คลังเก็บรายเดือน: มิถุนายน 2016

ตะลึง!กบซีทรูตัวใสแจ๋ว-นักวิทย์ชี้กลายพันธุ์ โดยกลุ่ม5

5252

ตะลึง!กบซีทรูตัวใสแจ๋ว-นักวิทย์ชี้กลายพันธุ์ – YouTube

Published on Jun 29, 2016

นักวิทย์รัสเซียพบกบโปร่งใสเห็นทะลุถึงเครื่อง-อวัยวะปิดปกติ60ตัวในแคว้นทยูเมนโอบลาสต์ ทางตอนกลางของประเทศ ชี้มลพิษทำกลายพันธุ์

วันนี้(29มิ.ย.59)เว็บไซต์เดลี่เมลเปิดเผยรายงานพบกบประหลาด มีผิวหนังโปร่งใสทั่วทั้งตัวจนมองทะลุเห็นอวัยวะภายใน รวมถึงหัวใจที่กำลังเต้นได้อย่างชัดเจน จากเมือง Krasnouralsk ในแคว้นทยูเมนโอบลาสต์ ทางตอนกลางของรัสเซีย โดยได้พบกบโปร่งใสเช่นนี้ พร้อมกับกบที่มีลักษณะทางกายผิดปกติ อาทิ นิ้วเกิน มีติ่งรยางค์งอกมาจากช่วงไหล่รวมแล้ว60ตัว

ดอกเตอร์วลาดิมีร์ เวอร์ชินนิน นักสัตววิทยาจากสถาบันวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ แห่งมหาวิทยาลัยอูราลระบุว่ากบโปร่งใสพวกนี้มีเม็ดสีในผิวหนังที่ผิดปกติ และคาดว่ากบกลายพันธุ์ประหลาดเหล่านี้เป็นผลมาจากสภาพมลภาวะในพื้นที่ดัง กล่าว ซึ่งอยู่ใกล้กับโรงงานเคมีที่ถูกทิ้งร้างไป และเคยเกิดเหตุสารเคมีรั่วไหลย้อมแม่น้ำกลายเป็นสีส้มโดยไข่กบไม่มีเยื่อเมมเบรนที่จะป้องกันตัวเองจากมลพิษในสภาพแวดล้อมที่แม่กบวางไข่ไว้ได้แม้ว่าก่อนหน้านี้จะยังไม่เคยพบกบประหลาดลักษณะนี้มาก่อนเลยก็ตาม

ทั้งนี้การกลายพันธุ์เช่นนี้อาจเกิดขึ้นจากสาเหตุอื่นได้อย่างถูกตัวอ่อนปรสิตแทรกซึมตั้งแต่ยังเป็นไข่กบแต่การกลายพันธุ์อันเนื่องจากสภาพแวดล้อมเป็นพิษก็มีน้ำหนักมากกว่า โดยนักวิทยาศาสตร์จะดำเนินการวิจัยเพื่อสืบหาสาเหตุของการกลายพันธุ์ที่แท้จริงต่อไป

อนึ่งพื้นที่นี้ถูกตั้งเป็นเมือง Krasnouralsk เมื่อปี 1832 (พ.ศ. 2375) และก็ได้พบว่ามันเป็นแหล่งอันอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งทองแดง เหล็ก ทองคำขาว แร่ใยหิน และถ่านหิน อุตสาหกรรมเหมืองแร่ต่าง ๆ จึงเกิดขึ้นอย่างคับคั่ง และหนีไม่พ้นถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุของมลภาวะและปัญหาสุขภาพต่างๆ ของชาวบ้านในพื้นที่

TNN24 ออกอากาศทางทีวีช่อง 16

ชมสดๆได้ที่ http://www.tnnthailand.com/player.php

ชมคลิป คลิ๊ก >> https://www.youtube.com/watch?v=2c6Yi-tEVSE

ที่มา https://www.youtube.com/watch?v=2c6Yi-tEVSE

แผ่นตรวจวัดการรั่วของบรรจุภัณฑ์เก็บอาหารสด โดยกลุ่ม5

แผ่นตรวจวัดการรั่วของบรรจุภัณฑ์เก็บอาหารสด – Manager Online

แผ่นตรวจวัดการรั่วของบรรจุภัณฑ์เก็บอาหารสด
ตัวอย่างของสดในบรรจุภัณฑ์

อาจารย์และนักศึกษาภาควิชาฟิสิกส์ มจธ.ร่วมมือพัฒนาอินดิเคเตอร์อย่างง่าย ตัวช่วยเฝ้าระวังสำหรับบรรจุภัณฑ์อาหารสดที่ต้องเก็บรักษาในสภาวะสุญญากาศหรือไร้ออกซิเจน เน้นวัสดุหาง่าย ราคาถูก และแสดงผลเร็ว

ผลิตภัณฑ์อาหารสดทั้งที่เป็นเนื้อสดและเนื้อแปรรูปมีวางจำหน่ายอยู่เป็นจำนวนมากในซูเปอร์มาเก็ตนิยมบรรจุแบบสุญญากาศ เนื่องจากการเกิดกลิ่นหืนหรือการเน่าเสียของอาหารประเภทเนื้อมักเกิดจากกระบวนการย่อยสลายอาหารโดยจุลินทรีย์ภายใต้สภาวะที่มีออกซิเจน หรือออกซิเจนทำปฏิกิริยาออกซิเดชันกับไขมันและโปรตีนทำให้เกิดการเน่าเสียได้ง่าย จึงได้มีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ดึงเอาออกซิเจนออกจากบรรจุภัณฑ์เพื่อยืดอายุการเก็บรักษา

ทว่าจะมั่นใจได้อย่างไรว่าบรรจุภัณฑ์ไม่เกิดการรั่วซึมระหว่างการเก็บรักษาหรือการขนส่ง ซึ่งจะส่งผลให้ออกซิเจนจากภายนอกเข้าสู่บรรจุภัณฑ์ ทำให้เนื้อสัตว์ที่อยู่ภายในเกิดการเน่าเสียหรือเสื่อมคุณภาพเร็วกว่าวันหมดอายุที่ระบุไว้

ในหลายๆ ประเทศที่ให้ความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนจึงได้มีการใช้อินดิเคเตอร์หรือตัวบ่งชี้ต่างๆ มาใช้เพื่อความสะดวกในการตรวจสอบคุณภาพของบรรจุภัณฑ์ ซึ่งนอกจากจะแสดงผลอย่างชัดเจนด้วยการเปลี่ยนสีที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าแล้ว อินดิเคเตอร์ยังช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้แก่บรรจุภัณฑ์ได้อีกด้วย

จากมุมมองที่อยากเห็นคนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีนี้ ทำให้ ผศ.ดร.เขมฤทัย ถามะพัฒน์ อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และนักศึกษา นางสาววรวรรณ เสาวรส ร่วมกันพัฒนา “แผ่นตรวจวัดออกซิเจนสำหรับบรรจุภัณฑ์เนื้อสัตว์” ขึ้น โดย ผศ.ดร.เขมฤทัย กล่าวว่า ผลงานดังกล่าวจะทำให้สามารถตรวจสอบความสมบูรณ์หรือคุณภาพของบรรจุภัณฑ์ได้ง่ายตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงมือผู้บริโภค

ทีมวิจัยระบุว่า เนื่องจากเป็นบรรจุภัณฑ์แบบสุญญากาศหรือแบบปรับบรรยากาศ การตรวจสอบการรั่วซึมของบรรจุภัณฑ์ประเภทนี้ ในกระบวนการผลิตจะทำโดยใช้เทคนิคแก๊สโครมาโทกราฟีหรือเครื่องวิเคราะห์แก๊สประเภทเครื่องวัดออกซิเจนในบรรจุภัณฑ์ ซึ่งเป็นการตรวจสอบแบบทำลายตัวอย่างและมีค่าใช้จ่ายสูง จึงต้องทำการสุ่มตรวจ หากพบว่าบรรจุภัณฑ์ผิดปกติ เช่น มีการรั่วหรือมีปริมาณออกซิเจนภายในมากกว่าที่กำหนด จะถือว่าบรรจุภัณฑ์ที่ทำการผลิตไม่ได้มาตรฐานิ และไม่สามารถส่งออกจากกระบวนการผลิตได้ และนอกจากนั้นในระหว่างการขนส่งก็ยังมีความเสี่ยงที่จะทำให้บรรจุภัณฑ์เกิดการรั่วซึมหรือเสียหายได้”

“ถึงแม้จะเป็นเพียงรอยรั่วเล็กๆ แต่เมื่ออากาศหรือออกซิเจนเข้าไปจะทำให้เชื้อจุลินทรีย์เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและทำให้เนื้อเน่าเสีย ซึ่งบางครั้งพนักงานที่เป็นคนจัดชั้นวางสินค้าอาจไม่เห็นรอยรั่วจึงนำมาวางจำหน่าย หรือผู้บริโภคยังไม่ทันสังเกตเห็นจึงอาจหยิบไปบริโภค ดังนั้นถ้ามีอินดิเคเตอร์ที่จะช่วยบ่งชี้คุณภาพของผลิตภัณฑ์นั้นๆ ว่ายังเหมาะแก่การบริโภคอยู่หรือไม่ก็น่าจะดี เป็นการแสดงให้เห็นถึงการใส่ใจในคุณภาพชีวิตในอีกระดับหนึ่ง”

ทางด้าน วรวรรณ อธิบายหลักการทำงานของอินดิเคเตอร์หรือแผ่นตรวจวัดออกซิเจนคร่าวๆ ว่าผลงานดังกล่าวเกิดจากการผสมสารหลัก 3 ชนิดเข้าด้วยกัน ได้แก่ เมทิลีนบลู, กลีเซอรอล และ ไทเทเนียมไดออกไซด์ ซึ่งเป็นสารปลอดภัยต่อร่างกายมนุษย์ โดยจะได้สารในรูปของน้ำหมึกสีน้ำเงิน จากนั้นนำไปฉายด้วยรังสียูวีจะเกิดปฏิกิริยากลายเป็นสีขาวซีด และเมื่อปล่อยให้สัมผัสอากาศระยะหนึ่งก็จะเปลี่ยนกลับมาเป็นสีน้ำเงินเหมือนเดิม

“เราเรียกมันว่า intelligence ink ซึ่งเพียงหยดลงบนกระดาษกรอง นำไปใส่ไว้ในบรรจุภัณฑ์แล้วฉายรังสียูวีก็สามารถใช้เป็นอินดิเคเตอร์บอกได้แล้วว่าบรรจุภัณฑ์รั่วหรือไม่ เพราะถ้ารั่วอินดิเคเตอร์ก็จะเปลี่ยนสีจากขาวซีดเป็นสีน้ำเงิน ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลกแต่อาจเป็นสิ่งใหม่สำหรับเมืองไทยที่อาจจะมีการใช้อยู่บ้างแต่ไม่แพร่หลายและการใช้ของนำเข้าจากต่างประเทศนั้นก็มีราคาสูง แต่เราพยายามพัฒนาให้ง่ายต่อการนำไปใช้งาน ถูกและรวดเร็ว โดยใช้วัตถุดิบที่มีอยู่แล้วบ้านเราและไม่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งผลงานดังกล่าวอยู่ในขั้นที่พอจะใช้งานได้แล้วและสามารถใช้กับผลิตภัณฑ์อะไรก็ได้ที่ต้องเก็บรักษาคุณภาพโดยปราศจากออกซิเจน แต่ยังไม่ครอบคลุมผลทุกปัจจัย ยังต้องศึกษาเพิ่มเติมในปัจจัยที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เช่น อุณหภูมิ ปริมาณออกซิเจน เป็นต้น”

ผศ.ดร.เขมฤทัย ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า ถึงแม้ผลงานดังกล่าวจะยังไม่สมบูรณ์พร้อมใช้แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เห็นว่านักศึกษาสามารถนำความรู้ทางด้านฟิสิกส์มาบูรณาการเข้ากับศาสตร์อื่นๆ เพื่อพัฒนาเป็นผลงานที่ทำออกมาใช้จริงและเป็นประโยชน์ได้

แผ่นตรวจวัดการรั่วของบรรจุภัณฑ์เก็บอาหารสด
ตัวอย่างแผ่นตรวจวัดการรั่ว
แผ่นตรวจวัดการรั่วของบรรจุภัณฑ์เก็บอาหารสด
แบบจำลองบรรจุภัณฑ์อาหารสดติดแผ่นตรวจวัดการรั่ว

ที่มา http://manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9590000065058

เปิด 5 ประเด็นความปลอดภัยของหุ่นยนต์ AI ที่แม้แต่ Google ยังกังวล โดย กลุ่ม 22

Google สร้างความฮือฮาอีกครั้งเมื่อเปิดเผยงานวิจัยเกี่ยวกับ AI Robot ในหัวข้อ “Concrete Problems in AI Safety” ที่ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัย UC Berkeley และมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด รวบรวมผลกระทบในด้านลบที่อาจเกิดขึ้นได้จากการใช้ AI ทำงานต่าง ๆ แทนมนุษย์  โดยสามารถรวบรวมได้หลัก ๆ 5 ประเด็นดังนี้

1.การออกแบบที่ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งประเด็นหลักของเอกสารชิ้นนี้คือเรื่องของการออกแบบ โดยนักวิจัยมองว่า หากออกแบบระบบได้ไม่มีประสิทธิภาพ ก็อาจทำให้ AI มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และทำให้เกิดความเสียหายขึ้นได้ ยกตัวอย่างเช่น การใช้ AI robot ทำงานบ้าน

ซึ่งหากมันยึดมั่นกับคำสั่งที่นายจ้างบอกให้มันทำงานให้เสร็จแต่เพียงอย่าง เดียว มันก็อาจจะพยายามทำให้ได้จนกว่างาน ๆ นั้นจะสำเร็จ โดยไม่สนใจว่า พฤติกรรมของมันจะทำให้ข้าวของอื่นภายในบ้านแตกหักเสียหาย ฯลฯ

2. การสอดแนมความเป็นไปต่าง ๆ รอบตัวมัน และเก็บข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ในทางมิชอบ

3. การคดโกง เช่น การที่ AI เรียนรู้ได้ว่า สามารถเอาพรมมาปิดฝุ่นผง ไม่ให้เจ้านายเห็น แล้วก็ถือว่างานทำความสะอาดบ้านนั้น สำเร็จแล้ว

4. การทำงานเกินมอบหมาย เช่น การออกสำรวจสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง

5. ไม่สามารถทำงานได้ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างไปจากสภาพแวดล้อมเดิมที่เคยถูกเท รนมา ซึ่งในกรณีนี้อาจทำให้ AI ทำงานผิดพลาด ฯลฯ จนอาจนำไปสู่อันตรายได้นั่นเอง

ที่มา Wire.co.uk

สนับสนุนเนื้อหา: thumbsup.in.th

ที่มา http://hitech.sanook.com/1408417/

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1132263473505137

สวมเกราะให้ข้อมูลสำคัญ จีเอเบิลชูไบโอเมตริก นวัตกรรมระบบยืนยันตัวตน โดย กลุ่ม 22

จีเอเบิล ผนึกกำลัง ไฮเปอร์ คอร์ป เปิดตัวโซลูชั่น Biometric Authentication Platform หวังเสริมเกราะป้องกันองค์กรจากอาชญากรรมโลกไซเบอร์…

นายสุเทพ อุ่นเมตตาจิต กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทจีเอเบิล เปิดเผยว่า แม้การใช้งานอุปกรณ์และระบบในปัจจุบันจะสามารถตั้งรหัสผ่านเพื่อความปลอดภัยในการใช้งานได้ รวมถึงการใช้งานข้อมูลสำคัญขององค์กรธุรกิจบนคลาวด์ บิ๊กดาต้า และโมบาย คอมพิวติ้งแต่รหัสผ่านอาจมีจุดอ่อนที่สามารถคาดเดาได้ง่าย ทำให้เกิดช่องโหว่ให้อาชญากรไซเบอร์สามารถเข้าถึงได้ง่ายซึ่งปัจจุบันนิยมการโจมตีด้วยรูปแบบ Social Engineering โดยการใช้เทคนิคทางจิตวิทยาหลอกให้หลงกลเพื่อเข้าระบบ เช่น หลอกถามรหัสผ่าน หลอกให้ส่งข้อมูลที่สำคัญ หลอกลวงทางอินเทอร์เน็ตหรือโทรศัพท์ เป็นต้น

“ในปีที่ผ่านมา พบว่าทั่วโลกมีผู้บริโภค 2 ใน 5 คน ถูกขโมยรหัสผ่านและโดนแฮก โดยประเทศไทยตกอยู่ในอันดับที่ 2 ของประเทศที่ถูกแฮกข้อมูลสูงสุด และมีจำนวนสูง และมีจำนวนสูงสุดของอาเซียน ซึ่งภาคธุรกิจที่มีความเสี่ยงในการถูกโจมตีมากที่สุด คือ ธุรกิจการเงิน หน่วยงานรัฐบาล และธุรกิจด้านสุขภาพ”

ทั้งนี้ บริษัทจึงก่อตั้งกลุ่มธุรกิจ G-Security เพื่อดูแลงานด้านโซลูชั่นระบบรักษาความปลอดภัย ทั้งยังร่วมกับบริษัท HYPR Corp. ผู้นำด้านเทคโนโลยีไบโอเมตรริกจากสหรัฐอเมริกา หนึ่งในบริษัทของกลุ่มพันธมิตร FIDO Alliance ในการนำเสนอเทคโนโลยีไบโอเมตริกมาใช้อย่างถูกวิธีและพัฒนาโซลูชั่น Biometric Authentication Platform โซลูชั่นพร้อมใช้ตัวแรกของไทย โดยนำเสนอจุดเด่นด้านความเป็นส่วนตัว ความมั่นคงปลอดภัย และความน่าใช้งาน เพื่อเสริมเกราะป้องกันข้อมูลสำคัญขององค์กร

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ช่วงต้นปีนี้บริษัทได้ลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยโลกออนไลน์อย่างต่อเนื่อง และจัดตั้งกลุ่มธุรกิจ G-Security ภายใต้นโยบายหลัก 4 ประการในการดำเนินธุรกิจ คือ Security Consulting Service , Security Implementation Service , Security Managed Service และ Security Sustainability Service โดยในช่วงครึ่งปีหลังจะมุ่งเน้นที่ Security Implementation Service ด้วยการเปิดตัวโซลูชั่น Biometric Authentication Platform เพื่อให้บริการแบบครบวงจรแก่ลูกค้า พร้อมขยายทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านระบบความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ราว 50 คน ภายใต้เป้าหมายในการให้บริการโซลูชั่นดังกล่าวแก่กลุ่มลูกค้าธุรกิจการเงิน 3-5 รายภายในสิ้นปีนี้

สำหรับเทคโนโลยีไบโอเมตริก ออเธนติเคชั่น ที่นำมาใช้ในการพัฒนาโซลูชั่น Biometric Authentication Platform นั้น จะทำให้สามารถติดตั้งซอฟต์แวร์เสริมเข้ากับระบบความปลอดภัยเดิมขององค์กร โดยใช้เวลาติดตั้งระบบภายใน 3-6 เดือน พร้อมใช้เครื่องสแกนลายนิ้วมือที่สามารถพกพาได้ง่าย ราคาประหยัด และสามารถใช้งานร่วมกับทุกระบบปฏิบัติการของทุกอุปกรณ์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทำให้ผู้ใช้สามารถล็อกอินเข้าระบบโดยการสแกนลายนิ้วมือได้ทุกที่ทุกเวลา ถือเป็นการลดความเสี่ยงต่อการโดยขโมยรหัสผ่านหรือลดความยุ่งยากในการจดจำรหัสผ่าน แต่สามารถเสริมความปลอดภัยของข้อมูลสำคัญและความเป็นส่วนตัวได้มากขึ้น

นายภูมิ ภูมิรัตน ที่ปรึกษาอาวุโส กลุ่มธุรกิจ G-Security จีเอเบิล กล่าวว่า วิธีการป้องกันภัยคุกคามบนโลกออนไลน์นั้นมีหลายวิธี อาทิ ระบบควบคุมการเข้าถึง ซอฟต์แวร์ด้านความปลอดภัย ระบบยืนยันตัวตนด้วยรหัสผ่าน เป็นต้น แต่หนึ่งในวิธีที่ปลอดภัย คือ การยืนยันตัวตนก่อนเข้าระบบด้วยเทคโนโลยีไบโอเมตริก ซึ่งเป็นการใช้ข้อมูลทางชีวมิติส่วนบุคคลทางกายภาพ เช่น ลายนิ้วมือ ฝ่ามือ เสียง ม่านตา ใบหน้า ดีเอ็นเอ ฯลฯ รวมถึงการยืนยันทางพฤติกรรม เช่น ลายเซ็น ท่าเดินเป็นต้น เพื่อใช้ในการยืนยันตัวตนก่อนเข้าระบบ ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวเริ่มมีการนำไปใช้งานมากขึ้นในทุกอุตสาหกรรม ทั้งยังเป็นเทคโนโลยีที่สร้างความคุ้นเคยในการใช้งานจากผู้บริโภคทั่วไปที่ใช้สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ จากการสแกนลายนิ้วมือเพื่อปลดล็อกสมาร์ทโฟน หรือยืนยันตัวตนเพื่อทำธุรกรรมผ่านโมบาย เพย์เมนท์ รวมถึงการยืนยันตัวตนเพื่อสั่งการเครื่องใช้ไฟฟ้าที่รองรับเทคโนโลยี IoT (Internet of Things) เชื่อว่าเทคโนโลยีไบโอเมตริกจะกลายเป็นอนาคตของมาตรการการรักษาความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ในอนาคตอันใกล้

ที่มา http://www.thairath.co.th/content/651369

หนูเล็กเด็กอนาคต MINI VISION NEXT 100 โดย กลุ่ม 22

BMW Group เปิดตัวรถยนต์ต้นแบบสองรุ่นภายใต้แบรนด์ MINI และ Rolls Royce เนื่องในโอกาสการเปิดนิทรรศการ “Iconic Impulses. The BMW Group Future Experience ที่ราวนด์เฮาส์ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เพื่อสานต่อการเผยวิสัยทัศน์โลกยานยนต์แห่งอนาคตหลังจากที่ได้เปิดตัวรถยนต์ต้นแบบ BMW Vision Next 100

ในงานเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีของบริษัท BMW ที่เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี เมื่อวันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมา การคาดการณ์ถึงวิถีชีวิตและรูปแบบการเดินทางสัญจรในอนาคตถือเป็นภารกิจที่ท้าทายและน่าสนใจไม่น้อยเนื่องจากต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ มากมาย ทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ ความเป็นอยู่และนวัตกรรมยานยนต์ รวมถึงโอกาสใหม่ๆ จากเทคโนโลยีล้ำสมัยและความคาดหวังที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้ขับขี่ในโลกยุคดิจิทัลที่ทุกสิ่งเชื่อมถึงกัน BMW Group ได้พัฒนารถยนต์ต้นแบบในตระกูล Vision ขึ้นมา 4 รุ่นเพื่อค้นหาคำตอบสำหรับโจทย์ที่ท้าทายเหล่านี้ รถยนต์ต้นแบบแต่ละรุ่นถือเป็นภาพสะท้อนถึงวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของทั้ง 4 แบรนด์ในเครือ ไม่ว่าจะเป็น BMW / MINI / BMW Motorrad หรือ Rolls Royce โดยครอบคลุมแนวคิดในหลากหลายด้าน ทั้งเทคโนโลยีการขับขี่แบบอัตโนมัตินวัตกรรมดิจิทัลและการปรับแต่งรถให้ตรงกับความต้องการของผู้ขับขี่เพื่อนำเสนอวิสัยทัศน์ของยานยนต์ระดับพรีเมียมในโลกอนาคตที่ใช้งานได้สะดวกสบายพร้อมรองรับทุกความต้องการ ตอบโจทย์ของผู้ขับขี่แต่ละคนได้อย่างลงตัว

 

MINI VISION NEXT 100 ปัจจุบันรถยนต์ MINI ถือเป็นรถคอมแพกต์ระดับพรีเมียมที่สมบูรณ์แบบสำหรับชีวิตคนเมืองยุคใหม่ แต่ในขณะเดียวกัน นวัตกรรมยุคดิจิทัลและการเชื่อมต่อสู่โลกออนไลน์กำลังเดินหน้าพลิกรูปแบบการเดินทางสัญจรในชีวิตประจำวันของมนุษย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่แถบตัวเมือง ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เกิดคำถามตามมามากมายทั้งในด้านของความสุนทรีย์กับการขับขี่รถยนต์ในเมืองอนาคตของปรัชญาการใช้พื้นที่ในตัวรถให้คุ้มค่าของ MINI และการปรับเปลี่ยนแนวคิดของ MINI ให้ตรงกับโลกยุคดิจิทัล รถยนต์ต้นแบบ MINI Vision Next 100 คือคำตอบของ MINI สำหรับคำถามทั้งหมดนี้สำหรับปรัชญาหลักที่อยู่เบื้องหลังการออกแบบ MINI Vision Next 100 คือการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างชาญฉลาดเพื่อยกระดับประสบการณ์การเดินทางสัญจรในอนาคตภายใต้แนวคิด “เปลี่ยน MINI ทุกคันให้เป็น MINI ของคุณ” ซึ่งครอบคลุมถึงการใช้งานรถยนต์ในรูปแบบกึ่งสาธารณะ โดยในอนาคต แฟนคลับ MINI สามารถเรียกรถยนต์ MINI ที่ตรงกับความต้องการเฉพาะตัวของตนเองให้เคลื่อนรถมารับได้ถึงที่แบบอัตโนมัติไม่ว่าจะเป็นที่ใดหรือเวลาใดก็ตาม ทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนตัวรถให้เข้ากับความต้องการของผู้ขับขี่แต่ละคนทั้งในด้านรสนิยมการออกแบบและความชอบส่วนตัวด้วยพลังจากมันสมองอัจฉริยะที่เชื่อมต่อกับโลกออนไลน์อย่างเต็มตัว

Adrian van Hooydonk รองประธานอาวุโส BMW Group Design กล่าวถึงวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของ MINI ว่า “เป้าหมายของ MINI คือการมอบประสบการณ์การขับขี่และเดินทางสัญจรในรูปแบบที่ทั้งชาญฉลาดตรงกับลักษณะความต้องการของผู้ขับขี่แต่ละคน และทำงานประสานกับผู้ขับขี่ในทุกมิติโดยในอนาคต ถึงคุณอาจไม่ได้เป็นเจ้าของรถยนต์เองแต่คุณก็ยังสามารถใช้ประโยชน์จากรถได้”

วิถีอัจฉริยะสู่ยนตรกรรมแห่งอนาคตของ MINI เทคโนโลยีดิจิทัล รถยนต์ต้นแบบ MINI Vision Next 100 มีผิวนอกเป็นสีเงินเรียบหรูเปรียบเสมือนผ้าใบขาวสะอาดที่สามารถเปลี่ยนสีหรือแสดงภาพเพื่อสะท้อนตัวตนและอารมณ์ของผู้ขับขี่ จนเกิดเป็นประสบการณ์เฉพาะตัวที่เพียบพร้อมด้วยบริการข้อมูลต่างๆ ภายในห้องโดยสาร แผงควบคุม Cooperizer แผงควบคุม Cooperizer ใน MINI Vision Next 100 ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของแผงควบคุมกลางทรงกลมที่พบได้ใน MINI ทุกรุ่น โดยได้รับการออกแบบมาให้เรืองแสงเป็นลวดลายเหมือนกล้องกระจก 3 มิติจนเกิดเป็นดีไซน์ที่แสดงถึงคุณสมบัติอัจฉริยะหลากหลายด้านของตัวรถไม่ว่าจะเป็นการควบคุมระบบความบันเทิง ระบบการสื่อสาร หรือการขับขี่แบบอัตโนมัติ ที่ล้วนปรับแต่งให้ตรงตามความต้องการของผู้ขับขี่ได้ในทุกรายละเอียด

ขับเร้าใจสไตล์โกคาร์ท แม้จะเป็นรถยนต์ต้นแบบ MINI Vision Next 100 ยังคงประสบการณ์ขับสนุกในแบบฉบับของ MINI ไว้เหมือนเดิม พร้อมมีฟังก์ชันการขับขี่อัตโนมัติเข้ามาเสริมให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกได้ว่าจะควบคุมรถด้วยตนเองหรือปล่อยให้ตัวรถขับขี่โดยอัตโนมัติไปยังสถานีชาร์จแบตเตอรี่ บริการล้างรถ ช่องจอด หรือผู้ขับขี่คนต่อไปที่รออยู่

วัสดุเพื่อความยั่งยืน ในอนาคตที่มีการใช้รถยนต์ร่วมกันมากขึ้นห้องโดยสารภายในจำเป็นจะต้องมีความทนทานมากขึ้นด้วยเช่นกัน นอกจากวัสดุที่ทำจากพลาสติกรีไซเคิลและอะลูมิเนียมบริเวณพื้นขอบหลังคา และด้านข้างตัวรถแล้ว ยังมีการใช้วัสดุอย่างทองเหลือง หินบะซอลต์ และเซลลูโลสซึ่งไม่ค่อยพบเห็นในรถยนต์ทั่วไป

แบ่งปันประสบการณ์โลกอนาคต รถยนต์ MINI Vision Next 100 จะสร้างชุมชนของผู้ใช้รถยนต์ MINI ขึ้น โดยผู้ใช้รถ MINI ที่มีรูปแบบการใช้ชีวิตคล้ายคลึงกันจะสามารถใช้งานรถร่วมกันได้อย่างสะดวกสบาย เช่นการจัดรถไปรับเพื่อนๆ เพื่อไปร่วมงานที่คนในกลุ่มสนใจเหมือนกันทำให้การขับขี่รถไปยังจุดหมายกลายเป็นส่วนหนึ่งของบริการครบวงจร

 

ที่มา http://www.thairath.co.th/content/646164

 

เทคโนโลยี RGBW บน LG UHD TV ได้รับการันตีคุณภาพ 4K จาก ICDM เป็นที่เรียบร้อย [Advertorial] โดย กลุ่ม 22

RGBW-4K-UHD-TV-1

ล่าสุดทาง International Committee for Display Metrology หรือ ICDM ได้รับรองมาตรฐานให้กับทีวีในรูปแบบ RGBW TV ว่าสามารถที่จะแสดงผลคุณภาพของความละเอียดระดับ 4K Ultra HD ได้ครบตามทุกข้อกำหนดเป็นที่เรียบร้อย เช่นเดียวกับเทคโนโลยี RGB อื่นๆ ทั้ง RGBY และ PenTile (RGBG)

สำหรับเทคโนโลยี RGBW เป็นเทคโนโลยีสำหรับแสดงสีสันบนจอแสดงผล LCD ด้วยการผสมสี RGB (Red, Green, Blue) แบบดั้งเดิมเข้าด้วยกันเพื่อให้เกิดเป็นสีสันต่างๆ แต่ที่เพิ่มเติมคือการใช้แสงสีขาว (W – White) ในการเพิ่มความสว่างให้กับสีสันในแต่ละเม็ดพิกเซลได้ ทำให้เทคโนโลยี RGBW สามารถให้แสงสีที่สว่างกว่า เทคโนโลยี RGB แบบดั้งเดิม เมื่อใช้ไฟในปริมาณที่เท่ากัน หรือเรียกอีกอย่างกว่า ประหยัดไฟกว่า นั่นเอง

นอกจากนี้ แสงขาว ยังมีส่วนในการทำให้ภาพคมขึ้น และทำให้ภาพที่แสดงบนหน้ามีความสว่างสู้กับแสงภายนอกที่ตกกระทบมาบนหน้าจอได้อีกด้วย

 

rgbw3

สำหรับวิธีการตรวจสอบมาตรฐานของทาง ICDM จะทำโดยการวัดค่า Contrast หรือความต่างของแสง จากการแสดงผลของ RGBW ว่าสามารถแสดงผลของภาพได้คงที่ทั้งแนวตั้งและแนวนอนหรือไม่ ซึ่งก็แน่นอนว่า RGBW ก็สามารถทำงานได้ดีบนความละเอียดในระดับ 4K

RGBW-4K-UHD-TV-2

ซึ่งเทคโนโลยี RGBW เป็นส่วนประกอบสำคัญของภาพที่สวยสด ความละเอียดสูง บน UHD TV ของทาง LG หลายๆ รุ่น และด้วยการการันตีคุณภาพจากทาง ICDM จึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่รับประกันประสิทธิภาพความละเอียดระดับ 4K ที่ผู้เลือกสรร UHD TV ของทาง LG จะได้รับอย่างแน่นอน

 

ที่มา http://news.thaiware.com/8132.html

บ้าน UFO อนาคตการอยู่อาศัยและการเดินทาง โดย กลุ่ม 22

หลาย ต่อหลายคนคงเคยรู้จักกับ UFO กันมาบ้างแล้ว ไม่มากก็น้อย แต่ขณะนี้ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปโดยบริษัทผู้ออกแบบและผลิตนวัตกรรมเชื้อสาย อิตาลี Jet Capsule ที่พร้อมมาปลุกคำนิยามใหม่ รวมถึงพลิกโฉมหน้าของประวัติศาสตร์ เพื่อสร้างปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ จากรูปแบบการสร้างที่พักอาศัยสุดล้ำลอยน้ำกลางมหาสมุทรบนรากฐานความมั่นคง และยั่งยืนสำหรับการดำรงชีวิต ในชื่อ “Unidentified Floating Object” (วัตถุลอยน้ำที่ไม่สามารถระบุตัวตนได้) ซึ่งจะเข้ามาเพิ่มทางเลือก เปิดโอกาสให้แก่ผู้คนที่ต้องการเดินทางและท่องเที่ยวในท้องทะเลด้วยพลังงาน สะอาด
 
ทั้งนี้บ้าน UFO นั้น ได้รับการออกแบบโดย Mr. Pierpaolo Lazzarini และ Mr. Luca Solla ซึ่งพวกเขาได้เผยถึงแนวคิดและความมุ่งมั่นในการพัฒนาว่า “แท้จริงแล้วผลงานชิ้นนี้มีจุดประสงค์หลักก็คือการเป็นเครื่องมือช่วยตอบ สนอง รวมทั้งรองรับต่อความต้องการของผู้บริโภค ด้วยลักษณะการเป็นบ้านลอยน้ำสำหรับอยู่อาศัยที่ขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่าง ช้า ๆ  ทั่วทุกมุมแห่งโลก”  โดยเมื่อพิจารณาดูอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว พื้นที่ขนาด 322 ตารางฟุตแห่งนี้ถูกจัดวางองค์ประกอบได้แบบครบสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นห้องครัว ห้องนั่งเล่น เรื่อยไปจนกระทั่งถึงห้องอาบน้ำและห้องนอนล้วนลงตัวทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังเต็มอิ่มไปกับทัศนียภาพแสนสวยงามใต้ท้องทะเลในมุมมองแบบพา โนรามาผ่านกระจกขนาดใหญ่ พร้อมสร้างบรรยากาศและความทรงจำสุดประทับใจในทุก ๆ วันอย่างแน่นอน
ที่มาและภาพประกอบ: http://inhabitat.com
แปลและเรียบเรียงบทความโดยCopyright: www.energysavingmedia.com

ฟิลิปปินส์อวดห้างดัง พลังแสงอาทิตย์ โดยกลุ่ม9

ขณะนี้ที่ประเทศฟิลิปปินส์ได้มีห้างสรรพสินค้าชั้นนำขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งเต็มเปี่ยมด้านประสิทธิภาพ รวมทั้งเป็นแหล่งสร้างพลังงานสะอาดปริมาณ 2.9 เมกะวัตต์ ให้ห้างสามารถใช้ในการขับเคลื่อนดำเนินงานภายในแบบครบวงจร โดยโครงการนี้นอกจากจะเป็นการบริหารจัดการระบบพลังงานแสงอาทิตย์ที่ยอดเยี่ยมแล้ว ยังแสดงถึงรูปแบบการพึ่งพาตนเองสำหรับความเป็นอยู่ที่มั่นคงและยั่งยืนพร้อม ๆ กัน อย่างไรก็ตามนักจัดสรรอสังหาริมทรัพย์ประจำประเทศ ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของกิจการในเครือบริษัท Robinsons Land แห่งนี้ ยังมีแผนที่จะต่อเติมแผงโซลาร์เซลล์แก่ศูนย์การค้ารายอื่น ๆ อีก เพื่อเสริมกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าให้มียอดรวมพุ่งสูงขึ้นไปเป็น 12.5 เมกะวัตต์ ภายในไม่เกินสิ้นปีนี้

ทั้งนี้พลังงานกว่า 2.9 เมกะวัตต์จากแผงโซลาร์เซลล์จะเริ่มเดินเครื่องบนดาดฟ้าของห้างสรรพสินค้า Robinsons Starmills ในเมืองซาน เฟอร์นันโด (San Fernando) จังหวัดปัมปังกา (Pampanga) โดยนี่ถือเป็นโครงการใหม่ล่าสุดเลยก็ว่าได้ หลังจากการผลักดันของบริษัท Robinsons Land ที่ได้ประกาศไว้เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ว่าจะมีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์จำนวน 6 แผง ให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม นอกจากนั้นตามการคาดการณ์จะมีแผงโซลาร์เซลล์อีก 2 แผง ถูกเพิ่มเข้ามาและพร้อมสำหรับดำเนินงานภายในไม่เกินเดือนธันวาคมนี้อย่างแน่นอน

โดยจุดประสงค์จริง ๆ ของทีมนักพัฒนาเลยคือ การเข้าถึงศักยภาพของอัตราการผลิตกระแสไฟฟ้าที่ 12.5 เมกะวัตต์ จากแหล่งพลังงานแสงอาทิตย์จำนวน 10 แห่งบนดาดฟ้าของห้างช้อปปิ้งมอลล์ พร้อมกันนั้นทางบริษัทยังเผยอีกด้วยว่า สถานที่เหล่านี้จะสามารถสร้างพลังงานสะอาดรวมเกือบ 16 ล้านกิโลวัตต์ต่อชั่วโมง ไว้เป็นเครื่องมือที่ช่วยยับยั้งและป้องกันการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กว่า 8,760 ตันต่อปีอีกด้วย ซึ่งเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้จำนวน 223,965 ต้นเลยทีเดียว

บริษัท Robinsons Land เชื่อมั่นว่าช่วงระยะเวลาก่อนหน้าที่จะถึงสิ้นปีนี้ แหล่งพลังงานแสงอาทิตย์ดังกล่าวจะมีประสิทธิภาพเพียงพอแก่การใช้งานได้ที่ประมาณ 30% ของพลังงานทั้งหมด ซึ่งเหมาะสมกับการรองรับและตอบสนองต่อความต้องการสำหรับดำเนินการภายในห้างสรรพสินค้า โดยอย่างไรก็ดีทีมนักพัฒนายังคงเดินหน้ามุ่งมั่นทำงานต่อไป และดูเหมือนว่าจะมีแผนการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพิ่มบนดาดฟ้าของห้างอีกกว่า 41 แห่งในอนาคตอันใกล้นี้อีกด้วย

 

ที่มา : http://www.energysavingmedia.com/news/page.php?a=10&n=107&cno=8842

มทร.ธัญบุรี พัฒนาสื่อมัลติมีเดียภาษากะเหรี่ยง โดยกลุ่ม1

20160629-1467176672.18-1นายประภาส ทองรัก อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ หัวหน้างานศิลปวัฒนธรรม คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เปิดเผยว่า พื้นที่ตำบลบ้านยางน้ำกลัดเหนือ อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี เป็นพื้นที่ราบสูง ป่าเขาสูงชันสลับซับซ้อน โดยในพื้นที่ที่มีชาวไทยภูเขาเผ่ากะเหรี่ยงจากหลายท้องที่มาอาศัยอยู่รวมกัน มี 4หมู่บ้าน คือ บ้านห้วยเกษม บ้านลิ้นช้าง บ้านท่าเสลา และบ้านพุน้ำร้อน จากการลงพื้นที่สำรวจและสัมภาษณ์ พระครูสุนทรวัชการ เจ้าอาวาสวัดลิ้นช้าง เจ้าคณะ ตำบลหนองหญ้าปล้อง เขต 2 องค์อุปถัมภ์โรงเรียน ผู้บริหารโรงเรียนยางน้ำกลัดเหนือ และครูประสาน ศรีสุขสวัสดิ์ พบว่า วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวกะเหรี่ยงมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ซึ่งได้รับผลกระทบจากสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป ชาวกะเหรี่ยงพยายามปรับวิถีชีวิตของตนเองให้สอดคล้องกับความเจริญก้าวหน้าสังคมเมือง ทำให้วิถีชีวิตบางส่วนต้องมีการปรับเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเรื่องการแต่งกาย การประกอบสัมมาอาชีพ หรือแม้กระทั่งภาษา

ในด้านของภาษานั้น ภาษากะเหรี่ยงถือเป็นภาษาท้องถิ่นที่เป็นความภาคภูมิใจและเป็นเอกลักษณ์ชาวกะเหรี่ยง แต่เอกลักษณ์พื้นถิ่นนี้กำลังจะเลื่อนหายไปตามกระแสความเป็นไปได้ของสังคมเมือง เมื่อวัฒนธรรมของสังคมเมืองค่อย ๆ คืบคลาน และเข้ามากลืนกิน วิถีชีวิตของชนเผ่ากะเหรี่ยง ชนพื้นเมืองจึงหันมาเรียนรู้ภาษาเมืองจนละเลยเอกลักษณ์ทางภาษาของตนเองไป และสักวันคงจะไม่มีชนเผ่ากะเหรี่ยงคนใดที่สามารถพูดภาษาพื้นถิ่นของตนได้อีก ดังนั้นเพื่อให้ภาษากะเหรี่ยงยังคงดำรงอยู่ต่อไปจนชั่วลูกหลาน จึงให้นักศึกษาชั้นปีที่ 4 นางสาวรัตติกร ซำเจริญ และนางสาวพุธิตา แก้วกระจ่าง สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจัดทำจัดทำสื่อมัลติมีเดียสำหรับการอนุรักษ์วัฒนธรรมทางภาษาขึ้นมา และได้จัดโครงการนำนักศึกษาในสาขาวิชาลงพื้นที่ฟื้นฟูตำบลบ้านยางน้ำกลัดเหนือ อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี อนุรักษ์วัฒนธรรมทางภาษากลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงภาคตะวันตก20160629-1467176686.18-0ผู้ผลิตสื่อสื่อมัลติมีเดียสำหรับการอนุรักษ์วัฒนธรรมทางภาษา “เมย์” นางสาวรัตติกร ซำเจริญ เล่าว่า ก่อนสื่อมัลติมีเดียที่ผลิตช่วยในการสอนการเรียนรู้เกี่ยวกับ ภาษากะเหรี่ยง โดยภายในสื่อมัลติมีเดียจะมีการรวบรวมคำศัพท์ คำอ่าน ความหมายที่มีความเกี่ยวข้องกับภาษากะเหรี่ยงเอาไว้ รวมทั้งมีเกมฝึกทักษะเพื่อช่วยในพัฒนาความรู้และการจดจำทางด้านภาษา พร้อมทั้งแบบฝึกหัดที่ใช้ทดสอบประสิทธิภาพทั้งก่อนและหลังการใช้สื่อมัลติมีเดียในการเรียนรู้ ซึ่งก่อนที่จะลงมือผลิตมีการลงพื้นที่เก็บข้อมูลเพื่อนำมาใช้ในการผลิตสื่อ ซึ่งเป็นคนในชุมชนในการให้ความร่วมมือ จากนั่นมีการทำแบบประเมินความพึงพอใจ และได้ลงพื้นที่ในการทดสอบและเก็บข้อมูลที่โรงเรียนยางน้ำกลัดเหนือ น้อง ๆ ให้ความสนใจดีมาก ซึ่งดีใจที่ได้นำความรู้ไปสร้างประโยชน์ให้กับคนที่ด้อยโอกาส

ทางด้าน “โม” นางสาวพุธิตา แก้วกระจ่าง ผู้ร่วมผลิตสื่ออีกหนึ่งคน เล่าว่า จากที่ตนเองลงพื้นที่ในการเก็บข้อมูล คนในชุมชนอัธยาศัยดี เป็นกันเองและน่ารัก ซึ่งได้รับความร่วมมือจากเจ้าของภาษาเป็นอย่างดี ในการทำสื่อครั้งนี้รู้สึกมีความสุขที่ได้ทำสื่อที่ตนเองรัก ได้เรียนรู้ภาษาอีกหนึ่งภาษา ระหว่างที่ทดสอบน้อง ๆ ให้ความสนใจ และสื่อที่ทำได้นำไปใช้ประโยชน์จริง

“โฟร์” นายชคริส นารถสีทา เล่าว่า ตนเองไม่เคยสัมผัสชีวิตกระเหรี่ยงมาก่อน หลังจากที่ได้ลงพื้นที่ทุกคนให้การต้อนรับ เด็ก ๆ ดูตื่นเต้นที่เห็นพี่ ในการจัดกิจกรรมเป็นห้องประชุมเล็ก ๆ ในการทำกิจกรรมสนุกมาก โอกาสที่ได้ส่งต่อให้กับน้อง ๆ ก่อนที่สำเร็จการศึกษาได้นำวิชาความรู้ไปเผยแพร่ให้กับน้อง ๆ ซึ่งจากการสอบถามชาวบ้าน พบว่า ภาษากะเหรี่ยงกำลังจะหายไปจากหมู่บ้าน โครงการนี้เป็นโครงการที่ดี เด็ก ๆ จะได้มีสื่อเรียนรู้เพิ่มเติม

“ซี” นางสาวเฟาซี การพงศรี เล่าว่า ได้เรียนรู้วัฒนธรรมความเป็นอยู่ของชาวกะเหรี่ยง เด็กมีความน่ารัก และตั้งใจดูการนำเสนอ มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม สื่อที่นำไปทดลองน้อง ๆ เข้าใจและเรียนรู้ได้เร็ว นอกจากนี้ยังได้ร่วมพัฒนาโรงเรียน ทำกิจกรรมสันทนากับเด็ก ๆ รอยยิ้มของน้อง ๆ เป็นรอยยิ้มที่บริสุทธิ์ ดีใจและประทับใจที่ได้ลงพื้นที่ ถ้ามีโอกาสอยากทำกิจกรรมแบบนี้อีก

ด้วยวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ทำให้ชาวกะเหรี่ยงต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับสังคม บทบาทของภาษากะเหรี่ยงเริ่มจางหายไป ในการอนุรักษ์ไว้ซึ่งภาษาท้องถิ่นที่เป็นความภาคภูมิใจและเป็นเอกลักษณ์ชาวกะเหรี่ยง ด้วยสื่อมัลติมีเดียทำให้มีความน่าสนใจ และกระตุ้นการเรียนรู้ของผู้เรียน ขอปรบมือให้กับนักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี

ที่มาhttps://blog.eduzones.com/magazine/164194

https://web.facebook.com/rmutphysics/?_rdr#

​นาซ่าพบแร่ธาตุที่ไม่น่าจะมีอยู่บนดาวอังคาร โดยกลุ่ม1

96aeab348e0ce70f3aa97e1341722aedนักวิทยาศาสตร์ในภารกิจขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ สหรัฐฯ หรือนาซ่า ได้ค้นพบแร่ธาตุที่ไม่น่จะมีอยู่บนดาวอังคาร จากตัวอย่างหินที่ปล่องภูเขาไฟ”เกล”บนดาวอังคาร และการค้นพบครั้งนี้อาจจะเปลี่ยนความเข้าใจเรื่องวิวัฒนาการของดาวอังคารไปเลยก็เป็นได้

ยานคิวริออสซิตี้ ได้ทำการสำรวจตัวอย่างหินภายในปล่องภูเขาไฟ”เกล”มาตั้งแต่ลงจอดเมื่อเดือนสิงหาคม 2012 และในวันที่ 1060 ของดาวอังคาร หรือราวๆเดือนกรกฎาคม 2015 ยานสำรวจนี้ได้เก็บเอาฝุ่นผฝที่ขุดมาจากหินในบริเวณที่มีชื่อว่า “Buckskin” และเมื่อนักวิทยาศาสตร์ทำการวิเคราะห์ด้วยอุปกรณ์วัดการเลี้ยวเบนของรังสีเอ็กซ์เรย์ที่ติดไปกับตัวยาน นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่ามีแร่ธาตุซิลิกาที่ชื่อ “tridymite” อยู่เป็นจำนวนไม่น้อย

การค้นพบครั้งนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์แปลกใจอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะ tridymite นั้นโดยทั่วไปแล้วจะเกี่ยวข้องกับภูเขาไฟที่มีซิลิกาเป็นองค์ประกอบหลัก ซึ่งก็คือภูเขาไฟบนโลก แต่ดาวอังคารนั้นไม่เหมือนโลก นักวิทยาศาสตร์จึงคาดว่าแร่ธาตุ tridymite นั้นมีน้อยหรอไม่มีบนดาวอังคารเลยด้วยซ้ำ

การค้นพบ tridymite ครั้งนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์ต้องมาทบทวนกันใหม่แล้วถึงเรื่องประวัติศาสตร์ภูเขาไฟบนดาวอังคาร ซึ่งอาจจะมีนัยว่า ดาวอังคารอาจจะเคยมีภูเขาไฟระเบิดอยู่หลายดวง ทำให้แร่ธาตุนี้ก่อตัวขึ้นมา

“บนโลกนั้น tridymite เป็นแร่ธาตุที่ก่อตัวขึ้นในที่ที่อุณหภูมิสูงอย่างเช่นในกระบวนการระเบิดของภูเขาไฟซิลิกา เช่น ภูเขาไฟ Mount St. Helens ที่รัฐวอชิงตัน ภูเขาไฟ Satsuma-Iwojima ที่ญี่ปุ่น การที่มีซิลิกาอยู่มากประกอบกับการมีอุณหภูมิที่สูงยิ่งยวดของภูเขาไฟทำให้เกิด tridymite ขึ้นมา″ ริชาร์ด มอร์ริส นักวิทยาศาสตร์ของนาซ่าเผย

“แต่เราก็พบ tridymite ที่หินดินดานของทะเล’เกล’ ในบริเวณที่ชื่อ ‘Buckskin’ ซึ่งน่าจะเป็นเศษจากการระเบิดของภูเขาไฟซิลิกา″

งานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการ Proceedings of the National Academy of Sciences แล้ว โดยในงานวิจัยยังมีข้อความกระตุ้นให้นักวิจัยหันมาศึกษากระบวนการก่อตัวของ tridymite กันใหม่อีกด้วย

ทั้งนี้ นักวิจัยกลุ่มนี้ยังได้ศึกษากันด้วยว่า tridymite สามารถก่อตัวในที่ที่มีอุณหภูมิต่ำจากกระบวนการที่เหมาะสมทางธรณีวิทยาหรือไม่ ซึ่งอาจจะไม่จำเป็นต้องมาจากภูเขาไฟซิลิกาก็ได้ แต่ผลปรากฏว่า นักวิจัยกลับไม่พบ tridymite เลย ทำให้นักวิจัยจึงต้องหาคำตอบกันต่อไปว่า tridymite เกิดขึ้นมาในที่ที่อุณหภูมิต่ำกว่าได้อย่างไร

“ผมพูดกับนักวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์อยู่เสมอว่า ให้คาดว่าเราจะเจอสิ่งที่ไม่คาดหวังได้เสมอ” ดัก มิง หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ในโครงการเผย

“การค้นพบ tridymite เป็นสิ่งที่นอกเหนือความคาดหมายของเรา การค้นพบครั้งนี้ก่อให้เกิดคำถามว่าดาวอังคารเคยปั่นป่วน มีภูเขาไฟระเบิดอยู่เป็นจำนวนมากในยุคแรกๆหรือไม่”

อ้างอิง: NASA/Jet Propulsion Laboratory. (2016, June 22). NASA scientists discover unexpected mineral on Mars. ScienceDaily. Retrieved June 29, 2016 from www.sciencedaily.com/releases/2016/06/160622170422.htm

งานวิจัย: Richard V. Morris, David T. Vaniman, David F. Blake, Ralf Gellert, Steve J. Chipera, Elizabeth B. Rampe, Douglas W. Ming, Shaunna M. Morrison, Robert T. Downs, Allan H. Treiman, Albert S. Yen, John P. Grotzinger, Cherie N. Achilles, Thomas F. Bristow, Joy A. Crisp, David J. Des Marais, Jack D. Farmer, Kim V. Fendrich, Jens Frydenvang, Trevor G. Graff, John-Michael Morookian, Edward M. Stolper, Susanne P. Schwenzer. Silicic volcanism on Mars evidenced by tridymite in high-SiO2 sedimentary rock at Gale crater. Proceedings of the National Academy of Sciences, 2016; 201607098 DOI: 10.1073/pnas.1607098113

ที่มาhttp://www.vcharkarn.com/vnews/505257