คลังเก็บรายเดือน: สิงหาคม 2016

ยานฟิเล (Philae lander) หยุดการทำงานแล้ว โดย วัชรี

ยานอวกาศฟิเลได้สร้างประวัติศาสตร์สำคัญโดยการเป็นยานสำรวจลำแรกที่ลงจอดบนดาวหางได้สำเร็จเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2014

as20160815_1_01

ในขณะนี้องค์การอวกาศยุโรป(ESA)ได้ปิดการทำงานของยานฟิเลเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2016 ส่วนยานโรเซตตาในขณะนี้อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ 520 ล้านกิโลเมตรและปิดการทำงานในเดือนกันยายน 2016

ที่ผ่านมายานฟิเลนั้นประสบอุปสรรคในการทำงานตั้งแต่เริ่มต้น ยานได้ลงจอดบนดาวหางซีจี(67P/Churyumov-Gerasimenko) อย่างแม่นยำ แต่ไม่สามารถยึดจับพื้นผิวดาวหางไว้ได้ทำให้ยานกระดอนถึงสองครั้งแล้วไปตกอยู่ในบริเวณเงามืดทำให้ไม่สามารถใช้เซลล์สุริยะได้

ยานฟิเลจึงทำงานได้เพียง 64 ชั่วโมงเพื่อเก็บข้อมูลดาวหางอย่างเต็มที่ก่อนแบตเตอรี่จะหมด จากนั้นยานได้เข้าสู่ภาวะปิดการทำงาน (hibernation)

ต่อมาในเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม 2015 ยานกลับมาทำงานได้อีกครั้ง ซึ่งขณะนั้นเป็นช่วงที่ดาวหางเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดพอดี

หลักๆแล้วสิ่งที่ยานอวกาศฟิเลค้นพบคือ

-ดาวหางดวงนี้ไม่มีสนามแม่เหล็ก แต่พบสารประเภทโพลีเมอร์น่าสนใจอยู่บนพื้นผิว*

-นอกจากนี้ยังค้นพบด้วยว่าดาวหางดวงนี้มีโครงสร้างที่น่าสนใจและอาจเกิดจากดาวหางสองดวงมารวมกัน**

ทีมงานกล่าวถึงยานฟิเลว่าแม้ว่ายานอวกาศลำนี้จะไม่ได้ทำภารกิจครบถ้วนสมบูรณ์ตามที่คาดหวังไว้ แต่มันก็ได้ก้าวข้ามอุปสรรคมาได้อย่างน่าชื่นชมจนถึงวันสุดท้าย

อ้างอิง

http://www.nature.com/news/philae-comet-lander-goes-quiet-for-good-1.20338

เรียบเรียงโดย

อาจวรงค์ จันทมาศ

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1179026955495455

e017b83e

Cockroach Milk นมแมลงสาบมีโปรตีนสูงกว่านมวัวถึง 4เท่า จ่อเป็นอาหารหลักในอนาคต โดย สันติสุข

นมแมลงสาบหรือที่นักวิจัยเรียกว่าผลึกโปรตีน ในท้องแมลสาบที่ว่ามานี้มีโปรตีนสูงเกือบๆถึง4เท่า ซึ่งมากกว่านมวัว และยังมีคุณค่าทางโภชนาการอย่างครบถ้วนตามที่มนุษย์ต้องการ เช่นโปรตีน ไขมัน และน้ำตาล รวมถึงยังมีกรดอะมิโนที่จำเป็นอีกด้วย

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า นมจากแมลงสาปมีคุณค่าทางโภชนาการสำหรับมนุษย์มากกว่านมวัว ถึง 4 เท่า   ทีมวิทยาศาสตร์ของต่างประเทศได้ทำการศึกษาเพื่อวิเคราะห์ ของเหลวที่พบในลำไส้ของแมลงสาบเป็นเหมือนกับผลึกโปรตีนที่คล้ายนม ที่มันเอาไว้ใช้เลี้ยงตัวอ่อน ซึ่งแมลงสาบที่ว่าก็คือสัตว์ทดลองทางวิทยาศาสตร์  

ทั้งนี้พวกเขายังเชื่อว่ามันจะสามารถพัฒนาเป็นอาหารสำหรับอนาคตได้  ผลึกโปรตีนคล้ายนมดังกล่าวนักวิทยาศาสตร์เผยว่าผลิตขึ้นโดยแมลงสาบเต่าทองแปซิฟิก หรือชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Diploptera punctata  เพียงแค่ชนิดเดียว

อีกทั้งยังพบว่าในผลึกพวกนั้น  มีคุณค่าทางสารอาหารครบถ้วนและสูงมาก ทั้งโปรตีน ไขมัน และน้ำตาล รวมถึงยังมีกรดอะมิโนที่จำเป็น สำหรับซ่อมแซมโปรตีนส่วนที่สึกหรอได้อย่างดีอีกด้วย และในอนาคตผลึกหรือนมแมลงสาที่ว่ามานี้อาจจะเป็นอาหารของมนุษย์ได้ในอนาคต

อ้างอิง :.http://inhabitat.com/

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1179231665474984

1

Mercedes-Benz เปิดตัวครั้งแรกของโลกกับ รถบรรทุกหัวลากระบบไฟฟ้าปราศจากมลพิษ โดย สันติสุข

48c72f57

ลองจินตนาการถึงอนาคตที่จะมีรถบรรทุกหัวลากขนาดใหญ่ออกมาโลดแล่นสู่ท้องถนนด้วยเสียงที่เงียบที่สุดปราศจากการรบกวน ที่สำคัญกว่าคือการขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้า ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของโลกกับรถบรรทุกหัวลาก Mercedes-Benz ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าโดยปราศจากเสียงรบกวน  ประสิทธิภาพสูง รองรับน้ำหนักมหาศาล
เมอร์เซเดส-เบนซ์ รถบรรทุกหัวลากนี้สามารถเดินทางได้ 124 ไมล์ จึงไม่เหมาะสมต่อการใช้ในงานขนส่งระยะไกล แต่หากนำมาใช้ในการเดินทางระยะใกล้ภายในเมืองนั้นจะมีประสิทธิภาพเป็นอย่างยิ่ง และด้วยการใช้ไฟฟ้าเป็นพลังงานขับเคลื่อนจึงปลอดมลภาวะ ซึ่งจะช่วยลดมลภาวะทางอากาศภายในเมืองต่างๆ หลายเมืองได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ทางเบนซ์คาดหวังว่าจะผลิตรถบรรทุกหัวลากให้ได้ภายในอีกไม่เกิน 10 ปี รวมถึงจะเร่งพัฒนาเทคโนโลยี และระบบแบตเตอรี่ ซึ่งจะช่วยให้รถมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าด้านราคามากขึ้น

1

ด้าน Dr. Wolfgang Bernhard  ผู้บริหารของ Daimler ได้แถลงการณ์ว่า  “ก่อนหน้านี้การทำงานของระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า มีข้อจำจัดเป็นอย่างมากในการใช้งาน แต่ในปัจจุบัน ต้นทุน,ประสิทธิภาพ,และเวลาในการชาร์จไฟ ได้มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วจนมีแนวโน้มว่ารถจะสามารถผลิตส่งขายได้อย่างเป็นทางการ”

2 3

ส่วน รถบรรทุกขนาดเล็กรุ่น  Fuso Canter E-Cell  นั้น ได้มีการทดสอบไปเมื่อไม่นานมานี้ ในโปตุเกสซึ่งประสบผลสำเร็จเกินคาด โดยพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าตัวรถสามารถขับเคลื่อนได้กว่า  31,000 ไมล์ในระยะเวลาหนึ่งปี ตามที่ได้กำหนดไว้ โดยที่ยังสามารถลดการปล่อยก๊าซออกมาเพียง 37เปอร์เซ็นเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าเครื่องยนต์ดีเซลเป็นอย่างมาก
อ้างอิง  :www.inhabitat.com

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1179294302135387

อึ้ง!รัสเซียตรวจพบสัญญาณสิ่งมีชีวิตนอกโลก โดยวีรยา

กล้องโทรทรรศน์ของรัสเซียสามารถตรวจจับสัญญาณจากนอกโลกได้ ด้านนักวิทยาศาสตร์คาดเป็นอารยธรรมที่สูงส่งกว่า

วันนี้(31ส.ค.59)กล้องโทรทรรศน์วิทยุรัสเซียตรวจพบสัญญาณจากนอกโลก ที่คาดว่าเป็นของสิ่งมีชีวิตต่างดาว โดยสัญญาณดังกล่าวมาจากทิศทาง HD164595 กลุ่มดาวที่ห่างจากโลกไปประมาณ 95 ปีแสง การค้นพบครั้งนี้เพิ่งถูกเผยแพร่ไปยังสาธาณชน แต่ในความจริงแล้ว นักวิทยาศาสตร์รัสเซียสามารถจับสัญญาณได้จากกล้องโทรทรรศน์ RATAN 600 ในรัสเซีย ตั้งแต่เมื่อปีก่อน

ด้านผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะทราบอย่างชัดเจนว่าสัญญาณดังกล่าวมาจากที่ใด และมีความหมายว่าอะไร การค้นพบสัญญาณดังกล่าวจะถูกนำไปเป็นประเด็นถกเถียงในการประชุมของสมาคมนักบินอวกาศนานาชาติ ในวันที่ 27 ก.ย.นี้ ที่เม็กซิโก ซึ่งนับเป็นการประชุมครั้งที่ 27 แล้ว

พอล กลิสเตอร์ นักเขียนจากเว็บไซต์ Centauri Dreams ซึ่งรายงานเกี่ยวกับการวิจัยในอวกาศกล่าวว่า จากความแรงของสัญญาณนั้นมีพลังมากพอ ที่ทำให้บรรดานักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าพวกเขา(ผู้ส่ง) มีอารยธรรมมากกว่าระดับที่ 1 ตามการจำแนกของ นิโคไล คาร์ดาเชฟ นักดาราศาสตร์ชาวรัสเซีย ซึ่งระดับที่ 1 เป็นระดับที่เทคโนโลยีปัจจุบันบนโลกของเรานั้นมีความใกล้เคียง

จากเกณฑ์การแบ่งอารยธรรมของ คาร์ดาเชฟ นั้นแบ่งอารยธรรมออกเป็น 3 แบบด้วยกัน โดยอารยธรรมแบบที่1 คืออารยธรรมที่สามารถผลิตและใช้พลังงานได้เทียบเท่ากับพลังงานทั้งหมดจากดวงอาทิตย์ที่ตกกระทบผิวโลก ในการเพิ่มกำลังการผลิตอาหารและทรัพยากรที่จำเป็นในการดำรงชีวิต ส่วนอารยธรรมแบบที่ 2 นั้นสามารถใช้ประโยชน์จากดาวฤกษ์ได้อย่างสูงสุด และสามารถสร้างอาณานิคมนอกดาวเคราะห์ในระยะใกล้ๆได้ ในขณะที่อารยธรรมแบบที่ 3 เป็นอารยธรรมสูงสุดที่สามารถขยายอาณาจักรไปได้ทั่วกาแล็กซี่ รวมไปถึงสามารถเดินทางด้วยความเร็วแสงได้

ที่มา:http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=112021&t=news

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1178501182214699

เปิดตัวรถแข่งไร้คนขับ“เดฟบอต”ขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้า โดยวีรยา

เผยโฉมรถแข่งไร้คนขับพลังงานไฟฟ้าต้นแบบ“เดฟบอต” ได้ทำการทดสอบวิ่งครั้งแรกที่สนามแข่งรถดอนิงตันพาร์กของอังกฤษ 

วันนี้(31ส.ค.59)ผู้สื่อข่าวรายงานเทคโนโลยีสุดล้ำ “เดฟบอต”ซึ่งเป็นผลงานการพัฒนาของบริษัทคิเนติก ประเทศอังกฤษ ถูกออกแบบมาให้เป็นรถที่ไม่มีห้องคนขับ และขับเคลื่อนด้วยตัวเองโดยใช้ข้อมูลสภาพเส้นทางจากระบบเซ็นเซอร์ที่ติดตั้งไว้รอบตัวรถ ในการทดสอบวิ่งครั้งนี้ เดฟบอตสามารถหยุดรถได้ในระยะกระชั้นชิดแบบที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้ และมีระบบหลีกเลี่ยงการชนปะทะในขณะที่วิ่งมาด้วยความเร็วสูง โดยในการทดสอบครั้งนี้ เดฟบอตสามารถวิ่งโดยไม่มีคนขับได้ครบ1รอบ
เดฟบอตเป็นผลงานการพัฒนาของบริษัทคิเนติกซึ่งมีฐานในกรุงลอนดอน โดยถูกออกแบบมาให้เป็นรถที่ไม่มีห้องคนขับ และขับเคลื่อนด้วยตัวเองโดยใช้ข้อมูลสภาพเส้นทางจากระบบเซ็นเซอร์ที่ติดตั้งไว้รอบตัวรถ ในการทดสอบวิ่งครั้งนี้ เดฟบอตสามารถหยุดรถได้ในระยะกระชั้นชิดแบบที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้ และมีระบบหลีกเลี่ยงการชนปะทะในขณะที่วิ่งมาด้วยความเร็วสูง

นายจัสติน คุก ตัวแทนจากบริษัทคิเนติก กล่าวว่า จะนำเดฟบอตออกโชว์ตัวอีกครั้งในงานแข่งประลองความเร็วรถพลังไฟฟ้า ฟอร์มูล่า อี ในครั้งหน้า นอกจากนี้ ทางบริษัทยังมีแผนจะจัดการแข่งขัน “โรโบเรซ” ซึ่งเป็นการแข่งรถไร้คนขับพลังไฟฟ้า บนสนามแข่งจริงในอนาคตอีกด้วย

ส่วนที่มีผู้วิพากษ์วิจารณ์ว่า การแข่งรถไร้คนขับทำให้หมดความตื่นเต้นเร้าใจในการชมนั้น นายคุกบอกว่า การแข่งรถไร้คนขับยังคงไว้ซึ่งปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับรถแข่งอยู่ โดยวิศวกรของทีมต่างๆ จะมีการวางแผนตั้งค่าการขับขี่ที่มีลักษณะต่าง ๆ กันไป ซึ่งสามารถส่งผลแพ้ชนะได้ ดังนั้นผู้ชมการแข่งรถไร้คนขับจะยังคงได้ลุ้นอยู่เหมือนเดิม

 

roborace-devbot.jpg

 

roborace-devbot_001-970x647-c.jpg

 

fcc08ccff3ad7784a2afebd1ca268ce8.jpg

ที่มา:http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=112087&t=news

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1180018062063011

559000006104901

สร้างนวัตกรรมกักเก็บน้ำเลียนแบบ “สับปะรดสี” โดย สุรกฤษฎิ์

จากมหัศจรรย์ธรรมชาติสู่การแก้ปัญหาน้ำ “นวัตกรรมการกักเก็บน้ำเลียนแบบสับปะรดสี” ผลงานแก้ปัญหาทรัพยากรน้ำ ตามแนวสะเต็มศึกษา

เรื่องน้ำไม่ใช่เรื่องไกลตัว ขาดน้ำสะอาดกิน ดื่ม ใช้ เพียงวันเดียว ก็เกิดผลกระทบต่อชีวิตเรา และปัญหาเรื่องทรัพยากรน้ำ โดยเฉพาะภัยแล้ง น้ำท่วม และน้ำเสีย ได้ส่งผลกระทบต่อสังคมไทยและสังคมโลกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีความสัมพันธ์และส่งผลต่อโลกทั้งระบบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นหน่วยงานที่ดำเนินโครงการ GLOBE (Global Learning and Observations to Benefit the Environment) และได้ส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกทั้งระบบมาอย่างต่อเนื่อง มีความตระหนักถึงปัญหานี้ และได้เข้าไปส่งเสริมการเรียนการสอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานในเรื่องดังกล่าว รวมทั้งส่งเสริมให้นักเรียนไทยได้ทำงานวิจัยเพื่อศึกษาปัญหา ผลกระทบ และหาแนวทางแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในชุมชนต่างๆ

ทั้งนี้ สสวท. ได้ส่งเสริมให้นักเรียนได้เรียนรู้ และสร้างเวทีประกวดงานวิจัยสิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรมในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน (Thailand Junior Water Prize) ในระดับประเทศ โดยล่าสุดได้จัด งานประกวด Thailand Junior Water Prize2016 ขึ้น ที่โรงแรมวินเซอร์ สวีทส์ กรุงเทพมหานคร

ดร. พรพรรณ ไวทยางกูร ผู้อำนวยการ สสวท. กล่าวว่า “สสวท.เป็นหน่วยงานที่ส่งเสริมการศึกษาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ที่เชื่อมโยงกับปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำ ดิน อากาศ สิ่งปกคลุมดินและสิ่งมีชีวิต ซึ่งมุ่งเน้นให้นักเรียนฝึกคิดแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจริงในท้องถิ่นของนักเรียนอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ผ่านการทำงานวิจัยอย่างนักวิจัย หรือนักวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะประเด็นปัญหาทางด้านทรัพยากรน้ำ ที่กำลังเป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทยปัญหาหนึ่ง

“สสวท. จึงจะเปิดโอกาสให้นักเรียนที่มีความสนใจ เข้ามาร่วมโครงการ โดยเน้นการออกแบบสร้างสิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิต และเชื่อมโยงกับการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะเห็นว่าเราเรียนรู้ตามแนวทาง GLOBE ไปทำไม เราจะนำเอาหลักการวิจัยพัฒนา หรือว่าประสบการณ์ในค่ายต่างๆ มาใช้ในการแก้ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องน้ำอย่างไรบ้าง และเน้นการเรียนรู้แบบบูรณาการสะเต็มศึกษา”

ผลการประกวดโครงการ Thailand Junior Water Prize 2016 ประกอบด้วย รางวัลชนะเลิศ โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา ผลงานเรื่อง นวัตกรรมการกักเก็บน้ำเลียนแบบสับปะรดสี ของ นางสาวสุรีย์พร ตรีเพชรประภา, นางสาวธิดารัตน์ เพียรจัด และนางสาวกาญจนา คมกล้า โดยมี นางสุวารี พงศ์ธีระวรรณ และนายเฉลิมพร พงศ์ธีระวรรณ เป็นครูที่ปรึกษา ซึ่งทีมชนะเลิศจะได้เข้าร่วมการประกวด STOCKHOLM JUNIOR WATER PRIZE 2016 ที่ประเทศสวีเดน

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 โรงเรียนบุญวาทย์วิทยาลัย ผลงานเรื่อง นวัตกรรมเครื่องกรองน้ำจากวัสดุเหลือใช้เพื่อปรับปรุงคุณภาพน้ำเสียปนเปื้อนโลหะหนัก ของ นายวงศกร ช้างเนียม, นางสาว นุชวรา มูลแก้ว และนางสาว จิตรานุช ไชยราช โดยมีนางสาวรัชนก สุววณจักร์ เป็นครูที่ปรึกษา

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 โรงเรียนพนมสารคาม “พนมอดุลวิทยา” ผลงานเรื่อง ชุดทดสอบหาปริมาณและประสิทธิภาพการดูดซับตะกั่วในน้ำด้วยเกล็ดปลา ของ นายภัทรพงศ์ ลิมปวัฒนะ, นายสิทธิชัย เทพเดช และนาย ธีระพัฒ เตียงกูล โดยมีนายนิรันดร์ เหลืองสวรรค์ เป็นครูที่ปรึกษา

รางวัลชมเชย ได้แก่

โรงเรียนสตรีพัทลุง ผลงานเรื่อง โครงงานหุ่นยนต์ขจัดคราบสกปรกบนผิวน้ำและบำบัด น้ำเสีย ของนายอนุรักษ์ ขาววัต, นายสุรศักดิ์ ฟองหิรัญศิริ และนางสาวอกนิษฐ์ ทองศรีชุม โดยมีนางสาวไมตรี สุดเรือง และนางสาวสิรินาถ ชุทพาที เป็นครูที่ปรึกษา

โรงเรียนสรรพวิทยาคม ผลงานเรื่อง การทดสอบประสิทธิภาพการดูดซับคลอรีนในน้ำประปา โดยผงถ่านที่ผลิตจากกากอ้อย ของ นางสาวสุมาลี เพชรนภาพร, นางสาวสหัสสินี ขุนแสวง และนายพงษ์ศักดิ์ เทพพนม โดยมีนายฐาปนะพงษ์ ทะนันชัย เป็นครูที่ปรึกษา

โรงเรียนตะโหมด ผลงานเรื่อง เครื่องปรับปรุงสภาพน้ำเสียขนาดเล็ก ของนางสาวปรียรัตน์ เกตุวงศ์, นางสาว สุธิกมล นวลนิ่ม และ นาย อัสนี พะสริ โดยมีนาย ปิยพงศ์ หนูดำ เป็นครูที่ปรึกษา

ผลงานวิจัยชนะเลิศ “นวัตกรรมการกักเก็บน้ำโดยเลียนแบบสับปะรดสี” เป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ โดยคำนึงถึงรูปทรงของวัสดุที่สามารถกักเก็บน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเลียนแบบพืชที่อยู่ในเขตแห้งแล้ง คือ สับปะรดสี โดยทีมผู้วิจัยได้เลือกสับปะรดสีพันธุ์ เอคมี อะคูลีโทเซพาลา (Aechmea aculeatosepala) เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่เก็บกักน้ำได้ดี

จากการศึกษาลักษณะทางกายภาพของต้นสับประรดสีพันธุ์ดังกล่าว พบว่า ส่วนดักจับน้ำที่สำคัญมีหลายส่วน ได้แก่ แผ่นใบ ที่มีขอบใบทั้งสองข้างบางกว่าบริเวณกลางใบทำให้แผ่นใบมีลักษณะเป็นรูปตัวยูเหมือนรางน้ำ น้ำไหลไปกักเก็บที่แอ่งระหว่างกาบใบ หนามเล็กๆ บริเวณรอบใบ บิดเป็นมุม 50 องศากับขอบใบ ช่วยดึงน้ำที่อยู่ห่างจากขอบใบในระยะ 2 มิลลิเมตร ให้เข้ามาในใบได้ ผิวใบด้านหน้าใบและหลังใบช่วยให้น้ำไหลลงไปรวมกันที่รางรับน้ำ เนื่องจากแรงยึดติด (Adhesive force) ระหว่างน้ำกับผิวใบมากกว่าแรงเชื่อมแน่น (Cohesive force) ของน้ำ

นอกจากนี้ ส่วนกักเก็บน้ำของสับปะรดสีเอคมี อะคูลีโทเซพาลา เกิดจากใบเรียงเหลื่อมซ้อนกัน กาบใบด้านล่างจะกว้างออก ขอบใบบาง มีลักษณะเป็นแอ่งกักเก็บน้ำทรงกรวยตรงกลางลำต้น และระหว่างซอกใบทุกใบก็สามารถเก็บน้ำได้ ซึ่งสามารถกักเก็บน้ำได้มากกว่าภาชนะทรงกรวยที่มีขนาดเท่ากันถึง 17.28 เปอร์เซ็นต์

จากข้อมูลสับปะรดสีพันธุ์ เอคมี อะคูลีโทเซพาลา จึงได้นำมาเป็นต้นแบบสร้างอุปกรณ์ในการกักเก็บน้ำ โดยประดิษฐ์จากแผ่นอะลูมิเนียม เนื่องจากแผ่นอะลูมิเนียมมีความจุความร้อนน้อย ในช่วงเวลากลางคืนเมื่อไอน้ำในอากาศมากระทบจึงกลั่นตัวเป็นหยดน้ำได้ง่าย

เมื่อนำชุดอุปกรณ์นี้ไปใช้จริง โดยติดตั้งบนกับต้นยางพาราซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศไทย ต่อสายน้ำเกลือปักลงในดินห่างจากโคนต้น 1 เมตร พบว่า ความชื้นในดินที่ใช้ชุดอุปกรณ์จะมีค่าสูงกว่าความชื้นในดินที่ไม่ใช้ชุดอุปกรณ์ และไม่รดน้ำ 17.65 เปอร์เซ็นต์ และมีความชื้นในดินใกล้เคียงกับการรดน้ำตามปกติ ซึ่งน้อยกว่ารดน้ำปกติ 9.80 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้ ต้นยางพาราที่ใช้ชุดอุปกรณ์สามารถให้ผลผลิตสูงกว่าไม่ได้ใช้ชุดอุปกรณ์ 57.50 เปอร์เซ็นต์ ด้วยราคาต้นทุนชุดละ 25 บาท เมื่อนำไปใช้กับต้นยางพาราเพียง 6 วัน ก็จะคุ้มราคาทุน

นางสาวสุรีย์พร ตรีเพชรประภา โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เล่าว่า สาเหตุที่เกิดทำงานวิจัยเรื่องนี้ เนื่องจากต้องการแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ โดยโมเดลนี้สามารถช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถปลูกพืชได้แม้สภาวะแห้งแล้ง ในการประกวดครั้งนี้ได้ประสบการณ์ใหม่ๆ เพื่อนจากแต่ละโรงเรียนมีความเป็นนักวิทยาศาสตร์ ทำงานเป็นระบบ ได้มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน

นางสาวกาญจนา คมกล้า โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า เราได้ทำโมเดลที่จะกักเก็บน้ำเพื่อที่จะสามารถช่วยเกษตรกรที่จะปลูกพืชได้ในฤดูแล้ง สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ในการปลูกพืชได้

“การที่มาเข้าร่วมประกวดครั้งนี้นะคะเป็นครั้งแรกที่ได้เผยแพร่ผลงานที่ทำออกมา ซึ่งรู้สึกดีใจที่ได้คำติชมจากคณะกรรมการและผู้ชม ซึ่งจะนำข้อคิดเห็นเหล่านั้นไปปรับใช้ในการประกวดที่ประเทศสวีเดนต่อไป และคาดหวังว่าถ้าเราไปประเทศสวีเดนเราจะได้ประสบการณ์ที่มีค่ากลับมา″

นางสาวธิดารัตน์ เพียรจัด โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี บอกว่า รู้สึกตื่นเต้นมากต่อจากนี้ เราจะปรับปรุงพัฒนางานให้ดีมากยิ่งขึ้น สามารถกักเก็บน้ำให้ได้มากยิ่งขึ้น ซึ่ง ผลงานของเราสามารถใช้ได้จริง และได้มีการนำไปเผยแพร่สู่ชุมชน ให้ชาวบ้านได้ใช้โมเดลกักเก็บน้ำของเราเพื่อทำให้ดินมีความชุ่มชื่นมากยิ่งขึ้น

นางสุวารี พงศ์ธีระวรรณ โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ครูที่ปรึกษางานวิจัย กล่าวว่า ประสบการณ์ในการเป็นที่ปรึกษาโครงงานในครั้งนี้ ครูได้แนะนำความรู้ให้นักเรียน สามารถต่อยอดไปใช้ แก้ปัญหาได้จริง ในสภาพอากาศที่แห้งแล้งในปัจจุบัน และคิดว่าอนาคตการเรียนรู้ และงานวิจัยของนักเรียนโรงเรียนสุราษฎร์พิทยา ก็คงจะพัฒนาต่อไปเพื่อที่จะให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนได้อย่างแท้จริงค่ะ

“การประดิษฐ์คิดค้นเครื่องมือหรือวิธีการต่างๆ ขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหานั้นๆ ก็ถือว่าเป็นสุดยอดของการเป็นนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะในระดับผู้เรียน แล้วได้นำสิ่งประดิษฐ์นั้นมาใช้ประโยชน์ แก้ปัญหาที่พบได้จริงๆ ถึงแม้ไม่ใช่เป็นงานวิจัยที่ได้รางวัล ก็ถือว่าเป็นนวัตกรรม ที่เป็นประโยชน์โดยตรงต่อชีวิต” ผู้อำนวยการ สสวท. กล่าวทิ้งท้าย

 

ที่มา http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9590000059117

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1180090622055755

559000008995401

รู้ไหมว่า…เวียดนามส่งมนุษย์อวกาศได้เป็นชาติแรกในอาเซียน โดย สุรกฤษฎิ์

 

นักวิจัยเวียดนามนำชมเครื่องจำลองสภาพอวกาศก่อนส่งดาวเทียม

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) เพิ่งลงนามความร่วมมือด้านดาราศาสตร์ระหว่างสถาบันฯ และศูนย์ดาวเทียมเวียดนาม (Vietnam National Satellite Center: VNSC) ระหว่างการไปเยือนกรุงฮานอยสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เมื่อ 23-26 ส.ค.59 เพื่อสร้างความตระหนักด้านการศึกษาดาราศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ศูนย์ดาวเทียมเวียดนามนี้เป็นหน่วยงานภายใต้สภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเวียดนาม (Vietnam Academy of Science and Technology: VAST) และจุดเริ่มต้นในการตั้งศูนย์ที่น่าสนใจ โดยเมื่อปี 1980 เวียดนามได้ส่งมนุษย์อวกาศเป็นชาติแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้ความร่วมมือกับอดีตสภาพโซเวียต กระทั่งปี 2006 รัฐบาลเวียดนามได้ได้กำหนดยุทธศาสตร์การวิจัยและการประยุกต์เทคโนโลยีอวกาศถึงปี 2020 จนเกิดศูนย์ดาวเทียม VNSC ซึ่งได้ผลิตและส่งดาวเทียมขนาดเล็ก 1 กิโลกรัมที่ผลิตขึ้นสู่อวกาศ และมีแผนส่งดาวเทียม 10 และ 50 กิโลกรัม ขึ้นสู่อวกาศในปี 2017 และวางแผนส่งดาวเทียม 300 กิโลกรัมสู่อวกาศในปี 2021 โดยการพัฒนาได้รับการสนับสนุนทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนาและส่งดาวเทียมจากญี่ปุ่น

ทั้งนี้ ศูนย์ดาวเทียมเวียดนามมีแผนสร้างศูนย์อวกาศเวียดนาม (Vietnam Space Center) ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2018 โดยภายในศูนย์อวกาศจะสร้างหอดูดาวที่ติดตั้งกล้องโทรทรรศน์เชิงแสงขนาด 50 เซ็นติเมตร เพื่อให้ความร้แก่เยาวชนและประชาชนทั่วไป นอกจากนี้ยังมีโครงการสร้างศูนยืพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทางด้านเทคโนโลยีอวกาศกรุงฮานอยที่มีกำหนดเสร็จในปี 2016 โครงการสร้างหอดูดาวญาจาง เมืองญาจาง ที่มีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2017 และศูนย์การประยุกต์การบินอวกาศ นครโฮจิมินห์ซิตี ที่มีกำหนดเสร็จในปี 2020

ข้อมูลจาก http://vnsc.org.vn /เอกสารเเผยแพร่จัดทำโดย สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.)

https://www.facebook.com/rmutphysics/posts/1179030658828418

“แท็กซี่ไร้คนขับ” เริ่มให้บริการแล้วในสิงคโปร์ โดย นพล

An autonomous vehicle is driven during its test drive in Singapore Wednesday, Aug. 24, 2016.

 

บริษัท NuTonomy ซึ่งเป็นบริษัทขายซอฟท์แวร์ประเภทตั้งต้น และเป็นเจ้าของบริการแท็กซี่ไร้คนขับในสิงคโปร์ เริ่มต้นบริการในย่านที่เรียกว่า One – North เป็นความยาวตามถนนราวๆ 6 กิโลเมตร คิดเป็นพื้นที่ราวๆ 1,250 ไร่

Olivia Seow ผู้ใช้บริการแท็กซี่ไร้คนขับ เล่าประสบการณ์ว่า เมื่อขึ้นนั่งรถในทีแรกก็รู้สึกตื่นเต้นมาก และพอรถเคลื่อนที่ก็ตกใจทีเดียว เพราะเห็นพวงมาลัยหมุนเอง แต่พอเคลื่อนที่ไปได้เรียบร้อยก็เริ่มมีความไว้วางใจเพิ่มขึ้น

นอกจากจะจำกัดบริเวณทีให้บริการและจำนวนผู้ใช้แล้ว NuTonomy ยังจำกัดจำนวนรถไว้ที่ 6 คัน แต่คาดว่าจะเพิ่มจำนวนได้เป็นสองเท่าตัวภายในสิ้นปีนี้

Douglas Parker ผู้บริหารคนหนึ่งของบริษัทบอกว่า นอกจากจะอวดเทคโนโลยีใหม่แล้ว ยังกำลังศึกษาวิจัยด้วยว่า บริการแท็กซี่ไร้คนขับนี้จะช่วยลดจำนวนรถตามถนนได้เป็นอย่างมากด้วย

เขาคาดว่าจะใช้แท็กซี่ไร้คนขับสามแสนคันแทนรถส่วนบุคคลได้เก้าแสนคัน โดยไม่เพิ่มเวลารอแท็กซี่ และถ้าเป็นผลสำเร็จจริงตามความคาดหมาย ก็หมายความว่าจะสร้างถนนที่เล็กลงได้ อาคารที่จอดรถก็จะเล็กลง และจะเปลี่ยนปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับนาครได้ในอนาคตด้วย

แท็กซี่ไร้คนขับนี้ทำงานโดยใช้ระบบ LIDAR ซึ่งเป็นระบบเหมือนกับเรดาร์ แต่ใช้แสงเลเซอร์แทน ประกอบกับกล้อง 6 ตัวที่แผงควบคุมหน้ารถ ที่คอยมองหาการจราจรและสิ่งกีดขวางอื่นๆ

แม้ NuTonomy จะเป็นผู้เริ่มให้บริการแท็กซี่ไร้คนขับรายแรกในโลก แต่ Uber บริการแท็กซี่เรียกทางมือถือ ก็กำลังไล่ตามมาติดๆ

Uber จะเริ่มให้บริการแท็กซี่ไร้คนขับอย่างจำกัดในนครพิตต์สเบิร์ก รัฐเพนซิลเวเนีย ในสองสามสัปดาห์ข้างหน้านี้

นับเป็นการเริ่มต้นเทคโนโลยีใหม่ที่หวังว่าจะช่วยให้การขับรถและการใช้ถนนง่ายขึ้นและปลอดภัยขึ้นด้วย

อ้างอิง http://www.voathai.com/a/driverless-taxi-nm/3487684.html

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1180161872048630

7-Eleven เริ่มธุรกิจส่งสินค้าผ่าน “โดรน” โดย นพล

7-Eleven เริ่มธุรกิจส่งสินค้าผ่าน “โดรน”http://www.aripfan.com/7-eleven-drone-delivery/

บริษัทหลายแห่งมีแนวคิดที่จะส่งสินค้าโดยอากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรน ซึ่งจะเห็นได้จาก Amazon เจ้าของธุรกิจ E-Commerce รายใหญ่ระดับโลก หันมาใช้โดรนในการขนส่งสินค้า โดยใช้เวลาในการส่งเพียง 30 นาทีหรือน้อยกว่านั้น ด้วยความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีและการให้บริการ ทำให้ 7-Eleven ในสหรัฐอเมริกาเริ่มมีการใช้โดรน เป็นเครื่องมือในการขนส่งสินค้าที่มีขนาดเล็ก

การส่งสินค้าผ่านโดรนของ 7-Eleven เกิดขึ้นในเมือง Reno รัฐ Nevada เป็นความร่วมมือกับบริษัท Flirtey โดยเริ่มทดสอบส่งสินค้าภายในรัศมี 1 ไมล์ หรือประมาณ 1.6 กิโลเมตรให้กับผู้ที่สนใจ อาหารที่ส่งได้แก่ แซนวิช โดนัท กาแฟ รวมไปถึงขนมขบเคี้ยวต่างๆ ที่จะถูกบรรจุอยู่ในบรรจุภัณฑ์อย่างดี การส่งสินค้าทำได้โดยการป้อนข้อมูลสถานที่ตั้งของผู้รับสินค้าให้กับโดรน ซึ่งใช้ GPS ในการนำทาง เมื่อถึงจุดหมายโดรนก็จะค่อยๆ ปล่อยบรรจุภัณฑ์ที่บรรจุสินค้าลงบริเวณที่พักอาศัย หรือจุดรับสินค้านั้นๆ ระยะเวลาในการส่งสินค้าตามรายงานระบุไว้ว่าใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น

จากความร่วมมือของ 7-Eleven และบริษัท Flirtey ในการใช้โดรนบริการจัดส่งสินค้าขนาดเล็ก
ให้ผลตอบรับที่น่าประทับใจเป็นอย่างมาก และแผนต่อไปคือการขยายการส่งสินค้า การให้บริการไปยังพื้นที่
ที่ไกลขึ้น รวมถึงการพัฒนาโดรนให้สามารถขนส่งสินค้าที่มีขนาดใหญ่มากขึ้นต่อไป

 

ที่มาของข้อมูล
[1] Ubergizmo;7-Eleven Makes First Commercial Drone Delivery [Internet]. Adnan Farooqui [cited 7 July, 2016]. available from http://www.ubergizmo.com/2016/07/7-eleven-makes-first-commercial-drone-delivery/

อ้างอิง http://www.nsm.or.th/index.php?option=com_k2&view=item&id=5668:7-eleven&Itemid=297

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1180256495372501

กระตุ้นสมอง-กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ โดยภัทร

d31db2018d73f7b7889565e081f13a66

กระแสไฟฟ้าที่อ่อน ๆ และปลอดภัยที่กระตุ้นไปที่สมอง ก็สามารถกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของเราได้เช่นกัน จากการค้นพบของนักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ สหรัฐอเมริกา

ศาสตราจารย์อดัม กรีน และ ดร.ปีเตอร์ เทอร์เคลทอบ แห่งมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ และทีมวิจัยเผยในวารสารวิชาการ Cerebral Cortex ว่า ได้ทดลองกระตุ้นไฟฟ้าด้วยเทคนิคกระตุ้นกระแสไฟฟ้าอย่างอ่อน หรือ tDCS ที่ส่วนหนึ่งของสมองที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์ พร้อมทั้งให้ผู้เข้าร่วมการทดลองทำการทดสอบคำเพื่อทดสอบความคิดสร้างสรรค์

“เราพบว่า คนที่มีกิจกรรมในสมองส่วนที่อยู่ด้านหน้าที่เรียกว่า frontopolar cortex มาก ๆ คือคนที่มีความคิดสร้างสรรค์สูง” กรีนกล่าว

“เนื่องจากการมีกิจกรรมในสมองส่วน frontopolar cortex มากขึ้นส่งเสริมให้เกิดความคิดแบบสร้างสรรค์ตามธรรมชาติ เราคาดว่าการกระตุ้นที่สมองส่วนนี้ก็น่าจะช่วยให้คนเรามีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้นได้”

นักวิจัยจึงได้ใช้เทคนิค tDCS กระตุ้นสมองส่วน frontopolar cortex โดยให้ทำงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ 2 งานไปด้วย คือ งานหาคำที่มีความหมายกล้ายกันจากเซตของคำ และงานสร้างความสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์จากเซตของของคำที่ให้มา

“งานนี้ถือว่าแตกต่างกับการกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์แบบก่อน ๆ เพราะงานก่อน ๆ มักจะมองว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่นิ่ง แต่เรามองว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งไม่คงที่ มีพลวัต และสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วในช่วงเวลาที่คนเราใช้ความคิด”

“การค้นพบในการศึกษาครั้งนี้ทำให้เราได้ทราบว่า คนที่ได้ซึมซับกระแสไฟฟ้าไปที่สมองจะสามารถคิดได้อย่างสร้างสรรค์มากขึ้น”

นักวิจัยจึงได้สรุปว่า tDCS ช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์แบบมีสำนึกผ่านกระบวนการรบกวนสมอง และยังทำให้ทราบว่า tDCS ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการใช้เหตุผลจากความเชื่อมโยงของคำ อันเป็นการใช้ความคิดสร้างสรรค์รูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างสรรค์นวัตกรรมแบบใหม่

ทาง ดร.เทอร์เคลทอบ ได้หวังว่า ในวันข้างหน้า แพทย์จะสามารถปรับปรุงการใช้เหตุผลเชิงภาษาในคนที่มีปัญหาด้านสมองได้ด้วยการใช้ tDCS ควบคู่ไปด้วย

“คนที่มีปัญหาด้านการพูดและภาษาจะไม่สามารถหาหรือสร้างคำที่อยากจะพูดได้ การกระตุ้นการใช้เหตุผลเชิงภาษาแบบสร้างสรรค์นี้น่าจะเป็นอีกวิธีที่จะช่วยให้พวกเขาหาคำ ท่าทาง หรือวิธีการอื่น ๆ ในการสื่อสารความหมายที่ใกล้เคียงกับที่จะสื่อได้”

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเตือนว่าแม้ผลการทดลองนี้จะสำคัญ แต่การใช้ tDCS ก็ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง เพราะปัจจุบันยังไม่มีใครทราบอย่างแน่ชัดว่า tDCS มีผลกระทบกับการทำงานของสมองอย่างไรบ้าง และจำเป็นต้องมีการทดลองซ้ำอีกเพื่อศึกษาว่า tDCS มีผลกระทบมากน้อยแค่ไหน

“การใช้กระแสไฟฟ้ากระตุ้นสมองนอกห้องวิจัยหรือนอกคลินิกนั้นยังเป็นอันตรายอยู่ และตอนนี้ก็ยังไม่แน่นำให้ใช้” กรีนกล่าว

อ้างอิง: Georgetown University Medical Center. (2016, April 14). Electrical brain stimulation enhances creativity. ScienceDaily. Retrieved April 23, 2016 from www.sciencedaily.com/releases/2016/04/160414095949.htm

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1180357035362447