุดจากผลิตภัณฑ์อุปโภคที่ใช้กันในชีวิตประจำวันภายในบ้านของเราเอง ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลสารออกฤทธิ์หรือสารสำคัญที่เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์เหล่านี้อย่างถูกต้องและครบถ้วน รวมทั้งสิ่งแวดล้อมทางอากาศภายในบ้านไม่มีมาตรฐานการควบคุมและการตรวจวัดใดๆ

สารฟอร์มัลดีไฮด์ สารที่ทราบกันดีว่าเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์

สารก่อมะเร็ง

‘เทอร์ปีน’ เป็นสารเคมีทั่วไปที่พบได้มากที่สุดในผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหอมแต่ไม่พบในผลิตภัณฑ์ชนิดที่ไม่มีน้ำหอม เทอร์ปีนเป็นสารที่พร้อมทำปฏิกิริยากับโอโซนในอากาศได้ในทันทีและก่อให้เกิดสารพิษหลายชนิด อาทิเช่น อนุภาคที่เล็กเป็นพิเศษ และ ฟอร์มัลดีไฮด์ที่เป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ ผลิตภัณฑ์อุปโภคที่ขายกันในประเทศออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และทั่วโลกไม่ถูกบังคับหรือกำหนดให้ลงรายการของสารสำคัญทั้งหมดหรือสารประกอบอื่นๆที่อยู่ในส่วนผสมทางเคมีที่เรียกรวมว่าเป็น “น้ำหอมหรือสารให้กลิ่นหอม (fragrance)”

ทิ้งท้าย

ศาสตราจารย์ Steinemann กล่าวว่า การให้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนทำให้ผู้อุปโภคอาจเลือกผลิตภัณฑ์ที่กล่าวอ้างว่า เป็นผลิตภัณฑ์สีเขียว เป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ หรือทำมาจากสารอินทรีย์ซึ่งโดยมากแล้วการกล่าวอ้างของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่มีการทดสอบใดๆ

แน่นอนว่า จากนี้เธอยังจะเดินหน้าเพื่อหาคำตอบต่อไปว่า พวกเราได้รับมลพิษต่างๆได้อย่างไรและเพราะอะไร? รวมถึงวิธีลดความเสี่ยงดังกล่าวและช่วยให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น!!

ข้อมูลเพิ่มเติม

  1. ผลิตภัณฑ์ที่เธอเลือกมาทดสอบเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้กันทั่วไปในประเทศออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา และประเทศต่างๆ จากหลายสภาพแวดล้อม ตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ภายในบ้าน โรงเรียน โรงพยาบาล ที่ทำงาน โรงแรม ภัตตาคาร ร้านค้า หอพัก สวนสาธารณะ สถานดูแลเด็กและคนชรา โรงยิม สถานสงเคราะห์ผู้เร่ร่อน อาคารองค์กรภาครัฐ สนามบิน รถสาธารณะ รวมทั้ง เรือและเครื่องบิน
  2. การทดสอบนี้ใช้แก๊สโครมาโทกราฟี-แมสสเปกโตรเมทรี (Gas Chromatography-Mass Spectrometry :GC-MS) เพื่อวิเคราะห์หาสารประกอบที่ระเหยได้ในช่องว่างของอากาศที่อยู่เหนือตัวอย่างในภาชนะบรรจุหรือบรรจุภัณฑ์ ซึ่งเรียกว่า เทคนิค headspace โดยมีตัวอย่างเป็นผลิตภัณฑ์ปรับอากาศและดับกลิ่น (ในรูปของสเปรย์ เจล ของแข็ง น้ำมัน หรือเป็นแผ่น) ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด (น้ำยาทำความสะอาดเอนกประสงค์ น้ำยาทำความสะอาดหน้าต่างและพื้นผิว น้ำยาฆ่าเชื้อ และน้ำยาล้างจาน) และผลิตภัณฑ์ดูแลตนเอง (สบู่ น้ำยาล้างมือ ครีมกันแดด โลชั่น โลชั่นเด็ก ยาระงับกลิ่นกาย แชมพู แชมพูเด็ก)
  3. ส่วนผสมในผลิตภัณฑ์อุปโภคและในสูตรที่มีน้ำหอมได้รับการยกเว้นการเปิดเผยรายการแบบครบถ้วน
  4. ฉลากของผลิตภัณฑ์ซักรีด ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และผลิตภัณฑ์ปรับอากาศ ไม่จำเป็นต้องแสดงรายการของส่วนผสมทั้งหมด หรือไม่ต้องแสดงว่ามีน้ำหอมในผลิตภัณฑ์
  5. ฉลากของผลิตภัณฑ์ดูแลตนเองและเครื่องสำอางค์จำเป็นต้องแสดงรายการของส่วนผสม ยกเว้นแต่ส่วนผสมที่จัดว่าเป็นน้ำหอม “fragrance” หรือ “parfum” อาจจะลงรายการว่าเป็นน้ำหอมแทนการแยกรายชื่อสารแต่ละตัว
  6. เอกสารข้อมูลความปลอดภัยสารเคมี (Material Safety Data Sheet : MSDS) ไม่บังคับให้ทุกผลิตภัณฑ์แสดงรายการส่วนผสมทั้งหมด
  7. ส่วนผสมที่เป็นน้ำหอมได้รับการยกเว้นจากการเปิดเผยแบบครบถ้วนในทุกผลิตภัณฑ์ ไม่เพียงแต่ในออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา แต่หมายถึงโดยสากลทีมา-https://www.mtec.or.th/academic-services/mtec-science-technology-news/6726-2015-04-22-06-51-40

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1264895206908629

กบลูกศรพิษจุดประกายวิธีกำจัดน้ำแข็งบนปีกเครื่องบิน โดย สหรัฐ

frog

เครดิตภาพ: Pixabay

แปลและเรียบเรียงโดย
อรวรรณ สัมฤทธิ์เดชขจร
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ

ท่านคิดว่าข่าวนี้มีประโยชน์มากน้อยเพียงใดสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นได้จากระบบโหวตค่ะ

การเดินทางโดยเครื่องบินในช่วงฤดูหนาวมักประสบปัญหาจากน้ำแข็งเกาะตัวบนปีกของเครื่องบิน ทำให้เครื่องบินต้องรับน้ำหนักมากขึ้น และยกตัวได้น้อยลง ซึ่งอาจเป็นอันตรายในช่วงของการขึ้น-ลงของเครื่องบินได้ ดังนั้น ก่อนที่เครื่องบินจะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าจะต้องมีการพ่นสารกันเยือกแข็ง (antifreeze) เสียก่อน โดยสารนี้จะทำหน้าที่ลดจุดเยือกแข็งของน้ำทำให้ลดการเกาะตัวของน้ำแข็งขณะบิน อย่างไรก็ดี สารนี้มีราคาสูงโดยเฉพาะหากใช้ในปริมาณมาก สิ้นเปลืองเงินตราและเวลา ทั้งยังส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

ปัญหาเหล่านี้กำลังจะกลายเป็นอดีต เพราะขณะที่ Konrad Rykaczewski ไปพักผ่อนกับภรรยาที่ปานามา เขาได้รับแรงบันดาลใจจากกบลูกศรพิษ เมื่อกลับมาสหรัฐอเมริกาเขาก็เริ่มศึกษาถึงกลไกการปล่อยพิษของผิวหนังกบ ซึ่งเขาพบว่าผิวด้านนอกสัมผัสกับสิ่งแวดล้อม ในขณะที่ผิวชั้นในมีพิษอยู่และจะปล่อยออกมาเมื่อถูกคุกคาม (ภาพที่ 1)

เครดิตภาพ: K.Rykaczewski

ภาพที่ 1 ลักษณะของผิวหนังกบลูกศรพิษ (ซ้าย) และผิวเคลือบที่ป้องกันการเกิดน้ำแข็ง (ขวา)
Rykaczewski และทีมวิจัยจาก Arizona State University (ASU) (ภาพที่ 2) จึงพัฒนาวิธีป้องกันการเกิดน้ำแข็งบนปีกเครื่องบินแบบใหม่ที่เลียนแบบผิวหนังของกบลูกศรพิษ กล่าวคือ ปีกของเครื่องบินสามารถปล่อยสารกันเยือกแข็งได้เองเช่นเดียวกับกบลูกศรพิษ หากทำเช่นนี้ได้จริงก็จะเป็นการลดต้นทุนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ทีมวิจัยออกแบบผิวเคลือบให้มีลักษณะเป็น 2 ชั้นบางๆ โดยพ่นเคลือบไปบนปีกเครื่องบิน (ภาพที่ 1) ผิวด้านนอกเป็นซูเปอร์ไฮโดรโฟบิกพรุน (porous superhydrophobic) ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้น้ำฝนเกาะผิวจนเกิดการแข็งตัวเป็นน้ำแข็ง ส่วนผิวด้านในเป็นชั้นสำหรับกักเก็บสารกันเยือกแข็ง เมื่อผิวด้านนอกไม่สามารถต้านทานการเกิดน้ำแข็ง เช่นในกรณีที่เกิดน้ำค้างแข็ง รูของผิวนอกก็จะเต็มไปด้วยน้ำแข็งจนทำให้เกิดการสัมผัสกับสารกันเยือกแข็ง ผิวชั้นในก็จะทำงานเองโดยปล่อยสารกันเยือกแข็งออกมาตามช่องระหว่างชั้นเพื่อละลายน้ำแข็ง

ภาพที่ 2 Konrad Rykaczewski

ผลงานของทีมวิจัยนี้ได้รับการยกย่องจากผู้เชี่ยวชาญว่าดี และแปลกใหม่ แต่ยังสามารถทำให้ดียิ่งขึ้นไปอีก หากหาวิธีเติมเต็มสารกันเยือกแข็งได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าไอเดียนี้จะน่าทึ่ง แต่ทว่ายังมีข้อจำกัด เช่น ราคา อีกทั้งควรศึกษาเพิ่มเติมเพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งที่คิดขึ้นมานี้จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาแก่ตัวเครื่องบิน

Rykaczewski กล่าวว่าคงต้องใช้เวลาสักระยะก่อนที่จะสามารถนำมาใช้ได้จริง แต่กว่าจะถึงขั้นนั้น เขาอยากทดลองกับกังหันลมที่ใช้ในที่หนาวเย็น และเครื่องบินบังคับที่ไม่มีคนขับที่บินในเขตขั้วโลกก่อน

ทีมา-https://www.mtec.or.th/academic-services/mtec-science-technology-news/6755-2015-06-17-03-09-59

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1264898393574977

พอลิเมอร์แบบฉีดช่วยห้ามเลือดให้กับทหารและผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุ โดย สหรัฐ

พอลิเมอร์แบบฉีดช่วยห้ามเลือดให้กับทหารและผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุ
อีกไม่นานปัญหาการเสียเลือดของผู้บาดเจ็บจนเสียชีวิตระหว่างทางก่อนถึงมือแพทย์นั้นจะหมดไปด้วย ‘PolySTAT’ พอลิเมอร์สังเคราะห์ชนิดใหม่ที่พกพาไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บได้ทุกที่ ทุกสถานการณ์ ทั้งยังใช้งานง่ายไม่ต้องอาศํยแพทย์หรือพยาบาล เพียงแค่มีผู้ที่สามารถนำพอลิเมอร์ดังกล่าวที่บรรจุอยู่ในหลอดฉีดเข้าไปในร่างกายของผู้บาดเจ็บ เลือดที่ไหลอยู่ก็จะหยุดในทันที

การห้ามเลือดให้กับผู้บาดเจ็บในหลายสถานการณ์มักมีอุปสรรค ไม่ว่าจะเป็นการขาดความพร้อมทางด้านบุคลากรที่เชี่ยวชาญ หรือแม้แต่ความสามารถที่จำกัดของอุปรณ์ห้ามเลือดอย่างสายรัดห้ามเลือดที่ไม่สามารถห้ามเลือดในบางตำแหน่งได้โดยเฉพาะบาดแผลตรงหน้าอก ยกตัวอย่าง ในสถานการณ์ของทหารที่ถูกยิงท่ามกลางสนามรบ การหาผลิตภัณฑ์เลือดที่แช่เย็นหรือแช่แข็งเพื่อนำมาห้ามเลือดนั้นเป็นไปได้ยาก ทหารที่บาดเจ็บอาจเสียชีวิตจากการเสียเลือดโดยยังไม่ได้รับการรักษา อุปสรรคเหล่านี้ทำให้นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวอชิงตันพยายามคิดค้นวิธีการห้ามเลือดอย่างง่ายจากการสังเคราะห์พอลิเมอร์พิเศษที่สามารถฉีดเข้าไปในร่างกายของผู้บาดเจ็บเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับลิ่มเลือด พอลิเมอร์ดังกล่าวมีชื่อว่า “PolySTAT” ด้วยวิธีการฉีดแบบพื้นฐาน พอลิเมอร์ชนิดนี้ก็สามารถเข้าไปในร่างกายและค้นหาบาดแผลภายในหรือแผลที่มองไม่เห็น จากนั้นมันก็เริ่มทำงาน อุดบาดแผลและหยุดเลือดได้อย่างรวดเร็ว 

รูปของ’PolySTAT’ ได้ขึ้นปกวารสาร Science Translational Medicine ฉบับวันที่ 4มีนาคมที่ผ่านมาและในวารสารมีการกล่าวถึงพอลิเมอร์ดังกล่าวไว้ว่า “มันกลายเป็นสิ่งแรกที่ถูกนำมาใช้เพื่อช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจากทุกเหตุการณ์ตั้งแต่การบาดเจ็บที่เกิดขึ้นในสนามรบ อุบัติเหตุทางรถยนต์ หรือแม้กระทั่งในภารกิจการค้นหาและช่วยเหลือผู้รอดชีวิตที่อยู่ลึกภายในภูเขา” ทั้งนี้นักวิจัยได้ทดสอบพอลิเมอร์ดังกล่าวในหนูแล้ว และพวกเขากล่าวว่าจะนำมาทดสอบกับมนุษย์ได้ภายในห้าปีข้างหน้า
ความสำเร็จของ ‘PolySTAT’
ผลการศึกษาเบื้องต้นกับหนูทดลองที่มีการบาดเจ็บในส่วนของหลอดเลือดแดงบริเวณโคนขาที่อาจทำให้หนูเสียชีวิตได้นั้น พบว่าหนูทดลองที่ถูกฉีด PolySTATมีชีวิตรอดทุกตัว แต่ในหนูทดลองที่ฉีดรักษาด้วยโปรตีนธรรมชาตินั้นมีชีวิตรอดเพียง 20 เปอร์เซ็นต์
ดร.Nathan White ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านการแพทย์ฉุกเฉิน ผู้ร่วมเขียนผลงานวิจัยและผู้ก่อตั้งทีมวิจัยพัฒนาแมคโครโมเลกุลร่วมกับวิศวกรเคมีและชีววิศวกรรมจากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน กล่าวว่า “ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเสียชีวิตจากการเสียเลือดอย่างรวดเร็ว” และ ‘PolySTAT’ ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถนำมาบรรจุไว้ในหลอดฉีดยาและพกพาไว้ในกระเป๋าเพื่อช่วยห้ามเลือดให้ผู้บาดเจ็บและยื้อชีวิตของพวกเขาได้นานพอที่พาส่งโรงพยาบาลได้ทันเวลา

แรงบันดาลใจจากกลไกธรรมชาติ
ตามปกติแล้ว ร่างกายมนุษย์จะมีโปรตีนธรรมชาติที่เป็นสารปัจจัยการแข็งตัวของเลือด (coagulation factors) หลายชนิดอยู่ในส่วนของน้ำเลือด โปรตีนเหล่านี้มีการตั้งชื่อเป็นปัจจัย (Factor) I ถึง XIII (อักษรโรมัน) และมีชื่อเรียกดังตาราง

 

Factor

ชื่อเรียก

I

fibrinogen

II

prothrombin

III

tissue thromboplastin (tissue factor)

IV

ionized calcium ( Ca++ )

V

labile factor or proaccelerin

VI

unassigned

VII

stable factor or proconvertin

VIII

antihemophilic factor

IX

plasma thromboplastin component, Christmas factor

X

Stuart-Prower factor

XI

plasma thromboplastin antecedent

XII

Hageman factor

XIII

fibrin-stabilizing factor

**อ้างอิง http://sgpt.thai-aip.net/subjects/hematology/stasis.html

 

ปัจจัยการแข็งตัวของเลือดชื่อ ‘factor XIII’ ที่ทำหน้าที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับลิ่มเลือดนี้เป็นแรงบันดาลใจทำให้ทีมวิจัยคิดค้นพอลิเมอร์สังเคราะห์ PolySTAT เพื่อทำหน้าที่เลียนแบบfactor XIII แต่พัฒนาให้มีประสิทธิภาพที่เหนือกว่า
กลไกการแข็งตัวของเลือด
ตามปกติแล้วหลังจากที่เราได้รับบาดเจ็บ เกล็ดเลือดในเลือดจะเริ่มจับกลุ่มกันที่บาดแผลและสร้างผนังกั้นชั้นต้นขึ้นมา ต่อมาจะมีการสร้างเส้นใยพิเศษที่เรียกว่า ไฟบริน เมื่อไฟบรินเริ่มสานกันเป็นร่างแหมันจะรวมตัวกับเกล็ดเลือดและกลายเป็นลิ่มเลือดคล้ายวุ้นเลือดมาอุดรอยฉีกขาดของเส้นเลือดตรงบริเวณปากแผล แต่ถ้าโครงร่างแหที่สร้างขึ้นมาไม่สามารถต้านแรงดันของเลือดได้ ก้อนลิ่มเลือดที่อุดบาดแผลก็จะแตกออกทำให้ผู้ป่วยเสียเลือดอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม factor XIII และ PolySTAT สามารถช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับก้อนลิ่มเลือดได้ด้วยการจับเส้นใยไฟบรินเข้าด้วยกันและมีสร้างร่างแหขึ้นมาช่วยเสริมแรงโครงตาข่ายของการปิดแผลที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่กลไกการเสริมแรงนั้นแตกต่างกัน
Suzie Pun, the UW’s Robert J. Rushmer Professor of Bioengineering ผู้ร่วมเขียนกล่าวว่า “มันเหมือนความแตกต่างระหว่างการบิดเชือกสองเส้นเข้าด้วยกันกับการสานเชือกเป็นร่างแห ซึ่งแน่นอนว่าโครงตาข่ายร่างแหนั้นมีความแข็งแรงที่มากกว่า”  ดังภาพด้านล่าง

 
นอกจากนี้ PolySTAT ยังช่วยป้องกันกลไกการต้านการแข็งตัวของเลือดที่เกิดจากเอนไซม์ธรรมชาติที่พยายามจะละลายลิ่มเลือดที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อกระบวนการรักษาบาดแผลแต่เอนไซม์ดังกล่าวกลับเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของแพทย์ที่พยายามจะหยุดเลือดผู้บาดเจ็บเพื่อป้องกันการเสียชีวิต
แต่อย่างไรก็ตาม การทำงานของเอนไซม์นี้ไม่มีผลต่อ PolySTAT เพราะมันมุ่งเป้าเข้าไปตัดเฉพาะที่เส้นใยไฟบรินเท่านั้น ไม่ยุ่งเกี่ยวกับพันธะของ PolySTAT ที่รวมอยู่ในลิ่มเลือดดังนั้นก้อนลิ่มเลือดจึงยังสมบูรณ์ ไม่เกิดความเสียหายในช่วงเวลาวิกฤติหลังจากบาดเจ็บ  

PolySTAT มีข้อดีที่เหนือกว่าวิธีดั้งเดิม

 

“พวกเรากำลังทดสอบจริงว่าลิ่มเลือดที่ถูกสร้างขึ้นมานี้แข็งแรงเพียงใด ซึ่งก็ได้คำตอบจากการทดลองว่าสัตว์ที่ถูกฉีดด้วย PolySTAT มีเลือดออกน้อยลงมากและมีชีวิตรอดทั้งหมดทุกตัว”Leslie Chan นักศึกษาปริญญาเอกสาขาชีววิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมวิจัยกล่าว
White หนึ่งในทีมวิจัยที่รักษาผู้บาดเจ็บที่ศูนย์การแพทย์ Harborview กล่าวว่า พอลิเมอร์สังเคราะห์ PolySTATนี้มีข้อดีที่เหนือกว่าวิธีการรักษาผู้บาดเจ็บที่ตกเลือด (hemorrhaging treatment) ที่ใช้กันอยู่ทั่วๆไปในปัจจุบันโดยเฉพาะการใช้เลือดและผลิตภัณฑ์เลือดทดแทนเลือดที่เสียไปนั้นมักมีข้อเสียหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นต้นทุนที่สูงหรือการเก็บรักษาที่ต้องเก็บอย่างระมัดระวังเนื่องจากแบคทีเรียสามารถเจริญเติบโตได้ทั้งยังอาจมีโรคติดเชื้อที่แฝงอยู่ ทั้งยังมีโปรตีนส่วนเกินหลายร้อยชนิดที่ผู้ป่วยต้องรับไปพร้อมกับการถ่ายเลือดโดยไม่ตั้งใจอีกด้วย นอกจากนี้ นักวิจัยยังพบว่า PolySTAT ยังสามารถเสริมความแข็งแรงให้กับลิ่มเลือดได้แม้กระทั่งในกรณีที่ร่างกายผู้ป่วยมีปริมาณไฟบรินต่ำเข้าขั้นวิกฤตอีกด้วย

ความปลอดภัยของ PolySTAT
ไม่เพียงแต่ที่ทีมจะพัฒนาให้ PolySTAT มีประสิทธิภาพสูงเท่านั้น ทีมยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้ป่วยด้วย โดยในงานวิจัยนี้ทีมเลือกใช้เปปไทด์ที่มีความเฉพาะเจาะจงสูงเพื่อให้สามารถจับกับไฟบรินที่บริเวณบาดแผลเท่านั้นแต่ไม่สามารถจับ precursor ของไฟบรินที่ไหลเวียนอยู่ทั่วร่างกายได้ นั่นหมายความว่าPolySTAT ที่สังเคราะห์ขึ้นมานี้ไม่สามารถทำให้ผู้ป่วยเกิดลิ่มเลือดซึ่งเป็นอันตรายที่ก่อให้เกิดภาวะอุดตันของหลอดเลือด (embolism) หรือภาวะอุดตันของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง (stroke)
แต่อย่างไรก็ตาม ทีมยังคงต้องทดสอบในขั้นตอนต่อไปกับสัตว์ทดลองที่มีขนาดใหญ่ขึ้นและยังต้องมีการกรองเพิ่มเติมเพื่อค้นหาหาก PolySTAT ไปจับกับสารอื่นๆที่ไม่พึงประสงค์ นอกจากนี้ทีมยังวางแผนที่จะพัฒนาเพื่อใช้รักษาโรคเลือดไหลไม่หยุด (โรคฮีโมฟีเลีย) และเพื่อนำไปใช้ห้ามเลือดร่วมกับผ้าพันแผล

ทีมา- https://www.mtec.or.th/academic-services/mtec-science-technology-news/6758-2015-06-19-04-56-45