คลังเก็บรายเดือน: พฤษภาคม 2016

Wooting One คีย์บอร์ดอนาล็อกสำหรับเกมเมอร์ กลุ่มที่ 22

Wooting_One_1

 Wooting One คีย์บอร์ดอนาล็อกสำหรับเกมเมอร์ แยกแรงกดได้หลายระดับ พร้อมลูกเล่นที่หลากหลาย

 Wooting One คีย์บอร์ดอนาล็อกที่ถูกออกแบบมาสำหรับการใช้เล่นเกมโดยเฉพาะ ซึ่งตามปกติแล้วคีย์บอร์ดทั่วไปจะใช่ปุ่มแบบดิจิตอล ที่สามารถรับรู้ได้เพียงแค่ กด หรือ ไม่กด เท่านั้น แต่ปุ่มแบบอนาล็อกของ Wooting One จะทำงานเหมือนกับคอนโทรลเลอร์เกมคอนโซลต่าง ๆ ที่สามารถแยกแรงกดได้หลายระดับ เพื่อการควบคุมเกมที่ละเอียดยิ่งขึ้น และยังสามารถเปลี่ยนโหมดไปใช้แบบดิจิตอลเหมือนคีย์บอร์ดทั่วไปก็ได้อย่างสะดวกง่ายดาย เพื่อที่จะได้ใช้งานตามปกติเมื่อไม่ได้เล่นเกมได้โดยไม่จำเป็นต้องถอดเปลี่ยนสลับคีย์บอร์ดไปมา

Wooting_One_2

 นอกจากนี้ Wooting One ก็ยังมีลูกเล่นอื่น ๆ อีก เช่น ไฟที่ปุ่มสามารถเปลี่ยนได้หลายสี สามารถตั้งให้แต่ละปุ่มมีสีที่แตกต่างกันได้ พร้อมทั้งปุ่มคีย์บอร์ดที่สามารถถอดเปลี่ยนได้สองประเภท ให้ความรู้สึกในการกดที่แตกต่างกัน เลือกได้ตามใจชอบ

Wooting_One_7

 Wooting One เป็นอุปกรณ์ที่เกิดจากการเปิดระดมทุนผ่าน Kickstarter โดยคาดว่าน่าจะเริ่มวางจำหน่ายในเดือนพฤศจิกายน 2016 ที่ราคาเริ่มต้น $100 หรือประมาณ 3,500 บาท

Wooting_One_8 Wooting_One_12 Wooting_One_13 Wooting_One_14

ที่มา : http://men.kapook.com/view148880.html

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1112738628790955

ASUS เปิดตัว Zenbo หุ่นยนต์ที่จะเป็นเพื่อนของทุกคนในบ้าน กลุ่ม 22

ASUS Zenbo_1

 

ASUS เปิดตัว Zenbo หุ่นยนต์อัจฉริยะตัวแรกของบริษัท ที่จะมาเป็นเพื่อนรักของทุกคนในบ้าน

 เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2559 ASUS ได้เปิดตัว Zenbo หุ่นยนต์อัจฉริยะตัวแรกของบริษัท ที่จะมาเป็นเพื่อนรักของทุกคนในบ้าน คอยช่วยเหลือและให้ความบันเทิงต่าง ๆ สามารถสั่งการได้ด้วยเสียง มีล้อให้สามารถเคลื่อนไหวไปมาได้อย่างอิสระ โดยเจ้า Zenbo จะมีความสามารถในตัวอยู่หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยกับคนในบ้าน เล่านิทานให้เด็ก ๆ ฟัง เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน เล่นเพลงจากสมาร์ทโฟนได้ รวมทั้งเชื่อมต่อกับสมาอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในบ้าน
ASUS Zenbo_2

ASUS Zenbo_3

ที่หัวของ Zenbo จะเป็นจอภาพแบบทัชสกรีนที่สามารถแสดงผลได้ทั้งหน้าตาของเจ้า Zenbo แสดงอารมณ์ต่าง ๆ สามารถเล่นวิดีโอ มีกล้องและไมค์ในตัว ใช้งานวิดีโอคอลได้ นอกจากนี้มันยังมีระบบปัญญาประดิษฐ์ในตัว สามารถจดจำและเรียนรู้การทำงานและตอบสนองกับผู้คนได้ อีกทั้งยังสามารถเป็นหุ่นยนต์เฝ้าบ้าน แสดงภาพวงจรปิดส่งไปยังสมาร์ทโฟน รวมทั้งดูแลสิ่งต่าง ๆ ภายในบ้านได้ นี่มันยิ่งกว่าหุ่นยนต์แม่บ้านเสียอีกนะเนี่ย

 ทั้งนี้ ASUS Zenbo จะวางจำหน่ายในราคา $599 หรือประมาณ 21,500 บาท โดยยังไม่มีการเปิดเผยกำหนดวันวางจำหน่ายในขณะนี้
Zenbo_6 Zenbo_7 Zenbo_2 Zenbo_1

“SolarBook” สมุดโน๊ตปล่อยพลังแสงอาทิตย์ โดยกลุ่ม9

3.1

ปัจจุบันนี้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ชาร์จแบตเตอรี่สำรองแบบพกพาเริ่มมีอิทธิพลต่อสังคมเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังมีจำนวนมากมายหลายรูปแบบภายในท้องตลาดอีกด้วย เกิดเป็นปัจจัยหลักด้านการทำงานที่ต้องเตรียมไว้สำหรับไม่พลาดทุกการติดต่อสื่อสาร แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่พอต่อการรองรับและตอบโจทย์ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ จากสาเหตุของการเป็นแค่อุปกรณ์ที่มีความสามารถในการใช้งานได้เพียงวัตถุประสงค์เดียวเท่านั้น ส่งผลให้การดำเนินการไม่ราบรื่น รวมถึงสร้างความไม่สะดวกสบายไปพร้อม ๆ กัน

3.2

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ขณะนี้ได้มีแนวคิดใหม่สำหรับการสร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรมสองคุณประโยชน์สุดแสนทันสมัยขึ้นมา ในชื่อที่เรียกว่า “SolarBook” สมุดจดบันทึกซึ่งมาพร้อมกับที่ชาร์จแบตเตอรี่พลังงานแสงอาทิตย์ชิ้นแรกและชิ้นเดียวในโลกที่บรรจุอัดแน่นรวมกันอย่างลงตัว เต็มเปี่ยมด้วยประสิทธิกับอัตราการแปลงรูปพลังงานโซลาร์เซลล์ที่ 23% โดย SolarBook จะส่งกระแสไฟฟ้า 5V/960 mAh สำหรับชาร์จออกมาผ่านทางสาย USB ซึ่งรองรับการเชื่อมต่อได้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภท ตั้งแต่สมาร์ทโฟน ไปจนถึงแท็ปเล็ต และที่สำคัญเลยคือสามารถชาร์จแบตเตอรี่แก่ iPhone ให้เต็มได้ภายในระยะเวลาเพียง 2 ชั่วโมงอีกด้วย

3.3

ทั้งนี้ SolarBook ผลิตมาจากวัสดุจำพวกผ้าสักหลาดและหนัง โดยมีสีสรรค์ให้เลือกใช้กันถึง 5 แบบ 5 สไตล์ เป็นนวัตกรรมที่บางเฉียบเพียง 0.7 มิลลิเมตร และหนักแค่ 430 กรัม ยอดเยี่ยมกว่าทุกอุปกรณ์พลังงานแสงอาทิตย์ที่คล้ายคลึงกันในท้องตลาด ชนิดที่เรียกได้ว่าบางกว่า 30% และเบากว่า 20% เลยทีเดียว ซึ่งผู้ใช้งานสามารถเพิ่มกระดาษให้กับสมุด หรือแม้แต่ถอดและใส่แผงโซลาร์เซลล์ได้ตามความต้องการอีกด้วย อย่างไรก็ตามเฉพาะผู้ที่สนใจ  SolarBook จะสนนราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 29 เหรียญดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น3.4 3.5

ที่มา: http://www.energysavingmedia.com/news/page.php?a=10&n=14&cno=8803

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1112415132156638

นักวิทยาศาสตร์เริ่มสอนให้หุ่นยนต์รู้จักความเจ็บปวด โดยกลุ่มที่25

เรากำลังสร้างหุ่นยนต์ที่สามารถเดินและพูดได้เหมือนกับเรา แต่ตอนนี้เรากำลังจะมอบอีกคุณสมบัติหนึ่งของมนุษย์ที่คุณคาดไม่ถึง: ความรู้สึกเจ็บปวด ซึ่งถ้าไม่มีอะไรที่มีประโยชน์ อย่างน้อยมันก็คงจะพอมอบโอกาสถ้าหากมันคิดจะโค่นมนุษย์ซักวันหนึ่ง

กลุ่มนักวิจัยที่อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีดังกล่าวคิดว่าหุ่นยนต์ที่ไวต่อความรู้สึกเจ็บนั้นมีค่าควรต่อการพัฒนาเพื่อมันจะได้ปกป้องตัวมันเองและมนุษย์ที่ทำงานร่วมอยู่กับมันให้ปลอดภัยได้ ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่มีอันตรายต่อเฟืองหรือมอเตอร์นั้นหุ่นยนต์ก็อาจจะเลือกที่จะหลีกเลี่ยงอันตรายนั้นได้

“ความเจ็บปวดนั้นเป็นระบบที่คอยปกป้องเรา” Johannes Kuehn ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมนักวิจัยจาก Leibniz University of Hannover ในเยอรมันกล่าว “เมื่อเราหลีกเลี่ยงจากสาเหตุของความเจ็บปวด มันก็จะช่วยให้เราไม่เจ็บ”

ด้วยความคิดนั้น Kuehn และเพื่อนร่วมงาน Sami Haddadin ได้ร่วมกันพัฒนาสิ่งที่พวกเขาเรียกว่าเป็น “ระบบประสาทประดิษฐ์สำหรับหุ่นยนต์” ขึ้นมา

เพื่อที่ระบบดังกล่าวจะทำงานได้ มันจะต้องสามารถรับรู้สาเหตุของความเจ็บปวด (เช่นไฟหรือมีด) และคิดว่าจะต้องทำอย่างไรกับมัน (ปฏิกิริยาตอบสนอง) ซึ่งทั้งสองได้ใจระบบประสาทของมนุษย์เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างระบบดังกล่าวขึ้น

พวกเขาได้ทำการทดสอบแนวคิดของพวกเขาโดยการใช้แขนหุ่นยนต์ที่มีเซนเซอร์ที่ปลายนิ้วที่สามารถตรวจจับแรงกดและอุณหภูมิได้ ตัวแขนหุ่นยนต์ยังใช้แผ่นเนื้อเยื่อหุ่นยนต์ที่ถูกออกแบบตามผิวหนังของมนุษย์เพื่อตัดสินว่ามันควรรู้สึกเจ็บมากแค่ไหนและควรจะตอบสนองอย่างไร

ถ้าหากตัวแขนหุ่นยนต์นั้นรู้สึกเจ็บเล็กน้อย มันจะค่อยๆถอนมือช้าๆจนความเจ็บปวดนั้นหยุดลงก่อน แล้วมันจึงกลับไปทำหน้าที่เดิมของมัน สำหรับกรณีความเจ็บปวดรุนแรงนั้นจะทำให้แขนหยุดทำงานจนกว่าจะได้รับการช่วยเหลือจากผู้ดูแลที่เป็นมนุษย์

การทำให้คนปลอดภัยนั้นก็สำคัญเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะเราน่าจะเห็นหุ่นยนต์ทำงานร่วมกันมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆในอนาคตอันใกล้ ซึ่งถ้าหุ่นยนต์ถูกสอนให้รู้จักความเจ็บปวดแล้วล่ะก็ มันก็สามารถที่จะเตือนคนอื่นๆที่อยู่รอบๆได้

“การทำให้หุ่นยนต์เรียนรู้ได้นั้นเป็นหนึ่งในสิ่งที่ท้าทายที่สุด แต่มันก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะจะช่วยทำให้พวกมันฉลาดขึ้น” Fumiya Iida ผู้เชี่ยวชาญด้านหุ่นยนต์จาก Cambridge University ซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานวิจัยชิ้นนี้กล่าว “การเรียนรู้นั้นก็คือการลองผิดลองถูก ซึ่งเวลาที่เด็กเรียนรู้ว่าการล้มนั้นทำให้รู้สึก เด็กก็จะเรียนรู้ว่าควรจะต้องใช้ความสามารถมากขึ้น”

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นักวิจัยได้ตัดสินใจที่จะทำให้หุ่นยนต์เป็นเหมือนมนุษย์มากขึ้น ซึ่งเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา DARPA หรือหน่วยงานวิจัยเพื่อการป้องกันของสหรัฐฯได้เริ่มสอนหุ่นยนต์ให้เข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นโดยการให้หุ่นยนต์อ่านหนังสือเด็ก ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งในหลากหลายโครงการของ DARPA ที่พยายามจะทำให้หุ่นยนต์แยกแยะถูกผิดได้

ที่มา : http://www.sciencealert.com/scientists-are-teaching-robots-to-feel-pain-and-here-s-why

ที่มา : http://www.vcharkarn.com/vnews/504972

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1112418038823014

การผลิตไอน้ำโดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ และทองคำ โดย กลุ่ม 6

img

วัสดุชนิดใหม่ที่มีสีดำสามารถเปลี่ยนน้ำให้กลายเป็นไอน้ำได้ด้วยการใช้เพียงแค่แสงแดดเท่านั้น และมันสามารถทำได้โดยไม่ต้องทำให้น้ำเดือด ลูกเล่นของมันคือ การใช้อนุภาคของทองระดับนาโนเมตร ซึ่งมีขนาดที่แตกต่างกันผสมกันอยู่ การที่มันมีหลาย ๆ ขนาดนั้นทำให้วัสดุสามารถดูดซับแสงได้ถึง 99 เปอร์เซ็นต์ของแสงทั้งหมดและบางส่วนของแสงอินฟาเรดด้วย นั่นคือเหตุผลว่าทำไมวัสดุชนิดนี้จึงมีสีดำ เพราะมันดูดซับหมดทุกแสงนั่นเอง

นักวิทยาศาสตร์ได้อธิบายการค้นพบครั้งนี้ในวารสารทางวิชาการระดับนานาชาติเมื่อวันที่ 8 เมษายนใน Science Advances

วัสดุชนิดใหม่นี้เริ่มต้นจากการที่เป็นบล็อกบาง ๆ ที่มีการเจาะรูขนาดเล็ก ๆ คล้ายกับชีสสวิส รูขนาดเล็กเหล่านี้ทำหน้าที่คล้ายกับท่อขนาดเล็ก ๆ แม้ว่าอนุภาคขนาดเล็กของทองจะปกคลุมภายในกำแพงของท่อแต่ละท่อและที่ช่วงล่างของบล็อก แต่เมื่อแสงเคลื่อนตัวผ่านเข้ามายังท่อ มันจะเริ่มเกิดการสะท้อนไปทั่ว ๆ เมื่อแสงเข้ากระทบกับอนุภาคระดับนาโนเมตรของทอง มันจะทำการรบกวนอิเล็กตรอนบนผิวของทอง สิ่งนี้ทำให้เกิดคลื่นขึ้น การสั่นของอนุภาคและทำให้เกิดคลื่นในลักษณะนี้เรียกว่า plasmon

Plasmon ของทองทำให้เกิดความร้อนสูงบริเวณโดยรอบของมัน ถ้าน้ำอยู่ในนั้นความร้อนจะทำการระเหยน้ำในทันที เนื่องจากท่อเหล่านี้ทำให้วัสดุชนิดใหม่มีลักษณะเป็นรูพรุนจำนวนมาก เพราะฉะนั้นมันจะลอยน้ำ ทำให้มันสามารถดูดซับแสงอาทิตย์ได้

สีหรือความยาวคลื่นของแสงที่ต้องการใช้ในการสร้าง plasmon นั้นขึ้นกับขนาดของอนุภาคระดับนาโนเมตร ดังนั้นในการจับแสงอาทิตย์ให้ได้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้นั้น การออกแบบของวัสดุชนิดใหม่นี้จึงมีอนุภาคระดับนาโนเมตรของทองหลาย ๆ ขนาด ซึ่งทำให้พวกมันสามารถดูดซับแสงได้ทุก ๆ ช่วงของความยาวคลื่น

“นักวิทยาศาสตร์อื่น ๆ ได้ผลิตไอน้ำด้วยการใช้ plasmon มาก่อนแล้ว แต่ในวัสดุชนิดใหม่นี้สามารถเก็บแสงจากดวงอาทิตย์ได้มากกว่า และทำให้มันมีประสิทธิภาพที่ดีมากกว่า มันสามารเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ 90% ไปเป็นไอน้ำได้” Jia Zhu กล่าว ซึ่งเขาเป็นนักวัสดุศาสตร์จาก Nanjing University ประเทศจีน และเป็นผู้นำการศึกษาในครั้งนี้

ที่มา:

B. Brookshire. “Tiny particles help plastic break down in the sun.” Eureka! Lab blog. March 16, 2016.

S. Oosthoek. “Nanosilver: Naughty or nice?” Science News for Students. August 28, 2015.

A.P. Stevens. “Cool Jobs: Big future for super small science.” Science News for Students. April 24, 2015.

D. Natelson. “What is a plasmon?” Nanoscale Views blog. February 14, 2009.

S. Ornes. “Explainer: The particle zoo.” Science News for Students. September 8, 2008.

S. Webb. “Gold’s glittery rewards.” Science News for Students. February 5, 2007.

Original Journal Source: L. Zhou et al. Self-assembly of highly efficient, broadband plasmonic absorbers for solar steam generation. Science Advances. Published online April 8, 2016. doi: 10.1126/sciadv.1501227.

ที่มา : http://www.vcharkarn.com/vnews/category/11

เชลล์เผยโฉมสุดยอดคอนเซ็ปต์คาร์ประหยัดพลังงานครั้งแรกของโลก โดยกลุ่ม9

2.1

     เชลล์ เปิดตัวรถยนต์คอนเซ็ปต์คาร์คันล่าสุด ที่ออกแบบมาเพื่อประหยัดการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้น้ำมันน้อยกว่าที่รถอีโค่คาร์ของไทยใช้เกือบครึ่งหนึ่ง*  เลยทีเดียว ดังนั้นหากมีการนำมาผลิตให้สามารถใช้ได้จริง รถยนต์คอนเซ็ปต์คาร์ดังกล่าวจะสร้างความแตกต่างให้กับแวดวงยานยนต์ได้อย่างมากในเรื่องของการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพ โดยรถยนต์สามที่นั่งรุ่นนี้ นับเป็นครั้งแรกของโลกที่มีกระบวนการการออกแบบทางวิศวกรรมร่วมกัน (co-engineering) ทั้งในส่วนของชิ้นส่วนยานพาหนะ ตัวเครื่องยนต์ และน้ำมันเครื่อง  ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการค้นคว้าวิจัยเพื่อปรับปรุงพัฒนาประสิทธิภาพการใช้พลังงานด้วยการออกแบบร่วมกันตั้งแต่ต้นนั้น สามารถทำได้ และให้ผลสำเร็จที่ยอดเยี่ยมอีกด้วย

 

ผลการทดสอบอิสระและการศึกษาอายุการใช้งานของรถต้นแบบนี้กับรถทั่วไปในสหราชอาณาจักรพบว่ารถยนต์คอนเซ็ปต์คาร์ของเชลล์ จะช่วยลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิงหลักถึงร้อยละ 34 ตลอดอายุการใช้งานเมื่อเทียบกับรถยนต์ซิตี้คาร์ทั่วไป และรถยนต์คันนี้จะใช้พลังงานเพียงครึ่งหนึ่งของพลังงานที่รถขนาดครอบครัวต้องใช้ในการวิ่งบนท้องถนน และใช้พลังงานน้อยกว่ารถเอสยูวี ถึงร้อยละ 69

รถยนต์คอนเซ็ปต์คาร์ของเชลล์คันนี้เป็นการนำเอารถ T.25 ของกอร์ดอน เมอร์เรย์ ดีไซน์ มาต่อยอดทางความคิดใหม่ออกไปอีก โดยรถ T.25 นี้ถูกผลิตขึ้นในปี 2553 และเป็นนวัตกรรมยานยนต์ของเมืองแห่งอนาคตในขณะนั้น  สำหรับการได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์นวัตกรรมยานยนต์ที่ใช้พลังงานน้อยลงในครั้งนี้ เชลล์มีบทบาทในฐานะผู้ผลิตน้ำมันต้นแบบเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานของรถ โดยคอนเซ็ปต์คาร์รุ่นใหม่นี้ เกิดขึ้นจากการออกแบบร่วมกันด้านวิศวกรรม (co-engineering) ระหว่างผู้ออกแบบรถยนต์ เครื่องยนต์ และน้ำมันเครื่องชั้นนำของโลก เพื่อให้การทำงานของส่วนที่สำคัญทั้งสามส่วนสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่นที่สุด ซึ่งกว่าที่จะสำเร็จได้นั้นผู้พัฒนาจำเป็นต้องมองให้เห็นถึงภาพของการลดการใช้พลังงานแบบองค์รวม โดยมุ่งเน้นการเลือกใช้วัสดุที่เหมาะสม ลดขนาดของตัวรถเพื่อลดการใช้พลังงานลง เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานผ่านการออกแบบเครื่องยนต์ และพัฒนาสูตรของน้ำมันเครื่องเพื่อช่วยลดอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงให้ได้มากที่สุดตลอดอายุการใช้งาน

การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของรถยนต์คันนี้ถูกวัดโดยข้อบังคับที่เกี่ยวกับการทดสอบยานยนต์หลากหลายวิธี ซึ่งครอบคลุมทั้งแบบขับโดยใช้ความเร็วคงที่และการขับขี่ในเมือง ผลการทดสอบตัวอย่างพบว่า เมื่อขับที่ความเร็วคงที่ 45 ไมล์ หรือ 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราการสิ้นเปลืองพลังงานจะอยู่ที่ 107 ไมล์ ต่อ 1 แกลลอน (38 กม./ลิตร หรือ 89.1 ไมล์/ยูเอสแกลลอน) หรือคิดเป็น 2.64 ลิตร/100 กม. เมื่อเทียบกับมาตรฐานข้อกำหนดอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันของรถอีโค่คาร์ในประเทศไทย ซึ่งกำหนดอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันไว้น้อยกว่าหรือเท่ากับ 5 ลิตร/100 กม.* แล้ว ถือว่าคอนเซ็ปต์คาร์รุ่นนี้ทำได้ดีกว่ามากทีเดียว นอกจากนี้อัตราการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ของรถรุ่นนี้ยังอยู่ในระดับที่ดีขึ้นอีกด้วย เมื่อเทียบกับมาตรฐานการวัดค่าไอเสียและอัตราสิ้นเปลืองในการขับขี่ของยุโรป (New European Driving Cycle (NEDC)) โดยเปลี่ยนแปลงถึง 4.67 กรัม/กม. ซึ่งเป็นผลจากการใช้น้ำมันเครื่องที่ผลิตขึ้นโดยเฉพาะ หรือพูดได้ว่า ช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้ถึงร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับน้ำมันเครื่องเกรดมาตรฐานทั่วไป**

มาร์ค เกนส์โบรห์ รองประธานกรรมการบริหารธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นของเชลล์  ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนโครงการนี้ กล่าวว่า “นี่เป็นอีกก้าวที่ยิ่งใหญ่ของวิศวกรรมยานยนต์ ผมภูมิใจมากกับความสำเร็จครั้งนี้ของนักวิทยาศาสตร์เชลล์และพันธมิตรจาก จีโอ เทคโนโลยี และ กอร์ดอน เมอร์เรย์ ดีไซน์ ข้อมูลเชิงลึกที่เราได้จากโครงการนี้สามารถนำไปใช้ต่อยอดเพื่อช่วยแก้ปัญหาการใช้พลังงานสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันนี้การใช้พลังงานและปัญหาโลกร้อน เป็นปัญหาสำคัญของสังคม โครงการนี้แสดงให้เห็นว่า หากมีการนำเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในปัจจุบันมาใช้ ซึ่งรวมถึงศาสตร์ด้านน้ำมันเครื่องที่ล้ำสมัย เราสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมากในการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ นอกจากนี้ประโยชน์ในเรื่องของการลดค่าใช้จ่ายที่เป็นผลมาจากการออกแบบร่วมกันของเครื่องยนต์และน้ำมันเครื่องครั้งนี้ยังเป็นที่น่าประทับใจ และเน้นให้เห็นถึงข้อดีมากมายที่เกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างพันธมิตรในโครงการนี้ นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นว่าน้ำมันเครื่องมีบทบาทสำคัญที่จะช่วยทำให้ไปถึงเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อีกด้วย”

รถยนต์คอนเซ็ปต์คาร์ของเชลล์ ผ่านการทดสอบอิสระร่วมกับรถยนต์รุ่นอื่นๆ ณ ศูนย์ทดสอบที่ได้รับการยอมรับตามมาตรฐานของสหราชอาณาจักร ภายใต้รูปแบบการทดสอบแบบเดียวกัน เพื่อวัดอัตราการประหยัดน้ำมันและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในการทดสอบ NEDC รถยนต์คอนเซ็ปต์คาร์ของเชลล์ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำกว่าทั้งรถซิตี้คาร์ที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันเชื้อเพลิง (28%) และรุ่นไฮบริด (32%)

ในการคิดค้นครั้งนี้ เชลล์ เป็นผู้จัดเตรียมน้ำมันทั้งหมดที่ต้องใช้กับรถยนต์ รวมถึงออกแบบน้ำมันเครื่องให้เป็นกรณีพิเศษ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมให้กับรถยนต์ และลดแรงเสียดทานในเครื่องยนต์  ทั้งนี้ ทีมงานด้านเทคโนโลยีน้ำมันเครื่องของเชลล์ได้ผลิตน้ำมันเครื่องขึ้นมาโดยเฉพาะ โดยใช้ต้นแบบจากเชลล์ เฮลิกส์ อัลตร้า ซึ่งเป็นน้ำมันเครื่องสังเคราะห์เกรดพรีเมี่ยมที่พัฒนาด้วยเทคโนโลยีเพียวพลัส ขณะเดียวกัน ทีมงานของ โอซามุ โกโต จากจีโอ เทคโนโลยี ยังได้พัฒนาเครื่องยนต์แบบ 3 กระบอกสูบ ซึ่งเป็นการออกแบบใหม่และปรับปรุงส่วนประกอบเครื่องยนต์ภายในหลายชิ้นที่เกี่ยวข้องกับการเสียดทาน โดยในการทดสอบ NEDC ภายใต้สภาพอากาศเย็น ของเหลวที่อยู่ในเครื่องยนต์สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ ร้อยละ 7.1 และในการทดสอบแบบผสม สามารถลดได้ร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับน้ำมันเครื่องเกรดปกติ** เป็นอีกครั้งที่แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของการออกแบบเครื่องยนต์และน้ำมันที่เกี่ยวข้องร่วมกัน

รถยนต์คอนเซ็ปต์คาร์ของเชลล์แสดงถึงการพลิกโฉมของแนวคิดการผลิต โดยใช้ตรรกะในการออกแบบ พัฒนา และผลิตรถยนต์ ด้วยแพลตฟอร์ม iStreamâ ที่ได้รับการจดสิทธิบัตร ของกอร์ดอน เมอร์เรย์ ดีไซน์ รถยนต์คันนี้ใช้เทคโนโลยีการผลิตชั้นเยี่ยม เพื่อให้ได้น้ำหนักเบา โดยรถทั้งคันมีน้ำหนักเพียง 550 กิโลกรัม และผลิตด้วยวัสดุที่ผ่านการเลือกเฟ้นอย่างดี โดยวัสดุเหล่านี้ก็ต้องถูกผลิตโดยขั้นตอนที่ใช้พลังงานน้อยและปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำด้วย  ประสบการณ์ของกอร์ดอน เมอร์เรย์ในการแข่งรถ ฟอร์มูล่า วัน (Formula One™) ยังถูกนำมาใช้ในการพัฒนารถยนต์ โดยเฉพาะในด้านความปลอดภัยเมื่อเกิดการชน และเรื่องของความเบา ชิ้นส่วนจำนวนมากของรถยนต์คันนี้สร้างขึ้นจากการพิมพ์แบบสามมิติ (3D printing) เพื่อเร่งกระบวนการสร้างรถยนต์ต้นแบบให้เร็วขึ้น และยังใช้คาร์บอนไฟเบอร์แบบรีไซเคิลในส่วนของตัวรถ ซึ่งมีต้นทุนเพียง 1 ใน 4 ของรถยนต์ปกติที่ทำจากเหล็ก อีกทั้งตัวรถยนต์เกือบทั้งหมดยังสามารถนำมา รีไซเคิลได้เมื่ออายุการใช้งานสิ้นสุดลง นอกจากนี้รถยนต์คันนี้ยังสามารถใช้ร่วมกับแอพพลิเคชั่น ไดร์ฟแอพ (Drive App) เวอร์ชั่นอัพเดทของเชลล์ ผ่านสมาร์ทโฟน โดยแอพพลิเคชั่นนี้จะให้ข้อมูลแบบเรียลไทม์กับคนขับผ่านกราฟฟิคบนหน้าจอ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการใช้น้ำมันนั้นขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของคนขับเป็นอย่างมาก

หากมองในมุมของการออกแบบ รถยนต์คอนเซ็ปต์คาร์ของเชลล์คันนี้มีความแปลกใหม่ด้วยรูปลักษณ์ที่ดูสูงและแคบ แฝงความสนุกด้วยการวางตำแหน่งคนขับไว้ตรงกลางแบบสปอร์ต พร้อมที่นั่งผู้โดยสารสองที่ด้านหลัง ซึ่งถือเป็นการจัดที่นั่งแบบล้ำสมัย จึงสามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึงสามคนแม้มองจากภายนอกจะดูมีขนาดเล็กมาก รวมทั้งยังทำให้วงเลี้ยวของรถแคบลงอีกด้วย โดยรถคันนี้สามารถเลี้ยวเป็นวงกลมภายในหน้าปัดหอนาฬิกาบิ๊กเบนได้เลย  จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการใช้งานในเมือง

ดร.แอนดรูว์ เฮเปอร์ รองประธานทีมวิจัยน้ำมันเครื่องของเชลล์กล่าวว่า “รถยนต์ของเราอาจมีขนาดเล็ก แต่เต็มไปด้วยศักยภาพ เราต้องการให้มีการพูดถึงการสร้างรถยนต์ที่ใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และในอีกไม่นานนี้ เราก็ตั้งใจที่จะแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกจากการวิจัยในโครงการนี้ให้กับนักออกแบบเครื่องยนต์ ผู้ผลิตรถยนต์ นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านอื่นๆ ในแวดวงรถยนต์ด้วยเช่นกัน”

2.2

รุป 2.2รถยนต์คอนเซ็ปต์คาร์ของเชลล์คันนี้มาในรูปลักษณ์ที่ดูสูงและแคบ และแฝงความสนุก

ด้วยการวางตำแหน่งคนขับไว้ตรงกลางแบบสปอร์ต พร้อมที่นั่งผู้โดยสาร  สองที่ด้านหลัง

เครื่องยนต์แบบ 3 กระบอกสูบ ซึ่งเป็นการออกแบบใหม่และปรับปรุงส่วนประกอบเครื่องยนต์ภายในหลายชิ้นที่เกี่ยวข้องกับการเสียดทาน

* อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันของรถยนต์อีโค่คาร์ รุ่นที่ 1 กำหนดไว้ที่น้อยกว่าหรือเท่ากับ 5 ลิตร/100 กม. อ่านข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพิ่มเติมได้ที่: http://www.boi.go.th

**น้ำมันเครื่องเกรดมาตรฐานทั่วไปที่จำหน่ายอยู่ในสหราชอาณาจักร

ที่มา http://www.energysavingmedia.com/news/page.php?a=10&n=91&cno=8817

 

 

เมื่อหายใจรับอากาศที่ปนเปื้อนมลพิษอาจเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคอ้วน กลุ่มที่ 10

การศึกษาในหนูทดลองพบว่า มลพิษทางอากาศไม่ได้แค่เพียงส่งผลกระทบต่อปอดเท่านั้น มันยังอาจจะส่งผลกระทบต่อไขมันบริเวณรอบเอวของพวกเราอีกด้วย

ปักกิ่งซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศจีน ในบางครั้งจะมีระดับของมลพิษทางอากาศแย่ที่สุดในโลก ในวันที่แย่จริง ๆ นั้น อากาศสามารถบรรจุอนุภาคมลพิษขนาดเล็กได้มากกว่า 10 เท่าของที่ WHO ได้กำหนดไว้ว่าปลอดภัยต่อมนุษย์ ในการศึกษาใหม่นี้ หนูทดลองที่สูดอากาศเหล่านี้เข้าไปจะมีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นและสุขภาพโดยรวมไม่ดี เมื่อเทียบกับหนูทดลองที่สูดอากาศหายใจที่บริสุทธิ์กว่า ผลการทดลองแนะให้เห็นว่า การสัมผัสกับมลพิษทางอากาศสามารถที่จะเพิ่มความเสี่ยงในการมีน้ำหนักที่มากกว่าปกติได้

และ Loren Wold เพิ่มเติมว่า “มันมีแนวโน้มค่อนข้างสูงมากที่จะเกิดขึ้นเช่นเดียวกันในมนุษย์”

Wold ทำงานให้กับ Ohio State University ที่ Columbus ที่นั่น เขาทำการศึกษาว่า มลพิษทางอากาศส่งผลกระทบต่อหัวใจอย่างไร เขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการศึกษาในครั้งนี้ แต่เขาพูดว่า มันมีความสอดคล้องกันกับหลายการศึกษาซึ่งแนะว่า มลพิษทางอากาศนั้นมีผลกระทบต่อกระบวนการเมตาบอลิซึ่ม ซึ่งใช้ในการจัดการอาหารภายในร่างกายสำหรับการสร้างพลังงาน

อากาศที่มีมลพิษนั้นประกอบไปด้วย อนุภาคของเถ้า ฝุ่นและสารเคมีอื่น ๆ ในบางครั้ง อนุภาคเหล่านี้มีมากมายจนทำให้เกิดหมอกหนาทึบที่ทำให้การมองเห็นนั้นลดลงได้

การศึกษาก่อนหน้าในกลุ่มเด็กอายุ 18 ปีที่ Southern California พบว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างการจราจรที่ติดขัดกับปริมาณ BMI ที่เพิ่มขึ้นสูง ในกลุ่มพื้นที่ที่มีการจราจรติดขัดมีแนวโน้มที่จะมีอนุภาคขนาดเล็กเจือปนในอากาศปริมาณสูงเช่นกัน การศึกษาอีกอันหนึ่งค้นพบว่า เมื่อหนูที่กำลังตั้งครรภ์ได้สัมผัสกับควันเสียของเครื่องยนต์ดีเซล ลูกของมันจะมีน้ำหนักมากผิดปกติ และมีอาการอักเสบในบริเวณสมองด้วย

ในการศึกษาใหม่ นักวิจัยได้ทำการทดสอบว่า มลพิษในอากาศของเมืองปักกิ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพของหนูทดลองที่ตั้งครรภ์อย่างไร

Jim Zhang เป็นนักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมที่ Duke University ใน Durham เขาและทีมวิจัยของเขาได้นำหนูทดลองไปไว้ในกล่องสองกล่องในที่ร่มของเมืองปักกิ่ง พวกเขาทำการปล่อยมลพิษทางอากาศของเมืองปักกิ่งเข้าไปโดยตรงในกล่องใบหนึ่ง ส่วนท่ออากาศของอีกหนึ่งกล่องนั้นจะมีตัวกรองทำหน้าที่ในการกรองอากาศอยู่ ตัวกรองจะทำการกำจัดอนุภาคขนาดใหญ่จากอากาศและประมาณ 2 ใน 3 ของอนุภาคขนาดเล็ก สิ่งนี้จะมีลักษณะคล้ายกับอากาศที่คนทั่วไปสูดหายใจในชนบทของประเทศสหรัฐอเมริกา

หนูทดลองทั้งหมดจะกินอาหารเหมือนกันทั้งชนิดและปริมาณ แต่หลังจากนั้น 19 วัน หนูทดลองที่ตั้งครรภ์ซึ่งหายใจเอาอากาศที่มีมลพิษเข้าไปนั้นจะมีน้ำหนักมากกว่าหนูทดลองที่หายใจอากาศที่ได้รับการกรอง พวกมันยังมีระดับของคลอเรสเตอรอลที่สูงอีกด้วยในกระแสเลือดซึ่งมากกว่ากลุ่มหนูทดลองที่หายใจอากาศที่ได้รับการกรอง

กลุ่มที่หายใจเอาอากาศที่มีมลพิษเข้าไปมีระดับของอาการอักเสบสูง ซึ่งเป็นสัญญาณของเนื้อเยื่อที่ได้รับการทำลาย หนูในกลุ่มนี้ยังมีการต่อต้านสารอินซูลินสูงด้วยเช่นกัน นั่นหมายความว่าร่างกายของพวกมันไม่ตอบสนองกับสารอินซูลิน ฮอร์โมนที่ช่วยในการเปลี่ยนน้ำตาลให้เป็นพลังงาน การต่อต้านอินซูลินสามารถทำให้เกิดโรคเบาหวานได้

เมื่อนำผลมารวมกัน อาการนี้ชี้ให้เห็นว่าหนูทดลองมีการพัฒนาการเป็นโรค metabolic syndrome ซึ่งทำให้พวกมันมีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคหัวใจและโรคเบาหวาน

ในระหว่างการทดลอง หนูที่ตั้งครรภ์จะทำการคลอดลูก ลูกของพวกมันจะอยู่ในกล่องเดียวกันกับที่แม่อยู่ และหนูวัยเด็กที่ได้รับอากาศที่มีมลพิษจะมีน้ำหนักมากกว่าหนูที่เกิดมาจากแม่ที่อาศัยอยู่ในอากาศที่สะอาดกว่า เช่นเดียวกันกับแม่ของมัน ลูกหนูที่เกิดมาจากการหายใจเอาอากาศที่มีมลพิษเข้าไปจะมีอาการอักเสบและการต่อต้านสารอินซูลินด้วย

Zhang และ Wold กล่าวว่า การให้ความสำคัญกับระดับมลพิษในอากาศสามารถที่จะช่วยให้คนเราจัดการปัญหาความเสี่ยงทางด้านสุขภาพได้ ในวันที่ระดับของมลพิษทางอากาศนั้นสูงมาก พวกเขาแนะนำว่าให้อยู่ในพื้นที่ในร่มถ้าเป็นไปได้ หรืออย่างน้อยให้หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก ๆ ในที่แจ้ง

ที่มา: https://student.societyforscience.org/article/breathing-very-dirty-air-may-boost-obesity-risk

Original Journal Source: Y. Wei et al. Chronic exposure to air pollution particles increases the risk of obesity and metabolic syndrome: Findings from a natural experiment in Beijing. FASEB Journal (Published by the Federation of American Societies for Experimental Biology). Posted early online February 18, 2016. doi: 10.1096/fj.201500142.

เด็กที่เคยได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจมีแนวโน้มที่จะเป็นไมเกรนเมื่อโตขึ้น กลุ่มที่10

 การศึกษาเบื้องต้นที่ได้รายงานเมื่อเร็วๆ นี้ ในงานประชุมทางวิชาการประจำปี the American Academy of Neurology ครั้งที่ 68 ณ เมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา ระหว่างวันที่ 15-21 เมษายน 2559 ซึ่งคณะวิจัยได้เปิดเผยว่า “เด็กที่เคยถูกทารุณทางอารมณ์มีแนวโน้มที่จะเป็นไมเกรนเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ การศึกษานี้ชี้ชัดว่า การกระทบกระเทือนทางอารมณ์มีความเชื่อมโยงกับไมเกรนอย่างเด่นชัด มีผลมากกว่าการได้รับการกระทบกระเทือนทางกายหรือการล่วงละเมิดทางเพศ”

นายแพทย์ Gretchen Tietjen จาก University of Toledo ในเมืองโอไฮโอ ผู้เขียนงานวิจัยนี้และเป็นสมาชิกของสมาคม The American Academy of Neurology ได้กล่าวว่า “ความรุนแรงทางอารมณ์เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด อันจะนำไปสู่ความเสี่ยงต่อภาวะไมเกรนให้เพิ่มขึ้น การล่วงละเมิดในวัยเด็กจะส่งผลกระทบในระยะยาวต่อสุขภาพและพฤติกรรมของเด็ก”

ในการศึกษานี้ ผู้วิจัยได้ทำการสอบถามเกี่ยวกับการได้รับความกระทบกระเทือนทางอารมณ์ด้วยคำถามที่ว่า “พ่อแม่หรือผู้ปกครองของคุณ พูดในสิ่งที่ทำร้ายจิตใจ ทำให้รู้สึกว่าคุณไม่เป็นที่ต้องการหรือไม่ได้เป็นที่รักของครอบครัวบ่อยแค่ไหน”

งานวิจัยนี้ได้รวบรวมอาสาสมัครทั้งหมด 14,484 คน ที่มีอายุระหว่าง 24-32 ปี โดยประมาณ 14% ของผู้ร่วมโครงการนั้น ได้ถูกวินิจฉัยแล้วว่าเป็นไมเกรน และอาสาสมัครทุกคนถูกถามถึงประสบการณ์ในวัยเด็กเกี่ยวกับการได้รับความกระทบกระเทือนทางอารมณ์ ทางร่างกาย และทางเพศ

สำหรับความกระทบกระเทือนทางกายที่สนใจ ได้แก่ การถูกชกต่อย ถูกเตะ ถูกผลักเข้ากำแพง ผลักให้ล้มลงกับพื้น หรือถูกผลักตกบันได และในกรณีของการได้รับความกระทบกระเทือนทางเพศ ได้รวมถึงการถูกบังคับ/ขืนใจ หรือการถูกล่วงละเมิดทางเพศอื่นๆ ด้วย

  • - 47% ของผู้เข้าร่วมทั้งหมดให้คำตอบว่าเคยได้รับการกระทบกระเทือนทางอารมณ์
  • - 18% สำหรับเคยได้รับความกระทบกระเทือนทางร่างกาย
  • - 5% เคยได้รับการล่วงละเมิดทางเพศ
  • ในกลุ่มที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นไมเกรนนั้น 61% เคยได้รับความรุนแรงทางอารมณ์ในวัยเด็ก
  • ส่วนกลุ่มที่ไม่เคยเป็นไมเกรนนั้น 49% เคยได้รับความกระทบกระเทือน
  • และ 55% ของผู้ที่เคยได้รับความรุนแรงนี้ มีแนวโน้มที่จะเป็นไมเกรนมากกว่าผู้ที่ไม่เคยได้รับความกระทบกระเทือนเลย เมื่อตัดผลทางด้านอายุ รายได้ การแข่งขัน และเพศออกไป

กลุ่มผู้ที่ได้รับความรุนแรงทางอารมณ์ซึ่งคิดเป็น 52% ของทั้งหมด มีแนวโน้มเป็นไมเกรนมากกว่าผู้ที่ไม่เคยประสบความรุนแรง ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่ได้รับความรุนแรงทางเพศหรือทางร่างกายกลับไม่แสดงผลกระทบที่มีต่อความเสี่ยงในการเป็นไมเกรนอย่างชัดเจน เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่เคยได้รับความรุนแรงใดๆ

นอกจากนี้ คณะวิจัยได้ทำการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการได้รับความรุนแรงทางอารมณ์และการเป็นไมเกรน โดยการปรับเปลี่ยนสภาวะที่มีต่อความวิตกกังวลและความเครียด ซึ่งการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่เคยได้รับความรุนแรงทางอารมณ์มีแนวโน้มเป็นไมเกรนมากกว่าผู้ที่ไม่เคยได้รับความรุนแรงคิดเป็น 32%

Tietjen ได้เน้นย้ำว่า การศึกษานี้ได้แสดงให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างความกระทบกระเทือนทางอารมณ์ในวัยเด็กกับการเป็นไมเกรนเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกันและมักเกิดขึ้น แต่การศึกษานี้ไม่ได้บอกถึงสาเหตุและผลกระทบ ถึงแม้ว่าผลการศึกษาจะชี้ให้เห็นว่า การเป็นไมเกรนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่อได้รับความรุนแรงทางอารมณ์เพิ่มมากขึ้น “ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ดังกล่าว นี่เป็นเพียงสิ่งหนึ่งที่หมออาจจะต้องนำไปพิจารณาร่วมด้วยเมื่อทำการรักษาคนไข้ที่เป็นไมเกรน” Tietjen กล่าวสรุป

  • ที่มาhttps://www.sciencedaily.com/releases/2016/03/160302182237.htm

นักวิทยาศาสตร์ตรวจพบอะตอมออกซิเจนในชั้นบรรยากาศดาวอังคาร กลุ่มที่ 23

เครื่องตรวจวัดรังสีบนกล้องโทรทรรศน์ Stratospheric Observatory for Infrared Astronomy (SOFIA) ตรวจพบอะตอมออกซิเจนในชั้นบรรยากาศดาวอังคารได้เป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปี อะตอมที่ค้นพบนี้อยู่ในบรรยากาศชั้นบนของดาวอังคาร (ชั้นมีโซสเฟียร์)

as20160516_1_01

อะตอมออกซิเจนส่งผลต่อแก๊สอื่นๆในชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์ดวงนี้ ทั้งนี้นักวิทยาศาสตร์เพิ่งตรวจพบปริมาณอะตอมออกซิเจนได้เพียงครึ่งหนึ่งจากที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งอาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงในชั้นบรรยากาศดาวอังคาร โดยนักวิทยาศาสตร์พยายามใช้กล้องโทรทรรศน์ SOFIA ศึกษาการเปลี่ยนแปลงนี้ต่อไป  เพื่อช่วยไขข้อข้องใจเกี่ยวกับชั้นบรรยากาศของดาวอังคาร

ก่อนหน้านี้ภารกิจไวกิ้งและมาริเนอร์ทำการตรวจวัดอะตอมออกซิเจนไว้เมื่อปี 1970 ส่วนการสังเกตการณ์ล่าสุดโดยกล้องโทรทรรศน์ SOFIA นั้นติดไปกับเครื่องบินที่ความสูง 11,000 เมตร – 14,000 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งที่ระดับความสูงนี้กล้องโทรทรรศน์จะอยู่สูงกว่าชั้นบรรยากาศโลกที่ดูดกลืนรังสีอินฟาเรด โดยเครื่องตรวจวัดนี้ช่วยให้นักดาราศาสตร์สามารถแยกออกซิเจนในชั้นบรรยากาศของดาวอังคารจากออกซิเจนในชั้นบรรยากาศของโลกได้เป็นอย่างดี

อ้างอิง : http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-news/2530-atomic-oxygen-in-martian-atmosphere

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1112130228851795

กบ..อ๊บ อ๊บ…เป็นนักพยากรณ์อากาศ จริงหรือ??? (forecasting frog) โดยกลุ่ม 6

 forecasting frog

กบเอยทำไมจึงร้อง กบเอยทำไมจึงร้อง ? … ที่กบมันร้องก็เพราะว่าท้องมันปวด

ท้องเอยทำไมจึงปวด ท้องเอยทำไมจึงปวด ? … ที่ท้องมันปวดก็เพราะว่าข้าวมันดิบ

ข้าวเอยทำไมจึงดิบ ข้าวเอยทำไมจึงดิบ ? … ที่ข้าวมันดิบก็เพราะว่าไฟมันดับ

ไฟเอยทำไมจึงดับ ไฟเอยทำไมจึงดับ ? … ที่ไฟมันดับก็เพราะว่าฟืนมันเปียก

ฟืนเอยทำไมจึงเปียก ฟืนเอยทำไมจึงเปียก ? … ที่ฟืนมันเปียกก็เพราะว่าฝนมันตก

ฝนเอยทำไมจึงตก ฝนเอยทำไมจึงตก ? … ที่ฝนมันตกก็เพราะว่ากบมันร้อง …

      บทเพลงสมัยก่อนนู้นนนนนน ที่สอนให้เราได้เข้าใจว่า ทุกสิ่งในโลกนั้นล้วนเกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดผลที่ตามมา และวนไปมาเป็นวงจรไม่สิ้นสุด ซึ่งทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า “ปฏิจจสมุปบาท”

จากเพลงจะเห็นได้ว่าผู้แต่ง แต่งขึ้นโดยอิงจากเหตุการณ์ธรรมชาติที่พบเห็นได้ทั่วไป ซึ่งบางกรณีก็บอกไม่ได้ว่าเป็นเหตุและผลของเหตุการณ์นั้นๆจริงหรือไม่ อย่างประโยคที่ว่า “ฝนมันตกก็เพราะว่ากบมันร้อง”

แต่เคยสังเกตหรือไม่ว่าในธรรมชาตินั้นเมื่อฝนตกมักจะมาพร้อมๆกับเสียงกบร้องแทบทุกครั้ง ซึ่ง “กบ” นั้นถือว่าเป็น 1 ในสัตว์ที่คาดว่าเป็นนักพยากรณ์อากาศหนึ่งของโลกเลยทีเดียว ถ้ามองตามแนวคิดของชารลส์ โรเบิร์ต ดาร์วิน (Charles Robert Darwin)นักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษนั้น เราก็มองได้ว่ามันเป็นสัญชาตญาณของสัตว์ ที่มีกลไกในการปรับตัวตามสภาพแวดล้อมเพื่อความอยู่รอดนั่นเอง (survival mechanism) หากสัตว์ใดไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปได้ ก็จะสูญพันธ์ไปในที่สุดตามกลไกการคัดเลือกโดยธรรมชาติ Natural selection

Charles Darwin

ชารลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin)

     เราอาจจะเคยได้ยินว่า “กบ “ ที่เป็นสัตว์ครึ่งน้ำครึ่งบกชนิดที่มีเสียงดังนั้น จะร้องด้วยเสียงต่ำ ยาว และดังกว่าปกติหากสภาพอากาศแปรปรวนในชั้นขอบฟ้า เมื่อเราได้ยินเสียงกบดังขึ้นเรื่อยๆ ก็อาจจะสามารถคาดเดาได้ว่าพายุกำลังก่อตัวขึ้น !!!

     หากกบอยู่นิ่งบนต้นไม้ แสดงว่าวันนั้นท้องฟ้าจะปลอดโปร่ง เพราะว่าเมื่อท้องฟ้าโปร่งอากาศจะแห้ง แมลงจึงบินได้ค่อนข้างสูง กบจึงต้องปีนขึ้นไปเพื่อจับแมลงบนต้นไม้ แต่ถ้ากระโดดลงมาจากต้นไม้แล้วนั่งยองๆบนพื้น แสดงวันนั้นท้องฟ้าจะมืดครึ้มเหตุนี้ก็เพราะว่าเมื่อฝนตกความชื้นในอากาศมีมาก ปีกของแมลงจะมีหยดน้ำเกาะทำให้บินได้ไม่สูง กบจึงรอพวกแมลงอยู่ที่พื้นดินด้วยเหตุนี้คนจึงสามารถตัดสินสภาพอากาศได้จากการปีนขึ้นลงต้นไม้ของกบ นอกจากนั้นแล้วกบยังเปลี่ยนสีผิวตามฤดูได้ ฤดูร้อนผิวของกบจะเปลี่ยนเป็นสีอ่อน เมื่อถึงฤดูหนาวผิวจะเปลี่ยนเป็นสีเข้ม นอกจากนั้นกบยังสามารถเปลี่ยนสีผิวตามสิ่งที่มันเกาะได้อีกด้วย

แต่นอกจากกบแล้วก็ยังมีสัตว์อื่นๆอีกที่เรามักจะคาดสภาพอากาศจากมัน เช่น นก วัว ผึ้ง ผีเสื้อ แกะ แมลงเต่าทอง มด Groundhog

frog rainy season

กบในฤดูฝน

     ในกวีนิพนธ์ของต่างประเทศก็มีอ้างอิงถึงกบนักพยากรณ์ไว้เช่นกัน กบพยากรณ์ (green tree frog) อยู่ในโหลแก้วที่มีน้ำอยู่ครึ่งโหลและมีบันไดเล็กๆวางพาดอยู่ด้านใน เลียนแบบสภาวะธรรมชาติเพื่อเป็นการพยากรณ์อากาศในวันข้างหน้าอันใกล้

ถ้ากบเกาะบันไดที่อยู่ใต้ผิวน้ำ แสดงว่าอากาศที่แปรปรวนใกล้เข้ามา แต่ถ้าปีนขึ้นไปอยู่บนบันไดเหนือน้ำ แสดงว่าอากาศจะแจ่มใส แต่หากกบเริ่มร้องเสียงดังแล้วเมื่อไหร่ละก็หมายถึงพายุกำลังจะมาแน่ๆ

ในสภาพธรรมชาตินั้นกบจะกระโดดไปมาระหว่างกิ่งไม้เพื่อจับแมลง แต่เมื่อฤดูหนาวเข้ามาถึงกบจะลงมาอยู่ที่พื้นดินระหว่างโคลนกับใบไม้ ไม่ต่างกับเวลาที่อยู่ในขวดโหลเลย

frog in jar

กบพยากรณ์ในขวดโหล

ฟังมาถึงตรงนี้แล้ว พอตอบกันได้รึยังเอ่ยว่า กบเป็นนักพยากรณ์อากาศจริงหรือเปล่า??

กลไกการคัดเลือกโดยธรรมชาติ หรือ Natural selection นี้ เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดวิวัฒนาการในสิ่งมีชีวิต และก่อให้เกิดความหลากหลายในธรรมชาติอย่างทุกวันนี้ ตามทฤษฎีวิวัฒนาการ (Theory of Evolution) ของดาร์วิน ที่กล่าวว่า “สิ่งมีชีวิตทุกชนิดมีความสัมพันธ์กัน และมีบรรพบุรุษมาจากสิ่งเดียวกัน แต่เปลี่ยนกันไปตามกาลเวลา ไม่ว่าจะเป็นสัตว์หรือพืชล้วนแล้วแต่สัมพันธ์กัน” นั่นเอง

12 กุมภาพันธ์ 2558 นี้ ครบ 206 ปี ชารลส์ โรเบิร์ต ดาร์วิน นักวิทยาศาสตร์ผู้ทำการปฏิวัติความเชื่อเดิมๆ เกี่ยวกับที่มาของสิ่งมีชีวิต และเสนอทฤษฎีซึ่งเป็นทั้งรากฐานของทฤษฎีวิวัฒนาการสมัยใหม่ และหลักการพื้นฐานของกลไกการคัดเลือกโดยธรรมชาติ(natural selection) แล้วนะ… ^____^

ชาลส์ ดาร์วิน วัยเจ็ดขวบ เมื่อปี ค.ศ. 1816

 ชารลส์ ดาร์วิน วัยเจ็ดขวบ เมื่อปี ค.ศ. 1816

ข้อมูลจาก

http://darwin200.christs.cam.ac.uk/pages/index.php?page_id=d3

http://www.weather.com/science/news/animals-predicting-weather-20130201#/2

http://www.xn--42c8ao1akazf5c2be0gsk.com/?p=581

http://friendsofdarwin.com/2013/02/20130224/

http://www.ukweatherworld.co.uk/forum/index.php?/topic/83857-the-frogs-ladder/

http://www.abc.net.au/news/2011-09-13/20110913tree-frogs-tame-weather/2897130

http://en.wikipedia.org/wiki/Charles_Darwin

http://www.darwins-theory-of-evolution.com/

ที่มา: http://www.scimath.org/biologyarticle/item/4579

https://web.facebook.com/rmutphysics/posts/1112137295517755