คลังเก็บรายเดือน: กันยายน 2016

ธาตุเหล็กในสมองสามารถกระตุ้นความเสี่ยงในการเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้ โดยวีรยา

ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, ข่าววิทยาศาสตร์ใหม่, ข่าววิทยาศาสตร์น่ารู้, ข่าววิทยาศาสตร์สั้นๆ, ข่าว  วิทยาศาสตร์ล่าสุด, ข่าววิทยาศาสตร์วันนี้, ข่าววิทยาศาสตร์ พร้อมรูป, ข่าววิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ

ธาตุเหล็กในสมองสามารถกระตุ้นความเสี่ยงในการเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้

นักวิจัยกล่าว “ระดับของธาตุเหล็กที่สูงในสมองระบุว่าคุณมีแนวโน้มที่จะมีการพัฒนาของโรคอัลไซเมอร์ได้”
การค้นพบซึ่งตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการระดับนานาชาติ Nature Communications ได้แนะว่า มันอาจจะเป็นไปได้ที่จะกักขังหรือหยุดโรคนี้ได้ด้วยการใช้ยาที่กำจัดธาตุเหล็กออกจากสมอง
“พวกเราคิดว่าธาตุเหล็กนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาของโรคอัลไซเมอร์” นักประสาทวิทยากล่าวไว้ ซึ่งก็คือ ดอกเตอร์ Scott Ayton จาก University of Melbourne
“มันมีหลักฐานที่เห็นได้ชัดในการทดสอบทางการแพทย์ว่าการลดระดับธาตุเหล็กภายในสมองจะมีผลกระทบต่อความรู้และความเข้าใจ”
Ayton กล่าวว่า “ธาตุเหล็กเริ่มมีความเกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์มาตั้งแต่ปี 1950 และมีการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าระดับของธาตุเหล็กที่สูงภายในสมองนั้นเกี่ยวข้องกับโรคนี้”
“แต่ก็มีการโต้แย้งกันเป็นเวลายาวนานว่าตกลงมันเป็นเรื่องสำคัญหรือว่ามันเป็นเหตุการณ์บังเอิญ”
ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, ข่าววิทยาศาสตร์ใหม่, ข่าววิทยาศาสตร์น่ารู้, ข่าววิทยาศาสตร์สั้นๆ, ข่าว  วิทยาศาสตร์ล่าสุด, ข่าววิทยาศาสตร์วันนี้, ข่าววิทยาศาสตร์ พร้อมรูป, ข่าววิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ
ในการที่จะตอบคำถามนี้ Ayton และทีมวิจัยของเขาทำการศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างธาตุเหล็กกับโรคอัลไซเมอร์ในสามกลุ่มของคน ประกอบด้วย 91 คนที่มีการรับรู้ที่ปกติ 144 คนที่มีความผิดปกติทางการรับรู้เล็กน้อย และ 67 คนที่เป็นโรคอัลไซเมอร์
ในช่วงเริ่มแรกของการศึกษา นักวิจัยได้ทำการวัดระดับของธาตุเหล็กที่ยึดติดกับโปรตีน เฟอร์ริติน ในน้ำหล่อสมองรอบๆสมอง เป็นตัวแทนในการวัดระดับของธาตุเหล็กภายในสมอง
เมื่อผ่านไปเป็นเวลากว่า 7 ปี พวกเขาทำการทดสอบการรับรู้และทำการแสกนสมองด้วย MRI เพื่อดูการเสื่อมของสมอง
ในทั้งสามกลุ่ม กลุ่มที่มีระดับโปรตีนเฟอร์ริตินสูงจะมีการรับรู้ที่แย่กว่าช่วงเวลาก่อนหน้านี้ ซึ่งมันเข้าไปเร่งการหดตัวของฮิปโปแคมปัส โดยเป็นส่วนหนึ่งของสมองที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับความทรงจำ และมีแนวโน้มของการพัฒนาการเป็นโรคอัลไซเมอร์
ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, ข่าววิทยาศาสตร์ใหม่, ข่าววิทยาศาสตร์น่ารู้, ข่าววิทยาศาสตร์สั้นๆ, ข่าว  วิทยาศาสตร์ล่าสุด, ข่าววิทยาศาสตร์วันนี้, ข่าววิทยาศาสตร์ พร้อมรูป, ข่าววิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ
ในการศึกษาแรกๆนั้นต้องการที่จะค้นหาปริมาณธาตุเหล็กที่มีผลกระทบต่อความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์ Ayton และทีมวิจัยของเขาค้นพบว่า ทุกๆ 1 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตรที่เพิ่มขึ้นของระดับเฟอร์ริตินจะส่งผลให้เกิดอาการเริ่มต้นของความจำเสื่อมในสามเดือนก่อนหน้า
Ayton กล่าวว่า “ความเข้มข้นของเฟอร์ริตินอย่างน้อยก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ใช้ในการคาดการณ์การพัฒนาของโรคอัลไซเมอร์ได้ซึ่งดีกว่าการใช้ตัวระบุทางชีวภาพแบบดั้งเดิม เช่น การใช้โปรตีนเบต้าอะมิลอยด์ และเทาว์โปรตีน ”
ที่น่าสนใจไปกว่านั้น นักวิจัยยังค้นพบว่า กลุ่มที่มียีน APOE-e4 ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าเป็นปัจจัยความเสี่ยงหลักต่อการเป็นโรคอัลไซเมอร์เมื่อมีอายุมากขึ้นจะมีระดับของโปรตีนเฟอร์ริตินสูงในน้ำหล่อสมอง
สิ่งนี้แนะให้เห็นว่า ยีน APOE-e4 อาจจะช่วยเพิ่มความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์โดยการเพิ่มธาตุเหล็กในสมองได้

ที่มา: http://www.abc.net.au/science/articles/2015/05/20/4238548.htm

https://web.facebook.com/rmutphysics/photos/a.408446155886876.96100.394250190639806/1205577616173722/?type=3

พบ “อุโมงค์น้ำ” ในปิรามิดชาวมายา อาจเป็นประตูสู่โลกหลังความตาย โดยวีรยา

 พบ อุโมงค์น้ำ” ในปิรามิดชาวมายา อาจเป็นประตูสู่โลกหลังความตาย

วิหารแห่งจารึกของชาวมายาโบราณในเม็กซิโก (เอเอฟพี)

นักโบราณคดีชาวเม็กซิกัน พบระบบคลองส่งน้ำภายในใต้ปิรามิดชาวมายา ซึ่งเป็นสุสานของผู้ครองนครในอดีตด้วย เป็นไปได้ว่าอุโมงค์น้ำอาจเป็นเส้นทางเชิงสัญลักษณ์ไปสู่โลกหลังความตาย

รายงานจากเอเอฟพีระบุว่า สถาบันมานุษยวิทยาและประวัติศาสตร์แห่งเม็กซิโก (National Anthropology and History Institute) ได้ประกาศการค้นพบอุโมงค์น้ำภายในวิหารแห่งจารึก (Temple of the Inscriptions) ของชาวมายาโบราณและเป็นสุสานของพระเจ้าปากาลมหาราช (Pakal “The Great”) ผู้ปกครองเมืองปาเลงก์ (Palenque) ในอดีต

อาร์โนลโด กอนซาเลซ (Arnoldo Gonzalez) ผู้อำนวยการคณะกรรมการด้านมานุษยวิทยาในปาเลงก์ เม็กซิโก กล่าวว่า การปรากฏอุโมงค์น้ำดังกล่าวนั้นมีความสำคัญและมีความหมายอย่างยิ่ง

ทั้งนี้ ในคำจารึกภายในสุสานนั้นระบุว่า การจะได้รับการยอมรับที่โลกบาดาลนั้น ผู้วายชนม์จะต้องดำดิ่งในสายธารแห่งเทพเจ้าพระนามว่า “ชาค” (Chaac)

จากรายงานของสถาบันมานุษยวิทยาและประวัติศาสตร์แห่งเม็กซิโก เอเอฟีพรายงานว่า เครือข่ายของอุโมงค์น้ำนั้นมีหลายระดับ และพุ่งไปในหลายทิศทาง อีกทั้งยังถูกสร้างขึ้นอย่างดีก่อนสร้างปิรามิด และระหว่างค้รพบยังเห็นสายน้ำไหลไปตามอุโมงค์ บ่งบอกว่าแหล่งน้ำนั้นเป็นน้ำพุตามธรรมชาติ

ทว่า นักโบราณคดียังไม่สามารถประเมินความยาวของอุโมงค์น้ำหรือว่าจุดเริ่มต้นของอุโมงค์น้ำได้ และกอนซาเลซก็ยังไม่ตัดความเป็นไปได้ว่า อุโมงค์น้ำนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการระบายน้ำหรือระบบชลประทาน

“เราคงต้องมองด้วยว่า ชาวปาเลงก์โบราณนั้นได้ออกแบบระบบระบายน้ำ เพื่อเป็นหนทางที่นำ คนิช ฌานาบ ปากาล (K’nich Janaab’ Pakal) ล่องสายน้ำไปสู่โลกบาดาล” กอนซาเลซกล่าว

เส้นทางอุโมงค์น้ำนี้ถูกพบด้วยการใช้คลื่นเสียงโซนาร์ตรวจวัด ซึ่งในตอนแรกนักโบราณคดีคาดว่าเป็นสัญญาณคลาดเคลื่อน แต่กล้องที่ติดอยู่บนยานยนต์ลำเล็กได้ยืนยันการมีอยู่ของทางน้ำดังกล่าว ซึ่งสร้างขึ้นจากหินก้อนใหญ่

 พบ อุโมงค์น้ำ” ในปิรามิดชาวมายา อาจเป็นประตูสู่โลกหลังความตาย

ที่มา:http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9590000074122

https://web.facebook.com/rmutphysics/photos/a.408446155886876.96100.394250190639806/1205577302840420/?type=3

เส้นทางสุดท้ายของ “โรเซตตา” ก่อนโหม่งดาวหางปิดฉากตลอดกาล (คลิป) โดยวีรยา

เส้นทางสุดท้ายของ “โรเซตตา” ก่อนโหม่งดาวหางปิดฉากตลอดกาล (คลิป)

ภาพจากอีซาที่เผยแพร่มาตั้งแต่ 3 ธ.ค.2012 เป็นภาพวาดจำลองขณะยานโรเซตตาโคจรรอบดาวหาง 67พี โดยตัวยานพร้อมแผงโซลาร์เซลล์นั้นกว้าง 32 เมตร ขณะที่นิวเคลียสของดาวหางกว้าง 4 กิโลเมตร แต่ภาพนี้ไม่ได้วาดตามสัดส่วนที่เป็นจริง (C. CARREAU / ESA / AFP)

“โรเซตตา” ยานอวกาศจากยุโรปที่สร้างประวัติศาสตร์ส่งยานลงจอดดาวหางได้เป็นครั้งแรก เดินทางมาถึงช่วงสุดท้ายในวันที่ 30 ก.ย.2016 และจะปิดฉากไปตลอดกาล

ตามกำหนดการ ในเวลา 17.40 น. ของวันที่ 30 ก.ย.2016 ตามเวลาประเทศไทย “โรเซตตา” (Rosetta) ยานอวกาศจากองค์การอวกาศยุโรป (European Space Agency) หรืออีซา (ESA) จะพุ่งโหม่งดาวหาง 67พี/ชูริวมอฟ-เกราซิเมนโก (67P/Churyumov-Gerasimenko) ที่ติดตามประกบมาเป็นเวลาเกือบ 2ปี

คลิปนี้คือเส้นทางสุดท้ายนับจากวันที่ 20 ก.ย. ก่อนปิดฉากการทำงานในวันที่ 30 ก.ย. โดยกระบวนการสู่จุดจบกินเวลานาน 14 ชั่วโมง

ยานโรเซตตาได้รับคำสั่งจากห้องควบคุมบนโลกให้ตกอิสระลงบนดาวหาง 67พี ซึ่งกระบวนการสุดท้ายเป็นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยานใช้เวลา 14 ชั่วโมงเพื่อการเดินทางครั้งสุดท้ายเป็นระยะทาง 19 กิโลเมตรก่อนถึงจุดจบ

อีซาซึ่งใช้เวลาทั้งคืนประเมินให้แน่ใจว่าการพุ่งชนจะเป็นไปตามกำหนดคือ 17.38 น.ตามเวลาเวลาประเทศไทย แต่อาจเร็วหรือช้ากว่านั้น 2 นาที และใช้เวลาอีก 40 นาที ซึ่งเป็นเวลาที่โรเซตตาใช้สื่อสารกับโลก เพื่อยืนยันปฏิบัติการโหม่งดาวหางสำเร็จ

ขณะโรเซตตาพุ่งชนดาวหางจะได้ภาพดาวหางระยะใกล้ และภาพเหล่านั้นจะถูกส่งกลับมายังโลก รวมถึงข้อมูลก๊าซของโคมา (coma) บนดาวหาง ข้อมูลอุณหภูมิและแรงโน้มถ่วงในระยะใกล้ที่สุด ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ในห้องควบคุมต่างใจจดใจจ่อรอข้อมูลสุดท้ายอันล้ำค่านี้

โรเซตตาช่วยวงการอวกาศยุโรปสร้างประวัติศาสตร์ในการส่งยานไปลงจอดดาวหางได้เป็นครั้งแรก โดยยานได้ส่งยานลูก “ฟิเล” (Philae) ลงยานดาวหาง 67พี เมื่อวันที่ 12 พ.ย.2014 แต่ยานลูกก็ติดหล่มดาวหางจนไม่สามารถรับพลังงานแสงอาทิตย์ให้มีพลังงานมากพอจะส่งข้อมูลกลับมายานแม่ได้ และสามารถติดต่อกลับมาได้บางครั้งคราวเท่านั้น

อย่างไรก็ตามโรเซตตาไม่ได้ถูกออกแบบมาให้พุ่งชนดาวหาง และขณะที่ยานจะพุ่งชนดาวหางนั้น ทางห้องควบคุมจะออกคำสั่งให้ยานปิดสวิตซ์การทำงาน

แมตต์ เทย์เลอร์ (Matt Taylor) นักวิทยาศาสตร์ในโครงการโรเซตตาบอกเอเอฟพีว่า สมาชิกทีมบางคนภายในห้องควบคุมจะมีความรู้สึกอ่อนไหวต่อจุดจบของยานมากเป็นพิเศษ เพราะพวกเขาต้องคอยตรวจตราให้โรเซตตาอยู่ในสภาพที่ดี แต่สุดท้ายต้องคำสั่งให้ยานถึงวาระสุดท้าย

ทว่าหลังจากยานโรเซตตาสิ้นสุดการปฏิบัติหน้าที่ แต่ภารกิจของทีมนักวิทยาศาสตร์ซึ่งรวมถึงเทย์เลอร์เองด้วยยังไม่จบ พวกเขายังมีหน้าที่รวบรวมข้อมูลจากที่ได้จากยาน ซึ่งอาจต้องใช้เวลาหลายปีหรือหลายทศวรรษต่อจากนี้ ซึ่งนับเป็นภารกิจที่น่าตื่นเต้น

(อ่าน…เจอแล้ว “ยานฟิเล่” ที่หายไปในซอกหลืบดาวหาง)

โรเซตตาและฟิเลถูกส่งขึ้นจากฐานปล่อยของศูนย์อวกาศเกียนา (Guiana Space Centre) ในเมืองกูรู เฟรนซ์ เกียนา เมื่อปี 2004 โดยมีเป้าหมายเพื่อพิสูจน์ต้นกำเนิดสิ่งมีชีวิตจากการวิเคราะห์ฝุ่นที่ได้จากดาวหาง 67พี ซึ่งเปรียบเสมือนแคปซูลเวลาที่เก็บข้อมูลกำเนิดระบบสุริยะของเราไว้

รายงานจากเอเอฟพีระบุว่า โรเซตตาถูกตั้งโปรแกรมให้พุ่งเข้าหาดาวหาง 67พีด้วยความเร็ว 90 เซ็นติเมตรต่อวินาที หรือคิดเป็นหน่วยความเร็วที่คนขับรถคุ้นเคยได้ 3.24 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนดาวหางนั้นท่องอวกาศด้วยความเร็ว 14 กิโลเมตรต่อวินาที หรือ 50,400 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

สำหรับปฏิบัติในการโคจรและลงจอดดาวหางนี้ได้รับการรับรองเมื่อปี 1993 โดยมีเป้าหมายเพื่อสำรวจกำเนิดระบบสุริยะเมื่อ 4.6 พันล้านปีก่อน ซึ่งโรเซตตาและฟิเลใช้เวลา 10 ปีท่องอวกาศเป็นระยะกว่า 6 พันล้านกิโลเมตร ก่อนจะไปถึงดาวหาง 67พี ในเดือน ส.ค.2014

เมื่อเดือน พ.ย.ของปีเดียวกันยานฟิเลก็ถูกปล่อยสู่พื้นผิวดาวหาง และกระเด็นกระดอนอยู่หลายครั้ง แต่ก็ยังรวบรวมข้อมูลจากจุดลงจอดรวม 60 ชั่วโมงกลับมายังโลกได้ก่อนเข้าสู่โหมดสแตนบาย

หลังจากไล่ตามดาวหาง 67 พีที่โคจรเข้ามาใกล้ดวงอาทิตย์เรื่อยๆ อยู่นาน 10 ปี โรเซตตาก็ฟิเลเข้าสู่วงโคจรของดาวหางเป้าหมายได้สำเร็จ และตลอดเวลาเกือบ 2 ปีที่ยานโรเซตตาได้เข้าไปอยู่ในวงโคจรของดาวหาง ยานอวกาศจากยุโรปก็ได้วิเคราะห์และบันทึกภาพดาวหางจากทุกมุม

เอเอฟพีรายงานเพิ่มเติมว่าข้อมูลที่ได้จากโครงการอวกาศมูลค่าหลายหมื่นล้านของยุโรปนี้ บอกเราว่าหากดาวหาง 67พี พุ่งชนโลก สิ่งที่ดาวหางจะนำมาด้วยคือกรดอะมิโน แต่ไม่มีน้ำนำมาด้วยอย่างแน่นอน

โครงการโรเซตตานี้เป็นโครงการที่ใช้เวลาถึง 23 ปี ใช้งบประมาณ 5.45 หมื่นล้านบาท โดยมี 14 ประเทศในยุโรปเข้าร่วม รวมถึงสหรัฐฯ ก็มีส่วนร่วมในโครงการนี้ด้วย

ที่มา:http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9590000098438

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1206933516038132

เผยภาพสเก็ตช์ “ไดโนเสาร์” เจ้าของรอยเท้าขนาดมหึมา โดยวีรยา

เผยภาพสเก็ตช์ “ไดโนเสาร์” เจ้าของรอยเท้าขนาดมหึมา

ภาพสเก็ตช์ของไดโนเสาร์เจ้าของรอยเท้าขนาดมหึมาที่พบในทะเลทรายโกบี จากการสำรวจของทีมวิจัยญีปุ่นและมองโกเลีย (HO / Okayama University of Science an / AFP)

 เผยภาพสเก็ตช์ “ไดโนเสาร์” เจ้าของรอยเท้าขนาดขนาดมหึมาที่พบในทะเลทรายโกบี จากการร่วมสำรวจโดยนักวิจัยญี่ปุ่นและนักวิจัยมองโกเลีย ตรวจหาความเก่าแก่พบว่ารอยเท้าถูกประทับรอยไว้เมื่อ 70-90 ล้านปีก่อน
เอเอฟพีเผยภาพร่างไดโนเสาร์ที่ทิ้งรอยเท้าไว้เมื่อ 70-90ล้านปีก่อนในบริเวณที่กลายเป็นทะเลทรายโกบี (Gobi Desert) ในปัจจุบัน โดยภาพดังกล่าวเพิ่งเผยแพร่เมื่อ 30 ก.ย.2016โดยมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์โอกายามา (Okayama University of Science) ในญี่ปุ่นและสถาบันวิทยาศาสตร์มองโกเลีย (Mongolian Academy of Science) ซึ่งร่วมกันสำรวจพบรอยเท้าไดโนเสาร์ดังกล่าว

จากการวิเคราะห์อายุพบว่ารอยเท้าดังกล่าวถูกทิ้งไว้บนชั้นดินของโลกที่มีอายุ 70-90 ล้านปีมาแล้ว และภาพจากเอเอฟพียังเผยภาพ ศ.ชิโนบุ อิชิกากิ (Prof.Shinobu Ishigaki) หนึ่งในทีมสำรวจจากมหาวิทยาลัยโอกายามา นอนถ่ายคู่กับรอยเท้าดังกล่าวเมื่อวันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา

เผยภาพสเก็ตช์ “ไดโนเสาร์” เจ้าของรอยเท้าขนาดมหึมา

ศ.ชิโนบุ อิชิกากิ (Prof.Shinobu Ishigaki) หนึ่งในทีมสำรวจจากมหาวิทยาลัยโอกายามา นอนถ่ายคู่กับรอยเท้าไดโนเสาร์ที่พบในทะเลทรายโกบี (HO / Okayama University of Science an / AFP )

มวิจัยระบุว่า รอยเท้าดังกล่าวเป็นหนึ่งในรอยเท้าไดโนเสาร์ขนาดใหญ่ที่สุดที่เคยมีบันทึกมา และเป็นหลักฐานใหม่ของสิ่งมีชีวิตขนาดยักษ์ที่เคยอาศัยอยู่บนโลกหลายสิบล้านปีก่อน จากการวัดรอยเท้าดังกล่าวมีความยาว 106 เซ็นติเมตร และกว้าง 77 เซ็นติเมตร

รอยเท้ายักษ์ของไดโนเสาร์เป็นหนึ่งในจำนวนรอยเท้ามากมายที่ถูกพบในทะเลทรายที่กว้างใหญ่ไพศาลของมองโกเลียจากการสำรวจเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา รอยเท้าดังกล่าวถูกหล่อขึ้นโดยธรรมชาติจากการที่เม็ดทรายปลิวเข้าไปทับถมในรอยเท้าที่สัตว์ร่่างยักษ์ทิ้งไว้เมื่อครั้งเดินลงบนพื้นโคลน

นักวิจัยคาดว่ารอยเท้าดังกล่าวเป้นของ “ไททาโนซอร์” (Titanosaur) ไดโนเสาร์คอยาว ซึ่งมีตัวยาวได้ถึง 30 เมตร และสูงได้ถึง 20 เมตร

ด้านมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์โอกายามาแถลงว่า ตัวอย่างรอยเท้าที่ค้นพบนั้นหาได้ยาก เพราะเป็นรอยเท้ายาวกว่าเมตรที่ถูกรักษาไว้อย่างดี อีกทั้งยังมีรอยพิมพ์ของกรงเล็บอยู่ด้วย

ที่มา:http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9590000098525

อาการอ่อนเพลียเรื้อรัง…อยู่ในลำไส้ ไม่ได้อยู่ในความคิด โดยวีรยา

ฮ้าว…….หาวตลอดทั้งวัน ทั้งทีเมื่อคืนก็นอนหลับสนิทและเข้านอนเร็ว ทำไมตื่นเช้ามาถึงสัปหงก และรู้สึกอ่อนเพลีย อยากล้มตัวลงนอนตลอดทั้งวัน ใครที่มีอาการแบบนี้ อาจจะกำลังเป็นโรคฮิตของคนเมืองอย่าง “ภาวะอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง” ก็เป็นได้

อาการอ่อนเพลียเรื้อรังหรืออาการปวดกล้ามเนื้อเหตุจากสมองและไขสันหลังอักเสบที่เรียกย่อ ๆ ว่า CFS / ME คือโรคที่มีอาการอ่อนเพลียโดยไม่ทราบสาเหตุว่าอะไรเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการ แต่ก็มีหลายทฤษฎีที่พยายามจะอธิบายถึงสาเหตุ เช่น อาจจะเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย หรืออาจเกี่ยวข้องกับระบบฮอร์โมนในร่างกาย หรืออาจจะเกิดจากภาวะจิตใจ ที่เกิดความตึงเครียด แต่สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเพียงข้อสันนิษฐาน และปัจจุบันยังไม่มีหนทางในการรักษาให้หายขาดได้ อาการแรกเริ่มของโรคคือ อ่อนเพลีย มีอาการปวดกล้ามเนื้อ หรือข้อต่อโดยไม่มีการอักเสบ คือ บวม แดง หรือ ร้อน เจ็บคอ ปวดหัว นอนหลับไม่สนิท นอนไม่เต็มอิ่ม ตื่นขึ้นมาไม่สดชื่น หรือมีผู้ป่วยบางคนที่มีอาการของระบบโรคทางเดินอาหาร รวมถึงลำไส้แปรปรวน ท้องอืด โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการไม่มาก และอาการไม่รุนแรง สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้เป็นปกติ ดังนั้นการรักษาส่วนใหญ่จึงเป็นเพียงรักษาประคับประคองตามอาการเท่านั้น ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด

 

แต่มีข่าวที่น่ายินดี เมื่อคณะแพทย์จากมหาวิทยาลัยคอร์เนล (Cornell University) ได้ค้นพบเป็นครั้งแรกว่า พวกเขาสามารถระบุ ตัวชี้วัดทางชีวภาพ (Biological markers) ของโรคนี้ในแบคทีเรียในลำไส้และจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดการอักเสบในเลือด โดยงานวิจัยนี้ได้ตีพิมพ์ในนิตยสาร Microbiome เมื่อวันที่ 23 เดือน มิถุนายน ที่ผ่านมา ซึ่งในงานวิจัยได้อธิบายถึงวิธีการวินิจฉัย โรค CFS / ME ใน คนไข้โดยการตรวจจากอุจจาระและเลือดซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจในสาเหตุของโรคมากยิ่งขึ้น หนึ่งในนักวิจัยกล่าวว่า “งานของเราแสดงให้เห็นว่า แบคทีเรียในลำไส้ของคนไข้ที่ป่วยเป็นโรค CFS / ME ไม่ใช่แบคทีเรียชนิดปกติ ทำให้อาจจะนำไปสู่อาการทางระบบทางเดินอาหารและการอักเสบในคนไข้ นอกจากนี้ การตรวจสอบของความผิดปกติทางชีวภาพนี้นำไปสู่การค้นพบหลักฐานที่ขัดแย้งกลับคอนเซ็ปที่ว่า โรคนี้เป็นโรคที่เกี่ยวกับจิตวิทยา” และหนึ่งในผู้เขียน ได้สรุปว่า ในอนาคตเราอาจจะสามารถรักษาโรค CFS / ME ด้วยการปรับเปลี่ยนอาการการกิน, การใช้พรีไบโอติก (prepiotic) (คืออาหารที่ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถย่อย และไม่ถูกดูดซึมในระบบทางเดินอาหาร ทั้งกระเพาะและลำไส้เล็ก แต่จะถูกย่อยด้วยแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ ทำให้ช่วยกระตุ้นการทำงานและส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์โปรไบโอติก) เช่น น้ำตาลแอลกอฮอล์ ได้แก่ มอลติทอล ซอร์บิทอล ไซลิทอล เป็นต้น หรือ พอลิแซ็กคาไรด์ เช่น เพคติน เซลลูโลส กัวกัม บีตากลูแคน เป็นต้น ซึ่งอาจจะสามารถรักษาโรคนี้ได้”

นอกจากนี้ในงานวิจัยยังค้นพบว่า เมื่อเปรียบเทียบอุจจาระและเลือดของคนไข้ที่ป่วยเป็นโรค CFS / ME กับคนปกติที่มีสุขภาพดี ผลพบว่า ในอุจจาระของคนไข้พบชนิดของจุลินทรีย์ที่แตกต่างจากคนปกติ โดยพบว่า ความหลากหลายของเชื้อจุลินทรีย์ลดลง โดยเฉพาะเชื้อจุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติสังเคราะห์สารต้านการอักเสบมีปริมาณลดลงมากเช่นเดียวกับอุจจาระของผู้ป่วยด้วยโรคลำไส้ และในขณะเดียวกันยังพบอาการอักเสบในกระแสเลือดเนื่องจากการรั่วของผนังลำไส้ทำให้แบคทีเรียเข้าสู่กระแสเลือดได้ ซึ่งแบคทีเรียที่เข้าไปในกระแสเลือดจะไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันทำให้เกิดอาการของโรคอย่างอื่นที่แย่ลงตามมา

อย่างไรก็ดี ณ ตอนนี้เรายังไม่สามารถฟันธง ได้ว่า สาเหตุการเกิดโรค CFS / ME เกิดจากการผิดปกติของชนิดของจุลินทรีย์ในลำไส้ หรือเพราะป่วยเป็นโรค CFS / ME จึงทำให้จุลินทรีย์ในลำไส้ผิดปกติกันแน่ แต่อย่างน้อยก็ทำให้เราทราบเบื้องต้นว่า อาการล้า หรือ อ่อนเพลียเรื้อรังเกี่ยวข้องกับลำไส้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสภาพจิตใจแต่อย่างใด สุดท้ายเมื่อพูดถึงสุขภาพ การออกกำลังกายย่อมเป็นสิ่งที่ถูกแนะนำเป็นอันดับแรกเพื่อสร้างร่างกายให้แข็งแรง ปราศจากโรคภัย

ที่มา :1. https://www.sciencedaily.com/releases/2016/06/160627160939.htm

2. https://www.bupa.co.th/th/corporate/health-wellbeing/detail.aspx?tid=81#.V4dGzGh942w

3. http://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0781/prebiotic

 

มาดูโคมไฟแก้ว ที่ใช้ฟังเพลงได้ SONY LSPX-S1 GLASS โดย นัฐพล

มาดูโคมไฟแก้ว ที่ใช้ฟังเพลงได้ SONY LSPX-S1 GLASS

ต้องบอกว่ายุคนี้เป็นยุคแห่งเทคโนโลยี แกดเจ็ตนั้นต้องไม่ธรรมดา อย่างที่เราจะมาแนะนำให้คุณรู้จัก “โคมไฟ Sony Glass Sound” ใช่มันคือโคมไฟแก้ว ที่ให้แสงสว่างภายในห้องของคุณ แต่ที่จะต้องมาบอก เพราะมันยังเป็นลำโพงสำหรับใช้ฟังเพลงอีกด้วย น่าทึ่งใช่มั้ย? บริษัท Sony ผุดไอเดียสร้างสรรค์ชิ้นงาน Sony Glass Sound ที่ให้แสงสว่างไปพร้อมๆ กับเสียงเพลง ในรูปแบบกระจกลำโพงเสียง ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่น แปลกตา เป็นได้ทั้งอุปกรณ์ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์แต่งห้อง หรือแม้กระทั่งให้ความบันเทิง เข้ากับไลฟ์สไตล์ชีวิตคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี จึงไม่น่าแปลกใจ หากผู้มาเยี่ยมเยือนจะถามหาที่มาของเสียง

มาดูโคมไฟแก้ว ที่ใช้ฟังเพลงได้ SONY LSPX-S1 GLASS

มาดูโคมไฟแก้ว ที่ใช้ฟังเพลงได้ SONY LSPX-S1 GLASS

Sony Glass Sound ประกอบด้วยวัสดุเส้นใยแก้ว LED สำหรับให้แสงสว่าง พร้อมกับซัพวูฟเฟอร์ขนาด 50 มม. ให้พลังเสียง 360 องศา มีระบบ LSPX-S1 เพื่อเพิ่มความนุ่มของเสียง มันสามารถเชื่อมต่อบลูทูธ และเชื่อมต่อผ่านแอพพลิเคชั่น SongPal ไปยังสมาร์ทโฟนของคุณได้ และสามารถใช้งานได้นานประมาณ 4 ชั่วโมง แต่เดี๋ยวก่อน! หากว่าคุณไม่ต้องการใช้แอพฯ ในการควบคุมเสียง หรือความสว่างของมันล่ะก็ คุณยังสามารถใช้งานระบบสัมผัสได้อีกเช่นเดียวกัน โดยแผงควบคุมระบบสัมผัสจะอยู่บนฐานของลำโพง เจ้าลำโพงแก้ว Sony Glass Sound ตัวนี้สนนราคาอยู่ที่ $800 หรือประมาณ 27,700 บาท

ที่มา : http://news.thaiware.com/8690.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1205774719487345

Elon Musk เผยรายละเอียดยานที่จะพา 100 คนไปดาวอังคารได้ในเวลาเพียง 80 วัน! โดย นัฐพล

Elon Musk เผยรายละเอียดยานที่จะพา 100 คนไปดาวอังคารได้ในเวลาเพียง 80 วัน!

Elon Musk ดำรงตำแหน่ง CEO ของบริษัท SpaceX เผยรายละเอียดเกี่ยวกับ Mars vehicle ยานอวกาศที่ถูกวางแผนไว้สำหรับการส่งคนไปดาวอังคาร ยานอวกาศนี้เดินทางออกจากโลกด้วยระบบ Booster เมื่อหลุดออกจากแรงโน้มถ่วงของโลกแล้วก็เดินทางเป็นระยะ 54.6 ล้านกิโลเมตร ไปยังดาวเคราะห์สีแดง ที่เรารู้จักกันในชื่อ ดาวอังคาร

 

อย่างไรก็ดี แนวความคิดนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป โดยยานลำแรกอาจจะมีชื่อว่า Heart of Gold ตามชื่อยานอวกาศในนิยายเรื่อง Hitchhiker’s Guide to the Galaxy ของ Douglas Adams และยานนี้จะมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 17 เมตร

โดยในแต่ละทริปสามารถพาผู้โดยสารจำนวน 100 คนไปดาวอังคาร แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่า Elon Musk จะเพิ่มจำวนผู้โดยสารเป็น 200 คนต่อทริป เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางต่อหัว โดยระยะเวลาในการเดินทางอยู่ในระหว่าง 80 – 150 วัน ขึ้นอยู่กับว่าเทคโนโลยีก้าวหน้าไปเร็วขนาดไหน และเขาหวังว่าจะย่นระยะเวลาให้สั้นลงเหลือเพียง 30 วัน ซึ่งต้องเวลาอีกยาวนานกว่าเทคโนโลยีจะก้าวไปถึงจุดนั้น

และตามข่าวลือ Mars vehicle จะสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ โดยยานอวกาศจะได้รับการเติมเชื้อเพลิงในระหว่างการเดินทาง ซึ่งการออกแบบให้ยานมีขนาดเล็ก และอาศัยการเติมเชื้อเพลิงระหว่างทาง แทนที่จะออกแบบให้ยานมีขนาดใหญ่ และจุเชื้อเพลิงได้เป็นจำนวนมากนั้น เป็นทริกที่ Elon Musk นำมาใช้เพื่อลดต้นทุนในการเดินทาง และสำหรับการเดินทางกลับมายังโลก ทีมงานวางแผนเอาไว้ว่าจะมีการสร้างสถานีเติมเชื้อเพลิงบนดาวอังคารมันเสียเลย

โดยทีมวิศวกรของโครงการนี้ ได้ให้ความเห็นเอาไว้ว่า “เราพยายามออกแบบยานเพื่อให้คนที่ต้องการ สามารถเดินทางไปดาวอังคาร และผู้โดยสารอาจต้องผ่านการฝึกซ้อม 2-3 วันก่อนออกเดินทาง”อย่างไรก็ดี Elon Musk ได้เผยว่า อาจจะมีการห้ามไม่ให้เด็กเดินทางไปกับยานอวกาศนี้ เพราะว่าการเดินทางในอวกาศนั้นมีอันตรายสูง และนักบินอวกาศต้องพร้อมที่จะเสี่ยงตายได้ตลอดเวลา

ที่มา : http://news.thaiware.com/8691.html

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1205867039478113

องค์การนาซาประกาศการค้นพบน้ำพุบนดวงจันทร์ยูโรปา โดยจารุภักดิ์

29 กันยายน 2559

องค์การนาซาประกาศว่ากล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลค้นพบการปะทุพุ่งของไอน้ำจากพื้นผิวของดวงจันทร์ยูโรปา 200 กิโลเมตร แล้วตกกลับลงสู่พื้นผิวของดวงจันทร์ยูโรปา

พวยไอน้ำที่พุ่งออกมาปรากฏทางด้านล่างซ้ายของภาพ

as20160929_1_01

ดังนั้นภารกิจส่งยานอวกาศไปสำรวจดวงจันทร์ยูโรปาในอนาคตอันใกล้นี้อาจไม่จำเป็นต้องลงไปจอดเพื่อขุดลงไปใต้ชั้นน้ำแข็งแล้วก็ได้ แต่อาจใช้การเก็บตัวอย่างที่พุ่งขึ้นมาแทน

ในตอนแรกทีมนักวิจัยตั้งใจจะศึกษาชั้นบรรยากาศของดวงจันทร์ยูโรปาว่าเป็นอย่างไร หากดวงจันทร์ยูโรปามีชั้นบรรยากาศบางๆคลุมอยู่จริง มันย่อมบังแสงจากดาวพฤหัสฯบางส่วนทำให้กล้องโทรทรรศน์ฮับเบิลตรวจจับได้

as20160929_1_02

มหาสมุทรภายใต้ผิวของดวงจันทร์ยูโรปาอาจเป็นสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับการเกิดขึ้นและดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตได้ นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าปริมาณน้ำที่อยู่ใต้เปลือกน้ำแข็งของยูโรปานั้นมีมากเป็นสองเท่าของน้ำในมหาสมุทรบนโลก

งานวิจัยนี้สนับสนุนงานวิจัยอื่นๆที่นักวิจัยเคยค้นพบมาแล้วในปี 2012 ทีมวิจัยอีกทีมค้นพบไอน้ำที่พุ่งออกมาสูงถึง 160 กิโลเมตร บริเวณขั้วใต้ของยูโรปา

ทั้งสองทีมใช้กล้องโทรทรรศน์ฮับเบิลเหมือนกัน แต่ใช้คนละวิธีการในการศึกษา แต่ลักษณะความสูง,มวลของน้ำที่พุ่งออกมา รวมทั้งตำแหน่งบนดวงจันทร์ยูโรปามีความใกล้เคียงและสอดคล้องกันมาก (อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ทั้งสองทีมจะพบว่าไอน้ำที่พุ่งออกมามีความสูงไม่เท่ากันก็ยังเป็นไปได้ว่าความสูงของมันแปรเปลี่ยนได้ตามเวลา)

หากการค้นพบนี้ได้รับการยืนยันอย่างแน่นอน  ดวงจันทร์ยูโรปาจะเป็นดวงจันทร์ดวงที่สองที่ได้รับการค้นพบว่ามีไอน้ำพุ่งออกมา ส่วนดวงจันทร์ดวงแรกที่ถูกค้นพบคือ ดวงจันทร์เอนซาลาดัส (Enceladus) ของดาวเสาร์

ที่มา:http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-news/2662-hubble-water-plumes-jupiters-moon-europa

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1206555226075961

ภารกิจสู่ดาวอังคารของสเปซเอ็กซ์ โดยจารุภักดิ์

29 กันยายน 2559

อีลอน มัสค์ (Elon Musk) ผู้บริหารบริษัทสเปซเอ็กซ์ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีอวกาศอันดับต้นๆของโลกออกมาแถลงข่าวในงานประชุมการบินอวกาศนานาชาติ ( International Astronautical Congress : IAC)) ที่ประเทศเม็กซิโกสำหรับแผนสร้างอาณานิคมบนดาวอังคาร

as20160929_2_01

 

แผนของเขาคือการสร้างระบบขนส่งระหว่างเคราะห์  ( Interplanetary Transport System : ITS) ซึ่งเป็นการส่งคนครั้งละ 100 คนไปยังดาวอังคารด้วยจรวดขนาดยักษ์ เรียกได้ว่าใหญ่กว่าจรวดใดๆที่เคยมีมา

ส่วนบนของจรวดคือยานอวกาศขนาดใหญ่ซึ่งเป็นส่วนที่มนุษย์จะเข้าไปอาศัยอยู่ ส่วนล่างเป็นจรวดส่วนขับดันด้วยเชื้อเพลิงมีเทนซึ่งจะนำจรวดทั้งลำเข้าสู่วงโคจรรอบโลก

จากนั้นจรวดส่วนล่างจะหลุดออกแล้วกลับลงมาจอดบนโลกเพื่อนำเชื้อเพลิงขึ้นไปเติมให้กับยานอวกาศที่รออยู่ในวงโคจรรอบโลก แล้วยานอวกาศก็จะพร้อมเดินทางไปสู่ดาวอังคาร

ทั้งหมดนี้เขาจะพยายามทำให้มันเริ่มขึ้นภายในปี 2024-2026

as20160929_2_02

โดยก่อนหน้านี้สเปซเอ็กซ์จะส่งยานไปลงดาวอังคารอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากปี 2018 ด้วยยานอวกาศแบบไร้คนในภารกิจ Red Dragon missions แล้วส่งอีกครั้งทุกๆ 26 เดือนซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โลกและดาวอังคารอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมแก่การส่งยานอวกาศแบบใช้พลังงานน้อยที่สุด

ความฝันของเขาคือการส่งมนุษย์หนึ่งล้านคนที่ต้องการไปดาวอังคารให้ไปถึงดาวอังคารภายใน 40-100ปี และตั้งใจให้การเดินทางนั้นเป็นอะไรที่สนุกเพลิดเพลินเพราะระหว่างนั้นต้องใช้เวลานานอย่างน้อยๆก็ 8 เดือน แน่นอนว่าจะมีการเล่นเกมในสภาวะไร้น้ำหนักและมีร้านอาหาร ฯลฯ

นอกจากนี้ยานอวกาศจะถูกออกแบบให้สามารถเดินทางกลับมายังโลกได้ด้วย

ความเจ๋งของภารกิจนี้คือการบีบต้นทุนให้ต่ำที่สุด ด้วยการออกแบบให้จรวดขับดันและยานอวกาศนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ในตอนนี้ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปเยือนดาวอังคารอยู่ที่คนละ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่อีลอน มัสค์จะพยายามลดค่าใช้จ่ายให้ถูกลงเหลือเพียง 200,000 เหรียญสหรัฐฯ(ซึ่งก็ประมาณราคาบ้านหนึ่งหลัง)ให้ได้

หลายคนสงสัยว่าจะส่งคนไปเยือนดาวอังคารทำไม?  แต่เขาเชื่อว่ามนุษย์เราอาจกำลังเสี่ยงต่อการสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ในอนาคต เช่นจากการถูกชนด้วยอุกกาบาตขนาดใหญ่

ตอนนี้จะเห็นได้ว่ามีอุปสรรคใหญ่ๆอยู่มากมายในการไปอยู่บนดาวอังคาร ทั้งการการปรับสภาพดาวอังคารให้เหมาะสมกับการมีชีวิตอยู่ , ใครบ้างที่จะอยากไป? ปัญหารังสีจากดวงอาทิตย์ที่รุนแรง(ซึ่งส่วนนี้อีลอน มัสค์เชื่อว่าใช่ปัญหาใหญ่อะไร)

ทั้งหมดที่เขาพูดอาจฟังดูเป็นไปได้ยากและมองโลกสวยไปบ้าง แต่เขายังกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า การเดินทางครั้งแรกนั้นมีความเสี่ยงสูงและต้องพร้อมรับการสูญเสียชีวิต

ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าเขาพยายามอย่างเต็มที่และต้องการให้ภาคเอกชนอื่นๆมุ่งหน้าไปทางเดียวกันและพร้อมสนับสนุนเขา  ที่สำคัญบริษัทสเปซเอ็กซ์เริ่มต้นจากไม่มีอะไรในปี 2002 และตอนนี้ก็มาถึงจุดนี้ได้แล้ว

ที่มา: http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-news/2663-spacex-mars-mission

แอลกอฮอล์ทำให้หายเศร้าได้แบบเดียวกับยา โดยจารุภักดิ์

งานวิจัยชิ้นล่าสุดในวารสารวิชาการ Nature Communications เผยว่า แอลกอฮอล์ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโมเลกุลและทางประสาทในลักษณะเดียวกับที่ยาต้านอาการซึมเศร้า

“เนื่องจากว่าในโลกเรานี้มีคนที่ติดแอลกอฮอล์ไปพร้อมๆกับการเป็นโรคซึมเศร้าอยู่เป็นจำนวนมาก จึงเกิดสมมติฐานว่า คนบางคนอาจจะดื่มเพื่อรักษาอาการซึมเศร้าก็เป็นได้” รองศาสตราจารย์ ดร.คิมเบอร์ลี แรบ-แกรแฮม นักวิจัยที่ Wake Forest Baptist Medical Center มลรัฐนอร์ธแคโรไลนา สหรัฐอเมริกาเผย

“ตอนนี้เรามีหลักฐานด้านชีวเคมี และหลักฐานเชิงพฤติกรรมมาสนับสนุนสมมติฐานข้อนี้แล้ว”

แม้นักวิจัยจะยืนยันว่าแอลกอฮอล์สามารถทำให้โรคซึมเศร้าบรรเทาลงได้ แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะนำไปใช้รักษาโรคซึมเศร้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“แน่นอนว่าการเยียวยาตัวเองด้วยแอลกอฮอล์ยังเป็นเรื่องที่อันตรายเสมอ โทษกับประโยชน์ของแอลกอฮอล์อยู่ห่างกันแค่เส้นกันบางๆ”

ในการศึกษาครั้งนี้ นักวิจัยได้ทำการทดลองในสัตว์ทดลอง โดยให้แอลกอฮอล์กับสัตว์ในระดับที่ไม่เป็นพิษ ซึ่งแอลกอฮอล์จะไปหยุดยั้งการทำงานของ NMDA receptors อันเป็นโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้และความจำ แอลกอฮอล์ที่เข้าไปจะนี้ทำงานร่วมกับโปรตีน FMRP ที่เกี่ยวข้องกับอาการออทิสติก ไปเปลี่ยนกรด GABA จากที่เป็นตัวยับยั้งให้กลายเป็นตัวกระตุ้น และสุดท้ายคือ อาการซึมเศร้าจะหายไปได้ นอกจากนี้ นักวิจัยยังได้พบว่าการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีนี้จะทำให้พฤติกรรมซึมเศร้าหายไปได้อย่างน้อย 24 ชั่วโมงเลยทีเดียว

งานวิจัยชิ้นนี้จึงได้แสดงให้เห็นว่า แอลกอฮอล์ทำงานในลักษณะเดียวกับที่ยาต้านอาการซึมเศร้ามีปฏิกิริยากับร่างกายของสัตว์ ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมได้ ส่วนในคนนั้น ยาต้านอาการซึมเศร้าก็ทำให้อาการซึมเศร้าหายไปได้เช่นกัน โดยยาจำพวก Ketamine ก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถลดอาการซึมเศร้าได้หลายชั่วโมง และอาจอยู่ได้นานถึงสองสัปดาห์เลยทีเดียว แม้แต่ในคนที่ถูกรักษาด้วยยาแบบดั้งเดิม ก็สามารถมีอาการดีขึ้นได้ด้วยยาชนิดนี้

“เรายังต้องวิจัยต่อไป แต่การศึกษาของเราก็ช่วยชี้แนะในเชิงชีววิทยาถึงกลไกการเยียวยาตัวเองของมนุษย์”

ที่มา: http://www.vcharkarn.com/vnews/505783