คลังเก็บรายเดือน: สิงหาคม 2016

4244bf003b83a5db4c7bfd25ea954428_M

Eat clean ช่วยลดน้ำหนักและดีต่อสุขภาพจริงหรือ โดยนิติศาสตร์

 4244bf003b83a5db4c7bfd25ea954428_M

 

นักวิจัยชี้ eat clean เพียงอย่างเดียวไม่ช่วยให้สุขภาพดีหรือลดน้ำหนักได้ ควรบริโภคอาหารให้ครบหมู่และ รับประทานในปริมาณที่เหมาะสม

ในปัจจุบันกระแสข่าวเกี่ยวกับการรักสุขภาพกำลังมาแรงโดยเฉพาะเรื่องของอาหารการกิน รวมถึงความนิยม ในการรับประทานอาหารที่เรียกว่า Eat clean หรืออาหารที่ผ่านการปรุงหรือแปรรูปน้อยที่สุด ซึ่งกำลังนิยม กันอย่างแพร่หลายในหมู่คนรักสุขภาพและกลุ่มของคนลดน้ำหนัก โดยมีความเชื่อว่าหากรับประทานอาหาร ประเภทนี้แล้วจะดีต่อสุขภาพและช่วยลดน้ำหนักได้

ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และกีฬาได้อธิบายและให้ความรู้เกี่ยวกับการรับ ประทานอาหารคลีน (clean food) ว่าอาหารคลีนจัดอยู่ในประเภทอาหารที่มีแคลอรี่น้อย ดังนั้นถ้ารับ ประทานอาหารคลีนในมื้อหนึ่งนั้นจะทำให้เราได้รับแคลอรี่ในปริมาณน้อยทำให้เชื่อว่าไม่อ้วน เพราะอาหารคลีนส่วนมากจะเป็นประเภทผักและผลไม้ ไม่เติมแต่งรสชาติมากมายทำให้คนรับประทานได้ ไม่นานเพราะจะถูกดึงดูดด้วยรสชาติอาหารอย่างอื่น จึงทำให้การลดน้ำหนักด้วยวิธีนี้ไม่ค่อยได้ผลมากนัก ผู้เชี่ยวชาญได้แนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลดน้ำหนักว่าหากอยากลดน้ำหนักควรรับประทานอาหารแบบ “If it fits your macros (IIFYM)” หรือรับประทานในแบบที่เหมาะกับความต้องการของร่างกายที่ ประกอบด้วย โปรตีน ไขมัน แป้ง หรือสารอาหารอื่นๆ ที่ร่างกายต้องการต่อวัน หรือรับประทานอะไรที่ อยากรับประทานก็ได้แต่รับประทานในปริมาณที่พอดีก็จะทำให้เราไม่อ้วนได้เช่นกัน

เพราะฉะนั้นการรับประทานอาหารคลีน เพียงอย่างเดียวไม่ได้ช่วยลดน้ำหนักและทำให้เราสุขภาพดีได้ หากอาหารคลีนนั้นมีสารอาหารที่ไม่ครบถ้วนหรือรับประทานในปริมาณที่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป ไม่เหมาะกับความต้องการของร่างกายของเราก็อาจเป็นโทษหรือส่งผลด้านลบกับร่างกายเราได้เช่นกัน

ทีมข่าววิทยาศาสตร์ อพวช. รายงาน
Link ที่เกี่ยวข้อง
http://www.thairath.co.th/content/511585
http://mahosot.com /อาหารคลีนฟู้ด-clean-food.html

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1180424798689004

 

ความมหัศจรรย์ทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับนำลายเเมว. โดยนางสาววริศราดีวงษ์ 115810204052-9

image

ความมหัศจรรย์ทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับน้ำลายของแมว ท่านร่อซู้ล (ซ.ล.) ได้กล่าวยืนยันไว้ในฮาดีษหลายๆ บทที่เกี่ยวกับแมวไว้ว่ามันนั้นสะอาดปราศจากนะญิส และนบีได้เรียกมันว่า الطوافين والطوافات ในบ้าน และมีรายงานอีกว่าท่านนบี (ซ.ล) ได้อาบน้ำละหมาดจากน้ำซึ่งที่แมวนั้นได้มาดื่มกินแล้ว และน้ำนั้นเป็นน้ำที่สะอาด

มีคำถามที่น่าคิดว่า ท่านร่อซู้ล (ซ.ล.) เป็นแพทย์หรือนักวิทยาศาสตร์หรือเปล่า? ท่านรู้ได้อย่างไรว่าน้ำลายของแมวนั้นสะอาดปราศจากนะญิส, ท่านร่อซู้ลเคยกล่าวในฮาดีษเกี่ยวกับสุนัขว่าน้ำลายของมันนั้นเป็นนะญิส และวิทยาศาสตร์ปัจจุบันนี้ก็ได้ยืนยันแล้วว่าน้ำลายของสุนับนั้นมันมีเชื้อโรคมากมาย,ดังนั้นเราจะรู้ได้อย่างไรว่าน้ำลายของแมวนั้นสะอาดปราศจากเชื้อโรค.

ต่อไปนี้เราจะทำการทดลองเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า ผลการทดลองตรงกับคำพูดของท่านนบี (ซ.ล) ซึ่งท่านได้กล่าวมาแล้วเมื่อ1400 กว่าปี ก่อนอื่นคำว่าแมวในภาษาอาหรับนั้นถูกเรียกไว้หลายชื่อดังนี้:

القط (อัลกิตฺ)- السنور(อัลซะนูร)- الضّيونُ(อัดด็อยยูน)- الهر(อัลฮิร)- البس(อัลบิซ ตามสำเนียงชาวชาม)- المش(อัลมิช ตามสำเนียงชาวมอร็อกโค)- القطاوة(อัลก่อตอวะฮ์ ตามสำเนียงชาวคาบสมุทรอาหรับ)

ตามธรรมชาติของแมวนั้นมันมีนิสัยเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า มันชอบที่จะทำความสะอาดตัวมันเอง จนกระทั่งนักวิทยาศาสตร์คนนึงที่ชื่อบาสตูรได้กล่าวว่า แมวนั้นเป็นสัตว์รักสะอาด เพราะว่ามันนั้นจะชำระล้างตัวของมันทุกวัน โดยที่มันจะทำความสะอาดตัวมันเองจนกระทั่งไม่เหลือที่ให้มันทำความสะอาด ความสัมพันธ์กันในการทำความสะอาดในร่างกายแมว

การแสดงพื้นผิวภายนอกของแมวนั้นเราจะพบว่ามีเซลล์ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวป้องกันเช่นเซลล์เม็ดเลือดขาว และเซลล์อีกมากมาย ซึ่งเซลล์เหล่านี้ทำหน้าที่ต่อต้านเชื้อโรคต่างๆ
จะเห็นได้ว่าพื้นผิวลิ้นของมันนั้นมีลักษณะเป็นปุ่มขรุชระ และปุ่มขรุขระนี้มีลักษณะที่งอเปรียบเสมือนแปลงที่ไว้ทำความสะอาดผิวของมันเป็นอย่างดี

ลิ้นของมันนั้นเป็นอุปกรณ์ที่ดีที่สุดในการทำความสะอาดร่างกายมันดังนั้นพื้นผิวที่หยาบของมันนั้นเป็นตัวขจัดขนที่ตายแล้ว และขนที่กองอยู่ที่ผิวของมัน ไม่เป็นที่น่าแปลกใจเลยว่า แมวนั้นชอบที่จะดื่มนม แต่ทว่าวิธีการใช้ลิ้นตวัดในขณะที่มันดื่มนั้นยากที่จะนำรูปภาพมาให้ดูได้อย่างชัดเจน ในขณะเดียวกันนั้นเราจะเห็นได้ว่าลิ้นของมันนั้นมีปุ่มที่แหลมปกคลุมอยู่โดยที่มันจะใช้ปุ่มเหล่านี้เหมือนกับกระเป๋าเล็กๆเพื่อที่จะอุ้มของเหลวไปยังปากแล้วกลืนลงไป

greatbarrierreefdivernews

ปะการังปรับตัวต่อภาวะโลกร้อนได้แล้ว โดยนิติศาสตร์

นักวิจัยพบปะการังในประเทศออสเตรเลียสามารถปรับตัวให้ทนต่ออุณหภูมิน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นได้โดยนักวิจัยมี
แนวคิดผสมพันธุ์ปะการังจากละติจูดที่แตกต่างกันเพื่อช่วยเพิ่มโอกาสการอยู่รอดของปะการังทั่วโลกอีกทางหนึ่ง

www.sciencedaily.com รายงานข่าวนักวิจัยได้ศึกษาเปรียบเทียบสายพันธุ์ปะการังจาก 2 เขตพื้นที่ที่มีอุณหภูมิ
น้ำทะเลต่างกัน จากในเขต Great Barrier Reef ในประเทศออสเตรเลีย ผลที่ได้พบว่าตัวอ่อนปะการังที่เกิดจาก
พ่อแม่ที่มาจากเขตพื้นที่ทางเหนือซึ่งมีอุณหภูมิน้ำทะเลสูงกว่าเขตพื้นที่ทางใต้ประมาณ 2 องศาเซลเซียส
มีอัตราการอยู่รอดสูงกว่าตัวอ่อนปะการังที่เกิดจากพ่อแม่ที่มาจากเขตพื้นที่ทางใต้ประมาณ 10 เท่า

 

ภาพที่ 1. แสดงปะการังในเขต Great Barrier Reef ในประเทศออสเตรเลีย

greatbarrierreefdivernews

แหล่งที่มาภาพ : http://s.ngm.com/2011/05/great-barrier-reef/img/great-barrier-reef-diver-615.jpg
นักวิจัยยังพบอีกว่า ปะการังไม่ต้องคอยให้เกิดการกลายพันธุ์เพื่อให้เกิดลักษณะใหม่ การหลีกเลี่ยงการสูญพันธุ์
ของปะการังอาจจะเริ่มจากบางสิ่งที่เรียบง่ายเหมือนกับแลกเปลี่ยนพันธุกรรมที่มีอยู่แล้วในตัว จากการที่ตัวอ่อน
ปะการังนั้นสามารถเคลื่อนที่ข้ามมหาสมุทรไปยังแหล่งที่อยู่ใหม่ได้เองตามธรรมชาติ แต่มนุษย์สามารถให้ความ
ช่วยเหลือได้ด้วยการย้ายปะการังตัวเต็มวัยเพื่อลดขั้นตอนดังกล่าวได้

แนวปะการังทั่วโลกที่ได้รับผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิพื้นผิวของน้ำทะเล ทำให้เกิดปรากฏการณ์
ปะการังฟอกขาว (Coral Bleaching) คือภาวะที่ปะการังมีสีซีดจางลงจนมองเห็นโครงร่างแข็งภายในที่เป็นสี
ขาว ซึ่งเป็นผลมาจากการสูญเสียสาหร่ายที่ชื่อว่า ซูแซนเทลลี่ (Zooxanthellae) ซึ่งเป็นสาหร่ายขนาดเล็ก
ที่อาศัยอยู่ในเนื้อเยื่อของปะการัง ดํารงชีวิตอยู่ร่วมกับปะการัง “แบบพึ่งพากัน” (mutualism) โดยสาหร่าย
จะทำหน้าที่สังเคราะห์แสงเพื่อสร้างอาหาร ช่วยเร่งกระบวนการสร้างหินปูนรวมถึงการสร้างสีสันให้แก่ตัวปะการัง
ส่วนปะการังก็ให้ที่อยู่อาศัยแก่สาหร่าย

ภาพที่ 2. แสดงปะการังฟอกขาว

coralbleachingnews

แหล่งที่มาภาพ : http://sites.duke.edu/biology217_01_s2011_pv24/files/2011/04/coral-bleaching_pic.jpg

 

ในภาวะที่อุณหภูมิน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น ความเค็มของน้ำทะเลลดลง สาหร่ายซูแซนเทลลี่จะถูกขับออกจากเนื้อ
เยื่อของปะการัง ทั้งนี้เป็นผลมาจากภาวะเครียดต่อสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไป และหากปะการังมีความ
ทนทานต่ออุณหภูมิน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นได้แล้ว ลักษณะการขับสาหร่ายออกจากตัวปะการังก็จะเกิดช้าลง
หรือหากสภาพแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลงและกลับเข้าสู่ภาวะปกติในช่วงระยะเวลาอันสั้น สาหร่าย
ซูแซนเทลลี่ ก็จะกลับเข้ามาอาศัยในเนื้อเยื่อปะการังตามเดิม โดยผลงานวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์ต่อ
การอนุรักษ์และฟื้นฟูแนวปะการังเสื่อมโทรมด้วยการให้ความสำคัญกับการขยายพันธุ์ปะการังกลุ่มนี้ต่อไป

 

ทีมข่าววิทยาศาสตร์ อพวช. รายงาน

ที่มาของข่าว : http://www.sciencedaily.com/releases/2015/06/150625144850.htm
แหล่งข้อมูล : http://nstda.or.th/rural/public/100%20articles-stkc/15.pdf
http://www.sciencemag.org/content/348/6242/1460.abstract

greatbarrierreefdivernews

เพราะเหตุใด สายชาร์จไอโฟนถึงชำรุดง่าย โดยนิติศาสตร์

b04a7a0ebf7d02f1da1b2e38b14efb9f_L

นับว่าเป็นปัญหาสำหรับผู้ใช้สายชาร์จไอโฟน (iPhone) จำนวนมาก ที่ขาดและเสียง่าย จนกลายเป็นเรื่องที่ถามกันอยู่ตลอดว่า เพราะเหตุใดแอปเปิลจึงไม่พัฒนาสายชาร์จให้ทนทานกว่านี้ ซึ่งสาเหตุของปัญหาดังกล่าว คงเป็นเรื่องวัสดุที่ใช้ผลิตสายชาร์จนั่นเอง เนื่องจากวัสดุที่แอปเปิลใช้ผลิตสายชาร์จนั้น จะเน้นในเรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก และไม่ใช้วัสดุที่เป็นมลพิษต่อธรรมชาติ

แอปเปิลได้ยกเลิกการใช้วัสดุประเภทพลาสติกพีวีซีในการผลิตสายชาร์จ ตั้งแต่ปี ค.ศ.1995 (พ.ศ.2538) โดยหันมาใช้วัสดุธรรมชาติประเภทยางเทอร์โมพลาสติกแทน ในขณะที่บริษัทผู้ผลิตอื่นๆ ยังคงใช้พลาสติกพีวีซี โดยแอปเปิลได้ยึดหลัก 3 ดี คือ
• ดีต่อธรรมชาติ: กระบวนการผลิตที่ดี รับผิดชอบต่อการรักษาธรรมชาติด้วยกรรมวิธีแบบรีไซเคิลเพื่อลดมลพิษที่จะเกิดในพื้นดิน อากาศ และน้ำ นอกจากนี้มาตรฐานอุตสาหกรรมการผลิตในเรื่องการรับผิดชอบต่อสภาพแวดล้อมก็สูงกว่าที่กฎหมายบังคับ รวมทั้งผู้ที่ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ให้กับแอปเปิลก็ต้องใช้กฎเดียวกัน
• ดีต่อผู้ใช้: แอปเปิลมีความมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ของแอปเปิลมีความปลอดภัยในการใช้งานไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปี อย่างเช่น สายชาร์จต่างๆ ไม่ใช้ส่วนผสมของพลาสติกพีวีซี และสารพาทาเลตที่ทำให้พลาสติกมีความอ่อนตัว ทัชสกรีนไม่มีสารหนู (Arsenic) เคสและวัตถุใกล้เคียงปลอดสารหน่วงไฟประเภทโบรมีน (BFR)
• ดีต่อผู้ผลิต: แอปเปิล มีความมุ่งมั่นที่จะทำให้สภาพการทำงานหรือการผลิตนั้นปลอดภัยต่อผู้ผลิต  นอกจากตัวผลิตภัณฑ์จะไม่มีสารพิษแล้ว กระบวนการผลิตก็จะต้องไม่มีสารพิษเช่นเดียวกัน
แต่อย่างไรก็ตาม แอปเปิล ได้ทดสอบสายชาร์จ ด้วยการหมุนกลับไปกลับมาหลายรอบ เพื่อทดสอบความทนทานของสายชาร์จไอโฟนว่าไม่ได้ขาดง่ายอย่างที่คิด และนี่คือคำตอบที่ว่า “ทำไมสายชาร์จไอโฟนจึงชำรุดง่าย”

ที่มาของรูปภาพ

http://www.techmoblog.com/broken-iphone-lightning-cable

ที่มาของข้อมูล

www.apple.com/th

G0DL5oPyrtt5HBAi4Fp5H29dv3a2fURXqpnNsilTRL3Lpg4F85zdH9

สดร.ยันวัตถุตกที่พิษณุโลกคืออุกกาบาตหายาก “อคอนไดร์ท” พบในไทยครั้งแรก โดย วัชรพล

วันนี้ (1 ก.ค. 2559) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) ยืนยันผลตรวจทางวิทยาศาสตร์ วัตถุที่ตกใส่หลังคาบ้านเรือนประชาชน ที่ ต.พลายชุมพล อำเภอเมืองพิษณุโลก เป็น “อุกกาบาตอคอนไดร์ท” (Achondrites) ซึ่งเป็นประเภทหายากและมีคุณสมบัติพิเศษ และถือเป็นครั้งแรกที่พบในประเทศไทย เตรียมศึกษาอย่างละเอียดอีกครั้งว่ามาจากดาวเคราะห์ดวงใด

5 หน่วยงานจับมือใช้ข้อมูลดาวเทียมติดตามพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศ โดย ชญานนท์

5 หน่วยงานจับมือใช้ข้อมูลดาวเทียมติดตามพื้นที่ปลูกข้าวทั่วประเทศ
ก. วิทย์ และ ก.เกษตร ผนึกกำลังนำ “เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศจากดาวเทียม” ติดตามพื้นที่เพาะปลูกข้าวทั่วประเทศ

5 หน่วยงานหลักประกอบด้วย กรมชลประทาน กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมการข้าว และ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (สทอภ.) ลงนามข้อตกลงร่วมกันในการจัดการข้อมูลพื้นที่เพาะปลูกข้าวของประเทศให้มีเอกภาพ เมื่อ 29 ส.ค.59 ณ อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ข้าวพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย ปัจจุบันมีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำรวจและจัดเก็บข้อมูลเพื่อพื้นที่เพาะปลูกข้าว อันจะนำไปสู่การประเมินผลผลิตข้าวเพื่อการบริโภคและส่งออก ซึ่งทั้ง 5 หน่วยงานที่ร่วมลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ ต่างมีวิธีการสำรวจและจัดเก็บข้อมูลพื้นที่เพาะปลูกข้าวที่แตกต่างกัน จึงทำให้ตัวเลขที่รายงานแก่รัฐบาลมีความคลาดเคลื่อนไม่ตรงกัน

จากปัญหาดังกล่าว ทั้ง 5 หน่วยงาน เล็งเห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ของเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศจากดาวเทียม ทั้งจากดาวเทียมไทยโชตและดาวเทียมดวงอื่นๆ ของ สทอภ. ในการติดตามพื้นที่เพาะปลูกข้าวของประเทศไทยอย่างต่อเนื่องทุก 15 วัน ซึ่งเริ่มดำเนินโครงการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 จนถึงปัจจุบัน นับว่าข้อมูลที่ได้มีความแม่นยำ ซึ่งหากผนวกความร่วมมือจากทุกหน่วยงานในการเก็บข้อมูลภาคพื้นดินเพื่อมายืนยันผล จะยิ่งทำให้ข้อมูลพื้นที่ปลูกข้าวที่ได้มีความแม่นยำมากขึ้น และสามารถวางแผนการผลิตและการตลาดข้าวของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนำไปสู่เป้าหมายหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการ สทอภ. กล่าวว่า การจัดทำบันทึกความร่วมมือดังกล่าว นอกจากทำให้การจัดทำข้อมูลพื้นที่เพาะปลูกข้าวมีความแม่นยำ และเป็นข้อมูลเพียงชุดเดียว ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการนำไปใช้ในการบริหารจัดการพื้นที่ปลูกข้าว และอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งข้อมูลเดียวกันแล้ว ยังช่วยติดตามสถานการณ์การเพาะปลูกข้าว เพื่อนำมาวางแผนการดำเนินงานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

“ในขณะเดียวกัน สทอภ.ในฐานะหน่วยงานหลักที่มีภารกิจสำคัญในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียม ได้ร่วมมือกับผู้ประกอบการด้าน GNSS หรือระบบนำทางด้วยดาวเทียม จากต่างประเทศที่มีความพร้อมและความชำนาญ ในการสนับสนุนและส่งเสริมให้มีการนำระบบ GNSS มาใช้ในภาคการเกษตร เพื่อเร่งและปรับปรุงการวางแผนด้านผลผลิตทางการเกษตรของประเทศให้มีประสิทธิภาพและแม่นยำมากยิ่งขึ้นด้วย”

ปัจจุบัน ประเทศไทยให้ความสำคัญด้านการพัฒนาระบบ GNSS เป็นอย่างมาก ซึ่งมีคณะกรรมการภูมิสารสนเทศแห่งชาติ หน่วยงานกลางด้านภูมิสารสนเทศของประเทศ เป็นหน่วยงานหลัก โดยได้ประสานและริเริ่มให้เกิดการบูรณาการวางแผน แลกเปลี่ยน และบริหารจัดการ GNSS ตามมาตรฐานสากล นับว่าเป็นอีกก้าวสำคัญของประเทศในการใช้เทคโนโลยีผลักดันขับเคลื่อนให้ประเทศมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

ที่มา http://manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9590000086566

q1_18

ภาพโลกกลายเป็นแค่จุดเล็ก ๆ ในอวกาศ จากยานสำรวจดาวเสาร์ โดย วิชชากร

ภาพโลกกลายเป็นแค่จุดเล็ก ๆ ในอวกาศ จากยานสำรวจดาวเสาร์ 
q1_18
คุณอาจคิดว่าโลกของเรากว้างใหญ่ แต่ถ้าเทียบกับจักรวาลแล้วล่ะก็ มันกลับเล็กกระจ้อยร่อยเหลือเกิน เพราะในจักรวาลนั้นยังมีดวงดาวอีกมากมายที่ใหญ่กว่าโลกหลายเท่า ซึ่งภาพถ่ายจากยานสำรวจดาวเสาร์นี้จะทำให้คุณต้องทึ่ง กับโลกและดวงจันทร์ที่กลายเป็นแค่จุดเล็ก ๆ อยู่กลางอวกาศ

โดยภาพที่ว่านี้ถูกถ่ายขึ้นในวันที่ 19 กรกฎาคม 2556 ด้วยกล้องบนกระสวยอวกาศ Cassini ของ NASA ที่ถูกส่งออกไปสำรวจรอบวงแหวนดาวเสาร์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1997 และอยู่ห่างไกลจากโลกถึง 900 ล้านไมล์ หรือ 1.5 พันล้านกิโลเมตร ทำให้เห็นโลกเป็นเพียงแค่จุดสีฟ้าเล็ก ๆ พร้อมดวงจันทร์เยื้องออกไป ที่ต้องซูมรูปเข้าไปชัด ๆ เท่านั้น ถึงจะเห็นดวงจันทร์รวมอยู่ด้วย ซึ่งถือเป็นครั้งที่ 2 นับจากภาพระยะไกลของโลกที่เคยถูกถ่ายไว้ได้จากยานวอยเอเจอร์ ในปี ค.ศ. 1990

ทั้งนี้ ลินดา สปิลเกอร์ หัวหน้าโครงการกระสวยอวกาศ Cassini ซึ่งทำงานวิจัยอยู่ที่ Jet Propulsion Laboratory รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ให้ความเห็นเกี่ยวกับภาพนี้ว่า แม้เราจะมองไม่เห็นกระทั่งทวีปต่าง ๆ ในภาพด้วยซ้ำ แต่จุดสีฟ้าขนาดเล็กนี้ ก็ทำให้เรามองเห็นชัดเจนถึงจุดยืนของโลกบนจักรวาลได้ และเป็นการทดสอบความฉลาดของมนุษย์ที่สามารถออกไปยังอวกาศเพื่อศึกษาและจับภาพโลกในระยะไกลกลับมาได้

อย่างไรก็ตามภาพถ่ายนี้ถือว่าเป็นภาพหายากมาก เพราะโลกอยู่ค่อนข้างใกล้กับดวงอาทิตย์ กระสวยอวกาศที่ถูกส่งออกไปนอกโลกจึงมักไม่หันกลับมายังโลก เพื่อป้องกันการถูกแสงอาทิตย์เผาไหม้ แต่ภาพที่ถูกถ่ายขึ้นนี้ เกิดขึ้นตอนที่ดวงอาทิตย์ถูกดาวเสาร์บดบังพอดี ประกอบกับเส้นทางการโคจรของ Cassini อยู่ในทิศทางที่เหมาะสม เราจึงมีโอกาสได้เห็นรูปโลกจากระยะไกลโพ้นนี้

ที่มา http://men.kapook.com/

ยานอวกาศพลังงานแสงอาทิตย์จูโนของนาซ่าถึงวงโคจรดาวพฤหัสฯ แล้ว คาดใช้เวลา 20 เดือน ศึกษา โดย วัชรพล

ยานอวกาศพลังงานแสงอาทิตย์จูโนขององค์การนาซ่าเดินทางเข้าสู่วงโคจรของดาวพฤหัสบดีแล้ว หลังใช้เวลาเดินทางนาน 5 ปี โดยจะใช้เวลา 20 เดือนข้างหน้า ศึกษาดาวเคราะห์ที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะดวงนี้

วันนี้ (5 ก.ค. 2559) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่ศูนย์ควบคุมขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (นาซา) พร้อมใจกันปรบมือแสดงความยินดี หลังได้รับสัญญาณวิทยุจากยานอวกาศจูโน ซึ่งถือเป็นการยืนยันว่ายานลำนี้ได้เดินทางเข้าสู่วงโคจรของดาวพฤหัสบดีแล้ว

 

 

ยานจูโนถูกปล่อยออกจากฐานปล่อยจรวดในรัฐฟลอริดาของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2554 และถือเป็นยานอวกาศลำแรกที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการขับเคลื่อนด้วยระยะทางไกลถึง 2,800 ล้านกิโลเมตร และเดินทางผ่านสภาพแวดล้อมที่มีปริมาณรังสีอันตรายในระดับสูง โดยนาซาใช้งบประมาณในครั้งนี้ราว 38,700 ล้านบาท

 

หลังจากนี้ ยานจูโนจะใช้เวลาโคจรรอบดาวพฤหัสบดีที่ประกอบไปด้วยแก๊สไฮโดรเจนและฮีเลียม 37 รอบ หรือประมาณ 20 เดือน เพื่อศึกษาจุดกำเนิดและวิวัฒนาการของดาวที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ

นักวิทยาศาสตร์คาดว่า การศึกษาดาวพฤหัสบดี จะช่วยให้เข้าใจเกี่ยวกับโลกและดาวดวงอื่นๆ ในระบบสุริยะได้ดียิ่งขึ้น

ทูตวิทยาศาสตร์คนใหม่นำเสนอใช้มันสำปะหลังผลิตพลาสติก โดย ธนพล

ทูตวิทยาศาสตร์คนใหม่นำเสนอใช้มันสำปะหลังผลิตพลาสติก

                                                                 น.ส.ญาตา ธนกาญจน์

 ประกาศผลนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ด้านเทคโนโลยีชีวภาพยอดเยี่ยม นักเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) 2 พร้อมเป็นตัวแทนประเทศไปร่วมงานScience Center World Summit 2017 ที่โตเกียว

น.ส.ญาตา ธนกาญจน์ จากผลงาน “ไบโอพลาสติก : เทอร์โมพลาสติกสตาร์ช” ได้รับคัดเลือกเป็นนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ด้านเทคโนโลยีชีวภาพยอดเยี่ยม จากโครงการทูตเยาวชนเทคโนโลยีชีวภาพ (World Biotech Tour : Youth Ambassadors Programmes) พร้อมเป็นตัวแทน ประเทศไทยไปร่วมงาน Science Center World Summit 2017 ที่ The National Museum of Emerging Science and Innovation (Miraikan) เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อนำเสนอการสื่อสารด้านเทคโนโลยีชีวภาพในประเทศไทย ให้กับตัวแทนทูตเยาวชนอีก 12 ประเทศ

นางกรรณิการ์ เฉิน ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) กล่าวว่า โครงการทูตเยาวชนเทคโนโลยีชีวภาพในประเทศไทยนั้น เกิดขึ้นจาก องค์กรสมาชิกเครือข่ายพิพิธภัณฑ์และ ศูนย์วิทยาศาสตร์ (Association of Science – Technology Centres Incorporated – ASTC) และมูลนิธิ BIOGEN Foundation ประเทศสหรัฐอเมริกา คัดเลือก อพวช. ให้เป็น 1 ใน 12 พิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์ทั่วโลกเข้าร่วมโครงการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ให้เยาวชนเหล่านั้นได้มีส่วนร่วมในการช่วยเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพกับสังคม และเกิดเป็นเครือข่ายแลกเปลี่ยนข้อมูลในระดับนานาชาติ

สำหรับภารกิจของทูตเยาวชนวิทยาศาสตร์ ด้านเทคโนโลยีชีวภาพทั้ง 17 คนนั้น จะต้องทำหน้าที่ให้ข้อมูลในงาน “ท่องโลกเทคโนโลยีชีวภาพ” ที่ อพวช. จัดขึ้น พร้อมเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีชีวภาพกับโรงเรียนในละแวกชุมชน และให้ความรู้กับชุมชนที่ตนเองอาศัยอยู่ ตลอดระยะเวลาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2559 เป็นต้นมา ซึ่งสิ่งที่เยาวชนได้รับนั้นมีค่ามากกว่ารางวัล นั่นคือ การได้ฝึกฝนพัฒนาทักษะด้านการวิจัยและการสื่อสารวิทยาศาสตร์ อีกทั้งยังได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์จากเพื่อนใหม่ และได้สร้างเครือข่ายการสื่อสารวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีชีวภาพทั้งระดับประเทศและระดับนานาชาติต่อไป

ผลปรากฎว่า นางสาวญาตา ธนกาญจน์ นักเรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 5 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) 2 คว้ารางวัล นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ ด้านเทคโนโลยีชีวภาพยอดเยี่ยม ในหัวข้อ “ไบโอพลาสติก : เทอร์โมพลาสติกสตาร์ช” ทำหน้าที่เป็นทูตวิทยาศาสตร์ในการให้ข้อมูลกับสังคมในเรื่องการนำวัตถุในธรรมชาติ เช่น แป้งมันสำปะหลัง มาเป็นส่วนผสมในการผลิตพลาสติกที่สามารถย่อยสลายได้ เพื่อช่วยลดปัญหาขยะที่เกิดขึ้นในสังคม

ด้าน นางสาวญาตาฯ เผยว่า รู้สึกยินดีมากที่ได้รับคัดเลือกให้ เป็นตัวแทนเพื่อน ๆ ทั้ง 17 คนในการ เดินทางเข้าร่วมงาน Science Center World Summit 2017 ที่ The National Museum of Emerging Science and Innovation (Miraikan) เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อนำเสนอการสื่อสารด้านเทคโนโลยีชีวภาพในประเทศไทย โดยตนเองจะกลับไปเตรียมความพร้อมและพัฒนาข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับหัวข้อที่ทำในเรื่อง “ไบโอพลาสติก : เทอร์โมพลาสติกสตาร์ช” ให้เข้าใจง่ายและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น เพื่อไปนำเสนอให้กับตัวแทนทูตเยาวชนอีก 12 ประเทศได้รับทราบ พร้อมทั้งยังจะได้มีโอกาสสร้างเครือข่ายนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ด้านเทคโนโลยีชีวภาพระหว่างเพื่อนๆ ในประเทศอื่นๆ อีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีเยาวชนที่ได้รับรางวัลนักจัดกิจกรรมด้านเทคโนโลยีชีวภาพยอดเยี่ยม ได้แก่ นายพัทธดนย์ มานะกิจ นักเรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 6 จากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในหัวข้อเรื่อง “การรักษาโรคตาบอดสีด้วยการบำบัดยีน” และนางสาวธมลวรรณ ทองดี นักเรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 5 โรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย จังหวัดนครศรีธรรมราช ในหัวข้อเรื่อง “กังหันบำบัดน้ำ 3 in 1”

โดยทูตเยาวชนวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีชีวภาพทั้ง 3 คน จะต้องปฎิบัติภารกิจในการเป็นทูตนักสื่อสารด้านเทคโนโลยีชีวภาพของ อพวช. ต่อไป

ที่มา http://manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9590000086416

ไหมเย็บแผลแบบฉลาดสามารถตรวจสอบการรักษาได้ โดย ธนพล

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ไหมเย็บแผลแบบฉลาดสามารถตรวจสอบการรักษาได้

หลังจากที่หมอทำการเย็บแผลหรือทำการตัดแผล แผลเหล่านั้นมักจะถูกปิดด้วยผ้าปิดแผล แต่เมื่อมันถูกปิดไปแล้วมันจะทำการขัดขวางการมองเห็นว่าแผลนั้นเริ่มหายหรือยัง และนั่นสามารถเป็นปัญหาหนึ่งได้ถ้าแผลนั้นเกิดการติดเชื้อ ปัญหานั้นอาจจะไม่มีสัญญาณเตือนจนกว่าจะต้องการการรักษา ในตอนนี้ นักวิจัยได้พัฒนาไหมเย็บแผลแบบฉลาดที่สามารถเตือนผู้ดูแลได้เมื่อปัญหาเกิดขึ้น สำหรับรุ่นในอนาคตนั้นอาจจะสามารถส่งถ่ายยาเพื่อช่วยให้แผลที่เย็บนั้นหายได้เร็วขึ้น

ไหมเย็บแผลนั้นเป็นเส้นไหมหรือเส้นใยที่ถูกใช้ในการเย็บปิดแผล ในหลายๆกรณี พวกมันถูกทำขึ้นมาจากวัสดุธรรมชาติเช่น ค็อตตอนหรือไหม หรือถูกทำขึ้นมาจากพลาสติก บางชนิดถูกทำขึ้นด้วยวัสดุที่สามารถละลายได้ในร่างกายเมื่อผ่านไปเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตามทุกรูปแบบนั้นมีวัตถุประสงค์เหมือนกัน พวกมันทำการยึดแผลขนาดใหญ่หรือรอยบากเข้าไว้ด้วยกัน

“แต่ในบางครั้งแผลเหล่านี้ไม่ได้ถูกรักษาอย่างถูกต้อง เนื้อเยื่อสามารถบวมและนูนซึ่งเกิดจากไหมเย็บแผลที่แน่นเกินไปได้ ซึ่งสามารถก่อให้เกิดรอยแผลเป็นที่น่าเกลียด หรือแผลอาจจะเริ่มเกิดการติดเชื้อ นั่นก่อให้เนื้อเยื่อนั้นเริ่มเป็นสีแดงและร้อนขึ้น ถ้าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจะไม่ก่อให้เกิดอาการเจ็บปวด การติดเชื้ออาจจะซ่อนอยู่และก่อให้เกิดอันตรายได้ภายใต้ที่ปิดแผลอันเทอะทะ” Sameer Sonkusale กล่าว เขาเป็นวิศวกรไฟฟ้าที่ Tufts University ใน Medford, Mass ดังนั้นเขาและทีมวิจัยของเธอค้นพบหนทางการเปลี่ยนเส้นไหมให้กลายเป็นเซนเซอร์ ไหมเย็บแผลแบบพิเศษสามารถรายงานได้ว่าเกิดอะไรขึ้นภายใต้ที่ปิดแผล พวกมันสามารถที่จะส่งข้อมูลทางสุขภาพจากภายในร่างกายได้ด้วย

กุญแจสำคัญในการสร้างไหมเย็บแผลแบบฉลาดนี้คือการที่ทำให้มันนำไฟฟ้าได้ เส้นไหมเพียงอย่างเดียวนั้นไม่สามารถที่จะทำสิ่งนี้ได้ ดังนั้นนักวิจัยได้ทำการเคลือบเส้นใยค็อตตอนด้วยวัสดุที่นำไฟฟ้า สารเคลือบบางชนิดไวกับการยืดของกล้ามเนื้อ สิ่งนี้อาจจะเป็นตัวชี้วัดการบวมตัว ในกรณีอื่นๆ สารเคลือบบางอย่างสามารถวัดค่า pH หรือความเป็นกรดของเนื้อเยื่อ การเปลี่ยนแปลงของ pH อาจจะระบุได้ถึงการพัฒนาของอาการติดเชื้อ ในบางครั้งทีมวิจัยได้เพิ่มเซนเซอร์ขนาดเล็กเข้าไปในเส้นใยเพื่อใช้ในการวัดอุณหภูมิของร่างกาย พวกเขาสามารถตรวจจับสัญญาณเริ่มต้นของการติดเชื้อได้จากความร้อน

เมื่อมีการเปลี่นแปลงเกิดขึ้น เช่นการยืด อุณหภูมิ หรือ pH พวกมันจะมีการเปลี่ยนแปลงความต้านทานของกระแสไฟฟ้าเพียงเล็กน้อยบนไหมเย็บแผล สิ่งนี้จะส่งผลต่อการเก็บกระแสไฟฟ้าบนไหมเย็บแผลว่าเก็บได้มากเท่าไหร่ การเปลี่ยนแปลงความต้านทานสามารถวัดได้จากอุปกรณ์วัดที่มีลักษณะคล้ายนาฬิกา อุปกรณ์ชนิดนี้จะส่งกระแสไฟฟ้าเล็กน้อยเข้าไปในไหมเย็บแผล มันอาจจะถูกสวมไว้ที่แขนหรือติดไว้ที่เสื้อก็ได้ หลังจากนั้น อุปกรณ์ชนิดนี้สามารถที่จะส่งผ่านข้อมูลว่าเกิดอะไรขึ้นกับแผลแบบไร้สายไปยังอุปกรณ์สมาร์ทโฟนที่อยู่ใกล้ๆหรือคอมพิวเตอร์สำหรับการบันทึกข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูล

นักวิจัยได้อธิบายไหมเย็บแผลแบบฉลาดนี้ไว้ในวารสารทางวิชาการระดับนานาชาติเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ใน Microsystems & Nanoengineering

“ทีมนักวิจัยได้พัฒนาหนทางที่น่าสนใจในการฝังเซนเซอร์เข้าไปโดยตรงในผิวของคนไข้” John Rogers กล่าว เขาเป็นนักวัสดุศาสตร์ที่ Northwestern University ที่ Evanston, Ill การรวมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เข้ากับสิ่งมีชีวิตสามารถสะสมข้อมูลได้อย่างแม่นยำมากกว่าอุปกรณ์สวมใส่เช่น อุปกรณ์ติดตามการออกกำลังกาย

ในวันหนึ่ง ไหมเย็บแผลแบบฉลาดอาจจะถูกปรับแต่งเพื่อใช้ในการวัดโปรตีนในเลือดสำหรับการรักษา หรือมันอาจจะใช้ในการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดของคนที่เป็นโรคเบาหวาน

ที่มา:OURNAL: P. Mostafalu et al. A toolkit of thread-based microfluidics, sensors, and electronics for 3D tissue embedding for medical diagnostics. Microsystems and Nanoengineering. Published online July 18, 2016. doi: 10.1038/micronano.2016.39.