คลังเก็บรายเดือน: กันยายน 2016

มีความสุขได้ง่ายๆแค่ถ่ายรูปเซลฟี่ โดยจารุภักดิ์

การถ่ายรูปเซลฟี่ด้วยสมาร์ทโฟนแล้วแชร์รูปภาพกับเพื่อนๆสามารถทำให้คนมีความสุขได้เช่นกัน จากการศึกษาของนักวิจัยที่สหรัฐอเมริกา โดยทำการศึกษากับกลุ่มตัวอย่างที่อยู่ในวัยเรียน

นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เออร์ไวน์ ชี้ว่า การถ่ายรูปด้วยกล้องโทรศัพท์สมาร์ทโฟนและแชร์ให้ผู้อื่นมีความสัมพันธ์กับอารมณ์และจิตใจ คือทำให้คนถ่ายมีความสุขได้ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายรูปในแบบใดๆ โดยนักวิจัยได้เผยแพร่ผลงานวิจัยนี้ในวารสารวิชาการPsychology of Well-Being

“งานวิจัยของเราชี้ว่า การถ่ายรูปแล้วแชร์รูปภาพกับคนอื่นทำให้คนเรารู้สึกดี มีความสุขได้เช่นกัน” ดร.หยู่ เฉิน นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เออร์ไวน์ เผย

“ถือว่าเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับนักศึกษา เนื่องจากวัยนี้เป็นวัยที่ต้องเผชิญกับความกดดันต่างๆมากมาย”

ความเครียดในชีวิตประจำวันในวัยกำลังศึกษามีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ความลำบากทางการเงิน การต้องอยู่ไกลบ้านเป็นครั้งแรก รู้สึกเหงา โดดเดี่ยว และต้องเรียนหนัก ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบกับการเรียนของนักศึกษา สามารถนำไปสู่การเป็นโรคซึมเศร้าได้

“แม้นักศึกษาจะเครียดง่าย แต่ข่าวดีคือ นักศึกษาหลายๆคนมีโทรศัพท์มือถือ ซึ่งสามารถใช้เพื่อปลดปล่อยความเครียดได้ ทุกวันนี้ การสร้างและส่งรูปภาพทำได้ง่ายมากด้วยแอพพลิเคชันต่างๆและโซเชียลมีเดีย”

เป้าหมายในการศึกษาครั้งนี้คือช่วยให้นักวิจัยเข้าใจว่าการถ่ายรูปนั้นส่งผลดีกับความเป็นอยู่ที่ดี 3 อย่างได้อย่างไร โดยความเป็นอยู่ที่ดีที่ว่าคือ การรู้จักแสดงสีหน้าทางบวก การทำสิ่งที่จะทำให้มีความสุข และการทำให้ผู้อื่นมีความสุข

ดร.เฉิน และทีมงานได้ออกแบบการทดลอง ให้นักศึกษาระดับมหาวิทยาลัย 41 คน เป็นชาย 28 คน หญิง 13 คน ทำการถ่ายรูปกิจกรรมในแต่ละวัน เช่น ไปเรียนหนังสือ เรียนหนังสือ ประชุม เจอเพื่อน ในขณะที่เข้าร่วมการทดลองครั้งนี้

ในตอนแรก นักวิจัยให้ผู้เข้าร่วมการทดลองตอบคำถามและให้สัมภาษณ์ นอกจากนั้นยังให้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชันที่สำรวจอารมณ์ในสัปดาห์แรก ซึ่งถือเป็นสัปดาห์ “ควบคุม” ส่วนสัปดาห์ที่ 2-4 เป็นสัปดาห์ของการ”เข้าแทรกแซง” โดยนักวิจัยให้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชันอีกอันที่สามารถถ่ายรูปแบะใส่ข้อความบรรยายอารมณ์ได้

ผู้เข้าร่วมการทดลองจะต้องรายงานอารมณ์ 3 ครั้งต่อวันโดยใช้แอพพลิเคชันในสมาร์ทโฟนที่กำหนดให้ และในตอนเย็น ก็ต้องรายงานว่าวันนั้นมีเหตุการณ์สำคัญที่มีผลกระทบต่ออารมณ์ในวันนั้นหรือไม่ อย่างไร

นักวิจัยได้แบ่งผู้เข้าร่วมการทดลองออกเป็น 3 กลุ่มอย่างสุ่ม กลุ่มแรก ให้ถ่ายรูปตัวเองแบบเซลฟี่ โดยกำหนดว่าจะต้องยิ้ม กลุ่มที่สอง ให้ถ่ายรูปที่เชื่อว่าถ่ายแล้วจะมีความสุข แบบที่สามคือถ่ายรูปที่เชื่อว่าจะสามารถนำความสุขมากสู่ผู้อื่นได้ (โดยการส่งให้ผู้อื่น)

นักวิจัยได้ข้อมูลอารมณ์มาทั้งหมดกว่า 2,900 ครั้งในช่วงที่เก็บข้อมูล และค้นพบว่า ทั้งสามกลุ่มมีอารมณ์ทางบวกมากขึ้น กลุ่มที่ต้องถ่ายรูปตัวเองแบบเซลฟี่ บางคนรายงานว่ารู้สึกมีความมั่นใจและสบายมากขึ้นเมื่อต้องยิ้ม กลุ่มที่ถ่ายรูปสิ่งของต่างๆที่ทำให้ตัวเองมีความสุขรายงานว่าตัวเองเป็นคนช่างคิดและเห็นคุณค่าของสิ่งต่างๆมากขึ้น และคนที่ถ่ายรูปที่ทำให้คนอื่นมีความสุขจะรู้สึกว่าตัวเองรู้สึกใจเย็นลง และพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การได้ติดต่อกับเพื่อนและครอบครัวช่วยลดความเครียดลงได้

“ทุกวันนี้เราได้ยินว่าเทคโนโลยีมีผลเสียมากมาย และที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เออร์ไวน์ เราได้ศึกษาอย่างระวัง เราได้ต่อยอดสิ่งที่เรียกว่า การคำนวณเชิงบวก และดิฉันคิดว่าการศึกษาครั้งนี้จะสามารถชี้ให้เห็นได้ว่า บางครั้งการติดโทรศัพท์ก็เป็นประโยชน์ได้เช่นกัน”

ที่มา: http://www.vcharkarn.com/vnews/505784

BIG-I หุ่นยนต์ Star Wars ในรูปแบบพ่อบ้านอัจฉริยะ โดย นัฐพล

BIG-I หุ่นยนต์ Star Wars ในรูปแบบพ่อบ้านอัจฉริยะ

หุ่นยนต์ที่เป็นทั้งคนคอยสนับสนุน และ เพื่อนในเวลาเดียวกันไม่ได้มีเพียง R2D2 หุ่นยนต์จากหนังฟอร์มยักษ์ Star Wars อีกต่อไป เนื่องจาก ทีมงาน NXROBO ได้พัฒนาหุ่นยนต์ส่วนบุคคล ที่เป็นทั้งเพื่อนสนิท และคนที่คอยสนับสนุนการทำงานภายในบ้านมาให้คุณได้รู้จัก เป็นที่เรียบร้อย และนั่นก็คือ “BIG-I”

BIG-I เพื่อน และผู้สนับสนุนการทำงานภายในบ้าน

“BIG-I” หุ่นยนต์ส่วนบุคคล ที่มีมุมมองการรับรู้ 3 มิติ พร้อมทั้งการรับคำสั่งเสียง ที่จะคอยควบคุมการทำงานภายในบ้านเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น การควบคุมการเปิด/ปิดไฟ, การปัดกวาดเช็ดถู (ใช้งานได้กับหุ่นยนต์ทำความสะอาด) รวมไปถึงเข้ามาทำหน้าที่เป็นหน่วยรักษาความปลอดภัยภายในบ้าน ที่จะทำการแจ้งเตือนเมื่อมีคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักมาเคาะประตูที่หน้าบ้านของคุณ

BIG-I เพื่อน และผู้สนับสนุนการทำงานภายในบ้าน

นอกจากนี้ เจ้าหุ่นยนต์ส่วนบุคคล “BIG-I” ตัวนี้ ไม่เพียงแต่จะคอยควบคุมการทำงานภายในบ้านเท่านั้น แต่ยังควบคุมคุณภาพชีวิตของคนในคุณ หรือคนในครอบครัวอีกด้วย เนื่องจาก มันสามารถปลุกคุณได้เมื่อถึงเวลาที่ตั้งไว้, แปลภาษาเมื่อมีคนต่างชาติเข้ามาในบ้าน (ตอนนี้แปลได้เพียง 2 ภาษาคือ ภาษาอังกฤษ กับ ภาษาจีน) และ ยังเป็นเครื่องเสียงให้คนภายในบ้านเมื่อยามเหงา หรือต้องการเสียงดนตรีได้อีกด้วย

สเปค “BIG-I”

BIG-I เพื่อน และผู้สนับสนุนการทำงานภายในบ้าน

และถ้าหากใครที่สนใจอยากได้เพื่อน “BIG-I” มาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวแล้วละก็ สามารถเข้าไปติดตามรายละเอียดได้จากเว็บไซต์ระดมทุน Kickstarter ได้เลย

ที่มา : http://news.thaiware.com/8700.html

วิธีแก้แฮงค์หลังดื่มหนักได้ผลจริงหรือ โดยสาโรจน์

บางคนมีภูมิต้านทานต่ออาการแฮงค์จริงหรือไม่ การกินอาหารหรือดื่มน้ำหลังดื่มเหล้ามาหนักช่วยป้องกันการแฮงค์ได้จริงหรือไม่ คำตอบคือไม่ใช่เลย

การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากมักจะมีผลข้างเคียงตามมาโดยเฉพาะผลที่ไม่ดี แต่หากคนเราไม่มีอาการแฮงค์เลย โอกาสที่จะดื่มต่อไปนั้นมีสูงมากซึ่งมักจะเป็นผลไม่ดีต่อร่างกาย แล้วอะไรที่อยู่เบื้องหลังอาการนี้ เป็นสิ่งที่นักวิจัยพยายามค้นหามาตลอด

ล่าสุด นักวิจัยจากเนเธอร์แลนด์และแคนาดาพยายามสำรวจพฤติกรรมการดื่มของนักดื่ม เพื่อให้เข้าใจต่อไปว่า เช้าวันต่อมี นักดื่มมีอาการเป็นอย่างไร

ในการศึกษาครั้งนี้ มีการเก็บข้อมูลจากนักเรียนแคนาดา 789 คนเกี่ยวกับการดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงรอบเดือนที่ผ่านมา โดยในแบบสำรวจมาการถามเกี่ยวกับปริมาณที่ดื่ม ระยะเวลาที่ดื่ม และความหนักของอาการแฮงค์ นักวิจัยได้คำนวณจนประมาณการได้ว่า ความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ในเลือดสำหรับคนที่มีอาการและไม่มีอาการแฮงค์นั้นไม่เท่ากัน ในจำนวนคนที่ไม่ได้มีอาการแฮงค์เลยราวๆ 79 เปอร์เซ็นต์นั้นจะมีค่าแอลกอฮอล์ในเลือดต่ำกว่าปกติประมาณ 0.10 เปอร์เซ็นต์ (หรือเทียบได้เป็นปริมาณสองเท่าของปริมาณแอลกอฮอล์ที่อนุญาตให้มีได้ในการขับรถในหลายประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และเยอรมนี หรืออยู่ที่ราวๆ 0.05 เปอร์เซ็นต์)

ดร.ยอริส เวิร์สเตอร์ แห่งมหาวิทยาลัยอูเทรค เนเธอร์แลนด์เผยว่า “เรากำลังทำงานร่วมกับชาวแคนาดาและนักเรียนชาวดัตช์ โดยทั่วไปแล้วเราพบความสัมพันธ์ที่ตรงไปตรงมาบางอย่าง เมื่อเราดื่ม เราก็จะแฮงค์มากขึ้น คนส่วนใหญ่ที่เคยบอกว่าไม่เคยเจออาการแฮงค์เลยนั้นดูเหมือนว่าจะดื่มน้อยกว่า หรือบางทีอาจจะดื่มน้อยมากจนไม่น่าจะเกิดอาการแฮงค์ได้เลย”

ในการศึกษาเพิ่มเติม นักวิจัยศึกษาว่าการกินอาหารและดื่มน้ำหลังจากดื่มแอลกอฮอล์ไปเยอะๆนั้นช่วยไม่ให้เกิดอาการแฮงค์ได้จริงหรือไม่ จึงได้รวบรวมคำตอบจากแบบสอบถามนักเรียนชาวดัตช์ 826 คนที่เคยมีช่วงดื่มหนักเมื่อเร็วๆนี้และถามว่าได้มีการกินอาหารหรือดื่มน้ำหลังจากนั้นหรือไม่ นักเรียนจำนวน 449 คนหรือราวๆครึ่งหนึ่งตอบว่า กินอาหารหรือดื่มน้ำหลังจากดื่มแอกอฮอล์ หลังจากนั้นนักวิจัยได้ถามถึงความรุนแรงของอาการแฮงค์

ดร.ยอริส เวิร์สเตอร์ เผยว่า “คนที่กินอาหารหรือน้ำนั้นจะมีโอกาสที่จะแฮงค์ลดลงไปนิดเดียวเท่านั้น แต่ก็ไม่ได้แตกต่างอย่างมีความหมายทางสถิติใดๆ จากสิ่งที่เรารู้จากแบบสำรวจคือ วิธีการเดียวที่จะป้องกันการแฮงค์ได้คือ ดื่มให้มันน้อยลง”

“การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาโดยใช้แบบสอบถาม และถือเป็นครั้งแรกๆเลย ซึ่งก็หมายความว่า การวิจัยครั้งนี้ยังมีข้อจำกัดอยู่มาก แต่เราก็ได้ชี้ให้เห็นว่าอะไรเป็นอะไร ก้าวต่อไปคือการศึกษาโดยมีกลุ่มตัวอย่างควบคุมที่มากกว่านี้”

อ้างอิง: European College of Neuropsychopharmacology. (2015, August 29). Can you avoid hangovers after heavy drinking?. ScienceDaily. Retrieved August 30, 2015 from www.sciencedaily.com/releases/2015/08/150829123815.htm

ภาพประกอบ: Wikipedia

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1204109279653889

ความรู้สึกเศร้าหรือการมองเห็นสีฟ้า: ความเศร้าอาจจะทำให้ประสาทการรับรู้สีแย่ลงโดยสาโรจน์

โลกอาจจะดูหม่นหมองลงกว่าปกติ เมื่อพวกเราอยู่ในสภาวะเศร้าและเรามักจะพูดถึงอยู่บ่อยๆว่ากำลังรู้สึกสีฟ้า(feeling blue) ซึ่งเป็นภาษาสแลงที่หมายถึงความรู้สึกเศร้า งานวิจัยล่าสุดได้แสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวเนื่องของอารมณ์และสี ซึ่งมันอาจจะเป็นอะไรที่มากกว่าคำอุปมาซะแล้ว

ผลจากงานวิจัย 2 งานได้ชี้ให้เห็นว่า ความเศร้าอาจจะเปลี่ยนการรับรู้สีของพวกเราได้จริงๆ โดยเฉพาะคณะวิจัยพบว่า อาสาสมัครที่ถูกทำให้รู้สึกเศร้านั้นจะระบุสีบนแกนฟ้า-เหลือง (blue-yellow axis)ได้ถูกต้องน้อยลง หรือถูกต้องน้อยกว่ากลุ่มที่ถูกโน้มน้าวด้วยความรู้สึกสนุกสนานหรืออารมณ์ปกติ

งานวิจัยได้ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Psychological Science ของ Association for Psychological Science

นักวิจัยทางด้านจิตวิทยา Christopher Thorstenson จากมหาวิทยาลัย University of Rochester ซึ่งเป็นชื่อแรกของงานวิจัย ได้กล่าวว่า “ผลการศึกษาของพวกเราได้แสดงว่าอารมณ์และความรู้สึกสามารถส่งผลต่อการมองเห็นโลกรอบๆ ตัวเรา งานของพวกเราได้ก้าวไปถึงการศึกษาการรับรู้ของระบบประสาทด้วยการแสดงให้เห็นว่าความเศร้าอาจจะทำให้ระบบการมองเห็นโดยทั่วไปแย่ลง ซึ่งมันเกี่ยวข้องกับการรับรู้สี”

การศึกษาในอดีตได้แสดงให้เห็นว่า อารมณ์สามารถมีอิทธิพลต่อกระบวนการมองเห็นได้หลากหลายหรือแม้กระทั่งงานวิจัยบางงานได้ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงกันระหว่างอารมณ์หดหู่และความไวในการรับรู้ที่ลดลงในการแยกความแตกต่างของสิ่งที่มองเห็น เนื่องจากความไวต่อการรับรู้ความแตกต่างก็คือกระบวนการมองเห็นขั้นพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้สีนั่นเอง ดังนั้น Thorstenson และผู้ร่วมวิจัย Adam Pazda และ Andrew Elliot จึงเกิดความสงสัยขึ้นว่ามันจะมีความเกี่ยวโยงระหว่างความเศร้าและความสามารถในการรับรู้สีของพวกเราที่จำเพาะหรือไม่

Thorstenson ได้กล่าวว่า “พวกเรามีความคุ้นเคยอย่างลึกซึ้ง บ่อยครั้งที่คนเราใช้สีเพื่อบรรยายปรากฏการณ์ทั่วไป อาทิเช่น อารมณ์ หรือแม้แต่ความเป็นไปได้ที่แนวความคิดเหล่านี้จะไม่เชื่อมโยงกัน พวกเราคิดว่านี่อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ว่าการเอาคำอุปมาเหล่านี้ไปใช้ เพราะจริงๆแล้วมันมีความเชื่อมโยงระหว่างอารมณ์และการรับรู้สี ในแง่ที่แตกต่างกันออกไป”

ในงานวิจัยหนึ่ง นักวิจัยได้ให้อาสาสมัคร ซึ่งเป็นนักศึกษาปริญญาตรีจำนวน 127 คน ดูภาพยนตร์สั้นๆที่เกี่ยวกับอารมณ์ และหลังจากนั้นได้ให้ทำการทดสอบการมองเห็น อาสาสมัครจะถูกสุ่มเพื่อดูภาพยนตร์แอนิเมทเพื่อชักจูงความรู้สึกเศร้าสลด หรือภาพยนตร์ตลกเพื่อชักจูงความรู้สึกสนุกสนาน ผลกระทบของอารมณ์จากการดูภาพยนตร์ได้ถูกศึกษาในงานวิจัยฉบับก่อน และคณะวิจัยได้ยืนยันว่าพวกเราได้ทำการชักจูงอารมณ์ให้กับอาสาสมัครในการศึกษาครั้งนี้ด้วย

หลังจากการดูภาพยนตร์แล้วอาสาสมัครจะได้เห็นแผ่นสีที่จะแสดงต่อเนื่องกันไปจำนวน 48 แผ่น และให้ตอบคำถามว่าสีอะไร (แดง เหลือง เขียว ฟ้า)

ผลปรากฏว่า อาสาสมัครที่ดูภาพยนตร์เศร้าจะระบุสีได้ถูกต้องน้อยกว่ากลุ่มที่ดูภาพยนตร์ตลก แต่ผลนี้ปรากฏให้เห็นเพียงบนแกน ฟ้า-เหลือง (blue-yellow axis) แต่ไม่แสดงความแตกต่างเกี่ยวกับความถูกต้องของการระบุสีบนแกนแดง-เขียว (red-green axis)

และงานวิจัยที่ 2 ได้ทำการเปรียบเทียบกับภาพยนตร์ที่แสดงอารมณ์ปกติ ซึ่งมีอาสาสมัครทั้งสิ้น 130 คน ก็ได้แสดงผลลัพธ์ที่คล้ายกัน กล่าวคือ ผู้ที่ดูภาพยนตร์เศร้าจะระบุสีที่ถูกต้องน้อยกว่าผู้ที่ดูภาพยนตร์ปกติบนสเปกตรัมฟ้า-เหลือง (blue-yellow axis) การค้นพบครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าความโศกเศร้านั้นตอบสนองอย่างจำเพาะต่อความแตกต่างในการรับรู้สี

อย่างไรก็ตามผลลัพธ์นี้ไม่ได้อธิบายหรือไม่ได้จำกัดความแตกต่างของระดับอาสาสมัครในด้านความพยายาม ความตั้งใจ หรือความผูกพันอยู่กับการทดสอบที่ทำ มันเป็นเพียงแค่การรับรู้สีนั้นแย่ลงในแกนฟ้า-เหลือง (blue-yellow axis) เท่านั้น

Thorstenson กล่าวว่า “พวกเรารู้สึกประหลาดใจกับผลกระทบที่จำเพาะเจาะจงขนาดนี้ การรับรู้สีที่แย่ลงนั้นเกิดขึ้นเพียงแค่บนแกนฟ้า-เหลือง พวกเราไม่เคยคาดการณ์ถึงการค้นพบที่จำเพาะเจาะจงขนาดนี้ แม้ว่ามันอาจจะเป็นคำใบ้ให้กับพวกเรารู้ถึงสาเหตุที่มีผลกระทบต่อการทำงานของสารส่งผ่านประสาท”

คณะวิจัยได้เน้นว่า งานวิจัยครั้งก่อนได้เชื่อมโยงการรับรู้สีอย่างจำเพาะบนแกนฟ้า-เหลือง (blue-yellow axis) เข้ากับสารส่งผ่านประสาทโดปามีน (สารนี้มีบทบาทสำคัญต่อพฤติกรรมอิ่มเอมใจและแรงบันดาลใจ)

Thorstenson ได้ชี้ให้เห็นว่างานวิจัยนี้ได้สร้างแนวความคิดใหม่ และต้องการการศึกษาค้นคว้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อความเข้าใจในความสัมพันธ์ระหว่างอารมณ์และการรับรู้สีได้อย่างสมบูรณ์

Thorstenson ได้สรุปว่า “มันเป็นงานชิ้นใหม่และพวกเราต้องการเวลาในการศึกษาถึงความเข้มแข็ง และการทำให้ปรากฏการณ์นี้ไม่ซับซ้อนเกินไป ก่อนที่จะทำการเชื่อมโยงไปสู่การนำไปประยุกต์ใช้ในด้านต่างๆที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อไป”

ที่มา

http://www.sciencedaily.com/releases/2015/09/150902112006.htm

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1204620639602753

กินกล้วยเกินกว่า 6 ลูกในมื้อเดียวอาจฆ่าคุณได้ จริงหรือ?โดยสาโรจน์

มีคนเคยบอกว่า การกินกล้วยจำนวนมากในครั้งเดียวเป็นอันตราย หรือแม้กระทั่งเคยได้รับคำแนะนำมาว่า การกินกล้วยเกินกว่า 6 ผลในมื้อเดียวนั้นสามารถที่จะฆ่าคุณได้ คุณคิดว่ามันเป็นจริงมั้ย?

กล้วยเป็นหนึ่งในผลไม้ที่ได้รับความนิยมทั่วโลก ซึ่งคุณค่าทางโภชนาการของมันอัดแน่นไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ ในรูปลักษณ์ที่ดูดีของกล้วย ทำไมคุณถึงคิดว่ามันจะเป็นอันตราย?

มันจะเป็นความจริง เนื่องด้วยระดับโพสแทสเซียมสูงหากคุณรับประทานกล้วยเกินกว่า 6 ผล แล้วทำไมโพสแทสเซียมถึงอันตราย? หลายคนคงตั้งคำถามต่อ “ที่จริงแล้ว มันเป็นเรื่องของความอยู่รอด ซึ่งเราก็สามารถพบโพสแทสเซียมได้ในเซลล์ภายในร่างกาย” Catherine Collins นักโภชนาการที่โรงพยาบาลเซนต์จอร์จในกรุงลอนดอนกล่าว

ร่างกายของเราจะใช้โพแทสเซียมในเรื่องของกระแสไฟฟ้าที่ช่วยให้เซลล์ทำงานได้อย่างถูกต้อง ซึ่งมันจะช่วยให้อัตราการเต้นของหัวใจสม่ำเสมอและต่อเนื่อง อีกทั้งยังช่วยในเรื่องของการหลั่งอินซูลินจากตับอ่อนเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด รวมไปถึงมีความสำคัญในการควบคุมความดันโลหิต

ในทางกลับกัน หากระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไปหรือสูงเกินไปก็สามารถทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ มีอาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ และท้องเสีย โดย “โพแทสเซียมคลอไรด์ (Potassium chloride)” เป็นหนึ่งในสารเคมีอันตรายในสหรัฐอเมริกา ซึ่งปริมาณที่สูงๆ อาจทำให้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นได้

แต่สำหรับคนที่สุขภาพดี “มันอาจจะเป็นไปได้ยากที่จะการรับประทานกล้วยมากๆ จะเป็นอันตราย” คอลลินกล่าว “คุณอาจจะต้องการกล้วยกว่า 40 ผลที่จะทำให้ระดับของโพแทสเซียมสูงถึงขนาดที่ทำให้หัวใจหยุดเต้นได้” กล้วยไม่ได้อันตราย และในความจริงแล้วมันอาจจะดีมากสำหรับคนมรารับประทาน

ผู้ใหญ่ควรรับประทานโพแทสเซียมประมาณ 3,500 มิลลิกรัมต่อวันตามคำแนะนำของ UK’s National Health Service โดยกล้วยนั้นมีน้ำหนักเฉลี่ย 125 กรัม หรือมีโพแทสเซียมประมาณ 450 มิลลิกรัม หมายความว่า คนที่มีสุขภาพดีสามารถรับประทานได้ถึง 7 ผลครึ่งซึ่งก็ยังไม่ถึงระดับแนะนำของการรับประทานโพสแทสเซียมต่อวันเสียด้วยซ้ำ

แต่ก็อาจมีบางคนที่ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีโพแทสเซียมสูงซึ่งได้แก่ ผู้ป่วยโรคไต คอลลินเตือน

“ผู้ป่วยโรคไตจะมีการทำงานของไตที่ด้อยประสิทธิภาพ ซึ่งคนไข้ที่เป็นโรคไตจะมีระดับที่เป็นอันตรายของโพแทสเซียมในกระแสเลือด เนื่องจากพวกเขามีการขับโพแทสเซียมทางปัสสาวะได้ต่ำ” คอลลินกล่าว “ดังนั้นในทางทฤษฎี มันเป็นไปได้ที่ผู้ป่วยโรคไตจะเสียชีวิตจากระดับโพแทสเซียมในเลือดสูง หากพวกเขารับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุนี้จำนวนมาก”

เธอเคยมีคนไข้ที่ต้องฟอกไตที่มีอาการหัวใจวายหลังจากที่รับประทานมะเขือเทศมากเกินไป ซึ่งมะเขือเทศเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยโพแทสเซียม เป็นผลให้ไตของเขาหยุดการทำงานเนื่องจากไม่สามารถกำจัดโพแทสเซียมส่วนเกินออกไปได้

สิ่งที่อาจต้องเป็นกังวลอีกอย่างหนึ่งของกล้วยคือ รังสี

เช่นเดียวกับอาหารหลายๆ อย่าง กล้วยตามธรรมชาติจะมีไอโซโทปกัมมันตรังสี ที่เพียงพอสำหรับกระตุ้นให้หน่วยงานการวิเคราะห์การคุกคามทางนิวเคลียร์เรียกร้องให้นำอุปกรณ์ตรวจจับที่ใช้ในท่าเรือสหรัฐมาใช้ตรวจสอบการลักลอบขนวัสดุนิวเคลียร์ได้

กล้วยมีปริมาณของรังสีที่ 0.1 microsieverts ซึ่งโดยทั่วไป การทำ CT scan ในโรงพยาบาลจะใช้ปริมาณรังสีในการถ่ายภาพอวัยวะต่างๆ ที่ระดับ 10-15 millisieverts – ประมาณได้มากกว่า 100,000 ครั้งเมื่อเทียบกับรังสีในกล้วย

*** 1 millisieverts = 1,000 microsieverts

“ระดับของรังสีในกล้วยมีเพียงเล็กน้อย” คอลลินกล่าว และ “กล้วยไม่ได้มีรังสีมากเช่นถั่วบราซิล (Brazil nut) และเราจะปลอดภัยหากรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ”

อ้างอิง     www.bbc.com/news/magazine-34225517

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1204655019599315

เด็กคนนี้ถูกจับในข้อหานำนาฬิกาประดิษฐ์เข้าชั้นเรียนโดยสาโรจน์

เด็กชายมุสลิมคนหนึ่งถูกตำรวจจับใส่กุญแจมือพาออกนอกโรงเรียนเพียงเพราะครูสอนภาษาอังกฤษสงสัยว่านาฬิกาที่เขาประดิษฐ์ขึ้นนั้นเป็นระเบิด

Ahmed Mohamed นักเรียนมัธยมวัย 14 ปี นักเรียนโรงเรียนมัธยม MacArthurในรัฐเทกซัสของสหรัฐฯ ประกอบนาฬิกาจากแผงวงจร กับสายไฟที่ติดตั้งเข้ากับกล่องขนาดพอดี  แสดงผลเป็นหน้าปัดตัวเลขดิจิทัล ซึ่งเขาประดิษฐ์มันที่บ้าน และนำมันไปที่โรงเรียนเพื่อหวังว่า ครูสอนวิชาประดิษฐ์ของเขาจะชื่นชมกับผลงานในความภาคภูมิใจของเขา แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อนาฬิกาที่ประดิษฐ์ขึ้นนี้ส่งเสียงดังในคาบเรียนจนทำให้ครูของเขาคิดว่านั่นเป็นระเบิด จึงแจ้งตำรวจ จนทำให้เขาถูกสอบสวนและถูกจับกุมตัวใส่กุญแจมือพาไปโรงพัก

Photo credit: www.bbc.com/news/world-us-canada-34266389

เมื่อเหตุการณ์ครั้งนี้ทราบถึงผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั้งหลายก็ต่างพากันให้กำลังใจ Ahmed Mohamed กันอย่างล้นหลามภายใต้ hashtag “#IstandwithAhmed” รวมไปถึงบรรดาคนดังและนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายอาทิเช่น Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้ง Facebook ที่เชิญเขาเข้าพบบนสเตตัสส่วนตัว , Barack Obama ประธานาธิบดีสหรัฐเอมริกาที่เชิญเขาเข้าไปพบที่ทำเนียบขาว และต้องการจัดแสดงนาฬิกาของเขาในงานวิทยาศาสตร์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กที่ชื่นชอบวิทยาศาสตร์เช่นเขา

อ้างอิง

www.iflscience.com/technology/scientists-rally-behind-teen-arrested-bomb-clock
www.bbc.com/news/world-us-canada-34266389

สึนามิคืออะไร โดย สาโรจน์


การฉีดน้ำลงในอ่างและการวาดมือในน้ำ การปาหินลงไปในบ่อน้ำให้เกิดวงของน้ำกระจายตัวออกมาเป็นวง การกระทำเหล่านี้จะทำให้น้ำเคลื่อนตัวอยู่ในลักษณะของคลื่น โดยที่คลื่นเหล่านี้จะมีพลังงานอยู่ และพลังงานยิ่งมากเท่าใดที่เข้าไปกระทบกับสภาพแวดล้อมของน้ำ คลื่นก็จะมีพลังงานมากขึ้นเท่านั้น

ทีนี้ ให้ลองจินตนาการถึงแผ่นดินไหวใต้ทะเลหรือแผ่นดินเคลื่อนตัว และพลังงานจำนวนมากของมันที่สามารถส่งผ่านไปยังน้ำได้ ซึ่งการเคลื่อนไหวของแผ่นดินสามารถที่จะให้พลังงานเพื่อให้เกิดคลื่นขนาดใหญ่ที่มีพลังงานสูงได้ โดยที่คลื่นเหล่านี้สามารถเคลื่อนตัวไปได้ด้วยความเร็วถึง 800 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือเร็วประมาณเท่ากับเครื่องบินเจ็ท

ในท้ายที่สุด คลื่นเหล่านี้จะปะทะเข้าสู่น้ำที่มีความตื้น ในตอนนี้พวกมันจะเคลื่อนตัวช้าลงและสามารถกลืนกินตึก 10-20 ชั้นได้ เมื่อคลื่นเข้าปะทะกับพื้นดิน พวกมันสามารถที่จะทำให้เกิดน้ำท่วมไปได้มากกว่า 100 กิโลเมตรจากชายฝั่ง คลื่นเหล่านี้สามารถที่จะทำให้ต้นไม้แตกหักได้ราวกับเป็นกิ่งไม้ สามารถทำลายตึกสำนักงานและพัดรถยนต์ออกไปได้ ซึ่งคลื่นเหล่านี้เป็นภัยธรรมชาติที่มีการทำลายล้างสูงชนิดหนึ่ง โดยที่พวกเราเรียกคลื่นนี้ว่า สึนามิ (tsumani)

สึนามิจะเข้าปะทะกับพื้นที่ชายฝั่งราวๆ 10 ครั้งในทุกๆปี ในบริเวณพื้นที่ชายฝั่ง บ่อยครั้งที่สึนามิเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตซึ่งมีความเกี่ยวข้องกันกับแผ่นดินไหว สึนามิบางชนิดมีพลังการทำลายล้างอย่างมาก ในปี 2011 มีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นบริเวณชายฝั่งตอนเหนือของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งส่งผลให้เกิดสึนามิที่มีความสูงถึง 40.5 เมตร มันทำลายเมืองทั้งเมือง และในปี 2004 มีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นที่ประเทศอินโดนิเซีย ส่งผลให้เกิดสึนามิไปทั่วมหาสมุทรแปซิฟิก มหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรแอตแลนติค ซึ่งสึนามิทีเกิดขึ้นนี้ได้คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 230,000 คนใน 14 ประเทศ

ไม่มีสิ่งใดที่จะสามารถหยุดสึนามิได้ อย่างไรก็ตาม มีวีธีที่พอจะจำกัดการเข้ากระแทกของสึนามิได้อยู่ แต่การนำผู้คนอพยพออกจากพื้นที่นั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุด

อาจจะมีสัญญาณเตือนว่าสึนามิกำลังจะเข้ามา แผ่นดินอาจจะมีการสั่นไหว ระดับของน้ำทะเลจะลดลงอย่างรวดเร็ว สิ่งเหล่านี้บางครั้งจะเกิดขึ้นก่อนที่คลื่นสึนามิจะมาถึง บางครั้งอาจจะมีเสียงคำรามที่ผิดปกติเกิดขึ้นด้วย ผู้ที่อาศัยอยู่ตามทะเลที่สังเกตุเห็นสัญญาณเหล่านี้ควรที่จะทำการเคลื่อนตัวเข้าไปอยู่ในที่สูงทันที

แต่สัญญาณเตือนเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นอยู่เสมอ และนั่นอาจจะทำให้ผู้คนมีเวลาไม่เพียงพอที่จะทำการหนีได้ทัน ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์ทางด้านมหาสมุทร Dailin Wang ซึ่งคอยเฝ้าดูและศึกษาสึนามิที่ Pacific Tsunami Warning Center ในฮาวาย กำลังทำการพัฒนาการทำนายสึนามิที่มีความรวดเร็วและแม่นยำ นักวิจัยเหล่านี้ทำการเผ้าดูโลกผ่านทุ่นลอยน้ำ เครื่องมือวัดแผ่นดินไหว และดาวเทียม เมื่อถึงเวลาจำเป็น ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้จะทำการเตือนผู้คนที่อยู่บริเวณชายฝั่งเกี่ยวกับคลื่นสึนามิที่กำลังจะเดินทางมา

และในวันหนึ่ง มันอาจจะเป็นไปได้ที่จะใช้เทคโนโลยีหนึ่งในการลดทอนความรุนแรงของสึนามิ เทคโนโลยีนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา ถึงแม้ว่าจะไม่มีใครรู้แน่ชัดว่ามันดีอย่างไรก็ตาม

ที่มา:

B. Brookshire. Digging a trench to stop a tsunami. Eureka! Lab. May 20, 2014.

B. Geiger. The quake that shook up geology. Science News for Students. March 26, 2014.

S. Perkins. Quakes cause faraway sloshing. Science News for Students. August 16, 2013.

S. Ornes. “Ahead of the wave.” Science News for Students. February 13, 2013.

S. Ornes. “Quake leaves destruction, fear.” Science News for Students. March 21, 2011.

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1204855146245969

สิ่งที่ผู้คนค้นพบในชีวิตสมรสที่ยืนยาวระหว่าง “สิ่งที่น่าปรารถนา” และ “สิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต”โดยสาโรจน์

งานวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัย Chapman เกี่ยวกับความน่าดึงดูดใจและการสืบพันธุ์ได้เปิดเผยถึง สิ่งที่ผู้คนค้นพบในชีวิตสมรสที่ยืนยาว ก็คือ “สิ่งที่น่าปรารถนา” กับ “ปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต” งานวิจัยนี้ได้อาศัยข้อมูลพื้นฐานจากการศึกษาระดับชาติที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่เคยมีมาเกี่ยวกับความพึงพอใจของคู่สมรส

งานวิจัยนี้สนับสนุนความเชื่อที่มีมาอย่างยาวนานว่า คนที่ยึดถือความพึงพอใจหรือการทำตามใจปรารถนา จะมีความสามารถในการประนีประนอม เจรจาต่อรอง และสามารถคัดเลือกคู่สมรสของตนด้วยความรักได้มากกว่า และความเชื่อนี้ยังท้าทายความเชื่อทั่วไปอื่นๆ ในการจับคู่อีกด้วย

งานวิจัยได้ทำการศึกษาว่า ความพึงพอใจของคู่สมรส(รักต่างเพศ) แตกต่างกันอย่างไร ด้วยการศึกษาอิทธิพลของเพศ อายุ รายได้ส่วนบุคคล การศึกษาและความพึงพอใจกับรูปลักษณ์ภายนอก

ดร. David Frederick ผู้ช่วยศาสตราจารย์สาขาจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัย Chapman และเป็นผู้เขียนร่วมในงานวิจัยนี้ได้กล่าวว่า “พวกเราได้มุ่งความสนใจไปที่ขอบเขตของความพึงพอใจและทรัพย์สินเงินทอง ซึ่งก็คือ “สิ่งที่น่าปรารถนา” กับ “ความจำเป็นพื้นฐาน” ที่มีอิทธิพลต่อชายและหญิง เมื่อพวกเขากำลังมองหาคู่ชีวิต พวกเรารู้กันมานานแล้วว่าในระยะยาวนั้นผู้ชายมักจะให้ความสนใจเกี่ยวกับรูปลักษณ์ภายนอกในคู่สมรส แต่ผู้หญิงมักจะใส่ใจกับความมั่นคงทางทรัพย์สินเงินทอง”

“ในชุดข้อมูลระดับชาติ พวกเราพบว่าปัจจัยทางด้านเพศนั้นค่อนข้างห่างไกลจากสิ่งที่ถูกทำนายไว้เกี่ยวกับสิ่งที่ผู้คนต้องการในชีวิตคู่ที่ยืนยาว: ทำนายว่าปัจจัยเกี่ยวกับเพศสำคัญมากกว่าอายุ รายได้ การศึกษา หรือความมั่นใจในรูปลักษณ์ภายนอก” “พวกเราพบว่า แม้ว่าผู้ชายจะให้ความสนใจกับรูปร่างที่ดี รูปร่างหน้าตาสะสวยของคู่ครอง ในขณะเดียวกันผู้หญิงก็ให้ความสำคัญกับเรื่องรูปร่างหน้าตามากเท่าเท่ากับผู้ชายเช่นกัน”

ดร. Frederick ได้กล่าวว่า “เมื่อผู้คนกำลังมองหาคู่ชีวิต ผู้ชายที่ร่ำรวยและผู้ชายที่มีความมั่นใจในรูปลักษณ์ของตนเองมาก มักจะชอบคู่ครองที่รูปร่างหน้าตาดีมากกว่า และทั้งผู้ชายและผู้หญิงที่มีอายุกลับให้ความสำคัญกับรูปร่างหน้าตาและรายได้น้อยลง”

การศึกษาได้ใช้วิธีการ mating market เป็นวิธีการที่แยกเพศชาย-หญิงออกจากกัน และทำการแข่งขันภายในเพศเดียวกัน เพื่อที่จะทำการประกวดตนเองกับเพศตรงข้าม เพื่อจับคู่ของตน ผู้คนที่อาศัยความชื่นชอบเป็นหลักจะมีลักษณะช่างเลือกคู่ครองของตนเองมากกว่า ความคล้ายคลึงของวิธี mating market ยังสามารถครอบคลุมไปถึงความแตกต่างระหว่างคู่ครองที่คำนึงถึงสิ่งจำเป็นพื้นฐาน และคู่ครองที่คำนึงถึงความหรูหรา (ซึ่งจัดเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต) ในที่นี้ สิ่งที่ค้นพบได้ถูกจำแนกเป็นหัวข้อ ดังนี้

1. ความแตกต่างของเพศ: การศึกษาได้เปิดเผยว่าชายและหญิงมีความแตกต่างกันโดยคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ โดยแบ่งออกเป็นสิ่งที่น่าดึงดูดและสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต

การชื่นชอบคนที่มีบุคลิกและหน้าตาที่ดี คิดเป็นชาย 92% และหญิง 84%

การมีรูปร่างที่ดี คิดเป็นชาย 80% และหญิง 58%

การมีรายได้ที่มั่นคง คิดเป็นชาย 74% และหญิง 97%

การมีรายได้สูง มีอาชีพที่ทำเงินได้เยอะ คิดเป็นชาย 47% และหญิง 69%

นอกจากนี้ความแตกต่างของเพศในกรณีที่ว่า มันมีความสำคัญมากหรือจำเป็นมากหรือไม่ที่คู่ครองของพวกเขาจะต้องมีรายได้อย่างน้อยเท่าๆ กันกับพวกเขา คิดเป็นชาย 24% และหญิง 46% และคู่ครองที่มีอาชีพที่ประสบความสำเร็จ คิดเป็นชาย 33% และหญิง 61% ในขณะที่กลุ่มที่ไม่สำคัญว่าคู่ครองของพวกเขาจะมีรูปร่างหน้าตาที่น่าดึงดูดมากหรือไม่ คิดเป็นชาย 40% และหญิง 42%

2. ความมั่นใจในรูปร่างหน้าตา: ผู้คนที่แสดงว่ามีความพึงพอใจในรูปร่างหน้าตาของคู่ครองของพวกเขามาก แต่ตัวของพวกเขาเองไม่ได้มีรูปร่างหน้าตาที่ดีมาก แต่พวกเขาก็พิจารณาคู่ครองจากรูปร่างที่ดี หน้าตาสะสวยหล่อเหลาก่อนเสมอ สำหรับกรณีเป็นเรื่องจริงทั้งชายและหญิง

3. รายได้: ผู้ที่มีรายได้สูงนั้นมีความพึงพอใจกับคู่ครองที่หน้าตาดี ซึ่งมันเป็นเรื่องจริงทั้งชายและหญิง ชายที่มีรายได้สูงกว่าแสดงออกว่า ชอบผู้หญิงที่มีรูปร่างผอมเพรียว ขณะที่หญิงที่ร่ำรวยกว่ามักจะสนใจชายที่มีรายได้มั่นคงหรือทำอาชีพที่ได้เงินเยอะ

4. การศึกษา: ชายที่มีการศึกษาสูงมักจะชอบผู้หญิงที่มีรูปร่างหน้าตาดี อย่างไรก็ตามทั้งชายและหญิง ระดับการศึกษาไม่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจทางด้านรายได้ หรืออาชีพที่ทำเงินได้เยอะ

5. อายุ: คนที่มีอายุหรือผู้สูงอายุทั้งชายและหญิงให้ความใส่ใจน้อยลงเกี่ยวกับรูปร่างหน้าตา รายได้และอาชีพที่ประสบความสำเร็จ

งานวิจัยนี้ได้ทำการสำรวจข้อมูลจากคู่สมรส 28,000 คู่ ที่มีอายุระหว่าง 18-75 ปี

ที่มา www.sciencedaily.com/releases/2015/09/150916162912.htm

เอกสารอ้างอิง

Melissa R. Fales, David A. Frederick, Justin R. Garcia, Kelly A. Gildersleeve, Martie G. Haselton, Helen E. Fisher. Mating markets and bargaining hands: Mate preferences for attractiveness and resources in two national U.S. studies. Personality and Individual Differences, 2016; 88: 78 DOI: 10.1016/j.paid.2015.08.041

การถ่ายโอนเกสรดอกไม้ของกล้วยไม้โดยสา่โรจน์

นักวิจัยที่ Australian National University ค้นพบว่า ขนาดและรูปร่างของกล้วยไม้นั้นมีบทบาทอย่างมากสำหรับการแสดงความยั่วยวนทางเพศกับตัวต่อเพศผู้เพื่อใช้ในการถ่ายโอนเกสรดอกไม้ของพวกมัน

จากข้อมูลที่ได้ของนักวิจัย จนกระทั่งถึงตอนนี้ถูกคิดมาเสมอว่า กล้วยไม้หลายๆ สายพันธุ์ทำการหลอกล่อตัวต่อเพศผู้ให้เข้ามาช่วยเรื่องการถ่ายโอนเกสรดอกไม้ด้วยการปล่อยกลิ่นหอมของดอกไม้  หรือสารเคมีที่คล้ายคลึงกับฟีโรโมนของตัวต่อเพศเมีย

แต่นักนิเวศวิทยาจาก ANU ค้นพบว่า กล้วยไม้ยังทำการเลียนแบบลักษณะของตัวต่อเพศเมียอีกด้วยว่าเป็นอย่างไร

ดอกเตอร์ Marinus de Jager ซึ่งเป็นนักวิจัยหลังปริญญาเอก กล่าวว่า “ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีสายพันธุ์กล้วยไม้ที่มีการหลอกล่อทางเพศ (Sexually deceptive orchids) มากที่สุดในโลก ”

ดอกเตอร์ de Jagar กล่าวว่า “กล้วยไม้สองชนิดที่มีความแตกต่างกัน  แต่มีความใกล้เคียงกันมาก คือ broad-lipped bird orchid และ large bird orchid ซึ่งถูกถ่ายโอนเกสรดอกไม้ด้วยสายพันธุ์ของตัวต่อที่แตกต่างกัน”  แต่พวกมันผลิตสารเคมีออกมาได้เหมือนกันเพื่อใช้ในการดึงดูดตัวต่อเพศผู้

“กล้วยไม้ดึงดูดตัวต่อด้วยรูปลักษณ์และกลิ่นที่ดี เพื่อให้พวกมันแน่ใจได้ว่า เหล่าตัวต่อจะถ่ายโอนเกสรของพวกมันได้สำเร็จ” ดอกเตอร์ de Jager กล่าว

นักวิจัยจาก ANU ค้นพบว่า ตัวต่อทั้งสองสายพันธุ์ปปฏิบัติตัวได้แตกต่างกันมากในแต่ละสายพันธุ์ของกล้วยไม้ แต่ในทั้งสองกรณีนั้น ตัวต่อเพศผู้พยายามที่จะผสมพันธุ์บ่อยครั้งกว่าและยาวนานกว่าเมื่อเทียบกับกล้วยไม้ที่พวกมันทำการถ่ายโอนเกสรดอกไม้ทั่วๆไป”

ศาสตราจารย์ Rod Peakall จาก ANU research school of biology กล่าวว่า “งานวิจัยนี้ค้นพบว่า รูปร่างและขนาดของกล้วยไม้มีความสำคัญอย่างมากต่อพฤติกรรมการถ่ายโอนเกสรดอกไม้”

“การไม่มีรูปร่างและขนาดที่เหมาะสมนั้น เหล่าตัวต่อจะเข้ามาด้วยกลิ่นที่ออกมาจากดอกกล้วยไม้ แต่มันจะไม่ได้สัมผัสกับโครงสร้างของเกสรดอกไม้ที่ใช้ในการสืบพันธุ์”

ศาสตราจารย์ Peakall กล่าวว่า “การหลอกล่อทางเพศของกล้วยไม้นั้นเข้าขัดขวางช่องทางการสื่อสารส่วนตัวของตัวต่อตัวเพศผู้และตัวต่อตัวเพศเมีย”

ดอกเตอร์ de jager กล่าวว่า “งานวิจัยนี้ช่วยให้เราเข้าใจถึงพฤติกรรมการถ่ายโอนเกสรดอกไม้ได้ดีมากยื่งขึ้นสำหรับกลุ่มกล้วยไม้ที่มีความแตกต่างทางสายพันธุ์ที่มีมากมายทั้งในประเทศออสเตรเลียและในระดับนานาชาติ”

ที่มา: www.abc.net.au/news/2015-09-16/size-does-matter-for-sexually-deceptive-orchids-ecologists-find/6779816