คลังเก็บรายเดือน: สิงหาคม 2016

​ฟิล์มห่ออาหารรุ่นใหม่-ทำจากนม แถมทานได้ โดย ทศพล

ในซูเปอร์มาร์กเก็ตส่วนใหญ่ มักจะห่อเนื้อ ขนมปัง ชีส ขนมต่างๆด้วยฟิล์มพลาสติก ซึ่งฟิล์มเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะกลายเป็นขยะที่นำกลับมาใช้ใหม่ไม่ได้ ย่อยสลายไม่ได้ แต่ยังป้องกันการเน่าเสียของอาหารที่บรรจุไม่ได้อีกด้วย พลาสติกบางอันอาจจะทำให้อาหารเกิดการปนเปื้อนได้ ด้วยเหตุนี้้ นักวิทยาศาสตร์จึงได้พัฒนาฟิล์มห่ออาหารที่ทำมาจากโปรตีนนม นอกจากนั้น ยังทานได้อีกด้วย

โดยนักวิจัยได้นำเสนอในที่ประชุมวิชาการ 252nd National Meeting & Exposition of the American Chemical Society แล้ว

“ฟิล์มที่ทำมาจากโปรตีนจะช่วยบล็อกออกซิเจนได้เป็นอย่างดี ช่วยให้อาหารไม่เน่าเสีย และเมื่อนำไปห่ออาหาร ก็จะทำให้อาหารไม่กลายเป็นขยะในขณะที่ขนส่ง” เพ็คกี้ โทมาซูลา นักวิจัยเผย

ปัจจุบัน ฟิล์มห่ออาหารที่ใช้กันนั้นผลิตมาจากน้ำมันปิโตรเลียม ซึ่งจะย่อยสลายไม่ได้ตามธรรมชาติ กลายเป็นขยะพลาสติกหลายตัน และต้องนำไปถมที่อย่างเดียวเท่านั้น

โทมาซูลา และทีมวิจัยที่สำนักวิจัยเพื่อการเกษตร สหรัฐอเมริกา จึงได้วิจัยเพื่อสร้างวัสดุห่ออาหารที่จะมาแก้ปัญหานี้ได้ วัสดุนี้จะต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จนนำมาสู่การใช้โปรตีนจากนมเป็นวัสดุ

ฟิล์มดังกล่าวมีคุณสมบัติที่ดีกว่าพลาสติกทั่วไปในการป้องกันไม่ให้ออกซิเจนเข้ามา เพราะฟิล์มนี้ทำมาจากนม จึงย่อยสลายได้ในธรรมชาติ มีความยั่งยืน แถมยังทานได้อีกด้วย ซึ่งต่างกับฟิล์มทั่วไปในท้องตลาดตอนนี้ที่ทำมาจากแป้ง ที่จะมีรูพรุนมากกว่า ทำให้ออกซิเจนเข้ามาตามรูพรุนได้ ส่วนฟิล์มจากนมนี้มีรูที่เล็กกว่ามาก

ในตอนแรก นักวิจัยต้องการจะใช้”เคซีน”มาทำเป็นวัสดุเพื่อให้ได้ตัวบล็อกออกซิเจนที่แข็งแรงและมีประสิทธิภาพ แต่กลายเป็นว่าเคซีนทำได้ยากและละลายในน้ำอย่างรวดเร็ว นักวิจัยจึงได้เติม”เพคติน”จากส้มเพื่อให้วัสดุแข็งแรงขึ้นและทดทานกับความชื้นและอุณหภูมิสูง

หลังจากปรับปรุงหลายครั้ง แพ็คเกจที่ทำจากเคซีนดูคล้ายกับพลาสติกที่ซื้อได้ในท้องตลาด แต่ยืนหยุ่นน้อยกว่าและบล็อกออกซิเจนได้ดีกว่า จนล่าสุดนี้ วัสดุนี้สามารถทานได้และทำด้วยโปรตีนทั้งหมด นักวิจัยยังได้มีแผนจะเติมวิตามิน จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ และสารเภสัชโภชาการเข้าไป และเนื่องจากตอนนี้ ฟิล์มยังไม่มีรสชาติ นักวิจัยยังได้วางแผนจะเติมรสชาติเข้าไปด้วย

“การนำวัสดุนี้ไปห่ออาหารนั้นทำได้ไม่จำกัด ตอนนี้เรากำลังนำไปทดสอบเป็นวัสดุห่ออาหารที่ทานได้และใช้ได้เพียงแต่ครั้งเดียว ตัวอย่างเช่น ตอนนี้ชีสแท่งเพียงแนเดียวใช้พลาสติกจำนวนมาก เราสามารถแก้ปัญหานี้ได้”

ที่มา http://www.vcharkarn.com/vnews/505578

คลื่นเสียงอัลตร้าโซนิกกับการเรียกหาคู่ของกบ โดย ทศพล

คลื่นเสียงอัลตร้าโซนิกกับการเรียกหาคู่ของกบ

“กบบางชนิดได้มีวิวัฒนาการใช้คลื่นอัลตร้าโซนิคในการเรียกหาคู่ซึ่งพวกมันจะสามารถได้ยินได้แม้ว่าบรรยากาศโดยรอบของพวกมันจะเป็นสายน้ำที่ไหลเร็วและมีเสียงที่ดังกึกก้อง” นักวิจัยกล่าว

นักชีววิทยา ดอกเตอร์ Sandra Goutteจาก Sorbonne University ในกรุงปารีส และทีมวิจัยของเธอได้ทำการศึกษาการเรียกของกลุ่มกบที่อาศัยตามกระแสน้ำ (torrent frog) ใน Borneo, Indonesia, Malaysia, China และ Cambodia

พวกเขาค้นพบว่ากบเหล่านี้มีการใช้พิชท์ของเสียงที่สูงในการเรียกหาคู่กว่ากบชนิดอื่นๆบนโลก และมีสายพันธ์เพียงเล็กน้อยที่ใช้คลื่นอัลตร้าโซนิกในการเรียกหาคู่

“คุณสามารถเห็นได้ว่ากบนั้นกำลังเรียกหากันแต่คุณไม่สามารถได้ยินเสียงของพวกมันได้” ดอกเตอร์ Goutte กล่าวซึ่งเป็นผู้ทำงานวิจัยซึ่งเป็นงานวิจัยปริญญาเอกของเธอ

“การเรียกของกบชนิดนี้บางทีอาจจะถูกจำกัดด้วยสภาพแวดล้อมที่มันอยู่อาศัยก็คือกระแสน้ำที่ไหลอย่างรวดเร็วและแรง ซึ่งก่อให้เกิดเสียงรบกวน”

กบตัวผู้โดยทั่วไปทำการเรียกหาคู่ในขณะที่จะนั่งอยู่บนพืชที่ถัดออกไปจากกระแสน้ำที่ไหลอย่างรวดเร็ว กบตัวเมียจะทำการวางไข่บนหินและหลังจากนั้นลูกอ๊อดจะเจริญเติบโตในน้ำที่เต็มไปด้วยอากาศที่อยู่ใกล้ๆ ปัญหาคือเสียงน้ำตกนั้นจะมีพิชท์เสียงที่ต่ำประมาณ 2 กิโลเฮิร์ทซึ่งจะกั้นเสียงพิชท์ของกบในการเรียกหาคู่แทบทุกชนิด ซึ่งโดยตัวไปอยู่ต่ำกว่า 5 กิโลเฮิร์ท

ดอกเตอร์ Goutte และทีมวิจัยของเขาทำการวัดพิชท์ในการเรียกหาคู่ของกบกว่า 70 สายพันธุ์ของกบที่อาศัยอยู่ตามริมแม่น้ำ ซึ่งมีขนาดอยู่ตั้งแต่ประมาณ 2 ถึง 15 เซนติเมตรตามความยาวช่วงตัว

พวกเขาพบว่า โดยเฉลี่ยแล้ว กบแทบทุกตัวจะมีเสียงพิชท์ในการเรียกหาคู่อยู่ในช่วงระหว่าง 4 ถึง 10 กิโลเฮิร์ท

มีเพียงบางสายพันธุ์ที่ใช้ความถี่ที่มากกว่า 20 กิโลเฮิร์ท ซึ่งอยู่ในช่วงของคลื่นเสียงอัลตร้าโซนิก เหนือการได้ยินของมนุษย์

ผู้เขียนงานร่วม ดอกเตอร์ Jodi Rowley จาก Australian Museum Research Institute กล่าวว่า “การเรียกของกลุ่มกบที่มีกลิ่นขนาดใหญ่นั้นจะมีความถี่ที่หลากหลายจากต่ำสุดไปจนถึงสูงสุด ซึ่งสูงถึง 44 กิโลเฮิร์ท”

“มันมีแค่เพียงกบไม่มีสายพันธุ์เท่านั้นที่รู้จักการเรียกคู่ของมันด้วยคลื่นเสียงอัลตร้าโซนิกและพวกมันมักอาศัยอยู่ตามแม่น้ำที่มีลักษณะไหลเร็ว”

ทีมวิจัยของเขาได้ตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการระดับนานาชาติ Evolution

ที่มา: http://www.abc.net.au/news/2016-08-26/noisy-streams-make-for-ultrasonic-frogs-calls/7270254

frog-sex-600x400

คลื่นเสียงอัลตร้าโซนิกกับการเรียกหาคู่ของกบ โดย วัชรพล

frog-sex-600x400

“กบบางชนิดได้มีวิวัฒนาการใช้คลื่นอัลตร้าโซนิคในการเรียกหาคู่ซึ่งพวกมันจะสามารถได้ยินได้แม้ว่าบรรยากาศโดยรอบของพวกมันจะเป็นสายน้ำที่ไหลเร็วและมีเสียงที่ดังกึกก้อง” นักวิจัยกล่าว

นักชีววิทยา ดอกเตอร์ Sandra Goutteจาก Sorbonne University ในกรุงปารีส และทีมวิจัยของเธอได้ทำการศึกษาการเรียกของกลุ่มกบที่อาศัยตามกระแสน้ำ (torrent frog) ใน Borneo, Indonesia, Malaysia, China และ Cambodia

พวกเขาค้นพบว่ากบเหล่านี้มีการใช้พิชท์ของเสียงที่สูงในการเรียกหาคู่กว่ากบชนิดอื่นๆบนโลก และมีสายพันธ์เพียงเล็กน้อยที่ใช้คลื่นอัลตร้าโซนิกในการเรียกหาคู่

“คุณสามารถเห็นได้ว่ากบนั้นกำลังเรียกหากันแต่คุณไม่สามารถได้ยินเสียงของพวกมันได้” ดอกเตอร์ Goutte กล่าวซึ่งเป็นผู้ทำงานวิจัยซึ่งเป็นงานวิจัยปริญญาเอกของเธอ

“การเรียกของกบชนิดนี้บางทีอาจจะถูกจำกัดด้วยสภาพแวดล้อมที่มันอยู่อาศัยก็คือกระแสน้ำที่ไหลอย่างรวดเร็วและแรง ซึ่งก่อให้เกิดเสียงรบกวน”

กบตัวผู้โดยทั่วไปทำการเรียกหาคู่ในขณะที่จะนั่งอยู่บนพืชที่ถัดออกไปจากกระแสน้ำที่ไหลอย่างรวดเร็ว กบตัวเมียจะทำการวางไข่บนหินและหลังจากนั้นลูกอ๊อดจะเจริญเติบโตในน้ำที่เต็มไปด้วยอากาศที่อยู่ใกล้ๆ ปัญหาคือเสียงน้ำตกนั้นจะมีพิชท์เสียงที่ต่ำประมาณ 2 กิโลเฮิร์ทซึ่งจะกั้นเสียงพิชท์ของกบในการเรียกหาคู่แทบทุกชนิด ซึ่งโดยตัวไปอยู่ต่ำกว่า 5 กิโลเฮิร์ท

ดอกเตอร์ Goutte และทีมวิจัยของเขาทำการวัดพิชท์ในการเรียกหาคู่ของกบกว่า 70 สายพันธุ์ของกบที่อาศัยอยู่ตามริมแม่น้ำ ซึ่งมีขนาดอยู่ตั้งแต่ประมาณ 2 ถึง 15 เซนติเมตรตามความยาวช่วงตัว

พวกเขาพบว่า โดยเฉลี่ยแล้ว กบแทบทุกตัวจะมีเสียงพิชท์ในการเรียกหาคู่อยู่ในช่วงระหว่าง 4 ถึง 10 กิโลเฮิร์ท

มีเพียงบางสายพันธุ์ที่ใช้ความถี่ที่มากกว่า 20 กิโลเฮิร์ท ซึ่งอยู่ในช่วงของคลื่นเสียงอัลตร้าโซนิก เหนือการได้ยินของมนุษย์

ผู้เขียนงานร่วม ดอกเตอร์ Jodi Rowley จาก Australian Museum Research Institute กล่าวว่า “การเรียกของกลุ่มกบที่มีกลิ่นขนาดใหญ่นั้นจะมีความถี่ที่หลากหลายจากต่ำสุดไปจนถึงสูงสุด ซึ่งสูงถึง 44 กิโลเฮิร์ท”

“มันมีแค่เพียงกบไม่มีสายพันธุ์เท่านั้นที่รู้จักการเรียกคู่ของมันด้วยคลื่นเสียงอัลตร้าโซนิกและพวกมันมักอาศัยอยู่ตามแม่น้ำที่มีลักษณะไหลเร็ว”

ทีมวิจัยของเขาได้ตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการระดับนานาชาติ Evolution

ที่มา: http://www.abc.net.au/news/2016-08-26/noisy-streams-make-for-ultrasonic-frogs-calls/7270254

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1178104098921074

XVIDA Mounting Wireless Charging โดย จักรี

XVIDA Mounting Wireless Charging

    ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป การดำเนินชีวิตที่ต้องเร่งรีบ ทุกอย่างรอบตัวจึงจำเป็นต้องสะดวก สบาย รวดเร็ว รวมถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ที่ต้องเล็ก กระทันรัด พกพาง่าย แต่ดีไซน์ยังคงทันสมัย    XVIDA Mounting Wireless Charging เทคโนโลยีการชาร์จแบตเตอรี่ไร้สาย ที่จะทำให้การชาร์จเป็นเรื่องง่ายๆไม่ต้องพึ่งสายอีกต่อไป นับเป็นเทคโนโลยีของอุปกรณ์ชาร์จอีกแบบ โดยในชุดอุปกรณ์ชาร์จ XVIDA…
ที่มา http://www.nsm.or.th/index.php?option=com_k2&view=itemlist&task=category&id=50:2015-04-28-09-32-34&Itemid=719

​”ป้าลูซี่”ที่แท้ตกต้นไม้เสียชีวิต โดย ไชยภัทร

ป้าลูซี่ เป็นรู้จักกันดีว่าเป็นฟอสซิลที่มีชื่อเสียงที่สุดในบรรดาฟอสซิลของบรรพบุรุษมนุษย์ทั้งหมด นักวิทยาศาสตร์เผยในวารสารวิชาการ Nature ว่า แท้จริงแล้ว ป้าลูซี่อาจจะเสียชีวิตจากการตกต้นไม้

ป้าลูซี่ เป็นตัวอย่างของ Australopithecus afarensis หรือ “Ape ทางใต้แห่ง Afar” จัดว่าเป็นโครงกระดูกบรรพบุรุษมนุษย์เดินเท้าวัยผู้ใหญ่ที่เก่าแก่และสมบูรณ์ที่สุดที่เคยพบมา

โดนัลด์ โจแฮนสัน และ ทอม เกรย์ นักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยแอริโซนาสเตท ค้นพบป้าลูซี่ครั้งแรกในปี 1974 ในประเทศเอธิโอเปีย นับตั้งแต่นั้นมาก็มีคำถามมากมายว่าเหตุใดมนุษย์โบราณกลุ่มนี้จึงใช้ชีวิตอยู่บนต้นไม้

“เป็นไปได้ว่าฟอสซิลที่เป็นที่ถกเถียงระหว่างวิวัฒนาการของมนุษย์กับการอยู่บนต้นไม้รายนี้จะเสียชีวิตมาจากการบาดเจ็บเนื่องจากตกลงมาจากต้นไม้” จอห์น เคปเพลแมน นักโบราณคดีและธรณีวิทยา จากมหาวิทยาลัยเท็กซัส ออสติน เผย

เคปเพลแมน เริ่มศึกษาป้าลูซี่ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2008 โดยได้นำเข้าเครื่อง High-Resolution X-ray Computed Tomography ที่เป็นเครื่องมือสำหรับการสแกนที่สามารถส่องผ่านสสารที่แข็งระดับหินได้ โดยให้ความละเอียดสูงระดับเครื่อง CT Scan ที่ใช้ในทางการแพทย์ เคปเพลแมนได้สแกนดูโครงกระดูกอย่างละเอียดจนได้ภาพตัดขวาง CT มามากกว่า 35,000 ภาพ

“ป้าลูซี่มีค่ามาก ป้าลูซี่มีแค่คนเดียว และเราก็อยากจะศึกษาคุณป้าให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้” เคปเพลแมน เผย

“เครื่อง CT นี้เป็นเครื่องมือที่ไม่ทำร้ายชิ้นส่วน สามารถมองเห็นข้างใน รายละเอียดภายใน และการจัดเรียงตัวของกระดูกได้”

โดยในช่วงที่สแกนนั้น เคปเพลแมนได้สังเกตพบสิ่งผิดปกติอย่างหนึ่งคือ ที่ปลายของกระดูกต้นแขนด้านขวานั้นมีรอยแตกในลักษณะที่ไม่เหมือนฟอสซิลทั่วไป เป็นรอยแตกของกระดูกในลักษณะที่คม และยังพบแร่เงินอยู่ด้วย

“รอยแตกลักษณะนี้จะเกิดขึ้นเมื่อมือลงสู่พื้นเมื่อตกลงมา จนกลายเป็นลักษณะพิเศษที่กระตูกต้นแขน” เคปเพลแมน อธิบาย

โดย เคปเพลแมน ได้ปรึกษากับ ดร.สตีเฟน เพียร์ซ ศัลยแพทย์กระดูกที่คลินิกกระดูกและข้อต่อออสติน

ดร.เพียร์ซ ยืนยันว่า การบาดเจ็บนั้นสอดคล้องกับการมีรอยแตกสี่จุดที่กระดูกต้นแขน และน่าจะเกิดจากการตกลงมาจากที่ที่สูงพอสมควร และผู้เสียชีวิตน่าจะกำลังใช้แขนเพื่อลดแรงกระแทกในขณะที่ตกลงสู่พื้นดิน

แต่ยังมีข้อสงสัยว่า แล้วป้าลูซี่ปีนขึ้นไปสูงมากพอจนกระทั่งหล่นลงสู่พื้นความความเร็วที่มากจนเกิดแรงกระแทกจนเสียชีวิตได้อย่างไร เคปเพลแมน ก็แย้งว่า ป้าลูซี่นั้นตัวเล็กมาก สูงเพียง 3 ฟุต 6 นิ้ว และหนักเพียง 60 ปอนด์เท่านั้น จึงน่าจะพยายามปีนขึ้นไปสูงๆเพื่อหาที่หลบภัยในต้นไม้ยามค่ำคืน

เมื่อเทียบป้าลูซี่กับลิงชิมแปนซีแล้ว เคปเพลแมน เชื่อว่า ป้าลูซี่น่าจะตกมาจากต้นไม้สูงเกินกว่า 40 ฟุต หล่นลงมาสู่พื้นด้วยความเร็วประมาณ 35 ไมล์ต่อชั่วโมง

และ เคปเพลแมน ก็เชื่อว่า ป้าลูซี่เป็นทั้งมนุษย์เดินดินและมนุษย์บนต้นไม้ มีความสามารถที่จะอยู่ทั้งบนพื้นดินและปีนต้นไม้ และงานวิจัยในอนาคตน่าจะบอกเรื่องราวของป้าลูซี่ได้มากขึ้น รวมถึงมนุษย์สมัยก่อนว่ามีชีวิตอยู่และเสียชีวิตอย่างไร

ที่มา http://www.vcharkarn.com/vnews/505604

​ใจกลางทางช้างเผือกเคยปะทุเดือดเมื่อ 6 ล้านปีก่อน โดย ไชยภัทร

ปัจจุบัน บริเวณในกลางของกาแลกซี่ทางช้างเผือกนั้นสงบเงียบ แต่ทราบหรือไม่ว่า บริเวณใจกลางนั้นไม่ได้สงบเงียบเสมอไป โดยเมื่อ 6 ล้านปีที่แล้วหรือยุคที่มีมนุษย์ยุคแรเกิดขึ้นนั้น ใจกลางกาแลกซี่ของเรานั้นเคยปะทุเดือดอย่างหนัก

การค้นพบครั้งนี้มาจากการวิจัยตามหามวลที่หายไปของกาแลกซี่ โดยเมื่อวัดมวลของกาแลกซี่แล้ว กาแลกซี่ทางช้างเผือกจะหนักกว่าดวงอาทิตย์ประมาณ 1-2 ล้านล้านเท่า แต่มวลราวๆ 5 ใน 6 นั้นอยู่ในรูปแบบสสารมืดที่มองไม่เห็น ส่วนอีก 1 ใน 6 นั้นเป็นสสารปกติ คิดเป็นมวลของดาวประมาณ 150,000-300,000 ล้านดวงอาทิตย์เท่านั้น แต่เมื่อนักวิทยาศาสตร์นับดูดาว แก๊ส และฝุ่นที่เรามองเห็นจริงๆแล้ว กลับพบว่ามีมวลเพียง 65,000 ล้านดวงอาทิตย์เท่านั้น คำถามคือ มวลที่เหลือนั้นหายไปไหน

“เหมือนกับเราเล่นซ่อนหากับเอกภพ เราถามตัวเองว่ามวลที่หายไปนั้นไปซ่อนไว้ที่ไหน” ฟาบริซิโอ นิคาสโตร นักวิจัยที่ศูนย์วิจัยฟิสิกส์ดาราศาสตร์ฮาเวิร์ด-สมิธโซเนียน เผย

“เราวิเคราะห์โดยใช้ข้อมูลรังสีเอ็กซ์จากยานอวกาศ XMM-Newton และพบว่า มวลที่หายไปนั้นอยู่ในรูปแบบของหมอกแก๊สร้อนหลายล้านองศาเซลเซียสในกาแลกซี่ของเรา หมอกเหล่านี้ดูดซับรังสีเอ็กซ์ที่แผ่มาจากแหล่งไกลๆที่อยู่เบื้องหลังของหมอก”

นักดาราศาสตร์ใช้วิธีการวัดปริมาณการดูดซับรังสีเอ็กซ์จากหมอกเหล่านี้เพื่อคำนวณว่ามวลของสสารปกติที่อยู่ในรูปแบบนี้และประเมินดูการกระจายตัวของมัน เมื่อใช้คอมพิวเตอร์คำนวณออกมาแล้วพบว่า หมอกแก๊สเหล่านี้ไม่ได้กระจายตัวแบบเรียบๆทั่วไป แต่กลับมาลักษณะโป่งนูนในบริเวณใจกลายของกาแลกซี่ กินระยะทางราวๆ 2 ใน 3 จากระยะจากใจกลางจนถึงโลกของเรา

ซึ่งเป็นการระบุว่า การจะมีอยู่ของโป่งของหมอกแก๊สร้อนนี้จำเป็นต้องมีพลังงานมหาศาล และพลังงานก็มาจากหลุมดำนั่นเอง แก๊สบางอันก็ถูกกลืนเข้าไปสู่หลุมดำ แต่แก๊สที่เหลือก็เคลื่อนที่ด้วยความเร็วประมาณ 1,000 กิโลเมตรต่อวินาที

และนักดาราศาสตร์ยังได้ค้นพบว่า เมื่อ 6 ล้านปีก่อน ได้เกิดคลื่นกระแทกขึ้น กินระยะทาง 20,000 ปีแสง และในช่วงนั้น หลุมดำก็ไม่มีอาหารและอยู่ในช่วงจำศีล

ซึ่งก็ตรงกับข้อมูลที่ว่ามีดาวอายุประมาณ 6 ล้านปีเกิดขึ้นจำนวนมากที่บริเวณใจกลางของเอกภพ และดาวเหล่านี้ก็เกิดมาจากหมอกแก๊สร้อนเหล่านี้ ในช่วงที่มันไหลเข้าสู่หลุมดำใจกลางอีกครั้งนั่นเอง

“ช่วงที่เกิดการปะทุนี้เกิดขึ้นประมาณ 4 ถึง 8 ล้านปีที่แล้ว”

และแก๊สร้อนเหล่านี้ก็เป็นคือมวลประมาณ 130,000 ล้านดวงอาทิตย์ที่หายไปนั่นเอง ซึ่งพวกมันไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่มันร้อนหลายล้านองศาจนมองไม่เห็นเท่านั้นเอง

ที่มา http://www.vcharkarn.com/vnews/505603

7-Eleven เริ่มธุรกิจส่งสินค้าผ่าน “โดรน” โดย จักรี

7-Eleven เริ่มธุรกิจส่งสินค้าผ่าน “โดรน”

บริษัทหลายแห่งมีแนวคิดที่จะส่งสินค้าโดยอากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรน ซึ่งจะเห็นได้จาก Amazon เจ้าของธุรกิจ E-Commerce รายใหญ่ระดับโลก หันมาใช้โดรนในการขนส่งสินค้า โดยใช้เวลาในการส่งเพียง 30 นาทีหรือน้อยกว่านั้น ด้วยความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีและการให้บริการ ทำให้ 7-Eleven ในสหรัฐอเมริกาเริ่มมีการใช้โดรน เป็นเครื่องมือในการขนส่งสินค้าที่มีขนาดเล็ก การส่งสินค้าผ่านโดรนของ 7-Eleven เกิดขึ้นในเมือง…
ที่มา http://www.nsm.or.th/index.php?option=com_k2&view=itemlist&task=category&id=50:2015-04-28-09-32-34&Itemid=719

น้ำตาลเทียมทำให้อ้วนได้อย่างไร โดย ไชยภัทร

น้ำตาลเทียมทำให้อ้วนได้อย่างไร

คนที่พยายามจะลดน้ำหนักมักหันเข้าไปใช้น้ำตาลเทียม หรืออาหารที่ประกอบไปด้วยน้ำตาลเทียม แต่น้ำตาลเทียมเหล่านี้เข้าไปกระตุ้นทำให้เกิดผลในทางตรงกันข้ามเมื่อปีที่ผ่านมา หนึ่งในเหตุผลนั้นก็คือ พวกมันสามารถที่จะกระตุ้นความยากอาหารของคนได้ และการศึกษาใหม่ได้ยืนยันและทำการชี้ให้เห็นว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

ในการศึกษาใหม่ นักวิทยาศาสตร์ได้แสดงให้เห็นว่า การกินสารให้ความหวานเทียมทำให้แมลงผลไม้และหนูนั้นมีความหิวเพิ่มมากขึ้น “การศึกษานี้เป็นเรื่องสำคัญเพราะว่าไม่มีใครรู้จริงๆว่า เกิดอะไรขึ้นภายในสมองหรือสักที่แห่งหนึ่งในร่างกายที่ทำให้เกิดความหิว” Herbert Herzog กล่าว เขาทำงานที่ Garvan Institute of Medical Research ในซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ในฐานะที่เป็นนักประสาทวิทยา เขาทำการศึกษาว่าสมองนั้นทำงานอย่างไร ในการศึกษาใหม่นี้ ทีมวิจัยของเขาได้แสดงให้เห็นว่า สมองนั้นตอบสนองต่อการกินน้ำตาลเทียมอย่างไร ถ้าคนเรามีการตอบสนองในแบบเดียวกัน การกินน้ำตาลเทียมเป็นเวลานานสามารถกระตุ้นให้คนเรานั้นกินอาหารที่มากกว่าปกติได้

การศึกษานี้ตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการระดับนานาชาติ Cell Metabolism เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม

นักวิจัยได้ทำการให้น้ำตาลธรรมชาติและยีสต์กับสองกลุ่มของแมลงผลไม้ กลุ่มหนึ่งไม่ได้ทานอะไร และอีกกลุ่มหนึ่งได้รับอาหารเพิ่มเข้าไปเป็นโบนัส เมื่อผ่านไปห้าวัน อาหารของพวกมันจะมีความหวานเพิ่มมากขึ้นด้วยซูคราโลส สิ่งนั้นก็คือน้ำตาลเทียมที่ขายกันในนามของ Splenda

ในวันที่ 6 กลุ่มที่สองได้กลับไปกินอาหารที่ประกอบด้วยน้ำตาลและยีสต์ ตลอดทั้งวัน นักวิทยาศาสตร์ทำการวัดอย่างระมัดระวังว่าแต่ละกลุ่มนั้นกินอาหารเข้าไปเท่าไหร่ แมลงผลไม้ซึ่งกินน้ำตาลเทียมเข้าไปเมื่อครู่นั้นจะกินอาหารมากกว่ากลุ่มที่กินน้ำตาลปกติถึง 30 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม เป็นเวลาหลายวันที่ให้อาหารที่ไม่มีซูคราโลสกับแมลงผลไม้ พวกมันจึงกลับมาทานอาหารในปริมาณปกติ

ในการที่จะทำความเข้าใจว่าซูคราโลสนั้นได้ทำงานอย่างไร นักวิจัยได้หยุดยีนบางอย่างในแมลงผลไม้ ยีนที่พวกเขาทำให้หยุดนั้นทำหน้าที่หลักในการกำหนดปริมาณอาหารที่ต้องกินและชนิดของอาหารคืออะไร หลังจากนั้นพวกเขาทำการให้อาหารกับแมลงผลไม้ที่มีน้ำตาลซูคราโลส แมลงผลไม้ที่ไม่สามารถใช้ยีนได้จะไม่ทานอาหารเกิน นี่แสดงให้เห็นว่าน้ำตาลเทียมต้องทำอะไรบางอย่างกับยีน ซึ่งก่อให้เกิดการกินอาหารที่มากเกินไป

ข้อมูลใหม่นี้แนะว่าเมื่อยีนเหล่านี้ไม่ทำงาน สมองจะเริ่มเกิดความสับสน สมองของแมลงผลไม้กับอาหารที่เกี่ยวข้องกับความหวานนั้นจะบอกถึงปริมาณแคลอรี่ค่าหนึ่ง ยิ่งหวานมากเท่าไหร่ แคลอรี่ที่ได้ก็จะยิ่งมากขึ้น แต่กับน้ำตาลเทียม รสชาติหวานมาจากสิ่งที่ไม่มีแคลอรี่ “เมื่อคุณกินน้ำตาลเทียม สมองจะถูกหลอกในช่วงสั้นๆ” Herzog กล่าว “หลังจากนั้นมันจะคิดว่าไม่มีแคลอรี่เข้ามา” เพราะมันไม่สามารถเชื่อเครื่องมือวัดความหวานในสมองของมันว่ามีปริมาณแคลอรี่เข้ามาเท่าไหร่ สมองจะเริ่มประพฤติตัวราวกับสัตว์ที่หิวโหย และสิ่งนี้ทำให้เหล่าแมลงผลไม้กินอาหารเพิ่มมากขึ้น

นักวิทยาศาสตร์ยังสงสัยอีกด้วยว่า มันจะเกิดขึ้นแบบเดียวกันกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหรือไม่ พวกเขาได้ลองทำการทดลองอีกครั้งหนึ่งกับหนูทดลอง พวกเขาทำการให้อาหารที่มีซูคราโลสเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ และทำการเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับน้ำตาลเทียม หนูทดลองเหล่านี้ทานอาหารมากกว่าปกติหลังจากได้รับน้ำตาลเทียมเข้าไปในอาหาร

สมองและร่างกายของมนุษย์นั้นมีความซับซ้อนมากกว่าหนูทดลองและแมลงผลไม้ Herzog คาดว่าแนวโน้มนี้อาจจะเกิดขึ้นกับมนุษย์ได้ด้วย และนั่นสามารถก่อให้เกิดปัญหากับกลุ่มคนที่กินมันเข้าไป จริงๆแล้ว เขาชี้ว่า “ผู้คนส่วนมากไม่ได้ระวังว่า พวกเขาทานน้ำตาลเทียมในอาหารสำเร็จรูปหรือไม่” เขาคิดว่าคนเราต้องมีความระวังว่าน้ำตาลเทียมอาจจะมีผลกระทบโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งรวมไปถึงการหลอกสมองให้ต้องการอาหารที่มากขึ้น

ที่มา:http://www.vcharkarn.com/vnews/505580

 

​อยากจำต้องนอน!การนอนหลับทำให้การเรียนรู้ใหม่ดีขึ้น โดย ไชยภัทร

การนึกย้อนถึงเรื่องราวที่เคยเรียนไปแล้ว กับการเรียนรู้เรื่องราวที่เคยรู้แต่ลืมไปแล้ว อาจจะทำได้ง่ายขึ้น หากเรานอนหลับอย่างพอเพียง

งานวิจัยจากวารสารวิชาการ Psychological Science ในเครือสมาคมจิตวิทยาศึกษา เผยถึงความสัมพันธ์ระหว่างการนอนกับการจำของมนุษย์

“ผลการศึกษาของเราชี้ว่า การนอนหลับในช่วงที่ต้องฝึกฝนนั้นมีประโยชน์สองอย่าง อย่างแรกคือจะทำให้เวลาที่เราต้องใช้ในการเรียนรู้เรื่องเดิมนั้นสั้นลง และอย่างที่สองคือทำให้คนเราสามารถนึกย้อนเรื่องราวเก่าๆได้ดีขึ้นอีกด้วย” สเตฟานี แมซซ่า นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยลียง ในฝรั่งเศส เผย

“งานวิจัยก่อนหน้านี้ชี้ว่าการนอนหลับหลังจากเรียนรู้นั้นเป็นวิธีการที่ดี แต่ตอนนี้เราได้รู้เพิ่มเติมว่า การนอนหลับระหว่างช่วงที่เรียนรู้ซ้ำๆก็เป็นวิธีการที่ดีเช่นกัน”

ก่อนหน้านี้มีการศึกษาว่าการเรียนรู้แบบซ้ำๆและการนอนนั้นมีผลกับความจำมนุษย์ แต่ยังไม่ค่อยมีงานวิจัยใดที่ศึกษาสองเรื่องนี้พร้อมๆกัน แมซซ่าและทีมงานจึงได้ศึกษาว่า การนอนหลับระหว่างการเรียนรู้ซ้ำๆแต่ละครั้งนั้นจะทำให้การจำมีประสิทธิภาพขึ้นหรือไม่ ซึ่งหากจริง อาจจะทำให้การสร้างความทรงจำนั้นง่ายขึ้น

นักวิจัยจึงได้รวบรวมอาสาสมัคร 40 คนมาร่วมทดลอง โดยจัดให้อยู่ในกลุ่มที่ได้นอนและกลุ่มที่ไม่ได้นอน

ส่วนการเรียนรู้ในการทดลองครั้งนี้คือ การจำคำแปลระหว่างภาษาฝรั่งเศสกับภาษาสวาฮิลีทั้งหมด 16 คำ โดยเมื่อแสดงคู่ของคำแปลเป็นเวลา 7 วินาที อาสาสมัครจะต้องพิมพ์คำแปลเป็นภาษาฝรั่งเศส หลังจากนั้น คู่ที่ถูกต้องจะแสดงขึ้นมา 4 วินาที และคู่ที่ผิดก็จะแสดงอีกครั้ง และให้เรียนรู้ใหม่จนกว่าจะตอบถูกทั้งหมด

นักวิจัยแบ่งการทดลองออกเป็น 2 ช่วง โดยแต่ละช่วง อาสาสมัครจะต้องเรียนรู้จนกว่าจะตอบถูกทั้งหมด

แต่ที่น่าสนใจคือ กลุ่มที่เรียกว่าไม่ได้นอนนั้น ทำการทดลองช่วงแรกในตอนเช้า และทำอีกครั้งในช่วงเย็น ส่วนกลุ่มที่เรียกว่าได้นอนนั้น ทำการทดลองช่วงแรกในช่วงเย็น และทำอีกครั้งในช่วงเช้าของวันถัดไป

ผลที่ได้คือ การทดลองในช่วงแรก แต่ละกลุ่มสามารถจำได้เท่าๆกัน โดยวัดจากจำนวนคำที่อาสาสมัครนึกออก และจำนวนของครั้งที่ต้องใช้เพื่อจะจำ 16 คำให้ได้ทั้งหมด

แต่หลังจากผ่านไป 12 ชั่วโมงนั้น ผลออกมาคนละแบบ โดยกลุ่มที่เรียกว่าได้นอนนั้น มักจะจำได้ประมาณ 10 คำโดยเฉลี่ย ในขณะที่กลุ่มที่ไม่ได้นอนนั้นจะจำได้เพียง 7.5 คำโดยเฉลี่ย และเมื่อต้องมาเรียนรู้ใหม่ในช่วงที่ 2 กลุ่มที่ได้นอนจะใช้เพียงแค่ 3 ครั้งก็จำได้ทั้ง 16 คำ แต่กลุ่มที่ไม่ได้นอน ต้องทำถึง 6 ครั้งจึงจะจำได้ทั้งหมด

นั่นหมายความว่า แม้ทั้งสองกลุ่มจะจำทั้ง 16 คำได้ในที่สุด แต่การนอนระหว่างการเรียนรู้สองช่วงก็เหมือนจะสำคัญไม่น้อย

“ความทรงจำนั้นที่เหมือนจะไม่ค่อยชัดเจนในช่วงแรก อาจจะมีการเปลี่ยนรูปแบบหลังจากที่ได้นอน การเปลี่ยนแปลงนั้นทำให้ผู้เข้าร่วมการทดลองเข้ารหัสข้อมูลเมื่อต้องเรียนรู้ใหม่ได้เร็วกว่า และช่วยประหยัดเวลาในการเรียนรู้ใหม่อีกรอบด้วย”

นอกจากนี้ ในการทดลองเพื่อผิดตามผลในอีก 1 สัปดาห์ต่อมานั้น นักวิจัยยังได้พบว่า กลุ่มที่ได้นอนนั้นสามารถจำได้ดีกว่ากลุ่มที่ไม่ได้นอน โดยกลุ่มที่ได้นอนจะจำได้ถึง 15 คำ ส่วนกลุ่มที่ไม่ได้นอนนั้นจะจำได้เพียงแค่ 11 คำ

ซึ่งบ่งบอกว่า การจดจำข้อมูลจะง่ายขึ้นและยาวนานขึ้นหากได้รับการนอนหลับในระหว่างเรียนรู้ซ้ำ

ที่มา http://www.vcharkarn.com/vnews/505602

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1178497722215045

ประโยชน์ของวิตามินซี และ โทษของวิตามินซี มีอะไรบ้าง โดย ไชยภัทร

ประโยชน์ของวิตามินซี และ โทษของวิตามินซี มีอะไรบ้าง

      ในปัจจุบันมีสาวๆ ที่รักสวยรักงาม รักสุขภาพ หลายๆ คนนิยมหันมารับประทานวิตามินซี หรืออาหารเสริมอื่นๆ มากขึ้น เพื่อความสวยความงาม บางคนถึงขนาดลงทุนฉีดวิตามินก็มีเพราะอยากมีผิวสวยใส ถึงแม้วิตามินซีจะมีอยู่ผักผลไม้หลายชนิดก็ตามแต่สำหรับคนที่ไม่ชอบรับทาน ผักผลไม้บางชนิดซึ่งมีวิตามินซีสูงจึงหันมากินวิตามินซีที่มีขายอยู่ทั่วไป จนอาจจะทำให้มองข้ามความปลอดภัยจากการรับประทานวิตามินซีมากเกินไป วันนี้เราจะพาคุณมาทำความรู้จักกับประโยชน์ของวิตามินซีและ โทษของวิตามินซี ว่ามีข้อดีและข้อเสียอย่างไรบ้าง


      วิตามินซีเป็นวิตามินที่มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของร่างกาย แต่ร่างกายไม่สามารถสร้างวิตามินซีขึ้นเองได้และร่างกายยังไม่สามารถเก็บ สะสมวิตามินซีได้เนื่องจากวิตามินซีนั้นเป็นวิตามินชนิดที่ละลายในน้ำได้ ดังนั้นการรับประทานอาหารที่มีวิตามินซีจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น

ประโยชน์ของวิตามินซี 


– มีส่วนช่วยในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อทุกส่วนในร่างกายไม่ว่าจะเป็นเนื้อเยื่อ ของผิวหนัง เส้นเอ็น เส้นเลือด ซึ่งวิตามินซีนั้นจะช่วยให้อวัยวะเหล่านี้ไม่เปราะ ยืดหยุ่น และแข็งแรง
– ช่วยรักษาแผลเป็น และแผลต่างๆให้หายเร็วขึ้น เช่น แผลสด แผลไฟไม้
– สามารถช่วยชลอความเสื่อมของร่างกาย เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และเป็นตัวสร้างคอลลาเจน
– มีสารต่อต้านโรคภูมิแพ้ สามารถบรรเทาอาการหอบหืดให้ดีขึ้นได้ บรรเทาอาการแพ้
– หากทานวิตามินซีร่วมกับ กรดแพนโทเธนิค (Pantothenic Acid) จะช่วยป้องกันอาการปวดไมเกรนได้
– ช่วยป้องกันและรักษา เลือดออกตามไรฟัน ลักปิดลักเปิด หรือแม้กระทั่งสามารถป้องกันหวัดได้
– ลดการอักเสบจากการติดเชื้อ
– หากรับประทานวิตามินซีร่วมกับวิตามินอี จะช่วยลดการเกาะตัวของไขมันที่ผนังเส้นเลือดได้
– ป้องกันโรคมะเร็ง โรคหัวใจ

โทษของวิตามินซี


– ถึงแม้วิตามินซีเป็นวิตามินที่ร่างกายไม่สามารถเก็บกักไว้ใช้งานได้และหาก ได้รับวิตามินซีมากเกินไปก็จะถูกขับออกมาทางปัสสาวะก็ตาม แต่หากรับประทานวิตามินซีจำนวนมากติดต่อกันหลายวัน ก็อาจจะทำให้มีอาการท้องเสีย กระเพาะอาหารระคายเคืองได้
– หากร่างกายได้รับวิตามินซีในปริมาณมากจนเกินไป อาจนำไปสู่โรคเกาต์ได้ เนื่องจากวิตามินซีทำหน้าที่เพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็ก ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการดูดซึมธาตุเหล็กตามข้อกระดูก
– มีอัตราความเสี่ยงเป็นโรคนิ่วในไตมากขึ้น

 

ประโยชน์ของวิตามินซี และ โทษของวิตามินซี

Tip : ผักผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซีในปริมาณสูงก็คือ พริกหวาน สีเขียว สีแดง กระหล่ำปลี กระหล่ำดอก มะเขือเทศ ผักใบเขียว บล็อคโคลี่ มันฝรั่ง มันเทศ สตอเบอรี่ ผลไม้ตระกูลส้ม

ที่มา  คลิกค่ะ

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1178343615563789